| พิธีอภิเษกสมรสระหว่างเจ้าชายเทวินทร์วรมันต์
และเจ้าหญิงจันทราวตีจัดขึ้นที่นครราชคฤห์ อย่างสมพระเกียรติองค์รัชทายาท
เจ้าหญิงว้าวุ่นพระทัยในทีแรกในการที่จะบอกความจริงแก่เจ้าชายได้อย่างไร
ว่าสาวชาวบ้านกับเจ้าหญิงนั้นเป็นคนๆเดียวกัน ภาวิณีปลอบพระทัยให้หายความกังวล
และกำชับว่าทุกอย่างเป็นไปตามครรลองของมันทั้งสิ้น เมื่อพบหน้ากันเจ้าชายกลับไม่มีทีท่าแปลกพระทัย
ทั้งยังหยิบสร้อยสังวาลมาให้และคล้องคืนให้กับเจ้าหญิง เพื่อเป็นการบอกว่าพระองค์รู้ความจริงมานานแล้วตั้งแต่อยู่กลางป่า
รอจนเสร็จสิ้นงานสังคายนาจึงได้มารับ
เสร็จจากพิธีสยุมพร เจ้าชายได้พาเจ้าหญิงไปถวายบังคมพระมารดาผู้เป็นอัครมเหสีเพื่อขอคำปรึกษา
ว่าพระองค์มิได้มุ่งหวังจะครองราชบัลลังก์แม้แต่น้อย พระอัครมเหสีมีจิตใจเอ็นดูเจ้าหญิงจันทราวตีตั้งแต่แรกเห็น
รู้ว่าความปรารถนาลึกๆของเจ้าชายที่ไม่อยากเป็นจักรพรรดินั้น ก็ด้วยมิต้องการมีมเหสีมากมายดังที่พระราชบิดาทรงเคยกระทำมาเป็นตัวอย่าง
ทั้งเรื่องการโค่นล้มราชบัลลังก์จนทำให้อรชุนรัชทายาทของราชวงศ์ปิตุฆาตตามมาแก้แค้น
ต่อด้วยการตายของอำมาตย์ทำให้พระราชบุตรมิทรงมุ่งหวังในราชบัลลังก์แม้แต่นิด
พระมารดาพาไปกราบทูลองค์จักรพรรดิและช่วยร้องขอให้พระเจ้ากาฬาโศกครองอำนาจต่ออีกสักระยะ
หากว่าจะสละราชบัลลังก์เมื่อใดก็ขอให้พิจารณาพระโอรสที่เหลือของพระมเหสีองค์อื่นๆ
ประวัติศาสตร์ในหน้าต่อมาของแคว้นมคธจึงปรากฏว่าพระเจ้ากาฬาโศกครองราชย์ทั้งหมด
๒๘ ปีและโปรดให้พระโอรสทั้งสิบพระองค์ครองราชย์ต่อมาอีก ๒๒ ปี ทั้งสิบองค์มีนามว่า
ภัทรเสน โกรัณฑวรรณ มังกร สัพพัญชหะ ชาลิกะ สัญชัย อุภคะ โกรพยะ นันทิวัฑฒณะ
และปัญจมตะ โดยไม่ปรากฏชื่อของเทวินทร์วรมันต์เลยแม้แต่ย่อหน้าเดียว
เจ้าชายและเจ้าหญิงได้สละราชบัลลังก์ไปอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข
ในราชวังหลังเล็กๆที่องค์ราชาและองค์ราชินีประทานให้ ขณะที่ภาวิณีและศรีรามยังคงคอยดูแลวิหารอยู่คนละแคว้นและส่งข่าวคราวหากันเป็นบางครั้ง
จนกระทั่งแยกย้ายกันไปบวชในบั้นปลายชีวิต โดยมีเจ้าชายและเจ้าหญิงคอยเสด็จไปกราบฟังธรรมจากภิกษุและภิกษุณีที่เคยเป็นสหาย
ใช้ชีวิตอย่างร่มเย็นจนสิ้นอายุขัย.
|