ถามคุณดังตฤณ
 เนื้อความ :

ความเห็นว่านิพพานเป็นเมืองเข้าได้ออกได้เป็นมิจฉาทิฏฐิใช่หรือไม่? อย่าอ้อมค้อมอีกเลยครับ

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 18 ม.ค. 2547 / 22:57:19 น. ]
     [ IP Address : 202.133.161.126 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (โป)

ขออนุญาตอีกครั้งนะครับ...............................
หากใจใส...............จะไม่มีมิจฉาหรือไม่มิจฉา
เพราะหากมิจฉา.....เราก็วาง.... ไม่มิจฉาเราก็วาง
ใจใส .....มีสติ  จะไม่จับอารมณ์จนเกิดอารมณ์
ใจจะแตะปล่อย
แตะปล่อย.........
จะไม่พูดว่า  นิพพานเป็นเมืองหรือไม่ใช่เมือง
แต่จะพูดว่า......ใจส่งออกนอก
ลืมดูใจตนเอง.................................

 จากคุณ : โป [ 18 ม.ค. 2547 / 23:15:26 น. ]
     [ IP Address : 203.113.44.8 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (กำลังฟุ้ง)

ผมบอกแล้วว่าอย่าอ้อมค้อมอีกเลย พรุ่งนี้จะมาอ่านคำตอบครับ หวังว่าคงได้รับคำตอบชัดๆจากคุณดังตฤณ...

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 18 ม.ค. 2547 / 23:21:22 น. ]
     [ IP Address : 202.133.161.126 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (นิพ)

ผมตอบแทนพี่ดังตฤณแบบตรงๆเลยนะครับ ^_^
คือว่าพี่ดังตฤณท่านจะไม่มีความเห็นขัดกับพระพุทธองค์หรอกครับ
พระพุทธองค์ตรัสอย่างไรไว้พี่เขาก็เห็นด้วยเช่นนั้น ดังนั้นถ้าอยากทราบ
ว่าพี่เขาเห็นยังไง ก็ลองค้นพระไตรปิฎกดูสิครับว่ามีพระสูตรใด
พระศาสดากล่าวว่านิพพานเป็นเมืองไว้หรือไม่ครับ???

พระสูตรต่างๆพระไตรปิฎกคือตัวแทนพระศาสดาในการตัดสิน
ความถูกต้องของธรรมต่างๆที่สงสัยได้อยู่แล้วครับ ^_^

 จากคุณ : นิพ [ 18 ม.ค. 2547 / 23:43:53 น. ]
     [ IP Address : 203.107.209.141 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (ปัจจัตตัง)

ขอแสดงความคิดเห็นหน่อยครับ.....
ทำไมไม่ปฏิบัติให้เห็น....ให้รู้ล่ะครับ
เพราะว่าความสงสัยจะไม่หมดไปโดยการ...รับฟัง
หรือการอ่านการคิด เพราะพระพุทธศาสนาท่านสอนให้เห็นด้วยปัญญาบางครั้งท่านบอกมาเราก็ไม่หายสงสัยอยู่เหมือนเดิม....อาจจะเพิ่มความสงสัยขึ้นด้วยซ้ำ
อย่ามัวสงสัยอยู่เลยครับ...เพราะความสงสัยจะไม่หมดไปจากการ...คิด...
การอ่าน...การฟัง... แต่การสงสัยจะหมดไปโดยการปฏิบัติให้รู้แจ้งเห็นจริง
อย่าไปมัวคิดถึงผลที่จะเกิดขึ้นอยู่เลยครับ พระท่านสอนให้ทำเหตุ...ผลก็จะตามมาเองครับ ขอให้ท่านปฏิบัติให้มาก ๆ เจริญให้มาก ๆ ธรรมจะมีแด่ท่าน
... ขอความเจริญในธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจงมีแก่ทุกท่าน

 จากคุณ : ปัจจัตตัง [ 19 ม.ค. 2547 / 00:29:08 น. ]
     [ IP Address : 10.7.9.197 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (3จุด)

สมมติถามผม
ผมก็คงบอกว่ามิจฉาแน่ๆ แต่นั่นแหละมันก็แค่ความเห็นของผม คนที่ไม่เห็นด้วยก็ต้องถามอีกว่ารู้ได้ไง เอาหลักฐานมาอ้างสิ สมมติยึดพระไตรปิฎกอย่างคุณนิพว่า แล้วผมอ้างว่าไม่มีในพระไตรปิฎก ก็เชื่อเถอะว่าคนที่เขาเชื่อคงจะไปค้นหาท่อนใดท่อนหนึ่งมาตีความว่ามันมี หรือไม่ถ้าหาไม่เจอจริงๆ ก็คงจะบอกว่า ไม่ได้กล่าวว่ามี ไม่ได้แสดงว่าไม่มี (ว้า...ผมฟุ้งไปรึป่าว) แล้วก็จะเถียงกันไปไม่มีที่สิ้นสุด
สรุปคือ แม้เป็นเรื่องจริง ถ้าไม่มีประโยชน์ ก็ไม่สมควรพูด
ถ้าเป็นเรื่องจริง มีประโยชน์ จึงพูดโดยดูกาละเทศะ

 จากคุณ : 3จุด [ 19 ม.ค. 2547 / 01:05:23 น. ]
     [ IP Address : 203.113.76.75 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (โฆษกนิมมาน)

เมื่อไม่กี่ปีมานี้ทะเลาะกันมากเรื่องพระอรหันต์มีจริง ไม่มีจริงในสมัยปัจจุบัน ตอนนี้ไม่ค่อยจะมีคนค้านแล้ว มาถึงตอนนี้มาถกกันเรื่องนิพพานสูญไม่สูญ ก็ดีอย่างถกกันด้วยเหตุด้วยผล เพราะคนเรามีปัญญาไม่เสมอกัน มีบารมีแตกต่างกัน มีโลภ โกรธ หลง ก็ไม่เสมอกันอีก ดังนั้นนิพพานจะเป็นยังไงไม่ค่อยจะสนใจเท่าไหร่ แต่พระพุทธองค์ท่านตรัสว่าถ้าไม่อยากเวียนว่าย ตายเกิด ในสังสารวัฎให้ ทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้ผ่องใส ก็จะได้ไปอยูที่นิพพานดินแดนแห่งบรมสุขก้เชื่อพระองค์แล้วกัน ถ้าท่านไม่เห็นว่าดีกว่าภพทั้งหลายท่านคงไม่สอนเช่นนั้น ถ้าไปอยู่แล้ว ลอยต่องแต่งเสวยความสุขเหมือนอรูปพรหมหมดวาสนาบารมีก็หล่นตุ๊บลงมาใหม่ก็คงไม่น่าสนใจนะครับ   แต่ถ้าถามเกี่ยวกับสวรรค์ชั้นนิมมานรดี มาถามผมนี่ ไปมาแล้วเกือบทุกชาติ หลังจากสร้างบารมีที่มนุษย์เสร็จหมดวาระก็ไปพักอยู่ชั้นนี้แหละเป็นโฆษกเทพบุตร มีหน้าที่ประกาศข่าวสาร ให้ท่านเทพทั้งหลายรับรู้ แต่ไม่ค่อยพักนานหรอก ขึ้นไปแป๊บเดียว ชวนกันลงมาสร้างบารมีต่อ แต่ตั้งใจจะขึ้นไปสูงที่สุดนั่นแหละ กำลังเร่งเดินอยู่ถึงไม่ถึงก็ไม่เป็นไร ได้แค่ไหนก็แค่นั้น  แต่ให้เป็นอรูปพรหมไม่เอาเสียเวลา เลือกเอามนุษย์กับสวรรค์ หรือมนุษย์ไปนิพพานเลยดีกว่า จบกิจศาสนาจบแล้วจบเลย     

 จากคุณ : โฆษกนิมมาน [ 19 ม.ค. 2547 / 06:10:16 น. ]
     [ IP Address : 203.148.187.132 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (tuy)

ช่างมันเห้อ ขุนมันไม่ขึ้นหรอกเนี้ย ปล่อยมันไปเถอะ มันจะลงขุมไหนก็เรื่องของมัน

 จากคุณ : tuy [ 19 ม.ค. 2547 / 08:11:36 น. ]
     [ IP Address : 203.113.60.14 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (ดังตฤณ)

ถ้าได้ยินว่านิพพานคือมหาสมุทรแห่งความว่าง
ปราศจากนิมิต ปราศจากที่ตั้ง ผมฟังแล้วจะสบายใจนะครับ
แต่ก็ไม่อยากทำความอึดอัดให้กับใครด้วยความเห็นของผมเลย

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 19 ม.ค. 2547 / 09:14:09 น. ]
     [ IP Address : 202.133.162.241 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (นกเอี้ยง)

เคยนะคะ เคย..... เคยคิดทำนองเดียวกับคุณฟุ้งละค่ะ ขนาดที่เล่นเอาเลิกเรียน"รู้" ไปเลย เคยไปถามท่านผู้หนึ่งท่านก็บอกว่าให้ดูสงสัยไปเลย เรื่องอื่นไม่ต้องสนใจ เหอะๆ ตอนนั้นมันก็ดื้อเนอะ แต่ว่าอยู่ดีๆ มันก็จางและก็หายไปเองโดยนานๆ ครั้งก็จะโผล่มาถามอีกที แต่ไม่เหมือนก่อน เพราะมันก็เหมือนมีอะไรมาแทรกด้วยความรวดเร็วว่าทำไปเหอะ เรียนไปเหอะ อยากจะรู้ว่ามีจริงไหม ก็ทำไปเลย เอาให้มันแจ้งใจไปเลยอย่างที่ "คุณปัจจัตตัง" กล่าวไว้ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าการเรียนไปเหอะนี่ มันก็ไม่ง่ายอย่างที่ตัวเองอยากจะให้เป็น เคยนึกท้อไปแล้วคิดจะเลิกเหมือนกัน และก็บางครั้งเหมือนกันที่คำถามจะเข้ามาตอนท้อเหมือนจะย้ำให้เลิก ซึ่งก็เออเนอะ มันก็ทำได้จริงๆ เป็นพักๆ  ถ้าไม่ใช่เพราะเคยพบกับคำว่าโล่งสบายอย่างที่ตัวเองไม่เคยพานพบมาตลอดชั่วอายุเท่านี้อันเป็นผลจากการเรียน "รู้"แล้วละก็ ป่านนี้ก็คงยอมสยบกับคำถามแบบนั้นไปแล้วละค่ะ คุณกำลังฟุ้ง

 จากคุณ : นกเอี้ยง [ 19 ม.ค. 2547 / 09:19:10 น. ]
     [ IP Address : 10.1.60.0 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (กำลังฟุ้ง)

อุตส่าห์โยนเผือกร้อนมาให้ คุณดังตฤณก็ไม่ยอมรับเสียนี่ เพราะเห็นว่าคนที่จะพอรับเผือกร้อนก้อนนี้ได้ในลานธรรมคงมีเพียงคุณดังตฤณนั่นแหละครับ ตอบแบบนี้เผือกร้อนอีกหลายก้อนก็พลอยไม่ได้โยนไปให้กันพอดี ว่าแต่กองไฟมิจฉาทิฏฐิที่มารศาสนาเริ่มเผยแพร่มีเยอะแล้วนะครับ...ไว้ผมจะโยนเผือกร้อนให้คุณดังตฤณอีกเป็นคราวๆละกัน

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 19 ม.ค. 2547 / 09:26:34 น. ]
     [ IP Address : 202.133.162.56 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (varyada)

ถ้าเป็นนักวิ่งมาราธอนยังไม่ทันเข้าจุดสตาร์ทเลยก็สงสัยเสียแล้วว่าถ้าวิ่งไปจะพบเส้นชัยหรือเปล่า กับนักวิ่งอีกคนไม่สงสัยแต่รู้ว่าวิ่งไปตามทางที่เขากำหนดไปเรื่อยๆ คงต้องพบเส้นชัยแน่ไม่ช้าก็เร็ว

 จากคุณ : varyada [ 19 ม.ค. 2547 / 09:33:37 น. ]
     [ IP Address : 142.1.20.8 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (ศิษย์ อ.)


ขอบคุณคุณครับคุณดังฤตณ

การนึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า เป็น พุทธานุสสติแบบสุขวิปัสสโก

การนึกถึงพระพุทธรูป เป็นพุทธานุสติแบบเตวิชโช

การนึกถึงพระนิพพาน เป็นอุปสมานุสติแบบสุขวิปัสสโก

การนึกถึงดินแดนพระนิพพาน เป็นอุปสมานุสติแบบเตวิชโช ถึง ฉฬภิญโญ

เทียบเคียงพุทธดำรัสดูได้นะครับ



 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 19 ม.ค. 2547 / 09:35:37 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.13 ]


 ความคิดเห็นที่ 13 : (นกเอี้ยง)

คุณกำลังฟุ้งนี่ท่านทางไม่ฟุ้งนะคะ เพราะถ้าต้องการโยนเผือกร้อนแบบมีเจตนาแบบนี้แสดงว่าต้องการคำตอบที่น่าจะให้เป็นไปในทางเพื่อพระพุทธศาสนา แต่
^-^ก็ทราบเนอะคะว่าครูดังตฤณ ท่านไม่ค่อยอยากตอบคำถามแบบนี้ ซึ่งคิดว่าคุณกำลังฟุ้งน่าจะเข้าใจดีที่สุดนะคะ เพราะเป็นคนโยนมาให้ท่านแบบจงใจ ^_^
ขอให้เจริญในธรรมและในการกระทำด้วยค่ะ^_______________________^

 จากคุณ : นกเอี้ยง [ 19 ม.ค. 2547 / 09:36:07 น. ]
     [ IP Address : 10.1.60.0 ]


 ความคิดเห็นที่ 14 : (ศิษย์ อ.)


พระธรรมเกษีพุทธะ

หลวงพ่อตอบปัญหา
เรื่องพระอริยะบุคคล
ผู้ถาม:- กระผมอยากทราบว่า พระโสดาบันกับพระอรหันต์นั้น เขาใช้เครื่องวัดอย่างไรครับ?
หลวงพ่อ:-เขาใช้หลักกิโลเมตร เป็นเครื่องวัด...อ้าว! จริงๆ คือว่าการปฏิบัติให้เป็นพระอริยะ คือ ตั้งแต่พระโสดาบันถึงพระอรหันต์นี่นะ ถ้าถึงพระโสดาบัน มันยาว ๓ กิโลเมตร ถ้าถึงพระอรหันต์ก็ยาว ๑๐ กิโลเมตร เอ๊ะ! แย่ไหม คุณถามเครื่องวัดนี่ แต่ว่าเครื่องวัดในทีนี้ไม่ได้หมายความว่าจะเอาเชือกไปวัด หรือว่าเอาอะไรเข้าไปวัด ต้องวัดด้วย "คุณธรรมที่ละ" เครื่องวัดมีอย่างนี้ คือว่า พระโสดาบัน กับ พระสกิทาคามี จะต้องละความชั่ว ๓ อย่าง คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส สำหรับ สักกายทิฏฐิ พระโสดาบันกับพระสกิทาคามี จะมีความรู้สึกตัวอยู่เสมอว่าเราเกิดมาเพื่อตาย จะไม่มีความประมาทในชีวิต จะคิดทำความดีอยู่เสมอ วิจิกิจฉา ไม่สงสัยในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า โดยใช้ปัญญาพิจารณา และประการที่ ๓ มีศีล ๕ บริสุทธิ์ นี่เขาเรียกกันว่า "พระโสดาบัน" หรือ "พระสกิทาคามี" สำหรับ พระอรหันต์ ต้องละกิเลส ๑๐ ข้อ คือต่อไปอีก ๗ ข้อ ได้แก่ 
ละกามราคะ คือไม่ยินดีในรูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย สัมผัสระหว่างเพศ

ละปฏิฆะ คือ ไม่มีความโกรธ ไม่มีความพยาบาท

ละรูปราคะ ไม่ติดอยู่ในรูปฌาน

ละอรูปราคะ ไม่ติดอยู่ในอรูปฌาน

ละมานะ ไม่ถือตัวถือตน

ละอุทธัจจะ ไม่มีอารมณ์ฟุ้งซ่าน

ละอวิชชา ตัดความโง่ทิ้งไปให้หมด รวมเป็น ๑๐ อย่าง ถ้าตัดได้ทั้ง ๑๐

อย่างนี้เป็นพระอรหันต์ นี่เป็นเครื่องวัด
จากหนังสืออริยะบุคคล
หลวงพ่อพระราชพรหมยาน

 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 19 ม.ค. 2547 / 09:37:14 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.13 ]


 ความคิดเห็นที่ 15 : (ดังตฤณ)

เรื่องเกี่ยวกับนิพพานนี้
แม้พระพุทธองค์ท่านก็ไม่ค่อยตรัสถึงบ่อยนัก
เพราะท่านว่าจะทำให้ฟุ้งซ่านเปล่า สงสัยลังเลเปล่า
ผมอยากให้ชาวพุทธทำไว้ในใจโดยแยบคายตามพระศาสดา
คือท่านบอกให้คิดว่านิพพานเป็นสุข สังสารวัฏเป็นทุกข์
และท่านให้คำนึงถึงวิธีดับไฟมากกว่าสนใจว่าดับแล้วเป็นอย่างไร

จากที่คบหากับเพื่อนพุทธบริษัทด้วยกันมาระยะหนึ่ง
ผมเห็นว่าปัญหาเกี่ยวกับนิพพานและมรรคผลจะไม่ยุติในยุคเรา
เมื่อศึกษาสืบย้อนกลับไปในอดีตก็พบว่าปัญหานี้ไม่ได้เริ่มในยุคเรา
ดังนั้นจึงเข้าใจว่าเหตุใดพระพุทธองค์จึงไม่ตรัสเกี่ยวกับเรื่องละเอียดอ่อนบ่อยนัก
แต่ก่อนจะนึกเสมอครับ ทำไมท่านไม่แสดงไว้ชัดๆ
ทำไมท่านไม่จาระไนรายละเอียดสวรรค์ไว้มากๆ
เอาแบบจะจะชนิดไม่ต้องคาดเดากันอีก
สงสัยว่าทำไมท่านมุ่งเน้นแต่ข้อปฏิบัติ ปฏิบัติ และปฏิบัติ
ต่อมาเมื่อเห็นคนหลายอัธยาศัย หลายแขนง หลายพื้นภูมิเข้า
ก็ถึงบางอ้อ และอยากดำเนินรอยตามบาทพระศาสดาเช่นกันครับ
คือยินดีเฉพาะเรื่องของเหตุแห่งทุกข์ และความดับที่ถูกต้องแห่งทุกข์
ทุกวันนี้เห็นตัวเองทุกข์น้อยลงบ้างก็ดีใจแล้วครับ
ยังไม่ใช่ผู้มีความน่าเชื่อถือพอจะเป็นหลักอ้างอิงในเรื่องที่โลกเขายังเถียงกัน
แต่ขณะเดียวกันก็เข้าใจเจตนาอันดีของคุณกำลังฟุ้งนะครับ
สหายธรรมด้วยกันทั้งนั้น

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 19 ม.ค. 2547 / 09:43:42 น. ]
     [ IP Address : 202.133.162.241 ]


 ความคิดเห็นที่ 16 : (ศิษย์ อ.)

พระจูฬปันถกเถระเอตทัคคะผู้ชำนาญในมโนมยิทธิ
พุดำรั:- ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมนิรมิตกายอื่นจากกายนี้ มีรูปเกิดแต่ใจ มีอวัยวะน้อยใหญ่ครบถ้วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง..... เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงชักไส้ออกจากหญ้าปล้อง ...... สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่
ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมได้ยินเสียงสองชนิด คือเสียงทิพย์ และเสียงมนุษย์....... ย่อมกำหนดรู้ใจของสัตว์อื่น ของบุคคลอื่นด้วยใจ..... ย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก....... ย่อมเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติ..... ย่อมทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะสิ้นไป ....... สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่
                 ดูก่อนอุทายี ธรรมห้าประการนี้แล เป็นเหตุให้สาวกทั้งหลายของเราสักการะ เคารพ นับถือ บูชาแล้วพึ่งเราอยู่
มหาสกุลุทายิสูตร

 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 19 ม.ค. 2547 / 09:43:45 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.13 ]


 ความคิดเห็นที่ 17 : (ศิษย์ อ.)

เทียบพระไตรปิกฎนะครับ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๙  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑  ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค

