บทที่ ๑ | หน้าที่ ๑

 
ณ ห้องทรงพระอักษรขององค์รัชทายาท ราชคฤห์นคร
ในคืนเดือนเพ็ญ

“รอยยิ้มประพิมพ์ประพายนั้นคล้ายคลึงกับพระมารดายิ่งนัก ผิว์แต่ว่าพระธิดาองค์นี้มิได้มีพระเนตรนิ่งและเย็นเช่นองค์ขัตติยะนารีกษัตริย์ หากแฝงไว้ด้วยแววซุกซนและความฉลาดรอบรู้ทัดเทียมกับพระเชษฐาทั้งสาม พระฉวีวรรณผุดผ่องพรรณรายนั้น แม้แสงจันทร์วันเพ็ญที่ว่าสุกสกาวแล้ว ยังต้องหลบลี้หนีเข้ากลีบเมฆเมื่อทรงเงยพระพักตร์มองผ่านพระบัญชรแล้วร้องหา จันทราเอย เจ้าอยู่ที่ไหน ไยไม่ออกมาส่องแสงให้ข้าได้ชื่นชมบ้าง…“

“จันทราก็จะตอบนางว่า ข้าไม่อาจสาดแสงจันทร์อันหมองมัวมาแข่งกับรัศมีจากพระฉวีวรรณอันเรืองรองของพระองค์ได้หรอก โอ นางช่างงามแท้ งามกว่าหญิงใดในสามโลก นี่คือสิ่งที่ท่านอยากนำเสนอเราต่อไปใช่ไหมท่านอำมาตย์? “

เสียงขัดจังหวะสอดแทรกนั้นยั่วเย้าอยู่ในที อำมาตย์ผู้ชราเงยหน้าก่อนถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วก้มลงสนองพระโอษฐ์
“พะย่ะค่ะ“
“เช่นนั้น เราจึงควรรับสั่งแต่โดยไว ว่าโอ้อำมาตย์เอย เราคงไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้หากไม่ได้เชยชมนางผู้นั้นในเร็ววัน ดังนั้นท่านจงรีบไปสู่สาวัตถีนครเพื่อไปรับนางมาเป็นมเหสีของเรา ณ บัดนี้ อย่างนั้นหรือ? “

ครานี้กระแสรับสั่งนั้นประหนึ่งว่ากลั้นเสียงหัวเราะเอาไว้เต็มที อำมาตย์ชราส่ายหน้าก่อนกราบทูลอย่างเหนื่อยอ่อน

“ข้าพระองค์ไม่ได้ล้อเล่นนะฝ่าบาท ทรงทบทวนให้ดีเถิดพะย่ะค่ะ ราชธิดาพระองค์นี้เป็นบรรณาการจากแคว้นโกศล ผู้จะมาดำรงตำแหน่งเป็นมหารานีของพระองค์ในวันข้างหน้า ทั้งพระชนมายุของพระองค์ก็สมควรจะมีพระชายาได้แล้ว หากพระราชบิดาทรงสละพระราชบัลลังก์เมื่อใด เจ้าชายเทวินทร์วรมันต์ของข้าพระบาท จะต้องขึ้นเถลิงราชเป็นพระจักรพรรดิ และไม่มีเวลามาตรัสล้อเล่นอย่างนี้ได้อีกแล้วนะพะย่ะค่ะ“

“อ้อ...“ ว่าที่กษัตริย์หนุ่มรับคำเสียงแผ่ว
“อ้อ“ หากแต่อำมาตย์ชราทวนคำเสียงหลง “ทรงรับสั่งเพียงเท่านี้เองหรือพะย่ะค่ะ“
“ท่านจะให้เรารับสั่งว่ากระไรล่ะ? “
“ไม่ทราบสิฝ่าบาท ข้าพระองค์จนปัญญาแล้ว“
ท่าทีของอำมาตย์ชราก็ดูจนปัญญาดังว่า พระโอรสจึงได้โอนอ่อนลงบ้าง
“เอาเถอะ ท่านอำมาตย์ช่วยกลับไปยังปาฏลีบุตรทูลเสด็จพ่อด้วยว่าเราไม่ขัดข้อง จะจัดพิธีการอะไรก็ทำไปตามธรรมเนียมเถิด เพียงแต่เราไม่เต็มใจและไม่เห็นด้วยเท่านั้น“
พระสุรเสียงครานี้คืนความหนักแน่นและมีอำนาจอย่างที่เชื้อพระวงค์ขององค์เทวราชาพึงมี อำมาตย์ชราสบพระเนตรว่าที่จักรพรรดิที่ตนคอยดูแลมาแต่เล็ก แล้วสัมผัสได้ถึงความว้าวุ่นในพระทัยของนายเหนือหัว พระราชบุตรองค์นี้เป็นพระราชโอรสองค์เดียวของพระอัครมเหสี จึงมียศเหนือกว่าพระโอรสและมเหสีอีกนับร้อยนับพันในราชวัง

แต่เหมือนดังว่าไม่เคยพอพระทัยในตำแหน่งที่ตนได้รับ พระเนตรรันทดนั้นปรากฏหลายคราเมื่อเข้าไปถวายบังคม พระราชมารดาที่ประทับอยู่เดียวดายในวังหลวง รอคอยการแวะเวียนมาของพระราชบิดาที่ยังมิอิ่มเอมในพระราชกิจต่อมเหสีองค์รองอีกนับร้อย


หน้าถัดไป >