ความเห็นผิดสุดโต่ง ๒ สาย
 เนื้อความ :

จากหนังสือ  พุทธธรรม  ฉบับปรับปรุงและขยายความ    ที่อธิบายถึงความเห็นผิดที่เกิดจากการเข้าใจเรื่องกรรมที่ผิดจนกลายเป็นสัสสตทิฏฐิ   และเข้าใจหลักอนัตตา ผิดๆ  จนกลายเป็นอุจเฉททิฏฐิ  ไป  
---------------------------------------------------
                   ซึ่งผมเห็นว่าส่วนหนึ่งก็เกิดจากคำสอนของอาจารย์ต่างๆนั้นเอง
-----------------------------------------------
                 ความหลงผิดอีกอย่างหนึ่งที่มักชักพาคนให้เข้าไปติด     ก็คือ   การแล่นจากสุดโต่งแห่งความคิดเห็นด้านหนึ่งไปยังสุดโต่งอีกด้านหนึ่ง  กล่าวคือ   คนพวกหนึ่งยึดติดถือมั่นในตัวตนว่าเป็นของจริงแท้คงที่ถาวร   สัตว์บุคคล  เป็นตัวตนอย่างนั้น   ซึ่งมีจริง   มิใช่สิ่งสมมติ     สัตว์   บุคคล   มีตัวจริงตัวแท้ที่ยั่งยืนคงอยู่ตลอดไป   ไม่ว่าคนจะตาย   ชีวิตจะสิ้นสุด   ตัวสัตว์   ตัวบุคคล    ตัวตน  ดวงชีวะ  อาตมัน  หรืออัตตา (soul)  นี้   ก็จะคงอยู่อย่างเดิม  ไม่เปลี่ยนแปลง  ไม่สูญสลายไปด้วย   บ้างก็ว่าอัตตาตัวนี้ไปเวียนว่ายตายเกิด  บ้างก็ว่าอัตตาตัวนี้รออยู่เพื่อไปสู่นรกหรือสวรรค์นิรันดรสุดแต่คำตัดสินของเทพเจ้าสูงสุด   ความเห็นของคนพวกนี้เรียกว่า  สัสสตทิฏฐิ  หรือ  สัสสตวาท    แปลว่า   ความเห็นว่าเที่ยง   คือเห็นว่า  สัตว์บุคคลตัวตนหรืออัตตาเที่ยงแท้ยั่งยืนตลอดไป  ส่วนคนอีกพวกหนึ่งก็เห็นว่ามีตัวตนเช่นนั้นอยู่   คือยึดถือสัตว์   บุคคล  เป็นตัวแท้ตัวจริง   แต่สัตว์   บุคคลนั้น  ไม่เที่ยงแท้ถาวร  สูญสลายไปได้  เมื่อคนตาย  ชีวิตจบสิ้น   สัตว์บุคคล  ก็ขาดสูญ  ตัวตนก็หมดไป  ความเห็นของคนพวกนี้   เรียกว่า  อุจเฉททิฏฐิ   หรือ อุจเฉทวาท   แปลว่า ความเห็นว่าขาดสูญ   คือเห็นว่าสัตว์บุคคลตัวตนหรืออัตตาไม่เที่ยงแท้ถาวร  ดำรงอยู่ชั่วคราวแล้วก็สูญสิ้นไป   แม้แต่ผู้ศึกษาพระพุทธศาสนา    ถ้าเข้าใจไม่ชัดเจนถ่องแท้   ก็อาจตกไปในทิฏฐิ  ๒  อย่างนี้อย่างใดอย่างหนึ่ง   โดยเฉพาะผู้ที่ศึกษาหลักกรรมในแง่สังสารวัฏ (เวียนว่ายตายเกิด)  ถ้าเข้าใจพลาดก็อาจกลายเป็นสัสสตทิฏฐิ   คือเห็นว่าเที่ยง   ** ผู้ที่ศึกษาหลักอนัตตา   ถ้าเข้าใจพลาด   ก็อาจกลายเป็นอุจเฉททิฏฐิ  คือเห็นว่าขาดสูญ  จุดพลาดที่เหมือนกันของทิฏฐิสุดโต่งทั้งสองอย่าง  ก็คือ   ความเห็นว่า  หรือยึดถือว่า   มีสัตว์  บุคคลที่เป็นตัวแท้ตัวจริง    แต่พวกหนึ่งยึดถือว่าสัตว์   บุคคล  ตัวตนนั้นคงตัวอยู่ยั่งยืนตลอดไป    ส่วนอีกพวกหนึ่งเห็นไปว่า   สัตว์   บุคคล   ตัวตนที่มีอยู่นั้นมาถึงจุดหนึ่งตอนหนึ่ง   โดยเฉพาะเมื่อกายแตกสลาย  ชีวิตนี้สิ้นสุด   สัตว์  บุคคล   ตัวตน  หรืออัตตา  ก็ถูกตัดขาดสูญสิ้นไปด้วย  นอกจากนี้   ยังมีอีกพวกหนึ่งที่เห็นเลยเถิดไปอีกทางหนึ่งว่า  ความไม่มีตัวตนก็คือ  ไม่มีอะไรเลย  ความไม่มีสัตว์  บุคคล  ก็คือไม่มีผู้รับผล   เมื่อไม่มีใครรับผล  การกระทำใดๆก็ไม่มีผล  ทำก็ไม่เป็นอันทำ   ไม่มีความรับผิดชอบต่อกรรม   หรือพูดง่ายๆว่ากรรมไม่มีนั่นเอง   ความเห็นและความยึดถือแนวนี้    ถ้าแยกละเอียดออกไปก็มี   ๓  ทิฏฐิ   คือ  พวกหนึ่งเห็นว่าทำก็ไม่เป็นอันทำ  หรือว่าการกระทำไม่มีผล   เรียกชื่อว่า  อกิริยทิฏฐิ  หรือ  อกิริยวาท       พวกหนึ่งเห็นว่าสิ่งทั้งหลายเป็นไปอย่างเลื่อนลอย   สุดแต่ความบังเอิญ   ไม่มีเหตุปัจจัย   พูดง่ายๆ ว่าเห็นว่าไม่มีเหตุ   เรียกชื่อว่า  อเหตุกทิฏฐิ  หรือ  อเหตุวาท    และพวกหนึ่งเห็นว่าหรือถือว่า  ไม่มีอะไรเลย  ไม่มีสภาวะที่จะกำหนดเอาเป็นหลักสาระได้    เรียกชื่อว่า  นัตถิกทิฏฐิ  หรือ  นัตถิกวาท

