ความปรารถนานิพพาน ที่จัดว่าเป็นวิภวตัณหา ?
 เนื้อความ :

ช่วงประเด็นเรื่องเมืองนิพพาน มาแรง เลยขอนำเสนอปริยัติ
----------------------------------------------------------------
จากคู่มือการศึกษาพระอภิธัมมัตถสังคหะ  ปริเฉทที่ ๖  นิพพานปรมัตถ์http://aphidham.mcu.ac.th/
----------------------------------------------------------------------
                   ความปรารถนานิพพาน  ที่จัดว่าเป็นวิภวตัณหาได้นั้น  คือผู้ที่ไม่เข้าใจในสภาพความเป็นอยู่ของนิพพานดีพอ  เมื่อได้ยินว่านิพพานนั้นไม่มีความทุกข์กาย  ทุกข์ใจ  แต่ประการใด  มีแต่ความสุข  เพราะเป็นธรรมที่พ้นจากโลก  เช่นนี้แล้วก็เกิดความอยากได้นิพพาน    เพราะต้องการความสุขกาย  สุขใจ  ที่ไม่เกี่ยวกับโลก  และไม่ต้องการความเกิด  แก่  เจ็บ   ตาย  แต่คิดไม่ถึงว่าสภาพความไม่เกิดของนิพพานนั้นคืออะไร  (ธรรมดาความสุขกาย   สุขใจ  จะเกิดขึ้นโดยไม่เกี่ยวกับการเกิดเป็นมนุษย์   เทวดา  พรหม  ที่อยู่ในภูมิต่างๆนั้นไม่มี)   ฉะนั้น  ความปรารถนานิพพานของบุคคลจำพวกนี้  จึงจัดเป็นวิภวตัณหา

 จากคุณ : เฉลิมศักดิ์ [ 22 ม.ค. 2547 / 05:37:34 น. ]
     [ IP Address : 203.113.81.169 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (เฉลิมศักดิ์)

---------------------------------------------------------------
-http://aphidham.mcu.ac.th/
ตัณหา กล่าวโดยอาการที่เป็นไป คือเมื่อมีความยินดีติดใจอยากได้ในอารมณ์ ๖ นั้นแล้วก็มีอาการที่เป็นไป ๓ อย่างที่เรียกว่า กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา มีอาการเป็นไปดังนี้
ก. กามตัณหา เป็นความยินดีติดใจในอารมณ์ ๖ ที่เกี่ยวกับกามคุณอารมณ์ ทั้ง ๕ แต่ไม่ประกอบด้วย สัสสตทิฏฐิ และอุจเฉททิฏฐิ
ข. ภวตัณหา เป็นความยินดีติดใจในอารมณ์ ๖ ที่ประกอบด้วยความเห็น ดังต่อไปนี้ อย่างใดอย่างหนึ่งด้วย คือ
(๑) ติดใจในกามภพ การได้เกิดเป็นมนุษย์ เป็นเทวดา
(๒) ติดใจในรูปภพ การได้เกิดเป็นรูปพรหม
(๓) ติดใจในอรูปภพ การได้เกิดเป็นอรูปพรหม
(๔) ติดใจในฌานสมาบัติ การได้รูปฌาน อรูปฌาน
(๕) ติดใจในตัวตน คือเห็นว่าสัตว์ทั้งหลายมีตัวตน และตัวตนนี้ไม่สูญหายไป ไหน ถึงจะตายก็ตายแต่ร่างกาย ตัวตนที่เป็นมนุษย์ก็จะไปเกิดเป็นมนุษย์อีก ตัวตนที่ เป็นสัตว์อย่างใด ก็จะไปเกิดเป็นสัตว์อย่างนั้นอีก ไม่มีการเปลี่ยน
แปลง โดยเห็นว่า เที่ยงอันเป็นความเห็นผิดที่เรียกว่า สัสสตทิฏฐิ (ข้อ ข. นี้มีมาใน สุตตันตมหาวัคค อรรถกถา)
ค. วิภวตัณหา เป็นความยินดีติดใจในอารมณ์ ๖ ที่ประกอบด้วย อุจเฉททิฏฐิ คือ ติดใจในความเห็นที่ว่า สิ่งทั้งหลายในโลกนี้มีตัวมีตนอยู่ แต่ว่าตัวตนนั้นไม่ สามารถที่จะตั้งอยู่ได้ตลอดไป ย่อมต้องสูญต้องสิ้นไปทั้งหมด ตลอดจนการกระทำทั้งหลายทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่ว ก็สูญหายไปสิ้นเช่นเดียวกัน
*********แม้ผู้ที่มีความเห็นว่า พระนิพพานมีตัวมีตน แล้วปรารถนาพระนิพพานเช่นนั้น ความปรารถนาเช่นนี้ก็ได้ชื่อว่า วิภวตัณหา
        รวมความในข้อ ๒ นี้ได้ว่า อาการที่เป็นไปในตัณหา ๓ ก็ได้แก่ พวกหนึ่ง มีอุจเฉททิฏฐิเห็นว่าสูญ พวกหนึ่งมีสัสสตทิฏฐิเห็นว่าเที่ยง ส่วนอีกพวกหนึ่งติดใจ อยากได้โดยไม่ได้คำนึงถึงว่าเป็นสิ่งที่สูญหรือเที่ยงแต่อย่างใด ๆ เลย

