สับสน...?
 เนื้อความ :

เริ่มปฏิบัติสมาธิมาไม่นาน  และได้เคยเดินทางไปปฏิบัติหลายสำนัก  ซึ่งแต่ละสำนักก็มีวิธีการแตกต่างกันออกไป  จนไม่แน่ใจว่าจะปฏิบัติแบบไหนดี   การปฏิบัติหลายวิธีร่วมๆกันจะทำให้บรรลุผลไหมค่ะ  หรือควรจะเลือกวิธีใดวิธีหนึ่งช่วยแนะนำหน่อยคะ

 จากคุณ : ดอกอ้อ [ 22 ม.ค. 2547 / 18:15:00 น. ]
     [ IP Address : 203.113.33.8 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (ศิษย์ อ.)

 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 22 ม.ค. 2547 / 18:20:58 น. ]
     [ IP Address : 203.113.36.13 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (เด็กทุ่ง)

สำหรับธรรมะของพุทธองค์ฟังได้ทุกกาลทุกสถานที่ แต่สำหรับการฝึกกรรมฐาน ส่วนมากแต่ละสำนักจะแนะนำไม่เหมือนกัน  เลือกสำนักที่สอนถูกกับจริตของตัวเองจะดีกว่านะครับ แต่ละคนมีของเก่ามาไม่เหมือนกัน ถ้าเราเคยได้มาในอดีตจะทำให้ฝึกกรรมฐานกองนั้นๆสำเร็จเร็วมาก

 จากคุณ : เด็กทุ่ง [ 22 ม.ค. 2547 / 20:07:32 น. ]
     [ IP Address : 203.148.187.137 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (shi63)

สติปัฏฐาน 4 เป็นหนทางเดียวที่ทำให้บรรลุมรรคผลนิพพานค่ะ   ไม่มีทางอื่น

 จากคุณ : shi63 [ 23 ม.ค. 2547 / 09:06:33 น. ]
     [ IP Address : 161.200.69.129 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (โชติปาละ)

         ก่อนอื่นขออนุโมทนาในกุศลจิต และความพยายามแสวงหาทางครับ

ปัญหาสำหรับผู้ที่กำลังแสวงหาทาง มักเป็นเช่นนี้ คือ
    1.   ไปหลายสำนัก ก็ยิ่งรู้จำอุบายการดำเนินจิตมาก มีการฝึกจิตบ้าง แต่ไม่ได้ฝึกจิตอย่างจริงจัง จนได้ผลรู้ด้วยตนเอง ทำให้เกิดความสงสัย
     2. ยิ่งไม่ศึกษาค้นคว้าในพระไตรปิฏก คำสอนของพระพุทธเจ้า เพราะคิดว่าอ่านแล้วก็ไม่เข้าใจอยู่ดี จึงไม่อ่าน ก็ยิ่งไม่เข้าใจหลักคำสอนที่ถูกต้อง
      3.  และยิ่งไม่เข้าหากัลยาณมิตรที่แท้จริง รู้ธรรมจริง สามารถสอนได้จริง เพราะไม่แน่ใจว่า ใช่ จึงออกห่าง เพราะไม่มีศรัทธา
      4. หรือบางคนศึกษาก่อน อ่านหลักปรัชญามาหมดแล้ว คำสอนของอาจารย์ก็อ่านมาเยอะแล้ว แต่ไม่เคยภาวนาเลย ต่อมามีโอกาสเข้ามีการเข้าหาบ้าง แต่โชคไม่ดี ไปพบอาจารย์ที่มุ่งแสดงอภินิหารให้ศรัทธาด้วยกำลังฌาน ด้วยรุกขเทวดาบ้าง จึงศรัทธาเกิด แต่ไม่รู้ว่า สิ่งที่อาจารย์สอนนั้น ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า ทั้งที่อ่านมามาก เพราะรู้จำอย่างเดียว แต่ไม่มีโยนิโสมนสิการเลย
     5. หรือมีการเสาะแสวงหาอาจารย์มากเกินไป อาจารย์ไหนมีชื่อเสียง ไปกราบมาหมดแล้ว ทำมาบ้าง ได้ผลมาบ้าง เกิดอัตตาสูง มีอหังการในตน

