ความคิดเห็นที่ 4 : (เฉลิมศักดิ์)
จากกระทู้เก่าครับ http://larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/009306.htm เกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมขอนำคำอธิบายของพระครูศรีโชติญาณ อดีตเจ้าอาวาสวัดศรีประวัติ จ.นนทบุรี ท่านได้อธิบายไว้หนังสือ พุทธวิทยาน่ารู้ เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ------------------------------------------------------------------- อันที่จริงปัญหาเกี่ยวกับ "จิตเดิมหรือ จิตดวงเดิม" นั้น ถ้าพูดในฝ่ายเถรวาทคัมภีร์พุทธของเราโดยตรงแล้ว ไม่มีใช้เห็นมีใช้เรียกกันอยู่ก็แต่เฉพาะปฐมภวังค์ ที่เกิดหลังปฏิสนธิจิตเท่านั้น แต่นั้นก็ไม่ใช่จิตดวงเดิม เหมือนกับปัญหาที่เขาถกเถียงกันอยู่ เพราะคำว่า "จิตดวงเดิม" ที่กำลังเกิดปัญหาอยู่ในขณะนี้นั้น ท่านผู้ก่อ(ตั้ง)ปัญหาท่านหมายถึง จิตปภัสสร คือ จิตที่บริสุทธิ์ปราศจากกิเลสตัณหาทั้งปวง เป็นอมตะที่เรียกว่า "อาตมัน หรือ ปรมาตมัน" ในทัศนะของท่านผู้เป็นต้นกำเนิดปัญหาโดยท่านให้อรรถาธิบายว่า ที่จริงจิตดวงเดิมนั้น เป็นจิตที่บริสุทธิ์ไม่มีกิเลสตัณหา หรือมลทินแปดเปื้อนเลยแม้แต่น้อย ครั้นเวลาผ่านมาใช้คิดนึกไปนานๆเข้า ก็กลับกลายเป็นจิตที่เศร้าหมองไป เพราะถูกความเศร้าหมองคือกิเลสมาทำให้เศร้าหมอง เพราะฉะนั้นเพื่อความบริสุทธิ์หมดจด ก็จะต้องปฏิบัติให้ถึงจิตดวงเดิม จึงจะถึงจุดหมายปลายทางของการปฏิบัติได้ แต่คำอธิบายดังกล่าวนี้ ไม่มีในศาสนาฝ่ายเถรวาทของเรา แต่ไปมีอยู่ในสูตรเว่ยหล่างที่ท่านพุทธทาสภิกขุได้แปลออกมาเผยแพร่ฉบับพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๒๐ โดยคณะ ผ.ช.ป. ณ ๕/๑-๒ ถ. อัษฎางค์ กท. หมวด ๗ หน้า ๑๒๒ มีข้อความตอนหนึ่งว่า ----------------------- พระสังฆปริณายก ได้กล่าวว่า " ข้อความที่อันแช็กพูดนั้น ถูกต้องที่เดียว จงทำใจของท่านให้อยู่ในสภาพเหมือนกับความว่างอันหาขอบเขตไม่ได้ , แต่อย่าให้มันเข้าไปติดในทิฏฐิว่า"ดับสูญ " จงให้ใจทำหน้าที่ของมันอย่างอิสระ, ไม่ว่าท่านกำลังทำงานหรือหยุดพัก จงอย่าให้ใจของท่านเกาะเกี่ยวในสิ่งใด จงอย่าไปรู้สึกว่า มีความแตกต่างระหว่างตัวผู้กระทำกับสิ่งที่ถูกกระทำ. จงปล่อยจิตเต็มแท้ และสิ่งทั้งปวงไว้ในสภาพแห่ง "ความเป็นเช่นนั้น" แล้วก็จะอยู่ในสมาธิตลอดเวลา เมื่อได้ฟังดังนั้น จิหว่างก็มีความสว่างไสวในใจถึงที่สุด ------------------------------------------------------------------- ข้อความทั้งหมดตามที่ผู้อ่านได้อ่านมานี้ ขอให้ตั้งใจกำหนดไว้ในใจด้วยว่าเป็นเรื่องของอาจิรวาท คือเป็นพุทธฝ่ายมหายาน จากนี้จะนำความรู้ของเถรวาทในพุทธศาสนาฝ่ายหินยาน มาชี้แจงดังนี้ คำว่า"ปภัสสร"ๆ คำนี้เป็นพระพุทธพจน์ที่พระพุทธเจ้าตรัสโดยตรง เพราะในคาถานั้นมีคำว่า "ภิกฺขเว" อยู่ด้วย อย่างอักษรบาลีที่ว่า "ปภสฺสรมิทํ ภิกฺขเว จิตฺตํ ตญฺจ โขอาคนฺตุเกหิ อุปกฺกิเลเสหิ อุปกฺกิลิฏฐํ " แปลว่า " ภิกษุทั้งหลายจิตนี้ปภัสสร ก็จิตนั้นแล ถูกอุปกิเลสทั้งหลายที่จรมาทำให้เศร้าหมองแล้ว" (เอกนิบาต อังคุตตรบาลี ฉบับฉัฏฐะ เล่มหนึ่ง หน้า ๙ ข้อ ๔๙/๕๐) เพื่อต้องการทราบความหมายของจิตปภัสสร จึงขอยกเอาอรรถกถา มาขยายเสียในที่นี้ทีเดียว ก็คำที่ว่าถูกโทษประทุษร้ายแล้ว ท่านหมายถึงโทษทั้งหลายมรอภิชฌาเป็นต้น ที่จรมาประทุษร้าย ขยายความต่อไปว่าก็ใจตามปกติ คือ ภวังคจิต ภวังคจิตนั้นยังไม่ถูกโทษประทุษร้าย เปรียบเหมือนน้ำใสที่ถูกสีเขียวเป็นต้น จรมาทำให้เศร้าหมองไป ก็เลยกลายเป็นน้ำสีเขียวเป็นต้น แล้วจะว่าน้ำใหม่ก็ไม่ใช่ จะว่าน้ำเก่าก็ไม่ใช่ ที่จริง ก็เป็นน้ำใสเดิมนั่นแหละ ข้อนี้ฉันใด แม้จิตนั้น ก็ฉันนั้น เมื่อถูกโทษมีอภิชฌา เป็นต้น จรมาประทุษร้าย จะว่าเป็นจิตใหม่ก็ไม่ใช่ เป็นจิตเก่าก็ไม่ใช่ ที่จริงก็คือภวังคจิตนั่นแหละ ด้วยเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย จิตนี้ปภัสสร ก็จิตนั้นแล ถูกอุปกิเลสทั้งหลายที่จรมา ทำให้เศร้าหมองแล้ว"
|