บทที่ ๑๓ | หน้าที่ ๑

ขบวนของนครราชคฤห์ยาตราเข้าสู่นครเวสาลีตามเวลาที่กำหนด พิธีสังคายนาใกล้เริ่ม ศรีรามทำหน้าที่ของผู้ดูแลขบวนได้ไม่ขาดตกบกพร่อง ในระหว่างที่พิธีสังคายนาดำเนินไปนั้น อุบาสกหนุ่มจรดพู่กันเขียนบันทึกเหตุการณ์ในงานสังคายนาไว้ในแผ่นหนัง หมายมาตรว่าจะนำเรื่องราวส่งข่าวไปเล่ายังเมืองสาวัตถี ทุกตัวอักษรมีภาพภาวิณีร่วมรับฟังเรื่องราวแต่ละบทแต่ละตอน
ส่วนเจ้าชายเทวินทร์วรมันต์ได้รับการทูลเชิญไปประทับในราชวัง ของเวสาลีและมาเยือนที่วาลุการาวิหารเป็นครั้งคราว พอนานวันสบพระวโรกาสได้เข้าไปสนทนาธรรมกับพระนันทาเถรีที่เมตตาให้โอวาทสอนสั่ง เมื่อสดับตรับฟังพระธรรมเทศนาที่ชื่นเย็นจากพระเถรี ก็ทำให้มีพระทัยนิ่งสงบต่างจากที่เคยวู่วามและเอาแต่พระทัยอย่างในเวลาที่ผ่านมามาก พระราชบิดาของเจ้าชายเองก็ชื่นชมโสมนัส ในพระราชบุตรที่ทรงหมายมั่นปั้นมือ ให้ดำรงตำแหน่งจักรพรรดิในอนาคตเป็นอย่างยิ่ง
ศรีรามวางพู่กันในวันสุดท้ายที่สิ้นสุดการสังคายนา พับแผ่นหนังที่บันทึกปิดผนึกอย่างดีแล้วผูกติดกับเจ้านกพิราบขาว ที่จับตัวเอาไว้ปล่อยให้บินไปยังสาวัตถี
เมืองที่หัวใจของเขาและเจ้าชายติดปีกไปรอท่าอยู่นานแล้ว…

 