มโนมยิทธิญาณ
        [๑๓๒] ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส
อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อนิรมิต รูปอันเกิด
แต่ใจ คือนิรมิตรกายอื่นจากกายนี้ มีรูปเกิดแต่ใจ มีอวัยวะน้อยใหญ่ครบถ้วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง
ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงชักไส้ออกจากหญ้าปล้อง เขาจะพึงคิดเห็นอย่างนี้ว่า
นี้หญ้าปล้อง นี้ไส้ หญ้าปล้องอย่างหนึ่ง ไส้อย่างหนึ่ง ก็แต่ไส้ชักออกจากหญ้าปล้องนั่นเอง
อีกนัยหนึ่ง เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงชักดาบออกจากฝัก เขาจะพึงคิดเห็นอย่างนี้ว่า นี้ดาบ นี้ฝัก
@๑. ญาณทัสสนะ เป็นชื่อของญาณชั้นสูง คือมรรคญาณ ผลญาณ สัพพัญญุตญาณ ปัจจ-
@   เวกขณญาณ และวิปัสนาญาณ ฯ
@๒. ได้แก่ธาตุ ๔ คือ ดิน, น้ำ, ไฟ, ลม ฯ
ดาบอย่างหนึ่ง ฝักอย่างหนึ่ง ก็แต่ดาบชักออกจากฝักนั่นเอง อีกนัยหนึ่ง เปรียบเหมือนบุรุษ
จะพึงชักงูออกจากคราบ เขาจะพึงคิดเห็นอย่างนี้ว่า นี้งู นี้คราบ งูอย่างหนึ่ง คราบอย่างหนึ่ง
ก็แต่งูชักออกจากคราบนั่นเอง ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว
ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว อย่างนี้ เธอย่อม
โน้มน้อมจิตไปเพื่อนิรมิตรูปอันเกิดแต่ใจ คือนิรมิตกายอื่นจากกายนี้ มีรูปเกิดแต่ใจ มีอวัยวะ
น้อยใหญ่ครบถ้วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง ดูกรมหาบพิตร นี้แหละสามัญผลที่เห็นประจักษ์
ทั้งดียิ่งกว่า ทั้งประณีตกว่าสามัญผลที่เห็นประจักษ์ข้อก่อนๆ.
อิทธิวิธญาณ
        [๑๓๓] ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส
อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว อย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่ออิทธิวิธี เธอบรรลุ
อิทธิวิธีหลายประการ คือ คนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ ทำให้ปรากฏ
ก็ได้ ทำให้หายก็ได้ ทะลุฝากำแพงภูเขาไปได้ไม่ติดขัดเหมือนไปในที่ว่างก็ได้ ผุดขึ้นดำลง
แม้ในแผ่นดินเหมือนในน้ำก็ได้ เดินบนน้ำไม่แตกเหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้ เหาะไปในอากาศ
เหมือนนกก็ได้ ลูบคลำพระจันทร์พระอาทิตย์ซึ่งมีฤทธิ์มีอานุภาพมากด้วยฝ่ามือก็ได้ ใช้อำนาจ
ทางกายไปตลอดพรหมโลกก็ได้ ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนช่างหม้อหรือลูกมือของช่างหม้อ
ผู้ฉลาด เมื่อนวดดินดีแล้ว ต้องการภาชนะชนิดใดๆ พึงทำภาชนะชนิดนั้นๆ ให้สำเร็จได้
อีกนัยหนึ่ง เปรียบเหมือนช่างงาหรือลูกมือของช่างงาผู้ฉลาด เมื่อแต่งงาดีแล้ว ต้องการเครื่องงา
ชนิดใดๆ พึงทำเครื่องงาชนิดนั้นๆ ให้สำเร็จได้ อีกนัยหนึ่ง เปรียบเหมือนช่างทองหรือลูกมือ
ของช่างทองผู้ฉลาด เมื่อหลอมทองดีแล้ว ต้องการทองรูปพรรณชนิดใดๆ พึงทำทองรูปพรรณ
ชนิดนั้นๆ ให้สำเร็จได้ ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส
ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว อย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไป
เพื่ออิทธิวิธี เธอบรรลุอิทธิวิธีหลายประการ คือ คนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนเป็นคนเดียว
ก็ได้ ทำให้ปรากฏก็ได้ ทำให้หายไปก็ได้ ทะลุฝากำแพงไปได้ ไม่ติดขัดเหมือนไปในที่ว่างก็ได้
ผุดขึ้นดำลงในแผ่นดินเหมือนในน้ำก็ได้ เดินบนน้ำไม่แตกเหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้ เหาะไป
ในอากาศเหมือนนกก็ได้ ลูบคลำพระจันทร์พระอาทิตย์ ซึ่งมีฤทธิ์มีอานุภาพมากด้วยฝ่ามือก็ได้
ใช้อำนาจทางกายไปตลอดพรหมโลกก็ได้ ดูกรมหาบพิตร นี้แหละสามัญผลที่เห็นประจักษ์ ทั้งดี
ยิ่งกว่า ทั้งประณีตกว่าสามัญผลที่เห็นประจักษ์ข้อก่อนๆ.
ทิพยโสตญาณ
        [๑๓๔] ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากกิเลส อ่อน
ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อทิพยโสตธาตุ เธอย่อม
ได้ยินเสียง ๒ ชนิด คือเสียงทิพย์และเสียงมนุษย์ ทั้งที่อยู่ไกลและใกล้ด้วยทิพยโสตธาตุ อัน
บริสุทธิ์ล่วงโสตของมนุษย์ ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนบุรุษเดินทางไกล เขาจะพึงได้ยินเสียง
กลองบ้าง เสียงตะโพนบ้าง เสียงสังข์บ้าง เสียงบัณเฑาะว์บ้าง เสียงเปิงมางบ้าง เขาจะพึง
เข้าใจว่า เสียงกลองดังนี้บ้าง เสียงตะโพนดังนี้บ้าง เสียงสังข์ดังนี้บ้าง เสียงบัณเฑาะว์ดังนี้บ้าง
เสียงเปิงมางดังนี้บ้าง ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส
ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว อย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไป
เพื่อทิพยโสตธาตุ เธอย่อมได้ยินเสียง ๒ ชนิด คือเสียงทิพย์และเสียงมนุษย์ ทั้งที่อยู่ไกล
และใกล้ด้วยทิพยโสตธาตุอันบริสุทธิ์ล่วงโสตของมนุษย์ ดูกรมหาบพิตร นี้แหละสามัญผลที่
เห็นประจักษ์ ทั้งดียิ่งกว่า ทั้งประณีตกว่าสามัญผลที่เห็นประจักษ์ข้อก่อนๆ.
เจโตปริยญาณ
        [๑๓๕] ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส
อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อเจโตปริยญาณ
เธอย่อมกำหนดรู้ใจของสัตว์อื่น ของบุคคลอื่นด้วยใจ คือจิตมีราคะ ก็รู้ว่าจิตมีราคะ หรือจิต
ปราศจากราคะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากราคะ จิตมีโทสะ ก็รู้ว่าจิตมีโทสะ หรือจิตปราศจากโทสะ
ก็รู้ว่าจิตปราศจากโทสะ จิตมีโมหะ ก็รู้ว่าจิตมีโมหะ หรือจิตปราศจากโมหะ ก็รู้ว่าจิตปราศจาก
โมหะ จิตหดหู่ ก็รู้ว่าจิตหดหู่ หรือจิตฟุ้งซ่าน ก็รู้ว่าจิตฟุ้งซ่าน จิตเป็นมหรรคต ก็รู้ว่าจิตเป็น
มหรรคต หรือจิตไม่เป็นมหรรคต จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ว่าจิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า หรือจิตไม่มีจิตอื่น
ยิ่งกว่า ก็รู้ว่าจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า จิตเป็นสมาธิ ก็รู้ว่าจิตเป็นสมาธิ หรือจิตไม่เป็นสมาธิ
ก็รู้ว่าจิตไม่เป็นสมาธิ จิตหลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตหลุดพ้น หรือจิตไม่หลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตไม่หลุดพ้น
ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนหญิงสาวชายหนุ่มที่ชอบการแต่งตัว เมื่อส่องดูเงาหน้าของตน
ในกระจกอันบริสุทธิ์สะอาด หรือในภาชนะน้ำอันใส หน้ามีไฝ ก็จะพึงรู้ว่าหน้ามีไฝ หรือหน้า
ไม่มีไฝ ก็จะพึงรู้ว่าหน้าไม่มีไฝ ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว
ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อม
จิตไปเพื่อเจโตปริยญาณ เธอย่อมกำหนดรู้ใจของสัตว์อื่นของบุคคลอื่นด้วยใจ คือจิตมีราคะ
ก็รู้ว่าจิตมีราคะ หรือจิตปราศจากราคะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากราคะ จิตมีโทสะ ก็รู้ว่าจิตมีโทสะ
หรือจิตปราศจากโทสะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากโทสะ จิตมีโมหะ ก็รู้ว่าจิตมีโมหะ หรือจิตปราศจาก
โมหะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากโมหะ จิตหดหู่ ก็รู้ว่าจิตหดหู่ หรือจิตฟุ้งซ่าน ก็รู้ว่าจิตฟุ้งซ่าน
จิตเป็นมหรรคต ก็รู้ว่าจิตเป็นมหรรคต หรือจิตไม่เป็นมหรรคต ก็รู้ว่าจิตไม่เป็นมหรรคต จิตมีจิตอื่น
ยิ่งกว่า ก็รู้ว่าจิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า หรือจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ว่าจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า จิตเป็นสมาธิ
ก็รู้ว่าจิตเป็นสมาธิ หรือจิตไม่เป็นสมาธิ ก็รู้ว่าจิตไม่เป็นสมาธิ จิตหลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตหลุดพ้น
หรือจิตไม่หลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตไม่หลุดพ้น ดูกรมหาบพิตร นี้แหละสามัญผลที่เห็นประจักษ์
ทั้งดียิ่งกว่า ทั้งประณีตกว่าสามัญผลที่เห็นประจักษ์ข้อก่อนๆ.
ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ
        [๑๓๖] ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส
อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว อย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อบุพเพนิวาสานุสสติญาณ
เธอย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือ ระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง สามชาติบ้าง
สี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้าง สิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้าง สามสิบชาติบ้าง สี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบ
ชาติบ้าง ร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้าง แสนชาติบ้าง ตลอดสังวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอด
วิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดสังวัฏฏวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้างว่า ในภพโน้นเรามีชื่ออย่างนั้น
มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนด
อายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้วได้ไปเกิดในภพโน้น แม้ในภพนั้น เราก็ได้มีชื่ออย่างนั้น
มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนด
อายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้วได้ไปเกิดในภพนี้ เธอย่อมระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก
พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ ด้วยประการฉะนี้ ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงจาก
บ้านตนไปบ้านอื่น แล้วจากบ้านนั้นไปยังบ้านอื่นอีก จากบ้านนั้นกลับมาสู่บ้านของตนตามเดิม
เขาจะพึงระลึกได้อย่างนี้ว่า เราได้จากบ้านของเราไปบ้านโน้น ในบ้านนั้น เราได้ยืนอย่างนั้น
ได้นั่งอย่างนั้น ได้พูดอย่างนั้น ได้นิ่งอย่างนั้น เราได้จากบ้านแม้นั้นไปยังบ้านโน้น แม้ในบ้าน
นั้นเราก็ได้ยืนอย่างนั้น ได้นั่งอย่างนั้น ได้พูดอย่างนั้น ได้นิ่งอย่างนั้น แล้วเรากลับจากบ้านนั้น
มาสู่บ้านของตนตามเดิม ดังนี้ ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว
ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว อย่างนี้ ย่อมโน้มน้อม
จิตไปเพื่อบุพเพนิวาสานุสสติญาณ เธอย่อมระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือ ระลึกได้
หนึ่งชาติบ้าง สองชาติบ้าง สามชาติบ้าง สี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้าง สิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้าง
สามสิบชาติบ้าง สี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้าง ร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้าง แสนชาติบ้าง
ตลอดสังวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดสังวัฏฏกัปเป็นอันมาก
บ้างว่า ในภพโน้น เรามีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น
เสวยสุขทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้วได้ไปเกิดในภพโน้น
แม้ในภพนั้นเราก็มีชื่อนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุข
ทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้วได้มาเกิดในภพนี้ เธอย่อม
ระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ ด้วยประการฉะนี้ ดูกรมหาบพิตร
นี้แหละสามัญผลที่เห็นประจักษ์ ทั้งดียิ่งกว่า ทั้งประณีตกว่าสามัญผลที่เห็นประจักษ์ ข้อก่อนๆ.
จุตูปปาตญาณ
        [๑๓๗] ภิกษุนั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส
อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อรู้จุติและอุปบัติของ
สัตว์ทั้งหลาย เธอเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณ
ทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วง จักษุของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์
ผู้เป็นไปตามกรรมว่า สัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ติเตียนพระอริยเจ้า
เป็นมิจฉาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เขาย่อม
เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ส่วนสัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายสุจริต  วจีสุจริต มโนสุจริต
ไม่ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นสัมมาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจสัมมาทิฏฐิ เบื้องหน้าแต่ตาย
เพราะกายแตก เขาย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ดังนี้ เธอย่อมเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติ
เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุ
ของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม ด้วยประการฉะนี้ เปรียบเหมือนปราสาท
ตั้งอยู่ ณ ทาง ๓ แพร่งท่ามกลางพระนคร บุรุษผู้มีจักษุยืนอยู่บนปราสาทนั้น จะพึงเห็นหมู่ชน
กำลังเข้าไปสู่เรือนบ้าง กำลังออกจากเรือนบ้าง กำลังสัญจรเป็นแถวอยู่ในถนนบ้าง นั่งอยู่ที่ทาง
๓ แพร่งท่ามกลางพระนครบ้าง เขาจะพึงรู้ว่า คนเหล่านี้เข้าไปสู่เรือน เหล่านี้ออกจากเรือน
เหล่านี้สัญจรเป็นแถวอยู่ในถนน เหล่านี้นั่งอยู่ที่ทาง ๓ แพร่งท่ามกลางพระนคร ฉันใด ภิกษุ
ก็ฉันนั้นแล เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่
การงานตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว อย่างนี้ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อรู้จุติและอุปบัติของสัตว์ทั้งหลาย
เธอเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี
ตกยากด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมว่า
สัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นมิจฉาทิฏฐิ
ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เขาย่อมเข้าถึงอบาย
ทุคติ วินิบาต นรก ส่วนสัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไม่ติเตียน
พระอริยเจ้า เป็นสัมมาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจสัมมาทิฏฐิ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะ
กายแตก เขาย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ดังนี้ เธอย่อมเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติ
เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุ
ของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ ผู้เป็นไปตามกรรม ด้วยประการฉะนี้ ดูกรมหาบพิตร นี้แหละ
สามัญผลที่เห็นประจักษ์ ทั้งดียิ่งกว่า ทั้งประณีตกว่าสามัญผลที่เห็นประจักษ์ข้อก่อนๆ.
อาสวักขยญาณ
        [๑๓๘] ภิกษุนั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส
อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว อย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่ออาสวักขยญาณ
ย่อมรู้ชัดตามเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา  เหล่านี้
อาสวะ นี้อาสวสมุทัย นี้อาสวนิโรธ นี้อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา เมื่อเธอรู้เห็นอย่างนี้ จิตย่อม
หลุดพ้นแม้จากกามาสวะ แม้จากภวาสวะ แม้จากอวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ก็มีญาณว่า
หลุดพ้นแล้ว. รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่น
เพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี. ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนสระน้ำบนยอดเขาใสสะอาด ไม่ขุ่นมัว
บุรุษผู้มีจักษุยืนอยู่บนขอบสระนั้น จะพึงเห็นหอยโข่งและหอยกาบต่างๆ บ้าง ก้อนกรวดและ
ก้อนหินบ้าง ฝูงปลาบ้าง กำลังว่ายอยู่บ้าง หยุดอยู่บ้าง ในสระน้ำ เขาจะพึงคิดอย่างนี้ว่า
สระน้ำนี้ใสสะอาด ไม่ขุ่นมัว หอยโข่งและหอยกาบต่างๆ บ้าง ก้อนกรวดและก้อนหินบ้าง
ฝูงปลาบ้าง เหล่านี้กำลังว่ายอยู่บ้าง กำลังหยุดอยู่บ้าง ในสระน้ำนั้น ดังนี้ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้น
แล เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน
ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่ออาสวักขยญาณ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า
นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เหล่านี้ อาสวะ นี้อาสวสมุทัย
นี้อาสวนิโรธ นี้อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา เมื่อเธอรู้เห็นอย่างนี้ จิตย่อมหลุดพ้นแม้จากกามาสวะ
แม้จากภวาสวะ แม้จากอวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ก็มีญาณว่าหลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่าชาติ
สิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี
ดูกรมหาบพิตร นี้แหละสามัญผลที่เห็นประจักษ์ ทั้งดียิ่งกว่า ทั้งประณีตกว่าสามัญผลที่เห็น
ประจักษ์ข้อก่อนๆ ดูกรมหาบพิตร ก็สามัญผลที่เห็นประจักษ์ข้ออื่น ทั้งดียิ่งกว่า ทั้งประณีตกว่า
สามัญผลที่เห็นประจักษ์ข้อนี้ ย่อมไม่มี.
พระเจ้าอชาตศัตรูแสดงพระองค์เป็นอุบาสก
        [๑๓๙] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว พระเจ้าแผ่นดินมคธ พระนามว่า
อชาตศัตรู เวเทหีบุตร ได้กราบทูลพระดำรัสนี้กะพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก เปรียบ
เหมือนหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืดด้วยคิดว่า
ผู้มีจักษุจักเห็นรูป ดังนี้ ฉันใด พระผู้มีพระภาคทรงประกาศพระธรรมโดยอเนกปริยาย ฉันนั้น
เหมือนกัน ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันนี้ ขอถึงพระผู้มีพระภาค พระธรรมและพระสงฆ์ว่า
เป็นสรณะ ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงจำหม่อมฉันว่าเป็นอุบาสก ผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่
วันนี้เป็นต้นไป โทษได้ครอบงำหม่อมฉัน ซึ่งเป็นคนเขลา คนหลง ไม่ฉลาด หม่อมฉัน
ได้ปลงพระชนมชีพ พระบิดาผู้ดำรงธรรม เป็นพระราชาโดยธรรมเพราะเหตุแห่งความเป็นใหญ่
ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงรับทราบความผิดของหม่อมฉันโดยเป็นความผิดจริง เพื่อสำรวมต่อไป.
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า จริง จริง ความผิดได้ครอบงำมหาบพิตรซึ่งเป็นคนเขลา คนหลง
ไม่ฉลาด มหาบพิตรได้ปลงพระชนมชีพพระบิดาผู้ดำรงธรรม เป็นพระราชาโดยธรรม เพราะเหตุ
แห่งความเป็นใหญ่ แต่เพราะมหาบพิตรทรงเห็นความผิดโดยเป็นความผิดจริงแล้ว ทรงสารภาพ
ตามเป็นจริง ฉะนั้น อาตมภาพ ขอรับทราบความผิดของมหาบพิตร ก็การที่บุคคลเห็นความผิด
โดยเป็นความผิดจริง แล้วสารภาพตามเป็นจริงรับสังวรต่อไป นี้เป็นความชอบในวินัยของ
พระอริยเจ้าแล.
        [๑๔๐] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ท้าวเธอได้กราบทูลลาว่า ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ ถ้าเช่นนั้นหม่อมฉันขอทูลลาไปในบัดนี้ หม่อมฉันมีกิจมาก มีกรณียะมาก พระผู้มีพระภาค
ตรัสว่า ขอมหาบพิตรทรงสำคัญเวลา ณ บัดนี้เถิด. ครั้งนั้นแล พระเจ้าแผ่นดินมคธพระนามว่า
อชาตศัตรู เวเทหีบุตร ทรงเพลิดเพลินยินดีภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล้ว เสด็จลุกจากอาสนะ
ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค ทรงกระทำประทักษิณแล้วเสด็จไป. เมื่อท้าวเธอเสด็จไปไม่นาน
พระผู้มีพระภาคตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระราชาพระองค์นี้ถูกขุดเสียแล้ว
พระราชาพระองค์นี้ถูกขจัดเสียแล้ว  หากท้าวเธอจักไม่ปลงพระชนมชีพพระบิดาผู้ดำรงธรรม เป็น
พระราชาโดยธรรมไซร้ ธรรมจักษุ ปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน จักเกิดขึ้นแก่ท้าวเธอ ณ ที่
ประทับนี้ทีเดียว. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสคำเป็นไวยากรณ์นี้แล้ว. ภิกษุเหล่านั้นชื่นชมยินดีภาษิต
ของพระผู้มีพระภาคแล้วแล.
จบสามัญญผลสูตร

 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 19 ม.ค. 2547 / 09:46:45 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.13 ]


 ความคิดเห็นที่ 18 : (shi63)

   เป็นมิจฉาทิฏฐิแน่นอนค่ะ นิพพานไม่ได้เป็นสถานที่
   ถ้าอยากรู้เรื่องนิพพานโดยละเอียดให้ไปศึกษาในพระอภิธัมมัตถสังคหะ  ปริจเฉทที่ 6  หรือไม่ก็อ่านหนังสือ "พุทธธรรม"(เรื่องนิพพาน) ของท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฎกดีกว่านะคะ

 จากคุณ : shi63 [ 19 ม.ค. 2547 / 09:49:20 น. ]
     [ IP Address : 161.200.64.2 ]


 ความคิดเห็นที่ 19 : (กำลังฟุ้ง)

เพราะคำตอบแต่ละคำตอบของคุณดังตฤณมีผลกับสมาชิกในลานธรรมมากนั่นแหละครับ เลยมีความคาดหวังไว้ว่าถ้าคุณดังตฤณตอบออกมาชัดๆ เรื่องคงจะยุติในระดับหนึ่ง

เห็นปัญหามันไม่ยุติในยุคใดยุคหนึ่งเช่นกันครับ ตอนนี้ถ้ามีการแยกห้องโดยเร็วก็ดี ผมเห็นว่าดีกว่าปล่อยให้มีคนมาเผยแพร่วิชานอกพระพุทธศาสนาและมิจฉาทิฏฐิเช่นนี้ร่ำไป ขณะนี้มีคนใกล้ชิดเตือนผมเรื่องอย่าวิจารณ์ตัวบุคคล ให้วิจารณ์ที่ตัววิชามโนมยิทธิ แต่ผมก็ไม่ยอมให้ใจยังคงคิดตำหนิผู้เผยแพร่คำสอนมิจฉาทิฏฐิในขณะนั้นอยู่ แต่ครั้งที่เจ้าของวิชากล่าวธรรมดีๆ ก็ยอมรับว่าดีจริง เอาเป็นว่าผมตำหนิพระฤาษีลิงดำในขณะจิตที่เผยแพร่เรื่องนิพพานเป็นเมืองละกันครับ สำหรับบ่างช่างยุที่ไม่รู้มีเจตนาเช่นไรอย่างบรรพต อ. ลานธรรมน่าจะมีมาตรการอันใดได้แล้วนะครับ ทุกวันนี้ก็ยังตัดต่อพุทธพจน์จนความหมายผิดเพี๊ยนแล้วนำไปเผยแพร่อยู่ ไม่ทราบเป็นผู้ประสงค์ร้ายต่อศาสนาพุทธหรือเปล่า

เผือกก้อนที่สองกรณีนายเฉลิมศักดิ์ที่ไม่หยุดกล่าวคำไม่จริงกับพระดีๆเสียทีนี่ผมกะว่าพอเรื่องมันเริ่มหนักๆเข้าจะโยนมาอีกครับ แต่ถ้าจะให้ดีก็ขอรบกวนคุณดังตฤณและผู้รักธรรมทุกท่านไปอธิบายให้เข้าเข้าใจเสียทีเหอะครับ

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 19 ม.ค. 2547 / 09:56:40 น. ]
     [ IP Address : 202.133.162.56 ]


 ความคิดเห็นที่ 20 : (x-man)

ใครจะทำอย่างไรก็เป็นเรื่องของเขา ตัวเราอย่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ เสียเองก็แล้วกัน

 จากคุณ : x-man [ 19 ม.ค. 2547 / 10:06:32 น. ]
     [ IP Address : 202.57.168.114 ]


 ความคิดเห็นที่ 21 : (สาวิกา)

โมทนา..สาธุ ในคำตอบของคุณดังตฤณค่ะ ถ้ามุ่งมั่นอยากรู้ก็ต้องอย่างที่พระพุทธองค์ทรงตรัสละค่ะ "ปฏิบัติ ปฏิบัติ ปฏิบัติ"

 จากคุณ : สาวิกา [ 19 ม.ค. 2547 / 10:43:55 น. ]
     [ IP Address : 203.118.114.212 ]


 ความคิดเห็นที่ 22 : (โชติปาละ)

       สาธุครับ ท่านดังตฤณ
       ผมมีเรื่องจริงมาเล่าให้ฟังครับ คุณกำลังฟุ้ง
       เมื่อก่อนผมก็สงสัยว่า ทำไมถึงได้มีการสอนนิพพานเป็นเมืองกัน จนผมได้ไปพบคุณแม่ชีท่านหนึ่ง ที่เป็นที่เคารพของอาจารย์ผม คุณแม่ชีได้เล่าเรื่องการสอนของพระเถระรูปหนึ่งที่สอนนิพพานเป็นเมืองนี้ ให้ฟังโดยที่ผมไม่ได้ถามเลย
       คุณแม่ชีท่านบอกว่า บางครั้งผู้สอนรู้ว่า นิพพานจริงเป็นอย่างไร แต่การสอนคนไปนิพพานจริง ๆ นั้นมันยาก คนไม่ค่อยทำ ไม่ยอมรับความจริงกัน สู่สอนแล้วหลอกให้คนไปสวรรค์มันง่ายกว่า เข้าใจง่ายกว่า อย่างน้อยก็ดีกว่าสอนให้คนไปอบายภูมิ จนเมื่อพวกนี้เห็นภัยในวัฏสงสารเมื่อไหร่ พวกเขาก็จะเปลี่ยนทิฏฐิเอง
        ผมกราบขอขมาพระเถระรูปนั้น  ตั้งแต่นั้นมาผมไม่ประมาทในพระเถระรูปนั้นอีกเลย ผมเคารพท่านเป็นพระที่ควรกราบรูปหนึ่งเลย

       พระเถระอีกรูปหนึ่งที่หลายคนในลานธรรมชอบประมาทในท่าน ก็เพราะข้อเขียนของมีมาก และท่านเคยขัดแย้งกับผู้มีศึกษาอภิธรรม
        ผมเป็นผู้หนึ่งที่ศึกษาอภิธรรมด้วย และผมเองก็ถือว่า ท่านเป็นอาจารย์คนแรก เพราะหนังสือของท่านทำให้ผม ถึงกับสะดุ้งในคำสอนที่ท่านยกอริยสัจจ์ 4 มา ผมอ่านถึงแค่ ทุกข์ ความรู้สึกของผมเหมือนถูกฟ้าผ่า แต่ไม่เจ็บปวด มีแสงสว่างจ้าขึ้นทันที ที่อ่านทุกข์ คืออะไร ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ผมสนใจศึกษาพุทธศาสนา แล้วปฏิบัติตั้งแต่นั้นมา
        มีหนังสือของท่านหลายเล่ม ที่อาจจะไม่ใช่ท่านแต่งเอง แต่สุดท้ายก่อนท่านใกล้ละสังขารมีหนังสือที่สอนเกี่ยวกับความจริงที่เข้าได้ตรงทางมากจริง ๆ แต่หลายคนไม่ค่อยรู้กัน เพราะตอนหลังมีการเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลในการจัดทำหนังสือมาก หนังสือบางเล่มไม่ค่อยได้ตีพิมพ์ให้แพร่หลาย
       พระเถระรูปนี้ก็อย่าประมาทในท่านครับ

        สุดท้ายนี้ การพยามยามแก้ทิฏฐิผู้อื่น เพื่อให้สู่ทางที่ถูกต้องเป็นการเสียสละที่น่าสรรเสริญครับ ก็ขอให้ทำในรูปแบบที่พอดี พองาม ไม่เบียดเบียนกันมาก เพื่อก่อกรรมกันมากเกินไปครับ

           การสียสละตนเพื่อแก้ทิฏฐิผู้อื่นนั้น ถึงจะสมควรสรรเสริญอย่างไร ก็ยังสู้การสละตัวตน ของตน ให้เรารู้นิพพานจริงด้วยจิตเราเองไม่ได้  พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญผู้ที่สละตัวตน ของตนได้ ทำนิพพานให้แจ้งแก่ตนได้มากกว่าครับ

 จากคุณ : โชติปาละ [ 19 ม.ค. 2547 / 11:10:16 น. ]
     [ IP Address : 203.113.36.7 ]


 ความคิดเห็นที่ 23 : (Tony)

ไอ้ตัวมิจฉาทิฏฐิคือตัวที่มันกล่าวโทษผู้อื่นนั่นเเหละครับอย่าไปหาที่ไหนเลยครับมันอยู่เต็มหัวใจคุณจนมันล้นออกมาถึงปาก กล่าวเเต่ละคำก็ส่งกลิ่นคลุ้งไปทั่ว ตัวเองหมกมุ่นเกลือกกลั่วกับกิเลสตัณหาจนบังตาไม่รู้จักบาปบุญคุณโทษกล่าววาจากักขฬะกับพระเถระผู้ทรงคุณธรรม ผมว่ามันฟุ้งจนกู่ไม่กลับแล้วละ

 จากคุณ : Tony [ 19 ม.ค. 2547 / 11:33:22 น. ]
     [ IP Address : 169.210.7.141 ]


 ความคิดเห็นที่ 24 : (ขันธ์)

เมื่อกล่าวถึงนิพพานนั่น แหละ เกิดแล้ว  ไม่พูดไม่กล่าว ละออกให้ได้ทั้งหมดนั่นแหละดี  จนกว่าจะปรากฎขึ้นเองตามความว่างของจิต สิ่งที่ทุกคนเพียรหาจะตามมาเอง

 จากคุณ : ขันธ์ [ 19 ม.ค. 2547 / 11:53:06 น. ]
     [ IP Address : 202.20.67.189 ]


 ความคิดเห็นที่ 25 : (Omega)

คนผู้หนึ่งยึดทิฐิหนึ่งและติเตียนอีกทิฐิหนึ่ง
ไม่ว่าเขาจะเข้าใจธรรมนั้นไปเช่นไร
ด้วยความคิดอยากจะตำหนินั่นเอง
ทำให้เขาห่างไกลจากทางแห่งธรรมยิ่งขึ้น

จิตที่ส่งออกนอกแล้วเกิดเป็น อภิชฌาและโทมนัสนั่นเอง
จิตที่ส่งออกนอกแล้วเกิดความขุ่นเคืองคิดตำหนินั่นเอง

นิพพานจะเป็นเมืองหรือไม่เป็นเมืองก็ตาม
แต่ทางเดินนั้นมีอยู่ อริยมรรคนั่นเองคือทางเดิน
หากเปรียบเจ้าของกระทู้กำลังเดินอยู่ในทางสายนี้
เดินไปด้วยความคิดที่อยากจะติเตียนตำหนิผู้อื่นอย่างที่ท่านเจ้าของกระทู้มีอยู่นี้
ท่านคิดว่า ท่านกำลังเดินหันหน้าไป หรือ กำลัง เดินถอยหลังกลับ อยู่ครับ

หรือว่าจะนั่งลงข้างทาง หยุดไม่เร่งก้าวเดิน
ขอให้รู้ให้ได้ก่อนว่า เป็นเมืองหรือไม่เป็นเมือง
ไม่งั้นจะไม่ยอมออกเดิน

อัปมาเทนะ สัมปาเทถะ
ท่านทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด
ปัจฉิมวาจาของพระพุทธองค์

 จากคุณ : Omega [ 19 ม.ค. 2547 / 13:09:32 น. ]
     [ IP Address : 203.145.8.133 ]


 ความคิดเห็นที่ 26 : (genomic man)

เรียนคุณ ดังตฤณ

อ่านแล้วไม่สบายใจเลย ที่มีคนบางคน พาดพิงเรื่องที่ตัวเองก็ไม่รู้กัน เช่นนิพพาน
กับคำสอนของพระสงฆ์ที่ตั้งใจสอนคนให้ทำดี ละชั่ว
คนเราทำบุญมากันคนละสาย  การจะให้พระรูปที่ไม่เคยร่วมบุญกันมา
เทศน์สอนให้คนๆนั้นศรัทธาก้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ไม่ศรัทธาก็ไม่ได้จำเป็นต้องมองว่าท่านสอนผิด /คนสอนไม่ดี

คิดว่าที่แสดงความเห็นมา คงมีไม่มากท่านรู้จริงว่านิพพานเป็นยังไง
เป็นเมือง ไม่เป็นเมือง เชื่ออย่างไรก็เชื่อไปเถอะ
แต่พอคนคิดอีกอย่างนึง เขาเลวหรือครับ ที่เห็นไม่เหมือนตน
ประมาณว่าที่ฉํนเชื่อนี่เห็นจริงเป็นอริยะ  คนอื่นที่สอนอีกแบบเลยทำไม่ดี
ไม่ติดใจนักเรื่องนี้  แต่ไม่อยากให้ว่าชนิดออกชื่อพระ ทั้งที่ท่านสอนให้ทำดี

