อะไรสำเร็จ อะไรบรรลุ
 เนื้อความ :

คิดว่าฉัน สำเร็จ เป็นเสร็จกัน
ได้อรหันต์ เป็นชั้นนั้น เป็นชั้นนี้
หารู้ไม่ กำลังโดน สุ่มโจมตี
กิเลสผี กำลังหม่ำ ขย่ำกิน

อย่าประมาท เชื่อถือ ความคิดใด
ไม่ว่าใจ บอกอย่างไร ไม่ถวิล
มีสติ ระลึกรู้ เป็นอาจิณ
รู้เห็นยิน อย่างไร ให้ปล่อยวาง

ทุกความคิด เฝ้าดูไป อย่างสงบ
หาให้พบ ใครบรรลุ ทะลุว่าง
นอกจากขันธ์ ยังมีใคร ที่ปล่อยวาง
ธรรมทุกอย่าง ที่ได้รู้ ใครรู้เห็น

นอกจากขันธ์ ยังมีตัวมีตน ที่ไหนอีก
ที่หลบหลีก ไม่ยอมพบ หลบซ่อนเร้น
อนัตตา ไม่ยอมรับ เหนือกฏเกรณ
ยังอยากเด่น ยังอยากเป็น ยังอยากมี

มีแต่ขันธ์ เท่านั้น มิใช่หรือ
แล้วจะถือ ยึดอะไร เป็นนั่นนี่
รูปธรรม นามธรรม ก็ไม่มี
ที่บ่งชี้ ว่าเป็นนี่ ว่าเป็นนั่น






 จากคุณ : ปล่อยรู้ [ 21 ม.ค. 2547 / 22:17:32 น. ]
     [ IP Address : 203.107.215.6 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (กาก้า ( คนโบราณ ))

ฟังอาจารย์ สั่งสอน ตอนสายๆ
จิตเฉิดฉาย สบายรู้  ดูสุขสันต์
ปล่อยวางหนอ โลกนี้ ไม่จีรัง
นั่งตรึกคำ อาจรย์สอน  ก่อนโดนใจ

มีแต่รูป แต่นาม  โบราณบอก
โอ้มายก๊อด สิ้นพะวง สิ้นสงสัย
ตูรู้แล้ว ปล่อยวางแล้ว  ทั้งกายใจ
ทุกข์ไม่ใช่ ตัวตน คนคิดไป

วิ่งไปบอก อาจารย์ สว่างจิต
ข้าไม่ยึด ข้าไม่ติด กับสิ่งไหน
อาจารย์เห็น เบิ้ดบ้องหู ดูเป็นไร
ร้องโอ้ยตู  โกรธบวกอาย  ขายหน้าจัง


อันนี้เป็นนิทานเซนนะครับ
ให้แง่คิดว่า การที่เรามีจิตผ่องใส
อาจเกิดจากการปรุงแต่งจิตให้ผ่องใส
หากอนุสัยกิเลสยังไม่หมด
ก้อเป็นเพียงผ่องใสชั่วคราว

ขั้นตอนการกำจัดตัณหา แล อวิชชา อย่างถาวร
เป็นได้จากการ ฝึกตน ฝึกสติ  มิใช่จากการปรุงแต่งจิตให้ผ่องใส


ข้อสังเกต  การทำดี ละเวันชั่ว ทำใจให้ผ่องใส (มิใช่ปรุงแต่งใจให้ผ่องใส )

 จากคุณ : กาก้า ( คนโบราณ ) [ 21 ม.ค. 2547 / 23:23:09 น. ]
     [ IP Address : 202.5.83.39 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (ศิษย์ อ.)


พระธรรมเกษีพุทธะ


หลวงพ่อพระราชพรหมยาน

       จงมีความรู้สึกอยู่เสมอว่า ถ้าเรายังไม่เป็นพระอรหันต์เพียงใด ในเวลานั้นก็ชื่อว่า เรายังไม่เป็นคนดี เราจะพยายามเก็บความชั่วทุกอย่างที่ขังอยู่ในจิต ทำลายให้มันตายสนิท อย่าให้เกิดขึ้นมา เมื่อกิเลส คือความชั่วตายหมด ชื่อว่าจิตว่างจากความชั่ว จงทรงไว้แต่ความดี และก็ว่างจากทุกข์ จะทรงได้แต่เพียงความสุขอย่างเดียว หวังว่าลูกรักของพ่อคงจำไว้ ขึ้นชื่อว่าชีวิตเป็นของไม่เที่ยง

แต่ว่าความตายเป็นของเที่ยง ก่อนที่เราจะตาย จงคิดว่าเราจะตายครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย และไม่มีการตายต่อไปนั่นคือพระนิพพาน พ่อมั่นใจในกำลังใจ และความดีของลูกว่า พระนิพพานสมบัติ จะไม่ขาดไปจากกำลังจิตของลูก และสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ ลูกของพ่อต้องได้แน่นอน นี่เป็นความหวังของพ่อ แต่ทว่าถ้าลูกรักของพ่อลืมความดีนี้เมื่อไร จิตไปพัวพันอยู่ในราคะก็ดี ความหลงก็ดี เป็นอันว่าลูกกับพ่อนี้ ต้องแยกทางเดินกัน ไม่ใช่พ่อโกรธลูก แต่เวลาตายจริงๆ เราตามกันไม่ไหว ในสายตาของคนอื่นเขาอาจเห็นว่าลูกเลว แต่ขอลูกทั้งหลายจงคิดว่านั่นเป็นเรื่องความรู้สึกนึกคิดของแต่ละบุคคล แต่พ่อเองมีความรู้สึกว่า

         คนจะดีหรือคนจะเลวมันขึ้นกับกฎของกรรม ก่อนที่เราจะเกิดมานี่ เราทำทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว ขณะใดถ้ากรรมที่เป็นอกุศลมันให้ผล ขณะนั้นลูกของพ่อ ก็อาจจะมีความคิดผิด พูดผิด กระทำผิดไปได้เป็นธรรมดา แต่ขณะใด กรรมที่เป็นกุศลกรรมให้ผล บรรดาลูกรักของพ่อ ก็จะทำถูก คิดถูก พูดถูก อยู่เสมอ

             เรื่องนี้ตัวของพ่อเองก็ประสบมามาก จึงไม่มีความรู้สึก เมื่อลูกรัก บางท่าน บางคน คิดพลาด พูดพลาด กระทำพลาดไป ถือว่านั่นเป็นกฎของกรรมเดิมที่เราทำมาแล้วไม่ดี ในชาตินี้เรามาแก้ตัวกันใหม่ พยายามทำความดีเสียทุกอย่างเพื่อเป็นการหักล้างความชั่วเดิม เพื่อผลที่เราจะพึงได้ต่อไปนั่นคือ พระนิพพาน

 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 22 ม.ค. 2547 / 02:47:43 น. ]
     [ IP Address : 203.113.36.8 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (เฉลิมศักดิ์)

