บทที่ ๑๔ | หน้าที่ ๑

เช้าวันหนึ่ง ณ วิหารบุพพาราม นครสาวัตถี

เวลานั้นวิหารบุพพารามดูเงียบเหงาและผู้คนซบเซา ด้วยว่าพระเถระและอุบาสกอุบาสิกาคนสำคัญปลีกตัวไปร่วมงานสังคายนา จะมีแวะเวียนมาบ้างก็เพื่อถามข่าวคราวจากคนที่กลับมายังวิหารก่อนงานสังคายนาจะเสร็จสิ้น ภาวิณีที่กลับมาก่อนโดยมิได้ไปเยี่ยมกรายแม้กระทั่งประตูเมืองเวสาลีจึงได้แต่คอยท่า ว่าจะมีข่าวสารอันใดส่งมาให้รู้บ้าง
ล่วงเข้าเวลาสายวิภูทะผู้เป็นหัวหน้าองครักษ์ก็มาเยือนถึงเรือนเล็กหลังวิหาร ชายชราเดินยิ้มร่ามาพร้อมกับนกพิราบคู่ใจพร้อมแผ่นหนังในมือหนึ่งแผ่น จำเพาะเจาะจงมายื่นให้ถึงมือของหญิงสาว
“ข่าวถึงเจ้า”
ภาวิณีรับมาด้วยอาการงุนงง
“จากท่านพ่อหรือเจ้าคะ”
“หามิได้ เรามิเคยให้นกพิราบตัวนี้บินไปหาพ่อเจ้า”
วิภูทะหันไปพยักเพยิดกับนกน้อยบนบ่า ภาวิณีจึงเบิกตาค้าง
“เจ้านกตัวนั้นดอกหรือ เหตุใดเพิ่งจักได้บินกลับมา”
“ไม่เป็นไร อย่างน้อยคนที่คุมตัวไว้ก็เลี้ยงดูมันอย่างดี เวลานี้กลับมาพร้อมจดหมายในมือเจ้า คงมีเรื่องสำคัญไม่น้อยอยู่ดอก”
ภาวิณียกมือขึ้นประนมไหว้
“ขอบคุณมากจ้ะ ฉันไม่รู้จะตอบแทนน้ำใจท่านอย่างไรดี”
วิภูทะรับไหว้อย่างชื่นชม นึกนิยมหญิงสาวตรงหน้าอย่างชายชราที่เอ็นดูลูกหลาน ภาวิณีเฝ้าไหว้วานให้องครักษ์ติดตามดูเจ้าหญิงอยู่ไม่ห่าง ขณะเดียวกันเธอก็คอยระแวดระวังภัยให้กับเจ้าหญิงอยู่แทบทุกเวลาทั้งยามกินและยามนอน บางครั้งเพียงแค่ได้ยินเสียงใบไม้ไหวก็เฉลียวใจลุกขึ้นมาดู เพราะเกรงว่าจะเป็นอันตรายใดมากล้ำกรายองค์หญิง
ด้วยว่าการปลอมแปลงตัวเป็นผู้ติดตามขององครักษ์ทำให้การอารักขาทำได้ไม่สะดวกนัก เนื่องจากภายในกองคาราวานแยกผู้คนออกเป็นสองฝั่ง คืออุบาสกและอุบาสิกาที่จะไม่ค่อยได้พบปะกันเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยของขบวน หน้าที่ในการดูแลเจ้าหญิงอย่างใกล้ชิดในระหว่างเดินทาง ย่อมตกเป็นของภาวิณีที่รับบทหนักอยู่ผู้เดียวโดยแท้
“ที่จริงต้องขอบใจเจ้าต่างหาก ลำพังองครักษ์ที่ตามเจ้าหญิงไป คงจัดการเรื่องต่างๆไม่ได้ดีอย่างนี้”
วิภูทะกล่าวปิดท้ายก่อนอำลา พร้อมกำชับว่าหากมีอันใดให้ช่วยก็ขอให้ไหว้วานได้ทุกเมื่อ ภาวิณีเดินไปส่งหัวหน้าองครักษ์ก่อนกลับเรือนเพื่อเปิดแผ่นหนังออกอ่าน เห็นข้อความแล้วตื้นตันใจ เนื้อความในจดหมายนั้นยืดยาวกว่าคราวที่เธอส่งไปหาเขาหลายเท่านัก


