พระสุตตันตปิฎกความย่อ
(สรุปความย่อจาก พระไตรปิฎกฉบับประชาชน อ.สุชีพ ปุญญานุภาพ)
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๙ สุตตันตปิฎกที่ ๑ ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค
ทีฆนิกาย แปลว่า "หมวดหรือพวกขนาดยาว"
ได้แก่พระสูตรหรือพระธรรมเทศนาที่ยาว
นำมาจัดไว้เป็นหมวดหรือพวกไว้ในที่นี้.
คำว่า สีลขันธวรรค แปลว่า "วรรคที่ว่าด้วยกองศีล"
ทีฆนิกาย หรือหมวดยาวนี้มี ๓ วรรค
คือ สีลขันธวรรค มหาวรรค ปาฏิกวรรค
แต่ละวรรคตั้งชื่อตามข้อความในสูตรบ้าง ตามชื่อของสูตรบ้าง
คือ ในลีสขันธวรรค สูตรแรกมีเรื่องศีล จึงตั้งชื่อ สีลขันธ์วรรค
ในมหาวรรค สูตรแรก ชือ มหาปทานสูตร จึงตั้งชื่อ มหาวรรค
ในปาฏิกวรรค สูตรแรกชื่อ ปาฏิกสูตร จึงตั้งชื่อ ปาฏิกวรรค.
พระไตรปิฎก ทีฆนิกายนี้มี ๓ เล่ม เล่มละวรรค ตามชื่อที่กล่าวมาแล้ว
มีพระสูตรรวมในทีฆนิกายทั้งสิ้นมี ๓๔ สูตร
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๐ สุตตันตปิฎกที่ ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค
ได้กล่าวไว้แล้วว่า ทีฆนิกาย เป็นที่รวมแห่งพระสูตรขนาดยาว
และคำว่า มหาวรรค ตั้งชื่อตามสูตรแรกที่มีคำว่า มหา อยู่หน้า
คือ มหาปทานสูตร
อนึ่ง ในวรรคนี้มีสูตรที่มีคำว่า มหา อยู่หน้าหลายสูตรด้วยกัน.
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๑ สุตตันตปิฎกที่ ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค
พระไตรปิฎกเล่มนี้ ยังอยู่ในประเภท "ทีฆนิกาย"
คือ "หมวดพระสูตรขนาดยาว"
และปาฏิกวรรค คือ วรรคที่เริ่มต้นด้วยปาฏิกสูตร
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๒ สุตตันตปิฎกที่ ๔ มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์
มัชฌิมนิกาย คือ "หมวดหรือพวกแห่งพระสูตรขนาดกลาง "
ไม่ยาวหรือไม่สั้นเกินไป
ถ้าพิจารณาดูด้วยจำนวนพระสูตรในทีฆนิกายกับมัชฌิมนิกาย
เมื่อเทียบเคียงกันดูแล้วก็พอจะเห็นได้ดังนี้
ทีฆนิกาย เล่ม ๙ มี ๑๓ สูตร,เล่ม ๑๐ มี ๑๐ สูตร,
เล่ม ๑๑ มี ๑๑ สูตร รวม ๓ เล่ม มี ๓๔ สูตร.
ส่วนมัชฌิมนิกาย มี ๓ เล่มเช่นกัน คือ เล่ม ๑๒ มี ๕๐ สูตร,
เล่ม ๑๓ มี ๕๐ สูตร, เล่ม ๑๔ มี ๕๒ สูตร รวม ๓ เล่ม มี ๑๕๒ สูตร.
เมื่อเทียบดูความต่างกันจากจำนวนสูตรแล้ว
ก็จะเห็นได้ว่า ทีฆนิกาย มีสูตรยาวกว่าสูตรในมัชฌิมนกายประมาณกว่า ๕ เท่า.
