ผู้ต้องอาบัติ "สังฆเภท" จะมาเป็นสังฆราช ได้อย่างไร
 เนื้อความ :

เมื่อมีการเสนอ พรบ.สงฆ์ในครั้งก่อน เกิดจากการผลักดันของพระผู้ใหญ่ท่านหนึ่งใน มหาเถระสมาคม โดยมีประเด็น ริดรอน พระราชอำนาจในการแต่งตั้งพระมหากษัตริย์ และรวมทั้งละเมิดพระธรรมวินัยในการตั้ง มหาคณิสร ขึ้น

ในครั้งนั้นพุทธศาสนิกชน ไม่ว่าจะเป็น พระภิกษุ หรืออุบาสก อุบาสิกา ต่างก็มีความคิดเห็นแตกแยกกัน ไม่อาจลงเป็นรอยเดียวกันได้

พระป่าได้ประชุมและประกาศในหมู่สงฆ์ ที่วัดอโศการาม มีพระเข้าร่วมประชุมมากกว่าพัน ประกาศ ไม่ทำสังฆกรรมร่วมกับ สมเด็จเกี่ยว และปรับอาบัติ "สังฆเภท" เพราะถือว่าเป็นผู้ผลักดัน พรบ.ฉบับนี้

ยังไม่นับเรื่อง มีความพยายามที่จะ "ฆ่า" หลวงตาบัว ผู้ประกาศคัดค้าน พรบ.ฉบับนี้อย่างเต็มที่ ที่มีความพยายามอยู่หลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการวางยาพิษในอาหาร หรือการปลอมเป็นพระภิกษุแอบกรีดขาให้เลือดออกและจะใช้สำลีชุบยาพิษมาเช็ดแผล เพื่อให้พิษเข้าสู่กระแสเลือด ก็ตาม

ในวันนี้ "บุคคล" (ผมไม่คิดว่าจะเป็นพระอีกแล้ว) ผู้นี้ จะมาเป็นผู้แทนพระสังฆราช หรือในอนาคตจะขึ้นเป็นสังฆราช จะทำได้อย่างไร?

อาศัยช่องว่างของกฎหมาย เพิกเฉยต่อพระธรรมวินัย ออกกฎหมายละเมิดพระธรรมวินัย เพื่อให้ตนเป็นใหญ่ ใครจะไปยอมรับบุคคลเช่นนี้ได้

นี่ยังไม่ถึงเรื่อง อาบัติปาราชิก ที่การกล่าวหาร่ำลือกันในวัดสระเกตุ กับพระหนุ่มๆ และลูกศิษย์วัดหนุ่มๆ ในสมัยก่อน ที่ยังไม่แก่ชราอย่างนี้อีก

ผมจึงขอลงนามคัดค้านการแต่งตั้ง สมเด็จเกี่ยว เป็น พระสังฆราช (หรือที่เติมคำว่า "แทน" เข้าไปเมื่อวานนี้ก็ตาม)

 จากคุณ : พัลวัน [ 21 ม.ค. 2547 / 08:58:49 น. ]
     [ IP Address : 202.183.253.231 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (สลดสังเวช )








คางคก ขึ้น วอ






 จากคุณ : สลดสังเวช [ 21 ม.ค. 2547 / 09:26:01 น. ]
     [ IP Address : 202.133.146.223 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (กำลังฟุ้ง)

ผมจะตั้งประเด็นนี้อยู่หลายวันก็เกรงใจ ในใจผมเชื่อว่าเรื่องนี้มีการ "วาง" มานานแล้ว สังเกตุจากสมเด็จเกี่ยวตะเวนหาเสียงกับพระทั้งหลายเมื่อปีก่อน ผมก็คาดคะเนว่าคลื่นมหาโจรรอบสองต้องมีแน่ๆ แต่คาดไม่ถึงว่ามันจะมาในรูปแบบนี้ครับ

ขออยู่วงนอกวิเคราะห์ข้อมูลไปก่อนละกันครับ วิกฤติการณ์ของชาวพุทธแท้ๆ พวกเราชาวพุทธจะทำการอย่างไรในสถานการณ์เช่นนี้ดีครับ?

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 21 ม.ค. 2547 / 09:49:45 น. ]
     [ IP Address : 202.133.162.60 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (.)

ที่มีการคัดค้านการตั้งผู้แทนพระสังฆราช คงเป็นเพราะผู้ได้รับตำแหน่งเป็นสมเด็จเกี่ยว นะสิเนี่ย อย่างนี้ต้องแยกประเด็นการคัดค้านการแต่งตั้งผู้แทนพระสังฆราช ให้ถูกตรงประเด็น บอกไปเลยสิว่าไม่เอาสมเด็จเกี่ยว 

 จากคุณ : . [ 21 ม.ค. 2547 / 10:45:01 น. ]
     [ IP Address : 203.147.19.37 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (.......)

กระแสทุนนิยมมาแรง กระแสกรรมก็ต้องแรง  เศร้าสลดใจ เอวัง

 จากคุณ : ....... [ 21 ม.ค. 2547 / 10:46:11 น. ]
     [ IP Address : 203.146.98.3 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (กอบ)

ถึงขนาดมีการพยายาม ฆ่า หลวงตามหาบัวเลยเหรอครับ พี่พัลวัน ผมเพิ่งรู้เหมือนกัน
ถ้าทำจริง คนทำและวางแผนทำก็ไม่น่าจะเป็นพระแล้วครับ

 จากคุณ : กอบ [ 21 ม.ค. 2547 / 11:21:21 น. ]
     [ IP Address : 202.5.83.155 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (พัลวัน)

เรื่องวางแผนฆ่า ไม่ทราบว่าเป็นใครบ้าง แต่ที่แน่ๆ บางส่วนเป็นแนวร่วมเดียวกันกับ พรบ.สงฆ์ เรื่องนี้ไม่มีหลักฐาน และหลวงตาก็ไม่ได้เอาความด้วย เพราะถือว่า สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม

แต่เรื่องคณะสงฆ์นับพันรูป ประกาศปรับอาบัติ "สังฆเภท" เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาแล้ว และมีหลักฐานเห็นชัดเจนทางหนังสือพิมพ์ด้วย และเป็นสิ่งที่ควรคำนึงถึง หากจะคิดแต่งตั้งใครขึ้นมาเป็น "สังฆราช" หรือแม้แต่จะใช้คำว่า "แทนสังฆราช" (ซึ่งความหมายก็คล้ายกัน) และมีประวัติทำให้ "องค์กร" ต้องเกิดความ "ระส่ำระสาย" เช่นนี้ ว่ามี "วุฒิภาวะ" เพียงพอหรือ เอาแค่ "สามัญสำนึก" ของคนธรรมดาสามัญ ก็น่าจะรู้คำตอบอยู่แล้ว

 จากคุณ : พัลวัน [ 21 ม.ค. 2547 / 11:29:19 น. ]
     [ IP Address : 202.183.253.231 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (นกเอี้ยง )

ขอเรียนถามครูดังตฤณได้ไหมคะ ว่า กรณีแบบนี้ถือว่าเป็นวิบากกรมของสัตว์โลกไหมคะ ถ้าใช่ แล้วเราสมควรเข้าไปแก้ไขไหมคะ ถ้าสมควรแก้ไข เราควรแก้ไขแบบไหนคะ เพราะเอี้ยงไม่คิดว่า การกระทำด้วยความรุนแรง ไม่ว่าจะทางใจ ทางกาย หรือทางวาจา มันจะส่งผลดีต่อพุทธศาสนาเลยน่ะค่ะ

 จากคุณ : นกเอี้ยง [ 21 ม.ค. 2547 / 12:32:12 น. ]
     [ IP Address : 10.1.60.0 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (av)

จริง ๆ หรือ..คุณพัลวัล
มีพยานหลักฐานอะไรบ้างนะ ...
ช่างน่าเศร้า..(ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง)
โทร.มาหน่อยสิ..แล้วจะโทรกลับไปหา..นะ
06-2696678

 จากคุณ : av [ 21 ม.ค. 2547 / 13:26:28 น. ]
     [ IP Address : 203.156.67.110 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (น่าตรองดูนะครับ)

      ท่านเจ้าคุณ ผมไปกราบท่านหลายครั้ง กราบได้ด้วยความสบายใจ ท่านมีเมตตาจริงๆ   หลวงตาบัวท่านผมได้ไปกราบท่านครั้งเดียว ผมไม่มีค่ารถไปไกลๆก็กราบได้ด้วยความสบายใจ ที่สาย2 ท่านมาโปรด รู้สึกใจสบาย   ท่านเป็นพระอรหันต์ของผมทั้งสองรูปเลย  
        แล้วข่าวที่ออกๆมานี่  เกิดจากผู้อื่นหรือไม่หนอ มีผู้ไม่หวังดีต่อพุทธศาสนา หรือไม่  ทำให้เกิดความเข้าใจผิด ทำให้พุทธบุตร เกิดความไม่สามัคคีกัน   
        พุทธบุตรทั้งหลาย ย่อมต้องใช้ปัญญาและญาณให้มากๆ  จะได้ไม่ต้องมาเสียใจกันในภายหลัง
        สำหรับพวกเราผู้ใฝ่ดี ยึดมั่นในการปฎิบัติธรรมเพื่อการหลุดพ้น ต้องพยายามใช้กระจกส่องดูตนเองอยู่เสมอๆ   การพัฒนาการทางธรรม เป็นอย่างไรบ้าง  ผมคิดว่าผู้ที่ใกล้หลุดพ้นแล้ว เขาจะเป็นคนที่อ่อนน้อมถ่อมตน ไม่กล่าวโทษผู้อื่น    เป็นผู้มีศีล สมาธิ ปัญญา มาก ในการรู้แจ้งเห็นจริง   
         กรณีข่าวนี้   ทุกคนมีครูบาอาจารย์ ทุกคนมีความกตัญญู ปกป้องสิ่งที่เราบูชา  ผมโมทนาในความกตัญญูของท่านด้วย   
          ผมอยากบอกว่าท่านเจ้าคุณวัดสระเกศ ผมกราบท่านได้ด้วยความสบายใจ  ใครที่พูดไรไปในทางปรามาสท่าน  ผม ขอร้องไห้แทนคนพูดหล่ะกันครับ 

 จากคุณ : น่าตรองดูนะครับ [ 21 ม.ค. 2547 / 15:07:04 น. ]
     [ IP Address : 202.133.169.4 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (พัลวัน)

ขอคำอธิบาย "ท่านเป็นพระอรหันต์ของผมทั้งสองรูปเลย" หมายความว่าอย่างไร?

 จากคุณ : พัลวัน [ 21 ม.ค. 2547 / 16:01:31 น. ]
     [ IP Address : 202.183.253.231 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (Tony)

ขอเสนอให้ปิดกระทู้นี้และกระทู้ลักษณะนี้ก่อนที่พระพุทธศาสนาจะต้องบอบช้ำไปมากกว่านี้จากผู้ที่รู้เท่าไม่ถึงการนะครับโปรดพิจารณาด้วย

 จากคุณ : Tony [ 21 ม.ค. 2547 / 16:03:07 น. ]
     [ IP Address : 169.210.3.118 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (Nobita)

ผมรู้จักพี่พัลวันมาเกือบๆ 20 ปี เชื่อว่าพี่พัลวันเป็นคนมีเหตุผล
ผมเองก็เคยกราบสมเด็จเกี่ยวอยู่ห่างๆ ท่านคงจะมีบารมีมากจริงๆนะครับ
ขอให้โชคดี พ้นนรก ไปนิพพานได้ เจริญในธรรมทุกท่านครับ

 จากคุณ : Nobita [ 21 ม.ค. 2547 / 17:11:07 น. ]
     [ IP Address : 203.144.212.204 ]


 ความคิดเห็นที่ 13 : (นิว)

เมื่อ ศาสนา ของ พระตถาคต ล่วงเลยไป  

ไม่มีใครสามารถ ทำให้ พุทธศาสนา เสื่อมได้

นอก  จาก พุทธบริษัท  4 เท่านั้น

ภิกษุ   ภิกษุณี  อุบาสก   อุบาสิกา

ผมระลึก ถึง พระพุทธเจ้า  จังเลยครับ    เวลามีอะไรประเภทนี้

 จากคุณ : นิว [ 21 ม.ค. 2547 / 18:21:36 น. ]
     [ IP Address : 203.209.41.10 ]


 ความคิดเห็นที่ 14 : (ศิษย์ อ.)

เป็นพระอริยเจ้าทั้งคู่

 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 21 ม.ค. 2547 / 18:23:20 น. ]
     [ IP Address : 203.113.36.12 ]


 ความคิดเห็นที่ 15 : (Pt)

พี่ตึก ... ผมขอเถอะครับ _/|\_

 จากคุณ : Pt [ 21 ม.ค. 2547 / 21:55:06 น. ]
     [ IP Address : 203.156.76.197 ]


 ความคิดเห็นที่ 16 : (นิพ)

คุณศิษย์ อ. ครับ การให้ความเห็นแบบไม่รู้จริงจะเป็นโทษกับตัวคุณเอง
ได้นะครับ!!!
สำหรับหลวงตานี่ผมมั่นใจในคุณธรรมอันสูงส่งของท่าน แต่อีกคนไม่แน่ครับ

ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่สำคัญของเราทุกคน ทุกวันนี้ผมเองก็ไม่พอใจหนังสือ
พิมพ์ยักษ์ใหญ่เขียวๆที่เน้นขายข่าวข่มขืนเป็นหลัก ที่เสนอข่าวเข้าข้าง สมเด็จ
คนนั้นเกินไป แม้กระทั่งคอลัมนิสต์บางคนไม่มีจรรยาบรรณนักข่าวที่จะต้อง
เสนอความจริง แต่กลับใช้ความเห็นที่ไม่รู้จริงมาป่าวประกาศลงหน้าหนังสือ
พิมพ์ เฮ่อ...เป็นห่วงพระศาสนาเหลือเกินครับ ที่สำคัญเป็นห่วงบรรดาพระป่า
ท่านเหลือเกิน ถ้าสมเด็จคนนั้นครองอำนาจ ไม่รู้ว่าพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
จะโดนกลันแกล้งอย่างไร :-(
      

 จากคุณ : นิพ [ 21 ม.ค. 2547 / 22:00:52 น. ]
     [ IP Address : 203.107.204.84 ]


 ความคิดเห็นที่ 17 : (tripoom99@hotmail.com)

ขอเชิญท่านทั้งหลายศึกษาจากกรณีนี้

ความเข้าใจในพระวินัยของพระเรื่องปาราชิก ๔ ที่คนไทยยังไม่รู้
แล้วยังมีอนันตริยกรรม ๕ ที่ควรศึกษา

และในกรณีที่ท่านเจ้าของกระทู้กล่าวถึงน่าจะหมายถึง
สังฆทิเสส ข้อ ๑๐ ซึ่งหากดูตามตัวบทก็จะทราบว่าขาดองค์ประกอบครับ

กรณีนี้ทุกท่านใช้เป็นกรณีศึกษาได้ดีเพราะพระไตรปิฎกน่าจะมีอยู่กันครบที่บ้าน
แล้วให้ดูด้วยใจเป็นกลาง ไม่มีรักและชังก็จะเห็น

 จากคุณ : tripoom99@hotmail.com [ 21 ม.ค. 2547 / 22:10:43 น. ]
     [ IP Address : 202.5.88.9 ]


 ความคิดเห็นที่ 18 : (จัตตาโร)

ขออนุญาต ขอโอกาส
1) กาลามสูตร .......ถ้าเราข้อมูลไม่พอ ...อุปกรณ์ตรวจสอบไม่ได้มาตรฐาน..อย่ารีบร้อนสรุป .....เข้าเนื้อแน่ๆครับ
   เช่น ...ถ้าเราดูหนังจีนกำลังภายใน   บ่อยครั้งเราจะพบว่า ...มีมือที่สาม...ให้ พระเอก ทั้ง สองสำนัก ตีกัน....ถ้าเราวู่วาม  เราก็เมื่อ ตัวรองๆ ที่ใช้แต่ อารมณ์   กลายเป็น เตียวหุย  ไปเปล่าๆ
   อยู่เมืองไทย อย่าเชื่อข่าว...อย่าตื่นข่าว...ต้องเข้าไปวงในจริงๆ จึงจะรู้ว่า เป็น อย่างไร

2) น้อมดูจิตตน .....เอาเหตุการณ์คราวนี้   เป็นโจทย์ เป็นแบบฝึกหัด ทดสอบอารมณ์.....โดยการหันมาดู จิตของเราว่าเป็นอย่างไร...เรามีการ.ผลักไส เพ่งโทษ เข้าข้าง ยินดี ไม่อยาก อยาก เฉยๆ .....ไหม....หัดข่ม หัดอดกลั้น...เอา"สติ" เป็นตัวตั้ง  "จิตสงบเมื่อไร..ปัญญาจะมาเอง"
...ทำตัวเรา ให้พ้นทุกข์...นี่แหละ สืบทอดพระศาสนา
...สมมติ มนุษย์ ไม่มีศาสนาพุทธ  ก็ไม่ต้องให้ท่าน กังวล..ยังมี ภพ มีเทวดา ที่เขารักษาศาสนาพุทธเอาไว้
...สิ่งต่างๆ ที่เกิดกับท่าน เป็นกรรมเก่า มาในลักษณะของขันธ์ห้า....สภาพจิตใจของเรา  เป็นตัวกำหนดกรรมใหม่
  ...รักษาสภาพจิต ของเราให้เป็นกลางไว้ สงบไว้  ...อย่าหวั่นไหว ไปกับโลกธรรม 8  เลย....