        ปัญหาที่เกิดนี้ มาจากการไม่รู้ ไม่เข้าใจหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าจริง หรือ จับหลักคำสอนของจริงไม่ได้
      พระพุทธเจ้าทรงสอน อริยสัจจ์ 4 คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค เพื่อนำพาหมู่สัตว์ให้พ้นทุกข์ ภัยในวัฎสงสารนี้
      รายละเอียดผมคงไม่กล่าว เพราะสามารถหาอ่านได้ใน ธัมจักรกัปวัตนสูตร ครับ พระพุทธเจ้าทรงกล่าวไว้ดีแล้ว
       มรรค ทางสู่ความดับทุกข์นั้น คือ อริยมรรคมี องค์ 8 หนึ่งในองค์ 8 นี้ คือ สัมมาสติ 
       สัมมาสตินั้น พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดเจนและตรง เลยครับ คือ สติปัฏฐาน 4 ทางสายเดียวนี้เท่านั้น ไม่มีทางอื่น ผมย้ำครับ ทางอื่นพาเข้ารกเข้าพง วนเวียนอยู่ในป่าวัฏสงสาร
      สติปัฏฐาน 4 คือ การระลึกรู้ในกาย 1 เวทนา 1 จิต 1 และธรรม 1 รวมเป็น 4
      
        คำสอนที่มีหลายสำนัก ผมยกตัวอย่าง เช่น
     แนวการเจริญสติของหลวงพ่อเทียน ที่มีการเคลื่อนไหวมือ ก็คือ อิริยาบถบรรพ หนึ่งในการเจริญสติรู้ทางกาย
     การภาวนาพุทโธ กำกับลมหายใจ ก็คือ อานาปานสติ หนึ่งในการเจริญสติรู้ทางกายมีอุบายเพิ่มขึ้นคือใช้คำบริกรรมกำกับสติ
      การเจริญสติแบบ พองยุบ ก็คือ อานาปานสติ แต่ใช้ความรู้สึกการเคลื่อนของท้องและกระบังลมเป็นตัวกำกับสติ
     การกำหนดแยกนามรูป เป็นการฝึกให้มองดู โดยใช้โยนิโสมนสิการ พิจารณาแยกแยะ ตามความเป็นจริง จนเกิดสติขึ้นเอง เป็นได้ทั้ง กาย เวทนา จิต และธรรม
     การดูจิต เป็นการระลึกรู้ จนเกิดสติขึ้นเอง เป็นได้ทั้งกาย เวทนา จิต และธรรม
     การพิจารณาอสุภะ ผมย้ำนะครับ พิจารณา ไม่ใช่ เพ่งอสุภะ เพราะพระพุทธเจ้าทรงสอนว่า การมีโยนิโสมนสิการในอสุภะ เหมาะกับผู้มีราคะแรง พระองค์ไม่ได้ทรงตรัสว่า ให้เพ่งจนเกิดอสุภะนิมิตในจิต เหมาะกับผู้มีราคะแรง  แต่เป็นการกดทับให้ราคะไม่เกิดด้วยฌานครับ ลองสังเกตที่หลวงปู่มั่น มีการพิจารณา กายาคตาสติ คือ ผม ขน เล็บ ฟัน .... เป็นอนุโลม และปฏิโลม คือ พิจารณากลับไปกลับมา  การพิจารณาอสุภะแบบนี้เป็นหนึ่งในการระลึกรู้กาย

        สังเกตให้ดี สิ่งที่มีการสอนในไทยนี้ คือ อุบายเข้าถึงสติ ในสติปัฏฐาน 4 ทั้งสิ้น
         ดังนั้นการปฏิบัติธรรมที่สำนักไหน อุบายแบบใด ที่เข้า และลงได้ในสติปัฏฐาน 4 นั้น คือ ถูกทาง