มีข้อที่ควรสังเกต คือ พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย ซึ่งแบ่งออกเป็น ๓ เล่มนั้น
มีชื่อเรียกกำหนดด้วยคำว่า ปัณณาสก์ หรือ ปัณณาสกะ (หมวด ๕๐) เป็นหลัก
เพราะมีเล่มละประมาณ ๕๐ สูตร
เกินไปบ้างเล็กน้อยเพียง ๒ สูตรเฉพาะเล่มสุดท้าย.
แบ่งเป็นปัณณาสก์ได้ดังนี้
เล่ม ๑๒ มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์
(หมวด ๕๐ ที่เป็นราก หรือ โคนเทียบด้วยรากหรือโคนต้นไม้)
เล่ม ๑๓ มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์
(หมวด ๕๐ ที่เป็นท่อนกลาง)
เล่ม ๑๔ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์
(หวด ๕๐ ที่เป็นยอดหรือเป็นปลาย).
อนึ่ง พึงทราบไว้ด้วยว่า
เพื่อสะดวกแก่การท่องจำหรือกำหนดหมาย
ในปัณณาสก์หนึ่งๆหรือเล่มหนึ่งๆ ซึ่งมี ๕๐ สูตรนั้น
ท่านแบ่งออกเป็น ๕ วรรค วรรคละ ๑๐ สูตร
(คงมีวรรคละ ๑๒ สูตร อยู่วรรคเดียว
ในเล่ม ๑๔ หรือเล่มสุดท้ายแห่งมัชฌิมนกาย).
สำหรับเล่ม ๑๒ มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ นี้
(หมวดขนาดกลาง หมวด ๕๐ ที่เป็นตอนต้น)
มี ๕๐ สูตร แบ่งเป็น ๕ วรรค ๆ ละ ๑๐ สูตร ดังนี้
วรรคที่ ๑ ชื่อ มูลปริยายวรรค คือ วรรคที่นำด้วย มูลปริยายสูตร
วรรคที่ ๒ ชื่อ สีหนาทสวรรค คือ วรรคที่นำด้วย สีหนาทสูตร
วรรคที่ ๓ ชื่อ โอปัมมวรรค คือ วรรคที่กล่าวถึงข้ออุปมา
วรรคที่ ๔ ชื่อ มหายมกวรรค คือ วรรคที่มีสูตรคู่ขนาดใหญ่
และ วรรคที่ ๕ ชื่อ จูฒยมกวรรค คือ วรรคที่มีสูตรคู่ขนาดเล็ก
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๓ สุตตันตปิฎกที่ ๕ มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์
พระไตรปิฎกเล่ม ๑๓ นี้ ยังอยู่ในประเภทมัชฌิมนิกาย
คือ พระสูตรขนาดกลาง ไม่สั้นไม่ยาวเกินไป
เล่ม ๑๓ นี้ มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์
(หมวดขนาดกลาง หมวด ๕๐ ที่เป็นตอนกลาง)
มี ๕๐ สูตร แบ่งเป็น ๕ วรรค ๆ ละ ๑๐ สูตร
แต่มีที่สังเกตได้ง่าย คือเล่มนี้แบ่งวรรคเป็ฯเรื่องบุคคลทั้งสิ้น
วรรคที่ ๑ ชื่อ คหปติวรรค ว่าด้วยคฤหบดี (ผู้ครองเรือน)
วรรคที่ ๒ ชื่อ ภิกขุวรรค ว่าด้วยภิกษุ
วรรคที่ ๓ ชื่อ ปริพพาชกวรรค ว่าด้วยปริพพาชก (นักบวชนอกพุทธศาสนาประเภทหนึ่ง)
วรรคที่ ๔ ชื่อ ราชวรรค ว่าด้วยพระราชา
และ วรรคที่ ๕ ชื่อ พราหมณวรรค ว่าด้วยพราหมณ์.