 จากคุณ : เฉลิมศักดิ์ [ 19 ม.ค. 2547 / 06:05:03 น. ]
     [ IP Address : 203.113.81.169 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (เฉลิมศักดิ์)

ต่อครับ
--------------------------------------------------------------
                 ในเมื่อสิ่งทั้งหลายเป็นกระบวนธรรม  เกิดจากส่วนประกอบต่างๆ ประมวลกันขึ้น     และเป็นไปตามเหตุปัจจัย   ก็ย่อมไม่มีทั้งตัวตนที่จะเที่ยงแท้ยั่งยืน     และทั้งตัวตนที่จะดับสิ้นขาดสูญ  คือ  แม้แต่ในขณะที่เป็นอยู่นี้   ก็ไม่มีสัตว์บุคคลตัวตนอยู่แล้ว  จะเอาตัวตนที่ไหนมายั่งยืน   จะเอาตัวตนที่ไหนมาขาดสูญ  เป็นอันปฏิเสธทั้งสัสสตทิฏฐิ   และอุจเฉททิฏฐิ    ในเมื่อกระบวนธรรมดำเนินไปอยู่  โดยองค์ประกอบทั้งหลายสัมพันธ์เป็นเหตุปัจจัยแก่กัน  เป็นไปตามเหตุปัจจัย  จะว่าไม่มีอะไรได้อย่างไร  และจะว่าสิ่งทั้งหลายเป็นไปอย่างเลื่อนลอยตามความบังเอิญ  ไม่มีเหตุปัจจัยได้อย่างไร   เป็นอันปฏิเสธทั้งนัตถิกทิฏฐิและอเหตุกทิฏฐิ ,     ในเมื่อกระบวนธรรมดำเนินไปตามเหตุปัจจัย     แปรเปลี่ยนไปตามเหตุและผลที่เกิดขึ้นในกระบวนธรรมนั้น   การกระทำทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นเหตุในกระบวนธรรมนั้น  จึงย่อมจะต้องมีผล  ไม่มีทางสูญเปล่า    และเป็นการมีผลโดยไม่ต้องมีผู้รับผล  คือผลเกิดขึ้นในกระบวนธรรมเอง  ซึ่งเป็นการเกิดผลที่แน่นอนยิ่งกว่าการมีตัวตนเป็นผู้รับผลเสียอีก    ในเมื่อความเป็นไปตามเหตุปัจจัยมีอยู่  เหตุและผลเกิดขึ้นในกระบวนธรรม  กระบวนธรรมก็แปรเปลี่ยนไป  จะว่าทำไม่เป็นอันทำหรือการกระทำไม่มีผลได้อย่างไร  เป็นอันปฏิเสธ อกิริยทิฏฐิ  หรือ  อกิริยวาท

 จากคุณ : เฉลิมศักดิ์ [ 19 ม.ค. 2547 / 06:05:55 น. ]
     [ IP Address : 203.113.81.169 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (ศิษย์ อ.)