ก่อนถึงวิหารเวฬุวัน
ธรรมสวัสดีขอรับ
กระผมเขียนจดหมายฉบับนี้ขณะที่ยังรอนแรมอยู่ในขบวนเพื่อเดินทางกลับราชคฤห์ แต่อยากให้น้องหญิงได้ทราบข่าวนี้ก่อนใคร ก่อนอื่นคงต้องขอเล่าความเป็นไปในการสังคายนาตามที่สัญญาไว้โดยลำดับก่อนนะขอรับ
ยามแรกที่ไปถึงเวสาลี ขบวนของนครราชคฤห์ที่นำพระสงฆ์ฝ่ายคัดค้าน กถาวัตถุที่ภิกษุชาววัชชีตั้งถูกกีดกันไม่ให้เข้าไปในมหาวันวิหาร ด้วยว่าพระภิกษุชาววัชชีพากันเข้าหาฝ่ายบ้านเมือง ทูลเสด็จพระเจ้ากาฬาโศกไปเป็นองค์อุปถัมภกได้สำเร็จ และตั้งปราการไว้ที่ด่านตรวจคนของนครเวสาลีมิให้คณะสงฆ์ที่อยู่ฝ่ายวนัยวาที ได้เข้าไปกระทำการสังคายนาตามที่นัดหมายกันไว้
เล่ากันว่าในเวลาต่อมา ราตรีหนึ่งพระเจ้ากาฬาโศกบรรทมเกิดสุบินนิมิตว่านายนิรยบาล* จับเอาพระองค์ลงไปทอดในหม้อเหล็กน้ำทองแดงจนสะดุ้งตื่น มีความหวาดกลัวภัยเป็นกำลัง ในวันนั้นบังเอิญพระเจ้าน้องนางของเธอองค์หนึ่ง ซึ่งบวชเป็นภิกษุณีและได้บรรลุอรหันต์ ชื่อนันทาเถรี ทราบข่าวความแตกร้าวของสงฆ์ จึงเสด็จเข้ามาห้ามปรามพระเชษฐามิให้หลงเชื่อพวกวัชชีบุตร พระเจ้ากาฬาโศกจึงกลับพระหฤทัย รับสั่งให้มีการประชุมสงฆ์ทั้ง ๒ ฝ่าย ณ มหาวันวิหาร ในสงฆ์ทั้ง ๒ ฝ่ายแถลงเหตุผลกันในที่ประชุมซึ่งเสด็จฟังอยู่ด้วย ทรงพิจารณาแล้วโปรดเหตุผลสงฆ์ฝ่ายวินัยวาที * จึงรับอุปถัมภ์ในการทำทุติยสังคายนา เพื่อชำระมลทินในพระศาสนา สถานที่ทำทุติยสังคายนาก็เลือกเอาที่วาลุการามวิหาร ณ เมืองเวสาลีนั่นเอง
พอพวกกระผมเข้าเมืองได้ก็โล่งใจกันขึ้นมามากขอรับ เจ้าชายเทวินทร์วรมันต์ได้รับการทูลเชิญไปประทับในราชวัง ของเวสาลีและมาเยือนที่วาลุการาวิหารเป็นครั้งคราว เพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลในการอุปถัมภ์ค้ำจุนการสังคายนาให้ผ่านไปได้ด้วยดี น้องหญิงภาวิณีคงจักพอคาดเดาได้ว่า เจ้าชายจะต้องใช้สมาธิมากเพียงใดเพื่อมิให้จิตใจล่องลอย ไปหาหญิงสาวชาวบ้านที่ช่วยเหลือพระองค์ไว้ในกลางป่า แต่เมื่อเสร็จสิ้นการสังคายนาก็ทรงปลงพระทัยได้ขอรับ ว่าควรจะกลับไปรับการสถาปนาและเข้าพิธีอภิเษก มิรู้ว่าสาวชาวบ้านคนนั้นเวลานี้อยู่หนใด จะได้ไปร่วมงานในวันนั้นหรือไม่หนอ แต่กระผมพอจะเดาได้ขอรับ ว่าเธอจักต้องมาแน่ๆ แต่จะด้วยสถานะใดไม่อาจรู้ได้



คณะสงฆ์ที่อยู่ฝ่ายวินัยวาที คือ กลุ่มพระภิกษุที่คัดค้าน การกระทำของภิกษุชาวเมืองเวสาลีและต้องการให้รักษาศีล ตามพระธรรมวินัยเดิมให้เคร่งครัด
เนื้อความคัดลอกจากหนังสือประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา ของอาจารย์เสถียร โพธินันทะ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๔ พ.ศ. ๒๕๔๔
นิรยบาล ผู้คุมนรก,ผู้ลงโทษสัตว์นรก


< หน้าก่อนหน้า


หน้าถัดไป >