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๔ สุตตันตปิฎกที่ ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์
พระไตรปิฎกเล่มนี้ เป็นเล่มที่ ๓ ของมัชฌิมนิกาย
หรือนัยหนึ่ง สูตรขนาดกลางเล่มสุดท้าย จึงชื่อว่า
มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ ( ~๕๐ สูตรเบื้องบน อันเทียบได้กับส่วนปลายต้นไม้)
ในเล่มนี้มี ๕ วรรค วรรคละ ๑๐ สูตร
ยกเว้น วิภังควรรค มี ๑๒ สูตร
ประกอบด้วย ๕ วรรคดังนี้
วรรคที่ ๑ ชื่อ เทวทหวรรค คือ วรรคที่มี เทวทหาสูตร เป็นสูตรนำ
วรรคที่ ๒ ชื่อ อนุปทวรรค คือ วรรคที่มี อนุปทสูตร เป็นสูตรนำ
วรรคที่ ๓ ชื่อ สุญญตวรรค คือ วรรคที่มี สุญญสูตร เป็นสูตรนำ
วรรคที่ ๔ ชื่อ วิภังควรรค
เป็น วรรคเกี่ยวกับคำอธิบายหรือแจกแจง(วิภังค์)
ที่พระผู้มีพระภาคตรัสแสดงจากบทตั้ง (อุทเทส)
เมื่อครั้งประทับ ณ เชตวนาราม.
โดยใจความ คือ ไม่ให้ติดตามเรื่องล่วงมาแล้ว
ไม่ให้หวังเฉพาะเรื่องที่ยังมาไม่ถึง
ให้เห็นแจ้งปัจจุบัน ให้รีบเร่งทำความเพียรเสียในวันนี้
ใครจะรู้ว่ความตายจะมีในวันพรุ่ง
เพราะจะผัดเพี้ยนต่อมฤตยูผู้มีเสนาใหญ่ ย่อมไม่ได้.
คนที่มีความเพียรอย่างนี้ไม่เกียจคร้านทั้งกลางวันกลางคืน
เรียกว่ามีราตรีเดียวอันดี (อันเจริญ).
การไม่ติดตามอดีต การไม่หวังเฉพาะอนาคต
ตรัสอธิบายว่า ไม่ให้มีความยินดีเพลิดเพลินในอดีตและอนาคตนั้น.
และวรรคสุดท้ายที่ ๕ ชื่อ สาฬายตนวรรค
คือ วรรคกำหนดด้วยอายตนะ ๖
สรุปรวมมัชฌิมนิกายมีพระสูตรทั้งสิ้น ๑๕๒ สูตร
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๕ สุตตันตปิฎกที่ ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค
สังยุตตนิกาย คือ หมวดประมวลเรื่องต่างๆ ไว้เป็นหมวดหมู่
ประกอบด้วย ๕ เล่ม ตั้งแต่พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๕ ถึง เล่มที่ ๑๙
สคาถวรรค คือ วรรคที่รวมพระสูตรที่มี "คาถา"
หรือ คำสอนอันเป็น "บทกวี"
คำว่า สคาถวรรค จึงเป็นชื่อของเล่ม ๑๕ นี้
มีข้อที่ควรสังเกตอีกอย่างหนึ่ง ก็คือว่า
ในแต่ละเล่มของ ๕ เล่มนี้ซึ่งเรียกว่า วรรค (ใหญ่) แต่ละวรรคประจำเล่มแล้ว
ยังแบ่งเป็นส่วนใหญ่ เรียกว่า สังยุตต์
และแบ่งเป็นส่วนย่อย เรียกว่า วรรค (เล็ก)
ที่โดยมากมีพระสูตรวรรคละ ๑๐ สูตร
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๖ สุตตันตปิฎกที่ ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๖ นี้ยังเป็นสังยุตตนิกาย
คำว่า นิทานวรรค แปลว่า วรรคว่าด้วยเหตุ
คืออธิบายถึงธรรมะที่เป็นเหตุปัจจัยของการเกิดดับและความเวียนว่ายตายเกิด
ที่เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท
คำว่า นิทาน เล็งถึงเหตุปัจจัย จึงใช้ชื่อของเล่มนี้ว่า นิทานวรรค
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๗ สุตตันตปิฎกที่ ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๗ นี้ยังเป็นสังยุตตนิกาย
คำว่า ขันธวารวรรค แปลว่า วรรคว่าด้วยวาระที่กล่าวถึงขันธ์ คือ กองรูป กองนาม
หมายความว่า ร่างกายจิตใจของคนเราแบ่งออกเป็น ๒ ส่วน
เป็นส่วนรูปธรรม คือ กาย กองหนึ่ง
และส่วนนามธรรม คือ จิตใจ กองหนึ่ง