พระธรรมเกษีพุทธะ

หลวงพ่อตอบปัญหา
เรื่องพระอริยะบุคคล
ผู้ถาม:- กระผมอยากทราบว่า พระโสดาบันกับพระอรหันต์นั้น เขาใช้เครื่องวัดอย่างไรครับ?
หลวงพ่อ:-เขาใช้หลักกิโลเมตร เป็นเครื่องวัด...อ้าว! จริงๆ คือว่าการปฏิบัติให้เป็นพระอริยะ คือ ตั้งแต่พระโสดาบันถึงพระอรหันต์นี่นะ ถ้าถึงพระโสดาบัน มันยาว ๓ กิโลเมตร ถ้าถึงพระอรหันต์ก็ยาว ๑๐ กิโลเมตร เอ๊ะ! แย่ไหม คุณถามเครื่องวัดนี่ แต่ว่าเครื่องวัดในทีนี้ไม่ได้หมายความว่าจะเอาเชือกไปวัด หรือว่าเอาอะไรเข้าไปวัด ต้องวัดด้วย "คุณธรรมที่ละ" เครื่องวัดมีอย่างนี้ คือว่า พระโสดาบัน กับ พระสกิทาคามี จะต้องละความชั่ว ๓ อย่าง คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส สำหรับ สักกายทิฏฐิ พระโสดาบันกับพระสกิทาคามี จะมีความรู้สึกตัวอยู่เสมอว่าเราเกิดมาเพื่อตาย จะไม่มีความประมาทในชีวิต จะคิดทำความดีอยู่เสมอ วิจิกิจฉา ไม่สงสัยในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า โดยใช้ปัญญาพิจารณา และประการที่ ๓ มีศีล ๕ บริสุทธิ์ นี่เขาเรียกกันว่า "พระโสดาบัน" หรือ "พระสกิทาคามี" สำหรับ พระอรหันต์ ต้องละกิเลส ๑๐ ข้อ คือต่อไปอีก ๗ ข้อ ได้แก่ 
ละกามราคะ คือไม่ยินดีในรูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย สัมผัสระหว่างเพศ

ละปฏิฆะ คือ ไม่มีความโกรธ ไม่มีความพยาบาท

ละรูปราคะ ไม่ติดอยู่ในรูปฌาน

ละอรูปราคะ ไม่ติดอยู่ในอรูปฌาน

ละมานะ ไม่ถือตัวถือตน

ละอุทธัจจะ ไม่มีอารมณ์ฟุ้งซ่าน

ละอวิชชา ตัดความโง่ทิ้งไปให้หมด รวมเป็น ๑๐ อย่าง ถ้าตัดได้ทั้ง ๑๐

อย่างนี้เป็นพระอรหันต์ นี่เป็นเครื่องวัด
จากหนังสืออริยะบุคคล
หลวงพ่อพระราชพรหมยาน

 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 19 ม.ค. 2547 / 09:05:11 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.13 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (ศิษย์ อ.)

มโนมยิทธิ เพื่อได้ ฌาน ๔ ในสัมมาสมาธิ
นึกถึงพระพุทธรูปเป็นพุทธานุสติ นึกถึงดินแดนพระนิพพานเป็นอุปสมานุสติ
ในอนุสติ ๑๐ ครับ ขอโมทนาในสัมมาทิฏฐิครับอาจารย์เฉลิมศักดิ์

 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 19 ม.ค. 2547 / 09:13:04 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.13 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (กำลังฟุ้ง)

3 ชาติอยู่ตรงไหนของพระไตรปิฏกหว่า หึหึ?

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 19 ม.ค. 2547 / 09:27:35 น. ]
     [ IP Address : 202.133.162.56 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (กำลังฟุ้ง)

อย่าอ่านหนังสือของท่านวศินให้มากนัก มีมึนมาเยอะ อ่านของท่านเสฐียรพงศ์เสียบ้าง หึหึ

3 ชาติอยู่ตรงไหนในพระไตรปิฏกหนอ?

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 19 ม.ค. 2547 / 09:43:13 น. ]
     [ IP Address : 202.133.162.56 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (JaY)

ขอบคุณพี่เฉลิมศักดิ์
และขออนุโมทนาครับ

 จากคุณ : JaY [ 19 ม.ค. 2547 / 14:25:07 น. ]
     [ IP Address : 10.21.3.171 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (เฉลิมศักดิ์)