3) ผมก็กราบ ทั้งสองท่าน .......ก็เมตตาดีทั้งนั้น  สงบเย็นดีทั้งนั้น
....ท่านก็อายุ ขนาดนี้แล้ว...ผมคิดว่า เราควร กลับไปพิจารณา ข้อ กาลาม ฯ และ โอปนยิโก(น้อมดูจิตตน) ดีกว่า ...
....งานนี้  ระวัง   "เนื้อไม่ได้รองนั่ง  เอากระดูกแขวนคอเปล่าๆ...นะ" 

สามัคคี   ...ใช้ "อปริหานิยธรรม" 

 จากคุณ : จัตตาโร [ 21 ม.ค. 2547 / 22:38:50 น. ]
     [ IP Address : 203.155.239.147 ]


 ความคิดเห็นที่ 19 : (ผ่านมา)

การปรับอาบัติพระ นี่พระที่ต้องอาบัติต้องอยู่ในสังฆกรรมด้วยไม่ใช่เหรอครับ
การประชุมในคราวนั้นสมเด็จเกี่ยว ท่านไม่ได้อยู่ในวงสังฆกรรมนั้น เลยเปลี่ยนเป็นเรื่องอื่น ไม่งั้น พระสงฆ์ที่อยู่ในวัดอโศการามวันนั้นจะอาบัติกันทุกรูปครับ
ใช่หรือเปล่าผมไม่แน่ใจ เท่าที่ได้ยินมานะ

...แต่เรื่อง ลอบวางยาพิษในอาหาร, ปลอมเป็นพระลอบเอามีดกรีด, และจะขับรถพุ่งชนหลวงตาดีที่พวก ตชด.ช่วยทัน เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงเน้อออ...

....เรื่องใหม่นี้ก็ให้รอดูว่ารัฐบาลชุดนี้จะทำยังไง ถ้ารัฐบาลนี้ยังไม่เลิกเหลิงได้ใจ หลงตัวเอง เสร็จแน่ๆงวดหน้า :-)

สังเกตุเอาครับ คุณวิษณุ เป็นคนออกมาพูดแย๊บๆเรื่อง สังฆราช 2 พระองค์เมื่อเร็วๆนี้ แต่ก็ไม่ค่อยมีคนสนใจอะไรเท่า
ตอนนี้เป็นไงครับ ก็มีแล้วไงครับ สังฆราช 2 พระองค์ :-)

.....รอดูว่าทางคุณทองก้อน กับคุณวิษณุจะจบกันยังไง...

 จากคุณ : ผ่านมา [ 21 ม.ค. 2547 / 22:58:41 น. ]
     [ IP Address : 203.170.155.105 ]


 ความคิดเห็นที่ 20 : (ระวัง)

ใครคิดไม่ดีต่อ องค์หลวงตา และองค์สมเด็จเกี่ยว ตายตกนรกหมด

 จากคุณ : ระวัง [ 21 ม.ค. 2547 / 23:22:21 น. ]
     [ IP Address : 203.113.39.10 ]


 ความคิดเห็นที่ 21 : (เผ่ง)

ผมไม่เห็นสมควรให้ปิดกระทู้ ปิดอย่างอื่น เปิดใจรับฟังจะได้ประโยชน์กว่า

หลวงตาบัวผมเคารพเทิดทูนสุดหัวใจ ส่วนสมเด็จอีกท่านผมไม่รู้จักท่านเป็นการส่วนตัวเลย แต่ในกรณีของการแต่งตั้งผู้แทนองค์พระสังฆราชนั้น ผมเห็นว่าไม่เหมาะสมถึงแม้จะไม่ผิดกฎหมายก็ตาม ซึ่งเหตุผลตรงนี้หลวงตาท่านได้เมตตาเทศน์เรื่องตรงนี้ให้พวกเราทราบไปแล้วคือ
1) การแต่งตั้งผู้ปฎิบัติงานแทน ที่ผ่านมาสมเด็จพระสังฆราชาท่านลงนามแต่งตั้งเองแต่ครั้งนี้อาศัยช่องว่างของกฎหมาย ยกเอามติของ ม.ส. มาตั้งคณะผู้ปฎิบัติงานแทน โดยไม่เห็นแก่สมเด็จพระสังฆราช
2) คำถามที่หลวงตาบัวท่านถามคือ สมเด็จพระสังฆราชท่านป่วยจนไม่สามารถแม้กระทั้งแต่งตั้งผู้ปฎิบัติงานแทน กระนั้นเชียวหรือ หลวงตาท่านบอกว่ามีการอ้างอาการป่วยของสมเด็จฯท่านอย่างพิลึกกึกกือ
3) เรื่องพระลิขิตปลอมหลวงตาท่านสงสัยว่า พระในวัดบวรฯ มีจำนวนมากมายดูแลสมเด็จท่านอย่างไร จึงให้มีคนทำพระลิขิตปลอมออกมา โดยที่จับมือคนทำไม่ได้เลย การอ้างประเด็นนี้เพื่อตั้งคณะกรรมการชุดดังกล่าวจึงเป็นการเกาไม่ถูกที่คัน
4) หลวงตาท่านกล่าวว่ามีเทวดาที่ไหนจะมาแทนสมเด็จฯองค์ปัจจุบันได้ เกรงก็แต่จะเอาคนไม่ดีมาแทน ตรงนี้หลวงตาท่านกล่าวชัดเจนพอสมควร สมเด็จฯท่านถึงแม้จะทรงป่วย ท่านยังคงปฎิบัติธรรมและหน้าที่อย่างสงบไม่ได้มีปัญหาอะไรแก่วงการสงฆ์ มีแต่ คนบางกลุ่มดิ้นรน ดีดดิ้น สร้างแผน สร้างเรื่อง ตั้งคณะกรรมการเพื่อให้ได้อำนาจของสมเด็จฯ ท่านมาปฎิบัติหน้าที่สนองกิเลสของตนเอง ชงเรื่องกันตั้งแต่ใน ม.ส. แล้วก็รับลูกต่อๆกันไปจนถึงหน่วยงานของรัฐ โดยทำสิ่งที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์
5) หลวงตาท่านยังชี้ให้เห็นว่า กระบวนการปกครองของสงฆ์ในปัจจุบัน ไม่เคยเกิดเลยในสมัยพุทธกาล หรือ แม้กระทั้งพระพุทธองค์เสด็จปรินิพพานแล้ว พระอัครสาวกก็ไม่เห็นจะต้องตั้งองค์กรใด คณะกรรมการใด มีสิทธิขาดในการปกครองดูแลคณะสงฆ์ นอกจากนี้ท่านชี้ให้เห็นว่า พระในปัจจุบันไม่ใส่ใจในพระธรรมวินัย ไม่ใส่ใจในภาระกิจที่มุ่งพระนิพพาน แต่กลับเอาเวลาไปหมกมุ่นอยู่กับ การเมือง สมณศักดิ์ และ เรื่องทางโลก

ผมคิดว่าหลวงตาท่านเมตตาสอนกันขนาดนี้แล้ว ทำไมพวกเราจึงไม่คิดใช้สติปัญญาตรองดูกันบ้าง ว่าเรามีหน้าที่รักษาพระที่ปฎิบัติดีปฎิบัติชอบตามพระธรรมวินัย หรือ เรามีหน้ารักษาพระที่ไม่เคยเห็นพระธรรมวินัยอยู่ในสายตา บัญญัติสิ่งที่พระพุทธองค์ไม่เคยบัญญัติและขัดกับพระธรรมวินัยที่มีมาอยู่ก่อน

ส่วนตัวผมไม่ทราบว่า สมเด็จเกี่ยวฯ ท่านเป็นอย่างไร แต่ผมเห็นด้วยกับหลวงตาทุกประการครับ

 จากคุณ : เผ่ง [ 22 ม.ค. 2547 / 03:37:01 น. ]
     [ IP Address : 203.113.76.72 ]


 ความคิดเห็นที่ 22 : (tripoom99@hotmail.com)

ท่านทั้งหลาย  คงไม่มีใครมุ่งร้าย และรักเคารพสมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ปัจจุบัน

      คนที่ไม่รู้ก็ไม่เข้าใจ คิดว่าท่านเป็นเหมือนพระราชา ที่ปกครองประเทศทางธรรม หารู้ไม่ว่าหากให้พระองค์ทรงงานตามตำแหน่งตอนนี้พระองค์ท่านคงไม่อยู่ให้พวกเรากราบเป็นที่พึงทางใจแล้วใจแล้ว

    โบราณท่านว่า ยศช้าง ขุนนางพระ หลายท่านคงเคยได้ยิน
ท่านเข้าใจไหมว่าหมายความว่าอย่างไร
ช้างนั้นเขาจะใช้งาน เขาก็ตั้งเป็นพระยา เช่นพระยาปราบหงสา
พระก็เช่นกัน ตำแหน่งที่เขาตั้งก็มากับงาน
แล้วตำแหน่งพระสังฆราชนั้นมากับงานที่หนักมาก
โดยตำแหน่งนั้นโดยตำแหน่งต้องเป็นประธาน การประชุมมหาเถรสมาคม
โดยปกติการประชุมนั้นยาวมาก ๔ - ๕ ชม. นั้นเป็นอย่างน้อย

เพราะฉะนั้นไม่เป็นเรื่องแปลกที่พระสังฆราชที่แล้วมาในอดีตที่อายุมาก
และทรงงานตามตำแหน่งที่ได้รับมอบจากพระมหากษัตริย์
แล้วนั่งเป็นประธานในการประชุมตามหน้าที่  จึงอายุสั้นลง

พระที่ผมรู้จักไม่เว้นหลวงตามหาบัววัดป่าบ้านตาดที่ผมไปกินนอนปฏิบัติตั้งแต่ท่านยังไม่ดัง อย่างนี้  ผมยังระลึกได้ถึงโก้โก้ตรานางพยาบาลที่พระชงให้เป็นน้ำปานะ และมะขามป้อมที่ใช้เป็นเภสัช ที่ได้กินที่วัดผมยังนึกถึง
แต่เวลาที่ท่านดังแล้วผู้คนเยอะแยะก็ไม่ได้เข้าไปอีก

สมเด็จผมก็รู้จักท่านดี 
หากท่านไม่มีตำแหน่งสูงอย่างปัจจุบันผมก็ไปกราบท่านประจำ
พอท่านตำแหน่งสูงขึ้นผมก็ถอยห่างออกมา เพราะคนเยอะแยะ

บอกตามตรงหากผมเลือกได้
ผมไม่อยากให้ท่านทั้งสองเป็นพระชั้นธรรมและเป็นชั้นสมเด็จ
ผมรู้ว่าท่านจะอยู่กับเราได้นานกว่า
ทั้งสองตำแหน่ง    มากับภาระการงานหนัก
งานหนักไม่เหมาะสำหรับผู้สูงอายุเป็นธรรมดา
แล้วยศตำแหน่งก็ทำให้พวกเราลึมไปว่า
ช้างเป็นพระยาปราบหงสา แห้จริงคือช้าง
พระไม่ว่าจะตำแหน่งชั้นไหน  เมื่อไหร่ก็เป็นพระ


 จากคุณ : tripoom99@hotmail.com [ 22 ม.ค. 2547 / 04:54:01 น. ]
     [ IP Address : 202.5.88.10 ]


 ความคิดเห็นที่ 23 : (พระอธิการสมภพ)

จิตเศร้าหมอง จิตเป็นอย่างไรกันบ้าง
เราควรปฏิบัติอย่างไรเมื่อประสบกับโลกธรรมฝ่ายอิฏฐารมณ์ และอนิฏฐารมณ์

 จากคุณ : พระอธิการสมภพ [ 22 ม.ค. 2547 / 06:15:08 น. ]
     [ IP Address : 203.149.46.99 ]


 ความคิดเห็นที่ 24 : (Nipol)

เป็นเรื่องยุ่ง ๆ ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นในวงการพระสงฆ์ ผู้ละ ผู้เว้น
เรื่องราวที่เกิดขึ้นในพระศาสนา มันทะแม่ง ๆ กลิ่นไม่ค่อยดีมานานแล้วพอสมควร

ยังหวังว่า ความยุ่งเหยิง ยุ่งยากเหล่านี้ จะผ่านพ้นไปด้วยดี คนรุ่นเราสามารถส่งไม้ต่อไปยังคนรุ่นถัดไปได้อย่างมั่นคง อย่างเป็นแก่นสาร อย่างถูกต้อง

แม้ส่วนตัวเมื่อมองดูไปโดยรวมไปยังคณะสงฆ์ จะรู้สึก ไม่บวก ก็ยังหวังว่ากำลังของปัจเจกบุคคลที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบจำนวนมาก จะเป็นผู้ประคอง ธรรม ต่อไปเรื่อย ๆ  เมื่อปัจเจกบุคคล แต่ละท่านช่วยกัน ก็เชื่อว่า กลุ่มคณะจะดีขึ้นตามไป

ความเป็นปึกแผ่น ความมั่นคง ความเจริญ ของพระศาสนา เมื่อมองไปในประวัติศาสตร์ ก็มีขึ้น มีลง ยังหวังว่าขออย่าให้มันมาขาดผึงเอาในช่วงของเรา

พระศาสนา พระธรรม พระวินัย พระพุทธเจ้าท่านวางระบบไว้อย่างดีแล้ว บันทึกไวในพระไตรปิฎก ขอให้เป็นหลักกับชาวพุทธทั้งหลายตลอดไป

 จากคุณ : Nipol [ 22 ม.ค. 2547 / 07:38:38 น. ]
     [ IP Address : 203.144.64.9 ]


 ความคิดเห็นที่ 25 : (หน่วยปราบเทวทัต)


นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ... ( ผู้รับผิดชอบดูแลด้านศาสนา )

เป็นผู้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน เรื่อง สังฆราช 2 พระองค์ ... ( แบบโยนหินถามทาง )

ปรากฏว่า ... ( กระแสประชาชนไม่ตอบรับ )

นายวิษณุ เครืองาน จึงหาทาง ... ( โดยอาศัยช่องว่างทางกฏหมาย )

โดยเสนอ ... ( สังฆราชฃ้อนสมเด็จพระสังฆราช )

ทั้งๆที่ ... ( มหาเถระสมาคมก็สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ )

โดยอ้างว่า ... ( ห้องกระจก ปลอมแปลง พระลิขิต )

ทำไม หาเกาไม่ถูกที่คัน ... ( เปลี่ยนหน้าห้องกระจก ก็สิ้นเรื่อง โดยไม่ต้องมีสังฆราชฃ้อนสมเด็จพระสังฆราช )

... ประมุขศาสนาอื่น ที่ดูแลศาสนจักร ทั่วโลก เมื่อประมุขศาสนาเขาประชวร ไม่เห็นเขาต้องตั้งประมุขฃ้อนขึ้นมา ...

สรุป... สมเด็จพระสังฆราช ยังไม่ตาย ก็รุมกินโต๊ะกันแล้วครับ ท่านทั้งหลาย

เรื่องนี้ มีวาระฃ่อนเร้น หรือไม่ !!!