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๘ สุตตันตปิฎกที่ ๑๐ สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๘ นี้ยังเป็นสังยุตตนิกาย
คำว่า สฬายตนวรรค แปลว่า วรรคว่าด้วยอายตนะ ๖
คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๙ สุตตันตปิฎกที่ ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๙ นี้ยังเป็นสังยุตตนิกาย
คำว่า มหาวารวรรค แปลว่า วรรคว่าด้วยวาระใหญ่
หมายความว่า ธรรมะเรื่องสำคัญ ๆ เช่น มรรค โพชฌงค์ อินทรีย์ เป็นต้น
ได้นำมากล่าวไว้ในเล่ม ๑๙ นี้ทั้งสิ้น
สรุปรวมในสังยุตตนิกายมีพระสูตรรวมทั้งสิ้น ๗,๗๖๒ สูตร
(กล่าวตามหลักฐานของอรรถกถา
เพราะบางแห่งบอกชื่อสูตร บางแห่งก็ไม่บอกชื่อ)
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๐ สุตตันตปิฎกที่ ๑๒
จบหมวดประมวลเรื่องราวหรือสังยุตตนิกายแล้ว
อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต
จึงมาถึงหมวดที่มีพระสูตรเป็นจำนวนมากหลายพันพระสูตร
เพราะข้อความไม่กี่บรรทัดก็นับได้ว่าเป็นสูตรหนึ่งแล้ว
จึงควรกำหนดประเภทของหลักธรรมโดย กำหนดจำนวน เป็นเกณฑ์
ว่า จำนวน ๑ มีธรรมะอะไรบ้าง ... จำนวน ๑๐ มีธรรมะอะไรบ้าง ดังนี้ก็จะสะดวกขึ้น
และรวมเรียกหมวดพระสูตรนี้เป็น อังคุตตรนิกาย
โดยมีด้วยกันทั้งหมด ๕ เล่มเริ่มด้วยพระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๐ จนถึง ๒๔
สำหรับเล่มที่ ๒๐ นี้ ว่าด้วยหลักธรรมจำนวน ๑, ๒, ๓
จึงใช้คำบาลีว่า เอก-ทุก-ติกนิบาต
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ สุตตันตปิฎกที่ ๑๓
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ นี้ ว่าด้วยหลักธรรมจำนวน ๔
อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต
จึงใช้คำบาลีว่า จตุกกนิบาต
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ สุตตันตปิฎกที่ ๑๔
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ นี้ ว่าด้วยหลักธรรมจำนวน ๕ และ ๖
อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต
จึงใช้คำบาลีว่า ปัญจก-ฉักกนิบาต
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ สุตตันตปิฎกที่ ๑๕
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ นี้ ว่าด้วยหลักธรรมจำนวน ๗, ๘ และ ๙
อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต
จึงใช้คำบาลีว่า สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๔ สุตตันตปิฎกที่ ๑๖
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๔ นี้ ว่าด้วยหลักธรรมจำนวน ๑๐ และ ๑๑
อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต
จึงใช้คำบาลีว่า ทสก-เอกาทสกนิบาต
สรุปรวมพระสูตรในอังคุตตรนิกาย มีทั้งสิ้น ๙,๕๕๗ สูตร
(กล่าวตามหลักฐานของอรรถกถา
เพราะบางแห่งบอกชื่อสูตร บางแห่งก็ไม่บอกชื่อ
ซึ่งส่วนใหญ่ไม่บอกชื่อสูตร)
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕ สุตตันตปิฎกที่ ๑๗
ขุททกนิกายนี้ เป็นหมวดธรรมเบ็ดเตล็ด
ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต
ตั้งแต่พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕ ไปจนถึงเล่มที่ ๓๓ รวม ๙ เล่ม.