หลวงพ่อฤาษีฯ ท่านสอนคนให้ทำดีละชั่ว อยู่ในศีลธรรม
สอนมโนมยิทธิ ให้คนพิสูจน์เอง ถ้ามีปัญญาและสามารถ
การไม่เชื่อและปรามาส ผมเห็นว่าไม่ควร
การปรามาสท่าน ว่าสอนผิด  เพราะไม่เชื่ออย่างที่สอน หรือเพราะพิสูจน์แล้วว่าไม่ใช่  คนพิสูจน์ได้ว่าท่านสอนจริงก็มีเยอะ พิสูจน์ไม่ได้ก็มี แต่ถ้าไม่เห็นไม่เชื่อแปลว่าไม่มีหรือ หรือเพราะอัตตาตัวเองที่ไม่เชื่อเลยว่าท่านสอนผิด

ศพของหลวงพ่อยังไม่เน่าเปื่อย อยู่วัดท่าซุง อุทัยฯ
เป็นแต่แห้งไปตามกาลเพราะธาตุน้ำแยกออก
พระธาตุก็เกิดมากมายหลังท่านเสีย เชิญดูได้ที่วัดท่าซุง
คำสอนมากมายที่สอนให้ทำดี ละชั่ว ทำใจให้ผ่องใส
ตำรับตำรามากมาย  ตรงตามพระพุทธเจ้า พระไตรปิฎก

หากว่ายังตัดกิเลสกันไม่หมดจากใจ และยังไม่แน่ใจว่าจะมาเกิดอีกหรือไม่
คิดว่าเป็นการควรหรือครับที่จะปรามาสใครก็ตามที่สอนให้คนทำดี
โดยเฉพาะพระสงฆ์ในพุทธศาสนา ที่ถือศีลมากกว่าท่าน
แต่ถ้าคิดว่าหลังตายกายท่านจะไม่เน่า จะเกิดมีพระธาตุบ้าง ไม่มาเกิดอีกแล้ว
อันนี้ผมก็คงต้องกราบขออภัย และจะไม่ยุ่งเกี่ยวอีกเลย

เรียนคุณดังตฤณแสดงความเห็นเรื่องนี้ด้วยครับ


 จากคุณ : genomic man [ 19 ม.ค. 2547 / 14:03:54 น. ]
     [ IP Address : 210.238.18.69 ]


 ความคิดเห็นที่ 27 : (ว่างจากเวปอื่น)

ใช่ครับ การนึกถึงพระนิพพาน เป็นหนึ่งในอนุสติ  เป็นอุปสมานุสติแบบสุขวิปัสสโก

ส่วนสิ่งที่เป็นอจินไตย ไม่ควรสนทนากัน เพราะสนทนากันอย่างไรก็ไม่จบคือ

1  พุทธวิสัย
2  กรรมวิบาก
3  เรื่องโลกสิ้นสุดไม่สิ้นสุด
4  เรื่องฌานของผู้ที่ได้ฌาน

เรื่องเมืองนิพพาน ของผู้ได้ฌาน 4 เป็นหนึ่งใน อจินไตย ที่ไม่ควรยกขึ้นมาสนทนากันครับ ขอบคุณครับ

 จากคุณ : ว่างจากเวปอื่น [ 19 ม.ค. 2547 / 15:11:43 น. ]
     [ IP Address : 203.107.207.111 ]


 ความคิดเห็นที่ 28 : (ฐานาฐานะ)

พระไตรปิฏก เล่มที่ ๑๕  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗
สังยุตตนิกาย สคาถวรรค
โรหิตัสสสูตรที่ ๖

        [๒๙๕] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ฯ
        ครั้งนั้นแล เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว โรหิตัสสเทวบุตรมีวรรณงามยิ่งนัก ยังพระวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่าง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ
        ครั้นแล้วจึงถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ
        โรหิตัสสเทพบุตรยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วแล ได้กราบทูล พระผู้มีพระภาคว่า
        ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุคคลสถิตอยู่ ณ ที่ใดหนอ จึงจะไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่จุติ ไม่อุปบัติ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อันบุคคลจะอาจบ้างหรือไม่ เพื่อที่จะรู้ เพื่อที่จะเห็น หรือเพื่อที่จะบรรลุที่สุดโลกได้ด้วยการเดินทาง ฯ
        [๒๙๖] พ. อาวุโส ที่ใดเป็นที่ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่จุติ ไม่อุปบัติ เราไม่พูดถึงที่นั้นอันเป็นที่สุดของโลกว่า ควรรู้ ควรเห็น ควรบรรลุด้วยการเดินทาง ฯ
        ร. น่าอัศจรรย์ พระเจ้าข้า ไม่เคยมีมา พระเจ้าข้า พระดำรัสนี้พระผู้มีพระภาคตรัสแจ่มแจ้ง ดังปรากฏว่า อาวุโส ที่ใดเป็นที่ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่จุติ ไม่อุปบัติ เราไม่พูดถึงที่นั้นอันเป็นที่สุดของโลกว่า ควรรู้ ควรเห็น ควรบรรลุด้วยการเดินทาง ฯ
        [๒๙๗] ร. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แต่ปางก่อน ข้าพระองค์เป็นฤาษี ชื่อโรหิตัสสะ เป็นบุตรของอิสสรชน มีฤทธิ์ เหาะไปในอากาศได้ มีความเร็วประดุจอาจารย์สอนศิลปธนู จับธนูมั่น ชาญศึกษา ชำนาญมือ เคยประกวดยิงธนูมาแล้ว ยิงผ่านเงาตาลตามขวางได้ด้วยลูกศรขนาดเบาโดยสะดวกดาย ย่างเท้าของข้าพระองค์เห็นปานนี้ ประดุจจากมหาสมุทรด้านทิศบูรพา ก้าวถึงมหาสมุทรด้านทิศประจิม
        ข้าพระองค์มาประสงค์อยู่แต่เพียงว่า เราจักบรรลุถึงที่สุดของโลกด้วยการเดินทาง ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ประกอบด้วยความเร็วขนาดนี้ ด้วยย่างเท้าขนาดนี้ เว้นจากการกิน การขบเคี้ยว และการลิ้มรสอาหาร เว้นจากการถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ เว้นจากระงับความเหน็ดเหนื่อยด้วยการหลับนอน มีอายุถึงร้อยปี ดำรงชีพอยู่ถึงร้อยปี เดินทางตลอดร้อยปี ก็ยังไม่ถึงที่สุดของโลกได้ แต่มาทำกาลกิริยาเสียในระวาง น่าอัศจรรย์นัก พระเจ้าข้า ไม่เคยมีมา พระเจ้าข้า
        พระดำรัสนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสแจ่มแจ้งแล้ว ดังปรากฏว่า อาวุโส ที่ใดเป็นที่ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่จุติ ไม่อุปบัติ เราไม่พูดถึงที่นั้นอันเป็นที่สุดของโลก ว่าควรรู้ ควรเห็น ควรบรรลุ ด้วยการเดินทาง ฯ
        [๒๙๘] พ. ดูกรอาวุโส ที่ใดเป็นที่ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่จุติ ไม่อุปบัติ เราไม่พูดถึงที่นั้นอันเป็นที่สุดของโลก ว่าควรรู้ ควรเห็น ควรบรรลุด้วยการเดินทาง
        ก็ถ้าหากเรายังไม่บรรลุถึงที่สุดของโลกแล้ว ก็จะไม่กล่าวถึงการกระทำที่สุดทุกข์
        ก็แต่ว่าเราบัญญัติเรียกว่าโลก เหตุให้เกิดโลก การดับของโลก และทางให้ถึงความดับโลก ในสรีระร่าง มีประมาณวาหนึ่งนี้ และพร้อมทั้งสัญญา พร้อมทั้งใจครอง ฯ
        แต่ไหนแต่ไรมา ยังไม่มีใครบรรลุถึงที่สุดโลกด้วยการเดินทาง และเพราะที่ยังบรรลุถึงที่สุดโลกไม่ได้ จึงไม่พ้นไปจากทุกข์ ฯ
        เหตุนั้นแหละ คนมีปัญญาดี ตระหนักชัดเรื่องโลก ถึงที่สุดโลกได้ อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว รู้จักที่สุดโลกแล้ว เป็นผู้ระงับแล้ว จึงไม่หวังโลกนี้และโลกหน้า ฯ
----------------------------------------------------

        เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕  บรรทัดที่ ๑๙๖๖ - ๒๐๐๘.  หน้าที่  ๘๙ - ๙๑.

http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=15&A=1966&Z=2008&pagebreak=0

 จากคุณ : ฐานาฐานะ [ 19 ม.ค. 2547 / 16:06:43 น. ]
     [ IP Address : 203.118.82.38 ]


 ความคิดเห็นที่ 29 : (ว่างจากเวปอื่น)

พระสูตรข้างบนที่ คุณฐานะฐานะ นำมาแสดงหมายความว่า

1.  ยังไม่มีใครบรรลุถึงที่สุดของโลกด้วยการเดินทาง และเพราะที่ยังบรรลุถึงที่สุดโลกไม่ได้ จึงยังไม่มีใครพ้นไปจากทุกข์ได้ จากการเดินทางค้นหาโลก

2. พระสัมมาสัมพุธะเจ้าทรงกล่าวว่า "ถ้าหากเรายังไม่บรรลุถึงที่สุดของโลกแล้ว ก็จะไม่กล่าวถึงการกระทำที่สุดทุกข์ " แสดงว่าพระองค์ท่าน ทรงรู้แจ้งโลกแล้ว จึงกล่าวถึงการกระทำที่สุดแห่งทุกข์ และหนทางการพ้นทุกข์

3. หนทางการพ้นทุกข์ ก็คือ อริยมรรคมีองค์ 8 เพื่อให้ได้สัมมาสมาธิ เกิดปัญญาวิมุตติ และเจโตวิมุตติ ที่หลุดพ้นจากอาสวะทั้งมวล  ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการเดินทางเพื่อค้นหาโลกเลย

4. ดังนั้นการพูดเรื่องโลกสิ้นสุดไม่สิ้นสุดและการเดินทางเพื่อค้นหา จึงไม่ใช่การหาที่สุดแห่งทุกข์ และหนทางที่จะพ้นทุกข์ จึงเสียเวลาเปล่าที่จะค้นหาและเดินทาง ถ้าตนต้องการพ้นทุกข์

หนทางพ้นทุกข์ก็คือ อริยมรรคมีองค์ 8 

 จากคุณ : ว่างจากเวปอื่น [ 19 ม.ค. 2547 / 16:59:37 น. ]
     [ IP Address : 203.107.207.111 ]


 ความคิดเห็นที่ 30 : (ตชบ)

นิพพาน  เข้าได้  ออกได้  (ตอบตามกระทู้บน)
เรียกว่านิพพานชั่วคราว
จิตปรกติ ก็เข้าแล้ว  จิตไม่ปรกติ ก็ออกแล้ว
ถ้าไม่ไปนิพพานเลยคงจะแย่  เพราะวันๆ  เอาแต่ปรุงแต่งไป คิดไป  คงหมดกำลัง

การนอน  หรือการมีจิตปรกติ  ช่วยให้มีกำลัง (ปรับสมดุลย์)

ซึ่งความจริงแล้ว  ผู้คนมีกำลังมาก  แต่ล้วนสูญเสียไปกับความคิดเสียสิ้น
หากกำหนดสติ ต่อเนื่อง  (จิตเป็นปรกติ  ในช่วงเวลายาวนาน ) จะเห็นได้ว่ามีกำลังมากอย่างไม่น่าเชื่อ(พละห้ามีกำลัง)
และถ้ามีกำลังขนาดตัดกิเลส  ได้ตามแต่ละระดับ
ก็เป็นพระอริยะ  ไปตามแต่ละระดับที่ตัดกิเลส

นิพพาน  ก็อยู่ที่ใจนี้  เข้าๆ ออกๆ ได้
จิตปรกติ  นั่นล่ะนิพพาน

ข้าพเจ้าจะเป็นพวกมิจฉาทิฏฐฺไหมเนี่ย
หลวงพ่อเทียน  กับท่านพุทธทาส  สอนมาประมาณนี้แหล่ะ
แล้วก็พูดไปตามที่ข้าพเจ้า  พอจะจดจำและบวกตัวเองเข้าไปด้วย

 จากคุณ : ตชบ [ 19 ม.ค. 2547 / 17:08:09 น. ]
     [ IP Address : 202.133.166.226 ]


 ความคิดเห็นที่ 31 : (T.)

Nippan is not in มหาสมุทร or ดินแดน.

 จากคุณ : T. [ 19 ม.ค. 2547 / 18:53:39 น. ]
     [ IP Address : 172.25.51.86, 172.25.16.30, 195.229.116.2 ]


 ความคิดเห็นที่ 32 : (T.)

ทุกวันนี้เห็นตัวเองทุกข์น้อยลงบ้างก็ดีใจแล้วครับ --- This is Lopa.

 จากคุณ : T. [ 19 ม.ค. 2547 / 18:57:42 น. ]
     [ IP Address : 172.25.51.86, 172.25.16.30, 195.229.116.2 ]


 ความคิดเห็นที่ 33 : (คนป่า)

น่าจะเดินทางไปเถอะ     คลำกันไปก็ยังดีกว่าเถียงกัน   ฟัดกิเลสให้สิ้นซาก
ไว้ถึงนิพพานแล้วค่อยเถียง  อิ อิ

 จากคุณ : คนป่า [ 19 ม.ค. 2547 / 19:17:20 น. ]
     [ IP Address : 203.170.219.86 ]


 ความคิดเห็นที่ 34 : (กอบ)

สาธุครับพี่ดังตฤณ
สาธุในเจตนาของคุณกำลังฟุ้งครับ

 จากคุณ : กอบ [ 19 ม.ค. 2547 / 19:32:03 น. ]
     [ IP Address : 169.210.6.40 ]


 ความคิดเห็นที่ 35 : (Seeker)

........นิพพานตามที่ผมจินตนาการเอาเองก็คงประมาณว่า......มีเฉพาะจิตผู้รู้เป็นหนึ่งเดียวอยู่กับจักรวาลที่ว่างเปล่าอันไร้ขอบเขต ไร้ทั้งเดือนและดาว แต่มีความสว่างในตัวเอง อยู่เหนือความรู้สึกทุกข์และสุขทั้งปวง......จึงไม่ขึ้นกับกาลเวลาและบอกไม่ได้ว่ามีที่ตั้งอยู่ตรงไหน เพราะอยู่ในทุกที่และเป็นอันเดียวกับความว่างอันไร้ขอบเขตนั้น........ในทางปฏิบัติก็คือถึงแม้โลกและจักรวาลต่างๆ มีอยู่แต่จิตไม่เข้าไปยึดถือ........

........ถ้ายังมีความเข้าใจแบบปุถุชนที่เริ่มสนใจการปฏิบัติ ถ้าบอกว่า "ปฏิบัติเพื่อเข้าถึงนิพพานอันเป็นบรมสุข" ก็น่าจะเหมาะกว่าบอกว่า "ปฏิบัติเพื่อเข้าถึงความว่าง" เพราะโดยทั่วไปก็อยากไขว่คว้าหาความสุขกันอยู่แล้ว ถ้าบอกว่าปฏิบัติเพื่อความว่างคงจะรู้สึกวังเวงชอบกล........

.........ถ้ามีความเข้าใจแบบปุถุชนที่ปฏิบัติมากขึ้นมาหน่อย ถ้าบอกว่า "ปฏิบัติเพื่อเข้าถึงความไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้งปวง" ก็น่าจะฟังแล้วปล่อยวางได้มากกว่าบอกว่า "ปฏิบัติเพื่อเข้าถึงนิพพานอันเป็นบรมสุข" เพราะอาจจะทำให้รู้สึกเหมือนกับว่านิพพานยังมีอะไรที่น่ายึดถืออยู่ เมื่อยังยึดถืออยู่ก็ย่อมเป็นเหตุให้พ้นไปไม่ได้........

 จากคุณ : Seeker [ 19 ม.ค. 2547 / 20:23:18 น. ]
     [ IP Address : 203.113.61.107 ]


 ความคิดเห็นที่ 36 : (กำลังฟุ้ง)

จากความคิดเห็นที่ 30 นิพพานเข้าออกได้ของผมหมายถึงพวกถอดจิตไปเที่ยวเมืองนิพพาน ไปเที่ยวครับ กลายเป็นเข้าเมืองนิพพาน แล้วก็ออกเมืองนิพพาน มิจฉาทิฏฐิไหมหนอ?

มาสาธุอะไรผมกันครับ ผมเจตนาก่อความไม่สงบในลานธรรมขึ้นแท้ๆ แต่เป็นความไม่สงบที่ดีกว่าการปล่อยให้สงบ เพราะสงบแบบเป็นแหล่งเผยแพร่มิจฉาทิฏฐิคงไม่ดีแน่ ความจริงถ้าคุณดังตฤณยอมรับเผือกร้อนไปถือ ผมก็จะได้เลิกยุ่งเกี่ยวกับเผือกร้อนเหล่านั้นแล้วไปที่ชอบๆของผมได้สักที

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 19 ม.ค. 2547 / 23:19:20 น. ]
     [ IP Address : 202.133.160.21 ]


 ความคิดเห็นที่ 37 : (yoyo)

เราส่วนมาก ต่างก็ไม่รู้จริง เรื่องนิพพาน
นอกจาก เหล่าพระอรหันต์  

ฉะนั้น อะไรที่ไม่ได้อ้างไว้ในพระไตรปิฏก ไม่ควรกล่าวอ้างอิง มากเกินไปครับ
อ้างอิงได้บ้าง แต่ไม่ถือเป็น ตำราชั้นหลัก ครับ
ตำราชั้นรอง ก็มี อยู่อีกที่โบราณกาลเขา กล่าวเสริมมา 
ดังนั้น ความหนักแน่นของตำราอ้างอิง จึงต้องพิจารณาให้มากครับ

เพราะว่า เราส่วนมาก ต่างก็ไม่รู้จริง เรื่องนิพพาน
นอกจาก เหล่าพระอรหันต์  

 จากคุณ : yoyo [ 20 ม.ค. 2547 / 03:39:08 น. ]
     [ IP Address : 202.133.172.139 ]


 ความคิดเห็นที่ 38 : (yoyo)

และเราส่วนมาก ก็ไม่ค่อยรู้จริง
ว่าใคร คือ พระอรหันต์ 

ที่แน่นอนคือ ที่พระพุทธเจ้า  และ ท่านอื่นๆที่กล่าวในตำราเท่านั้น
และอาจจะอีกหลายรูปที่ อยู่ในยุคไกล้ๆเรา  ที่ลักษณะระบุไว้

เพราะเราส่วนมาก ไม่รู้อะไรเลย   -_-"
:)

 จากคุณ : yoyo [ 20 ม.ค. 2547 / 03:41:31 น. ]
     [ IP Address : 202.133.172.139 ]


 ความคิดเห็นที่ 39 : (yoyo )

เราส่วนมาก รู้แต่ ลักษณะทุกข์ และลักษณะวิปัสนาขั้นต้น ขั้นกลาง
อย่างนั้น อย่างนี้  ก็ค่อยๆเทียบเคียงกับ ตำราเท่านั้นเอง
และ คาดคะเนเพิ่มเติม

นั่น อาจจะเป็นทั้งหมด ที่เรารู้

 จากคุณ : yoyo [ 20 ม.ค. 2547 / 03:44:23 น. ]
     [ IP Address : 202.133.172.139 ]


 ความคิดเห็นที่ 40 : (กำลังใจ)

ขออนุญาตเจ้าของกระทู้และเพื่อน ๆ
นอนไม่หลับ ลุกมานั่งก็ไม่สงบ 
กำลังฟุ้งไปในความคิด  คิดย้อนไปเมื่อครั้งเคยไปปลีกวิเวก 
แต่จิตกลับไม่วิเวก  หนีไปไหนไม่พ้น...  พอไม่สนใจก็สงบเอง

เวลาของฉันเหลือน้อย ใกล้ร้อยปีเข้าไปทุกที  ดูจิตฉันก็ยังพร่องอยู่มาก
สติก็ยังไม่ทันกิเลส  ฉันพยายามดูสภาวะธรรมตามที่เป็น หลงบ้างทันบ้างดู..ไป
ความยินดียินร้ายเล่นงานฉันอยู่บ่อย ๆ  ขอความสุขความเจริญธรรมทุกท่าน
ทุกคนเทอญ...สวัสดี

 

 จากคุณ : กำลังใจ [ 20 ม.ค. 2547 / 03:45:02 น. ]
     [ IP Address : 203.156.25.113 ]


 ความคิดเห็นที่ 41 : (เมล็ดโพธิ์)

จากการศึกษาธรรมะของหลวงพ่อพระราชพรหมยาน ผมไม่ได้พบว่าหลวงพ่อท่านได้พูดถึงเมืองนิพพานไว้ตรงไหนเลย จึงสงสัยว่าคุณกำลังฟุ้งเข้าใจผิดอะไรหรือเปล่า จากการศึกษา หลวงพ่อท่านพูดถึงนิมิตว่าเป็นเช่นนั้นเช่นนี้ แต่ที่ผมได้ศึกษามาไม่พบเมืองนิพพานเหมือนเช่นที่คุณกำลังฟุ้งได้กล่าวอ้างถึงแต่อย่างใด ตัวผมเองก็ยอมรับว่าลูกศิษย์ของหลวงพ่อมีบางคนที่ได้มโนมยิทธิแล้ว จิตหลงเข้าไปยึดติดมั่นกับมโนมยิทธิ เกิดความเร่าร้อนกระวนกระวาย และบางคนถึงกับยึดมั่นถือมั่น เนื่องเพราะไม่ได้ศึกษาถึงวัตถุประสงค์ของการฝึกที่หลวงพ่อท่านได้วางเอาไว้ ผมยอมรับว่ามีลูกศิษย์หลวงพ่อบางคนสอนให้ใช้นิมิตถึงพระนิพพานให้มีลักษณะเป็นรูปธรรม ในขั้นต้นแห่งการฝึกมโนมยิทธิ เพื่อโน้มจิตให้มีสภาพเป็นกสิณ เพื่อจุดมุ่งหมายให้จิตมีสภาพเป็นทิพย์ แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าหลวงพ่อท่านพูดว่าเมืองพระนิพพานมีจริงแต่อย่างใด หากการใช้มโนมภาพเช่นนั้นเป็นสิ่งผิด ก็ขอให้คุณกำลังฟุ้งได้กรุณายกโทษให้ผู้ที่ไม่รู้ ยังข้องแวะอยู่ในวัฏสงสาร ด้วยอวิชชา ด้วยหลวงพ่อพระราชพรหมยานท่านก็คือครูอาจารย์ท่านหนึ่งที่ทำให้ผมได้รู้จักธรรมะ ให้รู้จักค้นคว้าหาธรรมยิ่งๆ ขึ้นไป หากปราศจากท่านแล้ว ผมเองก็อาจจะไม่สนใจธรรม และไม่ได้มาพบพี่ดังตฤณได้ศึกษาธรรมกับพี่ดังเช่นที่เป็นอยู่นี้ ไม่ว่าครูอาจารย์ท่านผิดหรือไม่ซึ่งก็ไม่อาจจะมีใครมารับรอง อย่างไรก็ตามท่านก็ได้ชี้ทางให้หลายๆคนให้ปรารถนาพระนิพพานเป็นที่สุด ปรารถนาพระนิพพานเป็นที่ไป ทางเดินอาจจะคดเคี้ยว หรือตรงอย่างไร หากบุคคลมีใจปรารถนาพระนิพพานแล้ว ย่อมอาจทำให้ชาติสั้นขึ้น นับเป็นคุณแก่บุคคลมากมาย จึงขอให้คุณกำลังฟุ้งได้โปรดให้ความเป็นธรรมด้วยครับ

 จากคุณ : เมล็ดโพธิ์ [ 20 ม.ค. 2547 / 11:09:23 น. ]
     [ IP Address : 203.156.74.110 ]


 ความคิดเห็นที่ 42 : (Apacer)

มีเรื่องรบกวนทุกท่าน โดยเฉพาะคุณกำลังฟุ้ง ช่วย vote ที่กระทู้นี้ด้วยครับ คือ

http://larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/011153.htm

0. คุณคิดว่าคุณตายแล้ว จิตของคุณจะหายสาบสูญ หายวับ หรือ  จิตของคุณจะยังอยู่ (หายสาบสูญ/ยังอยู่)

1. ทุกวันนี้ เวลาคุณนึกถึงพระพุทธเจ้าใจอันเคารพและบริสุทธิ์ คุณคิดว่าพระองค์จะทราบไหมครับว่าคุณนึกถึง (ทราบ/ไม่ทราบ/ไม่แน่ใจ)

2. ทุกวันนี้ เวลาคุณพ่อแม่ปู่ย่าตายายลุงป้าน้าอาพี่น้องนึกถึงพระพุทธเจ้า  เขาเหล่านั้นมักจะเข้าใจว่าพระพุทธองค์ทราบว่าเขานึกถึงพระองค์  (ใช่/ไม่ใช่/ไม่แน่ใจ)

3. สมัยพระองค์มีพระชนณ์ชีพ ใครนึกอะไรคิดอะไร ท่านก็ทราบเสมอ พอพระพุทธเจ้าเมื่อเข้าสู่ปรินิพพานแล้ว ใครนึกอะไร ท่านก็ไม่ทรงทราบอีกต่อไป (ใช่/ไม่ใช่/ไม่แน่ใจ)

4. พรหม เทวดา มีจริงไหมครับ (มี/ไม่มี) ถ้ามี ท่านพรหม หรือ เทวดา จะรู้ไหมครับว่าคุณนึกอะไรอยู่   (รู้/ไม่รู้/ไม่แน่ใจ)

หมดคำถามครับ  เอาความรู้สึกแรกจากใจตอบนะครับ  ขอบคุณครับ

 จากคุณ : Apacer [ 20 ม.ค. 2547 / 11:27:22 น. ]
     [ IP Address : 203.172.66.14 ]


 ความคิดเห็นที่ 43 : (นรชาติ)

สาธุครับ หลายๆท่าน ถกเถียงปัญหากันสนุกดีครับ และเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติด้วย  แต่ก็อย่าไปยึดถือ ความคิดเห็นของท่านใดท่านหนึ่งแล้วจินตนาการตามอย่างเดียว   เพราะสุดท้าย ต้อง เป็นปัจจัตตังอยู่ดี คือ ผู้ปฏิบัติรู้เองเฉพาะตน ไปบอกใคร ก็ไม่รู้ ต้องให้เขาไปปฏิบัติเอง

สาธุจริงๆครับ ท่านผู้รู้

 จากคุณ : นรชาติ [ 20 ม.ค. 2547 / 11:45:56 น. ]
     [ IP Address : 202.57.179.66 ]


 ความคิดเห็นที่ 44 : (JaY)

คุณกำลังฟุ้ง ถามเอาเฉพาะคุณตังตฤณ
กระผมขอเสียมารยาทนิดหน่อย  ขอเสริมนิดนีง   ดังนี้ครับ
===========================