จับตาไปที่ นายวิษณุ เครืองาม ให้ดีๆ

............................. โปรดติดตามตอนต่อไป















 จากคุณ : หน่วยปราบเทวทัต [ 22 ม.ค. 2547 / 08:38:35 น. ]
     [ IP Address : 202.133.132.75 ]


 ความคิดเห็นที่ 26 : (พัลวัน)

หากเคยติดตามเรื่องราวใน มส. จะทราบว่า มีความพยายามหลายๆอย่าง เพื่อกีดกั้นการภาวนาตามป่าเขา และบีบบังคับให้พระต้องอยู่กับวัด เนื่องจากการเดินธุดงค์นั้น ท่านว่า เป็นพระจรจัด (ที่จริงก็ถูกนะ เพราะไม่อยู่ซ้ำที่เดิมเกิน 1 วัน หากถือธุดงควัตรข้อนี้ ย่อมต้องจรทุกวัน เป็นอนาคาริก ก็ต้องทำอย่างนี้แหละ) ท่านว่า หากเดินธุดงค์ ก็ให้ขาดจากวัด และพอขาดจากวัด ไม่มีวัดสังกัด ก็ต้องขาดจากความเป็นพระภิกษุ (เพราะกฎหมายระบุเอาไว้อย่างนั้น)

นอกจากนี้ ยังมีความพยายามที่จะปรับอาบัติปาราชิก กับหลวงตาบัวด้วย ถึงกับมีการเสนอเข้ามส. เพื่อจะปรับอาบัติปาราชิกหลวงตาบัว และหากทำสำเร็จ ก็จะมีขบวนการจับหลวงตาบัวสึก และคงจะเกิดความวุ่นวายในหมู่พุทธศาสนิกชน พุทธบริษัททั้ง 4 แน่นอน จะเกิดความวุ่นวายยิ่งกว่าสังฆเภทอีก เพราะจะต้องเกิดการปะทะกันของกลุ่มต่างๆ บ้านเมืองก็คงจะต้องวุ่นวาย ดีเสียว่าในวันนั้นพระญาณสังวรสด็จเข้าร่วมประชุม มส.ด้วย ท่านจึงดึงเรื่องออกไป จึงไม่เกิดเรื่องราวดังกล่าว

และเชื่อว่า เมื่อสามารถทำหน้าที่แทนพระสังฆราชองค์จริง มีสิทธิ์ และอำนาจแทนที่ทุกอย่างแล้ว เรื่องเกี่ยวกับพระป่าจะกลับมาอีก เพราะทางนี้เขาไม่เชื่อถือ ตั้งแต่หลวงปู่มั่นลงมาแล้ว เพราะมักจะมีคำกล่าวว่า หลวงปู่มั่นเป็นวิปลาส มิใช่พระอรหันต์ ดังนั้นลูกศิษย์ลูกหาของหลวงปู่มั่นทุกองค์ ก็ย่อมวิปลาสไปด้วย

แต่เนื่องจาก ปฏิปทาของพระป่าที่เป็นครูบาอาจารย์ ไม่อาจจะหาเรื่องจับผิดเอาได้ อีกทั้งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ ก็ให้ความเคารพนับถือ และพระญาณสังวรผู้ซึ่งเคยไปจำพรรษากับหลวงปู่เทสก์ยังคงอยู่ จึงยังไม่อาจจะจัดการหรือดำเนินการใดๆได้ถนัดนัก

ความพยายามแรกที่จะผลักดัน พรบ.สงฆ์ฉบับใหม่เข้ามา โดยที่ไม่มีใครรู้ว่า พรบ.สงฆ์ฉบับนี้เสนอโดยใคร ในมส.ต่างรู้ดีแต่ก็ไม่พูด ส่วน นายมีชัย ฤชุพันธ์ ก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร แต่ก็เข้าไปช่วยเกลาภาษากฎหมายให้รัดกุม (หรือเปิดช่องว่างที่แนบเนียนก็ไม่ทราบ) ก็ไปสร้างกลไกให้ล็อคในตัวเอง เพื่อให้เป็นการประกันว่าตนเองจะได้เป็นสังฆราชองค์ใหม่ ความพยายามนั้นก็เป็นหมัน เพราะเกิดกระแสต่อต้านจากทางหลวงตาและศิษยานุศิษย์ พร้อมๆกันนั้น ก็มีกระบวนการใส่ร้ายหลวงตากันขนานใหญ่ จับตัวคนได้ก็หลายคน และรวมถึงมีการวางยาพิษในอาหารด้วยซ้ำ

เมื่อแนวทางนี้เป็นหมัน เพราะในตอนนั้นรัฐบาลยังไม่ได้ความเชื่อถือจากประชาชนมากมายอย่างปัจจุบัน นายกฯจึงต้องเล่นกับกระแส และสั่งถอย พรบ.สงฆ์ ออกไป ผ่านไปไม่ถึง 2 ปี ก็สบช่องใหม่ อาศัยข้ออ้างเรื่อง พระลิขิตปลอม มาเป็นข้ออ้างให้มีการแต่งตั้งผู้ที่ต้องการเป็นสังฆราชองค์ใหม่ แต่เพราะความโลภปิดบังความเฉลียว จึงทำให้พลาดไปประกาศเจตนาแต่แรก กลายเป็นว่ามีการแต่งตั้งสังฆราชองค์ใหม่ทำการแทนสังฆราชองค์เดิม แล้วมาแก้เกี้ยวด้วยการอ้างว่า กฎหมายเขียนเอาไว้ไม่ชัดเจน และสามารถเพิ่มเติมข้อความได้ เติมคำว่า "แทน" ลงไป

หากว่าด้วยสามัญสำนึกแล้ว เติมไปคำเดียว ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร และเรื่องจะได้จบๆ แต่หากในทางกฎหมาย และโดยเฉพาะกฎหมายที่ว่าด้วย อำนาจ หน้าที่ ความรับผิดชอบ แล้ว มันต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะหากว่าไม่เติมคำว่า "แทน" ลงไป ในภายหลัง อาจจะมีกระบวนการที่จะพยายามบอกว่า การแต่งตั้งสังฆราชองค์ใหม่ เสร็จสิ้นและบริบูรณ์ดีแล้ว พระญาณสังวรมิได้เป็นสังฆราชองค์ต่อไปแล้ว ซึ่งโดยส่วนตัวของท่าน ผมเชื่อว่า ท่านก็คงจะไม่ไปเรียกร้องอะไร และในที่สุด ท่านก็จะถูกจัดให้อยู่ในสถานะผู้ป่วยตลอดไป

กลไกและกระบวนที่ลึกลับซับซ้อนเช่นนี้ มิได้เกิดจากเจตนาซื่อๆแน่ๆ และไม่ใช่เรื่องใหม่ ในอดีตทางประวัติศาสตร์ ในทางการเมือง การแสวงหาอำนาจทางการเมือง ก็มีการดำเนินการเช่นนี้อยู่บ่อยครั้ง และอาศัยช่วงเวลาที่ผ่านไป แสวงหาความร่วมมือ การสนับสนุน เพื่อให้ก้าวต่อไปในเป้าหมายของตนเอง มีความมั่นคงแน่นหนายิ่งขึ้น

เรื่อง "พระลิขิตปลอม" ซึ่งใช้อ้างในครั้งการดำเนินการครั้งนี้ หากจะดำเนินการให้ถูกต้อง ก็ควรที่จะจัดการกับคนที่ปลอมพระลิขิต เพราะเข้าข่ายการปลอมแปลงเอกสารทางราชการ มิใช่มาหาทาง "ปลด" พระสังฆราชกลางอากาศอย่างนี้ แม้จะบอกว่าจะเป็นการ "ปลดชั่วคราว" แต่จะมีใครรับประกันว่า พระญาณสังวรจะไม่ถูกจัดให้เป็น "ผู้ป่วยตลอดกาล" ได้ ก็ในเมื่อครั้งนี้ การมาแสดงว่าพระญาณสังวรป่วยจนไม่อาจปฎิบัติงานพระสังฆราชได้ ก็เป็นการแสดงฝ่ายเดียวของนายวิษณุ ไม่เห็นมีประกาศใดๆของแพทย์ หรือคณะแพทย์มารองรับเลย?

 จากคุณ : พัลวัน [ 22 ม.ค. 2547 / 08:48:47 น. ]
     [ IP Address : 202.183.253.231 ]


 ความคิดเห็นที่ 27 : (สันต์)

อภิปราย เรื่อง คัดค้านการแต่งตั้งคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

http://www.luangta.com/info/news_text.php?cginews_id=125

 จากคุณ : สันต์ [ 22 ม.ค. 2547 / 09:14:44 น. ]
     [ IP Address : 202.183.253.231 ]


 ความคิดเห็นที่ 28 : (สันต์)

พระธรรมเทศนาของหลวงตา เรื่อง กินโต๊ะกันแต่ยังไม่ตาย

http://www.luangta.com/thamma/thamma_talk_text.php?ID=2613&CatID=0

 จากคุณ : สันต์ [ 22 ม.ค. 2547 / 09:17:18 น. ]
     [ IP Address : 202.183.253.231 ]


 ความคิดเห็นที่ 29 : (สงสัย..)


ขอเรียนถามคุณพัลวัน...ด้วยนะครับว่า..

ถ้าการแต่งตั้งสมเด็จสังราชถ้าไม่ชอบธรรม..
คณะสงฆ์วัดบวรฯ ถึงไม่ออกมาคัดค้าน..แต่คณะสงฆ์วัดบวรกลับออกแถลงการสนับสนุน..???? ( หมายความว่าไงครับ ?
และคณะสงฆ์ทั่วประเทศไม่เห็นใครออกมาพูด...( ว่าไม่เห็นด้วย )
หรือคณะสงฆ์ทั่วประเทศโง่และซือบื้ออย่างนั้นเหรอ ?

ประชาชนคนทั่วไปก็ไม่เห็นใครออกมาพูด..ออกมาคัดค้าน...

ก็เห็นมีแต่คุณทองก้อนกับพวกที่ออกมาพูดออกมาคัดค้าน
โดยการยกเอาหลวงตามออกมาบังหน้า...

คนที่น่าจับตามองน่าจะเป็นนายทองก้อนมากกว่านายวิษณุนะครับผมว่า...

และคนที่จะทำให้สงฆ์แตกกันก็คือนายทองก้อนนี่แหละ....


 จากคุณ : สงสัย.. [ 22 ม.ค. 2547 / 10:33:55 น. ]
     [ IP Address : 202.133.160.231 ]


 ความคิดเห็นที่ 30 : (นิรนาม)

ดูท่าเรื่องนี้จะบานปลาย
กลายเป็นที่มีเรื่องอำนาจ และผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
คงต้องระมัดระวังในการรวบรวม หลักฐานข้อมูลประกอบการตัดสินใจพอประมาณ
ผมว่าพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย จะต้องลดการยึดติดกับครูอาจารย์ของตนเองลงบ้าง
มองในภาพกว้างๆ และพิจารณาเหตุผลมากยิ่งขึ้น
ไม่เช่นนั้น งานนี้ ... พุทธศาสนาคงยับเยอนแน่

รักพุทธศาสนา ห่วงพุทธศาสนา ต้องใช้ปัญญา เหตุผล และความรอบครอบมากๆนะครับ
ใครที่มีข้อมูลอะไรก็ช่วยนำเสนอๆ ให้พุทธบริษัทที่อยู่วงนอกใช้พิจารณาประกอบการตัดสินใจด้วยครับ
แต่ขอให้เป็นข้อมูลที่ระมัดระวังคำพูดเวลากล่าวพาดพิงถึงผู้อื่นด้วยนะครับ
การฝึกให้มี ปิยะวาจา น่าจะสำคัญมากในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานอย่างนี้นะครับ
โปรดระมัดระวังครับ

 จากคุณ : นิรนาม [ 22 ม.ค. 2547 / 10:39:48 น. ]
     [ IP Address : 203.157.42.175 ]


 ความคิดเห็นที่ 31 : (นิพ)

ขอตอบคุณสงสัย..แทนพี่พัลวันนะครับ พูดง่ายๆเลยที่พระเมือง
(รวมทั้งวัดบวรฯ) ไม่คัดค้านเพราะสมเด็จองค์นั้น เป็นผู้มีอิทธิพลในมส.ครับ
ส่วนพระป่าส่วนมากที่ท่านยังไม่เคลื่อนไหวเพราะท่านยังรักสงบ แต่ถ้า
เรื่องมันต้องจำเป็นที่จะต้องแสดงพลังคณะสงฆ์ ผมว่าได้เจอพลัง
มวลพระป่าแน่ๆครับ

อย่างไรก็ตามการดำเนินการประการใด ผมเห็นว่าควรเป็นไปด้วยความสงบ
แต่ควรจะต้องอธิบายถึงผลร้าย และเจตนาร้ายของคนบางกลุ่มที่หวังจะ
ครอบคลุมพระศาสนาที่มีสินทรัพย์ไม่ต่ำกว่า ล้านล้านบาท (เพราะมีที่ดิน
พอๆกับการรถไฟ) รวมถึงรายได้อีกหลายหมื่นล้านต่อปี เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่อง
เล่นๆนะครับ เอาแค่ทรัพย์สินผลประโยชน์ในตำแหน่งพระสังฆราชก็มากอยู่
อาทิเช่นที่ดินย่านประตูน้ำ ก็คิดดูแล้วกันทำไมอากเป็นกันนักหนาครับ
ดีที่สมเด็จพระสังฆราชองค์ปัจจุบันท่านเป็นพระดีสมบัติเหล่านั้น เลย
หลอกท่านไม่ได้

มีข่าวมาเล่าให้ฟังครับ แม้สมเด็จพระสังฆราชท่านจะป่วย บางคนว่าท่าน
ความจำไม่ดี แต่คนที่เขารู้กัน ทราบดีว่าเพราะความที่ท่านเป็นพระนัก
ภาวนาองค์หนึ่ง อานิสงค์ขอการภาวนาทำให้ท่านยังสามารถทำงานได้ครับ

 จากคุณ : นิพ [ 22 ม.ค. 2547 / 10:49:09 น. ]
     [ IP Address : 203.107.210.212 ]


 ความคิดเห็นที่ 32 : (สงสัย..)


ขอบคุณ..คุณนิพครับ..ที่ตอบข้อสงสัย..

----------------------------------------------
ส่วนพระป่าส่วนมากที่ท่านยังไม่เคลื่อนไหวเพราะท่านยังรักสงบ แต่ถ้า
เรื่องมันต้องจำเป็นที่จะต้องแสดงพลังคณะสงฆ์ ผมว่าได้เจอพลัง
มวลพระป่าแน่ๆครับ
------------------------------------------------
ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้เลยครับ..
เพราะการที่ม็อบพระมาชนพระเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง..ไม่อยากให้ศาสนิกชน..
เกิดอาการเสื่อมศรัทธา..และอาจจะทำให้สงฆ์แตกกัน ผมเป็นห่วงจริงๆ

 จากคุณ : สงสัย.. [ 22 ม.ค. 2547 / 11:37:13 น. ]
     [ IP Address : 202.133.160.231 ]


 ความคิดเห็นที่ 33 : (tripoom99@hotmail.com)

ประเด็นเรื่องของป่าไม้ที่ผมสนใจอยู่ 
และเห็นว่าเป็นเรื่อง  ของชาวพุทธทุกคนที่เสื่อมใสในพระศาสนาทุกคน
ป่าไม้ในสมัยหลวงปู่มั่นมีราว ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ประเทศ
ปัจจุบันคนที่ทันเห็นหลวงปู่มั่นยังอยู่ 
แต่เหลือป่าไม้เหลือราว ๒๐ เปอร์เซ็นต์กว่า ๆ
เหลือราวครึ่งเดียว
ผู้คนมากขึ้น  ความต้องการใช้ที่ดินมากขึ้น

สิ่งที่เกิดเป็นธรรมดาที่ป่าไม้จะหมดไป
แล้วเมื่อป่าไม้หมดไปพระธุดงค์กรรมฐานก็คงไม่มีอีกในอนาคตเป็นธรรมดา

แต่ทุกวันนี้ป่าไม้ยังมีอยู่พระธุดงค์กรรมฐานก็ยังมี
ก็ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไร
แต่มีครับ  และมีเพราะชาวบ้านกับความต้องการที่ดินใหม่ ๆ ตลอดเวลา
เมื่อตั้งบ้านขึ้นได้ รวมกันเป็นกลุ่มได้ ก็ธรรมดาครับ
ความมั่นคงจะเกิดได้ก็ต่อเมื่อมีวัด
ดังนั้นพระที่เคยธุดงค์ที่สุดก็จบลงที่วัดป่าซึ่งก็คือวัดในหมู่บ้านนั่นเอง

