บทที่ ๗ | หน้าที่ ๑

อรุณรุ่ง ณ ขบวนจากเมืองสาวัตถี

ราชองครักษ์ทั้งสิบสองนายที่ติดตามอยู่ในขบวน คนหนึ่งชื่อวิภูทะเป็นหัวหน้าองครักษ์ เชี่ยวชาญเรื่องการสื่อสารและอ่านสัญญาณจากสัตว์ปีก อีกคนชื่อโฑณะ เชี่ยวชาญเรื่องการจดจำผู้คน และเส้นทางการเดินป่า คนต่อมาชื่อสิงหล เชี่ยวชาญเรื่องสมุนไพร และพืชมีพิษที่พบในป่าเขาลำเนาไพร อีกเก้าคนเชี่ยวชาญเรื่องการรบ และการต่อสู้ คือสี่คนเป็นนักแม่นธนู และห้าคนที่เหลือเป็นนักดาบ
แต่ละนายปลอมตัวเป็นเหล่าพ่อค้าที่นำเสบียงมาร่วมอำนวยความสะดวก แก่การเดินทางและคอยสอดส่องดูว่าเจ้าหญิงอยู่บริเวณไหน ครั้นพอตกกลางคืนมิได้เฉลียวใจ และต่างพากันหลับไหลไม่ได้สติ จนปล่อยให้เจ้าหญิงหายไปจากขบวน เมื่อถึงรุ่งเช้าตามหาอย่างไรก็ไม่พบ ต่างหวาดวิตกว่าหากกลับไปรายงานแก่องค์ราชาและองค์ราชินี หัวพวกตนคงมิพ้นหลุดออกจากบ่า พระธิดาองค์เดียวยังปล่อยให้รอดพ้นสายตาของคนทั้งสิบสองคนไปได้

“ทำอย่างไรดีคราวนี้”
หนึ่งในองครักษ์นามว่าภานุเอ่ยเคร่งเครียด
“พระธิดาไม่น่าจะเสด็จไปไหนได้ไกล เราอาจจะตามหาไม่ถี่ถ้วนเองก็ได้”
องครักษ์นามว่าสิงหลปลอบใจขึ้นมาบ้าง
“มิใช่เราหาไม่ถี่ถ้วน ขบวนของสาวัตถีมีผู้ติดตามเพียงไม่กี่คน เดินไม่กี่รอบก็สำรวจคนได้ครบ หากเป็นขบวนใหญ่ของนครราชคฤห์ทางฝั่งโน้นก็ว่าไปอย่าง”
รองหัวหน้าองครักษ์นามว่าโฑณะชี้นิ้วไปยังที่ตั้งของขบวนจากอีกเมืองพลางนึกเฉียวใจได้
“หรือว่า…”
“หรือว่ากระไรท่านโฑณะ ท่านทราบแล้วหรือว่าเจ้าหญิงอยู่ที่ไหน”
“ใจเย็นก่อนท่านสิงหล ข้าเพียงแต่นึกสงสัยว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ว่าพระธิดาจะเสด็จพลัดหลงเข้าไปในขบวนนั้น”

“เป็นไปได้ และเป็นไปแล้ว”
วิภูทะผู้เป็นหัวหน้าองครักษ์เดินเข้ามาในกลุ่มคนที่หารือกันอยู่พร้อมนกพิราบสื่อสาร และราชสาสน์ชิ้นเล็กๆ อันเป็นกระแสรับสั่งให้เหล่าราชองครักษ์เปลี่ยนบทบาทจากพ่อค้า เป็นบิดาและเครือญาติของสาวชาวป่า หายืมบ้านเรือนของชาวบ้านแถบนั้นไว้สักหลัง เมื่อพระธิดาเสด็จมาพร้อมทหารขององค์เทวินทร์วรมันต์ ในเวลาเย็นให้ออกมาต้อนรับ และออกปากอนุญาตให้บุตรีติดตาม ไปกับคาราวานของนครราชคฤห์พร้อมบ่าวไพร่อีกเพียงสามนาย ที่เหลือให้แยกย้ายกัน ติดตามขบวนอยู่ห่างๆ องครักษ์ที่เหลือน้อมรับคำสั่งพลางทำหน้าเหยเก

“พระธิดานะพระธิดา…”

นกพิราบบินกลับมาส่งข่าวอย่างปลอดภัย ราชองครักษ์ทั้งสิบสองนายยินยอมปฏิบัติตามกระแสรับสั่ง จันทราวตีรับข่าวสารแล้วทำลายทิ้ง ให้สัญญาณนกน้อยบินจากไปหาที่ซ่อน

“แน่พระทัยแล้วหรือเพคะ”
เมื่อยามอยู่ในกระโจมลำพังกับองค์หญิงเพื่อผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า ภาวิณีนั่งคุกเข่าสางพระเกศาพลางเอ่ยถามอย่างอาทร

“อาจจะไม่ดีนัก หากความแตกกลางทางแล้วเขาโมโหโทโสขึ้นมาจนถึงกับจับเราต้มยำทำแกง”
องค์หญิงตรัสเจื้อยแจ้ว

“ใครจะทำเช่นนั้นได้ลงคอ น้ำพระทัยพระธิดาคงคิดจะหลอกเจ้าชายไปจนถึงวันแต่ง”
“ใครคิดจะแต่งกับเขา” เจ้าหญิงถามเสียงขุ่น
“ก็คนที่พระโอรสเข้าพระทัยว่าเป็นสาวชาวบ้าน”
ภาวิณีตอบน้ำเสียงล้อเลียน จันทราวตีนึกขำแต่ทำได้เพียงส่ายหน้า

“ฉันอยากรู้ว่าเขาปฏิบัติกับสามัญชนทั่วไปอย่างไร โดยเฉพาะกับสตรีที่ไม่มียศฐาบรรดาศักดิ์”
“หากทรงรักโดยไม่มีข้อแม้...” ภาวิณีเอ่ยแทรก
“ก็แย่อยู่ดี ตัวเองมีคู่หมั้นคู่หมายอยู่แล้ว ยังคิดจะจับสาวชาวบ้านไปเป็นนางสนมไว้เชยชมเล่น ล้วนไม่ผิดวิสัยบุรุษทั้งสิ้น”
สหายขององค์หญิงนิ่งฟังอย่างอ่อนใจ มิรู้จะทำประการใดกับความดื้อรั้นของเจ้านางน้อย แม้อ่อนด้อยประสบการณ์ก็พอคาดเดาได้ ว่าพระธิดาเองก็มิได้เข้าพระทัยในตัวเองนัก หากไม่เคลือบแคลงสงสัย ใยต้องลงแรงเปลืองพระองค์เช่นนี้



 
< หน้าก่อนหน้า


หน้าถัดไป >