อันนี้เป็นนิทานเซนนะครับ
ให้แง่คิดว่า การที่เรามีจิตผ่องใส
อาจเกิดจากการปรุงแต่งจิตให้ผ่องใส
หากอนุสัยกิเลสยังไม่หมด
ก้อเป็นเพียงผ่องใสชั่วคราว
------------------------------------------------------------
คุณกาก้า แต่งกลอนได้ถูกใจ ผมมาก ครับ
เรื่อง จิตผ่องใส จิตประภัสสร นี้ ท่านพุทธทาสได้อธิบายว่า หมายถึงจิตบริสุทธิ์  จิตไม่มีกิเลสและไม่มีอวิชชา   กิเลส อวิชชา  ต่างๆ  เพิ่งเกิดมาทีหลัง  วงจรปฏิจจสมุปบาทของท่านจึงเริ่มตอนเป็นทารก  ไม่เกี่ยวกับอดีตชาติ  และการเกิดจากท้องแม่

ลัทธิเซนคงจะมีอิทธิพลต่อแนวความเชื่อของท่านพุทธทาสมากเหมือนกัน  ท่านภูมิใจครับที่ได้นำลัทธินี้เข้ามาเผยแพร่ ในบ้านเรา   ขณะเดียวกันกับโจมตีพระไตรปิฏก  อรรถกถา  วิสุทธิมรรค  และคัมภีร์อื่นๆ ของ ฝ่ายเถรวาท

 จากคุณ : เฉลิมศักดิ์ [ 22 ม.ค. 2547 / 04:48:11 น. ]
     [ IP Address : 203.113.81.169 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (เฉลิมศักดิ์)

จากกระทู้เก่าครับ  http://larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/009306.htm
เกี่ยวกับเรื่องนี้  ผมขอนำคำอธิบายของพระครูศรีโชติญาณ อดีตเจ้าอาวาสวัดศรีประวัติ จ.นนทบุรี  ท่านได้อธิบายไว้หนังสือ พุทธวิทยาน่ารู้  เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า
-------------------------------------------------------------------
                       อันที่จริงปัญหาเกี่ยวกับ "จิตเดิมหรือ จิตดวงเดิม" นั้น ถ้าพูดในฝ่ายเถรวาทคัมภีร์พุทธของเราโดยตรงแล้ว ไม่มีใช้เห็นมีใช้เรียกกันอยู่ก็แต่เฉพาะปฐมภวังค์ ที่เกิดหลังปฏิสนธิจิตเท่านั้น แต่นั้นก็ไม่ใช่จิตดวงเดิม เหมือนกับปัญหาที่เขาถกเถียงกันอยู่ เพราะคำว่า "จิตดวงเดิม" ที่กำลังเกิดปัญหาอยู่ในขณะนี้นั้น  ท่านผู้ก่อ(ตั้ง)ปัญหาท่านหมายถึง จิตปภัสสร คือ จิตที่บริสุทธิ์ปราศจากกิเลสตัณหาทั้งปวง เป็นอมตะที่เรียกว่า "อาตมัน หรือ ปรมาตมัน" ในทัศนะของท่านผู้เป็นต้นกำเนิดปัญหาโดยท่านให้อรรถาธิบายว่า  ที่จริงจิตดวงเดิมนั้น เป็นจิตที่บริสุทธิ์ไม่มีกิเลสตัณหา  หรือมลทินแปดเปื้อนเลยแม้แต่น้อย ครั้นเวลาผ่านมาใช้คิดนึกไปนานๆเข้า ก็กลับกลายเป็นจิตที่เศร้าหมองไป เพราะถูกความเศร้าหมองคือกิเลสมาทำให้เศร้าหมอง  เพราะฉะนั้นเพื่อความบริสุทธิ์หมดจด ก็จะต้องปฏิบัติให้ถึงจิตดวงเดิม จึงจะถึงจุดหมายปลายทางของการปฏิบัติได้   แต่คำอธิบายดังกล่าวนี้  ไม่มีในศาสนาฝ่ายเถรวาทของเรา  แต่ไปมีอยู่ในสูตรเว่ยหล่างที่ท่านพุทธทาสภิกขุได้แปลออกมาเผยแพร่ฉบับพิมพ์  พ.ศ. ๒๕๒๐ โดยคณะ ผ.ช.ป. ณ ๕/๑-๒ ถ. อัษฎางค์ กท. หมวด ๗ หน้า ๑๒๒ มีข้อความตอนหนึ่งว่า
-----------------------   พระสังฆปริณายก  ได้กล่าวว่า  " ข้อความที่อันแช็กพูดนั้น  ถูกต้องที่เดียว จงทำใจของท่านให้อยู่ในสภาพเหมือนกับความว่างอันหาขอบเขตไม่ได้ ,  แต่อย่าให้มันเข้าไปติดในทิฏฐิว่า"ดับสูญ "   จงให้ใจทำหน้าที่ของมันอย่างอิสระ, ไม่ว่าท่านกำลังทำงานหรือหยุดพัก     จงอย่าให้ใจของท่านเกาะเกี่ยวในสิ่งใด จงอย่าไปรู้สึกว่า มีความแตกต่างระหว่างตัวผู้กระทำกับสิ่งที่ถูกกระทำ.  จงปล่อยจิตเต็มแท้ และสิ่งทั้งปวงไว้ในสภาพแห่ง "ความเป็นเช่นนั้น"  แล้วก็จะอยู่ในสมาธิตลอดเวลา
                   เมื่อได้ฟังดังนั้น  จิหว่างก็มีความสว่างไสวในใจถึงที่สุด 
-------------------------------------------------------------------
                      ข้อความทั้งหมดตามที่ผู้อ่านได้อ่านมานี้  ขอให้ตั้งใจกำหนดไว้ในใจด้วยว่าเป็นเรื่องของอาจิรวาท คือเป็นพุทธฝ่ายมหายาน   จากนี้จะนำความรู้ของเถรวาทในพุทธศาสนาฝ่ายหินยาน มาชี้แจงดังนี้
                  คำว่า"ปภัสสร"ๆ  คำนี้เป็นพระพุทธพจน์ที่พระพุทธเจ้าตรัสโดยตรง  เพราะในคาถานั้นมีคำว่า "ภิกฺขเว" อยู่ด้วย อย่างอักษรบาลีที่ว่า  "ปภสฺสรมิทํ   ภิกฺขเว  จิตฺตํ ตญฺจ  โขอาคนฺตุเกหิ   อุปกฺกิเลเสหิ  อุปกฺกิลิฏฐํ  "  แปลว่า  " ภิกษุทั้งหลายจิตนี้ปภัสสร ก็จิตนั้นแล   ถูกอุปกิเลสทั้งหลายที่จรมาทำให้เศร้าหมองแล้ว"  (เอกนิบาต  อังคุตตรบาลี ฉบับฉัฏฐะ เล่มหนึ่ง หน้า ๙ ข้อ ๔๙/๕๐) เพื่อต้องการทราบความหมายของจิตปภัสสร จึงขอยกเอาอรรถกถา มาขยายเสียในที่นี้ทีเดียว       ก็คำที่ว่าถูกโทษประทุษร้ายแล้ว   ท่านหมายถึงโทษทั้งหลายมรอภิชฌาเป็นต้น  ที่จรมาประทุษร้าย  ขยายความต่อไปว่าก็ใจตามปกติ  คือ ภวังคจิต  ภวังคจิตนั้นยังไม่ถูกโทษประทุษร้าย เปรียบเหมือนน้ำใสที่ถูกสีเขียวเป็นต้น  จรมาทำให้เศร้าหมองไป ก็เลยกลายเป็นน้ำสีเขียวเป็นต้น  แล้วจะว่าน้ำใหม่ก็ไม่ใช่ จะว่าน้ำเก่าก็ไม่ใช่  ที่จริง   ก็เป็นน้ำใสเดิมนั่นแหละ ข้อนี้ฉันใด  แม้จิตนั้น ก็ฉันนั้น เมื่อถูกโทษมีอภิชฌา เป็นต้น จรมาประทุษร้าย จะว่าเป็นจิตใหม่ก็ไม่ใช่ เป็นจิตเก่าก็ไม่ใช่  ที่จริงก็คือภวังคจิตนั่นแหละ  ด้วยเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย  จิตนี้ปภัสสร ก็จิตนั้นแล   ถูกอุปกิเลสทั้งหลายที่จรมา    ทำให้เศร้าหมองแล้ว"