แบ่งเป็นหัวข้อใหญ่มี ๑๕ เรื่อง ดังนี้คือ
ขุททกปาฐะ ธรรมบท อุทาน อิติวุตตกะ สุตตนิบาต
วิมาร เปตวัตถุ เถรคาถา เถรีคาถา
ชาดก นิทเทส(มหานิทเทส และจูฬนิทเทส)
ปฎิสัมภิทามรรค อปทาน พุทธวงส จริยาปิฎก
สำหรับในพระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕ จะรวบรวมไว้เฉพาะดังนี้
ขุททกปาฐะ แปลว่า บทสวดเล็กๆ โดยมากสั้นๆเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา
ธรรมบท แปลว่า บทแห่งธรรม คือ ธรรมภาษิตสั้นๆ ประมาณ ๓๐๐ หัวข้อ
อุทาน แปลว่า คำที่เปล่งออกมา โดยมีท้องเรื่องประกอบเล่าเป็นเหตุปรารภ
ในการเปล่งอุทานของพระพุทธเจ้า
อิติวุตตกะ แปลว่า ข้อความที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้
เป็นการอ้างอิงว่าพระพุทธเจ้าได้ตรัสข้อความไว้อย่างนี้
ไม่มีเรื่องประกอบ มีแต่คำขึ้นต้นว่า
"ข้าพเจ้าได้ยินมาว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสไว้อย่างนี้"
สุตตนิบาต แปลว่า รวมพระสูตร คือรวบรวมพระสูตรเบ็ดเตล็ดต่างๆไว้ด้วยกัน
โดยมีชื่อพระสูตรกำกับ
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๖ สุตตันตปิฎกที่ ๑๘
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๖ นี้ยังเป็นขุททกนิกาย มีเรื่องใหญ่ แบ่งออกเป็น ๔ ส่วน คือ
ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา
๑. วิมานวัตถุ เป็นเรื่องวิมาน
กล่าวว่าใครทำความดีอย่างไร ทำให้ได้วิมานอย่างไร
ส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่พระมหาโมคคัลลานเถระถามเทพบุตรเทพธิดา
ถึงอดีตกรรมที่ส่งผลให้ได้เกิดในวิมานนั้นๆ
มีคำตอบของผู้ถูกถามเป็นรายๆไป รวม ๘๕ ราย
๒. เปตวัตถุ เป็นเรื่องของเปรต
หรือ ผู้ล่วงลับไปแล้วได้รับทุกข์ทรมานในสภาพของเปรต
มีลักษณะต่างๆกัน ๕๑ เรื่อง
๓. เถรคาถา เป็นภาษิตทางธรรมมีคติเตือนใจ
ของพระเถระต่างๆ รวม ๒๖๔ รูป
๔. เถรีคาถา เป็นภาษิตทางธรรมมีคติเตือนใจ
ของพระเถรีต่างๆ(นางภิกษุณีผู้เป็นเถรี) รวม ๗๓ รูป
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ สุตตันตปิฎกที่ ๑๙ ขุททกนิกายชาดก ภาค ๑
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ เป็นภาคแรกของชาดก
ได้กล่าวถึงคำสอนทางพระพุทธศาสนา อันมีลักษณะเป็นนิทานสุภาษิต
แต่ในตัวพระไตรปิฎกไม่มีเล่าเรื่องไว้ มีแต่คำสุภาษิต
รวมทั้งคำโต้ตอบในนิทานเรื่องละเอียดมีเล่าไว้ในอรรถกถา
คือหนังสือที่แต่งขึ้นอธิบายพระไตรปิฎกอีกต่อหนึ่ง.