        ปัญหาต่อมา ถูกทางนั้นรู้ แต่จะรู้ได้อย่างไร ถูกจริตด้วย เหมาะกับตัวเรา
         เราต้องรู้ว่า จุดมุ่งหมายของการปฏิบัติธรรม เพื่ออะไร เพื่อเข้าสู่ความดับทุกข์ หรือนิพพาน ผมคงไม่บอกความหมายของนิพพาน และบอกสภาวะนิพพาน เพราะจะทำให้ท้อกันมากกว่า และไม่เข้าใจได้มาก มีโอกาสความเห็นไม่ตรงกันสูง
          แต่ที่แน่ ๆ คือ ถ้าปฏิบัติธรรมได้ถูกทาง และได้ผลกับตน คือ เราต้องทุกข์น้อยลง ๆ ไปเรื่อย ใช่ไหมครับ  จนเข้าสู่ความดับทุกข์ได้ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าใช่ไหมครับ มีการปล่อยวางแบบผู้รู้ รู้ในคุณ ในลักษณะ ในโทษ คลายปล่อยเองแบบไม่ทุกข์ใช่ไหมครับ
          ดังนั้น อุบายใดที่เราปฏิบัติแล้ว เจริญสติได้ง่าย มีผลทำให้ทุกข์น้อยลง มีการปล่อยวางแบบผู้รู้ได้ คลายออก นั้นคือ เหมาะกับเรา ถูกทาง ถูกจริตครับ
       
          มีปัจจัยที่น่าสนใจอีก คือ
     1. ความสะดวกในการเข้าอาจารย์ผู้สอน สิ่งนี้ขึ้นอยู่กับกรรมในชาติก่อน และกรรมใหม่ในชาตินี้ที่ทำครับ
     2. ความเป็นผู้เคยฝึกจิตมาแล้วในชาติก่อน ๆ  ก็ไปได้ไวครับ

        เริ่มเห็นแล้วใช่ไหมครับ ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนว่า บุพเพกตบุญญตา คือ ความเป็นผู้มีบุญมาก่อน หรือ เคยเจริญสติ เคยฝึกจิตมาก่อน เป็นมงคลอย่างยิ่งตามที่ตรัสสอนไว้

      3. มีศรัทธา มีปัญญา มีความเพียร มีจิตตั้งมั่น แค่ไหน คือกำลังในตนมีขนาดไหน
      4. ธรรมที่มีในตน คือ สติมา อาตาปี และสัมปัญชาโนมีหรือไม่
      5. มีทิฏฐิอย่างไร ทิฏฐิที่ตั้งไว้ดี ก็นำไปดีครับ

          สมดังที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ครับ สิ่งหนึ่งสิ่งใด เกิดขึ้นจากเหตุ เมื่อเหตุดับ ผลก็ดับ

 จากคุณ : โชติปาละ [ 23 ม.ค. 2547 / 13:31:28 น. ]
     [ IP Address : 203.113.36.14 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (ศิษย์ อ.)