ต่อครับ   ( หลังจากนั้นท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฏก ก็ได้อ้างอิง ความเห็นของพระพุทธโฆษาจารย์ จาก คัมภีร์วิสุทธิมรรค )
----------------------------------------------------------------------------------------------
ข้อความต่อไปนี้   จากคัมภีร์วิสุทธิมรรค   อาจช่วยเสริมความที่กล่าวมาข้างต้นนี้ได้  จึงขอยกคำแปลมาแสดงไว้   ณ  ที่นี้
“ ว่าโดยความจริงแท้ (สัจจะ)   ในโลกนี้มีแต่นามและรูป (นามธรรมและรูปธรรม)  ก็แล     ในนามและรูปนั้น   สัตว์หรือคน   ก็หามีไม่   นามและรูปนี้ว่างเปล่า  ถูก(ปัจจัย)ปรุงแต่งขึ้น     เหมือนดังเครื่องยนต์  เป็นกองแห่งทุกข์ (สิ่งไม่คงตัว)  เช่นกับหญ้าและฟืน”
“ทุกข์นั่นแหละมีอยู่   แต่ผู้ทุกข์หามีไม่ ,   การกระทำมีอยู่  แต่ผู้ทำหามีไม่,  นิพพานมีอยู่  แต่คนผู้นิพพานไม่มี,   ทางก็มีอยู่   แต่ผู้เดินทางไม่มี”
“ผู้ทำกรรมก็ไม่มี   ผู้เสวยผลก็ไม่มี  มีแต่ธรรมทั้งหลายล้วนๆ เป็นไป (กระบวนธรรม),   อย่างนี้นี่เป็นความเห็นที่ถูกต้อง  เมื่อกรรมและวิบาก(ผลของกรรม)  พร้อมทั้งเหตุ   เป็นไปอยู่อย่างนี้  ต้น  ปลาย  ก็ไม่เป็นที่รู้ได้  เหมือนดั่งก่อนหรือหลังแห่งเมล็ดพืชกับต้นไม้เป็นต้น    แม้ในอนาคต  เมื่อสังสาระยังมีอยู่ก็ยังมองไม่เห็นการที่จะไม่เป็นไป (ของกรรมและวิบาก)”
“พวกเดียรถีย์    ไม่รู้ความข้อนี้   จึงไม่เป็นอิสระ (อสยํวสี = ไม่มีอำนาจในตน  หรือไม่เป็นตัวของตนเองต้องขึ้นต่อผู้อื่นด้วยการยึดถือผิด )   ยึดเอาสัตตสัญญา  ( ความสำคัญหมายว่าเป็นสัตว์บุคคล)  แล้ว    มีความเห็นไปว่า   เที่ยงแท้ยั่งยืน (เป็นสัสสตะ) บ้าง   ว่าขาดสูญ( เป็นอุจเฉทะ) บ้าง    พากันถือทิฏฐิ    ๖๒   อย่าง   ขัดแย้งกันและกัน ,    พวกเขาถูกมัดด้วยเครื่องพันธนาการคือทิฏฐิ    ถูกกระแสตัณหา พัดพาไป ,     เมื่อล่องลอยไปตามกระแสตัณหา   ก็พ้นจากทุกข์ไม่ได้   ส่วนภิกษุพุทธสาวก   รู้กระจ่างที่ว่ามาอย่างนี้   ย่อมเข้าใจปรุโปร่ง(แทงตลอด)   ถึงปัจจัยที่ลึกซึ้งละเอียดและว่าง”
“ กรรมไม่มีในวิบาก  วิบากไม่มีในกรรม  ทั้งสองว่างจากกันและกัน ,    แต่ปราศจากกรรม  ผลก็ไม่มี  เหมือนดังว่า  ไฟมิใช่อยู่ในแสงแดด   มิใช่อยู่ในแว่นแก้ว (อย่างเลนส์นูน)   มิใช่อยู่ในมูลโคแห้ง (ที่ใช้เป็นเชื้อเพลิง)   แต่ก็มิใช่อยู่ภายนอกจากวัตถุทั้งสามนั้น     หากเกิดจากการประกอบพร้อมเข้าด้วยกัน  ฉันใด ,     วิบากก็หาไม่ได้ที่ภายในกรรม  แต่ภายนอกกรรมก็หาไม่ได้   ส่วนกรรมเล่าก็ไม่มีในวิบากนั้น   กรรมว่างจากผล   ผลก็ไม่มีในกรรม  แต่ผลก็อาศัยกรรมนั่นแหละเกิดขึ้นจากกรรมนั้น   ฉันนั้น   แท้จริง   ในกระบวนแห่งสาระนี้   เทพก็ตาม   พรหมก็ตาม  ผู้สร้างสังสาระ    หามีไม่   มีแต่ธรรมทั้งหลายล้วนๆ เป็นไป  ด้วยอาศัยการประชุมพร้อมแห่งเหตุเป็นปัจจัย “
“ ธรรมชาตินี้    มีเหตุ   เกิดพรั่งพร้อมแล้วอย่างนี้    เป็นทุกข์   ไม่เที่ยง   คลอนแคลน   เป็นของชั่วคราวไม่ยั่งยืน ,    ธรรมทั้งหลาย   ก็เกิดจากธรรมทั้งหลาย   โดยเป็นเหตุกัน ,    ในกระบวนความเป็นไปนี้    จึงไม่มีทั้งตัวตน(อัตตา)   ไม่มีทั้งตัวอื่น”
“ ธรรมทั้งหลายยังธรรมทั้งหลายให้เกิดขึ้น   โดยความประกอบพร้อมแห่งเหตุเป็นปัจจัย ,   พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมเพื่อความดับแห่งเหตุทั้งหลาย ,     เมื่อเหตุทั้งหลายระงับไป   วงจร(วัฏฏะ)ขาด    ก็ไม่หมุนต่อไป ,    ชีวิตประเสริฐ (พรหมจรรย์)   ย่อมมีเพื่อการทำความจบสิ้นแห่งทุกข์อย่างนี้ ,    เมื่อหาตัวสัตว์ไม่ได้  จึงไม่มีทั้งขาดสูญ   ไม่มีทั้งเที่ยงแท้ยั่งยืน ”
---------------------------------------------------------------------------------------------