 จากคุณ : เฉลิมศักดิ์ [ 22 ม.ค. 2547 / 04:50:43 น. ]
     [ IP Address : 203.113.81.169 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (เฉลิมศักดิ์)

ที่ พันธ์ทิพย์  มีผู้ที่เชื่อตามท่านพุทธทาส  ท่านหนึ่ง คือ ท่านโชติ   (ซึ่งไม่ยอมรับว่าเป็นศิษย์ท่านพุทธทาสเหมือนคุณกำลังฟุ้ง)  ได้ตั้งนิกายใหม่ขึ้นมา   ชื่อว่า  เซนเถรวาท  โดยมีอ้างความไม่เชื่ออะไร ในกาลามาสูตรเป็นแกนนำhttp://pantip.com/cafe/library/topic/K2629382/K2629382.html
--------------------------------------------------------------
เมื่อควรต้องยึด ยึดมพุทธวจนะในพระไตรปิฎก ฉบับเถรวาท (๔ อาคม +ขุททกนิกายฯ) ยังดีกว่า ยึด คำพูดของเกจิอาจารย์ ไม่เว้นท่านเว่ยหล่าง (แต่ไม่ใช่ไม่ฟังนะ)

เพราะในพระไตรปิฎก มีพุทธวจนะ กาลามสูตร ไว้
ตรัสไว้ ๑๐ ข้อ
ข้อที่ ๑๐ ใจความคือ อย่าปลงใจเชื่อทันทีอย่างฝังใจลงไป(อนุเสติ) เพียงเหตุเพราะว่า เรานับถือว่า นี่ เป็นอาจารย์ของเรา

กาลามสูตร มีในมหาปิฎกของนิกายมหายานไหม .... มี
แต่.... ไม่เน้นย้ำพร่ำสอน....ทำไม?

จากคุณ : เซนเถรวาท (F=9b)

 จากคุณ : เฉลิมศักดิ์ [ 22 ม.ค. 2547 / 04:56:27 น. ]
     [ IP Address : 203.113.81.169 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (เฉลิมศักดิ์)

การที่ยึดถือหลักอนัตตาที่ผิดๆ  อาจกลายเป็นอุจเฉททิฏฐิได้ 

ในขณะเดียวกัน การศึกษาเรื่องกรรม การเวียนว่ายตายเกิด อาจเข้าใจผิด เป็นสัสสตทิฏฐิ คือเชื่อว่าวิญญาณล่องลอยไปเกิด ทำนองนั้น
ดังความเห็นของ ท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฏก จากหนังสือ พุทธธรรม ฉบับขยายความ
-ความเห็นผิดสุดโต่ง ๒ สาย http://larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/011129.htm?13#13

ก็ขอฝากให้คุณปล่อยรู้  คุณกาก้า คุณศิษย์ อ. และทุกท่าน  รวมทั้งผมด้วยช่วยกันพิจารณาครับ

 จากคุณ : เฉลิมศักดิ์ [ 22 ม.ค. 2547 / 05:22:57 น. ]
     [ IP Address : 203.113.81.169 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (ปล่อยรู้)

โมทนาสาธุ ...
คุณกาก้า ท่านศิษย์อ. และอ.เฉลิมศักดิ์ เป็นอย่างยิ่ง
ที่นำมุมมองพุทธธรรม มาแลกเปลี่ยนฝากกันครับ...

ความทุกข์ ความเร่าร้อน แห่งจิตทั้งหลายทั้งมวล
คือเป้าหมายอันเดียวกัน ที่ท่านทั้งหลายรวมทั้งกระผม
มุ่งที่จะข้ามผ่านพ้นมันไปให้ได้เหมือนๆกัน

ปลาบปลื้มครับ ที่นำแนวคิด แนวทางใดๆอันหลากหลาย
มาสนทนาแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน
กรรมใดๆล้วนเกิดจากสังขาร จากวิญญาณ จากนามรูป
ผลวิบากแห่งกรรม ย่อมรู้แจ้งเห็นชัด จับต้องสัมผัสได้ด้วยตัวของตนเอง
หาผู้อื่นใดมายัดเหยียดบีบบังคับ ให้ได้รับเสวยผลแห่งวิบากกรรมนั้นๆได้ไม่

ทุกข์เท่านั้นจะเป็นสิ่งที่พิสูจน์ แนวคิด แนวทาง ความเชื่อต่างๆทั้งหลาย
ให้ได้ผลเป็นที่ยอมรับว่า แนวคิด แนวทาง ความเชื่ออันใด
สามารถที่จะพาผ่านข้ามพ้น มหาสมุทรแห่งทุกข์นั้นๆ ไปได้ เป็นอย่างดีที่สุด

ทุกทิฐิอันหลากหลาย แล้วเกิดจากเหตุปัจจัยด้วยกันเหมือนกันทั้งหมดทั้งสิ้น
จะเอ่ยชื่อสมมุติเรียกขานให้วิจิตรพิศดารอย่างไรก็ตามเถิด

สิ่งใดเกิดจากเหตุเป็นธรรมดา
สิ่งนั้นย่อมดับไปเป็นธรรมดา

เหตุเช่นใด ผลเช่นนั้น
ทั้งกุศลและอกุศล
ทั้งที่เป็นสังขาร และมิใช่สังขาร ทั้งหมดทั้งสิ้น
ล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป
เป็นอยู่อย่างนี้ตราบชั่วนิจนิรัน

มีเกิดขึ้นเมื่อใด ก็ย่อมมีดับไปเมื่อนั้น
ไม่มีเกิด ก็ย่อมไม่มีดับ
สิ่งที่ไปเกิดอยู่ลอยๆแล้วไม่ยอมดับ หาได้มีไม่

นอกจากขันธ์ทั้งห้าแล้ว 
มีอะไร ที่นอกเหนือไปจากนี้ไหม?
ที่จะไปเสวย ที่จะไปจุติ ยังณ.ดินแดนใดๆ

กระผมเองนั้นเชื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างสนิทใจ
สิ่งเคลือบแคลงสงสัยแม้นเพียงเศษเสี้ยวแห่งผงธุลีหามีไม่
ขันธ์ทั้งห้า ไม่เที่ยง
ขันธ์ทั้งห้า ไม่ใช่ตัวตน
ขันธ์ทั้งห้า ยึดมั่นถือมั่นเมื่อใดเป็นทุกข์เมื่อนั้น...