คำว่า ชาตก หรือ ชาดก แปลว่า ผู้เกิด
คือเล่าถึงการที่พระพุทธเจ้าทรงเวียนว่ายตายเกิด ถือเอากำเนิดในชาติต่างๆ
ได้พบปะผจญกับเหตุการณ์ดีบ้างชั่วบ้าง
แต่ก็ได้พยายามทำความดีติดต่อกันมากบ้างน้อยบ้างตลอดมา
จนเป็นพระพุทธเจ้าในชาติสุดท้าย
กล่าวอีกอย่างหนึ่ง จะถือว่า
เรื่องชาดกเป็นวิวัฒนาการแห่งการบำเพ็ญคุณงามความดี
ของพระพุทธเจ้า ตั้งแต่ยังเป็นพระโพธิสัตว์อยู่ก็ได้.
ในอรรถกถาแสดงด้วยว่า
ผู้นั้นผู้นี้กลับชาติมาเกิดเป็นใครในสมัยพระพุทธเจ้า
แต่ในบาลีพระไตรปิฎกกล่าวถึงเพียงบางเรื่อง
เพราะฉะนั้น สาระสำคัญจึงอยู่ที่คุณงามความดีและอยู่ที่คติธรรมในนิทานนั้นๆ.
อนึ่ง เป็นที่ทราบกันว่าชาดกทั้งหมดมี ๕๕๐ เรื่อง
แต่เท่าที่ได้ลองนับดูแล้วปรากฏว่า
ในเล่มที่ ๒๗ มี ๕๒๕ เรื่อง, ในเล่มที่ ๒๘ มี ๒๒ เรื่อง
รวมทั้งสิ้นจึงเป็น ๕๔๗ เรื่อง ขาดไป ๓ เรื่อง
แต่การขาดไปนั้น น่าจะเป็นด้วยในบางเรื่องมีนิทานซ้อนนิทาน
และไม่ได้นับเรื่องซ้อนแยกออกไปก็เป็นได้
อย่างไรก็ตาม จำนวนที่นับได้ จัดว่าใกล้เคียงมาก.
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๘ สุตตันตปิฎกที่ ๒๐ ขุททกนิกาย ชาดกภาค ๒
ในพระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ เป็นเล่มที่รวมเรื่องชาดก
ที่เล็กๆน้อยๆรวมกันถึง ๕๒๕ เรื่อง
แต่ในพระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๘ นี้มีเพียง ๒๒ เรื่อง
เพราะเป็นเรื่องยาวๆทั้งนั้น
โดย ๑๒ เรื่องแรกเป็นเรื่องที่มีคำฉันท์
ส่วน ๑๐ เรื่องหลัง คือเรื่องที่เรียกว่า มหานิบาตชาดก
แปลว่า ชาดกที่ชุมนุมเรื่องใหญ่ หรือที่โบราณเรียกว่า ทศชาติ
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๙ สุตตันตปิฎกที่ ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๙ นี้ อรรถกถากล่าวว่าชี้แจงว่าเป็นภาษิตของพระสารีบุตร
ใจความทั้งหมดก็คือยกเอาสูตร ๑๖ สูตร
ในพระสุตตันตปิฎกเล่ม ๑๗ สุตตนิบาต วรรคที่ ๔ อัฏฐกวรรค
คือ ตั้งแต่ กามสูตร ถึง สาริปุตตสูตร
มาอธิบายอย่างละเอียดทีละตัวอักษร
ถ้าจะกล่าวอีกอย่างหนึ่ง พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๙ นี้
ก็ไม่ต่างอะไรกับอรรถกถาสุตตนิบาต
เพราะอธิบายพระสูตร ๑๖ สูตรในสุตตนิบาตให้ชัดเจนขึ้น
แต่เพราะเหตุที่เป็นคำอธิบายของพระสารีบุตร
จึงได้รับยกย่องให้เข้าอยู่ในพระไตรปิฎกด้วย
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๐ สุตตันตปิฎกที่ ๒๒ ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส
เล่มนี้ก็เช่นเดียวกัน เป็นภาษิตของพระสารีบุตร
ที่อธิบายพระสูตรอีก ๑๖ สูตรในสุตตนิบาต วรรคที่ ๕ ปรายนวรรค
คือ อธิบายคำถามคำตอบเกี่ยวกับมาณพ ๑๖ คน
เป็นการอธิบายคำถามคำตอบอย่างละเอียดทุกตัวอักษรเช่นกัน.