ขอบคุณครับคุณ JaY

 จากคุณ : เฉลิมศักดิ์ [ 20 ม.ค. 2547 / 05:23:37 น. ]
     [ IP Address : 203.113.81.169 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (เฉลิมศักดิ์)

จากความเห็นของคุณกำลังฟุ้งที่ว่า
"อย่าอ่านหนังสือของท่านวศินให้มากนัก มีมึนมาเยอะ อ่านของท่านเสฐียรพงศ์เสียบ้าง หึหึ"
-------------------------------------------------------------------------
ผมขอฝากข้อคิดไว้เช่นกันว่า
" อย่าอ่านหนังสือของท่านพุทธทาสให้มากนัก   มีทิฏฐิวิบัติมาเยอะแล้ว ควรศึกษาจากพระไตรปิฏก  อรรถกถา  และจากภิกษุหรือฆารวาส ผู้ที่ซื่อสัตย์ต่อพระพุทธพจน์ เช่น หนังสือ พุทธธรรม   ของท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฏก   หรือ หนังสือของ อาจารย์วศิน "
--------------------------------------------------------------
เดี๋ยวเข้าใจหลักอนัตตาผิด ๆ จนเป็นอุจเฉททิฏฐิ   แบบที่มีในกระทู้นี้  ปฏิเสธหมดทุกอย่าง และยังบิดเบือนพระพุทธพจน์เพื่อให้เข้ากับทิฏฐิของตนอย่างเดียว  โจมตีแม้กระทั่งพระไตรปิฏก  และ อรรถกถา  รวมทั่งเพื่อนภิกษุ ผู้ประพฤติพรหมจรรย์
---------------------------------------------------------------

นี้คุณกำลังฟุ้งก็เริ่มเห็นตามท่านพุทธทาสแล้วว่า  อรรถกถาจารย์บิดเบือนพระพุทธพจน์

จากความเห็นที่  ๒๖ ในกระทู้  http://larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/011081.htm?0 
------------"อรรถกถาจารย์ท่านใดหนอจึงได้อธิบายธรรมส่วนนี้ให้ผิดไป หึหึ"
--------------------------------------------------------------------------

อีกหน่อยก็คงเสนอให้ โกยพระอภิธรรมทิ้ง  ตัดพระสูตรที่เกี่ยวกับเรื่องหลักกรรม  การเวียนว่ายตายเกิด  ปฏิจจสมุปบาทธรรมที่อธิบายแบบภวจักร กระบวนธรรมต่างๆที่แสดงเหตุปัจจัย   ฯลฯ

 จากคุณ : เฉลิมศักดิ์ [ 20 ม.ค. 2547 / 05:44:59 น. ]
     [ IP Address : 203.113.81.169 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (เฉลิมศักดิ์)

จากบทสัมภาษณ์ของท่านพุทธทาส
-http://www.buddhadasa.org/html/life-work/bio/tell_chapter6-04.html
สำหรับคนทั่วไป คนพื้นฐานที่ไร้การศึกษาก็ไม่ต้องฉีกออก และไม่มีอะไรที่จะต้องฉีกออก แต่ถ้าจะแสดงแก่นักวิทยาศาสตร์แท้จริง นักโบราณคดีแท้จริง ต้องปลด ๆ ออกเสีย ๖๐% เหลือ ๔๐% จึงจะสะอาด สะอาดบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว เหลือแต่แกนกับแก่น เหลือแต่เพชรเหลือแต่ทองคำ (หัวเราะ)
-------------------------------------
อีกหน่อยพระสัทธรรมก็คงเลือนหาย   เหลือแต่เสียงหัวเราะ  อย่างคุณกำลังฟุ้ง ( หึ หึ หึ )