เรื่องราวก็ไม่น่าจะมีหากไม่ใช่เพราะเมื่อทุกวันนี้ป่าไม้น้อยเกินพอดี
แล้วเวลาแล้งก็แห้งแล้งเหลือทน
เวลาน้ำป่าไหลท่วมบ้าน และพาโคลนถล่มทับคนตายมากมาย
แม่น้ำลำธารยามพ้นฝนก็ไม่มีน้ำ
หากใครเคยไปดูห้วยแก้วที่เชียงใหม่ ยามแล้ง
แล้วมาดูท่อระบายน้ำคอนโด จะเห็นมาท่อระบายน้ำมีน้ำมากกว่ามาก

ผมเคยเสนอให้ยกป่าทั้งหมดถวายพระเลยดีกว่า
พระท่านถือธุดงค์อยู่ป่า
แต่ให้อยู่ป่าแบบพระพุทธเจ้า
หรือแบบพระมหากัสสป
ที่อยู่ป่าตลอดชีวิต จนแม้วัยชรา
พระพุทธเจ้าทรงชวนให้มาอยู่วัดท่านก็ยังปฏิเสธ
และแม้พระพุทธองค์เองก็ทรงดำเนินธุดงค์สอนคน
จนเวลาที่เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน

ทีนี้เราท่านคงเข้าใจแล้วพระที่ชาวบ้านเราเข้าใจกันว่าเป็นพระธุดงค์หรือวัดป่า
เป็นพียงพระบ้านที่ห่างไกลความเจริญและทุรกันดาร
และส่วนหนึ่งไม่มีกฎหมายรองรับ
ทั้งผิดพระวินัย
เพราะในแผ่นดินที่มีพระมหากษัตริย์ปกครอง
การจะเป็นวัดอย่างถูกต้องตามวินัยพระ
ต้องได้รับพระบรมราชานุญาตก่อน
อยากให้ท่านทั้งหลายได้เห็นภาพทั้งหมด
แล้วจึงจะเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น



 จากคุณ : tripoom99@hotmail.com [ 22 ม.ค. 2547 / 11:38:32 น. ]
     [ IP Address : 202.5.88.4 ]


 ความคิดเห็นที่ 34 : (นิพ)

ครับผมก็เห็นด้วยกับคุณสงสัย... ที่ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนั้น
เพราะจะเสี่ยงต่อความมั่นคงของพระศาสนาครับ และนั่นก็คงเป็นหนึ่ง
ในเหตุผลที่บรรดาพระป่าทั้งหลายท่านยังเงียบอยู่ครับ

ตอนนี้ได้แต่หวังว่ากรรมจะยุติธรรมต่อพระศาสนาที่จะทำให้คนที่คิดร้าย
ต่อพระศาสนาต้องพ่ายแพ้ต่อบารมีของพระพุทธองค์, พระอริยะเจ้าทั้งปวง
และพระสุปฏิบันโนทั้งหลาย รวมถึงแรงใจของพุทธศาสนิกชนที่เทิดทูน
บูชาพระศาสนา(แต่ไม่ใช่คลั่ง)ครับ _/I\_

น่ากลัวนะครับกรรมที่กระทบกระเทือนพระศาสนา เพราะไม่เพียงแต่
จะสร้างความเดือดร้อนให้ผู้คนมากมาย แต่ยังรวมถึงพระอริยะเจ้าและ
พระสุปฏิปันโนทั้งปวงด้วยครับ

 จากคุณ : นิพ [ 22 ม.ค. 2547 / 12:42:10 น. ]
     [ IP Address : 203.107.209.55 ]


 ความคิดเห็นที่ 35 : (คนไทย)

ทราบมาว่าสมเด็จพระสังฆราชไม่ทรงยอมลงพระนามในประกาศนี้ใช่ไหมคะ ทางรัฐบาลบอกว่าพระองค์สมองเสื่อม เป็นสิ่งที่รับไม่ได้เลยค่ะ เพราะพระองค์ท่านเป็นพระนักปฏิบัติ ถึงจะชราภาพแต่สติยังสมบูรณ์แน่นอน จิตของพระองค์ไม่ใช่ระดับธรรมดาแล้วนะคะ  ผู้ที่ล่วงเกินท่านเตรียมตัวรับผลกรรมนั้นได้เลย เร็วๆนี้แหละ คนธรรมดาอย่างเราทำอะไรไม่ได้ แต่ธรรมชาติจะลงโทษพวกเขาเอง ดิฉันเชื่อในบารมีของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คอยปกป้องพระศาสนาค่ะ

 จากคุณ : คนไทย [ 22 ม.ค. 2547 / 16:00:47 น. ]
     [ IP Address : 218.135.160.48 ]


 ความคิดเห็นที่ 36 : (ก็คนบ้านนี่แหล่ะตัวดี)

ทั้งพระป่าที่มาประชุมวัดอโศกครั้งนั้น ,ทั้งหลวงตา , ทั้งสมเด็จเกี่ยว    ต่างก็ถูกฆราวาสนี่แหล่ะเข้าไปป่วนเชิดชี้นำให้วุ่นไปหมด     จริง ๆ พระท่านไม่ได้จะอะไรเลย   แต่ขบวนการบ่างก็เข้าไปชี้นำให้แก่ท่าน  มันก็เลยดูเหมือนพระท่านทะเล่าะกัน   แต่จริง ๆ  แล้วไม่เลย

 จากคุณ : ก็คนบ้านนี่แหล่ะตัวดี [ 22 ม.ค. 2547 / 17:06:58 น. ]
     [ IP Address : 202.133.167.207 ]


 ความคิดเห็นที่ 37 : (........)

      พระป่า กับ พระบ้าน  .....  ผมไม่รู้ว่าลูกหลานจะแบ่งแยกกันทำไม อย่างผมกราบหมด ทั้งพระป่าพระบ้าน ก็เป็นผู้มีพระคุณกับผม เป็นครูบาอาจาร์ยสั่งสอน มา   ครูบาอาจาร์ยที่ผมนับถือ อย่างหลวงปู่เทสก์  หลวงปู่มั่น   หลวงพ่อโต   หลวงเกษม  ท่านก็เคยโปรดทั้งในป่าและหมู่บ้าน
     ทุกวันนี้ที่ผมไปทำบุญ ฟังๆดูแล้ว เขามีการแบ่งแยกกันชัดเจนมากเลย ผมอยากให้ลองย้อนอดีตกลับไปในชาติที่ผ่านๆมาดู  จะได้ทำลายกำแพงความรู้สึกนี้สักที
     ขอยกตัวอย่าง........
           ชาตินึงบางคนเกิดเป็นพญานาค  ก็ขึ้นมาฟังธรรมกับหลวงปู่มั่น 
                อีกชาตินึงเคยเกิดเป็นทหารวังในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ก็มีโอกาสทำบุญฟังธรรม กับสมเด็จพระสังฆราช
                อย่างคำภาวนา พุทโธ หรือ นะมะพะธะ  ที่ท่านสอนก็มีความหมายถึง   พระพุทธเจ้า 
                 ลูกศิษย์ทางสมเด็จ ใครไม่เคยร่วมทำบุญกับหลวงตาบัว บ้าง ผ้าป่าช่วยชาติ ร่วมกันทั้งนั้น 
                  กลุ่มลุงทองก้อนเคยเกิดเป็นข้าราชการในวัง ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นมาหรือไม่ .....
                   แล้วจะมัว ให้คนอื่น มาบ่อนทำลายความสามัคคีได้ยังไง

 จากคุณ : ........ [ 22 ม.ค. 2547 / 18:10:59 น. ]
     [ IP Address : 202.133.171.66 ]


 ความคิดเห็นที่ 38 : (ปทุมวัน55)

        สมเด็จเกี่ยว ไม่เหมาะสมที่จะปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จสังฆราช               และนายวิษณุรู้ว่ายกสมเด็จเกี่ยวขึ้นมาจะต้อง เกิดปั่นปวนจราจล   งานนี้ยิงนัดเดียวได้นกหลายตัว    ,  นายวิษณุรู้ 100% ว่าต้องเกิดจราจลปั่นปวนในพระพุทธศาสนาทําเพื่ออะไร, 
           สมเด็จฯท่านถึงแม้จะทรงป่วย ท่านยังคงปฎิบัติธรรมและหน้าที่อย่างสงบไม่ได้มีปัญหาอะไรแก่วงการสงฆ์ 
             ท่านทักษิณ ต้องทันเกม นายวิษณุ เครืองาม  ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ถึ่งจะสงบสุข

 จากคุณ : ปทุมวัน55 [ 22 ม.ค. 2547 / 19:33:47 น. ]
     [ IP Address : 10.44.6.113 ]


 ความคิดเห็นที่ 39 : (ปฏิบัติธรรม)

   กระผมอยากจะบอกทุกท่านว่าถ้าไม่มีหลักฐานอะไรยืนยันอย่าพึ่งสรุปอะไรนะครับ เพราะคุณรู้ไหมว่าถ้ามันไม่จริงมันมีผลต่อกรรมของคุณอย่างไร อย่าพูดอะไรด้วยความไม่รู้ด้วยตน เพราะความไม่รู้ด้วยตน ไม่รู้แจ้งเรียกว่าไม่รู้จริง  เมื่อไม่รู้จริงแล้วต้องไม่แสดงความไม่รู้เอาไว้ ไม่เช่นนั้นความไม่รู้นี่ทางโลกเขาเรียกว่าความโง่
  ผมรู้อะไรผมก็พยายามเฉยๆไว้เพราะเรายังไม่รู้แท้ด้วยญาณนิ  จะเชื่อข้อมูลนั้นได้อย่างไร ผมกลัวบาปมากกว่าสิ่งใด  ผมไม่กล้าแม้แต่จะพูดที่จะว่าใครอยู่เบื้องหลังใคร  ขนาดเบื้องหน้าผมยังรู้ไม่ดีเลย จะให้ผมไปรู้เบื้องหลัง ผมคงต้องอาศัยญาณรู้ ธาตุรู้แล้วแหละครับ  เฉยๆดีกว่านะครับ เดี๋ยวความจริงมันก็เป็นเครื่องพิสูจน์พระรูปนั้นเองครับ
   ธรรมสวัสดี

 จากคุณ : ปฏิบัติธรรม [ 22 ม.ค. 2547 / 22:13:12 น. ]
     [ IP Address : 172.29.44.45 ]


 ความคิดเห็นที่ 40 : (กำลังฟุ้ง)

มันไม่ใช่เรื่องของพระป่าหรือพระบ้าน หรือเรื่องพระธรรมยุติกับมหานิกาย อย่าแบ่งเช่นนี้เลยครับ ถ้าจะให้เหมาะสมแบ่งว่าเป็นเรื่องของพระมหาโจรกับพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเสียจะดีกว่า

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 22 ม.ค. 2547 / 23:10:40 น. ]
     [ IP Address : 203.107.198.22 ]


 ความคิดเห็นที่ 41 : (ศิษย์ อ.)


พระธรรมเกษีพุทธะ


หลวงพ่อตอบปัญหา
ลูกรักทั้งหลาย ธรรมส่วนใดที่องค์สมเด็จพระประทีปแก้วสอน ที่พ่อจะปกปิดไว้ไม่มี พ่อสอนหมดทุกอย่าง เมื่อพ่อตายแล้ว ขอลูกแก้วของพ่อ จงประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัยส่วนนี้ทั้งหมด ในเมื่อขันธ์ 5 มันทรงไม่ไหว พ่อก็อยู่ไม่ได้ พ่อสอนลูกอยู่เสมอว่า ขันธ์5เป็นของธรรมดา มัน เกิด แก่ เจ็บ และตายเหมือนกันหมด ลูกจะเกาะขันธ์ 5 ของพ่ออยู่อย่างนี้ตลอดกาลตลอดสมัยไม่ได้ ความดีที่จะเกิดมีขึ้นนั้นไซร้คือการปฏิบัติตนเอง ฟังแล้วก็จำ จำแล้วก็คิด คิดแล้วก็ปฏิบัติตาม ถ้าสามารถทำได้ ในที่สุดในไม่ช้าก็จะบรรลุมรรคผลเป็นพระอริยบุคคล
      
แหล่งที่มา : พ่อรักลูก ๒

 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 23 ม.ค. 2547 / 05:55:50 น. ]
     [ IP Address : 203.113.36.10 ]


 ความคิดเห็นที่ 42 : (โยคาวจร)

ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อไม่สั่งสมกิเลส
ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อไม่ประกอบทุกข์
ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อคลายความกำหนัดย้อมใจ
ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความมักน้อย
ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความสันโดษ
ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะ
ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อการปรารภความเพียร
ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความเลี้ยงง่าย

อันนี้ สัตถุธรรม เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า นอกนั้นไม่ใช่

 จากคุณ : โยคาวจร [ 23 ม.ค. 2547 / 07:02:01 น. ]
     [ IP Address : 202.47.247.130 ]


 ความคิดเห็นที่ 43 : (คนกวน)

ผมว่ามันเป็นกรรมนะครับ  ที่ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมรับกัน  จริงๆแล้วพระน่าจะไม่มีความคิดเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้  นอกจากลูกศิษย์ทั้งหลายช่วยกันสร้างขึ้นมา   หลวงตาท่านก็อาจจะเพียงสงสัยเฉยๆ  คุณก็คิดมากกันไปว่าท่านคิดอย่างนั้นอย่างนี้

ส่วนสมเด็จเกี่ยว ท่านเป็นพระที่อาวุโสที่สุดแล้ว ยกเว้นท่านสมเด็จพระพุทธปาพจนบดี ท่านก็ชรามาก  บริหารจัดการอะไรลำบาก  และได้ยินว่า ท่านไม่ได้เข้าประชุม มส.มา5หรือ6ปีแล้ว  แล้วท่านจะรักษาการได้อย่างไร   สมเด็จท่านก็ขึ้นมาตามอาวุโส ตามสายการปกครองโดยถูกต้องนะครับ  ถึงอย่างไรท่านก็น่าจะได้เป็นพระสังฆราชอยู่แล้ว  ถ้าท่านไม่ได้เป็นก็ต้องวัดชนะสงคราม ซึ่งท่านก็เป็นมหานิกายอยู่ดี
ส่วนกรณีที่มีคนบอกว่า สมเด็จพระสังฆราช ท่านยังแข็งแรงพอ ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงทำไมท่านถึงค้านละครับ สมเด็จท่านเป็นถึงพระอาจารย์ในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนะครับ  ถามว่าถ้าท่านยังแข็งแรงใครจะกล้าทำครับ  ต่อให้ทักษิณก็เถอะ ไม่กล้าหรอกครับ  ส่วนเรื่องที่ว่าท่านไม่ลงพระนาม ก็เพราะเพราะสิ่งนี้มิใช่พระบัญชาของพระองค์นะซิครับ  พระองค์จึงไม่ต้องทรงลงพระนาม  เป็นเพียงคำสั่งของหน่วยงาน ให้ตั้งผู้รักษาการแทน   ตามอำนาจที่กฎหมายมี  ส่วนถ้าถามว่าทำไมสมเด็จท่านไม่ทรงตั้งผู้รักษาการแทนเอง  ผมไม่ทราบว่าสมเด็จท่านมีอำนาจนั้นหรือไม่  แต่ถ้าถามว่าโดยปกติผมเองเห็นว่าท่านตั้งสมเด็จเกี่ยวเป็นผู้แทน(เวลาออกงาน)โดยตลอด  จึง เชื่อว่าสมเด็จทั้ง2องค์ คงไม่ได้มีปัญหาอะไรหรอกครับ
ส่วนข้อสุดท้ายที่อยากพูดถึงคือเรื่องที่คนชอบพูดถึง"ธรรมวินัย"  คนที่เข้ามาบวชเป็นพระนั้น มีจุดมุ่งหมายแตกต่างกันมากมายนะครับ  ธรรมวินัย เป็นเพียงแค่ บทบัญญัตของพระพุทธองค์  ที่ทรงบัญญัตไว้เป็นเครื่องกำกับการกระทำของพระสงฆ์  ด้วยจุดหมายการบวชที่แตกต่างกัน เป้าประสงค์ต่างกัน  ลำพังธรรมวินัย เองอาจไม่เพียงพอ  จึงต้องมีกฎระเบียบต่างๆขึ้นมารองรับ  ดังนั้นเพียงธรรมวินัยอาจจะเหมาะสมกับพระที่ตั้งใจปฎิบัติธรรม ศึกษาและอยู่เงียบๆในป่า ในวัดแต่ผู้เดียว  แต่กับสงฆ์หมู่มากต้องมีกฎระเบียบขึ้นมารองรับอีกชั้น เป็นธรรมดา  และหากสงฆ์ปฎิเสธกฎระเบียบ โดยอ้างว่าไม่มีระบุไว้ในธรรมวินัย  ผมว่าคงไม่เหมาะสม    นอกจากเรื่องกฎระเบียบแล้วยังต้องมีการจัดการที่มีประสิทธิภาพด้วย  คุณเห็นหรือไม่ครับว่า ขนาดมีกฎระเบียบเพิ่มเติม มีการจัดการอย่างนี้  แวดวงพระสงฆ์ยังมีปัญหากันมากมาย  หากมีแต่พระธรรมวินัยอย่างเดียว จะไม่ไปกว่านี้หรือครับ   อย่าลืมว่าคนนะเกิดต่างยุคกันกับพระพุทธเจ้า สังคมก็แตกต่างกัน  แต่สิ่งเร้ามากขึ้น  และที่สำคัญ พระสงฆ์ ส่วนใหญ่ก็เป็นคนธรรมดาที่ตั้งใจมาฝึกตัวเอง ก็มีกิเลสกันเหมือน เราๆท่านๆ ครับ