 จากคุณ : เฉลิมศักดิ์ [ 22 ม.ค. 2547 / 05:41:05 น. ]
     [ IP Address : 203.113.81.169 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (เฉลิมศักดิ์)

และตัณหาเหล่านี้เอง ที่จะลวงล่อ ให้ก่อเกิดภพชาติต่อๆไป ให้วัฏฏนี้หมุนเวียนอยู่ต่อไป  ดังพระพุทธพจน์ที่ว่า
กมฺมํ เขตฺตํ, วิญฺญาณํ พีชํ, ตณฺหาสิเนหํ กรรมเป็นเหมือนนาข้าว วิญญาณ เป็นเหมือนเมล็ดข้าวเปลือก ตัณหา เป็นเหมือนยางในเมล็ดข้าว
---------------------------------------------------------------------
พระพุทธศาสนากับการเกิดใหม่
http://www.geocities.com/watmai2001/tipitaka_16.htm
และมีข้อความเป็นอันมากในพระสูตรที่แสดงว่าคนเราเมื่อทำทุจริตกรรมแล้ว เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ย่อมเข้าถึงอบายทุคติ วินิบาต ตรงข้ามเมื่อสัตว์ทำสุจริตกรรมแล้ว เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตกย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
อีกแห่งหนึ่งแสดงให้เห็นว่า จิตฺเต สงฺกิลิฏฺเฐทุคฺคติ ปาฏิกงฺขา เมื่อจิตเศร้าหมองหวังได้ว่าไปทุคคติ จิตฺเต อสงฺ กิลิฏฺเฐ สุคติ ปาฏิกงฺขา เมื่อจิตไม่เศร้าหมอง หวังได้ว่า ไปสู่สุคติแน่นอน
ในอังคุตตรนิกายแสดงว่า
กมฺมํ เขตฺตํ, วิญฺญาณํ พีชํ, ตณฺหาสิเนหํ กรรมเป็นเหมือนนาข้าว วิญญาณ เป็นเหมือนเมล็ดข้าวเปลือก ตัณหา เป็นเหมือนยางในเมล็ดข้าว
องค์ประกอบทั้ง ๓ คือ
๑) กรรมดี กรรมชั่ว ที่คนทำ
๒) วิญญาณ หรือปฏิสนธิวิญญาณ
๓) ตัณหา คือ เจตสิกที่มีพลังสะสมอยู่ในจิตเป็นตัวสืบต่อ