 จากคุณ : เฉลิมศักดิ์ [ 20 ม.ค. 2547 / 05:47:23 น. ]
     [ IP Address : 203.113.81.169 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (เฉลิมศักดิ์)

เมื่อครั้งพุทธกาลพระภิกษุที่มีความเห็นผิด  เกี่ยวกับเรื่องหลักกรรม การเวียนว่ายตายเกิด   จนเป็นสัสสตทิฏฐิก็มี
   เช่น ความเห็นพระสาติ ที่เชื่อว่าวิญญาณล่องลอยไปเกิด โดยไม่มีการเกิดดับ ไม่มีเหตุปัจจัย บอกแต่เพียงว่ารับผลกรรมได้นั้น เป็นสัสสตทิฏฐิ   ซึ่งผมก็เห็นว่าชาวพุทธส่วนใหญ่ก็อาจจะเชื่อเช่นนั้น เช่นกัน  ถ้าไม่ศึกษาเหตุปัจจัยให้ดีพอ
---------------------------------------------------------------
-พระไตรปิฎก เล่มที่ 12พระไตรปิฏก เล่มที่ ๑๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๔
มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์
๘. มหาตัณหาสังขยสูตร      ว่าด้วยสาติภิกษุมีทิฏฐิลามก
http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/sutta_name.php?name=มหาตัณหา&book=9&bookZ=33
หรือ
http://dharma.school.net.th/cgi-bin/tread.pl?start_book=12&start_byte=657203
---------------------------------------------------------------
จากพระสูตร หลังจากที่พระพุทธองค์ทรงตำหนิพระสาติ แล้วก็ทรงอธิบาย  เหตุปัจจัยโดยปฏิจจสมุปบาท เริ่มตั้งแต่เหตุแห่งการตั้งครรภ์   ดูรายละเอียดในกระทู้
วิธีลดอัตตา (๔) ปฏิจจสมุปบาท
http://larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/011052.htm?0

 จากคุณ : เฉลิมศักดิ์ [ 20 ม.ค. 2547 / 06:11:17 น. ]
     [ IP Address : 203.113.81.169 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (ศิษย์ อ.)


เห็นด้วยครับอาจารย์เฉลิมศักดิ์
พระนิพพาน ไม่ใช่ทั้ง อัตตา และ อนัตตาครับ
พระนิพพาน อยู่ในที่สุดแห่ง อัตตา และ อนัตตา ละสังโยชน์ ๑๐ ได้ก็นิพพาน

 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 20 ม.ค. 2547 / 09:18:45 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.8 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (JaY)

ปัญหาที่ ๗  ว่าด้วยที่ตั้งแห่งนิพพาน


        พระเจ้ามิลินท์ตรัสถามว่า ดูก่อนพระนาคเสน พระนิพพานตั้งอยู่ทางทิศไหน
        พระนาคเสนทูลตอบว่า ขอถวายพระพร หาเป็นเช่นพระองค์ตรัสถามนั้นไม่
        ม. ถ้าเป็นเช่นนั้น พระนิพพานก็เป็นอันไม่มี ผู้ที่พยายามกระทำพระนิพพานให้แจ้งก็ไร้ประโยชน์เปล่า ธรรมดานาย่อมเป็นที่ตั้งแห่งข้าวเปลือก ดอกไม้เป็นที่ตั้งแห่งกลิ่นเป็นต้น เพราะฉะนั้นถ้าพระนิพพานมีจริงก็น่าจะมีที่ตั้งเช่นเดียวกัน

น.       ขอถวายพระพร พระนิพพานมีอยู่จริง แต่ที่ตั้งแห่งพระนิพพานไม่มี
อาตมภาพจะเปรียบถวาย ธรรมดาไฟตามปรกติก็ไม่ปรากฏว่าตั้งอยู่ที่ไหน
แต่เมื่อบุคคลเอาไม้มาสีกันเข้าไฟก็เกิดมีขึ้นได้นี้ฉันใด แม้พระนิพพานก็ฉัน
นั้นเหมือนกัน คือไม่ปรากฏว่ามีที่ตั้ง แต่ว่าเมื่อบุคคลพยายามบำเพ็ญศีล สมาธิ
ปัญญาให้แก่กล้าแล้ว พระนิพพานก็เกิดขึ้นได้เช่นไฟนั้นแล

ม.       เมื่อที่ตั้งแห่งพระนิพพานไม่มีก็ช่างเถิด แต่ว่าฐานะที่บุคคลตั้งอยู่ได้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ กระทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพานมีอยู่หรือไม่