เสร็จสิ้นจากภาระกิจดูแลมหาวิหาร ภาวิณีถูกเรียกตัวเข้ามาในพระราชวังตามกระแสรับสั่งของเจ้าหญิง โดยมีนางสนมนำพาไปถึงท้ายอุทยานที่พระธิดาจันทราวตีประทับอยู่เพียงลำพัง
เมื่อภาวิณีไปถึงจึงได้พบเจ้าหญิงในพระพักตร์ไม่สู้ดีนัก หญิงสาวเข้าไปถวายบังคมแล้วทูลถามด้วยความเป็นห่วง
“พระธิดาทรงพระเกษมสำราญดีหรือเพคะ”
“หามิได้ ฉันกำลังมีเรื่องร้อนใจ”
เจ้าหญิงดำรัสกลัดกลุ้ม
“เกิดอะไรขึ้นหรือเพคะ”
เห็นพระสหายพลอยกังวลใจไปด้วย จันทราวตีจึงสรวลรื่นแล้วเอื้อมพระหัตถ์มากระชับแขนเธอให้ใกล้ชิดขึ้น พร้อมกับกุมมือพระสหายเอาไว้อย่างไม่ถือพระองค์ ด้วยเคยชินว่าการได้เกาะกุมมือนี้จักทำให้พอพระทัยและทรงเกษมสำราญได้ดังทุกคราว
“ก็คิดถึงเธอน่ะซี ช่วงนี้เสด็จพ่อเสด็จแม่รับสั่งให้ฉันอยู่แต่ในวัง แม้แต่จักไปเยี่ยมเธอที่วิหารสักครั้งก็มิได้”
ภาวิณีทอดถอนลมหายใจ มือนุ่มเย็นนั้นบีบกระชับพระหัตถ์ ของเจ้าหญิงอย่างเบามือแล้วค่อยคลายออก ก่อนจะถอยออกมาอยู่ในระยะอันควรแล้วกราบทูลอย่างอ่อนใจ
“อยู่ในพระราชวัง เจ้าหญิงจันทราวตีควรวางพระองค์ให้สมพระเกียรติ ของราชธิดาแห่งนครสาวัตถีนะเพคะ ที่นี่มิใช่กลางป่า พระธิดามาเดินจูงมือข้าพระองค์เช่นนี้ มิใช่เรื่องบังควรนัก”
“คำก็เจ้าหญิง สองคำก็พระธิดา เพียงฉันจักจูงมือเพื่อนหญิงเดินไปทั่วอุทยานก็มิได้กระนั้นหรือ”
กระแสดำรัสนั้นกึ่งเอาแต่ใจ หากเป็นคนทั่วไปคงรีบกราบทูลเพื่อเอาพระทัย หากแต่คู่สนทนาสนองพระดำรัสเรียบง่าย
“ไม่บังควรเพคะ”
พร้อมกับทูลถามซ้ำว่าทรงเรื่องอันใดจึงเรียกใช้ หาไม่ก็จักขอทูลลา จันทราวตีจึงเอื้อนเอ่ย
“เสด็จพ่อเสด็จแม่ทรงถามหา ตราประจำราชวงศ์และสัญลักษณ์แทนตัวฉัน ไม่รู้ว่าเวลานี้อยู่ที่ไหน…”
จันทราวตีดำรัสอย่างคับข้องในพระทัย ภาวิณีทวนคำแล้วนึกถึงวัตถุชิ้นเล็กๆที่พระธิดาตรัสถึง
“สังวาลเส้นนั้นน่ะหรือเพคะ”
ภาวิณีนึกถึงสร้อยสังวาลเล็กๆ ที่มิได้มีเพียงมูลค่ามหาศาลเทียมเท่าปราสาทราชวังทั้งหลัง เนื่องด้วยพระราชารับสั่งให้นายช่างจัดทำไว้เพียงชิ้นเดียวในโลก เพื่อเป็นสัญลักษณ์แทนพระองค์ของเจ้าหญิงจันทราวตี และให้พระธิดาเก็บไว้แนบกายอยู่เสมอ
“ใช่ ฉันพกติดตัวไว้ตลอดเวลา แม้กระทั่งยามเดินป่า เพราะถือว่าเป็นของดูต่างหน้า ที่เสด็จพ่อเสด็จแม่ประทานให้ แต่ในระหว่างทางมีเรื่องวุ่นวาย ฉันจำไม่ได้แม้กระทั่งว่า มันหายไปตอนไหน”
อุบาสิกาสาวนิ่งฟังอย่างชั่งใจ สำหรับผู้ที่ไม่เห็นว่าเครื่องประดับ นอกกายอันใดที่จักมีค่าเท่ากับใจที่ตั้งมั่นอยู่ในศีล ทาน และการภาวนา หากสมบัติมีค่าชิ้นใดหายไปสักชิ้น ย่อมไม่ใช่เรื่องน่าเดือดเนื้อร้อนใจเท่าใดนัก หากแต่คู่สนทนาเป็นพระธิดาของนครสาวัตถีผู้ยังต้องแบกภาระใหญ่หลวง ไว้มากมาย มิใช่เรื่องง่าย ที่จะให้ทอดทิ้งหรือนิ่งนอนใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
“บอกฉันหน่อยเถิด ภาวิณี ฉันควรทำประการใดดี เพื่อแสดงความรับผิดชอบที่ฉันได้กระทำลงไปทั้งหมด”
“การหายไปของสร้อยสังวาลของพระธิดา ทำให้ข้าพระองค์นึกถึงเรื่องราวในอดีตเรื่องหนึ่งเพคะ เหตุการณ์เกิดขึ้นในนครสาวัตถีของเรานี้เอง”
“เหตุการณ์อันใดหรือ ?”
ภาวิณีเว้นจังหวะระบายยิ้มและทอดสายตามองไปข้างหน้าเหมือนจะเชื้อเชิญให้พระธิดาสัมผัส ความร่มรื่นของอุทยานและรับฟังเรื่องเล่าเพื่อผ่อนคลายจากความตึงเครียด
“ในสมัยพุทธกาลก็เคยมีสตรีผู้หนึ่งหลงลืมเครื่องประดับ ราคานับเป็นโกฏิกหาปนะไว้ในเชตวันมหาวิหาร และระลึกได้ในเวลาเพียงออกจากประตูวัดเท่านั้นเพคะ หากพระธิดาเป็นสตรีผู้นั้นจักทำประการใด”
“ฉันคงต้องรีบกลับไปเอาในทันที”
“เพคะ นางก็ทำเช่นนั้น หากแต่เป็นเรื่องบังเอิญว่า พระอานนท์เถระได้มาเห็นเข้า จึงได้เก็บแขวนไว้ แต่ด้วยนางมีจิตใจศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็น กำลังจึงถือว่าเมื่อพระเถระจับต้องเครื่องประดับแล้วย่อมหมายความว่า เครื่องประดับชิ้นนั้นนางได้ถวายให้และมอบเป็นสมบัติของวัดนับแต่บัดนั้น”
“น่าอนุโมทนาจริง ฉันนึกออกแล้วล่ะ เครื่องประดับชิ้นนั้นคือมหาลดาประสาทธน์ และสตรีผู้นั้นก็คือนางวิสาขา ย่าของเธอนั่นเองใช่หรือไม่”
“เพคะ ท่านย่าถวายมหาลดาประสาทธน์แก่พระเถระ แต่พระเถระมิรู้จะทำประการใดเนื่องด้วย เครื่องประดับชิ้นนั้นมีมูลค่ามหาศาลก็จริง แต่หาทำประโยชน์อันใดแก่วัดวาอารามมิได้ ท่านย่าจึงรับเป็นภาระในการประกาศขายเพื่อจักเอาเงินมาทำบุญ แต่เพราะราคาแพงไม่มีผู้ใดสามารถซื้อได้ ท่านจึงซื้อเสียเอง แล้วเอาเกวียนบรรทุกเงินจำนวนทั้งหมดไปถวายพระบรมศาสดา เงินจำนวนนั้นได้กลายเป็นต้นทุนในการสร้างวิหารบุพพารามทุกวันนี้เองเพคะ”
“ฟังเรื่องมหาลดาประสาธน์ * ของท่านย่าของเธอแล้วมาเปรียบเทียบกับสร้อยสังวาลของฉัน ช่างต่างกันราวฟ้ากับดินเลยนะ หากเธอไม่รื้อฟื้นให้ฟัง ฉันคงยังมัวกระวนกระวายอยากได้มันกลับคืนมา ขณะที่ย่าของเธอสละสมบัติที่มีค่ามากกว่าให้กับพุทธศาสนามาเป็นเวลาร้อยกว่าปีแล้ว”
จันทราวตีตรัสด้วยพระพักตร์ม่อย



มหาลดาประสาธน์ เครื่องประดับขึ้นชื่อลือนามมาตั้งแต่ครั้งพุทธกาล เป็นศักดิ์ศรีสำหรับผู้มีบุญโดยเฉพาะ เครื่องประดับนี้แม้จะทำเพียงสำรับเดียว ก็ต้องตั้งโรงงานโดยเฉพาะ มิฉะนั้น ทำไม่สำเร็จ

< หน้าก่อนหน้า


หน้าถัดไป >