 จากคุณ : เฉลิมศักดิ์ [ 22 ม.ค. 2547 / 05:48:20 น. ]
     [ IP Address : 203.113.81.169 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (เฉลิมศักดิ์)

ลองศึกษาความเห็นของหลวงปู่หลวงพ่อ และในพระไตรปิฏก  อรรถกถา ตำราต่างๆ  ท่านว่าไว้อย่างไร

----------พระนิพพาน ของหลวงปู่หลวงพ่อ http://larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/011031.htm

 จากคุณ : เฉลิมศักดิ์ [ 22 ม.ค. 2547 / 05:50:09 น. ]
     [ IP Address : 203.113.81.169 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (กำลังฟุ้ง)

ความปรารถนานิพพานอาจจัดเป็นภาวตัณหาก็ได้ วิภาวตัณหาก็ได้ พวกที่เห็นนิพพานเป็นวิมาน อยากอยู่เมืองนิพพาน อยากได้นิพพาน อยากได้ไอ้โน่นไอ้นี่ ย่อมเป็นภาวตัณหา พวกที่อยากไม่ทุกข์อยากไม่เกิดแก่เจ็บตาย อยากไม่เป็นทาสกิเลส หรืออยากไม่เป็นอะไรต่ออะไร ย่อมเป็นวิภาวตัณหา

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 22 ม.ค. 2547 / 08:20:42 น. ]
     [ IP Address : 202.133.161.186 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (กำลังฟุ้ง)

แต่ 3 ชาติอยู่ตรงไหนในพระไตรปิฏกหว่า?

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 22 ม.ค. 2547 / 08:21:16 น. ]
     [ IP Address : 202.133.161.186 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (ศิษย์ อ.)

เห็นด้วยกับอาจารย์เฉลิมศักดิ์ครับ
อุปสมานุสติแบบมโนมยิทธิ ที่มีดินแดนพระนิพพานเป็นอารมณ์ เป็นตัณหาครับ

พระอานนท์:- ดูก่อนน้องหญิง คำที่เรากล่าวว่ากายนี้เกิดด้วยตัณหา อาศัยตัณหาแล้วพึงละตัณหาเสียดังนี้ เรากล่าวเพราะอาศัยอะไร
“ดูก่อนน้องหญิง ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เมื่อได้ข่าวว่า ภิกษุชื่ออย่างนี้กระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติและปัญญาวิมุติอันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่ง ในปัจจุบันนี้ ดังนี้ เธอเกิดความปรารถนา (ตัณหา) อย่างนี้ว่า เมื่อไรหนอ เราจักกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุต ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ ในปัจจุบันชาตินี้ ดังนี้ ในเวลาต่อมา เธออาศัยตัณหานั้นแล้วละตัณหาเสียได้
“ดูก่อนน้องหญิง คำที่เรากล่าวว่า กายนี้เกิดขึ้นด้วยตัณหาอาศัยตัณหาแล้วพึงละเสียดังนี้ เรากล่าวเพราะอาศัยความจริงข้อนี้......”

อินทริยวรรค จ. อํ. (๑๕๙)
ตบ. ๒๑ : ๑๙๕-๑๙๖ ตท. ๒๑ : ๑๗๑

 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 22 ม.ค. 2547 / 08:58:18 น. ]
     [ IP Address : 203.113.36.7 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (อิอิ)

ปรารภนาเป็นพระอรหันต์ เพื่อต้องการหมดทุกข์ เป็นตัณหาแบบไหนครับ

 จากคุณ : อิอิ [ 22 ม.ค. 2547 / 11:08:09 น. ]
     [ IP Address : 10.10.3.83 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (กลาง.)