น. ขอถวายพระพร มีอยู่

ม. เธอจงชี้มาให้ฟัง

น. ขอถวายพระพร ฐานะนั้นก็คือศีล เมื่อบุคคลตั้งมั่นอยู่ในศีลแล้ว กระทำใจ
โดยอุบายอันแยบคาย แม้ว่าจะอยู่ที่ใดๆ ก็ย่อมจะกระทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพานได้

ม. เธอว่านี้ชอบแล
======================================

ปัญหาที่ ๑๐ 

พระเจ้ามิลินท์ตรัสถามว่า ดูก่อนพระนาคเสน พระพุทธเจ้ามีอยู่หรือไม่พระนาคเสนทูลตอบว่า ขอถวายพระพร มีอยู่
       
ม.     ถ้าเช่นนั้น เธอจะสามารถชี้ได้หรือไม่ว่า เวลานี้เสด็จประทับอยู่ที่นั่นที่นี่

น.     ขอถวายพระพร พระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานไปแล้วอาตมภาพไม่สามารถ
จะชี้ที่ ซึ่งเสด็จประทับอยู่ถวายได้

ม. ถ้าเช่นนั้นจงเปรียบให้ฟัง

น. เหมือนไฟกองใหญ่ซึ่งลุกโพลงอยู่ แต่เปลวไฟดับหายเรื่อยๆ ไป นั่นพระองค์จะทรงชี้ได้หรือไม่ว่า เปลวไฟไปอยู่ที่ไหน

ม. ชี้ไม่ได้ เพราะเปลวไฟที่ดับไปแล้ว ก็เป็นอันดับสิ้นไปแล้ว

น. นั่นแลฉันใด แม้พระพุทธเจ้าก็ฉันนั้นถึงพระองค์มีอยู่จริง แต่เพราะ
พระองค์ได้เสด็จปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ (ดับจนสิ้นเชื้อ)
เสียแล้ว ฉะนั้นจึงชี้ถวายไม่ได้ว่าพระพุทธองค์ไปอยู่ที่ไหน     ที่อาตมภาพจะพอชี้แจงถวายได้ ก็แต่ธรรมกาย(คำสอนของพระองค์)อันเป็นผู้แทนพระพุทธองค์เท่านั้น

ม. เธอช่างสามารถจริง
        =================================                                                                               
                                               

 จากคุณ : JaY [ 20 ม.ค. 2547 / 15:10:12 น. ]
     [ IP Address : 161.200.131.130 ]


 ความคิดเห็นที่ 13 : (กำลังฟุ้ง)

ท่านพุทธทาสปฏิเสธเรื่อง 3 ชาติ คุณเฉลิมศักดิ์มาโจมตีท่านโครมๆว่าท่านสอนผิด แต่พอถามกลับว่าเรื่องที่ท่านปฏิเสธอยู่ตรงไหนของพระไตรปิฏกคุณเฉลิมศักดิ์ดันตอบไม่ได้เสียนี่ แต่เรื่องที่คุณเฉลิมศักดิ์โจมตีท่านกลับมีในพระไตรปิฏกหมดเลย หึหึ

3 ชาติอยู่ส่วนไหนของพระไตรปิฏกครับคุณเฉลิมศักดิ์? หึหึ

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 20 ม.ค. 2547 / 21:25:24 น. ]
     [ IP Address : 202.59.255.238 ]


 ความคิดเห็นที่ 14 : (เฉลิมศักดิ์)

กระบวนธรรมทั้งหลาย ที่จะอธิบายเหตุปัจัย ของการเกิดขึ้นและเป็นไปโดยติดต่อกันอย่างไม่ขาดสายแห่งขันธ์  ธาตุ  อายตนะ  เหล่านี้แหละ ที่เรียกว่า  สงสาร  ในพระไตรปิฏก  และ อรรถกถา

ก็ได้ถูกท่านพุทธทาสบิดเบือนเสียแล้ว
--------------------------------------------------------------------
จากหนังสือ อภิธรรมคืออะไร
------"แล้วในที่สุดไปหลงมหากุศล จะหอบหิ้วมหากุศลอันนี้เอาไปด้วย จิตดวงนี้ไปในภพโน้น ไปเกิดด้วยกัน มันเป็นสัสสตทิฏฐิ แล้วบางคนอธิบายว่า เป็นพระโสดาบันเกิด ๗ ชาติ แล้วมันจะเป็นไปได้อย่างไร นั่นแหละคือสัสสตทิฏฐิหรือ มิจฉาทิฏฐิ"(หน้า ๒๓)
------- " ให้โกยอภิธรรมทิ้งให้หมด อภิธรรมที่รู้กันอยู่นั่นแหละ อภิธรรมปิฏก อภิธัมมัตถสังคหะ อภิธรรมอะไรก็ตามที่ระบุไปที่อภิธรรมเฟ้อนี้โกยทิ้งไปเสียให้หมด เราก็ไม่ขาดอะไร" (หน้า ๑๐๒)
--------------------------------------------------------------------------------
ลองดูกระทู้เก่า ที่คุณกำลังฟุ้งเคยเสนอ