ปัญหาที่ ๗  ว่าด้วยที่ตั้งแห่งนิพพาน


        พระเจ้ามิลินท์ตรัสถามว่า ดูก่อนพระนาคเสน พระนิพพานตั้งอยู่ทางทิศไหน
        พระนาคเสนทูลตอบว่า ขอถวายพระพร หาเป็นเช่นพระองค์ตรัสถามนั้นไม่
        ม. ถ้าเป็นเช่นนั้น พระนิพพานก็เป็นอันไม่มี ผู้ที่พยายามกระทำพระนิพพานให้แจ้งก็ไร้ประโยชน์เปล่า ธรรมดานาย่อมเป็นที่ตั้งแห่งข้าวเปลือก ดอกไม้เป็นที่ตั้งแห่งกลิ่นเป็นต้น เพราะฉะนั้นถ้าพระนิพพานมีจริงก็น่าจะมีที่ตั้งเช่นเดียวกัน

น.       ขอถวายพระพร พระนิพพานมีอยู่จริง แต่ที่ตั้งแห่งพระนิพพานไม่มี
อาตมภาพจะเปรียบถวาย ธรรมดาไฟตามปรกติก็ไม่ปรากฏว่าตั้งอยู่ที่ไหน
แต่เมื่อบุคคลเอาไม้มาสีกันเข้าไฟก็เกิดมีขึ้นได้นี้ฉันใด แม้พระนิพพานก็ฉัน
นั้นเหมือนกัน คือไม่ปรากฏว่ามีที่ตั้ง แต่ว่าเมื่อบุคคลพยายามบำเพ็ญศีล สมาธิ
ปัญญาให้แก่กล้าแล้ว พระนิพพานก็เกิดขึ้นได้เช่นไฟนั้นแล

ม.       เมื่อที่ตั้งแห่งพระนิพพานไม่มีก็ช่างเถิด แต่ว่าฐานะที่บุคคลตั้งอยู่ได้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ กระทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพานมีอยู่หรือไม่

น. ขอถวายพระพร มีอยู่

ม. เธอจงชี้มาให้ฟัง

น. ขอถวายพระพร ฐานะนั้นก็คือศีล เมื่อบุคคลตั้งมั่นอยู่ในศีลแล้ว กระทำใจ
โดยอุบายอันแยบคาย แม้ว่าจะอยู่ที่ใดๆ ก็ย่อมจะกระทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพานได้

ม. เธอว่านี้ชอบแล
======================================

ปัญหาที่ ๑๐ 

พระเจ้ามิลินท์ตรัสถามว่า ดูก่อนพระนาคเสน พระพุทธเจ้ามีอยู่หรือไม่พระนาคเสนทูลตอบว่า ขอถวายพระพร มีอยู่
       
ม.     ถ้าเช่นนั้น เธอจะสามารถชี้ได้หรือไม่ว่า เวลานี้เสด็จประทับอยู่ที่นั่นที่นี่

น.     ขอถวายพระพร พระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานไปแล้วอาตมภาพไม่สามารถ
จะชี้ที่ ซึ่งเสด็จประทับอยู่ถวายได้

ม. ถ้าเช่นนั้นจงเปรียบให้ฟัง

น. เหมือนไฟกองใหญ่ซึ่งลุกโพลงอยู่ แต่เปลวไฟดับหายเรื่อยๆ ไป นั่นพระองค์จะทรงชี้ได้หรือไม่ว่า เปลวไฟไปอยู่ที่ไหน

ม. ชี้ไม่ได้ เพราะเปลวไฟที่ดับไปแล้ว ก็เป็นอันดับสิ้นไปแล้ว

น. นั่นแลฉันใด แม้พระพุทธเจ้าก็ฉันนั้นถึงพระองค์มีอยู่จริง แต่เพราะ
พระองค์ได้เสด็จปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ (ดับจนสิ้นเชื้อ)
เสียแล้ว ฉะนั้นจึงชี้ถวายไม่ได้ว่าพระพุทธองค์ไปอยู่ที่ไหน     ที่อาตมภาพจะพอชี้แจงถวายได้ ก็แต่ธรรมกาย(คำสอนของพระองค์)อันเป็นผู้แทนพระพุทธองค์เท่านั้น

ม. เธอช่างสามารถจริง
        =================================                                                                               

 จากคุณ : JaY [ 20 ม.ค. 2547 / 15:13:44 น. ]
     [ IP Address : 161.200.131.130 ]


 ความคิดเห็นที่ 45 : (BOMBA)

สาธุ ครับ คุณ JAY

 จากคุณ : BOMBA [ 20 ม.ค. 2547 / 15:30:53 น. ]
     [ IP Address : 203.144.168.162 ]


 ความคิดเห็นที่ 46 : (วิภาช)

พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงเกี่ยวกับ "นิพพาน" ไว้หลายแห่งในพระไตรปิฎก
ผมเสนอขอให้สนใจ "นิพพาน" ในความหมายที่ทรงกล่าวไว้ดังต่อไปนี้มากกว่าครับ  ว่า
คือ "...ความสิ้นไปแห่ง ราคะ โทสะ โมหะ ..."
คือ "...ความดับสิ้นไปแห่งกองทุกข์..."  เป็นต้น
ซึ่งความหมายในลักษณะนี้ดูจะปลอดภัยกว่า  เป็นจริงเป็นจังกว่า
และดูเหมือนจะไม่มีความขัดแย้งเกิดขึ้นเลย

ขอให้มุ่งการปฏิบัติเพื่อให้สิ้น ราคะ โทสะ โมหะ เถิดครับ
แล้วคงจะหมดการโต้เถียง-ขัดแย้ง ในเรื่องนิพพาน ไปเอง.

 จากคุณ : วิภาช [ 20 ม.ค. 2547 / 18:47:08 น. ]
     [ IP Address : 161.200.130.98 ]


 ความคิดเห็นที่ 47 : (กำลังฟุ้ง)

จากความเห็นที่ 41 ธรรมของหลวงพ่อฤาษีลิงดำมีที่อ่านแล้วประทับใจมากเหมือนกันครับ ถ้าอ่านธรรมส่วนนั้นแล้วใครมาบอกผมว่าท่านเป็นพระอริยะผมก็คงจะเชื่อ แต่เรื่องมันมีอยู่ว่าผมดันไปเจอเรื่องเมืองนิพพานมาก่อนธรรมแท้เหล่านั้น ครั้งนั้นผมก็สาปแช่งท่านไว้เสียมากมายที่ฉุดผู้ไม่รู้ไปสู่มิจฉาทิฏฐิเสียหมด จนทุกวันนี้ก็ยังวางไม่ลง ถ้าท่านเป็นดังที่คุณเมล็ดโพธิ์ว่าไว้ในความเห็นที่ 41 ผมก็คงมีพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบให้นับถือเพิ่มอีกล่ะครับ แต่อย่างไรเสียผลผลิตที่เสียหายจากการสอนวิชามโนมยิทธินอกพระพุทธศาสนาของท่านก็มากมายเสียจริงๆ

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 20 ม.ค. 2547 / 21:35:52 น. ]
     [ IP Address : 202.59.255.238 ]


 ความคิดเห็นที่ 48 : (omega)

ถ้าอย่างนั้นผมขอถามคุณกำลังฟุ้งบ้างนะครับ
เห็นคุณดีแต่ติเตียนพระสงฆ์
แล้วคุณกำลังฟุ้งคิดว่านิพพานมีลักษณะเป็นอย่างไรครับ

ผมตั้งคำถามเลียนกระทู้ของคุณนี้ก็แล้วกันนะครับ
คุณคิดว่านิพพานสูญหรือนิพพานไม่สูญครับ
เอาแบบตรงๆไม่ต้องอ้อมค้อมนะครับ
คิดว่าสูญก็บอกว่าสูญ
คิดว่าไม่สูญก็บอกว่าไม่สูญ

เดี๋ยวก็รู้ใครมีมิจฉาทิฐิ

 จากคุณ : omega [ 20 ม.ค. 2547 / 23:19:49 น. ]
     [ IP Address : 169.210.0.21 ]


 ความคิดเห็นที่ 49 : (999)

test

 จากคุณ : 999 [ 21 ม.ค. 2547 / 00:20:42 น. ]
     [ IP Address : 203.113.60.11 ]


 ความคิดเห็นที่ 50 : (999)

ก็รู้อยู่แล้ว แต่ตัวมันเองไม่ยอมรับ ก็ปล่อยมันไป หลวงพ่อบอกว่าคนประเภทนี้ไม่ควรเตือนหรือห้าม เพราะถ้าเตือนแล้วมันจะไม่ฟังแถมมันจะยังทำให้ตัวเองลงขุมหนักกว่าเดิมด้วย ดังนั้นถ้าสงสารมันก็เลิกยุ่งกับมันซะ ปล่อยมันไป

 จากคุณ : 999 [ 21 ม.ค. 2547 / 00:24:32 น. ]
     [ IP Address : 203.113.60.11 ]


 ความคิดเห็นที่ 51 : (เด็กฟุ้ง)

ดีแล้วละที่มีคนอย่างกำลังฟุ้ง ไม่อย่างนั้นลานธรรมก็คงเงียบเหงาไม่น่าติดตาม แต่ก็อดที่จะเป็นห่วงท่านไม่ได้ ถ้าท่านไม่ละทิฐิมานะ และกล่าวปรามาสในสิ่งที่ท่านยังไม่รู้จริงอยู่เรื่อยๆ แล้วกลับตัวกลับใจไม่ทัน จะทำให้รับผลในฝ่ายอกุศลอย่างหนัก  ครูบาอาจารย์ที่ท่านมาสร้างบารมีตั้งแต่พุทธกาลจนถึงกึ่งพุทธกาลนี้สืบต่อกันมา บางท่านก็ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาลบำเพ็ญบารมีแบบพุทธภูมิ บางท่านก็บำเพ็ญแบบสาวกภูมิ แต่ลงมาสร้างบารมีกันไม่ได้ขาดสายเพราะบำเพ็ญมาไม่เหมือนกันนี้แหละ คำสอนหรือภูมิรู้ภูมิธรรมจึงไม่เสมอกัน  ครูบาอาจารย์ท่านใดที่บำเพ็ญมาทางพุทธภูมิก็จะสอนได้กว้างขวางและลึกซึ้งกว่าคนที่บำเพ็ญแบบสาวกภูมิ นี้ไม่ได้ว่าใครดีกว่าใครนะ เป็นเช่นนั้นจริงๆ เพื่อสืบต่อพระศาสนาขององค์สมเด็จองค์ปัจจุบันให้ครบห้าพันปี บางท่านต้องเสียสละลาความปรารถนาเดิม หนึ่งในนั้นอาจจะท่านที่อ่านกระทู้นี้ก็ได้ใครจะไปรู้ ที่จะบอกก็คือก่อนจะรู้จุดปลายว่าเป็นเช่นไร เรารู้จุดเริ่มต้นหรือจุดที่ท่านยืนอยู่ในปัจจุบันดีกว่าไหม ว่าท่านปรารถนาสร้างบารมีแบบสาวกภูมิหรือพุทธภูมิ  จะบำเพ็ญแบบเดิมต่อไหมหรือต้องการเปลี่ยนคำอธิษฐาน  เพราะมาคุยกันทางนี้ก็จริงแต่บางคนบารมีเต็มแล้วไปได้แล้ว บางคนยังไม่ได้ครึ่งไหเลย เลยคุยกันไม่รู้เรื่องกำลังใจต่างนี้แหละ ชวนให้ไปพระนิพพานเลยเกี่ยงงอน  ต้องบอกก่อนว่าเดินต่อไปแล้วจะได้พบเจออะไร ไม่งั้นกลับนรกดีกว่าเพื่อนเยอะดี อย่างนั้นหรือเปล่านะ   

 จากคุณ : เด็กฟุ้ง [ 21 ม.ค. 2547 / 01:19:56 น. ]
     [ IP Address : 203.148.187.134 ]


 ความคิดเห็นที่ 52 : (เฉลิมศักดิ์)

พระนิพพานของพระพุทธองค์  ที่ตรัสไว้ใน พรหมชาลสูตร
http://dharma.school.net.th/cgi-bin/tread.pl?start_book=09&start_byte=186
หรือhttp://84000.org/tipitaka/pitaka_item/sutta_name.php?name=พรหมชาลสูตร&book=9&bookZ=33
" ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายของตถาคต มีตัณหาอันจะนำไปสู่ภพขาดแล้วยังดำรงอยู่ เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักเห็นตถาคตชั่วเวลาที่กายของตถาคตยังดำรงอยู่ " 
--พระนิพพาน ของหลวงปู่หลวงพ่อ http://larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/011031.htm
-----------------------------------------------------------------------------

http://www.thaisquare.com/Dhamma/afterdeath/wheretogo.htm
เรื่องที่ ๒๑
หลวงพ่อไปพบลูกศิษย์ตายแล้วไปอยู่ที่พระนิพพาน
http://www.thaisquare.com/Dhamma/afterdeath/chapter21.htm

 จากคุณ : เฉลิมศักดิ์ [ 21 ม.ค. 2547 / 05:27:49 น. ]
     [ IP Address : 203.113.81.169 ]


 ความคิดเห็นที่ 53 : (เฉลิมศักดิ์)

แต่มีข้อหนึ่งที่น่านับถือ ของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ  คือ ท่านจะอ้างจากผลการปฏิบัติ  ท่านไม่พยายามจะมาบิดเบือนพระพุทธพจน์ หรือโจมตีอรรถกถาจารย์  เช่น บางสำนักที่ยึดถือนิพพานเป็นอัตตา  แล้วมาบิดเบือนพระพุทธพจน์  โจมตีพระสงฆ์ที่ไม่เห็นด้วย เพื่อให้เข้ากับทิฏฐิของตน

            ซึ่งตอนนี้ ลานธรรมแห่งนี้ก็ไม่ยุ่งเกี่ยวด้วยแล้ว

 จากคุณ : เฉลิมศักดิ์ [ 21 ม.ค. 2547 / 05:33:14 น. ]
     [ IP Address : 203.113.81.169 ]


 ความคิดเห็นที่ 54 : (เฉลิมศักดิ์)

แต่ความเห็นของหลวงพ่อพุทธทาส ที่เจ้าของกระทู้เคยนำเสนอ ผมกลับเห็นว่า เป็นอันตรายต่อพระธรรมวินัย ยิ่งกว่า

---หลวงพ่อพุทธทาสพิเคราะห์พระไตรปิฏก http://larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/008618.htm

-หลวงพ่อพุทธทาสพิเคราะห์เรื่องปฏิจจสมุปบาทhttp://larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/008622.htm

-หลวงพ่อพุทธทาสพูดถึงพระไตรปิฎก http://larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/008513.htm

ต้องขอโทษคุณกำลังฟุ้งด้วยนะครับที่เสียมารยาท ที่ถามคุณดังตฤน  แต่ผมกับมาร่วมแสดงความคิดเห็นด้วย

 จากคุณ : เฉลิมศักดิ์ [ 21 ม.ค. 2547 / 05:40:31 น. ]
     [ IP Address : 203.113.81.169 ]


 ความคิดเห็นที่ 55 : (พิจราณาในธรรม ที่ลานธรรมฯ)

                              น่าเห็นใจและสงสารบางคนอยู่เป็นกำลัง เวลาที่คุณทั้งหลายพิมพ์คห.ต่างๆที่ผ่านมาในกระทู้นี้  ย้อนไปดูกำลังใจตัวเองบ้างหรือเปล่าว่า มันเร่าร้อน กระวนกระวายใจเป็นประการใด  กำลังใจเป็นสุขเย็น หรือเป็นทุกข์เร่าร้อน  ถ้ามันเร่าร้อนไม่สุข มีแต่ทุกข์ด้วยอาการกระสับกระส่าย แล้ว  ขอจงสงบใจ แล้วใคร่ครวญพิจรณาว่า  ถ้าหยุดในอารมณ์ที่ต้องพิมพ์ เรื่องคห. แบบนี้แล้ว กำลังใจคุณเป็นสุขเย็น สบาย (สุคติ) ดีหรือไม่ ถ้าดี สมควรจะหยุดไหม?
                         หลวงพ่อฯ ท่านก็ทิ้งขันธ์5 นี้ไปแล้ว ท่านจะไปไหน ไม่สำคัญ  ถึงแม้พระศพท่านจะไม่เน่า พระเกศาท่าน ชานหมากท่าน เป็นพระธาตุแล้วก็ตาม  ก็พอที่จะทำให้บรรดาลูกศิษย์ และผู้เลื่อมใสในธรรมคำสอนของท่านพอได้มีความมั่นใจมากขึ้นเป็นลำดับ (ถึงแม้ว่าท่านไม่เคยที่จะบอกว่าท่านเป็นพระอรหันต์แต่ประการใด)    แต่สิ่งสำคัญเหนืออื่นใดก็คือคำสอนที่ท่านสอนคนให้เป็นคนดี มั่นในคุณพระรัตนตรัย ทรงศีลบริสุทธิ์ และ ตั้งใจให้ถึงที่สุดแห่งกองทุกข์ ไม่ต้องการเกิดมีทุกข์ในสังสารวัฏอีกต่อไป) ซึ่งท่านไม่ได้รับรู้กับ "นินทาปสังสา" ด้วย  แต่คนที่เกลือกกลั้วอยู่ในโลกอันแสนเลวสกปรกแบบนี้ ก็คงเป็นพวกคนเขลาแบบเราๆ นั่นเอง  (ถ้าไม่เขลาก็คงไม่ได้มาเกิดแล้ว)
                       ย้อนกลับมาดูตัว ดูใจของเรานิดนึง ว่ามันปกติ เป็นสุข ดีหรือไม่ เท่านั้น  ตั้งหน้าตั้งตา เจริญอริยมรรคกันต่อไปจะดีกว่าไหม? เพราะเราไม่สามารถจะล่วงรู้กำลังใจคนอื่นได้ว่าท่านอยู่ในระดับใด  ถ้าเป็นพระอริยเจ้า แล้วเราไปกระทบเข้าจะปิดทางเจริญทำอะไรก็ไม่เจริญ และมีโทษถึงอเวจีมหานรก ซึ่งคนที่ปฏิบัติธรรมก็คงต้องการหนีนรกด้วยกันทุกคน
                      ตัวผมเองก็อ่านมาเป็นเวลานาน ก็เห็นสมควรว่าควรจะเลิกวิพากย์วิจารย์ ในเรื่องแบบนี้เสียที ทำในสิ่งที่ตนต้องทำ นั่นคือตัดกิเลสให้เป็นสมุทเฉทปหานเสียให้หมด จะเป็นประโยชน์มากที่สุด และเป็นความต้องการขององค์สมเด็จพระธรรมสามิสรที่ทรงเสียสละเวลามาสั่งสอนสัตว์ทั้งหลาย
                   ผมเองเป็นลูกศิษย์ขององค์หลวงพ่อฤาษีฯ ด้วย แต่หาได้มีความโกรธเมื่อมีใครมาปรามาสท่านแต่ประการใดไม่ เนื่องจากพระธรรมก็คือพระธรรม  พระอริยสงฆ์ ก็คือพระอริยสงฆ์ เป็นธรรมดาอยู่  
                   ขอให้ทุกท่านช่วยกันพิจราณา สิ่งที่ตนทำอยู่ เป็นการสอดส่องธรรม ในตน ให้ดี แล้วขอให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์คือพระนิพพาน ด้วยกันทุกท่านเทอญ
               

 จากคุณ : พิจราณาในธรรม ที่ลานธรรมฯ [ 21 ม.ค. 2547 / 08:08:12 น. ]
     [ IP Address : 202.133.166.239 ]


 ความคิดเห็นที่ 56 : (สี่ล้อเล็ก)

พระไตรปิฎก เล่มที่ 14
      [๗๕๑] เมื่อท่านพระฉันนะกล่าวแล้วอย่างนี้ ท่านพระมหาจุนทะได้กล่าว
กะท่านพระฉันนะดังนี้ว่า ดูกรท่านฉันนะ เพราะฉะนั้นแล ท่านควรใส่ใจคำสั่งสอน
ของพระผู้มีพระภาคนั้นไว้ตลอดกาลเนืองนิตย์แม้ดังนี้ว่า บุคคลผู้อันตัณหาและทิฐิ
อาศัยอยู่แล้ว ย่อมมีความหวั่นไหว สำหรับผู้ไม่มีตัณหาและทิฐิอาศัย ย่อมไม่มีความหวั่นไหว เมื่อไม่มีความหวั่นไหว ก็มีความสงบ เมื่อมีความสงบ ก็ไม่มี
ตัณหาตัวน้อมไปสู่ภพ เมื่อไม่มีตัณหาตัวน้อมไปสู่ภพ ก็ไม่มีการมาเกิด ไปเกิด
เมื่อไม่มีการมาเกิดไปเกิด ก็ไม่มีจุติและอุปบัติ เมื่อไม่มีจุติและอุปบัติ ก็ไม่มี
โลกนี้ ไม่มีโลกหน้า ไม่มีระหว่างกลางทั้งสองโลก นี่แหละที่สุดแห่งทุกข์
ครั้น
ท่านพระสารีบุตรและท่านพระมหาจุนทะ กล่าวสอนท่านพระฉันนะด้วยโอวาท
นี้แล้ว จึงลุกจากอาสนะ หลีกไป ฯ

 จากคุณ : สี่ล้อเล็ก [ 21 ม.ค. 2547 / 09:03:09 น. ]
     [ IP Address : 203.155.122.4 ]


 ความคิดเห็นที่ 57 : (กำลังฟุ้ง)

เฉลิมศักดิ์เอ๋ย...3ชาติอยู่ตรงไหนของพระไตรปิฏก? เมื่อไรจะตอบได้ ที่คุณโจมตีท่านพุทธทาสมีอยู่ในพระไตรปิฏก ปฏิจจสมุปบาทชั่วอึดใจก็มีในพระไตรปิฏก ที่คุณโจมตีท่านว่าตีอภิธรรม พออ่านดูเนื้อความแล้วก็ไม่เห็นมีอะไร แต่สิ่งที่ท่านพุทธทาสปฏิเสธคุณหาไม่เจอในพระไตรปิฏกไม่ใช่หรือ?

3 ชาติ อยู่ส่วนไหนในพระไตรปิฏกกรุณาหามาให้ผมดูจะได้รู้กันไป?

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 21 ม.ค. 2547 / 09:36:55 น. ]
     [ IP Address : 202.133.162.60 ]


 ความคิดเห็นที่ 58 : (กำลังฟุ้ง)

คุณเมล็ดโพธิ์นำมายืนยันได้ไหมครับว่ามีที่ไหนที่หลวงพ่อฤาษีลิงดำยืนยันว่าวิชามโนมยิทธินอกพระพุทธศาสนาที่ท่านสอนไม่สามารถไปนิพพานจริงๆได้ และนิพพานที่เป็นเมืองเป็นของปลอม?

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 21 ม.ค. 2547 / 09:38:06 น. ]
     [ IP Address : 202.133.162.60 ]


 ความคิดเห็นที่ 59 : (กำลังฟุ้ง)

เฉลิมศักดิ์ผู้เข้าใจคำว่าวิญญาณในความหมายแบบพราหมณ์ คงไม่เข้าใจวิญญาณในความหมายแบบพุทธเป็นแน่ เฉลิมศักดิ์ผู้ชอบกล่าวคำไม่จริง คงไม่อาจทนรับความจริงได้เป็นแน่ ท่านพุทธทาสไม่เห็นด้วยกับ 3 ชาติ เฉลิมศักดิ์มาตีท่านพุทธทาสปาวๆ ซึ่งที่ท่านสอนล้วนมีอยู่ในพระไตรปิฏก แต่พอถามกลับว่า 3 ชาติอยู่ตรงไหนในพระไตรปิฏก เฉลิมศักดิ์กระทั่งหามาดูยังไม่สามารถหาได้ แทนที่จะตอบตรงๆกลับทำเป็นเบี่ยงประเด็น เฉลิมศักดิ์ผู้ไม่มีความรู้เรื่องอภิธรรมแต่ชอบยกอภิธรรมมากรุณาตอบทีเหอะครับ 3 ชาติอยู่ตรงไหนของพระไตรปิฏกเราจะได้มาวิเคราะห์กันว่าวิสุทธิมรรคสอนตรงหรือต่างกับพระไตรปิฏกอย่างไร และเรื่องปฏิจจสมุปบาทกรุณาไปเรียนถามอาจารย์อภิธรรมที่สอนคุณอย่างจริงจังเสียทีเหอะว่ามันเป็นเช่นไรกันแน่?

3 ชาติอยู่ตรงไหนในพระไตรปิฏกหรือเฉลิมศักดิ์?

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 21 ม.ค. 2547 / 09:45:13 น. ]
     [ IP Address : 202.133.162.60 ]


 ความคิดเห็นที่ 60 : (nothing)

ตามความเข้าใจของผม ผมว่าคุณดังตฤณได้ตอบคำถามในระดับหนึ่งแล้วนะครับคุณกำลังฟุ้ง...แม้จะไม่ฟันธงแบบตรง ๆ...ไม่อยากบอกหรอกว่าผมแอบเชียร์คุณกำลังฟุ้งอยู่  ผมคิดว่าหลาย ๆ คนก็แอบเชียร์คุณอยู่ แต่ไม่อยากพูดซึ่งก็อาจมีเหตุผลหลายอย่าง  โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับท่านพุทธทาส...

 จากคุณ : nothing [ 21 ม.ค. 2547 / 15:52:19 น. ]
     [ IP Address : 203.113.60.8 ]


 ความคิดเห็นที่ 61 : (คนป่า)

เมื่อ16-17 ปีที่แล้วคนป่ายังไปเป็นศิษย์หลวงพ่อฤๅษีลิงดำเลย  จะเป็นไรไป
แต่...คนเรามีสิทธิ์เลือกทางเดินชีวิตของตน  แฮ่...

สาธุอย่างยิ่งค่ะ  พระอาจารย์ดังตฤณ   คนป่าเรียกได้สนิทใจเลย

 จากคุณ : คนป่า [ 21 ม.ค. 2547 / 15:59:31 น. ]
     [ IP Address : 203.170.219.86 ]


 ความคิดเห็นที่ 62 : (ภาคภูมิ)

ผิดตั้งแต่ตั้งคำถามแล้วครับ จะเอาสมมุติไปเรียกขานวิมุติ ยังไงก็ไม่โดน
เหมือนคนใส่แว่นสีฟ้า ก็เห็นโลกเป็นสีฟ้า
ใส่แว้นสีแดง ก็เห็นโลกสีแดง
คนถอดแว่น จึงเห็นสีครบถ้วน
อย่าเถียงกันเลยครับ เกิดทุกข์เปล่าๆ

 จากคุณ : ภาคภูมิ [ 21 ม.ค. 2547 / 16:11:13 น. ]
     [ IP Address : 203.185.132.123 ]


 ความคิดเห็นที่ 63 : (ตชบ)

ขอบคุณคุณเฉลิมศักดิ์ ลิงค์ให้ไปอ่านเมืองนิพพาน

อ่านแล้วไม่อยากไปเลย  มันแปลกๆ

สมัยเด็ก  มีคนมาบอกให้ไปซอยสายลม  ว่าเป็นบ้านที่มีพระอรหันต์มานิพพาน
ไปแล้วงงมาก  คนนั่งสมาธิอัดกันเป็นปลากระป๋อง
บอกว่าไปโน่นมานี่  พระภิกษุนั่งขายลูกแก้ว  ขายพระ  ขายเครื่องลาง บอกแต่ให้ทำบุญ  คุยกันเรื่องญาณ 8/9
รู้สึก  แปลกประหลาดมหัศจรรย์เหมือนกัน
เลยต้องกลับบ้าน  ไม่กล้าเกี่ยวข้อง   

 จากคุณ : ตชบ [ 21 ม.ค. 2547 / 18:01:32 น. ]
     [ IP Address : 203.118.87.77 ]


 ความคิดเห็นที่ 64 : (ศิษย์ อ.)