นอกจากนั้นยังอธิบาย ขัคควิสาณสูตรที่ ๓ ของอุรควรรคในสุตตนิบาต อีก
อย่างพิสดารด้วย
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๑ สุตตันตปิฎกที่ ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค
ปฏิสัมภิทามรรค แปลว่า "ทางแห่งความแตกฉาน"
เป็นภาษิตของพระสารีบุตร อธิบายศัพท์ธรรมะต่างๆ อย่างวิจิตรพิสดาร
วิธีการอธิบาย คือ ถ้ามีพระพุทธภาษิตว่าด้วยเรื่องนั้น
ก็จะนำมาตั้งไว้แล้วอธิบายขยายความอีกต่อหนึ่ง
ถ้าไม่มีพระพุทธภาษิตอธิบายไว้โดยตรง
ท่านผู้กล่าว (คือพระสารีบุตร) ก็ตั้งบทตั้งขึ้นเอง
และอธิบายขยายความไปตามบทตั้งละเอียดต่อไป
มีบางครั้งก็ตั้งภาษิตของพระอานนท์เป็นหัวข้อ
แล้วแจกอธิบายในภายหลัง.
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๒ สุตตันตปิฎกที่ ๒๔
พระไตรปิฎกเล่มนี้แสดงถึงประวัติการบำเพ็ญคุณงามความดี
ขุททกนิกาย อปทานภาค ๑
ของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระสาวกต่างๆ
รวมทั้งสิ้น ๔๑๒ เรื่อง.
โดยเป็นประวัติการทำความดีของพระพุทธเจ้า ๑ เรื่อง.
ประวัติการทำชั่วที่เคยมีในอดีตก่อนตรัสรู้ ๑ เรื่อง
อันแสดงว่าเป็นเหตุให้ได้รับผลไม่ดีอย่างไร.
เป็นประวัติพระปัจเจกพุทธเจ้า ๑ เรื่อง.
ประวัติพระสาวกต่างๆ ๔๐๙ เรื่อง.
ทุกเรื่องเรียบเรียงเป็นคำฉันท์และบอกไว้ด้วยว่า
เรื่องที่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้าและพระปัจเจกพุทธเจ้านั้น
ตรัสแสดงไว้แก่พระอานนท์ผู้เป็นเวเทหมุนี (มุนีผู้ฉลาด)
ลักษณะคำฉันท์ที่แต่งไว้ มิใช่มุ่งเพียงแสดงประวัติ
แต่มุ่งให้มีความไพเราะทางวรรณคดีปนอยู่ด้วยเป็นอย่างมาก.
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๓ สุตตันตปิฎกที่ ๒๕
พระไตรปิฎกเล่มนี้เป็นเล่มสุดท้ายแห่งพระสุตตันตปิฎก
ขุททกนิกาย อปทานภาค ๒ - พุทธวงส - จริยาปิฎก
โดยมีข้อความในหัวข้อใหญ่เรื่อง อปทาน ต่อจากเล่มที่ ๓๒
และมีอีกหัวข้อใหญ่อื่นอีก 2 ข้อ คือ
พุทธวังสะ หมายถึง วงศ์แห่งพระพุทธเจ้า
แสดงรายละเอียดเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า ๒๕ พระองค์
เคิ่มต้นแต่พระทีปังกร จนถึงพระพุทธเจ้าของเราคือ พระสมณโคดม
จริยาปิฎก แปลว่า คัมภีร์ว่าด้วยจริยา คือ ความประพฤติของพระพุทธเจ้า
เรื่องนี้แสดงถึงการที่พระพุทธเจ้าเสวยพระชาติ บำเพ็ญบารมีต่างๆ