ขออนุญาตถามคุณกำลังฟุ้งครับ
อยากไม่ทุกข์ กับอยากสุขนั้นต่างกันที่ตรงไหนครับ

 จากคุณ : กลาง. [ 22 ม.ค. 2547 / 12:26:54 น. ]
     [ IP Address : 203.151.9.120 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (JaY)

ปัญญาคนไม่เท่ากันครับ               ต้องวางอุเบกขา
เมตตาเขา อย่าซ้ำเติมเยาะเย้ยเขาเลยครับ  
ถึงแม้เราหวังดีต่อเขาแต่ก็ต้องรู้จักนำเสนอในทางที่สร้างสรรค์ครับ
เขาได้มาเจอพระพุทธศาสนาก็เป็นวาสนาแล้ว 

 จากคุณ : JaY [ 22 ม.ค. 2547 / 12:57:51 น. ]
     [ IP Address : 10.21.2.73 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (bomba)

สาธุ ครับ คุณ เฉลิมศักดิ์

 จากคุณ : bomba [ 22 ม.ค. 2547 / 12:58:12 น. ]
     [ IP Address : 203.144.168.162 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (ว่างจากเวปอื่น)

ปรารถนาเป็น พระอรหันต์ ปรารถนาไปนิพพาน เป็น ภวตัณหา ครับ

แต่เมื่อสำเร็จแล้ว เป็นพระอรหันต์แล้ว รู้แล้วว่าต้องนิพพานไป ก็คือ ภวตัณหานั้นหมดไปแล้ว ครับ

 จากคุณ : ว่างจากเวปอื่น [ 22 ม.ค. 2547 / 19:01:31 น. ]
     [ IP Address : 203.156.91.10 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (Ztype)

ตัณหา ฉันทะ อธิษฐาน ต้องแยกแยะนะครับ มันอาจปนๆ กันได้

 จากคุณ : Ztype [ 22 ม.ค. 2547 / 22:31:54 น. ]
     [ IP Address : 202.8.84.24 ]


 ความคิดเห็นที่ 13 : (กำลังฟุ้ง)

จากความเห็นที่ 8 อยากเอาเข้ามากับอยากเอาออกไปมันต่างกันใช่ไหมครับ? ฉันท์ใดก็ฉันท์นั้น

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 22 ม.ค. 2547 / 22:44:34 น. ]
     [ IP Address : 203.107.198.22 ]


 ความคิดเห็นที่ 14 : (พัลวัน)

พิจารณาในเรื่อง "สัมมาสังกัปปะ" ใน อัฏฐังคิกมรรคให้ดี ก่อนตั้งกระทู้นี้ครับ

 จากคุณ : พัลวัน [ 23 ม.ค. 2547 / 10:21:59 น. ]
     [ IP Address : 202.183.253.231 ]


 ความคิดเห็นที่ 15 : (กำลังฟุ้ง)

เรื่องของเรื่องคือรักสุขเกลียดทุกข์...

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 23 ม.ค. 2547 / 10:27:42 น. ]
     [ IP Address : 202.59.255.238 ]


 ความคิดเห็นที่ 16 : (กลาง.)

อยากให้คุณกำลังฟุ้งช่วยยกตัวอย่างหน่อยครับ
ขอบคุณครับ

 จากคุณ : กลาง. [ 23 ม.ค. 2547 / 12:15:04 น. ]
     [ IP Address : 203.151.9.120 ]


 ความคิดเห็นที่ 17 : (aratana)

บันได  คือทางดำเนิน
ก็มิได้บอกว่า...จะแบกบันได ขึ้นไปไว้บนบ้านด้วยหรอก

 จากคุณ : aratana [ 23 ม.ค. 2547 / 21:39:29 น. ]
     [ IP Address : 203.113.61.198 ]


 ความคิดเห็นที่ 18 : (กำลังฟุ้ง)

อืมม์...ทดลองตอบ

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 23 ม.ค. 2547 / 23:07:21 น. ]
     [ IP Address : 203.209.107.73 ]


 ความคิดเห็นที่ 19 : (กำลังฟุ้ง)