พระพุทธองค์ท่านทรงชี้ตรัสบอกอยู่สม่ำเสมอ
ว่าอย่าเผลอ อย่าประมาท ในขันธ์ทั้งห้า...

ถ้าจะมีขันธ์ที่หก สำเร็จบรรลุเป็นพระอรหันต์
กระผมนั้นไม่ปักใจเชื่อแต่อย่างใดเลยครับ...


เหลือเพียงลม หายใจเข้า หายใจออก
คิดกลับกลอก ดับหายไป เหลือใจว่าง
ไม่ติดร้อน ไม่ติดเย็น ใจเป็นกลาง
ไร้ตัวตน ให้เอ่ยอ้าง แต่อย่างใด

วางขันธ์ห้า ไม่เที่ยวหา ขันธ์ที่หก
ทั้งนรก ทั้งสวรรค์ นั้นไม่ไป
ขันธ์วางแล้ว ไม่ไปยึด ขันธ์อันใหม่
ไม่หลงไหล ทิฐิใด ใจประภัสสร

อุปาทานขันธ์ทั้งห้า เป็นตัวทุกข์
อยู่ไม่สุข เพราะจิต ติดนิวรณ์
วางขันธ์ห้า ลงได้ หายรุ่มร้อน
ทุกบาทตอน ย่างก้าวไป ไร้ร่องรอย…


 จากคุณ : ปล่อยรู้ [ 22 ม.ค. 2547 / 06:53:21 น. ]
     [ IP Address : 203.107.207.115 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (คนผ่านทาง)

อะไรสำเร็จ อะไรบรรลุ ?
"ถ้ายังมีตัวเขา ตัวเรา   ก็คงบรรลุ ไม่ได้...."
         ไม่มีใครทำอะไร แล้วบรรลุ  เพราะเหตุ สภาพธรรม  เราไม่สามารถ นึกให้เป็นอย่างนั้น อย่างนี้ได้  ที่นึกได้  ก็คงมี  แต่เหตุที่จิตกำลังคิด อยู่ในขณะนี้ เท่านั้น  ส่วนเรื่องที่คิด เป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตน .... 

 จากคุณ : คนผ่านทาง [ 22 ม.ค. 2547 / 08:38:39 น. ]
     [ IP Address : 169.210.19.117 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (กำลังฟุ้ง)

ที่ว่าควรยึดพระไตรปิฏกมากกว่าเกจิอาจารย์ผมเห็นด้วย ซึ่งผมเห็นคุณเฉลิมศักดิ์ยึดพระพุทธโฆษาจารย์มากกว่าพระไตรปิฏกเสียอีก 3 ชาติน่ะคุณเจอหรือยังว่าอยู่ส่วนไหนของพระไตรปิฏก?

กาลามสูตรสอนว่าอย่าเพิ่งเชื่อ เฉลิมศักดิ์กลับแปลด้วยความไม่เข้าใจว่าอย่าเชื่อ จะไปเหลืออะไรสำหรับธรรมดีๆที่อธิบายให้ผู้ที่ไม่เข้าใจอย่างเฉลิมศักดิ์ฟัง

ตอนนี้เฉลิมศักดิ์เมื่อสู้ด้วยเหตุผลไม่ได้ก็เริ่มป้ายสีแล้ว ไม่มีผู้ใดตั้งนิกายเซนเถรวาทก็กล่าวตู่ว่ามี เฉลิมศักดิ์ผู้ชมชอบแต่กล่าวคำที่ไม่จริงยังคงเที่ยวอ้างพระไตรปิฏกและอภิธรรมทั้งๆที่ตนเองไม่มีความเข้าใจในพระไตรปิฏกและอภิธรรมอย่างเพียงพอ

จิตผ่องใสอาจเกิดจากการปรุงแต่งจิตให้ผ่องใส แต่จิตผ่องใสจริงๆที่ไม่ได้เกิดจากการปรุงแต่งก็มีอยู่

ตัวอย่างมี เรื่องเห็นผิด ว่าบรรลุ
ก็จอมกุ เรื่องอื้อฉาว บรรพต อ.
ด้วยจิตคิด วิปริต ที่คดงอ
ปากปีจอ ว่าตนเอง บรรลุธรรม

มารบรรพต อ. อ้างว่า ตนถอดจิต
ตนมีฤทธิ์ อภิญญา อันสุขสันต์
หารู้ไม่ ว่าตนทำ บาปอนันต์
ด้วยโทษทัณฑ์ ที่บิดเบือน พุทธพจน์

มาวันนี้ เจ้าลัทธิ ที่อื้อฉาว
คนตาขาว ชอบเปลี่ยนชื่อ ด้วยใจคด
โพสความเห็น ด้วยหน้าหนา อย่างหมดจด
น่าสลด ผู้เห็นผิด หลงทางไกล

มีอีกหนึ่ง เฉลิมศักดิ์ ผู้ชอบตู่
ทำว่ารู้ แต่หาได้ เข้าใจไม่
คำไม่จริง ชอบพูดพล่าม กันเข้าไป
เริ่มใส่ใคล้ แล้วละหนอ โอ้เวรกรรม

เฉลิมศักดิ์ เชื่อเกจิ โบราณจารย์
แต่กลับพาล ไม่เชื่อถือ ธรรมอันล้ำ
พระพุทธ เจ้ากล่าวตรัส คำชอบธรรม
ก็กลับดำ ตีความธรรม ตามใจตัว

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 22 ม.ค. 2547 / 08:43:14 น. ]
     [ IP Address : 202.133.161.186 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (หนานตา ขี้หลึ้ม)

คำว่าบรรลุนั้นหนา บรรลุอะไรครับ มันมีกิริยาอาการที่แสดงว่าบรรลุแล้ว
นั้นเป็นอย่างไร ใครเคยประสพการณ์ มาแล้วบ้าง

 จากคุณ : หนานตา ขี้หลึ้ม [ 22 ม.ค. 2547 / 09:15:53 น. ]
     [ IP Address : 203.113.50.12 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (คนป่า)

เราก็ว่างั้นแหละท่านปล่อยรู้

 จากคุณ : คนป่า [ 22 ม.ค. 2547 / 12:27:24 น. ]
     [ IP Address : 203.170.219.86 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (กอบ)

สาธุกับคุณปล่อยรู้ครับ

สงสารคุณปล่อยรู้ที่สุด อุตส่าห์ตั้งกระทู้ดี ๆ ขึ้นมาให้อ่านกัน
ก็มีคนมาโต้เถียงกันในกระทู้ดี ๆ นี้อีกครับ ฮิฮิ

 จากคุณ : กอบ [ 22 ม.ค. 2547 / 20:14:40 น. ]
     [ IP Address : 169.210.7.170 ]


 ความคิดเห็นที่ 13 : (ปล่อยรู้)

:-)  ปกติธรรมดากันเข้าไว้
ธรรมชาติต่างๆทั้งหลายเป็นเช่นนั้นเอง
พุทธธรรมไม่มีศัตูร ไม่มีมารที่ไหนเลย
ยิ่งโขมงโฉงเฉง ก็ยิ่งครื้นเครงดีออก
มีสาธุบ้าง มีสาโทบ้าง สร้างสีสรรลานธรรมดี  :-)