ดินแดนพระนิพพานเป็น อุปสมานุสติกรรมฐาน
สามารถเทียบเคียงในอนุสติ ๑๐ ได้ครับ

 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 21 ม.ค. 2547 / 19:21:28 น. ]
     [ IP Address : 203.113.36.12 ]


 ความคิดเห็นที่ 65 : (omega)

เอ้าคุณกำลังพุ่งไม่เห็นตอบคำถามผมเลย
ดีแต่ติเตียนพระสงฆ์ตัวคุณมีความรู้แค่ไหน

เอาง่ายๆที่ผมถาม
นิพพานสูญหรือไม่สูญ

หมายเหตุ
คำว่าสูญในที่นี้หมายถึงสูญหายไม่มีอะไรเลยไม่ว่ารูปธรรมนามธรรม
(คำว่าสูญจากกิเลสไม่ต้องตอบนะครับเพราะใครก็ตอบได้และยังตีความได้หลายอย่าง)

ตอบไม่ตอบ
เดี๋ยวก็รู้มิจฉาทิฐิใครกันแน่
แต่คงไม่กล้าตอบ

 จากคุณ : omega [ 21 ม.ค. 2547 / 21:46:54 น. ]
     [ IP Address : 169.210.28.86 ]


 ความคิดเห็นที่ 66 : (ดอกบัว)

ผมเคารพหลวงพ่อฤาษีครับ แม่ผมท่านเป็นศิษย์ท่านมาก่อนได้วิชามโนมยิทธิสามารถเห็นผี เทวดา สวรรค์ นิพพานได้ แม่ผมได้บุพเพนิวาสานุสสติญานด้วย เห็นชาติที่แล้วๆมาหลายชาติมาก มีอนาคตังสญานด้วยเห็นอนาคตดูหมอได้แม่น แต่แม่ผมไม่ดูให้ใครนอกจากลูกๆหลานๆเท่านั้น เพราะว่าไปขวางทางกรรมของเขามันจะเข้าตัวเอง  เรื่องความแม่นนั้นผมทดสอบมาจนแน่ใจแล้วมันไม่ใช่ 10 ครั้ง 20 ครั้งแต่มันมีจะทุกครั้งที่ผมกลับบ้านไปคุยกับแม่
แม่ผมตั้งใจจะนิพพานในชาตินี้  ผมเองก็กำลังฝึกอยู่อยากมีญานบ้างจะได้รู้ได้เห็นหายสงสัยซักที

 จากคุณ : ดอกบัว [ 21 ม.ค. 2547 / 23:16:33 น. ]
     [ IP Address : 210.86.193.218 ]


 ความคิดเห็นที่ 67 : (กำลังฟุ้ง)

คำถามในความเห็นที่ 65 เป็นคำถามของคนเขลา ไม่ว่าจะตอบเช่นไรย่อมนำพาไปสู่มิจฉาทิฏฐิ...

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 22 ม.ค. 2547 / 00:55:01 น. ]
     [ IP Address : 203.209.96.75 ]


 ความคิดเห็นที่ 68 : (เด็กฟุ้ง)

พรหมวิหาร 4 เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เมื่อวาระแรกเราเตือนเขาแล้วเขายังไม่ฟัง วาระสองเราพยายามเตือนอีก วาระสามเราเตือนอีกครั้ง ต่อไปก็อุเบกขาดีกว่า  เราไม่ใช่ไม่อยากช่วยแต่มันจนปัญญา ก็อย่างว่าคนเราไม่เสมอกัน  ถ้าสมัยพุทธกาล ต้องโดนลงพรหมทัณฑ์ เห็นสักแค่เห็นเขาจะทำอะไร เราไม่สนใจ  

 จากคุณ : เด็กฟุ้ง [ 22 ม.ค. 2547 / 03:15:11 น. ]
     [ IP Address : 203.148.187.134 ]


 ความคิดเห็นที่ 69 : (omega)

ยินดีด้วยครับคุณกำลังพุ่ง
คุณไดคำตอบสำหรับกระทู้ที่คุณตั้งขึ้นมานี้แล้วครับ
อยู่ในคำตอบของคุณเอง คคห ที่ 67 นั่นเอง

เพราะผมกล่าวก่อนแล้วว่าคำถามของผมนั้นขอตั้งเลียนกระทู้ของคุณบ้าง
พูดง่ายๆก็คือตั้งเลียนคำถามของคุณที่ตั้งมาก่อนนั่นเอง


ยินดีด้วยที่สามารถเตือนสติคุณได้

 จากคุณ : omega [ 22 ม.ค. 2547 / 10:36:41 น. ]
     [ IP Address : 203.145.8.133 ]


 ความคิดเห็นที่ 70 : (เมล็ดโพธิ์)

มโนมยิทธิ เป็นวิธีการใช้นิมิตให้เป็นประโยชน์ มีความถูกต้องแม่นยำระดับหนึ่ง ไม่อาจรับรองได้ ด้วยความสว่างของจิตแต่ละคนไม่เสมอกัน จุดมุ่งหมายหลักก็เพื่อให้คนมีใจมุ่งสู่พระนิพพาน เมื่อบุคคลใดนำไปใช้ผิดทางก็ใช่ว่าเราจะต้องเข้าไปรับผิดชอบ ความสว่างของญาณพระอรหันต์ยังประดุจแสงหิ่งห้อยน้อยนิดเมื่อเทียบกับพระพุทธองค์ นับประสาอะไรกับบุคคลธรรมดา มโนมยิทธิก็เป็นอนัตตาไม่สามารถควบคุมได้ เมื่อทราบอย่างนี้แล้วไยต้องยึดมั่นถือมั่น คนทุกคนย่อมมีกรรมเฉพาะตน ผมก็ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบในความเป็นไปของบุคคลใดๆ นอกจากตัวผมเอง ขอจบความคิดเห็นในกระทู้นี้เพียงเท่านี้ครับ โมทนาในการปฏิบัติดี-ชอบของทุกๆ ท่านด้วยนะครับ

 จากคุณ : เมล็ดโพธิ์ [ 22 ม.ค. 2547 / 10:41:32 น. ]
     [ IP Address : 203.156.72.47 ]


 ความคิดเห็นที่ 71 : (คนป่า)

สาธุ...สาธุ...สาธุ...กับ ความคิดเห็นที่ 55 ค่ะ

 จากคุณ : คนป่า [ 22 ม.ค. 2547 / 12:25:45 น. ]
     [ IP Address : 203.170.219.86 ]


 ความคิดเห็นที่ 72 : (art2)

สาธุครับคุณคนป่า

 จากคุณ : art2 [ 22 ม.ค. 2547 / 19:30:27 น. ]
     [ IP Address : 203.209.123.99 ]


 ความคิดเห็นที่ 73 : (omega)

เพื่อให้คุณกำลังพุ่งได้ตาสว่างขึ้น
ผมจะตั้งคำถามใหม่
แต่คิดว่าคุรกำลังพุ่งคงไม่กล้าตอบอยุ่ดี

คำถามของผมคือ
นิพพานเป็นเมืองหรือไม่เป็นเมือง

ไงครับง่ายกว่าคำถามคุณเสียอีก
ตอบไม่ได้หรือไม่กล้าตอบอายเขาแย่เลย
เพราะคำถามของตัวเองแท้ๆแต่พอถูกถามกลับดูว่าจะตอบอย่างไร
ขอดูภูมิความรู้หน่อยครับ
หรือว่าดีแต่ติเตียนพระสงฆ์ดดยที่ตนเองก็ไม่ได้มีความรู้ความดีอะไรเลย

เดี๋ยวก็รู้ใครมีมิจฉาทิฐิ

 จากคุณ : omega [ 22 ม.ค. 2547 / 21:34:42 น. ]
     [ IP Address : 169.210.1.229 ]


 ความคิดเห็นที่ 74 : (กำลังฟุ้ง)

คนเขลาในความเห็นที่ 73 เอ๋ย อย่าแสดงความโง่ของตัวเองไปมากกว่านี้เลย ความเห็นว่านิพพานเป็นเมืองเป็นมิจฉาทิฏฐิเป็นความเห็นของคนเบาปัญญา การจะอธิบายว่านิพพานคืออะไรกับคนโง่เขลาเบาปัญญาย่อมไม่สามารถทำให้เขาเข้าใจเป็นแน่

การตอบว่านิพพานมีอยู่หรือไม่มีกับคนเบาปัญญา เขาย่อมไม่เห็นความจริงเป็นแน่ การตอบว่านิพพานมีอยู่หรือไม่มี คนเบาปัญญาที่รับฟังย่อมมีมิจฉาทิฏฐิเป็นแน่

คนเบาปัญญาที่ชื่อ Omega ชอบแต่จะกล่าวตู่คนอื่น คำว่านิพพานเป็นเมืองเป็นมิจฉาทิฏฐิ ย่อมแตกต่างจากคำว่านิพพานมีหรือไม่มี ย่อมแตกต่างจากคำว่านิพพานสูญหรือไม่สูญ และต่างจากคำว่าเป็นเมืองหรือไม่เป็น คนเบาปัญญาอย่าง Omega ย่อมมีสติปัญญาคิดได้เพียงเท่านั้น ยังแสดงความเขลาด้วยการตีความคำถามของเราอย่างผิดๆอีกเล่า

เราตอบว่าความเห็นว่านิพพานเป็นบ้านเมือง อยากจะไปเที่ยวเมื่อไรก็ได้ เที่ยวจนเบื่อจะกลับออกมาก็ได้ เข้าๆออกๆได้เยี่ยงนี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ และคำตอบของเราก็ยุติเพียงเท่านี้

คนเบาปัญญาที่ชื่อว่า Omega คำถามที่คนเบาปัญญาถาม สำหรับคนเบาปัญญาแล้วไม่ว่าจะตอบเยี่ยงไรย่อมนำคนเบาปัญญาไปสู่มิจฉาทิฏฐิ (ในกรณีที่คนเบาปัญญาเชื่อ) คนเบาปัญญาที่พอใจที่จะแสดงความโง่ของตนด้วยคำถามโง่ๆ ย่อมชอบกล่าวตู่ชอบตีความด้วยความเข้าใจอย่างโง่ๆของตน ฉะนั้นจะมีประโยชน์อันใดเล่าที่จะอธิบายเรื่องที่เข้าใจยากอย่างยิ่งให้คนเบาปัญญา Omega ฟัง เพราะธรรมะนี้เหมาะกับผู้มีปัญญาหาใช่คนที่ไม่มีปัญญาอย่าง Omega

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 22 ม.ค. 2547 / 23:25:51 น. ]
     [ IP Address : 203.107.198.22 ]


 ความคิดเห็นที่ 75 : (กำลังฟุ้ง)

Omega ผู้แสนโง่และชอบแสดงความโง่เอ๋ย เราถามคำถามเพื่อต้องการคำยืนยันจากผู้มีความรู้เช่นคุณดังตฤณ หาใช่ว่าเรากำลังสงสัยในนิพพานแต่อย่างไร ด้วยว่าถ้าอยากไปนิพพานก็ต้องลงมือปฏิบัติภาวนา การตีความนิพพานเสียตั้งแต่ตอนนี้ย่อมไม่ผิดอะไรกับปลาที่ถามเรื่องบนบกกับเต่า

Omega ผู้แสนโง่และชมชอบโอ้อวดความโง่เอ๋ย เมื่อมีผู้เชื่อว่านิพพานเป็นเมือง สามารถไปได้ด้วยการถอดจิต เขาจะยังคงปฏิบัติภาวนาหรือไม่? นอกจากนี้เมื่อเขาเชื่อนิพพานในลักษณะเป็นบ้านเมืองเช่นนั้น เขาก็ไม่สนใจที่จะปฏิบัติภาวนา ด้วยเชื่อว่าวิธีปฏิบัตินอกพระพุทธศาสนาอย่างที่เขาทำอยู่ย่อมไปเมืองนิพพานได้

Omega ผู้แสนโง่และชมชอบแสดงความโง่ของตัวเองออกมา คำถามโง่ๆที่ Omega ถามเรา นั้นผิดอะไรกับปลาที่ถามปลาด้วยกันว่าบนบกคลื่นแรงหรือไม่แรง ผิดอะไรกับปลาที่ถามปลาด้วยกันว่าบนบกมีปะการังหรือไม่มี

Omega ผู้แสนโง่และชมชอบแสดงความโง่ของตนออกมา จงหยุดแสดงความโง่ของตนเสียเถิด ยิ่ง Omega ผู้เบาปัญญาถามคำถามเกี่ยวกับนิพพานในลักษณะนี้ มีคำตอบให้เลือกเยี่ยงนี้ Omega ก็จะแสดงความโง่ของตนอยู่เรื่อยไป

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 22 ม.ค. 2547 / 23:41:49 น. ]
     [ IP Address : 203.107.198.22 ]


 ความคิดเห็นที่ 76 : (กำลังฟุ้ง)

พอใจในคำตอบหรือยัง Omega ผู้ชมชอบแสดงความโง่ของตนด้วยคำถามโง่ๆ?

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 22 ม.ค. 2547 / 23:42:27 น. ]
     [ IP Address : 203.107.198.22 ]


 ความคิดเห็นที่ 77 : (กำลังฟุ้ง)

Omega ผู้แสนโง่และชอบโอ้อวดความโง่ การยั่วยุของเจ้ารังแต่ทำให้เราหัวเราะเยาะ ฉะนั้นก่อนจะทำการยั่วยุเราต่อคิดให้ดีเถิด อย่าแสดงความโง่ไปมากกว่านี้เลย

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 22 ม.ค. 2547 / 23:50:45 น. ]
     [ IP Address : 203.107.198.22 ]


 ความคิดเห็นที่ 78 : (ศิษย์ อ.)


พระธรรมเกษีพุทธะ

หลวงพ่อตอบปัญหา
เรื่องทำจิตก่อนตายไปนิพพาน
ผู้ถาม:-หลวงพ่อเจ้าขา คนที่จะสงบจิตก่อนจะตาย ทำใจแบบไหนไปนิพพานเจ้าคะ.?
หลวงพ่อ:-รู้แต่แบบไปอเวจี.. ก่อนจะตายต้องการไปนิพพานนะ เขาทำแบบนี้ ให้ตัดสักกายทิฐิ มีความรู้สึกว่า ร่างกายไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา เพราะว่าร่างกายเป็นแต่เพียงธาตุ ๔ คือ ธาตุน้ำ ธาตุดิน ธาตุลม ธาตุไฟ มันมีการเกิดขึ้นในเบื้องต้น เปลี่ยนแปลงในท่ามกลางสลายตัวไปในที่สุด เราไม่ขอยึดมั่นในร่างกายต่อไป ถ้าหากร่างกายตายเมื่อไรไปนิพพานเมื่อนั้น ตั้งใจแบบนี้นะ ตังสุดท้าย ตัวนี้นะ
ผู้ถาม:-การจะไปนิพพานนี้พระไปมากกว่าฆราวาสใช่ไหมคะ.?

หลวงพ่อ:-ฆราวาสไปมากกว่าพระ

ผู้ถาม:-ทำไมคะ.?

หลวงพ่อ:- เพราะฆราวาสมากกว่าพระ (หัวเราะ) อ้าว..ไปมากจริงๆนะ เวลานี้ไปตั้งเยอะแล้วนะ เพียงแค่ ๑๐ ปีกว่าๆนี่เยอะแล้วนะ ไม่ใช่น้อยนะ พระเสียอีกนิพพานล่างเสียบานเลย ไปดิ่งเลย
ผู้ถาม:-สาเหตุเพราะอะไรคะ.?

หลวงพ่อ:-ประการที่ ๑ ที่ง่ายที่สุดเรื่องเงินที่ถวายเข้ามา นี่ง่ายมาก เงินที่เขาถวายเข้ามาเป็นส่วนกลาง เผลอไปใช้เป็นส่วนตัว นี่ไม่เว้นเลยสตางค์เดียว ลงอเวจี

ประการที่ ๒ เงินที่เขาถวายเป็นส่วนตัว ใช้นอกรีดนอกรอย ที่ถวายหลวงพ่อโดยตรงหลวงพ่อใช้ได้แน่ ใช้ในฐานะหลวงพ่อ แต่ว่าใช้ในฐานะเจ้าสัวเมื่อไรก็เทื่อนั้นแหละ นอกทางพระใช่ไหม..นี่พระใช้เงินยาก ไม่ใช่ง่าย เพราะอะไร..เพราะ ใช้ในเรื่องของสงฆ์ ถ้าเขาถวายเป็นการส่วนตัวโดยเฉพาะโดยเฉพาะ อย่างจะไปอเมริกา มีสตางค์ไหม..เหลือเป็นค่าเครื่องบินเข้ากระเป๋าไป เข้ากระเป๋าสงฆ์ ถ้าเขาให้อย่างนั้นเอาไปใช้ได้ แต่ต้องไปในเรื่องประกอบด้วยธรรม
ผู้ถาม:-แล้วการทำบุญตามอัธยาศัย กับการทำบุญเจาะจงต่างๆ เช่นวิหารทาน สังฆทาน ธรรมทาน เป็นต้น อานิสงส์จะเหมือนกันหรือเปล่าคะ.?
หลวงพ่อ:-ไม่เหมือนกัน ต่อท้ายอานิสงส์ไม่เหมือนกัน แต่ขึ้นต้นเหมือนกัน คำว่า “อานิสงส์ไม่เหมือนกัน” คือเขียนเหมือนกัน ถ้าตามอัธยาศัยมันเรื่องของพระ พระรับเอาไปนี่เอาไปทำอะไรบ้าง ถ้าไปเจี๊ยะแต่ผู้เดียวอานิสงส์ต่ำกว่าสังฆทานหลายแสนเท่า และต่ำกว่าวิหารทานเป็นล้านเท่า

ถ้าพระผู้รับไปทำให้เป็นประโยชน์ ถ้ามีความจำเป็นส่วนตัวก็ใช้ ใช่ไหม..ส่วนที่เหลือก็ไปเข้าในส่วนเลี้ยงพระ ไปจ่ายในวัดเป็นสังฆทานเขาได้ ไปก่อสร้างเป็นวิหารเขาได้ ช่วยทางธรรมเป็นธรรมทานเขาได้ มันเรื่องของพระนะ แต่พระที่ฉลาดมากเกินไป ญาติโยมก็ได้อานิสงส์น้อย ถ้าโง่ๆหน่อยได้อานิสงส์มาก
ผู้ถาม:-เอ๊ะ! เป็นยังไงครับ.?

หลวงพ่อ:-คนโง่ๆ เขาใช้หลายรายการ ถ้าฉลาดเขาก็เก็บใช้แต่ผู้เดียว

จากหนังสือ หลวงพ่อตอบปัญญาธรรม ฉบับพิเศษ เล่ม ๔
หลวงพ่อพระราชพรหมยาน

 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 23 ม.ค. 2547 / 05:15:56 น. ]
     [ IP Address : 203.113.36.10 ]


 ความคิดเห็นที่ 79 : (กอบ)

เรียนคุณศิษย์ อ. ครับ
ตามที่คุณ บอกว่า
ดินแดนพระนิพพานเป็น อุปสมานุสติกรรมฐาน
สามารถเทียบเคียงในอนุสติ ๑๐ ได้ครับ 

ผมค้นในพระสุตตตันปิฎก online ของลานธรรม
ใช้คำว่า อุปสมานุสติ ไม่พบในพระสุตตะตันปิฎก online 8iy[

ใช้คำว่า อนุสติ พบเพียง 1 พระสูตร ครับ
http://202.44.204.76/cgi-bin/stshow.pl?book=11&lstart=6967&lend=&word1=อนุสติ

ยังไม่เห็นว่ากล่าวถึงนิพพานเป็นดินแดนอะไรเลยครับ
ขอคุณศิษย์ อ. ช่วยกรุณา หาพระสูตรที่เกี่ยวกับนิพพานเป็นดินแดน มาให้หน่อยครับ ผมหาไม่เจอจริง ๆ ที่เทียบกับอนุสติ น่ะครับ

 จากคุณ : กอบ [ 23 ม.ค. 2547 / 08:31:53 น. ]
     [ IP Address : 202.57.167.15 ]


 ความคิดเห็นที่ 80 : (ศิษย์ อ.)

ตอบคุณกอบ
                    เหมือนเวลาเราระลึกถึงพุทธานุสติ ถ้าเป็นสุขวิปัสโก ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ฌานขั้นสูง ก็ระลึกเฉยๆ นึกเอาเฉยๆ
                    แต่ถ้าจะทำพุทธานุสติให้เป็นฌาน ก็จำเป็นจะต้องเพ่งพระพุทธรูปเป็นต้นครับ หรืออาจจะทำควบคู่ไปเป็นกสิณเลยก็ได้ครับ เพื่อให้ได้ ฌาน ๔ เพื่อใช้ในการละสังโยขน์เบื้องบนครับ
                    ดินแดนพระนิพพานก็เหมือนกันครับ ถ้าเรานึกระลึกถึงพระนิพพานเฉยๆก้จะไม่ได้ฌาน ๔ แต่ถ้าเอามโนมยิทธิ มาใช้ควบด้วยกันก้จะทำให้ได้ฌาน ๔ เมื่อเราเอามาใช้กับสติปัฏฐาน ๔ พิจารณาไตรลักษณ์ ก็จะบรรลุอรหัตผลครับ

 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 23 ม.ค. 2547 / 08:45:54 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.11 ]


 ความคิดเห็นที่ 81 : (omega)

ผมไม่เห็นคุณกำลังพุ่งจะตอบคำถามอะไรผมเลย
นอกจากออกมาบ่นเป็นวรรคเป็นเวรราวกับถูกน้ำร้อนลวกรดลงกลางใจ

เป็นไงครับกับแค่คำถามกลับง่ายๆของผมทำไมถึงตอบให้ชัดๆเจนๆลงไปเลยไม่ได้เล่าครับ
ก็เป็นคำถามเดียวกับที่คุณตั้งขึ้นมาถามคุณดังตฤณแท้
คำถามก็คือนิพพานเป็นเมืองหรือไม่เป็นเมือง
ถ้าคูรกำลังพุ่งคิดว่าเป็นเมืองก็ตอบว่าเป็นเมือง
ถ้าไม่คิดว่าเป็นเมืองก็บอกว่าไม่เป็ยเมือง

ถามคุณกำลังพุ่ง
คุณกำลังพุ่งไม่ต้องมาตอบว่าคนนั้นคนี้เขาคิดแบบนั้นนี้
ไม่เกี่ยวกับคนอื่นครับเอาตัวคุณนี้แหละมีความรู้มีความคิดแค่ไหน
และก็ไม่ต้องเลี่ยงไปมาด้วยการกล่าวหาผมหรอกนะครับ
นั่นไม่ใช่คำตอบครับ

เชิญตามอีกสักพักผมจะพาคุณไปเห็นอีกด้านหนึ่งซึ่งตรงข้ามกับนิพพาน
จะเป็นเมืองหรือไม่เป็นเมืองคุณสามารถสัมผัสได้
แล้วจะเป็นคำตอบให้คุณเองว่านิพพานเป็นเมืองหรือไม่เป็นเมือง
แล้วคุณจะรู้ทันทีว่าคำกล่าวหาของคุณที่มีต่อพระสงฆ์นั้น
มันช่างโง่บัดซบสิ้นดี

 จากคุณ : omega [ 23 ม.ค. 2547 / 09:33:39 น. ]
     [ IP Address : 169.210.32.221 ]


 ความคิดเห็นที่ 82 : (กอบ)

ขอบคุณคุณศิษย์ อ. ครับที่มาตอบ

คือคุณศิษย์ อ. บอกว่า
  ดินแดนพระนิพพานเป็น อุปสมานุสติกรรมฐาน
สามารถเทียบเคียงในอนุสติ ๑๐

ได้ครับ น่ะครับ

ผมเลยอยากรู้ว่ามีอยู่ในพระไตรปิฎก ตรงไหน ครับ เพราะผมอ่านมาตั้งในทั้งในพระไตรปิฎก และพระป่าหลาย ๆ ท่านกล่าว
ไม่เคยเจอสักที ที่บอกว่า นิพพานเป็นแดน เป็นเมืองมีในพระไตรปิฎก และเทียบกับอนุสติ ๑๐ ได้ครับ

อยากจะขอหลักฐานในพระไตรปิฎก ด้วยครับ

 จากคุณ : กอบ [ 23 ม.ค. 2547 / 10:20:32 น. ]
     [ IP Address : 202.57.167.143 ]


 ความคิดเห็นที่ 83 : (กำลังฟุ้ง)

ผมบอกแล้วอธิบายให้คนโง่อย่าง Omega ฟังย่อมไร้ประโยชน์ โดยเฉพาะ Omega ที่ถามธรรมก็ไม่ได้ถามเพราะความเคารพ... สติปัญญาก็มีเพียงแค่นั้น ยังอยู่ในธรรมชาติที่เป็นของคู่อยู่

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 23 ม.ค. 2547 / 10:23:07 น. ]
     [ IP Address : 202.59.255.238 ]


 ความคิดเห็นที่ 84 : (กอบ)