-หลวงพ่อพุทธทาสพิเคราะห์พระไตรปิฏก http://larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/008618.htm
              (ผมขออนุญาติ คุณกำลังฟุ้งแก้ชื่อกระทู้เป็น  "หลวงพ่อพุทธทาสบิดเบือนพระไตรปิฏก " )
-หลวงพ่อพุทธทาสพิเคราะห์เรื่องปฏิจจสมุปบาทhttp://larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/008622.htm
              (ผมขออนุญาติ คุณกำลังฟุ้งแก้ชื่อกระทู้เป็น   "หลวงพ่อพุทธทาสบิดเบือนปฏิจจสมุปบาทและโจมตี อรรถกถา "  )

 จากคุณ : เฉลิมศักดิ์ [ 21 ม.ค. 2547 / 05:17:23 น. ]
     [ IP Address : 203.113.81.169 ]


 ความคิดเห็นที่ 15 : (กำลังฟุ้ง)

3 ชาติอยู่ตรงไหนในพระไตรปิฏกครับ? ที่ว่าบิดเบือนว่า 3 ชาติไม่ถูกต้อง แล้ว 3 ชาติมันอยู่ตรงไหนของพระไตรปิฏก หรือว่าถูกอย่างที่ท่านว่าวิสุทธิมรรคสอนเรื่องปฏิจจสมุปบาทในส่วน 3 ชาติผิด

3 ชาติอยู่ตรงไหนของพระไตรปิฏก? ตอบไม่ได้ก็พูดมาตรงๆเถิดเฉลิมศักดิ์

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 21 ม.ค. 2547 / 10:01:22 น. ]
     [ IP Address : 203.209.96.94 ]


 ความคิดเห็นที่ 16 : (กำลังฟุ้ง)

3 ชาติอยู่ตรงไหนของพระไตรปิฏก? หึหึ

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 21 ม.ค. 2547 / 10:02:40 น. ]
     [ IP Address : 203.209.96.94 ]


 ความคิดเห็นที่ 17 : (nothing)

กำลังฟุ้งมีหมัดเด็ดหนอ...

 จากคุณ : nothing [ 21 ม.ค. 2547 / 15:09:21 น. ]
     [ IP Address : 203.113.60.8 ]


 ความคิดเห็นที่ 18 : (กำลังฟุ้ง)

หมัดเด็ดอะไรกันครับคุณ nothing พระไตรปิฏกมีสูตรที่น่าจะเกิดจากการแต่งเพิ่มมาเหมือนกันเท่าที่ผมอ่านเจอ และมีบางสูตรที่ไม่น่าเชื่อว่าเป็นพุทธพจน์ ทุกวันนี้ผมยังสงสัยว่าพวกมโนมยิทธิทำไมไม่ยกสูตรนั้นมา เพราะผมก็เตรียมตอบโต้สูตรนั้นอยู่แล้วด้วยเห็นว่าน่าจะเป็นของที่เพิ่มมาภายหลัง

ผมว่าถ้าเขาหาเรื่อง 3 ชาติจริงๆก็น่าจะเจอนะครับ ผมก็ยังไม่ได้บอกว่าไม่มี แต่เห็นชัดๆว่าเฉลิมศักดิ์ไม่มีการค้นคว้า ถ้าเชื่ออะไรแล้วก็ไม่พิสูจน์ มาตอนนี้ทำท่าจะเชื่อโบราณจารย์มากกว่าพระพุทธเจ้า ตอนนี้เขาสู้เหตุผลผมไม่ได้ก็เริ่มถามคำถามเดิมๆที่ผมเคยลำบากไปค้นพระไตรปิฏกมาตอบจนคิดว่าเรื่องน่าจะยุติแล้ว เสร็จแล้วก็เริ่มเบี่ยงประเด็นเริ่มป้ายสีผมด้วยคำไม่จริง เป็นลักษณะของคนที่เถียงด้วยเหตุผลไม่ขึ้นเลยพาลอะไรออกมาก็ไม่รู้

พระไตรปิฏกเขียนเรื่องปฏิจจสมุปบาทแบบอึดใจเสียเยอะแยะ โบราณจารย์ก็ไม่ได้ปฏิเสธ แม้ปัจจุบันจารย์แบบท่านพุทธทาสก็ไม่ได้ปฏิเสธเรื่อง 2 ชาติอยู่เหมือนกัน แต่เฉลิมศักดิ์กลับบ้าอะไรก็ไม่รู้ ก็คงเพราะความไม่เข้าใจในปริยัติกระมัง?

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 22 ม.ค. 2547 / 08:51:19 น. ]
     [ IP Address : 202.133.161.186 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!