สักแต่ว่าสังขาร สักแต่ว่าวิญญาณ นามรูป เหมือนๆกันทั้งนั้นแหละ
ความคิด ความเห็น ความเชื่อ ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัย
เมื่อมีการกระทบสัมผัส ก็เกิดเวทนา เกิดตัณหา ปรุงแต่งภพชาติกันไป
ท้ายที่สุดประเดี๋ยวก็ดับ ไม่มีอะไรที่น่าพะวงวิตกสนใจ แต่ประการใดๆ

ทั้งปล่อยรู้ ทั้งเฉลิมศักดิ์ ทั้งศิษย์อ. ทั้งกำลังฟุ้งและอีกหลายๆท่าน
ธาตุขันธ์หามีอะไรที่แตกต่างกันไม่
เกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วดับไป เหมือนๆกันทั้งนั้นแหละ
ยึดมากทุกข์มาก ยึดน้อยทุกข์น้อย
ไม่ยึดเลยไม่ทุกข์เลย

ทิฏฐิความเชื่อ ความเห็น ก็เช่นกัน
สักแต่ว่าเป็นเพียงสังขารธรรม เกิดขึ้นด้วยเหตุและปัจจัยอีกนั่นแหละ
ยึดมั่นถือมั่นในทิฏฐิใดๆว่ามีตัวตน เป็นเราเป็นของเรา เมื่อใด
ก็เป็นโดนทุกข์เล่นงานเมื่อนั้นทันที

ความสุขมันมีระดับต่างๆตั้ง10ระดับโน้น
พระพุทธองค์ก็ทรงตรัสชี้แบกแยกให้เห้นอย่างชัดเจนดีแล้ว
และพระองค์ท่านก็ทรงไม่ดูถูกความสุขในแต่ระดับนั้นๆ
ใครอยากยึดสุขในระดับใดๆก็เป็นเรื่องของแต่ละบุคคล

แต่พระองค์จะทรงบอกว่าสุขที่เหนือกว่า ปราณีตกว่า
ในแต่ละชั้นยังมีอีก จนกว่าจะถึงขีดสุดที่เป็นโคตรแห่งสุขทั้งหลายทั้งมวล

เอ้า แลกเปลี่ยนมุมมองกันต่อไปเรื่อยๆก็แล้วกัน
หนักบ้างเบาบ้าง ให้อภัยกันไป เป็นบททดสอบความหนักแน่นจริงแท้
ได้เป็นอย่างดี...

ขอเข้าเรื่องตามหัวข้อกระทู้ใหม่...

ถ้าลุจริง มันคงทิ้ง ทุกสิ่งหมด
ไม่กำหนด ยึดมั่น ถือมั่นใด
อุทเฉททิฏฐิ สัตสตทิฏฐิ  ทิฏฐิไหน
ใช่-ไม่ใช่ ไม่สนใจ ไม่ใยดี

เพราะมันถึง ซึ่งความจริง สิ่งที่เป็น
สิ่งที่เห็น สิ่งที่รู้ อยู่ทุกที่
ไม่มีตัว ไม่มีตน คนไม่มี
แล้วอย่างนี้ ไม่ให้ทิ้ง ได้อย่างไร

ทิ้งสิ่งนี้ ยึดสิ่งนั้น มันไม่แจ้ง
มันยังแปลง มันยังเปลี่ยน เวียนไปได้
ช้าหรือเร็ว คงได้รู้ แจ้งแก่ใจ
ไม่ต้องใช้ อรหันต์ การันตี

ทุกๆที่ ทุกข์ๆอย่าง วางได้หมด
ไม่กำหนด เอาอย่างนั้น เอาอย่างนี้
อรหันต์ สำคัญตน คงไม่มี
คงไม่ชี้ ต้องอย่างนี้ ต้องอย่างนั้น

ทุกผัสสะ ทุกความคิด จิตแน่แน่ว
ใจใสแจ๋ว มันมองเห็น เป็นเหมือนกัน
ทุกๆอย่าง สักว่าธาตุ สักว่าขันธ์
ไม่มีฉัน ไม่มีเธอ เผลอยึดครอง...


 จากคุณ : ปล่อยรู้ [ 22 ม.ค. 2547 / 21:19:08 น. ]
     [ IP Address : 203.107.206.146 ]


 ความคิดเห็นที่ 14 : (กำลังฟุ้ง)

สีสันแบบนี้ไม่ค่อยอยากจะมีนักหรอกครับ :-P ต่างก็เป็นปลากันทั้งนั้นยังหาคนเป็นเต่าไม่เจอเลย

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 22 ม.ค. 2547 / 22:49:18 น. ]
     [ IP Address : 203.107.198.22 ]


 ความคิดเห็นที่ 15 : (คนผ่านทาง)

ภิกษุ  :  ในพระสูตร  พระจักขุบาล  เพียรจนตาแตก  ก็บรรลุ เป็นพระอรหันต์ได้ 
           ก็ต้องมีความจดจ้องสิครับ

สันติ  :  ถ้ายังมีความรู้สึกว่ามีตัวท่าน  หรือว่าเป็นเรา  ก็บรรลุไม่ได้  ไม่ใช่ว่า
           ท่านนั่งแป๊บเดียวแล้วบรรลุใช่ไหม  แต่ท่านใช้เวลาถึง 3 เดือน  ซึ่งขณะนั้น
           ท่านอาจจะมีสติเกิดบ้าง  อาจจะไม่ใช่สติบ้าง  แต่ขณะที่บรรลุ จะต้องมี
           ความเข้าใจธรรมถูกต้องในขณะนั้น  ไม่ใช่ตัวท่านที่ทำ

           หลายๆพระสูตร  แสดงว่ามีผู้รู้แจ้งอริยสัจธรรม ในชีวิตประจำวัน ซึ่ง
           พระภิกษุ รูปอื่นไม่ได้มีอัธยาศัย อย่างนี้  สำหรับท่านพระโสณะ  ที่ท่านมี
           ความเพียรมาก เดินจนเท้าแตก  เข่าแตก  ก็เป็นรูปเดียวเท่านั้นที่มี อัธยาศัย
           อย่างนี้  แต่ไม่บรรลุนะครับ  ต่อเมื่อพระผู้มีพระภาคทรงแสดงมัชฒิมาปฏิปทา
           ท่านก็ระลึกได้ว่า ขณะที่มีความต้องการด้วยความเข้าใจผิด ด้วยความยึดถือ
           ความเป็นตัวตน ก็บรรลุธรรมไม่ได้

        การรู้สภาพธรรม  คือรู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏที่มีจริงในขณะนี้  ไม่ใช่ไป
           ทำขึ้น ไปสร้างขึ้น  ขณะที่กำลังนั่งอยู่  มีสภาพธรรมที่ปรากฏ  แต่ถ้าจะต้องไปยืน
           หรือไปเดิน  เพื่อจะรู้สภาพธรรม ขณะนั้นเป็นตัวเราที่ต้องการที่จะรู้

