ความคิดเห็นที่ 4 : (โชติปาละ)
ก่อนอื่นขออนุโมทนาในกุศลจิต และความพยายามแสวงหาทางครับ
ปัญหาสำหรับผู้ที่กำลังแสวงหาทาง มักเป็นเช่นนี้ คือ 1. ไปหลายสำนัก ก็ยิ่งรู้จำอุบายการดำเนินจิตมาก มีการฝึกจิตบ้าง แต่ไม่ได้ฝึกจิตอย่างจริงจัง จนได้ผลรู้ด้วยตนเอง ทำให้เกิดความสงสัย 2. ยิ่งไม่ศึกษาค้นคว้าในพระไตรปิฏก คำสอนของพระพุทธเจ้า เพราะคิดว่าอ่านแล้วก็ไม่เข้าใจอยู่ดี จึงไม่อ่าน ก็ยิ่งไม่เข้าใจหลักคำสอนที่ถูกต้อง 3. และยิ่งไม่เข้าหากัลยาณมิตรที่แท้จริง รู้ธรรมจริง สามารถสอนได้จริง เพราะไม่แน่ใจว่า ใช่ จึงออกห่าง เพราะไม่มีศรัทธา 4. หรือบางคนศึกษาก่อน อ่านหลักปรัชญามาหมดแล้ว คำสอนของอาจารย์ก็อ่านมาเยอะแล้ว แต่ไม่เคยภาวนาเลย ต่อมามีโอกาสเข้ามีการเข้าหาบ้าง แต่โชคไม่ดี ไปพบอาจารย์ที่มุ่งแสดงอภินิหารให้ศรัทธาด้วยกำลังฌาน ด้วยรุกขเทวดาบ้าง จึงศรัทธาเกิด แต่ไม่รู้ว่า สิ่งที่อาจารย์สอนนั้น ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า ทั้งที่อ่านมามาก เพราะรู้จำอย่างเดียว แต่ไม่มีโยนิโสมนสิการเลย 5. หรือมีการเสาะแสวงหาอาจารย์มากเกินไป อาจารย์ไหนมีชื่อเสียง ไปกราบมาหมดแล้ว ทำมาบ้าง ได้ผลมาบ้าง เกิดอัตตาสูง มีอหังการในตน
ปัญหาที่เกิดนี้ มาจากการไม่รู้ ไม่เข้าใจหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าจริง หรือ จับหลักคำสอนของจริงไม่ได้ พระพุทธเจ้าทรงสอน อริยสัจจ์ 4 คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค เพื่อนำพาหมู่สัตว์ให้พ้นทุกข์ ภัยในวัฎสงสารนี้ รายละเอียดผมคงไม่กล่าว เพราะสามารถหาอ่านได้ใน ธัมจักรกัปวัตนสูตร ครับ พระพุทธเจ้าทรงกล่าวไว้ดีแล้ว มรรค ทางสู่ความดับทุกข์นั้น คือ อริยมรรคมี องค์ 8 หนึ่งในองค์ 8 นี้ คือ สัมมาสติ สัมมาสตินั้น พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดเจนและตรง เลยครับ คือ สติปัฏฐาน 4 ทางสายเดียวนี้เท่านั้น ไม่มีทางอื่น ผมย้ำครับ ทางอื่นพาเข้ารกเข้าพง วนเวียนอยู่ในป่าวัฏสงสาร สติปัฏฐาน 4 คือ การระลึกรู้ในกาย 1 เวทนา 1 จิต 1 และธรรม 1 รวมเป็น 4 คำสอนที่มีหลายสำนัก ผมยกตัวอย่าง เช่น แนวการเจริญสติของหลวงพ่อเทียน ที่มีการเคลื่อนไหวมือ ก็คือ อิริยาบถบรรพ หนึ่งในการเจริญสติรู้ทางกาย การภาวนาพุทโธ กำกับลมหายใจ ก็คือ อานาปานสติ หนึ่งในการเจริญสติรู้ทางกายมีอุบายเพิ่มขึ้นคือใช้คำบริกรรมกำกับสติ การเจริญสติแบบ พองยุบ ก็คือ อานาปานสติ แต่ใช้ความรู้สึกการเคลื่อนของท้องและกระบังลมเป็นตัวกำกับสติ การกำหนดแยกนามรูป เป็นการฝึกให้มองดู