ต้องยกตัวอย่างแบบสภาวะครับ เช่นรักผู้หญิงแล้วอยากได้เขา อยากสมหวังในรัก อารมณ์นั้นก็เป็นอารมณ์หนึ่ง แต่พออกหักก็อยากพ้นสภาพที่จิตใจซึมเศร้า อยากพ้นจากอาการเศร้าเสียใจเช่นนั้น มันก็เป็นอีกอารมณ์อีกสภาวะหนึ่ง เป็นความอยากพ้นไปจากภาวะที่ตนเกลียดชังไม่ปรารถนา กล่าวโดยย่ออันหนึ่งอยากเอาเข้าหาตัว อันหนึ่งอยากเอาออกจากตัว

ความจริงถ้าพูดว่า "ไม่อยาก" อาจเข้าใจได้มากกว่า แต่คำว่าไม่อยากนี้มันผิดหลักภาษา ไม่อยากน่าจะเป็นภาวะที่ไม่มีตัณหา แต่พวกเราใช้คำว่าไม่อยากในความหมายของวิภาวตัณหาเสียมาก

อยากไม่ทุกข์ ถ้าว่าตามสภาวะแล้วมันไม่เหมือนกับอยากสุขหรอกครับ อีกอย่างถ้าเรานึกได้แค่ว่าถ้าไม่ทุกข์ก็หมายถึงสุขแล้ว คำว่าอุเบกขาเราจะแทรกไว้ตรงไหนละครับ?

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 23 ม.ค. 2547 / 23:18:43 น. ]
     [ IP Address : 203.209.107.73 ]


 ความคิดเห็นที่ 20 : (กลาง.)