        พระสูตรแรกที่ทรงแสดง ไม่ใช่มหาสติปัฏฐานสูตร  แต่เป็นธัมมจกกัปปวัตนสูตร
            ซึ่งแสดงเรื่องความเห็นถูกและความเห็นผิด  ในสมัยก่อน  หรือแม้ในสมัยนี้เองก็ตาม
            ถ้าขาดความเข้าใจถูกว่า ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา  จะมีความเข้าใจผิด ด้วยความเป็น
            ตัวตน  จะพยายามที่จะปฏิบัติด้วยความเป็นตัวเรา  เพราะฉะนั้น  ขณะที่มีความเพียร
            ด้วยความเป็นตัวเรา  ด้วยความยากลำบากต่างๆ  เป็น อัตตกิลมถานุโยค   แต่ขณะที่
            ปล่อยปละละเลย ก็เป็น  กามสุขัลลิกานุโยค  เพราะฉะนั้น  ขณะที่เป็นมัชฒิมาปฏิปทาจริงๆ
             (ทางสายกลางจริงๆ)    ก็คือ ขณะที่มีสภาพธรรมอะไรก็แล้วแต่ปรากฏ  สติพร้อมปัญญา
            รู้สภาพธรรมนั้นตามปกติ  ตามความเป็นจริง  ฉะนั้น ไม่ใช่เป็นสิ่งที่เราจะทำอะไรได้  การศึกษา
            พระสูตรจึงต้องมีพื้นฐานความเข้าใจพระอภิธรรมอย่างถูกต้อง มั่นคง  จึงจะอ่านพระสูตร
            แล้วมีความเห็นจริง  มีความคล้อยตาม

        ท่านพระพาหิยะ  ทารุจีริยะ  ท่านเดินทางไกลมาก เพื่อทูลถามธรรมกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
             เมื่อได้พบสัมมาสัมพุทธเจ้ากลางถนน  จึงทูลถามพระองค์ด้วยความรีบร้อน  ด้วยความต้องการ
             แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทราบว่า  ถ้าแสดงธรรมขณะที่ท่านพาหิยะกำลังมีความต้องการ
             ก็จะไม่มีประโยชน์  จึงได้ทรงห้ามถึง 3 ครั้ง  จนกระทั่งท่านมีอินทรีย์ที่สมควร 
             คือความรีบร้อนต้องการเริ่มจะเบาบางลง  ทรงทราบว่า แสดงธรรมในขณะนั้นสมควรแล้ว 
             ก็ทรงแสดงเรื่องของการเห็น การได้ยิน  การได้กลิ่น  การลิ้มรส  การถูกต้องสัมผัส

        พระองค์ทรงแสดงว่า  เห็นก็สักแต่ว่าเห็น  ไม่ได้ทรงแสดงสติปัฏฐานสูตร  แต่ว่านั่นก็คือ
             สติปัฏฐานสูตร  เพราะว่ามหาสติปัฏฐานสูตรนั้นไม่ใช่ว่า  จะต้องไปทำอะไรมากมาย  เพียงแต่
             ให้รู้ว่าสติปัฏฐานที่เกิดขึ้นนั้น ไม่เว้นสภาพธรรมอะไรทั้งสิ้น  จะอยู่ที่ไหน ขณะใดมีสภาพธรรม
             อะไรปรากฏ  เป็นสติปัฏฐานได้ทั้งสิ้น จึงได้ชื่อว่า มหาสติปัฏฐาน

        เพราะฉะนั้น ถ้ายังมีการเน้น หรือเจาะจง แม้กระทั่งต้องการที่จะปฏิบัติสติปัฏฐาน  ต้องการ
             มหาสติปัฏฐาน  เหล่านี้ก็เป็นเครื่องกั้นทั้งสิ้น  เพราะฉะนั้นก็ขอให้เริ่มต้นจากความเข้าใจที่ถูก
             ต้อง  มีพระสูตรหนึ่งแสดงว่า "การที่บุคคลจะย้อมผ้าให้ได้สีสวยสดงดงาม จะต้องซักผ้าเก่า
             ให้ขาวสะอาดเสียก่อน"

        เพราะฉะนั้น ความเข้าใจถูกต้อง จะเป็นเครื่องขัดล้าง  และเป็นสิ่งที่จะทำลายความสกปรก
             ของจิตใจ คือความเข้าใจผิด  ฉะนั้น จะต้องเริ่มต้นจากความเข้าใจถูกต้อง  ถ้าจิตใจของเรายังมี
             สิ่งอื่น  นั่นคือ ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง  อย่างเช่น  มีความคิดว่า เราสามารถ
             จะปฏิบัติได้   อันนี้ก็เป็นความเข้าใจที่ไหลหลั่งเจ้ามาสู่จิตใจของเรา จนเป็นเหตุไม่ให้สติปัฏฐาน
              เกิดขึ้นได้.......

        ===============
        จาก " ตอบปัญหาธรรมที่วัด วังตะกู  จังหวัดนครปฐม  วันพุธที่ 14 กรกฏาคม 2542 หน้า 35-38  "       
        ===============

        ต้องขออภัย ที่พิมพ์ "มัชฒิมา"(ทางสายกลาง)  ผิด เพราะหาแป้นคีย์บอร์ดไม่เจอ  เจอแต่ตัว "ฒ" ครับ  ขอให้เจริญในธรรมครับ....
               

 จากคุณ : คนผ่านทาง [ 23 ม.ค. 2547 / 11:10:40 น. ]
     [ IP Address : 169.210.19.241 ]


 ความคิดเห็นที่ 16 : (Vicha)

คุณปล่อยรู้ยิ่งศึกษา ยิ่งเข้าใกล้เนอะ
    (เพราะมีขันท์ จึงมี    วางขันท์ได้ จึงดี กาลเวลาที่เหลือ จะเผยออกมาเอง)
    วางว่างขันท์ ด้วยความคิด ความรู้สึก ก็ได้เพียงชั่วครู่
    วางว่างขันท์ ดัวยอริยะมรรค ความทุกข์(หรือทิฏฐิ)หนักไม่หวนกลับมาอีกเลย 

 จากคุณ : Vicha [ 23 ม.ค. 2547 / 13:35:27 น. ]
     [ IP Address : 202.133.168.43 ]


 ความคิดเห็นที่ 17 : (ปล่อยรู้)

โมทนาสาธุครับ คุณคนผ่านทาง และพี่วิชา...

เพราะยึดถือในความคิด ความรู้สึก ความเห็น ความเข้าใจต่างๆ
ว่ามันเป็นเรา มีเราอยู่ในความคิด ความรู้สึก ความเห็นนั้นๆ
เรื่องมันเลยยุ่งวุ่นวาย ไม่รู้จักความสงบที่แท้จริงซักกะที...

มันฟังง่าย แต่ยากที่จะทำใจให้เข้าถึงได้โดยง่าย
ถ้าหลุดตรงนี้ไปได้ อะไรๆมันก็ดูเบา ดูโล่ง ดูง่ายไปหมด...