พระสูตรที่ผมเจอ จากการค้น พระสุตตันปิฏก online โดยใช้คำว่า อนุสติ ครับ
http://202.44.204.76/cgi-bin/stshow.pl?book=11&lstart=6967&lend=&word1=อนุสติ
-------------------------------------
๑๑. ทสุตตรสูตร (๓๔)
-------------------
      [๓๖๔] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ -
      สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป
ประทับอยู่ ณ ฝั่งสระโบกขรณี ชื่อคัคครา เขตนครจัมปา ณ ที่นั้น ท่านพระสารีบุตร
เรียกภิกษุทั้งหลายแล้ว ภิกษุพวกนั้นรับคำท่านพระสารีบุตรแล้ว ท่านพระสารีบุตร
ได้กล่าวว่า
      [๓๖๕] เราจักกล่าวธรรมอย่างสูงสิบหมวด สำหรับ
            เปลื้องกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งหมด เพื่อถึง
            พระนิพพาน เพื่อกระทำที่สุดแห่งทุกข์ ฯ
      [๓๖๖] ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ธรรมอย่างหนึ่งมีอุปการะมาก ธรรมอย่าง
หนึ่งควรให้เจริญ ธรรมอย่างหนึ่งควรกำหนดรู้ ธรรมอย่างหนึ่งควรละ ธรรม
อย่างหนึ่งเป็นไปในส่วนข้างเสื่อม ธรรมอย่างหนึ่งเป็นไปในส่วนข้างวิเศษ ธรรม
อย่างหนึ่งแทงตลอดได้ยาก ธรรมอย่างหนึ่งควรให้บังเกิดขึ้น ธรรมอย่างหนึ่งควรรู้
ยิ่ง ธรรมอย่างหนึ่งควรทำให้แจ้ง ฯ
      [๓๖๗] ธรรมอย่างหนึ่งที่มีอุปการะมากเป็นไฉน คือความไม่ประมาทใน
กุศลธรรมทั้งหลาย นี้ธรรมอย่างหนึ่งที่มีอุปการะมาก ฯ
      [๓๖๘] ธรรมอย่างหนึ่งที่ควรให้เจริญเป็นไฉน คือกายคตาสติอันประกอบ
ด้วยความสำราญ นี้ธรรมอย่างหนึ่งที่ควรให้เจริญ ฯ
      [๓๖๙] ธรรมอย่างหนึ่งที่ควรกำหนดรู้เป็นไฉน คือผัสสะที่ยังมีอาสวะ
มีอุปาทาน นี้ธรรมอย่างหนึ่งที่ควรกำหนดรู้ ฯ
      [๓๗๐] ธรรมอย่างหนึ่งที่ควรละเป็นไฉน คืออัสมิมานะ นี้ธรรมอย่างหนึ่ง
ที่ควรละ ฯ
      [๓๗๑] ธรรมอย่างหนึ่งที่เป็นไปในส่วนข้างเสื่อมเป็นไฉน คือการกระทำ
ไว้ในใจโดยไม่แยบคาย นี้ธรรมอย่างหนึ่งที่เป็นไปในส่วนข้างเสื่อม ฯ
      [๓๗๒] ธรรมอย่างหนึ่งที่เป็นไปในส่วนข้างวิเศษเป็นไฉน คือการกระทำ
ไว้ในใจโดยแยบคาย นี้ธรรมอย่างหนึ่งที่เป็นไปในส่วนข้างดี ฯ
      [๓๗๓] ธรรมอย่างหนึ่งที่แทงตลอดได้ยากเป็นไฉน คือเจโตสมาธิเป็น
อนันตริก ๑- นี้ธรรมอย่างหนึ่งที่แทงตลอดได้ยาก ฯ
      [๓๗๔] ธรรมอย่างหนึ่งที่ควรให้บังเกิดขึ้นเป็นไฉน คือญาณที่ไม่กำเริบ
นี้ธรรมอย่างหนึ่งที่ควรให้บังเกิดขึ้น ฯ
      [๓๗๕] ธรรมอย่างหนึ่งที่ควรรู้ยิ่งเป็นไฉน คือสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงมี
อาหารเป็นที่ตั้ง นี้ธรรมอย่างหนึ่งที่ควรรู้ยิ่ง ฯ
      [๓๗๖] ธรรมอย่างหนึ่งที่ควรทำให้แจ้งเป็นไฉน คือเจโตวิมุตติอันไม่
กำเริบ นี้ธรรมอย่างหนึ่งที่ควรทำให้แจ้ง ฯ
      ธรรมทั้งสิบดังพรรณนามานี้ เป็นของจริง แท้ แน่นอน ไม่ผิดพลาด
ไม่เป็นอย่างอื่น อันพระตถาคตตรัสรู้แล้วโดยชอบ ฯ
      [๓๗๗] ธรรม ๒ อย่างมีอุปการะมาก ธรรม ๒ อย่างควรให้เจริญ ธรรม
๒ อย่างควรกำหนดรู้ ธรรม ๒ อย่างควรละ ธรรม ๒ อย่างเป็นไปในส่วน
ข้างเสื่อม ธรรม ๒ อย่างเป็นไปในส่วนข้างวิเศษ ธรรม ๒ อย่างแทงตลอดได้ยาก
ธรรม ๒ อย่างควรให้บังเกิดขึ้น ธรรม ๒ อย่างควรรู้ยิ่ง ธรรม ๒ อย่างควรทำให้แจ้ง ฯ
      [๓๗๘] ธรรม ๒ อย่างที่มีอุปการะมากเป็นไฉน คือ สติ ๑ สัมปชัญญะ ๑
ธรรม ๒ อย่างเหล่านี้มีอุปการะมาก ฯ
     [๓๗๙] ธรรม ๒ อย่างที่ควรให้เจริญเป็นไฉน คือ สมถะ ๑ วิปัสนา ๑
ธรรม ๒ อย่างเหล่านี้ควรให้เจริญ ฯ
      [๓๘๐] ธรรม ๒ อย่างที่ควรกำหนดรู้เป็นไฉน คือ นาม ๑ รูป ๑ ธรรม
๒ อย่างเหล่านี้ควรกำหนดรู้ ฯ
@๑. คือจิตเป็นสมาธิเป็นลำดับติดต่อกันไป หาธรรมอื่นจะบังจะกั้นมิได้ อธิบาย
@ว่า ผลจิตบังเกิดในลำดับแห่งมัคคจิตมรรค บังเกิดขณะจิตหนึ่งแล้วก็ถึงผล จะได้มีจิตอื่น
@เข้ากั้น กางอยู่หามิได้
      [๓๘๑] ธรรม ๒ อย่างที่ควรละเป็นไฉน คือ อวิชชา ๑ ภวตัณหา ๑
ธรรม ๒ อย่างเหล่านี้ควรละ ฯ
      [๓๘๒] ธรรม ๒ อย่างที่เป็นไปในส่วนข้างเสื่อมเป็นไฉน คือ ความ
เป็นผู้ว่ายาก ๑ ความเป็นผู้มีมิตรชั่ว ๑ ธรรม ๒ อย่างเหล่านี้ เป็นไปในส่วน
ข้างเสื่อม ฯ
      [๓๘๓] ธรรม ๒ อย่างที่เป็นไปในส่วนข้างวิเศษเป็นไฉน คือความเป็น
ผู้ว่าง่าย ๑ ความเป็นผู้มีมิตรดี ๑ ธรรม ๒ อย่างเหล่านี้เป็นไปในส่วนข้างเจริญ ฯ
      [๓๘๔] ธรรม ๒ อย่างที่แทงตลอดได้ยากเป็นไฉน คือ สิ่งใดเป็นเหตุ
ปัจจัยเพื่อความเศร้าหมองของเหล่าสัตว์ ๑ สิ่งใดเป็นเหตุ เป็นปัจจัยเพื่อความ
บริสุทธิ์ของเหล่าสัตว์ ๑ ธรรม ๒ อย่างเหล่านี้แทงตลอดได้ยาก ฯ
      [๓๘๕] ธรรม ๒ อย่างที่ควรให้บังเกิดขึ้นเป็นไฉน คือ ญาณ ๒ ได้แก่
ญาณในความสิ้นไป ๑ ญาณในความไม่บังเกิดขึ้น ๑ ธรรม ๒ อย่างเหล่านี้ควร
ให้บังเกิดขึ้น ฯ
      [๓๘๖] ธรรม ๒ อย่างที่ควรรู้ยิ่งเป็นไฉน คือ ธาตุ ๒ ได้แก่สังขตธาตุ ๑
อสังขตธาตุ ๑ ธรรม ๒ อย่างเหล่านี้ควรรู้ยิ่ง ฯ
      [๓๘๗] ธรรม ๒ อย่างที่ควรทำให้แจ้งเป็นไฉน คือ วิชชา ๑ วิมุตติ ๑
ธรรม ๒ เหล่านี้ควรทำให้แจ้ง ฯ
      ธรรมทั้งยี่สิบดังพรรณนามานี้ เป็นของจริง แท้ แน่นอน ไม่ผิดพลาด
ไม่เป็นอย่างอื่น อันพระตถาคตตรัสรู้แล้วโดยชอบ ฯ
      [๓๘๘] ธรรม ๓ อย่างมีอุปการะมาก ธรรม ๓ อย่างควรให้เจริญ ธรรม
๓ อย่างควรกำหนดรู้ ธรรม ๓ อย่างควรละ ธรรม ๓ อย่างเป็นไปในส่วนข้างเสื่อม
ธรรม ๓ อย่างเป็นไปในส่วนข้างวิเศษ ธรรม ๓ อย่างแทงตลอดได้ยาก ธรรม
๓ อย่างควรให้บังเกิดขึ้น ธรรม ๓ อย่างควรรู้ยิ่ง ธรรม ๓ อย่างควรทำให้แจ้ง ฯ
      [๓๘๙] ธรรม ๓ อย่างที่มีอุปการะมากเป็นไฉน คือ การคบหาสัตบุรุษ ๑
การฟังธรรมของสัตบุรุษ ๑ การปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรม ๑ ธรรม ๓ อย่าง
เหล่านี้มีอุปการะมาก ฯ
      [๓๙๐] ธรรม ๓ อย่างที่ควรให้เจริญเป็นไฉน คือ สมาธิ ๓ ได้แก่สมาธิ
มีวิตกมีวิจาร ๑ สมาธิไม่มีวิตกมีแต่วิจาร ๑ สมาธิไม่มีวิตกไม่มีวิจาร ๑ ธรรม
๓ อย่างเหล่านี้ควรให้เจริญ ฯ
      [๓๙๑] ธรรม ๓ อย่างที่ควรกำหนดรู้เป็นไฉน คือ เวทนา ๓ ได้แก่สุข
เวทนา ๑ ทุกขเวทนา ๑ อทุกขมสุขเวทนา ๑ ธรรม ๓ อย่างเหล่านี้ควรกำหนดรู้ ฯ
      [๓๙๒] ธรรม ๓ อย่างที่ควรละเป็นไฉน คือ ตัณหา ๓ ได้แก่กามตัณหา ๑
ภวตัณหา ๑ วิภวตัณหา ๑ ธรรม ๓ อย่างเหล่านี้ควรละ ฯ
      [๓๙๓] ธรรม ๓ อย่างที่เป็นไปในส่วนข้างเสื่อมเป็นไฉน คือ อกุศลมูล
๓ ได้แก่อกุศลมูลคือโลภะ ๑ อกุศลมูลคือโทสะ ๑ อกุศลมูลคือโมหะ ๑ ธรรม
๓ อย่างเหล่านี้เป็นไปในส่วนข้างเสื่อม ฯ
      [๓๙๔] ธรรม ๓ ที่เป็นไปในส่วนข้างวิเศษเป็นไฉน คือกุศลมูล ๓ อย่าง
ได้แก่กุศลมูลคืออโลภะ ๑ กุศลมูลคืออโทสะ ๑ กุศลมูลคือ อโมหะ ๑ ธรรม
๓ อย่างเหล่านี้เป็นไปในส่วนข้างเจริญ ฯ
      [๓๙๕] ธรรม ๓ อย่างที่แทงตลอดได้ยากเป็นไฉน คือธาตุเป็นที่ตั้งแห่ง
ความสลัดออก ๓ คือเนกขัมมะเป็นที่ถ่ายถอนกาม ๑ อรูปเป็นที่ถ่ายถอนรูป ๑
นิโรธเป็นที่ถ่ายถอนสิ่งที่เกิดแล้ว อันปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยเหตุเกิดขึ้นแล้ว
อย่างใดอย่างหนึ่ง ๑ ธรรม ๓ อย่างเหล่านี้แทงตลอดได้ยาก ฯ
      [๓๙๖] ธรรม ๓ อย่างที่ควรให้บังเกิดขึ้นเป็นไฉน คือญาณ ๓ ได้แก่
อตีตังสญาณ ๑ อนาคตังสญาณ ๑ ปัจจุปันนังสญาณ ๑ ธรรม ๓ อย่างเหล่านี้
ควรให้บังเกิดขึ้น ฯ
      [๓๙๗] ธรรม ๓ อย่างที่ควรรู้ยิ่งเป็นไฉน คือธาตุ ๓ ได้แก่กามธาตุ ๑
รูปธาตุ ๑ อรูปธาตุ ๑ ธรรม ๓ อย่างเหล่านี้ ควรรู้ยิ่ง ฯ
      [๓๙๘] ธรรม ๓ อย่างที่ควรทำให้แจ้งเป็นไฉน คือวิชชา ๓ ได้แก่วิชชา
คือความรู้ระลึกถึงชาติหนหลังได้ ๑ (ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ) วิชชาคือความรู้ใน
การจุติและอุปบัติของสัตว์ทั้งหลาย ๑ (จุตูปปาตญาณ) วิชชาคือความรู้ในความสิ้น
ไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ๑ (อาสวักขยญาณ) ธรรม ๓ อย่างเหล่านี้ควรทำให้แจ้ง ฯ
      ธรรมทั้ง ๓๐ ดังพรรณนามานี้ เป็นของจริง แท้ แน่นอน ไม่ผิดพลาด
ไม่เป็นอย่างอื่น อันพระตถาคตตรัสรู้แล้วโดยชอบ ฯ
      [๓๙๙] ธรรม ๔ อย่างมีอุปการะมาก ธรรม ๔ อย่างควรเจริญ ธรรม
๔ อย่างควรกำหนดรู้ ธรรม ๔ อย่างควรละ ธรรม ๔ อย่างเป็นไปในส่วนข้างเสื่อม
ธรรม ๔ อย่างเป็นไปในส่วนข้างวิเศษ ธรรม ๔ อย่างแทงตลอดได้ยาก ธรรม ๔
อย่างควรให้บังเกิดขึ้น ธรรม ๔ อย่างควรรู้ยิ่ง ธรรม ๔ อย่างควรกระทำให้แจ้ง ฯ
      [๔๐๐] ธรรม ๔ อย่างที่มีอุปการะมากเป็นไฉน คือจักร ๔ ได้แก่การอยู่
ในประเทศอันสมควร ๑ การคบสัตบุรุษ ๑ การตั้งตนไว้ชอบ ๑ ความเป็นผู้มีบุญ
กระทำไว้แล้วในปางก่อน ๑ ธรรม ๔ อย่างเหล่านี้มีอุปการะมาก ฯ
      [๔๐๑] ธรรม ๔ อย่างที่ควรให้เจริญเป็นไฉน คือสติปัฏฐาน ๔ ดูกรผู้มี
อายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นกายในกายเนืองๆ อยู่ มีความ
เพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดความยินดีความยินร้ายในโลกเสียได้ ๑
พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาเนืองๆ อยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัด
ความยินดีความยินร้ายในโลกเสียได้ ๑ พิจารณาเห็นจิตในจิตเนืองๆ อยู่ มีความ
เพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดความยินดีความยินร้ายในโลกเสียได้ ๑
พิจารณาเห็นธรรมในธรรมเนืองๆ อยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัด
ความยินดีความยินร้ายในโลกเสียได้ ๑ ธรรม ๔ อย่างเหล่านี้ควรให้เจริญ ฯ
      [๔๐๒] ธรรม ๔ อย่างที่ควรกำหนดรู้เป็นไฉน คืออาหาร ๔ ได้แก่กวฬิง
การาหาร ๑- ที่หยาบหรือละเอียด ๑ ผัสสาหาร ๑ มโนสัญเจตนาหาร ๒- ๑ วิญ
ญาณาหาร ๑ ธรรม ๔ อย่างเหล่านี้ควรกำหนดรู้ ฯ
@๑. อาหารคือคำข้าว ๒. อาหารคือความตั้งใจ
      [๔๐๓] ธรรม ๔ อย่างที่ควรละเป็นไฉน คือโอฆะ ๔ ได้แก่โอฆะคือ
กาม ๑ โอฆะคือภพ ๑ โอฆะคือทิฐิ ๑ โอฆะคืออวิชชา ๑ ธรรม ๔ อย่างเหล่านี้
ควรละ ฯ
      [๔๐๔] ธรรม ๔ อย่างที่เป็นไปในส่วนข้างเสื่อมเป็นไฉน คือ โยคะ ๔
ได้แก่โยคะคือกาม โยคะคือภพ โยคะคือทิฐิ โยคะ คืออวิชชา ธรรม ๔ อย่าง
เหล่านี้เป็นไปในส่วนข้างเสื่อม ฯ
      [๔๐๕] ธรรม ๔ อย่างที่เป็นไปในส่วนข้างวิเศษเป็นไฉน คือความพราก
๔ ได้แก่ความพรากจากกาม ๑ ความพรากจากภพ ๑ ความพรากจากทิฐิ ๑ ความ
พรากจากอวิชชา ๑ ธรรม ๔ อย่างเหล่านี้เป็นไปในส่วนข้างวิเศษ ฯ
      [๔๐๖] ธรรม ๔ อย่างที่แทงตลอดได้ยากเป็นไฉน คือสมาธิ ๔ ได้แก่
สมาธิเป็นไปในส่วนข้างเสื่อม ๑ สมาธิเป็นไปในส่วนข้างทรงอยู่ ๑ สมาธิเป็น
ไปในส่วนข้างวิเศษ ๑ สมาธิเป็นไปในส่วนข้างแทงตลอด ๑ ธรรม ๔ อย่าง
เหล่านี้รู้ได้ยาก ฯ
      [๔๐๗] ธรรม ๔ อย่างที่ควรให้บังเกิดขึ้นเป็นไฉน คือญาณ ๔ ได้แก่
ญาณในธรรม ๑ ญาณในความคล้อยตาม ๑ ญาณในความกำหนด ๑ ญาณใน
สมมติ ๑ ธรรม ๔ อย่างเหล่านี้ควรให้บังเกิดขึ้น ฯ
     [๔๐๘] ธรรม ๔ อย่างที่ควรรู้ยิ่งเป็นไฉน คือ อริยสัจ ๔ ได้แก่ทุกข
อริยสัจ ๑ ทุกขสมุทัยอริยสัจ ๑ ทุกขนิโรธอริยสัจ ๑ ทุกขนิโรธคามีนีปฏิปทา
อริยสัจ ๑ ธรรม ๔ อย่างเหล่านี้ควรรู้ยิ่ง ฯ
      [๔๐๙] ธรรม ๔ อย่างที่ควรทำให้แจ้งเป็นไฉน คือสามัญผล ๔ ได้แก่
โสดาปัตติผล ๑ สกทาคามิผล ๑ อนาคามิผล ๑ อรหัตตผล ๑ ธรรม ๔ อย่าง
เหล่านี้ควรกระทำให้แจ้ง ฯ
      ธรรมทั้งสี่สิบดังพรรณนามานี้ เป็นของจริง แท้ แน่นอน ไม่เป็นอย่างอื่น
ไม่ผิดพลาด อันพระตถาคตตรัสรู้แล้วโดยชอบ ฯ
      [๔๑๐] ธรรม ๕ อย่างมีอุปการะมาก ธรรม ๕ อย่างควรให้เจริญ ธรรม
๕ อย่างควรกำหนดให้รู้ ธรรม ๕ อย่างควรละ ธรรม ๕ อย่างเป็นไปในส่วนข้าง
เสื่อม ธรรม ๕ อย่างเป็นไปในส่วนข้างวิเศษ ธรรม ๕ อย่างแทงตลอดได้ยาก
ธรรม ๕ อย่างควรให้บังเกิดขึ้น ธรรม ๕ อย่างควรรู้ยิ่ง ธรรม ๕ อย่างควรทำ
ให้แจ้ง ฯ
      [๔๑๑] ธรรม ๕ อย่างที่มีอุปการะมากเป็นไฉน คือองค์เป็นที่ตั้งแห่ง
ความเพียร ๕ คือ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้เป็นผู้มีศรัทธา
เชื่อพระปัญญาตรัสรู้ของพระตถาคตว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์
นั้น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไป
ดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึก ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดา
ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกพระธรรม ๑
เป็นผู้มีอาพาธน้อย มีทุกข์น้อย ประกอบด้วยไฟธาตุมีผลสม่ำเสมอ ไม่เย็นนัก
ไม่ร้อนนัก พอปานกลาง ควรแก่การตั้ง ความเพียร ๑ เป็นผู้ไม่โอ้อวด ไม่มีมายา
กระทำตนให้แจ้งตามเป็นจริงในพระศาสดาหรือเพื่อนสพรหมจรรย์ผู้เป็นวิญญู ๑
เป็นผู้ปรารภความเพียร เพื่อละอกุศลธรรม เพื่อความถึงพร้อมแห่งกุศลธรรม
มีกำลัง มีความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอดธุระในกุศลธรรม ๑ เป็นผู้มีปัญญา ประกอบ
ด้วยปัญญา อันเห็นความเกิดและความดับเป็นอริยะ เป็นไปเพื่อความแทงตลอด
อันจะให้ถึงความสิ้นทุกข์ โดยชอบ ๑ ธรรม ๕ อย่างเหล่านี้มีอุปการะมาก ฯ
      [๔๑๒] ธรรม ๕ อย่างที่ควรให้เจริญเป็นไฉน คือสัมมาสมาธิ อัน
ประกอบด้วยองค์ ๕ ได้แก่ปีติแผ่ไป ๑ สุขแผ่ไป ๑ การกำหนดใจผู้อื่นแผ่ไป ๑
แสงสว่างแผ่ไป ๑ นิมิตเป็นเครื่องพิจารณา ๑ ธรรม ๕ อย่างเหล่านี้ควรให้เจริญ ฯ
      [๔๑๓] ธรรม ๕ อย่างที่ควรกำหนดรู้เป็นไฉน คืออุปาทานขันธ์ ๕ ได้
แก่อุปาทานขันธ์คือรูป อุปาทานขันธ์คือเวทนา อุปาทานขันธ์คือสัญญา อุปาทาน
ขันธ์คือสังขาร อุปาทานขันธ์คือวิญญาณ ธรรม ๕ อย่างเหล่านี้ควรกำหนดรู้ ฯ
      [๔๑๔] ธรรม ๕ อย่างที่ควรละเป็นไฉน คือนิวรณ์ ๕ ได้แก่กามฉันท
นิวรณ์ ๑ พยาปาทนิวรณ์ ๑ ถีนมิทธนิวรณ์ ๑ อุทธัจจกุกกุจจนิวรณ์ ๑ วิจิกิจฉา
นิวรณ์ ๑ ธรรม ๕ อย่างเหล่านี้ควรละ ฯ
      [๔๑๕] ธรรม ๕ อย่างที่เป็นไปในส่วนข้างเสื่อมเป็นไฉน คือเจโตขีลธรรม
๕ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระศาสนานี้ย่อมเคลือบแคลง สงสัย ไม่น้อมใจไป
ไม่เลื่อมใสในพระศาสดา จิตของภิกษุนั้นย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อความ
ประกอบเนืองๆ เพื่อความเพียรไม่ขาดสาย เพื่อความตั้งมั่น ภิกษุใดย่อมเคลือบ
แคลง สงสัย ไม่น้อมไป ไม่เลื่อมใสในพระศาสดา จิตของภิกษุนั้นย่อมไม่น้อม
ไปเพื่อความเพียร เพื่อความประกอบเนืองๆ เพื่อความเพียรไม่ขาดสาย เพื่อ
ความตั้งมั่น จิตของภิกษุใดย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อความประกอบเนืองๆ
เพื่อความเพียรไม่ขาดสาย เพื่อความตั้งมั่น อันนี้เป็นเจโตขีลธรรมข้อที่หนึ่ง ฯ
      อีกข้อหนึ่ง ภิกษุย่อมเคลือบแคลง สงสัย ไม่น้อมใจไป ไม่เลื่อมใส
ในพระธรรม ... ในพระสงฆ์ ... ในความศึกษา ... ฯ
      อีกข้อหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้โกรธ มีใจไม่แช่มชื่น ขัดใจ มีใจกระด้าง ใน
เพื่อนพรหมจรรย์ ภิกษุใดเป็นผู้โกรธ มีใจไม่แช่มชื่น ขัดใจ มีใจกระด้าง ใน
เพื่อนพรหมจรรย์ จิตของภิกษุนั้นย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อความประกอบ
เนืองๆ เพื่อความเพียรไม่ขาดสาย เพื่อความตั้งมั่น จิตของภิกษุใดย่อมไม่น้อม
ไปเพื่อความเพียร เพื่อความประกอบเนืองๆ เพื่อความไม่ขาดสาย เพื่อความตั้งมั่น
อันนี้เป็นเจโตขีลธรรมข้อที่ ๕ ธรรม ๕ อย่างเหล่านี้เป็นไปในส่วนข้างเสื่อม ฯ
      [๔๑๖] ธรรม ๕ อย่างที่เป็นไปในส่วนข้างวิเศษเป็นไฉน คืออินทรีย์ ๕
ได้แก่อินทรีย์ คือศรัทธา ๑ อินทรีย์คือวิริยะ ๑ อินทรีย์ คือสติ ๑ อินทรีย์
คือสมาธิ ๑ อินทรีย์คือปัญญา ๑ ธรรม ๕ อย่างเหล่านี้เป็นไปในส่วนข้างเจริญ ฯ
      [๔๑๗] ธรรม ๕ อย่างที่แทงตลอดได้ยากเป็นไฉน คือธาตุเป็นที่ตั้ง
แห่งความถ่ายถอน ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย เมื่อภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ กระทำไว้
ในใจซึ่งกามทั้งหลาย จิตย่อมไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ ไม่น้อมไปในกาม
ทั้งหลาย แต่เมื่อเธอกระทำไว้ในใจซึ่งเนกขัมมะ จิตย่อมแล่นไป เลื่อมใส ตั้งอยู่
น้อมไปในเนกขัมมะ จิตของเธอดำเนินไปดีแล้ว อบรมดีแล้ว ออกไปดีแล้ว
พ้นดีแล้ว พรากแล้วจากกามทั้งหลาย อาสวะเหล่าใดบังเกิดขึ้นเพราะกามเป็น
ปัจจัย มีความทุกข์และความเร่าร้อน เธอพ้นแล้วจากอาสวะเหล่านั้น ไม่ต้องเสวย
เวทนานั้น อันนี้พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เป็นที่ถ่ายถอนกามทั้งหลาย ฯ
      อีกข้อหนึ่ง เมื่อภิกษุกระทำไว้ในใจซึ่งความพยาบาท จิตย่อมไม่แล่นไป
ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ ไม่น้อมไปในความพยาบาท แต่เมื่อเธอกระทำไว้ในใจซึ่ง
ความไม่พยาบาท จิตย่อมแล่นไป เลื่อมใสตั้งอยู่ น้อมไปในความไม่พยาบาท
จิตของเธอดำเนินไปดีแล้ว อบรมดีแล้ว ออกไปดีแล้ว พรากแล้วจากความพยาบาท
อาสวะเหล่าใดบังเกิดขึ้น เพราะความพยาบาทเป็นปัจจัย มีความทุกข์และความ
เร่าร้อน เธอพ้นจากอาสวะเหล่านั้น ไม่ต้องเสวยเวทนานั้น อันนี้พระผู้มีพระภาค
ตรัสว่า เป็นที่ถ่ายถอนความพยาบาท ฯ
      อีกข้อหนึ่ง เมื่อภิกษุกระทำไว้ในใจซึ่งความเบียดเบียน จิตย่อมไม่แล่นไป
ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ ไม่น้อมไปในความเบียดเบียน แต่เมื่อเธอกระทำไว้ในใจ
ซึ่งความไม่เบียดเบียน จิตย่อมแล่นไป เลื่อมใส ตั้งอยู่ น้อมไปในความไม่
เบียดเบียน จิตของเธอดำเนินไปดีแล้ว อบรมดีแล้ว ออกไปดีแล้ว พ้นดีแล้ว
พรากแล้วจากความเบียดเบียน อาสวะเหล่าใดบังเกิดขึ้น เพราะความเบียดเบียน
เป็นปัจจัย มีความทุกข์และความเร่าร้อน เธอพ้นแล้วจากอาสวะเหล่านั้น ไม่ต้อง
เสวยเวทนานั้น อันนี้พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เป็นที่ถ่ายถอนความเบียดเบียน ฯ
      อีกข้อหนึ่ง เมื่อภิกษุกระทำไว้ในใจซึ่งรูปทั้งหลาย จิตย่อมไม่แล่นไป
ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ ไม่น้อมไปในรูปทั้งหลาย แต่เมื่อเธอกระทำไว้ในใจซึ่ง
อรูป จิตย่อมแล่นไป เลื่อมใส ตั้งอยู่ น้อมไปในอรูป จิตของเธอดำเนินไปดี
แล้ว อบรมดีแล้ว ออกไปดีแล้ว พ้นดีแล้ว พรากแล้วจากรูปทั้งหลาย อาสวะ
เหล่าใดบังเกิดขึ้น เพราะรูปเป็นปัจจัย มีความทุกข์และความเร่าร้อน เธอพ้น
แล้วจากอาสวะเหล่านั้น ไม่ต้องเสวยเวทนานั้น อันนี้พระผู้มีพระภาคตรัสว่าเป็น
ที่ถ่ายถอนรูปทั้งหลาย ฯ
      อีกข้อหนึ่ง เมื่อภิกษุกระทำไว้ในใจซึ่งกายของตน จิตย่อมไม่แล่นไป
ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ ไม่น้อมไปในกายของตน แต่เมื่อเธอกระทำไว้ในใจซึ่ง
ความดับกายของตน จิตย่อมแล่นไปเลื่อมใส ตั้งอยู่ น้อมไปในความดับกาย
ของตน จิตของเธอดำเนินไปดีแล้ว อบรมดีแล้ว ออกไปดีแล้ว พ้นดีแล้ว
พรากแล้วจากกายของตน อาสวะเหล่าใดบังเกิดขึ้นเพราะกายของตนเป็นปัจจัย มี
ความทุกข์และความเร่าร้อน เธอพ้นแล้วจากอาสวะเหล่านั้น ไม่ต้องเสวยเวทนา
นั้น อันนี้พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เป็นที่ถ่ายถอนกายของตน  ธรรม ๕ อย่าง
เหล่านี้รู้ได้ยาก ฯ
      [๔๑๘] ธรรม ๕ อย่างที่ควรให้บังเกิดขึ้นเป็นไฉน คือสัมมาสมาธิประ
กอบด้วยญาณ ๕ ได้แก่ญาณบังเกิดขึ้นเฉพาะตนว่า สมาธินี้มีสุขในปัจจุบัน และ
มีสุขเป็นวิบากต่อไป ๑ ญาณบังเกิดขึ้นเฉพาะตนว่า สมาธินี้เป็นอริยะไม่มีอามิส ๑
ญาณบังเกิดขึ้นเฉพาะตนว่า สมาธินี้อันบุรุษผู้ไม่ต่ำช้าเสพแล้ว ๑ ญาณบังเกิด
ขึ้นเฉพาะตนว่า สมาธินี้สงบ ประณีต มีปฏิปัสสัทธิอันได้แล้ว ถึงความเป็น
ธรรมเอกผุดขึ้น และมิใช่ข่มขี่ห้ามด้วยจิตเป็นสสังขาร ญาณบังเกิดขึ้นเฉพาะตน
ว่า ก็เรานั้น มีสติ เข้าสมาธินี้ และมีสติ ออกจากสมาธินี้ ๑ ธรรม ๕ อย่าง
เหล่านี้ควรให้บังเกิดขึ้น ฯ
      [๔๑๙] ธรรม ๕ อย่างที่ควรรู้ยิ่งเป็นไฉน คือวิมุตตายตนะ ๕ ดูกรผู้มี
อายุทั้งหลาย พระศาสดาหรือสพรหมจารีผู้อยู่ในฐานะแห่งครูรูปใดรูปหนึ่ง แสดง
ธรรมแก่ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ภิกษุย่อมรู้อรรถทั่วถึง รู้ธรรมทั่วถึงในธรรมนั้น
ตามที่ท่านแสดง เมื่อเธอรู้อรรถทั่วถึง รู้ธรรมทั่วถึง ปราโมทย์ย่อมเกิด เมื่อ
ปราโมทย์ ปีติย่อมเกิด เมื่อมีใจกอปรด้วยปีติ กายย่อมสงบ กายสงบย่อมได้
เสวยสุข เมื่อมีสุข จิตย่อมตั้งมั่น นี้เป็นวิมุตตายตนะข้อที่หนึ่ง ฯ
      อีกข้อหนึ่ง พระศาสดาหรือสพรหมจารีผู้อยู่ในฐานะแห่งครูรูปใดรูปหนึ่ง
มิได้แสดงธรรมแก่ภิกษุเลย แต่ว่าภิกษุอื่นแสดงธรรมตามที่ได้ฟังได้เรียนมาแก่
ผู้อื่นโดยพิสดาร เธอย่อมรู้อรรถทั่วถึง รู้ธรรมทั่วถึงในธรรมนั้น ตามที่ภิกษุ
แสดงธรรมตามที่ได้ฟังได้เรียนมาแก่ผู้อื่นโดยพิสดาร เมื่อเธอรู้อรรถทั่วถึง รู้ธรรม
ทั่วถึง ปราโมทย์ย่อมเกิด เมื่อปราโมทย์ ปีติย่อมเกิด เมื่อมีใจกอปรด้วยปีติ
กายย่อมสงบ กายสงบย่อมได้เสวยสุข เมื่อมีสุข จิตย่อมตั้งมั่น นี้เป็นวิมุต
ตายตนะข้อที่สอง ฯ
      อีกข้อหนึ่ง พระศาสดาหรือสพรหมจารีผู้อยู่ในฐานะแห่งครูรูปใดรูปหนึ่ง
มิได้แสดงธรรมแก่ภิกษุเลย ภิกษุอื่นก็มิได้แสดงธรรมตามที่ได้ฟังได้เรียนมาแก่
ผู้อื่นโดยพิสดาร แต่ว่ากระทำการสาธยายธรรมตามที่ได้ฟังได้เรียนมาโดยพิสดาร
เธอย่อมรู้อรรถทั่วถึง รู้ธรรมทั่วถึงในธรรมนั้น ตามที่ภิกษุกระทำการสาธยายธรรม
ตามที่ได้ฟังได้เรียนมาโดยพิสดาร เมื่อเธอรู้อรรถทั่วถึง รู้ธรรมทั่วถึง ปราโมทย์
ย่อมเกิด เมื่อปราโมทย์ ปีติย่อมเกิด เมื่อมีใจกอปรด้วยปีติ กายย่อมสงบ กาย
สงบย่อมได้เสวยสุข เมื่อมีสุขจิตย่อมตั้งมั่น นี้เป็นวิมุตตายตนะข้อที่สาม ฯ
      อีกข้อหนึ่ง พระศาสดาหรือสพรหมจารีผู้อยู่ในฐานะแห่งครูรูปใดรูปหนึ่ง
มิได้แสดงธรรมแก่ภิกษุเลย ภิกษุอื่นก็มิได้แสดงธรรมตามที่ได้ฟังได้เรียนมาแก่
ผู้อื่นโดยพิสดาร และมิได้กระทำการสาธยายธรรมตามที่ได้ฟังได้เรียนมาโดย
พิสดาร แต่ว่าเธอตรึกตามตรองตาม เพ่งตาม ซึ่งธรรมตามที่ได้ฟังได้เรียนมา
ด้วยจิต เพ่งตามด้วยใจ เธอย่อมรู้อรรถทั่วถึง รู้ธรรมทั่วถึงในธรรมนั้น ตามที่
เธอตรึกตาม ตรองตาม ซึ่งธรรมตามที่ได้ฟังได้เรียนมาด้วยจิต เพ่งตามด้วยใจ
เมื่อเธอรู้อรรถทั่วถึง รู้ธรรมทั่วถึง ปราโมทย์ย่อมเกิด เมื่อปราโมทย์ ปีติย่อม
เกิด เมื่อมีใจกอปรด้วยปีติ กายย่อมสงบ กายสงบย่อมได้เสวยสุข เมื่อมีสุข
จิตย่อมตั้งมั่น นี้เป็นวิมุตตายตนะข้อที่สี่ ฯ
      อีกข้อหนึ่ง พระศาสดาหรือสพรหมจารีผู้อยู่ในฐานะแห่งครูรูปใดรูปหนึ่ง
มิได้แสดงธรรมแก่ภิกษุเลย ภิกษุอื่นก็มิได้แสดงธรรมตามที่ได้ฟังได้เรียนมาแก่
ผู้อื่นโดยพิสดาร และมิได้กระทำการสาธยายธรรมตามที่ได้ฟังได้เรียนมาโดย
พิสดาร และเธอมิได้ตรึกตาม ตรองตาม ซึ่งธรรมที่ได้ฟังได้เรียนมาด้วยจิต มิได้
เพ่งตามด้วยใจ แต่ว่าสมาธินิมิตอย่างใดอย่างหนึ่งที่ภิกษุนั้นเรียนดีแล้ว กระทำไว้
ในใจดีแล้ว ทรงไว้ดีแล้ว แทงตลอดดีแล้วด้วยปัญญา เธอย่อมรู้อรรถทั่วถึง
รู้ธรรมทั่วถึงในธรรมนั้น โดยประการที่สมาธินิมิตอย่างใดอย่างหนึ่งที่เธอเรียนดี
แล้ว กระทำไว้ในใจดีแล้ว ทรงไว้ดีแล้ว แทงตลอดดีแล้วด้วยปัญญา เมื่อเธอ
รู้อรรถทั่วถึง รู้ธรรมทั่วถึง ปราโมทย์ย่อมเกิด เมื่อปราโมทย์ ปีติย่อมเกิด เมื่อ
มีใจกอปรด้วยปีติ กายย่อมสงบ กายสงบย่อมได้เสวยสุข เมื่อมีสุข จิตย่อม