          คงต้องขออภัยคุณกำลังฟุ้งนะครับที่เข้ามาอ่านคำตอบช้าไปหน่อย เนื่องจากเข้ามาแล้วไม่พบกระทู้นี้  มาวันนี้ลองเข้ามาใหม่จึงเห็นกระทู้นี้ยังอยู่  ไม่เข้าใจว่าเป็นเพราะอะไร  ก็ขอขอบคุณที่ตอบคำถาม  และขออนุญาตเจ้าของกระทู้แสดงความเห็นตอบในเรื่องนี้ด้วยครับ
          คำว่า อยากไม่ทุกข์ อยากไม่เป็นอย่างนั้นอย่างนี้  ฟังดูออกจะแปลกๆในสำนวน  ปกติถ้าอยาก ก็อยากได้อยากเป็นเลย การใช้อยากในเชิงปฏิเสธจึงออกจะแปลกอยู่   อย่างไรก็ตามก็พอจะเข้าใจได้ จึงขอพิจารณาแสดงความเห็นต่อไปครับ
          โดยปกติ เมื่อมีตัณหา หรือ อยากได้อยากเป็นอะไรก็ตามนั้น ก็เพราะต้องการความสุขความสบาย หรือ ตามที่คุณว่า  อยากไม่ทุกข์ นั่นเอง
          เมื่อมีรัก อยากสมหวังในรัก ก็มีตัณหา เกิดขึ้นแล้ว
          เมื่อผิดหวังไม่สมหวังในรัก ก็ย่อมโศกเศร้าเสียใจ เป็นทุกข์ เกิดโทมนัสเวทนา ขณะนี้เกิดโทสมูลจิต
          เมื่อต้องการให้พ้นจากสภาพเช่นนั้น  คือ อยากไม่ทุกข์หรืออยากไม่เศร้าเสียใจ ก็เพราะอะไร ถ้าไม่ใช่เพราะอยากสุข อยากสมหวังในรักนั้น  จึงเห็นได้ว่า อยากไม่ทุกข์หรืออยากพ้นจากสภาพเช่นนั้น กับ อยากมีความสุข เมื่อว่าโดยสภาวะก็ไม่ต่างกันเลย จะต่างก็โดยสำนวนที่ใช้เท่านั้น  ดังนั้นหากว่า วิภวตัณหา  คือ อยากไม่ทุกข์ ฯ และ ภวตัณหา คือ อยากมีสภาวะที่เป็นสุข ก็จะไม่แสดงความแตกต่างกันเลย  และก็ไม่แตกต่างกับ ตัณหา อื่นๆ(ที่ไม่ประกอบด้วยทิฏฐิ )อีกด้วย
กลายเป็นว่า ตัณหาทั้ง 3 ชนิดก็จะไม่แตกต่างกันเลย
             แม้ความอยากในลักษณะอื่นๆ เช่น อยากไม่เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ หากพิจารณาโดยละเอียดแล้ว  ก็หนีไม่พ้นความอยากความต้องการมีสุข  อยากไม่ทุกข์ทั้งสิ้น
             แม้จะว่าอยากไม่ทุกข์  อาจจะหมายถึง ต้องการหรืออยาก อุเบกขาเวทนาก็ตาม ก็เนื่องจากเห็นว่า อุเบกขา นั้น ดีกว่า ทุกข์ นั่นก็คือยังอยากสุข อยู่ดี  (แต่โดยส่วนใหญ่ เมื่ออยากไม่ทุกข์ก็ คืออยากสุข นี่ครับ)
             ดังนั้นหากพิจารณา ตัณหา  ภวตัณหาและวิภวตัณหา ในลักษณะที่ว่า……
              ภวตัณหา คือ ความอยากเป็นอย่างนั้นอย่างนี้……หรืออยากสุข
              วิภวตัณหา คือ ความอยากไม่เป็นอย่างนั้นอย่างนี้…หรืออยากไม่ทุกข์
              แล้ว ตัณหา เฉยๆ จะหมายถึง  อยากอย่างไร ? จึงจะแตกต่างจากตัณหาทั้ง 2 นั้น
            ผมเห็นว่า หากพิจารณาเช่นนั้น ตัณหาทั้ง 3 ก็ไม่มีความต่างปรากฏเลย ก็คงไม่จำเป็นต้องแยกตัณหาออกเป็น 3นี้เลย      จึงเห็นว่าการพิจารณาตัณหาทั้ง3 จะต้องนำ ทิฏฐิ เข้ามาประกอบด้วยตามที่ คุณเฉลิมศักดิ์ ได้ยกมาแสดงแล้วโดยมีหลักฐานอ้างอิงข้างบนแล้วนะครับ
            ผมขอแสดงความเห็นเท่านี้ครับ   ถือว่าเป็นการสนทนาธรรมกันนะครับ ไม่เห็นด้วยก็ไม่เป็นไร   เพียงอยากให้รับไว้พิจารณาไตร่ตรองด้วยครับ
                        เจริญในธรรม ครับ…..ทุกท่าน

             

 จากคุณ : กลาง. [ 28 ม.ค. 2547 / 10:10:21 น. ]
     [ IP Address : 203.151.9.120 ]


 ความคิดเห็นที่ 21 : (ศิษย์ อ.)

ถึงคุณกำลังฟุ้ง
                        อาจารย์บรรพต อ. ลงเขามาธุระ ๒ วัน ฝากบอกมาว่า ขอให้คุณกำลังฟุ้ง ไม่ต้องกลัวตกนรกนะครับ ท่านไม่ถือสา ยกโทษให้ทุกอย่าง อนุญาติให้ด่าได้ตลอดกาล โดยไม่มีความผิดใดๆทั้งสิ้น ไม่ถือว่าเป็นกรรม อโหสิทุกอย่าง
                                                                   บรรพต อ.
ป.ล. ลูกศิษย์ผมคนละคนกับผมนะครับ ไม่อยากให้เข้าใจผิดกันไปใหญ่น่ะครับ

 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 28 ม.ค. 2547 / 10:43:35 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.13 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!