แต่พอจะเข้าไปใกล้ มันก็จะมีสัญญาต่างๆขึ้นมาขัดขวางทักท้วง
ให้กลัว ให้วิตก ให้สงสัยทุกครั้งไป
แล้วก็ต้องล่าถอยออกมาทุกครั้งอยู่เสมอ

ต้องอาศัยความกล้า พร้อมที่จะเผชิญทุกผัสสะ
เป็นอย่างไรเป็นกัน มันถึงจะฝ่าฟันทะลุทะลวงกำแพงด่านสุดท้ายออกไปได้...

เล่าเขียนไปตามความรู้สึก
ตามความนึกคิด ตรึกตรอง ตามที่เคยผ่านพบสัมผัสมา
บางครั้งสัญญาก็มาขู่ว่าถ้าคิดอย่างนี้จะเป็นบ้านะ...
บ้าก็บ้าวะ เป็นอะไรก็ยอม ขอให้มันถึงซึ่งความจริงแท้สักครั้งเถิดน่า

แล้วมันก็ออกมาเป็นปล่อยรู้อย่างที่เห็นกันอยู่นี้แหละ
ไม่มีอะไรเลย คิดนึกปรุงแต่กลอนไปตามเรื่อง ตามผัสสะ
ที่ผ่านเข้ามาทางวิญญาณทั้งหก สักแต่ว่าความคิด
ถ้าไม่คิด มันก็ไม่รู้ว่าจะเขียนอะไร จะถามอะไร
จะพูดคุยอะไร...

คุณคนผ่านทาง นำธรรมมาแสดงน่าสนใจดีครับ ที่กล่าวว่า...
พระสูตรแรกที่ทรงแสดง ไม่ใช่มหาสติปัฏฐานสูตร 
แต่เป็นธัมมจกกัปปวัตนสูตร
ซึ่งแสดงเรื่องความเห็นถูกและความเห็นผิด 
ในสมัยก่อน  หรือแม้ในสมัยนี้เองก็ตาม
ถ้าขาดความเข้าใจถูกว่า ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา 
จะมีความเข้าใจผิด ด้วยความเป็น ตัวตน 
จะพยายามที่จะปฏิบัติด้วยความเป็นตัวเรา ...

น่าคิดน่าตรึกตรอง เป็นอย่างยิ่งครับ
เจ้าชายสิทธัตถะเห็นแจ้งสัจจะธรรมความจริงแท้ ว่าคืออะไร
จนพระองค์หมดสิ้นความสงสัย...

"ปฏิจจสมุปบาท" เจ้าชายสิทธัตถะทรงคิดกลับไปกลับมา
จนรุ่งแจ้งแห่งราตรีนั้น และก็ทรงทบทวนจนแน่แก่ใจ
ว่าหนทางนี้เท่านั้น ที่เป็นที่สิ้นสุดแห่งทุกข์ได้อย่างแท้จริง

และพระองค์ก็ทรงดำริเห็นต่อไปอีกว่า
เมื่อธรรมทุกสิ่งล้วนเป็นอนัตตา
แล้วจะทรงอยู่กับกระแสโลกนี้ด้วยกาย วาจา ใจ แบบไหน
ถึงจะไม่โดนทุกข์เล่นงาน ได้อีก

และพระองค์ก็ทรงค้นพบมรรคทั้งแปดนั้นเอง
ที่จะทำให้อยู่รอดปลอดภัยจากทุกข์โศกต่างๆทั้งหลายทั้งมวล...

แต่นักภาวนาสมัยใหม่ มักจะมองข้ามจุดนี้ไปซะส่วนมาก
ถ้าหันกับมาสนใจสักนิดว่า
ธรรมใดที่ทำให้เจ้าชายถึงทรงยอมเชื่อว่า
ธรรมทั้งหลายทั้งปวงล้วนเป็นอนัตตา

ถ้าเห็นแจ้งตามเจ้าชายสิทธัตถะได้
มรรคทั้งแปดมันก็จะเกิดขึ้นมาเอง
โดยมิต้องบังคับ บีบเค้นให้ปฏิบัติอย่างคร่ำเคร่ง แต่อย่างไร

วิถีชีวิตมันจะดำเนินไปทางอริยมรรคเองโดยอัตโนมัติ
เพราะถ้าหลุดออกไปเมื่อใด มันก็โดนทุกข์กัดกินเล่นงานเมื่อนั้นทันที...

เจ้าชายสิทธัตถะ พระองค์ท่านก็ทรงมีขันธ์ทั้งห้าปกติ
เหมือนดั่งเช่นเราๆนี้เหมือนกัน
ขันธ์ทั้งห้าของพระองค์ท่าน
หาได้ผิดแผกแตกต่างไปจากขันธ์เราๆเลยไม่...
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
มีเหมือนเช่นกันกับเรา

ความไม่เหมือนก็จะมีอยู่เพียงแค่
พระองค์ท่านปล่อยวางขันธ์ทั้งห้าได้
โดยความรู้แจ้งเห็นจริงว่า ไม่มีความเป็นอัตตาอยู่ในขันธ์ทั้งห้าแต่อย่างไร
แต่เรายังไม่อาจสามารถมองเห็น จนรู้แจ้ง ปล่อยวางขันธ์ทั้งห้าลงได้...













 จากคุณ : ปล่อยรู้ [ 23 ม.ค. 2547 / 20:20:15 น. ]
     [ IP Address : 203.107.214.12 ]


 ความคิดเห็นที่ 18 : (ปล่อยรู้)

วางชาตินี้ วางตอนนี้ วางเดี๋ยวนี้
ขันธ์ที่มี ไม่ยึดมั่น สำคัญตน
ไม่สนใจ อะไรได้ อะไรพ้น
ไม่กังวล อะไรได้ อะไรเป็น

วางรูป วางเวทนา วางสัญญา
ไม่นำพา วางสังขาร วิญญาณเห็น
วางได้หมด จบชาติภพ สงบเย็น
ไม่ต้องเร้น หลบซ่อนหลีก อีกต่อไป...

กายวางได้ แต่ใจ วางไม่ลง
ยังพะวง ยังอาลัย ยังหลงใหล
นอกจากขันธ์ ยังมีฉัน ยังมีใจ
เที่ยวท่องไป ไม่ยอมทิ้ง ไม่ยอมวาง...

 จากคุณ : ปล่อยรู้ [ 24 ม.ค. 2547 / 04:57:55 น. ]
     [ IP Address : 203.107.203.251 ]


 ความคิดเห็นที่ 19 : (เฉลิมศักดิ์)


จากหนังสือ พุทธธรรม  ฉบับขยายความ  หน้า ๑๓๔

                     หลักปฏิจจสมุปบาท   แสดงความจริงของธรรมชาติให้เห็นว่า    สิ่งทั้งหลายมีลักษณะเป็นอนิจจัง   ทุกขัง   อนัตตา  ที่เรียกว่าไตรลักษณ์   เป็นไปตามกระบวนการแห่งเหตุปัจจัย   ไม่มีปัญหาในเรื่องที่ว่า  สิ่งทั้งหลายมีหรือไม่มีจริง   ยั่งยืนหรือขาดสูญ  เป็นต้น   แต่ผู้ไม่รู้ความหมายของหลักปฏิจจสมุปบาท  มักเข้าใจไตรลักษณ์ผิดพลาด   โดยเฉพาะหลักอนัตตานั้น   มักได้ยินได้ฟังกันอย่างผิวเผิน   แล้วตีความเอาว่า   อนัตตาหมายถึงไม่มีอะไร   กลายเป็นนัตถิกวาท  อันเป็นมิจฉาทิฏฐิอย่างร้ายแรงไปเสีย
---------------------------------------------------------------
ผมเกรงว่าเจ้าของกระทู้จะเข้าใจหลักปฏิจจสมุปบาทที่พระพุทธองค์ตรัสรู้ด้วยสัพพัญญุตาญาณผิดไป