ตั้งมั่น นี้เป็นวิมุตตายตนะข้อที่ห้า ธรรม ๕ อย่างเหล่านี้ควรรู้ยิ่ง ฯ
      [๔๒๐] ธรรม ๕ อย่างที่ควรทำให้แจ้งเป็นไฉน คือธรรมขันธ์ ๕ ได้แก่
สีลขันธ์ ๑ สมาธิขันธ์ ๑ ปัญญาขันธ์ ๑ วิมุตติขันธ์ ๑ วิมุตติญาณทัสสนขันธ์ ๑
ธรรม ๕ อย่างเหล่านี้ควรทำให้แจ้ง ฯ
     ธรรมทั้ง ๕๐ อย่างดังพรรณนามานี้ เป็นของจริง แท้ แน่นอนไม่ผิด
พลาด ไม่เป็นอย่างอื่น อันพระตถาคตตรัสรู้แล้วโดยชอบ ฯ
      [๔๒๑] ธรรม ๖ อย่างมีอุปการะมาก ธรรม ๖ อย่างควรให้เจริญ ธรรม
๖ อย่างควรกำหนดรู้ ธรรม ๖ อย่างควรละ ธรรม ๖ อย่างเป็นไปในส่วนข้างเสื่อม
ธรรม ๖ อย่างเป็นไปในส่วนข้างเจริญ ธรรม ๖ อย่างแทงตลอดได้ยาก ธรรม ๖
อย่างควรให้บังเกิดขึ้น ธรรม ๖ อย่างควรรู้ยิ่ง ธรรม ๖ อย่างควรทำให้แจ้ง ฯ
      [๔๒๒] ธรรม ๖ อย่างที่มีอุปการะมากเป็นไฉน ได้แก่สาราณียธรรม
๖ คือ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้เข้าไปตั้งกายกรรม ประกอบ
ด้วยเมตตาในเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ทั้งต่อหน้าและลับหลัง แม้นี้ก็เป็น
สาราณียธรรม กระทำให้เป็นที่รัก ให้เป็นที่เคารพ เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กัน
เพื่อความไม่วิวาทกัน เพื่อความพร้อมเพรียงกัน เพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียว
กัน ฯ
      อีกข้อหนึ่ง ภิกษุเข้าไปตั้งวจีกรรม ประกอบด้วยเมตตาในเพื่อนพรหม
จรรย์ทั้งหลายทั้งต่อหน้าและลับหลัง แม้นี้ก็เป็นสาราณียธรรม ... ฯ
      อีกข้อหนึ่ง ภิกษุเข้าไปตั้งมโนกรรม ประกอบด้วยเมตตาในเพื่อน
พรหมจรรย์ทั้งหลายทั้งต่อหน้าและลับหลัง แม้นี้ก็เป็นสาราณียธรรม ... ฯ
      อีกข้อหนึ่ง ภิกษุย่อมแบ่งปันลาภอันประกอบด้วยธรรม ได้มาโดยธรรม
โดยที่สุดแม้มาตรว่าอาหารอันนับเนื่องในบาตร คือเฉลี่ยกันบริโภคกับเพื่อนพรหม
จรรย์ ผู้มีศีลทั้งหลาย แม้นี้ก็เป็นสาราณียธรรม ... ฯ
      อีกข้อหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้มีศีลเสมอกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลายทั้งต่อ
หน้าและลับหลัง ในศีลอันไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย เป็นไทย อัน
วิญญูชนสรรเสริญแล้ว อันตัณหาและทิฐิ ไม่แตะต้องแล้ว เป็นไปเพื่อสมาธิ
แม้นี้ก็เป็นสาราณียธรรม ... ฯ
      อีกข้อหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้มีทิฐิเสมอกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลายทั้งต่อ
หน้าและลับหลัง ในทิฐิอันประเสริฐ นำออกจากทุกข์ นำผู้ปฏิบัติตามเพื่อความ
สิ้นทุกข์ โดยชอบ แม้นี้ก็เป็นสาราณียธรรม กระทำให้เป็นที่รัก ให้เป็นที่เคารพ
เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กัน เพื่อความไม่วิวาทกัน เพื่อความพร้อมเพรียงกัน
เพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ธรรม ๖ อย่างเหล่านี้มีอุปการะมาก ฯ
      [๔๒๓] ธรรม ๖ อย่างที่ควรให้เจริญเป็นไฉน คืออนุสติฐานะ ๖ ได้
แก่ระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้า ๑ ระลึกถึงคุณพระธรรม ๑ ระลึกถึงคุณพระสงฆ์ ๑
ระลึกถึงศีล ๑ ระลึกถึงทานที่ตนบริจาค ๑ ระลึกถึงคุณที่ทำบุคคลให้เป็นเทวดา ๑
ธรรม ๖ อย่างเหล่านี้ควรให้เจริญ ฯ
      [๔๒๔] ธรรม ๖ อย่างที่ควรกำหนดรู้เป็นไฉน คืออายตนะ ภายใน ๖
ได้แก่อายตนะคือตา ๑ อายตนะคือหู ๑ อายตนะคือจมูก ๑ อายตนะคือลิ้น ๑
อายตนะคือกาย ๑ อายตนะคือใจ ๑ ธรรม ๖ อย่างเหล่านี้ควรกำหนดรู้ ฯ
      [๔๒๕] ธรรม ๖ อย่างที่ควรละเป็นไฉน คือตัณหา ๖ หมู่ได้แก่ตัณหา
ในรูป ๑ ตัณหาในเสียง ๑ ตัณหาในกลิ่น ๑ ตัณหาในรส ๑ ตัณหาใน
โผฏฐัพพะ ๑ ตัณหาในธรรม ๑ ธรรม ๖ อย่างเหล่านี้ควรละ ฯ
      [๔๒๖] ธรรม ๖ อย่างที่เป็นไปในส่วนข้างเสื่อมเป็นไฉน คือความไม่
เคารพ ๖ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ไม่มีความเคารพ ไม่เชื่อ
ฟังในพระศาสดา ๑ ในพระธรรม ๑ ในพระสงฆ์ ๑ ในความศึกษา ๑ ใน
ความไม่ประมาท ๑ ในปฏิสันถาร ๑ ธรรม ๖ อย่างเหล่านี้เป็นไปในส่วนข้าง
เสื่อม ฯ
      [๔๒๗] ธรรม ๖ อย่างที่เป็นไปในส่วนข้างเจริญเป็นไฉน คือความ
เคารพ ๖ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ มีความเคารพเชื่อฟังใน
พระศาสดา ๑ ในพระธรรม ๑ ในพระสงฆ์ ๑ ในความศึกษา ๑ ในความไม่
ประมาท ๑ ในความปฏิสันถาร ๑ ธรรม ๖ อย่างเหล่านี้เป็นไปในส่วนข้างเจริญ ฯ
      [๔๒๘] ธรรม ๖ อย่างที่แทงตลอดได้ยากเป็นไฉน คือธาตุเป็นที่ตั้งแห่ง
ความสลัดออก คือ
     ๑. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ พึงกล่าวอย่างนี้ว่า ก็
เมตตาเจโตวิมุตติเราให้เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว กระทำให้เป็นดังยาน กระทำ
ให้เป็นดุจที่ตั้ง คล่องแคล่วแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว และเมื่อเป็นเช่นนั้น
พยาบาทยังครอบงำจิตของเราตั้งอยู่ ภิกษุนั้นพึงถูกว่ากล่าวอย่างนี้ว่า ท่านอย่าได้
พูดอย่างนี้ ท่านผู้มีอายุอย่าได้กล่าวอย่างนี้ อย่าได้กล่าวตู่พระผู้มีพระภาค การ
กล่าวตู่พระผู้มีพระภาคไม่ดีเลย พระผู้มีพระภาคไม่พึงตรัสอย่างนี้ ข้อนี้มิใช่ฐานะ
มิใช่โอกาส คำที่ว่า เมื่อเมตตาเจโตวิมุตติ ภิกษุให้เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว
กระทำให้เป็นดังยาน กระทำให้เป็นดุจที่ตั้ง คล่องแคล่วแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภ
ดีแล้ว และเมื่อเป็นเช่นนั้น พยาบาทจักครอบงำจิตของภิกษุนั้นตั้งอยู่ ดังนี้นั้น
มิใช่ฐานะที่จะมีได้ ผู้มีอายุทั้งหลาย เพราะว่าเมตตาเจโตวิมุตตินี้ เป็นที่สลัดออก
จากพยาบาท ฯ
      ๒. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ พึงกล่าวอย่างนี้ว่า ก็
กรุณาเจโตวิมุตติอันเราให้เจริญแล้ว ... ปรารภดีแล้วและเมื่อเป็นเช่นนั้น วิหิงสา
ยังครอบงำจิตของเราตั้งอยู่ ภิกษุนั้นพึงถูกกล่าวว่าอย่างนี้ว่า ท่านอย่าได้พูดอย่างนี้
ท่านผู้มีอายุอย่าได้กล่าวอย่างนี้ อย่ากล่าวตู่พระผู้มีพระภาค การกล่าวตู่พระผู้มี
พระภาคไม่ดีเลย พระผู้มีพระภาคไม่พึงตรัสอย่างนี้ ข้อนี้มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส
คำที่ว่า เมื่อกรุณาเจโตวิมุตติภิกษุให้เจริญแล้ว ... ปรารภดีแล้ว และเมื่อเป็นเช่น
นั้น วิหิงสาจักครอบงำจิตของภิกษุนั้นตั้งอยู่ ดังนี้นั้น มิใช่ฐานะที่จะมีได้ ผู้มีอายุ
ทั้งหลาย เพราะว่ากรุณาเจโตวิมุตตินี้ เป็นที่สลัดออกจากวิหิงสา ฯ
      ๓. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ พึงกล่าวอย่างนี้ว่า ก็
มุทิตาเจโตวิมุตติเราให้เจริญแล้ว ... ปรารภดีแล้ว และเมื่อเป็นเช่นนั้น อรติยัง
ครอบงำจิตของเราตั้งอยู่ ภิกษุนั้นพึงถูกว่ากล่าวอย่างนี้ว่า ท่านอย่าได้พูดอย่างนี้
ท่านผู้มีอายุ อย่าได้กล่าวอย่างนี้ อย่ากล่าวตู่พระผู้มีพระภาค การกล่าวตู่พระผู้มี
พระภาคไม่ดีเลย พระผู้มีพระภาคไม่พึงตรัสอย่างนี้ ข้อนี้มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส
คำที่ว่า เมื่อมุทิตาเจโตวิมุตติภิกษุให้เจริญแล้ว ... ปรารภดีแล้ว และเมื่อเป็น
เช่นนั้น อรติย่อมครอบงำจิตของภิกษุนั้นตั้งอยู่ดังนี้นั้น มิใช่ฐานะที่จะมีได้ ผู้มี
อายุทั้งหลาย เพราะว่ามุทิตาเจโตวิมุตตินี้ เป็นที่สลัดออกจากอรติ ฯ
      ๔. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ พึงกล่าว กล่าวอย่าง
นี้ว่า ก็อุเบกขาเจโตวิมุตติเราให้เจริญแล้ว ... ปรารภดีแล้ว และเมื่อเป็นเช่นนั้น
ราคะย่อมครอบงำจิตของเราตั้งอยู่ ภิกษุนั้นพึงถูกว่ากล่าวอย่างนี้ว่า ท่านอย่าได้พูด
อย่างนี้ ท่านผู้มีอายุอย่าได้กล่าวอย่างนี้ อย่ากล่าวตู่พระผู้มีพระภาค การกล่าวตู่
พระผู้มีพระภาคไม่ดีเลย พระผู้มีพระภาคไม่พึงตรัสอย่างนี้ ข้อนี้มิใช่ฐานะ มิใช่
โอกาส คำที่ว่า เมื่ออุเบกขาเจโตวิมุตติ ภิกษุให้เจริญแล้ว ... ปรารภดีแล้ว และ
เมื่อเป็นเช่นนั้น ราคะยังครอบงำจิตของภิกษุนั้นตั้งอยู่ ดังนี้นั้น มิใช่ฐานะที่จะมี
ได้ ผู้มีอายุทั้งหลายเพราะว่าอุเบกขาเจโตวิมุตตินี้ เป็นที่สลัดออกจากราคะ ฯ
      ๕. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ พึงกล่าวอย่างนี้ว่า
เจโตวิมุตติอันหานิมิตมิได้เราให้เจริญแล้ว ... ปรารภดีแล้ว และเมื่อเป็นเช่นนั้น
วิญญาณของเราย่อมไปตามนิมิต ภิกษุนั้นพึงถูกว่ากล่าวอย่างนี้ว่า ท่านอย่าพูดอย่าง
นี้ ท่านผู้มีอายุ อย่าได้กล่าวอย่างนี้ อย่ากล่าวตู่พระผู้มีพระภาค การกล่าวตู่
พระผู้มีพระภาคไม่ดีเลย พระผู้มีพระภาคไม่พึงตรัสอย่างนี้ ข้อนี้มิใช่ฐานะ มิใช่
โอกาส คำที่ว่า เมื่อเจโตวิมุตติอันหานิมิตมิได้ ภิกษุให้เจริญแล้ว ... ปรารภดี
แล้ว และเมื่อเป็นเช่นนั้น วิญญาณของภิกษุนั้น จักไปตามนิมิต ดังนี้นั้น มิใช่
ฐานะที่จะมีได้ ผู้มีอายุทั้งหลาย เพราะว่าเจโตวิมุตติอันหานิมิตมิได้นี้ เป็นที่สลัด
ออกจากนิมิตทั้งปวง ฯ
      ๖. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ พึงกล่าวอย่างนี้ว่า
เมื่อการถือว่าเรามีอยู่ ดังนี้ ของเราหมดไปแล้ว เราก็มิได้พิจารณาเห็นว่าเรานี้มี
อยู่ และเมื่อเป็นเช่นนั้น ลูกศรคือความเคลือบแคลงสงสัยยังครอบงำจิตของเรา
ตั้งอยู่ ภิกษุนั้นพึงถูกว่ากล่าวอย่างนี้ว่า ท่านอย่าพูดอย่างนี้ ท่านผู้มีอายุ อย่าได้
กล่าวอย่างนี้ อย่ากล่าวตู่พระผู้มีพระภาค การกล่าวตู่พระผู้มีพระภาคไม่ดีเลย พระ
ผู้มีพระภาคไม่พึงตรัสอย่างนี้ ข้อนี้มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คำที่ว่า เมื่อการยึดถือ
ว่าเรามีอยู่ดังนี้หมดไปแล้ว และเมื่อเขามิได้พิจารณาเห็นว่าเรานี้มีอยู่ และเมื่อ
เป็นเช่นนั้น ลูกศรคือความเคลือบแคลงสงสัย จักครอบงำจิตของภิกษุนั้นตั้งอยู่
ดังนี้นั้น มิใช่ฐานะที่จะมีได้ ผู้มีอายุทั้งหลาย เพราะว่าความถอนขึ้นซึ่งอัสมิมานะนี้
เป็นที่สลัดออกจากลูกศรคือความเคลือบแคลงสงสัย ธรรม ๖ อย่างเหล่านี้แทง
ตลอดได้ยาก ฯ
      [๔๒๙] ธรรม ๖ อย่างที่ควรให้บังเกิดขึ้นเป็นไฉน คือธรรมเป็นเครื่อง
อยู่เนืองๆ ๖ อย่าง ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เห็นรูปด้วย
จักษุแล้ว ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ เป็นผู้วางเฉย มีสติสัมปชัญญะอยู่ ๑ ฟังเสียง
ด้วยหูแล้ว ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ เป็นผู้วางเฉย มีสติสัมปชัญญะอยู่ ๑ สูดกลิ่น
ด้วยจมูกแล้วไม่ดีใจไม่เสียใจ เป็นผู้วางเฉย มีสติสัมปชัญญะอยู่ ๑ ถูกต้อง
โผฏฐัพพะด้วยกายแล้ว ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ เป็นผู้วางเฉย มีสติสัมปชัญญะอยู่
๑ รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ เป็นผู้วางเฉย มีสติสัมปชัญญะ
อยู่ ๑ ธรรม ๖ อย่างเหล่านี้ควรให้บังเกิดขึ้น ฯ
      [๔๓๐] ธรรม ๖ อย่างที่ควรรู้ยิ่งเป็นไฉน คืออนุตตริยะ ๖ ได้แก่ทัส
สนานุตตริยะ ๑ สวนานุตตริยะ ๑ ลาภานุตตริยะ ๑ สิกขานุตตริยะ ๑ ปริจริยา
นุตตริยะ ๑ อนุสสตานุตตริยะ ๑ ธรรม ๖ อย่างเหล่านี้ควรรู้ยิ่ง ฯ
      [๔๓๑] ธรรม ๖ อย่างที่ควรทำให้แจ้งเป็นไฉน คืออภิญญา ๖ ภิกษุใน
พระธรรมวินัยนี้ ย่อมบรรลุอิทธิวิธีหลายประการ คือคนเดียวเป็นหลายคนก็ได้
หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ ทำให้ปรากฏก็ได้ ทำให้หายก็ได้ ทะลุฝากำแพงภูเขา
ไปได้ไม่ติดขัดเหมือนไปในที่ว่างก็ได้ ผุดขึ้นดำลงแม้ในแผ่นดินเหมือนในน้ำก็ได้
เดินบนน้ำไม่แตกเหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้ เหาะไปในอากาศเหมือนนกก็ได้
ลูบคลำพระจันทร์พระอาทิตย์ ซึ่งมีฤทธิ์มีอานุภาพมากด้วยฝ่ามือก็ได้ ใช้อำนาจ
ทางกายไปตลอดพรหมโลกก็ได้ เธอย่อมได้ยินเสียง ๒ ชนิด คือ เสียงทิพย์และ
เสียงมนุษย์ทั้งที่อยู่ไกลและใกล้ ด้วยทิพยโสตธาตุอันบริสุทธิ์ล่วงโสตของมนุษย์ ๑
เธอย่อมรู้กำหนดใจของสัตว์อื่นของบุคคลอื่นด้วยใจ คือจิตมีราคะ ก็รู้ว่าจิตมีราคะ
หรือจิตปราศจากราคะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากราคะ จิตมีโทสะ ก็รู้ว่าจิตมีโทสะ หรือ
จิตปราศจากโทสะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากโทสะ จิตมีโมหะ ก็รู้ว่า จิตมีโมหะ
หรือจิตปราศจากโมหะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากโมหะ จิตหดหู่ก็รู้ว่าจิตหดหู่ จิตฟุ้งซ่าน
ก็รู้ว่าจิตฟุ้งซ่าน จิตเป็นมหรคต ๑- ก็รู้ว่าจิตเป็นมหรคต หรือจิตไม่เป็นมหรคต
ก็รู้ว่าจิตไม่เป็นมหรคต จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ว่าจิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า หรือจิตไม่มีจิต
อื่นยิ่งกว่า ก็รู้ว่าจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า จิตเป็นสมาธิ ก็รู้ว่าจิตเป็นสมาธิ หรือจิต
ไม่เป็นสมาธิ ก็รู้ว่าจิตไม่เป็นสมาธิ จิตหลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตหลุดพ้น หรือจิตไม่
หลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตไม่หลุดพ้น ๑ เธอย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือระลึก
ได้ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง สามชาติบ้าง สี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้าง สิบชาติบ้าง
@๑. มหรคตจิต ถึงความเป็นจิตใหญ่ ได้แก่จิตประกอบด้วยฌาน
ยี่สิบชาติบ้าง สามสิบชาติบ้าง สี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้าง ร้อยชาติบ้าง
พันชาติบ้าง แสนชาติบ้าง ตลอดสังวัฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดวิวัฏกัปเป็น
อันมากบ้าง ตลอดสังวัฏกัปวิวัฏกัปเป็นอันมากบ้างว่า ในภพโน้นเรามีชื่ออย่างนั้น
มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุข เสวยทุกข์อย่าง
นั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้ว ได้ไปเกิดในภพโน้น
แม้ในภพนั้น เราก็มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหาร
อย่างนั้น เสวยสุข เสวยทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจาก
ภพนั้นแล้ว ได้มาเกิดในภพนี้ เธอย่อมระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมากพร้อมทั้ง
อาการ พร้อมทั้งอุเทศ ด้วยประการฉะนี้ ๑ เธอย่อมเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลัง
อุปบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพย
จักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมว่า สัตว์
เหล่านี้ประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ติเตียนพระอริยะเจ้า เป็นมิจฉา
ทิฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจมิจฉาทิฐิ เบื้องหน้า แต่ตายเพราะกายแตก เขา
เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ส่วนสัตว์เหล่านี้ ประกอบด้วยกายสุจริต วจี
สุจริต ไม่ติเตียนพระอริยะเจ้า เป็นสัมมาทิฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจสัมมา
ทิฐิ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เขาเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ดังนี้ เธอย่อมเห็น
หมู่สัตว์กำลังจุติ กำลังอุปบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม
ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่
สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม ด้วยประการฉะนี้ ๑ เธอทำให้แจ้งเจโตวิมุตติ ปัญญา
วิมุตติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเองใน
ปัจจุบันเทียวเข้าถึงอยู่ ๑ ธรรม ๖ อย่างเหล่านี้ควรทำให้แจ้ง ฯ
      ธรรมทั้ง ๖๐ ดังพรรณนามานี้ เป็นของจริง แท้ แน่นอน ไม่ผิดพลาด
ไม่เป็นอย่างอื่น อันพระตถาคตตรัสรู้แล้วโดยชอบ ฯ
      [๔๓๒] ธรรม ๗ อย่างมีอุปการะมาก ธรรม ๗ อย่างควรให้เจริญ
ธรรม ๗ อย่างควรกำหนดรู้ ธรรม ๗ อย่างควรละ ธรรม ๗ อย่างเป็นไปในส่วน
ข้างเสื่อม ธรรม ๗ อย่างเป็นไปในส่วนข้างเจริญ ธรรม ๗ อย่างแทงตลอด
ได้ยาก ธรรม ๗ อย่างควรให้บังเกิดขึ้น ธรรม ๗ อย่างควรรู้ยิ่ง ธรรม ๗ อย่าง
ควรทำให้แจ้ง ฯ
      [๔๓๓] ธรรม ๗ อย่างที่มีอุปการะมากเป็นไฉน ฯ
      ได้แก่อริยทรัพย์ ๗ คือ ทรัพย์คือศรัทธา ศีล หิริ โอตตัปปะ สุตะ
จาคะ ปัญญา ธรรม ๗ อย่างเหล่านี้มีอุปการะมาก ฯ
      [๔๓๔] ธรรม ๗ อย่างที่ควรให้เจริญเป็นไฉน ฯ
      ได้แก่โพชฌงค์ ๗ คือ สติสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ วรย
สัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์
อุเบกขาสัมโพชฌงค์  ธรรม ๗ อย่างเหล่านี้ ควรให้เจริญ ฯ
      [๔๓๕] ธรรม ๗ อย่างที่ควรกำหนดรู้เป็นไฉน ฯ
      ได้แก่วิญญาณฐิติ ๗ คือ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย มีสัตว์พวกหนึ่งมีกาย
ต่างกัน มีสัญญาต่างกัน เช่นพวกมนุษย์ พวกเทพบางหมู่ พวกเปรตบางหมู่
นี้วิญญาณฐิติข้อที่หนึ่ง ฯ
      มีสัตว์พวกหนึ่งมีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่นพวกเทพผู้
นับเนื่องในพวกพรหม ซึ่งเกิดในภูมิปฐมฌาน นี้วิญญาณฐิติข้อที่สอง ฯ
      มีสัตว์พวกหนึ่งมีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาต่างกัน เช่นพวกเทพเหล่า
อาภัสสระ นี้วิญญาณฐิติข้อที่สาม ฯ
      มีสัตว์พวกหนึ่ง มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่นพวก
เทพเหล่าสุภกิณหะ นี้วิญญาณฐิติข้อที่สี่ ฯ
      มีสัตว์พวกหนึ่ง เข้าถึงอากาสานัญจายตนะ ด้วยมนสิการว่า อากาศ
หาที่สุดมิได้ เพราะล่วงรูปสัญญาโดยประการทั้งปวง เพราะดับปฏิฆสัญญา
เพราะไม่กระทำไว้ในใจซึ่งนานัตตสัญญา นี้วิญญาณฐิติข้อที่ห้า ฯ
      สัตว์เหล่าหนึ่ง เข้าถึงชั้นวิญญาณัญจายตนะ ด้วยมนสิการว่า วิญญาณ
หาที่สุดมิได้ เพราะล่วงอากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวง นี้วิญญาณฐิติ
ข้อที่หก ฯ
      สัตว์เหล่าหนึ่ง เข้าถึงชั้นอากิญจัญญายตนะด้วยมนสิการว่า ไม่มีอะไร
เพราะล่วงวิญญาณัญจายตนะโดยประการทั้งปวง นี้วิญญาณฐิติข้อที่เจ็ด ฯ
      ธรรม ๗ อย่างเหล่านี้ ควรกำหนดรู้ ฯ
      [๔๓๖] ธรรม ๗ อย่างที่ควรละเป็นไฉน ฯ
      ได้แก่อนุสัย ๗ คือ อนุสัยคือกามราคะ ปฏิฆะ ทิฐิ วิจิกิจฉา มานะ
ภวราคะ อวิชชา ธรรม ๗ อย่างเหล่านี้ควรละ ฯ
      [๔๓๗] ธรรม ๗ อย่างที่เป็นไปในส่วนข้างเสื่อมเป็นไฉน ฯ
     ได้แก่อสัทธรรม ๗ คือ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้
เป็นผู้ไม่มีสัทธา ไม่มีหิริ ไม่มีโอตัปปะ มีสุตะน้อย เกียจคร้าน หลงลืมสติ
มีปัญญาทราม ธรรม ๗ อย่างเหล่านี้เป็นไปในส่วนข้างเสื่อม ฯ
      [๔๓๘] ธรรม ๗ อย่างที่เป็นไปในส่วนข้างเจริญเป็นไฉน ฯ
      ได้แก่สัทธรรม ๗ คือ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้
เป็นผู้มีสัทธา มีหิริ มีโอตัปปะ มีสุตะมาก ปรารภความเพียร เข้าไปตั้งสติไว้
มีปัญญา ธรรม ๗ อย่างเหล่านี้เป็นไปในส่วนข้างเจริญ ฯ
      [๔๓๙] ธรรม ๗ อย่างที่แทงตลอดได้ยากเป็นไฉน ได้แก่สัปปุริสธรรม
๗ คือ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้เป็นผู้รู้เหตุ รู้ผล รู้จักตน
รู้ประมาณ รู้กาลเวลา รู้บริษัท รู้จักเลือกบุคคล ธรรม ๗ อย่างนี้แทงตลอด
ได้ยาก ฯ
      [๔๔๐] ธรรม ๗ อย่างที่ควรให้บังเกิดขึ้นเป็นไฉน ฯ
      ได้แก่สัญญา ๗ คืออนิจจสัญญา อนัตตสัญญา อสุภสัญญา อาทีนว
สัญญา ปหานสัญญา วิราคสัญญา นิโรธสัญญา ธรรม ๗ อย่างเหล่านี้ ควร
ให้บังเกิดขึ้น ฯ
      [๔๔๑] ธรรม ๗ อย่างที่ควรรู้ยิ่งเป็นไฉน ฯ
      ได้แก่นิเทสวัตถุ ๗ อย่าง ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้
เป็นผู้มีฉันทะกล้าในการสมาทานสิกขา และไม่ปราศจากความรักในการสมาทาน
สิกขาต่อไป ๑ มีฉันทะกล้าในการพิจารณาธรรม และไม่ปราศจากความรัก
ในการพิจารณาธรรมต่อไป ๑ มีฉันทะกล้าในการกำจัดความอยากและไม่ปราศจาก
ความรักในการกำจัดความอยากต่อไป ๑ มีฉันทะกล้าในการหลีกออกเร้นอยู่ และ
ไม่ปราศจากความรักในการหลีกออกเร้นอยู่ต่อไป ๑ มีฉันทะกล้าในการปรารภ
ความเพียร และไม่ปราศจากความรักในการปรารภความเพียรต่อไป ๑ มีฉันทะ
กล้าในสติและปัญญาเครื่องรักษาตน และไม่ปราศจากความรักในสติและปัญญา
เครื่องรักษาตนต่อไป ๑ มีฉันทะกล้าในการแทงตลอดด้วยอำนาจความเห็นและไม่
ปราศจากความรักในการแทงตลอดด้วยอำนาจความเห็นต่อไป ๑ ธรรม ๗ อย่าง
เหล่านี้ควรรู้ยิ่ง ฯ
      [๔๔๒] ธรรม ๗ อย่างที่ควรทำให้แจ้งเป็นไฉน ฯ
      ได้แก่กำลังของพระขีณาสพ ๗ คือ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย สังขารทั้งปวง
อันภิกษุผู้ขีณาสพในพระธรรมวินัยนี้ เห็นดีแล้วโดยความเป็นของไม่เที่ยงด้วย
ปัญญาอันชอบตามความเป็นจริง ข้อที่ภิกษุผู้ขีณาสพเห็นดีแล้วซึ่งสังขารทั้งปวง
โดยความเป็นของไม่เที่ยงด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงนี้ เป็นกำลังของ
ภิกษุผู้ขีณาสพ ที่ภิกษุผู้ขีณาสพอาศัยแล้ว ย่อมปฏิญญาความสิ้นอาสวะได้ว่า
อาสวะของเราสิ้นแล้ว ฯ
      อีกข้อหนึ่ง กามทั้งหลายเปรียบด้วยหลุมถ่านเพลิง อันภิกษุผู้ขีณาสพ
เห็นดีแล้วด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริง ข้อที่ภิกษุผู้ขีณาสพเห็นดีแล้วซึ่งกาม
ทั้งหลายอันเปรียบด้วยหลุมถ่านเพลิง ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงนี้ เป็นกำลัง
ของภิกษุผู้ขีณาสพ ที่ภิกษุผู้ขีณาสพอาศัยแล้ว ย่อมปฏิญญาความสิ้นอาสวะได้ว่า
อาสวะของเราสิ้นแล้ว ฯ
      อีกข้อหนึ่ง จิตของภิกษุผู้ขีณาสพ น้อมไปในวิเวก โอนไปในวิเวก
เงื้อมไปในวิเวก ตั้งอยู่ในวิเวก ยินดียิ่งในเนกขัมมะ สิ้นสุดแล้วจากอาสวัฏฐา
นิยธรรมโดยประการทั้งปวง ข้อที่ภิกษุผู้ขีณาสพมีจิตน้อมไปในวิเวก โอนไปใน
วิเวก เงื้อมไปในวิเวก ตั้งอยู่ในวิเวก ยินดียิ่งในเนกขัมมะ สิ้นสุดแล้วจาก
อาสวัฏฐานิยธรรมโดยประการทั้งปวงนี้ เป็นกำลังของภิกษุผู้ขีณาสพ ที่ภิกษุผู้
ขีณาสพอาศัยแล้ว ย่อมปฏิญญาความสิ้นอาสวะได้ว่า อาสวะของเราสิ้นแล้ว ฯ
      อีกข้อหนึ่ง สติปัฏฐาน ๔ อันภิกษุผู้ขีณาสพอบรมแล้ว อบรมดีแล้ว
ข้อที่ภิกษุผู้ขีณาสพอบรมแล้ว อบรมดีแล้วซึ่งสติปัฏฐาน ๔ นี้ เป็นกำลังของ
ภิกษุผู้ขีณาสพ ที่ภิกษุผู้ขีณาสพอาศัยแล้ว ย่อมปฏิญญาความสิ้นอาสวะได้ว่า
อาสวะของเราสิ้นแล้ว ฯ
     อีกข้อหนึ่ง อินทรีย์ ๕ อันภิกษุผู้ขีณาสพอบรมแล้ว อบรมดีแล้ว ข้อที่
ภิกษุผู้ขีณาสพอบรมแล้ว อบรมดีแล้วซึ่งอินทรีย์ ๕ นี้ เป็นกำลังของภิกษุผู้
ขีณาสพ ที่ภิกษุผู้ขีณาสพอาศัยแล้ว ย่อมปฏิญญาได้ว่า อาสวะของเราสิ้นแล้ว ฯ
      อีกข้อหนึ่ง โพชฌงค์ ๗ อันภิกษุผู้ขีณาสพอบรมแล้ว อบรมดีแล้ว
ข้อที่ภิกษุผู้ขีณาสพอบรมแล้ว อบรมดีแล้ว ซึ่งโพชฌงค์ ๗ นี้ เป็นกำลังของภิกษุ
ผู้ขีณาสพที่ภิกษุผู้ขีณาสพอาศัยแล้ว ย่อมปฏิญญาความสิ้นอาสวะได้ว่า อาสวะ
ของเราสิ้นแล้ว ฯ
      อีกข้อหนึ่ง อริยมรรคมีองค์ ๘ อันภิกษุผู้ขีณาสพอบรมแล้ว อบรม
ดีแล้ว ข้อที่ภิกษุผู้ขีณาสพอบรมแล้ว อบรมดีแล้ว ซึ่งอริยมรรคมีองค์ ๘ นี้
เป็นกำลังของภิกษุผู้ขีณาสพ ที่ภิกษุผู้ขีณาสพอาศัยแล้ว ย่อมปฏิญญาความสิ้น
อาสวะได้ว่า อาสวะของเราสิ้นแล้ว ธรรม ๗ อย่างเหล่านี้ควรทำให้แจ้ง ฯ
      ธรรม ๗๐ ดังพรรณนามานี้ เป็นของจริง แท้ แน่นอน ไม่ผิดพลาด
ไม่เป็นอย่างอื่น อันพระตถาคตตรัสรู้แล้วโดยชอบ ฯ