โดยใช้โยนิโสมนสิการ พิจารณาแยกแยะ ตามความเป็นจริง จนเกิดสติขึ้นเอง เป็นได้ทั้ง กาย เวทนา จิต และธรรม การดูจิต เป็นการระลึกรู้ จนเกิดสติขึ้นเอง เป็นได้ทั้งกาย เวทนา จิต และธรรม การพิจารณาอสุภะ ผมย้ำนะครับ พิจารณา ไม่ใช่ เพ่งอสุภะ เพราะพระพุทธเจ้าทรงสอนว่า การมีโยนิโสมนสิการในอสุภะ เหมาะกับผู้มีราคะแรง พระองค์ไม่ได้ทรงตรัสว่า ให้เพ่งจนเกิดอสุภะนิมิตในจิต เหมาะกับผู้มีราคะแรง แต่เป็นการกดทับให้ราคะไม่เกิดด้วยฌานครับ ลองสังเกตที่หลวงปู่มั่น มีการพิจารณา กายาคตาสติ คือ ผม ขน เล็บ ฟัน .... เป็นอนุโลม และปฏิโลม คือ พิจารณากลับไปกลับมา การพิจารณาอสุภะแบบนี้เป็นหนึ่งในการระลึกรู้กาย
สังเกตให้ดี สิ่งที่มีการสอนในไทยนี้ คือ อุบายเข้าถึงสติ ในสติปัฏฐาน 4 ทั้งสิ้น ดังนั้นการปฏิบัติธรรมที่สำนักไหน อุบายแบบใด ที่เข้า และลงได้ในสติปัฏฐาน 4 นั้น คือ ถูกทาง
ปัญหาต่อมา ถูกทางนั้นรู้ แต่จะรู้ได้อย่างไร ถูกจริตด้วย เหมาะกับตัวเรา เราต้องรู้ว่า จุดมุ่งหมายของการปฏิบัติธรรม เพื่ออะไร เพื่อเข้าสู่ความดับทุกข์ หรือนิพพาน ผมคงไม่บอกความหมายของนิพพาน และบอกสภาวะนิพพาน เพราะจะทำให้ท้อกันมากกว่า และไม่เข้าใจได้มาก มีโอกาสความเห็นไม่ตรงกันสูง แต่ที่แน่ ๆ คือ ถ้าปฏิบัติธรรมได้ถูกทาง และได้ผลกับตน คือ เราต้องทุกข์น้อยลง ๆ ไปเรื่อย ใช่ไหมครับ จนเข้าสู่ความดับทุกข์ได้ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าใช่ไหมครับ มีการปล่อยวางแบบผู้รู้ รู้ในคุณ ในลักษณะ ในโทษ คลายปล่อยเองแบบไม่ทุกข์ใช่ไหมครับ ดังนั้น อุบายใดที่เราปฏิบัติแล้ว เจริญสติได้ง่าย มีผลทำให้ทุกข์น้อยลง มีการปล่อยวางแบบผู้รู้ได้ คลายออก นั้นคือ เหมาะกับเรา ถูกทาง ถูกจริตครับ มีปัจจัยที่น่าสนใจอีก คือ 1. ความสะดวกในการเข้าอาจารย์ผู้สอน สิ่งนี้ขึ้นอยู่กับกรรมในชาติก่อน และกรรมใหม่ในชาตินี้ที่ทำครับ 2. ความเป็นผู้เคยฝึกจิตมาแล้วในชาติก่อน ๆ ก็ไปได้ไวครับ
เริ่มเห็นแล้วใช่ไหมครับ ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนว่า บุพเพกตบุญญตา คือ ความเป็นผู้มีบุญมาก่อน หรือ เคยเจริญสติ เคยฝึกจิตมาก่อน เป็นมงคลอย่างยิ่งตามที่ตรัสสอนไว้
3. มีศรัทธา มีปัญญา มีความเพียร มีจิตตั้งมั่น แค่ไหน คือกำลังในตนมีขนาดไหน 4. ธรรมที่มีในตน คือ สติมา อาตาปี และสัมปัญชาโนมีหรือไม่ 5. มีทิฏฐิอย่างไร ทิฏฐิที่ตั้งไว้ดี ก็นำไปดีครับ
สมดังที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ครับ สิ่งหนึ่งสิ่งใด เกิดขึ้นจากเหตุ เมื่อเหตุดับ ผลก็ดับ
|