ถ้าเราชาวพุทธไม่ยอมรับกันเองแล้ว  จะให้คนอื่น ศาสนาอื่นมายอมรับ ศรัทธาในสิ่งที่เราบอกว่าเราเคารพคงลำบาก  เพราะพวกเราเองยังทะเลาะกันไม่เลิกเลย

 จากคุณ : คนกวน [ 23 ม.ค. 2547 / 08:32:13 น. ]
     [ IP Address : 210.203.180.246 ]


 ความคิดเห็นที่ 44 : (tripoom99@hotmail.com)

ขออนุญาตท่านสมาชิก
    ที่ต้องให้ข้อมูลบางประการผ่านมายังหน้ากระดานลานธรรมแห่งนี้
เพราะหลายครั้งที่เกิดความไม่ปกติขึ้นในพระศาสนา
และพบว่า  เหตุหนึ่งเกิดจากความรู้ที่ไม่ตรงเช่น
ที่เกิดในหน้ากระดานนี้ เมื่อมีขึ้นจะพบว่าผู้เขียนไม่ได้ตรวจสอบ
ข้อมูลกับตัวพระวินัยให้ตรง  แล้วแสดงต่อสาธารณะ
การแพร่ไปย่อมเพิ่มความเข้าใจผิด

ส่วนในเนื้อหาที่เสริมขึ้นมานั้น
คือสิ่งที่ผู้สงสัยว่าเกิดความผิดปกติอะไรกันแน่ควรได้รับประกอบ
หากเกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง
เจ้าของบ้านก็น่าจะได้รับรู้องค์ประกอบที่ผิดปกติมีอะไร
ส่วนที่ท่านที่มีความโกรธเกลียดชังกันส่วนตัวนั้นผมไม่เกี่ยว
ผมเห็นว่าไฟจะลุกลามผมดับได้ก็ดับ
เพราะเวลาอยู่ในบ้านที่ไฟลุกท่วมแล้ว จะปฏิบัติธรรมอะไรก็ลำบาก

ขอเพียงท่านทั้งหลายที่กำลังขัดแย้งกันอยู่
ได้ศึกษาในพระไตรปิฎกที่มีอยู่ในเครื่อง
มีอยู่แล้วที่บ้าน
บางอย่างอ่านแล้วพบในพระวินัย
บางอย่างในพระสูตร
หากจะขัดแย้งก็จะขัดแย้งแบบชาวพุทธ
พุทธะคือรู้
หากเป็นอย่างนั้นได้
พระไตรปิฎกที่ผมและคณะทำแจกไปและหลายท่านที่มีเครื่องอยู่แล้ว
ก็จะมีผลตามประสงค์  แต่หากผู้ที่รู้เรื่องการใช้คอมพิวเตอร์
ซึ่งถือเป็นชนกลุ่มน้อยในสังคม แต่เป็นกลุ่มนำพาสังคม
ขาดความรู้และเข้าใจที่ถูกต้อง
การนำพาสังคมไปในทิศทางที่ขาดความรู้นั้น ๆ
สังคมก็คงเดือดร้อน

การเกิดกระทู้นี้ความจริงเป็นสิ่งดี
จากข่าว ทราบว่าเริ่มมีการจับกุ่มผู้ทำการผิดในการยักยอกทรัพย์ของพระศาสนา
เป็นการเร่งกฎแห่งกรรมให้แสดงผลไวขึ้น

 จากคุณ : tripoom99@hotmail.com [ 23 ม.ค. 2547 / 08:53:52 น. ]
     [ IP Address : 202.5.88.16 ]


 ความคิดเห็นที่ 45 : (anonymous)

   เห็นด้วยอย่างยิ่งกับความเห็นที่ 29..
   คนตั้งกระทู้ทำไมเชื่ออะไรง่ายจัง  ทำไมไม่ใช้ปัญญาไตร่ตรองก่อน  เคยได้ยินคำว่ากาลามสูตรบ้างไหม? แล้วยังตั้งกระทู้สร้างความแตกแยกอีก

 จากคุณ : anonymous [ 23 ม.ค. 2547 / 09:51:13 น. ]
     [ IP Address : 161.200.64.2 ]


 ความคิดเห็นที่ 46 : (พัลวัน)

เมื่ออ้างถึงพระไตรปิฎก ก็จะรู้ว่า พระไตรปิฎกไม่มีที่ใด ที่จะมีการบัญญัติถึง "สังฆราช" อีกทั้งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า มิได้ทรงมอบหมายให้ใคร เป็นศาสดา (หรือเป็นประมุขแห่งพระศาสนา) แทนพระองค์

ตำแหน่งของสังฆราช และสมณศักดิ์ต่าง เป็นตำแหน่งที่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานให้ เพื่อเป็นเครื่องหมายของการอุปถัมภ์ค้ำชูพระพุทธศาสนา เป็นพระราชอำนาจของพระองค์อย่างแท้จริง

แต่ด้วยเหตุผลกลใดไม่ปรากฎ พรบ.สงฆ์มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขไปใหม่ ในสมัยที่นาย อานันท์ ปันยารชุน ผู้นับถือศาสนาคริสต์ เป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมๆกับที่มีการถอดถอนข้อบัญญัติในรัฐธรรมนูญว่า "พระพุทธศานาเป็นศาสนาประจำชาติ" พร้อมๆกับมีการสอดไส้ แทรกแซงพระราชอำนาจ ในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช

การแต่งตั้งผู้ใดให้ทำการแทน โดยหลักทั่วไป ผู้แต่งตั้งมิใช่ใครอื่น จะต้องเป็นผู้ที่ดำรงตำแหน่งนั้นๆอยู่ ยกตัวอย่างเช่น หากนายกรัฐมนตรีป่วย หรือไม่อยู่ ผู้ที่จะทำหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรีได้ มิใช่เกิดจาก รองนายกรัฐมนตรีมีมติว่า จะเลือกใครมาทำหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี แต่ต้องเกิดจากการมอบหมายของนายกรัฐมนตรี ว่าจะเลือกรองนายกรัฐมนตรีท่านใด มาทำหน้าที่รักษาการแทนนายกรัฐมนตรี ซึ่งโดยส่วนใหญ่ก็มักจะเลือกรองนายกรัฐมนตรีคนที่ 1 (ขอย้ำ มิใช่แต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี หรือแต่งตั้งให้ แทนนายกรัฐมนตรี นะขอรับ)

เหตุที่มักเลือกรองนายกรัฐมนตรีคนที่ 1 ก็เพราะว่า รองนายกรัฐมนตรีทุกคน ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นผู้เลือกเองอยู่แล้ว และตามวิสัยก็ต้องให้ผู้ที่ท่านเห็นว่ามีศักยภาพมากที่สุด เป็นรองนายกรัฐมนตรีคนที่ 1

แต่หากว่า รองนายกรัฐมนตรี ท่านมิได้เลือกเอง ท่านมิได้มีอำนาจให้การคัดสรรคณะรัฐมนตรี หรือผู้บริหารเอง ท่านอาจเลือกรองนายกรัฐมนตรีในลำดับอื่นๆมารักษาการแทนได้

และเมื่อนายกรัฐมนตรีท่านกลับมาแล้ว การมอบหมายก็สิ้นสุดลงไปทันที มิใช่ว่าต้องรอให้ครบ 6 เดือน ระหว่างรอ แม้ป่วย ก็ไม่สามารถปฎิบัติงานได้ เพราะในคำสั่งแต่งตั้ง ได้ระบุเงื่อนเวลาเอาไว้ และเป็นเหตุให้นายกรัฐมนตรีตัวจริง ต้องไปนั่งชมนกชมไม้ รอเวลาให้ครบ 6 เดือนก่อน

แต่การแต่งตั้งสังฆราชแทนครั้งนี้ ทำแบบที่บอกว่า "งุบงิบ" เปี๊ยบเลย โดยอาศัยช่องว่างทางกฎหมาย (ที่ตราขึ้นมาใหม่) ที่จะไม่นำขึ้นทูลเกล้าฯ องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเลย ทั้งนี้เพราะหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะเกิดขึ้น เนื่องจาก พระญาณสังวรฯนั้น องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาขึ้นโดยมิได้เลือกจากชื่อพระราชาคณะที่ส่งขึ้นไป ซึ่งมีสมเด็จเกี่ยวเป็นอันดับหนึ่งในรายชื่อนั้น

ตรงนี้คงจะทราบแล้วนะครับ ว่าทำไมกฎหมายฉบับนี้ ถึงได้มีช่องทาง "พิเศษ" ขึ้นมา (แต่กฎหมายฉบับนี้ก็มิได้มีการรับประกันว่า จะได้เป็นสังฆราชองค์ต่อไปแน่นอน จึงต้องพยายามร่าง พรบ.สงฆ์ใหม่ ให้เกิด death lock ให้ไม่หนีไปไหน แต่ก็คว่ำลงไป เพราะในขณะนั้น รัฐบาลยังไม่มีเสียงแน่นปึ๊กอย่างปัจจุบันนี้ และต้องการเสียงสนับสนุนทุกเสียง จึงต้องยินยอมทำตามที่เหล่าศิษยานุศิษย์ของหลวงตาบัวเห็นพ้องกันที่จะไม่ยอมรับ พรบ.ฉบับนั้น)

ที่หนักหนาไปกว่านั้นก็คือ การแต่งตั้ง (มิใช่สถาปนา) ครั้งนี้ มส.ได้เลือกเอาสมเด็จเกี่ยวขึ้นเป็นสังฆราช หรือแทนสังฆราช (ใช้คำว่าแทน มิใช่รักษาการแทน มันเหมือนกับว่า เอาของเก่าออกไป และเอาของใหม่มา ชอบกล) หรือปฏิบัติหน้าที่สังฆราช (หรือปฎิบัติหน้าที่แทนสังฆราช) ก็ตาม ก็เป็นการนำเอาบุคคลผู้เพิกเฉยต่อพระธรรมวินัย ขึ้นมาเป็นประมุข และปกครองสงฆ์

ทำไมผมจึงกล่าวเช่นนั้น ก็เพราะว่า สมเด็จเกี่ยวเคยถูกกล่าวหาว่า เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการผลักดัน พรบ.สงฆ์ฉบับที่เป็นปัญหา และพระภิกษุกว่าพันรูป เป็นสังฆะที่ใหญ่มาก (ปกติแล้ว พระภิกษุเพียง 4 รูป ก็ถือว่าเป็น สงฆ์ หรือ สังฆะ แล้ว) มาประชุมกัน และกล่าวหาสมเด็จเกี่ยว ว่าเป็นผู้ทำให้เกิดสังฆเภท เป็นอาบัติสังฆาทิเสส ซึ่งเป็นอาบัติใหญ่รองจาก ปาราชิก เกิดเป็นอธิกรณ์ขึ้น แต่ทางสมเด็จเกี่ยวมิเคยเลยที่จะแก้ไขอธกรณ์ในครั้งนี้เลย คงอาศัยวิธีการเดิมๆก็คือ ปล่อยทิ้งไว้ให้คนลืมเลือนกันไปเอง

เมื่อครั้งพุทธกาล องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระชนม์อยู่ มีพระอรหันต์องค์หนึ่ง(ผมจำนามของท่านไม่ได้)เกิดอธิกรณ์ มีผู้กล่าวหา แต่พระอรหันต์องค์นั้นมิสนใจที่จะแก้อธิกรณ์ องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงให้ไปตามเพื่อแก้อธิกรณ์ พระอรหันต์องค์นั้นได้กล่าวว่า องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทราบอยู่แล้วว่า ท่าน (คือพระอรหันต์องค์นั้น) มิได้ต้องอาบัติตามที่กล่าวหา แต่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงกล่าวว่า การไม่แก้อธิกรณ์ ไม่เป็นการเกื้อกูลต่อสงฆ์ และทรงให้พระอรหันต์องค์นี้ แก้อธิกรณ์ตามวิธีการที่พระพุทธองค์ทรงวางหลักเกณฑ์เอาไว้

เมื่อวกกลับมาถึงประเด็นของสมเด็จเกี่ยว เมื่อท่านเพิกเฉยต่อพระธรรมวินัยเช่นนี้แล้ว จะให้เชื่อใจได้อย่างไรว่า เป็นบุคคลผู้ที่มีคุณสมบัติพร้อม ที่จะทำหน้าที่สังฆราชแทนพระญาณสังวรฯ (ทำหน้าที่แทนพระสังฆราช อะไรก็ได้ เพราะความหมายก็ครือๆกันแหละ มิใช่รักษาการแทนสักหน่อย) ก็ในเมื่อไม่ใส่ใจในพระธรรมวินัยเช่นนี้ หรือจะเห็นว่า ตนเองเป็นพระสมณศักดิ์สูงยิ่ง จะไปคลุกคลีเกลือกกลั้วด้วยพระไร้สมณศักดิ์ และอยู่แต่ในที่กันดารเช่นนั้น เป็นการอันไม่สมควร จึงเลือกที่จะปล่อยให้ข้อกล่าวหาดังเช่นที่ว่านั้น ลืมเลือนหายไปกับสายลมของกาลเวลา

ถ้าเห็นแก่ความถือตัวในสมณศักดิ์มากกว่าพระธรรมวินัย ผมก็คงต้องขอคัดค้านสุดลิ่มทิ่มประตูล่ะครับ

 จากคุณ : พัลวัน [ 23 ม.ค. 2547 / 10:05:16 น. ]
     [ IP Address : 202.183.253.231 ]


 ความคิดเห็นที่ 47 : (พัลวัน)

อ่านของคุณ "คนกวน" แล้วสะอึกครับ

"ธรรมวินัย เป็นเพียงแค่ บทบัญญัตของพระพุทธองค์  ที่ทรงบัญญัตไว้เป็นเครื่องกำกับการกระทำของพระสงฆ์"

หากพระธรรมวินัย เป็น "แค่" อย่างคุณว่า แล้วจะมีอะไรเหลือในพระพุทธศาสนานี้ พระพุทธศาสนามี "ธรรม" และ "วินัย" เป็นศาสดาแทนองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่แม้แต่พระอรหันต์ อัครสาวกองค์ใด ก็มิอาจเข้ามาทดแทนได้


"ด้วยจุดหมายการบวชที่แตกต่างกัน"

ผมคิดว่าคุณคงจะเข้าใจผิดแล้วนะครับ ว่ามีผู้บวชด้วยจุดประสงค์ที่แตกต่างกัน เพราะในคำขอบวชนั้น มีกล่าวไว้ชัดเจน ว่าตนมาบวชเพื่อทำให้แจ้งในพระนิพพาน หรือเพื่อความหลุดพ้น หากกล่าวว่ามาบวชเพื่ออย่างอื่น สังฆะจะไม่ประกาศให้เป็นพระภิกษุเลย และตนเองจะเป็นได้แค่ "สามเณร" (ซึ่งเกิดจากการสมาทานศีล 10 และกล่าวไตรสรณคมน์ก่อนหน้านั้น ในพิธีบวชเดียวกัน) และเป็นอนุปสัมบันเท่านั้นครับ

 จากคุณ : พัลวัน [ 23 ม.ค. 2547 / 10:14:04 น. ]
     [ IP Address : 202.183.253.231 ]


 ความคิดเห็นที่ 48 : (พัลวัน)

เมื่อมาคิดดูอีกที เมื่อเริ่มบวชก็พูดโกหกแล้ว จะเหลืออะไรให้เคารพกันได้นะ ลำพังเพียงศีลของฆราวาส คือ เบญจศีล ก็ยังรักษากันไม่ได้แล้ว?