สิ่งที่เข้าใจอาจเป็นเพียง"ปฏิจจสมุปบาท" ที่ท่านพุทธทาสคิดกลับไปกลับมา
จนรุ่งแจ้งแห่งราตรีนั้น และก็ทบทวนจนแน่แก่ใจ
ว่าหนทางนี้เท่านั้น ที่เป็นที่สิ้นสุดแห่งทุกข์ได้อย่างแท้จริง  ไม่เหมือนที่สอนกันอยู่  ดับทุกข์ไม่ได้   สอนผิดกันมาเป็นพันปี

 จากคุณ : เฉลิมศักดิ์ [ 24 ม.ค. 2547 / 05:52:45 น. ]
     [ IP Address : 203.113.81.169 ]


 ความคิดเห็นที่ 20 : (เฉลิมศักดิ์)

ผมแต่งกลอนไม่เก่งครับ   แต่ขอเสนอแนวทางการปฏิบัติที่เห็นขันธ์ด้วยวิปัสสนาปัญญา  ซึ่งผมเห็นว่าตรงตามแนวทางสติปัฏฐาน ๔   อันเป็นทางสายเอกของพระพุทธองค์
---------------------------------------------------------
ผู้ปฏิบัติต้องทำความเข้าใจว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นคือสภาวธรรม ไม่มีบุคคล ตัวตน คน สัตว์ ชาย หญิง มีแต่ความจริงคือรูปธรรม และนามธรรม แม้แต่การปฏิบัติก็มีเพียงตัวกรรมฐาน (ผู้ถูกเพ่ง) ได้แก่ “สติปัฎฐาน ๔” กับ ผู้เจริญกรรมฐาน (ผู้เพ่ง) ที่เรียกว่า “โยคาวจร” ซึ่งจะต้องมีคุณสมบัติ ๓ ประการ คือ

๑) สติมา คือมีสติตั้งมั่นอยู่ที่ฐานทั้ง ๔ คือ กาย เวทนา จิต และธรรม โดยเท่าทันอารมณ์ที่เกิดขึ้น

๒) สัมปชาโณ คือมีสัมปชัญญะ รู้ตัวเสมอว่ากำลังกำหนดอะไร ดูอะไร สิ่งที่กำหนดอยู่นั้นเป็นรูปอะไร นามอะไร

๓) อาตาปี คือต้องมีความเพียรประคองจิต ๔ ประการ คือ

เพียรละ บาปเก่าๆ ไม่ให้เกิดขึ้น ในที่นี้หมายถึงการถ่ายถอนทิฏฐานุสัย (ทิฏฐิ) อันเป็นบาปเก่าๆ ที่หลงเข้าใจผิดว่าชีวิตเป็น ฉัน เรา เขา ให้เอาออกไปให้ได้ ด้วยการกำหนดให้ถูกต้องตามความเป็นจริงว่าเป็นรูป เป็นนาม

เพียรระวัง ไม่ให้ความชั่วใหม่ๆ เกิดขึ้นได้ ด้วยการระวังป้องกันกิเลสใหม่ๆ ไม่ให้เกิดขึ้นได้ด้วยการเพียรสำรวมอินทรีย์ คือขณะเห็น ขณะได้ยิน เป็นต้น จะต้องกำหนดได้ถูกต้องว่าเป็นรูปอะไร นามอะไร

เพียรสร้าง วิปัสสนากุศลให้เกิดขึ้น ด้วยการศึกษาทำความเข้าใจ และเพียรฝึกหัดกำหนดรูปนามให้เกิดขึ้นได้เท่าทันในอารมณ์ปัจจุบัน

เพียรรักษา วิปัสสนากุศลที่เกิดขึ้นแล้วให้คงอยู่ และพอกพูนให้มีมากขึ้น ด้วยการหมั่นระลึกรูปนามที่เคยเกิดขึ้นแล้ว ให้เกิดขึ้นในอารมณ์ปัจจุบันอยู่เนืองๆ

เพราะ อารมณ์ปัจจุบัน เป็นปัจจัยแก่ การทำลาย อภิชฌา โทมนัส

และ อารมณ์ปัจจุบัน จะเป็นปัจจัยทำให้เกิด วิปัสสนาปัญญา
สรุปได้ว่า การปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔ นั้น เป็นการทำลาย “ตัณหา” คือ อภิชฌา - โทมนัส และ “ทิฏฐิ”คือความเป็นฉัน เรา เขา ซึ่งทั้งตัณหา และทิฏฐิ นี้คือองค์ธรรมของอุปาทาน อันเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิด ภพ ได้แก่ กรรมภพ และอุปัตติภพ หากผู้ใดปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔ ได้ถูกต้อง ผู้นั้นย่อมทำลายได้ทั้ง ตัณหา อุปาทาน ภพ ซึ่งเป็นปัจจุบันเหตุ ที่จะทำให้เกิดอนาคตผล คือ ชีวิตในชาติหน้า นับได้ว่า บุคคลผู้นั้นกำลังสร้างอำนาจของการกระทำเพื่อยุติการเกิดของชีวิตได้ การกระทำนั้นก็คือ การปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔ นั่นเอง

ฉะนั้นผู้ปฏิบัติจะต้องมีความมั่นใจว่า ทางสายเอกนี้ทางเดียวเท่านั้นที่จะทำชีวิตให้ยุติการเกิดได้ และเป็นทางเดียวที่จะทำให้ชีวิตสิ้นสุดจากสังสารวัฏ

 จากคุณ : เฉลิมศักดิ์ [ 24 ม.ค. 2547 / 06:05:52 น. ]
     [ IP Address : 203.113.81.169 ]


 ความคิดเห็นที่ 21 : (เฉลิมศักดิ์)

คัดลอกมาจากที่นี่ครับhttp://geocities.com/toursong1/kam/ch.htm

 จากคุณ : เฉลิมศักดิ์ [ 24 ม.ค. 2547 / 06:07:22 น. ]
     [ IP Address : 203.113.81.169 ]


 ความคิดเห็นที่ 22 : (ศิษย์ อ.)


ทุกสายสุดท้ายก็มาต้องมาลงที่ อริมรรคมีองค์แปด

 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 24 ม.ค. 2547 / 09:31:54 น. ]
     [ IP Address : 203.113.36.9 ]


 ความคิดเห็นที่ 23 : (เมธาพร)

สาธุธรรม ท่านปล่อยรู้ 
ได้เห็นสุญญตาแล้วซิครับ
ปล่อยรู้ได้เมื่อไร ก็ได้เห็นเมื่อนั้น

 จากคุณ : เมธาพร [ 25 ม.ค. 2547 / 00:12:09 น. ]
     [ IP Address : 202.133.166.196 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!