พระธรรมเกษีพุทธะ


หลวงพ่อตอบปัญหา
เรื่องจริต ๖
๑.ราคจริต ท่านจัดกรรมฐานที่เหมาะสมไว้ ๑๑ อย่างคืออสุภกรรมฐาน ๑๐ กับกายคตานุสสติกรรมฐาน อีก ๑ รวมเป็น ๑๑ อย่าง ในเมื่ออารมณ์รักสวยรักงามปรากฏขึ้นแก่อารมณ์จิต จงนำกรรมฐานนี้มาพิจารณาโดยนำมาพิจารณาอย่างใดอย่างหนึ่ง จากกรรมฐาน ๑๑ อย่างนี้ ตามแต่ท่านจะชอบใจ จิตท่านก็จะคลายความกำหนัด ยินดีในกามารมณ์ลงได้อย่างไม่ลำบากยากเย็นอะไรเลย ถ้าจิตข้องอยู่ในกามารมณ์เป็นปกติ จนกว่าอารมณ์จะสงัดจากกามารมณ์ เห็นคนและสัตว์ สรรพวัตถุทั้งหลายที่เคยนิยมชมชอบว่าสวยสดงดงาม กลายเป็นของน่าเกลียดโสโครกโดยกฏของธรรมดา จนเห็นว่าจิตใจไม่มั่วสุมสังคมกับความงามแล้วก็พิจาณาวิปัสสนาญาณยกเอาขันธ์ ๕ เป็นอารมณ์ ว่าไม่ใช่เราไม่ใช่ของเราเราไม่มีในขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ ไม่มีในเรา โดยเอาอสุภกรรมฐาน หรือกายคตานุสสติกรรมเป็นหลักชัยทำอย่างนี้ไม่นานเท่าใดก็จะเข้าถึงมรรคผลนิพพาน การทำถูกไม่เสียเวลาอย่างนี้
๒.โทสจริต คนมักโกรธ หรือขณะนั้นเกิดมีอารมณ์โกรธพยาบาทเกิดขึ้นขวางอารมณ์ไม่สะดวกแต่การเจริญฌาน ท่านให้เอากรรมฐาน ๘ อย่างคือ พรหมวิหาร ๔ และวัณณกสิณ ๔ วัณณกสิณ ๔ ได้แก่ นีลกสิณ เพ่งสีเขียว โลหิตกสิณ เพ่งสีแเดง ปีตกสิณ เพ่งสีเหลือง โอทากสิณ เพ่งสีขาว กรรมฐานทั้งแปดอย่างนี้ เป็นกรรมฐานระงับ ดับโทสะ ท่านจะเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งที่เหมาะสมแก่ท่าน คือตามแต่ท่านจะพอใจเอามาเพ่ง และใคร่ครวญ อารมณ์โทสะก็จะค่อย ๆ คลายตัวระงับไป
๓.โมหจริต และ๔.วิตกจริต อารมณ์ที่ตกอยู่ในอำนาจของความหลงและครุ่นคิดตัดสินใจอะไรไม่เด็ดขาด ท่านให้เจริญอานาปานานุสสติกรรมฐานอย่างเดียว อารมณ์ความลุ่มหลงและควาสมคิดฟุ้งซ่านจะสงบระงับไป
๕.สัทธาจริต ทานที่เกิดสัทธาความเชื่อ เชื่อโดยปกติ หรืออารมณ์แห่งความเชื่อเข้าสิงใจก็ตาม ท่านให้เจริญกรรมฐาน ๖ อย่าง คืออนุสสติ ๖ ประการดังต่อไปนี้ ๑. พุทธานุสสติกรรมฐาน ๒.ธัมมานุสสติกรรมฐาน๓.สังฆานุสสติกรรมฐาน ๔.สีลานุสสติกรรมฐาน ๕. จาคานุสสติกรรมฐาน๖.เทวตานุสสติกรรมฐาน อนุสสติ ทั้ง ๖อย่างนี้ จะทำให้จิตใจของท่านที่ดำรงสัทธาผ่องใส
๖.พุทธจริต  คนเฉลียวฉลาดรู้เท่าทันเหตุการณ์และมีปฏิภานไหวพริบพี ท่านให้เจริญกรรมฐาน ๔ อย่าง ดังต่อไปนี้ ๑. มรณานุสสติกรรมฐาน ๒.อุปสมานุสสติกรรมฐาน ๓.อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๔ .จตุธาตุวัฏฏฐาน รวม ๔อย่างด้วยกัน

หลวงพ่อพระราชพรหมยาน

 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 23 ม.ค. 2547 / 14:34:00 น. ]
     [ IP Address : 203.113.36.7 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (คนป่า)

ก็เหมือนความคิดเห็นที่ 3นั่นแหละ  
รู้ให้ทันกิเลสละกัน

 จากคุณ : คนป่า [ 24 ม.ค. 2547 / 13:36:40 น. ]
     [ IP Address : 169.210.178.90 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (เมธาพร)

มัวแต่วิ่งหาอาจารย์ไปทั่ว  จนลืมหาในใจกลางจิตของตนเอง

 จากคุณ : เมธาพร [ 25 ม.ค. 2547 / 00:13:49 น. ]
     [ IP Address : 202.133.166.196 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!