 จากคุณ : พัลวัน [ 23 ม.ค. 2547 / 10:15:24 น. ]
     [ IP Address : 202.183.253.231 ]


 ความคิดเห็นที่ 49 : (สันต์)

ได้ยินใครสักคนหลุดปากออกมา ว่าพระญาณสังวร ท่านยังสามารถที่จะลงอุโบสถกรรมได้อยู่ แต่พอพ้นประโยคมาหน่อยเดียว ก็บอกว่า แต่ปฎิบัติหน้าที่สังฆราชไม่ได้

จะพูดโกหก แต่งแต้ม เติมสีทั้งที ก็ยังไม่แนบเนียนเลยนะนี่?

 จากคุณ : สันต์ [ 23 ม.ค. 2547 / 10:18:21 น. ]
     [ IP Address : 202.183.253.231 ]


 ความคิดเห็นที่ 50 : (tripoom99@hotmail.com)

คุณพัลวันครับ
    กรุณาอย่ามีใจที่ขุ่นมัว  การแสดงความคิดเห็นเป็นเป็นเสรีภาพ
ผมเพียงขอให้เช็คดูให้ถูกต้อง  ตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงเท่านั้น
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล้วนมีพยานรู้เห็นแล้วบันทึกอยู่
และในกรณีที่เราแสดงความเห็นต่อสาธารณะ
หากแสดงต่อผู้ที่ท่านมีรู้อยู่จริง
ข้อความที่ควรจะได้รับการยอมรับก็จะขาดน้ำหนัก
เพียงแค่ตรวจสอบให้กระจ่างชัด
ตัวเองก็จะรู้มากขึ้น
สื่อต่อผู้อื่นเขาก็จะได้ประโยชน์
และความรู้จริง ๆ เผยแผ่ออกไปเถิดครับ
ผมก็จะอนุโมทนาด้วย

 จากคุณ : tripoom99@hotmail.com [ 23 ม.ค. 2547 / 10:31:18 น. ]
     [ IP Address : 202.5.88.7 ]


 ความคิดเห็นที่ 51 : (tripoom99@hotmail.com)

ในเรื่องของพ่อแม่ครูอาจารย์  ผมคงไม่ไปก้าวล่วง
ทั้งคู่ล้วนมีพระคุณต่อผม
และผมก็ไม่ห่วงท่านทั้งสองเลย
คุณธรรมของท่านสูงล้ำกว่าผมมากเกินจะกล่าว
คุณธรรมของท่านย่อมรักษาท่านเอง

ท่านทั้งหลายจะทำอะไรก็สุดแต่ความปรารถนา
ที่สุดทุกท่านก็จะรับผลที่ตนกระทำ

ผมก็มีหน้าที่ดูในส่วนตน

 จากคุณ : tripoom99@hotmail.com [ 23 ม.ค. 2547 / 10:44:15 น. ]
     [ IP Address : 202.5.88.7 ]


 ความคิดเห็นที่ 52 : (นิพ)

ขออธิบายเรื่องพระป่าพระบ้านนะครับ!!! เพราะชักจะเข้าใจผิดไป
กันใหญ่ ซึ่งที่จริงแล้วไม่ได้เป็นการแบ่งแยกอะไรเลยครับ แล้วไม่ใช่
พวกลูกศิษย์หรือฆราวาสมาแบ่งแยกกันเองนะครับ
ที่จริงการจัดพระสงฆ์ออกเป็นคามวาสี (พระบ้าน) กับอรัญวาสี (พระป่า)
มีมานานแล้วครับและก็ยังมีการแบ่งพระสงฆ์เป็นคันถธุระและวิปัสนาธุระ
ด้วย ที่การทำอย่างนี้มิได้แบ่งแยกเพื่อให้มีการแตกแยกอะไรครับ เพียงแต่
เพื่อให้มีการ จัดแบ่งพระสงฆ์ออกเป็นสัดส่วน เพื่อสะดวกต่อการบริหาร
องค์กรครับ โดยเฉพาะเพื่อให้พระที่มาในแนวทางเดียวได้บริหารกันเองครับ
เพราะจะเข้าใจกันได้ดีกว่าครับ เช่นพระวิปัสนาก็จะเข้าใจพระวิปัสนาด้วยกัน
ถ้าเอาพระที่ถนัดปริยัติไปบริหารก็อาจจะเกิดความไม่สะดวกได้
เหมือนกับบริษัทฯมีแยกออกเป็นฝ่ายการเงิน ฝ่ายการตลาด
ฝ่ายจัดซื้อเป็นต้น ซึ่งไม่ได้มีจุดประสงค์แบ่งฝ่ายเพื่อตีกันหรือสู้กัน
หากแต่ป็นการแบ่งหน้าที่และความรับผิดชอบกันครับ ถ้าเอาคนการ
ตลาดไปบริหาร การเงินหรือบัญชี ก็อาจจะทำได้ไม่เต็มที่ครับ
อยากให้เข้าใจด้วยครับ :-)

 จากคุณ : นิพ [ 23 ม.ค. 2547 / 11:11:22 น. ]
     [ IP Address : 203.107.212.13 ]


 ความคิดเห็นที่ 53 : (ธ.)

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ใครเจตนาดีคิดดีทำดีย่อมได้รับผลดี ใครเจตนาชั่วคิดชั่วทำชั่วย่อมได้รับผลชั่ว ผู้ทำย่อมรู้เจตนาของตน และต้องเป็นผู้รับผลของกรรมอย่างแน่นอน  อนึ่งเขารับผลทันทีแล้วเขารับรู้ในใจตนเองตลอดเวลาที่มีเจตนาชั่วและคิดชั่วยังติดตามเขาอยู่เสมอ และจะยังรับต่อไปถ้าแรงกรรมยังส่งผลไม่หมด
เขาย่อมมีกรรมเป็นของของตนไม่ว่าจะอยู่ในเพศใดที่ไหน

 จากคุณ : ธ. [ 23 ม.ค. 2547 / 15:41:07 น. ]
     [ IP Address : 217.164.140.40 ]


 ความคิดเห็นที่ 54 : (คนกวน)

เรียน คุณพัลวัน ครับ
ผมยังคงยืนยันความเห็นเดิมนะครับ  ว่า "ธรรมวินัย" เป็นเพียงบทบัญญัตที่พระพุทธองค์ทรงวางไว้ เพื่อกำกับการกระทำของพระสงฆ์  ผมเชื่อว่าสิ่งที่พระองค์ทรงตรัสสั่งสอน ทั้งหมด โดยรวมคือ มรรค  หรือคือหนทางที่จะเดินไปสู่ทางดับทุกข์ 
การที่คุณจะรู้ทางได้ คุณต้องรู้ว่าจะต้องเดินผ่านอะไร  เลี้ยวตรงไหน  ไกลแค่ไหน?
ที่สำคัญ ต้องรู้จักตัวเองครับว่าอยู่ตรงไหน?บนแผนที่  หากไม่รู้ก็ต้อง ทำให้รู้โดยกลับมาสนใจตัวเอง ด้วยการควบคุมตัวเอง ทางกาย วาจา ใจ  จนกระทั่งรู้จักตัวเองดีแล้ว จึงจะรู้จักมัชฉิมาปฎิปทา  เมื่อนั้น การควบคุม บังคับใดๆก็ไม่จำเป็นครับ

ส่วนเรื่องวัตถุประสงค์ เป้าหมายการบวช  ถ้าคุณใจกว้างพอที่จะยอมรับความจริง  คุณคงเห็นพระเณรที่ บวชเรียนเข้ามาเพื่อศึกษาหาความรู้ สร้างโอกาสให้ตนเอง มีชีวิตที่ดีในอนาคต เรียนปริญญาทางโลก แล้วสึกออกไปทางโลกเป็นคนดีของสังคม  ผมคิดว่าถ้าพระพุทธเจ้าทรงรู้ พระองค์ก็คงทรงพอพระทัย ที่ศาสนาของพระองค์ สามารถทำประโยชน์ สร้างสังคมให้ดีงามได้  อย่าลืมว่าคนเราทุกคนใช่ว่าจะไปพระนิพพานได้หมดนะครับ ( ยกเว้น บางรูปที่สะสมเงินทอง เพื่อที่จะไปใช้สร้างเนื้อสร้างตัวในอนาคต อันนั้นก็คงเป็นกรรมครับ)

ผมสงสัยในหัวข้อที่ท่านตั้งกระทู้จังเลยครับ  " ผู้ต้องอาบัติสังฆเภท " จะมาเป็นสังราชได้อย่างไร ?   ถ้าจำไม่ผิดเป็นอาบัติเพียง สังฆาทิเสษ  ถ้าผิดจริง อยู่กรรม  ก็ปลดจากอาบัติ
แต่ถ้าสมเด็จเกี่ยวเอามั่ง   ประกาศรวบรวมพระสงฆ์ โจทย์ อาบัติ ปาราชิก  หลวงตามหาบัว  ข้ออวดอุตริมนุษธรรมอันไม่มีในตน   ผมไม่ทราบหลวงตามหาบัวท่านจะพิสูจน์อาบัติ อย่างไรครับ? นี่สงสัยนะครับ และไม่ทราบคุณจะเชื่อไหมว่ามีคนสงสัยอย่างผมนี้มากทีเดียว
สิ่งที่เขียนไม่ต้องการให้เกิดความแตกแยกในวงการพระสงฆ์นะครับ  เพียงแต่อยากเตือนว่า ถ้าคุณทำได้ ใช่ว่าอีกฝ่ายทำไม่ได้  การที่อีกฝ่ายไม่ตอบโต้ ก็ไม่ได้หมายความว่าอีกฝ่ายยอมรับผิด หรือยอมจำนน  อาจเป็นเพราะเมตตาที่มีให้ต่อกันก็เป็นได้ครับ ไม่ต้องการให้พระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่แตกแยกกัน  เพราะถ้าพระผู้ใหญ่แตกกัน ที่เดือดร้อนคือพระเด็กครับ

สุดท้ายกราบขอขมาหลวงตามหาบัวครับ  ที่อาจล่วงเกินองค์ท่าน  ทั้งๆที่เคยได้รับคำสั่งสอนจากท่านมาบ้าง โดยอ้อมๆนะครับ
  

 จากคุณ : คนกวน [ 23 ม.ค. 2547 / 21:04:36 น. ]
     [ IP Address : 210.203.180.115 ]


 ความคิดเห็นที่ 55 : (ปางบุญ)

เล่าเรื่องเบา ๆ แทรก พอให้คลายร้อน
ตามประสาผู้คลุกคลีกับพระป่า

พระป่าหนุ่ม ๆ เลือดร้อนนัก คุยเรื่องนี้ทีไร ก็เสียงดัง คุยไป แทะเม็ดทานตะวันไป

พอเม็ดทานตะวันหมด ก็แยกย้ายกันไป ทางจงกรมของใครก็ของใคร

ครูบาคำนวณ พระอาจารย์คำนวณ พระผู้ร่วมบุญกับปาง นอกจากท่านขะเป็นพระป่าแท้ ไม่อยู่ติดวัดใดวัดหนึ่งแล้ว ท่านยังเป็นพระป่าที่ นอนไม่ซ้ำที่กันเล้ย
ในวัดป่าที่กว้างขวาง ท่านจะเก็บบาตร ไว้ที่หน้าพระพุทธรูป แล้วพอตกเย็น ปัดตาดเสร็จ ท่านจะเดินหิ้วกระแป๋งเหลือง ไปโน่นไปนี่ วัด ป่าเขาเขียวที่เราไปพำนัก (ชั่วคราว) เพื่อกลั้นยาส้มนี้ ไม่มีที่ฉันน้ำปานะ ชัดเจนนัก ด้วยที่ฉันนั่นอยู่ ศาลาล่าง แต่เวลาต้มยาส้ม และสวดมนต์นั้นอยู่ศาลาบน พอจะฉัน ปรมัตถ์ ก็เลยโมเม ฉันกัน ข้างบน ในศาลาเหลืองบ้าง หรือหน้าเตายาส้มบ้าง
ครูบาท่านก็เช่นกัน ที่นอน ท่านเปลี่ยนไปทุกวัน ท่านนอนอยู่ข้างกระแป๋งสีเหลือง

เวลาเดินไปไหน จะหิ้วถังเหลืองไปด้วย ชวนขบขันนัก คนไม่รู้ คงแอบนินทาในใจ
ว่าพระอะไร บ้าหอบฟาง(ถังเหลือง)

ในถังเหลืองนั้น มีสิ่งที่ท่านรักษาสุดชีวิต ค่ะ สังฆาฏิ
ปางเองก็เพิ่งจะเคยเห็นพระ รักษาผ้า อย่างเอาเป็นเอาตายก็คราวนี้

ด้วยครั้งหนึ่ง ท่านเคยทำผ้าขาดครอง (ตื่นเช้าโดยไม่มีผ้า สามผืนอยู่ข้างกาย)

ท่านคำนวณ ท่านเป็นพระขี้ง่วง หลับง่าย คืนวันหนึ่ง ท่านนั่งขัดสมาธิเพชร ยังไงไม่ทราบ ฟุบหลับลงไป รู้สึกตัวเอาก็เกือบแจ้ง
แถมรู้สึกตัวแล้ว เดินเหินไม่ได้ ด้วย นั่งขัดอยู่ทั้งคืน วันนั้นผ้าเลยขาดครอง ต้องวิ่งไปวัดอื่นเพื่อ ปลงอาบัติ (รึเปล่านะ)

คราวนี้ พอตกเย็น เวลาท่านเดินไปไหน ท่านจะหิ้วกระแป๋งเหลืองที่ใส่ผ้าไปด้วย เรียกว่าพร้อมจะหลับ ในทุกที่ (ดีที่ท่านไม่หอบบาตรไปด้วย)

ค่ะ พระป่า อยู่ในศีล อยู่ในวินัย รักษากันยิ่งชีวิต เวลามีใครพูดเรื่องนี้ ก็ ขึ้นเสียง ออกความเห็น ออกความเห็นเสร็จ ก็แยกย้ายกันไปนอน และเข้าทางจงกรม

กำลังนึกอยู่ว่า มีใครชวนท่านไป ก่อม็อบ ท่านจะไปด้วยหรือเปล่าหนอ ถ้าไป ก็คงหิ้วถังเหลืองไปด้วย ให้น่าหัวเราะ

ค่ะ ยังมีพระป่าดี ๆ เหลืออยู่อีกพอประมาณ ยังมีป่า อยู่บ้าง(หรอกน่า) ให้พวกเราได้พักพิงครจะยังไง แบบไหน เราอยู่หลังตั้งใจช่วย

ใครพูดเรื่องอะไร เราดวยวายด้วยได้เสมอ พอเถียงเสร็จ ก็แคร่ใครแคร่มัน ทางใครทางมัน พรุ่งนี้ ฟ้าสาง ก็ออกบิณฑบาต ฉันข้าว ล้างบาตร ปัดตาด

เหมือนเดิม จนกว่าจะตายนั่นล่ะคะ
สาธุ นะคะ

 จากคุณ : ปางบุญ [ 23 ม.ค. 2547 / 21:57:05 น. ]
     [ IP Address : 203.156.42.115 ]


 ความคิดเห็นที่ 56 : (เห็นมาว่าไป)

ผมเคยมีโอกาสไปงานลอยกระทงที่วัดสระเกศ  ไปพบเห็นการแสดงออกของพระที่มาทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับญาติโยมแล้วก็สลดใจ  เพราะไม่เห็นความสำรวมหรือผ่านการอบรมมาอย่างพระแต่อย่างใด  บางรูปได้ยินเสียงโฆษณาให้คนขึ้นไปด้านบนภูเขาทอง  ตอนผมอยู่ด้านล่างคิดว่าเป็นโยมพอไปเห็นว่าเป็นพระก็ยิ่งสลดสังเวชเพราะการพูดของท่านล่อแหลมต่อมุสาวาทมาก  ชวนให้คิดว่าแม้แต่พระในวัดยังเป็นได้ขนาดนี้แล้วถ้าปกครองสงฆ์ทั้งประเทศคงหดหู่น่าดู   เรียวแหลมลงเรื่อยๆเห็นทีคงหนีไม่พ้น......

