ประวัติศาสตร์การสังคายนาในพระไตรปิฎก
(คัดลอกจาก พระไตรปิฎกฉบับประชาชน
โดย อ.สุชีพ ปุญญานุภาพ) *
สัตตสิติกขัยธกะ (หมวดว่าด้วยพระอรหันต์
๗๐๐ รูป ในการสังคายนาครั้งที่ ๒)
วัตถุ ๑๐ ประการ
เมื่อพุทธปรินิพพานล่วงแล้ว ๑๐๐ ปี ภิกษุพวกวัชชีบุตร ชาวเมืองไพศาลี
แสดงวัตถุ ๑๐ ประการ (ซึ่งผิดธรรมวินัย)ว่า เป็นของควรหรือถูกต้องตามธรรมวินัย
คือ
๑. เก็บเกลือไว้ในเขาสัตว์ (เขนง) เอาไว้ฉันกับอาหารได้ (ความจริง
ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เพราะเมื่อเก็บไว้ค้างคืนแล้วนำมาปนกับอาหาร อาหารนั้นก็เหมือนค้างคืนด้วย)
๒. ตะวันชายไปแล้ว ๒ นิ้ว ฉันอาหารได้ (ความจริง ต้องอาบัติปาจิตตีย์
เพราะฉันอาหารในเวลาวิกาล คือเที่ยงแล้วไป)
๓. ภิกษุฉันอาหารในที่นิมนต์จนบอกพอ ไม่รับอาหารที่เขาเพิ่มเติมแล้วคิดว่าจะเข้าบ้าน
ฉันอาหารที่ไม่เป็นเดนได้ (ความจริงไม่ได้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์)
๔. ภิกษุอยู่ในสีมาเดียวกัน ทำอุโบสถแยกกันได้ (ความจริงไม่ได้ ต้องอาบัติทุกกฎ)
๕. สงฆ์ยังมาประชุมไม่พร้อมกัน แต่ครบจำนวนพอที่จะทำกรรมได้ ก็ควรทำไปก่อนได้
แล้วขออนุมัติหรือความเห็นชอบจากภิกษุผู้มาทีหลัง (ความจริงไม่ควร)
๖. เรื่องที่อุปัชฌายะอาจารย์เคยประพฤติมาแล้วใช้ได้ (ความจริงถ้าถูกก็ใช้ได้
ถ้าผิดก็ใช้ไม่ได้)
๗. นมสดที่แปรแล้ว แต่ยังไม่เป็นนมส้ม ภิกษุฉันในที่นิมนต์ จนบอกไม่รับอาหารที่เขาถวายเพิ่มให้แล้ว
คงดื่มนมนั้นได้ (ความจริงไม่ได้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เพราะยังไม่เข้าลักษณะเภสัช
๕)
๘. น้ำเมาอย่างอ่อนที่มีรสเมาเจืออยู่น้อย ไม่ถึงกับจะทำให้เมา ควรดื่มได้
(ความจริงไม่ควร)
๙. ผ้าปูนั่งที่ไม่มีชาย ควรใช้ได้ (ความจริงไม่ควร)
๑๐. ทองเงิน ควรรับได้ (ความจริงไม่ควร ถ้ารับ ต้องอาบัติปาจิตตีย์)
พระยสะ กากัณฎกบุตร คัดค้าน
ภิกษุพวกวัชชีบุตรเอาถาดใส่น้ำ เที่ยวเรี่ยไรเงินพวกอุบาสกที่มาในวันอุโบสถ
เพื่อเป็นค่าบริขารของพระสงฆ์. พระยสะ กากัณฏกบุตร (ซึ่งเป็นพระมาจากที่อื่น)
กล่าวห้ามอุบาสกเหล่านั้นว่าไม่ควรให้ แต่เพราะไม่รู้วินัย เขาจึงให้ไปตามที่เคยให้มา.
ตกกลางคืนภิกษุเหล่านั้นแบ่งเงินกันแล้วเฉลี่ยมาให้ พระพระยสะ กากัณฏกบุตร
ท่าปฏิเสธ ก็โกรธเคือง หาว่าท่านด่าอุบาสกเหล่านั้น จึงประชุมกันลงปฏิสาราณียกรรม(ให้ไปขอขมาชาวบ้าน).
พระยสะ กากัณฏกบุตร จึงอ้างวินัยว่า จะต้องมีพระเป็นทูตไปด้วย ๑ รูป.
เมื่อภิกษุวัชชีบุตรสวดประกาศแต่งตั้งภิกษุรูปหนึ่งมอบให้ไปด้วยแล้ว
พระยสะก็เข้าไปหาอุบาสกเหล่านั้น ชี้แจงข้อที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้หลายแห่ง
ห้ามรับทองเงิน. อุบาสกเหล่านั้น ได้ทราบข้อวินัยก็เลื่อมใสพระยสะ
และกล่าวประณามภิกษุวัชชีบุตร. เมื่อกลับจากที่นั้น ภิกษุที่เป็นทูตร่วมไปด้วยก็แจ้งให้ภิกษุวัชชีบุตรทราบต่างพากันโกรธเคืองพระยสะ
อ้างว่า การที่พระยสะไปพูดกับคนเหล่านั้นเป็นการไปแจ้งความแก่คฤหัสถ์โดยมิได้รับแต่งตั้งจากสงฆ์
จึงควรลงอุกเขปนียกรรม (ยกเสียจากหมู่ ไม่ให้ใครคบด้วย)
การสังคายนาครั้งที่ ๒
พระยสะ กากัณฏกบุตร จึงหนีไป ชวนพระเถระที่เห็นแก่ธรรมวินัยหลายรูป
ซึ่งเป็นประมุขสงฆ์อยู่ในที่ต่างๆ เช่น พระสัพพกามี, พระสาฬหะ, พระอุชชโสภิตะ(บางแห่งว่า
ขุชชโสภิตะ), พระวาสภะคามิกะ ๔ รูปนี้ เป็นผู้แทนคณะสงฆ์ฝ่ายตะวันออก
พระเรวตะ, พระสัมภูตะ สาณวาสี, พระยสะ กากัณฏกบุตร, พระสุมนะ ๔ รูปนี้เป็นผู้แทนคณะสงฆ์ฝ่ายตะวันตก
(ชาวเมืองปาฐา) รวมทั้งพระอรหันต์ทัส้งหลายเป็นอันมากถึง ๗๐๐ รูป ประชุมกัน
ณ วาลิการาม โดยมีพระอชิตะผู้มีพรรษา ๑๐ เป็นผู้ปูอาสนะ วินิจฉัยวัตถุ
๑๐ ประการ แสดงที่มาที่ทรงห้ามไว้ ปรับอาบัติไว้อย่างชัดเจน ชี้ขาดด้วยมติของสงฆ์
ให้วัตถุ ๑๐ นั้นผิดธรรมผิดวินัย มิใช่สัตถุศาสนา
(ประวัติการทำสังคายนาทั้งสองคราว คือครั้งที่ ๑ และครั้งที่ ๒ นี้
มีมาในพระไตรปิฎกด้วย เห็นได้ว่าเป็นการเพิ่มไว้เมื่อสังคายนาครั้งที่
๓ เพื่อให้เป็นหลักฐานความเป็นมาแห่งธรรมวินัย).
|