เห็นมาว่าไป

 จากคุณ : เห็นมาว่าไป [ 24 ม.ค. 2547 / 01:13:38 น. ]
     [ IP Address : 210.86.208.214 ]


 ความคิดเห็นที่ 57 : (กอบ)

สาธุกับป้าปางบุญ กับเกร็ดพระป่า ที่ไม่ค่อยมีใครรู้ครับ

 จากคุณ : กอบ [ 24 ม.ค. 2547 / 06:45:59 น. ]
     [ IP Address : 169.210.7.119 ]


 ความคิดเห็นที่ 58 : (tripoom99@hotmail.com)

ผมขอกราบขอพระคุณ  พ่อแม่ครูอาจารย์ 
หลวงตามหาบัว ที่ใช้อุบายธรรมขั้นสูงสุด
สอนธรรมให้ อีกท่านหนึ่ง
วิธีที่ท่านใช้สอน ได้ผลเป็นที่อัศจรรย์
   ขณะนี้ความก้าวหน้าทางธรรมได้เกิดขึ้น
ท่านได้ให้สิ่งที่ชาวพุทธปรารถนาจะไปให้ถึงแก่สมเด็จแล้ว
ผมเห็นการถ่ายทอดวิชาแบบแปลกสุด ๆ เท่าที่เคยเห็น
ช้างและเสือทำให้พระป่าได้ผลอย่างไร
โลกธรรม ๘ ที่แปรเปลี่ยนก็ส่งผลต่อพระบ้านอย่างเดียวกัน
ดีใจครับ ที่ท่านถึงเวลาได้สิ่งที่เหนือกว่ายศตำแหน่ง

 จากคุณ : tripoom99@hotmail.com [ 24 ม.ค. 2547 / 09:34:10 น. ]
     [ IP Address : 202.5.88.9 ]


 ความคิดเห็นที่ 59 : (ศิษย์ อ.)

 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 24 ม.ค. 2547 / 09:38:19 น. ]
     [ IP Address : 203.113.36.9 ]


 ความคิดเห็นที่ 60 : (.......)

คุณ ศิษย์อ. รูปพระที่คุณ ศิษย์อ. นำมาลง เคยได้ยินพระผู้ใหญ่รูปหนึ่ง ท่านว่า ตอนนี้ตกนรก (ก็ได้ยินมาอย่างนั้นน่ะครับ) และอีกองค์ก็ว่า "เพี้ยน"
ไม่ลองนั่งภาวนา ดีดี แต่ไม่ต้องฝึกมโน แล้วลองไปดูเพื่อจะได้รู้เห็นความจริง
ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ จะได้ถอนตัวได้ทัน แต่ถ้าไม่จริงก็จะได้ศรัทธายิ่งขึ้น

 จากคุณ : ....... [ 24 ม.ค. 2547 / 14:48:35 น. ]
     [ IP Address : 202.183.140.58 ]


 ความคิดเห็นที่ 61 : (ศิษย์ อ.)

ถ้าพระที่คุณว่าคือ พระเดชพระคุณหลวงพ่อฤาษีลิงดำล่ะ!ก็ คนว่าคงต้องไปขอขมาท่านน่ะครับ เพราะผมรู้ดีครับว่าพระองค์ไหนตายไปแล้วไปอยู่ที่ไหน ไม่เว้นแม้แต่หลวงพ่อฤาษีครับ หรือจะเป็นพระที่ยังมีชีวิตอยู่ ก็ปิดผมไม่ได้หรอกครับ ความลับไม่มีในโลกครับ ลองอ่านดูอารมณ์พระอรหันต์ที่ท่านสอนนะครับ
.......................................................................................................................

พระธรรมเกษีพุทธะ

หลวงพ่อพระราชพรหมยาน
อารมณ์พระอรหันต์
          โอกาสนี้บรรดาท่านสาธุชนพุทธบริษัท และพระโยคาวจรทั้งหลายได้พากันสมาทานศีล พากันสมาทานพระกรรมฐานแล้ว ต่อแต่นี้ไปขอท่านทั้งหลายโปรดตั้งใจสดับคำ การศึกษาซึ่งจะแนะนำในด้านอรหัตผล
 
            สำหรับภาคนี้เป็นภาคของ พระอรหัตผล ท่านทั้งหลาย คงจะยังไม่ลืมว่า ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสว่า สำหรับพระโสดาบันกับพระสกิทาคามีเป็นผู้ทรง อธิศีล คือ มีสมาธิเล็กน้อย มีปัญญาเล็กน้อย แต่ทว่าเป็นผู้มีความมั่นคงในศีล
 
            สำหรับพระอนาคามีเป็นผู้ทรง อธิจิต นี่หมายความว่าศีลของท่านบริสุทธิ์ถึงศีล 8 และก็มีจิตทรงสมาธิมั่นคงถึงฌาน 4 อย่าลืมว่าจริยาคือ อาการของพระอนาคามี ท่านผู้ทรงความเป็นพระอนาคามีนั้น จะมีศีล 8 เป็นปกติ จะสมาทานหรือไม่สมาทานไม่มีความสำคัญ ผู้มีศีลไม่ได้ถือว่า จะต้องมานั่งสมาทานกันทั้งวันทั้งคืน ศีลที่มีจริง ๆ อยู่ที่ตัวเว้น เราไม่สมาทานเลย แต่ว่าเราเว้น ที่เขาเรียกกันว่า วิรัติ
 
           คำว่าวิรัติ แปลว่าเว้น เว้นจากความชั่ว 5 ประการ ชื่อว่าเป็นผู้มีศีล 5 เว้นจากความชั่ว 8 ประการ ชื่อว่าเป็นผู้มีศีล 8 ฉะนั้นท่านที่ทรงความเป็นพระอนาคามี จะมีศีล 8 เป็นปกติ เพราะว่าศีลเป็นศีลพรหมจรรย์ จะเห็นว่าพระอนาคามี หมดกามฉันทะ หมดความโกรธ พยาบาท และปฏิฆะ คือ อารมณ์ที่ไม่พอใจ อารมณ์ที่สะดุดใจให้ไม่สบายเกิดขึ้น เป็นความขัดข้องไม่มีในพระอนาคามี
 
            สำหรับพระอรหันต์เป็นผู้ทรง อธิปัญญา รวมความว่าพระอรหันต์นี้ทรงครบศีลก็บริสุทธิ์ สมาธิก็ทรงตัวตั้งมั่น ปัญญาก็รอบรู้จริง ๆ สำหรับการปฏิบัติ เท่าที่ผมอธิบายมารู้สึกว่ามันเยิ่นเย้อเกินไป แต่ว่านั่นเป็นแนวแห่งคำสอน วิธีปฏิบัติจริง ๆ นี่ไม่มีใครเขามุ่งพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี ก็ขึ้นต้นกันจริง ๆ ก็มุ่งอรหัตผลกันเลย เพราะว่าการมุ่งอรหัตผลนี้ เขาถือว่าอย่างเลวที่สุดจิตจะจับไว้เฉพาะพระโสดาบันก่อนเป็นอันดับแรก เพราะว่าเป็นของง่าย
 
           ความจริงการทรงพระโสดาบัน ไม่มีอะไรจะยาก เพียงทรงศีลบริสุทธิ์ ถ้าศีลไม่บริสุทธิ์เราก็เป็นมนุษย์ไม่ได้อยู่แล้ว ถ้าร่างกายเป็นมนุษย์ เขาก็ถือว่า มนุสสเปโต คือ ร่างกายเป็นมนุษย์แต่ใจเป็นเปรต
             มนุสสติรัจฉาโน ร่างกายเป็นมนุษย์ แต่ทว่าจิตใจเป็นสัตว์เดรัจฉาน
            มนุสสนิรโย ร่างกายเป็นมนุษย์ แต่จิตใจเป็นสัตว์นรก ตายแล้วก็ไปตามนั้น
 
            คำว่า มนุษย์ แปลว่า ผู้มีใจสูง หมายความว่า บุคคลผู้นั้นเป็นผู้ทรงศีล 5 ประการหรือว่าทรงกรรมบถ 10 โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านถือว่า ผู้ใดทราบกรรมบท 10 ผู้นั้นมีความเป็นมนุษย์สมบูรณ์ เพราะว่ากรรมบถ 10 เป็นธรรมให้บุคคลเกิดเป็นมนุษย์
 
            เป็นอันว่าตอนนี้เรามาพูดกันถึงอรหัตผล ก็ขอย้อนต้นไปถึงปลาย อันดับแรกการที่จะเข้ามาเจริญพระกรรมฐาน ก็ต้องใช้อารมณ์อย่างหนึ่งที่เราทิ้งไม่ได้ แม้แต่องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดา เป็นพระพุทธเจ้าแล้วท่านยังไม่ละ พระอรหันต์ทุกองค์ที่ทรงความเป็นอรหันต์แล้วไม่ละ นั้นก็คือ สมถภาวนา 3 ประการ ได้แก่
 
            1. อานาปานุสสติกรรมฐาน การกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก เพื่อความอยู่เป็นสุขของเรา เพราะเป็นการระงับทุกขเวทนา
            2. กายคตานุสสติ สำหรับสมถะพิจารณาเห็นว่า ร่างกายมันเป็นของสกปรกโสโครกไม่ทรงตัว
            3. ขอแถมนิด พระอรหันต์ก็ดี พระพุทธเจ้าก็ดี ไม่ลืมความตาย
 
            เป็นอันว่าถ้าบรรดาท่านทั้งหลายทรงอารมณ์ทั้งสามประการนี้ทรงตัว คำว่าทรงตัวท่านเรียกกันว่าฌาน คำว่าฌานคือ อารมณ์ชิน
 
          
ความเป็นอรหันต์อยู่ตรงไหน
 
            อันดับแรกองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนให้พิจารณาสักกายทิฏฐิ พิจารณาร่างกายคือ ขันธ์ 5 ว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ทั้ง 5 อย่างนี้ไม่มีอะไรเป็นเราเป็นของเรา ไปลงกับสมถะคำที่เรียกว่า ตาย สมถะเห็นว่าร่างกายตาย
 
            วิปัสสนาเห็นว่ากายพัง เราไม่มีอำนาจควบคุมกายให้ทรงตัว กายมันจะแก่ เราห้ามแก่ไม่ได้ กายมันจะป่วยเราห้ามป่วยไม่ได้ กายมันจะตายเราห้ามตายไม่ได้
            เขาทำกันยังไง วิธีเขาทำเขาใช้ปัญญานั่งอยู่ ยืนอยู่ เดินอยู่ นอนอยู่ ทำกิจการงานอยู่ มีความรู้สึกอยู่เสมอว่าคนที่มีอิริยาบถอย่างเรา ๆ นี่ท่านตายไปแล้วนับไม่ถ้วนในสถานที่ที่เรานั่งอยู่ เรายืนอยู่ เราเดินอยู่หรือเราอาศัยอยู่ ในสถานที่ที่ตรงนี้เคยมีคนตายแล้ว สัตว์ตายแล้วนับไม่ถ้วน
 
            ถ้าหากว่าเราตายแล้วเกิดจะมีผลอะไร ดูผลของการเกิด เกิดอยู่ในท้องแม่ก็ทุกข์ ออกมาจากท้องแม่เป็นเด็กช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ก็ทุกข์ เป็นเด็กโตขึ้นไปหน่อยทุกสิ่งทุกอย่างต้องอาศัยแม่ อาการที่เราอาศัยท่าน ท่านมีเมตตาก็จริงแหล่แต่ทว่าสิ่งที่เราปรารถนามันไม่ค่อยจะสมหวัง เราก็เป็นทุกข์ โตขึ้นมาแล้วพ้นจากอกพ่ออกแม่ก็ต้องประกอบกิจการงานหนัก งานทุกอย่างเป็นปัจจัยของความทุกข์
 
            เราก็มาพิจารณาไปว่าร่างกายมันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเราโดยนำเอา สักกาทิฏฐิ กายคตานุสสติ และอสุภกรรมฐาน มาควบหาความเป็นจริง ว่าร่างกายไม่เป็นชิ้นเป็นอัน ไม่เป็นแท่งทึบ ร่างกายนี้แบ่งเป็นอาการ 32 เต็มไปด้วยความสกปรก ถ้าเราปรารถนาในการมีคู่ครองมันเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ เราอยู่ตัวคนเดียวเราก็เป็นทุกข์ ถ้าเรามีคู่ครองก็เพิ่มทุกข์อีก
 
            มาด้านความโทสะความโกรธ พออนาคามีตัดได้ด้วยอาศัย พรหมวิหาร 4 กับสักกายทิฏฐิ ควบกันตามที่ได้อธิบายมาแล้ว นี่ต้องใช้ปัญญานะ จะไปนั่งภาวนาอยู่เฉย ๆไม่ได้
            เมื่อถึงอนาคามีแล้ว ความเป็นอรหันต์เก็บเล็กเก็บน้อยเป็นของสบาย ๆ ใช้ปัญญาว่ารูปฌานและอรูปฌาน เป็นบันไดสำหรับก้าวเข้าไปสู่พระนิพพาน เราจะไม่หยุดอยู่แค่นี้
 
            มานะการถือตัวถือตน ไปถืออะไรกันตรงไหน ถือนี่มันถือกาย หรือถือความเลว ถือชาติตระกูล ถือฐานะ ถือวิชาความรู้ ไอ้สิ่งทั้งหลายเหล่านี้มันไม่ทรงตัว จะไปถืออะไรกัน คนกับสัตว์มีสภาวะเท่ากัน ถ้าเรายังเห็นสัตว์เดรัจฉาน สัตว์ขี้เรือนเป็นที่น่ารังเกียจ เวลานั้นชื่อว่าเรายังเป็นผู้ตัดมานะไม่ไม่ จำให้ดีนะเท่านี้นะ ทำใจให้มันลงตัว
 
            และอุทธัจจะ อารมณ์ฟุ้งซ่านนี่ หมายความว่าอารมณ์เราจับนิพพานตรงหรือเปล่า โลภะความโลภมีในจิตหรือเปล่า ราคะความกำหนัดยินดีมีในอารมณ์หรือเปล่า จิตเรายังนึกถึงว่านั่นเป็นเรา นี่เป็นของเราอยู่หรือเปล่า ถ้ายังมีอยู่ยังตัดไม่ได้อารมณ์ต้องเบาในสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ ทั้งหมดจิตกำหนดเฉพาะพระนิพพานเป็นอารมณ์ อย่าง อย่างนี้ชื่อว่าตัดอุทธัจจะ คือ อารมณ์ฟุ้งซ่านได้
 
            แล้วก็อวิชชา มันไม่มีอะไร อวิชชานี่แปลว่า ไม่รู้ เหลือนิดเดียวอวิชชา ที่อารมณ์จิตคิดว่า การทรงเป็นพระอนาคามียังดี เกิดเป็นเทวดาหรือพรหมก็หมดกัน อย่างนี้เราตัดทิ้งมันไป ตั้งใจเฉพาะพระนิพพานเป็นอารมณ์ พอจิตเข้าถึงอรหัตผล จิตใจของเราจะมีอาการของความเบา ไม่มีความรู้สึกหนักในกรณีทั้งปวง จะมีอารมณ์โปร่ง มีใจเป็นสุข
            เท่านี้แหละบรรดาท่านทั้งหลาย เป็นอาการที่การปฏิบัติตนให้เข้าถึงอรหัตผล ผมพูดมาน่ะมันยาวเกินไป แต่ความจริงการปฏิบัติ เขาปฏิบัติกันแบบนี้ เขาลัด ประเดี๋ยวหนึ่งถึง เอาละเวลาก็หมดลงเสียแล้ว ขอความสุขสวัสดิ์จงมีแด่ท่านทั้งหลายสวัสดี
 

 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 24 ม.ค. 2547 / 15:22:04 น. ]
     [ IP Address : 203.113.36.11 ]


 ความคิดเห็นที่ 62 : (ศิษย์ อ.)

 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 24 ม.ค. 2547 / 15:27:27 น. ]
     [ IP Address : 203.113.36.11 ]


 ความคิดเห็นที่ 63 : (ศิษย์ อ.)

นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (ว่า 3 จบ)

(ขอนอบน้อมต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ผู้ไกลจากกิเลส เป็นผู้ตรัสรู้ชอบได้ด้วยพระองค์เองฯ)

สัพพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต

อุกาสะ ทวารัตตะเยนะ กะตัง

สัพพัง อะปะราถัง ขะมะถะเม ภันเต

อุกาสะ ขะมามิ ภันเตฯ

(ถ้าหลายคนว่า….อุกาสะ ขะมามะ ภันเตฯ)

     หากข้าพระพุทธเจ้า ได้เคยประมาทพลาดพลั้งล่วงเกินต่อพระรัตนตรัย อันมีพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พระธรรม และพระอริยะสงฆ์ทั้งหลาย ในชาติก่อนก็ดี ชาตินี้ก็ดี ด้วยทางกาย หรอทางวาจาก็ดี และด้วยเจตนาหรือไม่มีเจตนาก็ดี รู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ดี ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พระปัจเจกพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พระธรรม พระอริยสงฆ์ทั้งหลาย และผู้มีพระคุณทุกท่าน ได้โปรดอดโทษให้แก่ข้าพระพุทธเจ้า ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ตราบเข้าสู่พระนิพพานด้วยเทอญ

 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 24 ม.ค. 2547 / 15:29:40 น. ]
     [ IP Address : 203.113.36.11 ]


 ความคิดเห็นที่ 64 : (ผู้แสวงหาธรรม)

คำว่า สังฆเภท  หมายถึง การทำให้สงฆ์แตกแยกกัน   

จากที่คุณถามว่า  ผู้ต้องอาบัต สังฆเภท  จะมาเป็นสมเด็จพระสังฆราช ได้อย่างไร

ผมขอถามคุณว่า ใครเป็นผู้ทำให้สงฆ์แตกแยก  สงฆ์ ทำ  หรือ ฆราวาส ทำ  
ถ้าหากพระภิกษุเป็นผู้กระทำ โดยวิธิการใดวิธีการหนึ่งที่เป็นยุยง หรือส่งเสริม ให้สมาชิกสงฆ์ด้วยกันแตกแยก ถึงขั้นขนาดไม่ลงทำอุโบสถกรรมร่วมกันนั้น สงฆ์มีความผิดทางพระวินัยอย่างเต็มที่ คือ ต้องปราชิก  อย่างเดียวเท่านั้น

แต่ในกรณีนี้ สงฆ์ มิได้เป็นผู้กระทำ  ฆราวาส ต่างหากที่เป็นผู้กระทำให้สงฆ์ สองฝ่ายแตกแยกกันเอง โดยอาศัยความต้องการของฆราวาสเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
แล้วอย่างนี้ สงฆ์ผิดตรงไหน  คุณลองไปทบทวนและประมวลเหตุการณ์ดูนะ ใครเป็นผู้ทำการแตกแยกให้กับคณะสงฆ์ไทย

แล้วนี้ยังมิได้มีการแต่งตั้ง สมเด็จพระสังฆราช องค์ใหม่  แต่ แต่งตั้ง ผู้แทนองค์สมเด็จพระสังฆราช เท่านั้น.............

 จากคุณ : ผู้แสวงหาธรรม [ 24 ม.ค. 2547 / 19:06:56 น. ]
     [ IP Address : 203.113.81.37 ]


 ความคิดเห็นที่ 65 : (ผู้แสวงหาธรรม)

1.พระป่าได้ประชุมและประกาศในหมู่สงฆ์ ที่วัดอโศการาม มีพระเข้าร่วมประชุมมากกว่าพัน ประกาศ ไม่ทำสังฆกรรมร่วมกับ สมเด็จเกี่ยว และปรับอาบัติ "สังฆเภท" เพราะถือว่าเป็นผู้ผลักดัน พรบ.ฉบับนี้

2.ยังไม่นับเรื่อง มีความพยายามที่จะ "ฆ่า" หลวงตาบัว ผู้ประกาศคัดค้าน พรบ.ฉบับนี้อย่างเต็มที่ ที่มีความพยายามอยู่หลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการวางยาพิษในอาหาร หรือการปลอมเป็นพระภิกษุแอบกรีดขาให้เลือดออกและจะใช้สำลีชุบยาพิษมาเช็ดแผล เพื่อให้พิษเข้าสู่กระแสเลือด ก็ตาม

ผมจะตอบทีละข้อนะครับ และกรุณาตั้งใจอ่านด้วย และใช้สติที่ยังคงมีอยู่พิจารณาให้ดีนะครับ

1.คุณเอาอะไรมาวัดว่านี้คือพระป่า นี้คือ พระบ้าน  คำเหล่านี้เกิดจากฆราวาสเป็นผู้เรียกเองทั้งนั้น  ตามพระวินัย ตลอดจนถึง พุทธโอวาส นั้น พระองค์มิเคยบัญญัติ คำว่าพระป่า หรือ พระบ้าน พระองค์ทรงเรียกว่า พระภิกษุ อย่างเดียวเท่านั้น  และในพุทธบริษัท 4 ก็ประกอบ ไปด้วย พระภิกษุ  พระภิกษุณี  อุบาสก อุบาสิกา อย่างเดียว  ไม่มีคำว่า พระป่า และ พระบ้าน  ดังนั้น จากในกรณีที่คุณได้ลงข้อความนี้ไว้ มิน่าจะเป็นไปได้ที่พระป่าจะมา ปรับอาบัติปราชิก พระภิกษุสงฆ์ เพราะ คุณใช้คำว่า พระป่า  แล้วการปรับปราชิก  นั้น ต้องมีหลักฐาน หากภิกษุ ปรับอาบัติภิกษุด้วยกันโดยไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน หรือแกล้งใส่ความ ภิกษุรูปนั้น ต้องอาบัติสังฆาธิเสส
และที่สำคัญ การพลักดัน พ.ร.บ.สงฆ์นั้น เกี่ยวกับพระพุทธวินัยตรงไหน เพราะ
พ.ร.บ.คณะสงฆ์  เกิดจาก ฆราวาส เป็นผู้อนุญาตให้ใช้ และพระวินัย นั้นเกิดจากพระพุทธองค์  ใครใหญ่กว่ากัน และ พระภิกษุต้องเชื่อฟังและปฏิบัติตาม อันไหนมากที่สุด  อีกอย่างนะครับ  พ.ร.บ.สงฆ์ นั้น ว่าด้วยเรื่องของการบริหาร  มิใช่ ข้อวัตรข้อปฏิบัติของสงฆ์

2. อะไรคือหลักฐานที่กล่าวอ้างว่า ตามที่คุณได้เขียนเอาไว้ ขอดูหลักฐาน ให้ชัดเจนหน่อยเถิดนะครับ


***********คิดและไตร่ตรองให้ดีก่อน  มิเช่นนั้นอาจเป็นดาบสองคมก็ได้นะครับ**********

 จากคุณ : ผู้แสวงหาธรรม [ 24 ม.ค. 2547 / 19:22:49 น. ]
     [ IP Address : 203.113.81.37 ]


 ความคิดเห็นที่ 66 : (...........)

  ลองใช้ปัญญา รู้เหตุของกรรมที่จะทำให้ตกนรก  เหตุที่จะให้ตกนรกขุมหนักๆ นี่ ทำให้คณะสงฆ์แตกแยก ยักยอกเงินของสงฆ์  ทำร้ายพระ    -------   ผมเคยได้ยินคนพูดกันหลายคนพูดถึงท่านพ่อฤาษี ลิงดำ  ทำนองอย่างความคิดที่60 กล่าว
       พ่อไม่เคยทำให้สงฆ์แตกแยก  มีหรือจะเป็นอย่างที่เขาว่า .........
กรรมใครกรรมมัน  จะได้อยู่สำนักไหน มิจฉา หรือ สัมมา บุญกรรมของแต่ละคนทำมา  
         ลองใช้จิตไปกราบท่าน แล้วลองหาดูรูปพระธาตุของท่าน  หลักฐานทางโลกที่มีให้เห็นก็ปรากฎอยู่

 จากคุณ : ........... [ 24 ม.ค. 2547 / 21:39:46 น. ]
     [ IP Address : 202.133.170.132 ]


 ความคิดเห็นที่ 67 : (ศิษย์ อ.)


พระธาตุของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ

 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 24 ม.ค. 2547 / 22:28:04 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.10 ]


 ความคิดเห็นที่ 68 : (ศิษย์ อ.)


หลวงพ่อพระราชพรหมยาน
สรุปมหาสติปัฏฐาน
ตัวอยากเป็นสำคัญ    ถ้าเราไม่อยากในรูป  เสียง  กลิ่น  รส  สัมผัส  และไม่อยากมี  ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ    มันก็หมดเรื่องกัน  ไปนิพพานได้  ตอนนี้ก็ไม่มีอะไร   นี่เราก็แนะนำกันนะ  นี่ก็สอนกันจนจบแล้ว    อันดับต้นต้องเริ่มต้นโพชฌงค์ให้เต็มอัตราศึก   มีสติ  มีปัญญา  ใคร่ครวญ  มีความเพียร  มีปีติความอิ่มใจในผลแห่งการปฏิบัติ   พยายามสร้างปัสสัทธิคือความสงบให้เกิดขึ้นในการระงับนิวรณ์  ๕  เมื่อระงับนิวรณ์  ๕  ได้แล้ว   สมาธิมันก็เกิด  ไอ้สมาธิเกิด  อุเบกขามันก็เกิด    ตอนนี้ก็ใช้   สติสัมปชัญญะไปควบคุม    จิตตานุปัสสนามหาสติปัฏฐานตัวเดียว นี่ผมมันนอกครู   ผมได้มาแบบนี้   เพื่อนผมก็ได้มาแบบนี้  ลูกศิษย์ผมหลายคนเขาดีกว่าผมเขาก็ได้มาแบบนี้    แล้วก็พระอรหันต์ทุกองค์ก็ได้มาแบบนี้   เพราะการควบคุมจิตตัวเดียว  นี่ผมจึงสอนคุณตามแบบนี้      แม้แต่พระพุทธเจ้าเองก็สอนให้ควบคุมจิตเหมือนกัน  หากว่าเราไม่เผลอเรื่องอารมณ์ของจิตเสียอย่างเดียว      แล้วก็รู้ว่าอะไรเป็นคุณอะไรมันเป็นโทษ  ราคะ  โทสะ  โมหะ   เป็นโทษสำหรับจิต     ปลิดทิ้งไปด้วยการเจริญสมถวิปัสสนาในมหาสติปัฏฐานสูตรตามที่แนะนำมาแล้วว่าอะไรมันเกิดขึ้น    วางตัวแบบไหน    ท่านบอกมาแล้วนี่เป็นวิธีปฏิบัติเพื่อเข้าถึงมรรคผลจริง ๆ

 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 24 ม.ค. 2547 / 22:32:16 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.10 ]


 ความคิดเห็นที่ 69 : (พัลวัน)

ตอบคุณ คนกวน

เรื่องที่คุณคิดว่า สมเด็จเกี่ยวไม่คิดจะทำ จริงๆแล้วเขาได้ทำแล้ว ในการประชุมมหาเถรสมาคม เพียงแต่ว่าในวันนั้น สมเด็จพระญาณสังวรฯท่านเสด็จเข้าประชุมเป็นประธาน เรื่องจึงมิอาจเป็นไปดังแผนครับ ซึ่งก็ไม่คาดคิดว่าวันนั้นท่านจะเสด็จมาเป็นประธาน เพราะโดยส่วนใหญ่สมเด็จเกี่ยวจะเป็นประธานที่ประชุม มส. ครับ

สำหรับคำถามอื่นๆ ก็ว่ากันไปครับ จะว่าอะไรอย่างไรกับผมก็ช่าง เพราะผมรู้ว่า ใครก็ต้องเป็นไปตามกรรมของคนๆนั้นก่อเอาไว้ ไม่มีใครเป็นไปตามปากของใครได้หรอก

หากทำดีไว้แล้ว แม้คนอื่นบอกว่าทำชั่ว ก็ไม่อาจเป็นชั่วได้
หากทำชั่วไว้แล้ว แม้คนอื่นบอกว่าทำดี ก็ไม่อาจเป็นดีได้หรอกครับ

สุดท้าย ผมออกจะแปลกใจนะครับ ว่าทำไม พระธรรมวินัย ไม่เกี่ยวอะไรกับมรรค หรือเป็นเศษเสี้ยวของมรรค ไม่เข้าใจจริงๆเลยครับ เพราะหากมรรคคือทางดับทุกข์ พระพุทธองค์ก็ทรงแสดงเอาไว้แล้วในเรื่องของใบไม้ในกำมือ ว่า ทรงแสดงธรรมก็เป็นไปเพื่อความดับทุกข์เท่านั้น แล้วทำไมพระธรรมวินัย (ในสมัยพุทธกาลไม่เรียกว่า พระไตรปิฎก แต่จะเรียกว่าพระธรรมวินัย) จะไม่ใช่เรื่องของมรรค?

 จากคุณ : พัลวัน [ 25 ม.ค. 2547 / 21:06:28 น. ]
     [ IP Address : 203.107.202.68 ]


 ความคิดเห็นที่ 70 : (พัลวัน)

พูดถึงการถามหาหลักฐาน หาใบเสร็จ

ป่านนี้ยังไม่มีใครแสดงหลักฐานว่า พระเถระใน มส.รูปใด ที่เป็นคนสั่งให้มีการจัดทำร่าง พรบ.สงฆ์ ฉบับที่มีปัญหาฉบับนั้นเลย

เรื่องที่ควรจะชัดเจนได้ง่ายๆ ว่าใครเป็นผู้สั่งการ และเป็นเรื่องที่เป็นทางการขนาดร่างกฎหมาย มส.ยังสามารถทำให้ "ผู้สั่งการ" ไม่ปรากฎตัวตนได้เลย ทั้งๆที่ก็ยังมีตัวตนอยู่จนปัจจุบันนี้ให้สอบถามได้ แต่ก็ไม่มีพระเถระรูปใดในมส. บอกได้ว่าเป็นใคร

มันเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจมั้ยล่ะครับ

แต่ในความเป็นจริงแล้ว ข้อมูลในระดับ "ข่าวกรอง" นั้นมีอยู่ครับ จึงได้รู้ว่า "ใคร" ทำ "อะไร" และน่าจะเห็นๆกันนะครับ ว่า เมื่อ "ใคร" ได้รับมอบหมายให้มายุ่งเกี่ยวกับ พระพุทธศาสนา ทีไร ก็เป็นเรื่องทุกทีไปเช่นกัน ทั้งๆที่ภาพพจน์แล้ว น่าจะมาทำให้พระพุทธศาสนา สงบ เรียบร้อย มีเอกภาพ แต่มาทีไร เป็นเรื่องทุกทีไป

 จากคุณ : พัลวัน [ 25 ม.ค. 2547 / 21:25:21 น. ]
     [ IP Address : 203.107.209.16 ]


 ความคิดเห็นที่ 71 : (ปทุมวัน55)

                 สัตว์นรก รูปร่างคล้ายคางคกชอบอยู่บนภูเขาไฟมันเลวทรามมาก  ข้อวัตรปฎิบัติของมันสกปรกมาก   มันหลอกลวงชาวบ้านอาศัยเลี้ยงชีพจากปัจจัยสี่ด้วยอํานาจของพระพุทธศาสนา  มันยังเนรคุณต่อพระพุทธศาสนา, และเคยดําเนินการเพื่อที่จะลิดรอนพระราชอํานาจของพระเจ้าอยู่หัว 
               จะขอต่อต้านมันและพรรคพวกของมันให้ถึ่งที่สุด

 จากคุณ : ปทุมวัน55 [ 25 ม.ค. 2547 / 22:47:01 น. ]
     [ IP Address : 203.118.109.144 ]


 ความคิดเห็นที่ 72 : (พัลวัน)

คุณ ปทุมวัน55

เจ้า "สัตว์นรก" ที่คุณกล่าวถึง ผมเข้าใจว่า บางคนคิดว่าเป็นพระอรหันต์นะครับ แต่ผมไม่มีข้อมูลว่า เหตุใดเขาจึงเชื่อว่าเป็นพระอรหันต์ หากใครมีข้อมูลอะไร ก็ช่วยเล่าแจ้งแถลงไขให้ฟังหน่อยครับ เพราะผมไม่มีข้อมูลอะไรที่จะทำให้เชื่อว่า จะเป็นมูลเหตุให้เชื่อว่าถึงอรหันตผลได้เลย

 จากคุณ : พัลวัน [ 26 ม.ค. 2547 / 08:34:01 น. ]
     [ IP Address : 203.107.192.242 ]


 ความคิดเห็นที่ 73 : (สลดสังเวช )










คางคก ขึ้น วอ








 จากคุณ : สลดสังเวช [ 26 ม.ค. 2547 / 09:32:39 น. ]
     [ IP Address : 202.133.132.228 ]