จบภาณวารที่หนึ่ง ฯ
      [๔๔๓] ธรรม ๘ อย่างมีอุปการะมาก ธรรม ๘ อย่างควรให้เจริญ
ธรรม ๘ อย่างควรกำหนดรู้ ธรรม ๘ อย่างควรละ ธรรม ๘ อย่างเป็นไปในส่วน
ข้างเสื่อม ธรรม ๘ อย่างเป็นไปในส่วนข้างเจริญ ธรรม ๘ อย่างแทงตลอดได้ยาก
ธรรม ๘ อย่างควรให้บังเกิดขึ้น ธรรม ๘ อย่างควรรู้ยิ่ง ธรรม ๘ อย่างควรทำ
ให้แจ้ง ฯ
      [๔๔๔] ธรรม ๘ อย่างที่มีอุปการะมากเป็นไฉน ได้แก่เหตุ ๘ ปัจจัย ๘
ย่อมเป็นไปเพื่อความได้ปัญญาอันเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ที่ยังไม่ได้ เพื่อ
ความมียิ่งๆ ขึ้นไป เพื่อความไพบูลย์ เพื่อความเจริญ เพื่อความบริบูรณ์ แห่ง
ปัญญาที่ได้แล้ว เหตุและปัจจัย ๘ เป็นไฉน ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุใน
พระธรรมวินัยนี้ ย่อมอยู่อาศัยครู หรือสพรหมมจรรย์ผู้ตั้งอยู่ในฐานะครูรูปใด
รูปหนึ่ง เธอเข้าไปตั้งไว้ซึ่งหิริโอตตัปปะ ความรักและความเคารพอย่างแรงกล้า
ในท่านนั้น นี้เป็นเหตุข้อที่ ๑ เป็นปัจจัยข้อที่ ๑ เป็นไปเพื่อความได้ปัญญา
อันเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ที่ยังไม่ได้ เพื่อความมียิ่งๆ ขึ้นไป เพื่อความ
ไพบูลย์ เพื่อความเจริญ เพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว ก็ภิกษุนั้นอยู่
อาศัยครูหรือสพรหมจรรย์ผู้ตั้งอยู่ในฐานะแห่งครูรูปใดรูปหนึ่ง เธอเข้าไปตั้งไว้ซึ่ง
หิริ โอตตัปปะ ความรักและความเคารพอย่างแรงกล้าในท่านนั้นแล้ว ย่อมเข้าไปหา
ท่านเสมอๆ สอบถามไต่ถามว่า ท่านผู้เจริญ ข้อนี้อย่างไร เนื้อความของข้อนี้
เป็นอย่างไร ท่านเหล่านั้นย่อมจะเปิดเผยสิ่งที่ยังมิได้เปิดเผย กระทำให้ง่ายซึ่งสิ่ง
ที่ยังมิได้กระทำให้ง่าย บรรเทาความสงสัยในธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัยหลาย
อย่างแก่เธอ นี้เป็นเหตุข้อที่ ๒ เป็นปัจจัยข้อที่ ๒ เป็นไปเพื่อความได้ปัญญา
อันเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ที่ยังไม่ได้ เพื่อความมียิ่งๆ ขึ้นไป เพื่อความ
ไพบูลย์ เพื่อความเจริญ เพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว ภิกษุนั้นฟังธรรม
นั้นแล้ว ย่อมยังความหลีกออก ๒ ประการให้ถึงพร้อม คือความหลีกออกแห่ง
กาย ๑ ความหลีกออกแห่งจิต ๑ นี้เป็นเหตุข้อที่ ๓ เป็นปัจจัยข้อที่ ๓ เป็นไป
เพื่อความได้ปัญญา อันเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ที่ยังไม่ได้ เพื่อความมียิ่งๆ
ขึ้นไป เพื่อความไพบูลย์ เพื่อความเจริญ เพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญา
ที่ได้แล้ว ฯ
      อีกข้อหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้มีศีล สำรวมในปาติโมกข์ ถึงพร้อมด้วยมรรยาท
และโคจรอยู่ เห็นภัยในโทษแม้มีประมาณน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบท
ทั้งหลาย นี้เป็นเหตุข้อที่ ๔ เป็นปัจจัยข้อที่ ๔ เป็นไปเพื่อความได้ปัญญา
อันเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ที่ยังไม่ได้ เพื่อความมียิ่งๆ ขึ้นไป เพื่อความ
ไพบูลย์ เพื่อความเจริญ เพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว ฯ
      อีกข้อหนึ่ง ภิกษุผู้มีสุตะมาก ทรงไว้ซึ่งสุตะ สั่งสมไว้ซึ่งสุตะ ธรรม
ทั้งหลายอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์
พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะบริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง เป็นสิ่งอันภิกษุนั้นสดับแล้ว
มาก ทรงไว้ คล่องปาก ตามพิจารณาด้วยใจ แทงตลอดด้วยความเห็น นี้เป็น
เหตุข้อที่ ๕ เป็นปัจจัยข้อที่ ๕ เป็นไปเพื่อความได้ปัญญา อันเป็นเบื้องต้นแห่ง
พรหมจรรย์ที่ยังไม่ได้ เพื่อความมียิ่งๆ ขึ้นไป เพื่อความไพบูลย์ เพื่อความเจริญ
เพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว ฯ
      อีกข้อหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้ปรารภความเพียร เพื่อละอกุศลธรรม เพื่อความ
ถึงพร้อมแห่งกุศลธรรมอยู่ เป็นผู้มีกำลัง มีความบากบั่น มั่นคง ไม่ทอดธุระ
ในกุศลธรรม นี้เป็นเหตุข้อที่ ๖ เป็นปัจจัยข้อที่ ๖ เป็นไปเพื่อความได้ปัญญา
อันเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ที่ยังไม่ได้ เพื่อความมียิ่งๆ ขึ้นไป เพื่อความ
ไพบูลย์ เพื่อความเจริญ เพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว ฯ
      อีกข้อหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้มีสติ ประกอบด้วยสติและปัญญาเครื่องรักษาตน
อันยอดเยี่ยม ระลึก ตามระลึก ถึงสิ่งที่ได้ทำ คำที่ได้พูดไว้แล้วแม้นานได้ นี้
เป็นเหตุข้อที่ ๗ เป็นปัจจัยข้อที่ ๗ เป็นไปเพื่อความได้ปัญญาอันเป็นเบื้องต้น
แห่งพรหมจรรย์ที่ยังไม่ได้ เพื่อความมียิ่งๆ ขึ้นไป เพื่อความไพบูลย์ เพื่อ
ความเจริญ เพื่อความบริบูรณ์ แห่งปัญญาที่ได้แล้ว ฯ
      อีกข้อหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้พิจารณาเห็นความเกิดความดับในอุปาทานขันธ์ ๕
อยู่ว่า ดังนี้รูป ดังนี้ความเกิดแห่งรูป ดังนี้ความดับแห่งรูป ดังนี้เวทนา ดังนี้
ความเกิดแห่งเวทนา ดังนี้ความดับแห่งเวทนา ดังนี้สัญญา ดังนี้ความเกิดแห่งสัญญา
ดังนี้ความดับแห่งสัญญา ดังนี้สังขาร ดังนี้ความเกิดแห่งสังขาร ดังนี้ความดับ
แห่งสังขาร ดังนี้วิญญาณ ดังนี้ความเกิดแห่งวิญญาณ ดังนี้ความดับแห่งวิญญาณ
นี้เป็นเหตุข้อที่ ๘ เป็นปัจจัยข้อที่ ๘ เป็นไปเพื่อความได้ปัญญา อันเป็นเบื้องต้น
แห่งพรหมจรรย์ที่ยังไม่ได้ เพื่อความมียิ่งๆ ขึ้นไป เพื่อความไพบูลย์ เพื่อความ
เจริญ เพื่อความบริบูรณ์ แห่งปัญญาที่ได้แล้ว ฯ
      ธรรม ๘ อย่างเหล่านี้มีอุปการะมาก ฯ
      [๔๔๕] ธรรม ๘ อย่างที่ควรให้เจริญเป็นไฉน ได้แก่อริยมรรคประกอบ
ด้วยองค์ ๘ คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ เจรจาชอบ การงานชอบ
เลี้ยงชีพชอบ พยายามชอบ ระลึกชอบ ตั้งใจชอบ ธรรม ๘ อย่างเหล่านี้
ควรให้เจริญ ฯ
      [๔๔๖] ธรรม ๘ อย่างที่ควรกำหนดรู้เป็นไฉน ได้แก่โลกธรรม ๘ คือ
ความได้ลาภ  ๑ ความเสื่อมลาภ ๑ ความได้ยศ ๑ ความเสื่อมยศ ๑ นินทา ๑
สรรเสริญ ๑ สุข ๑ ทุกข์ ๑ ธรรม ๘ อย่างเหล่านี้ควรกำหนดรู้ ฯ
      [๔๔๗] ธรรม ๘ อย่างที่ควรละเป็นไฉน ได้แก่มิจฉัตตะ ๘ คือ ความ
เห็นผิด ความดำริผิด เจรจาผิด การงานผิด เลี้ยงชีพผิด พยายามผิด ระลึก
ผิด ตั้งใจผิด ธรรม ๘ อย่างเหล่านี้ควรละ ฯ
      [๔๔๘] ธรรม ๘ อย่างที่เป็นไปในส่วนข้างเสื่อมเป็นไฉน ได้แก่เหตุ
เป็นที่ตั้งแห่งความเกียจคร้าน ๘ อย่าง คือ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย การงานเป็นสิ่ง
อันภิกษุในพระธรรมวินัยนี้พึงกระทำ เธอย่อมมีความคิดอย่างนี้ว่า การงานจักเป็น
สิ่งที่เราควรกระทำ เมื่อเรากระทำการงานอยู่ ร่างกายจักเหน็ดเหนื่อย ช่างเถิด
เราจะนอน เธอนอนเสียไม่ปรารภความเพียร เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุ
ธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังมิได้ทำให้แจ้ง นี้คือเหตุเป็นที่ตั้ง
แห่งความเกียจคร้านข้อที่ ๑ ฯ
      อีกข้อหนึ่ง การงานเป็นสิ่งอันภิกษุกระทำแล้ว เธอย่อมมีความคิดอย่าง
นี้ว่า เราได้กระทำการงานแล้ว ก็เมื่อเรากระทำการงานอยู่ ร่างกายเหน็ดเหนื่อย
แล้ว ช่างเถิด เราจะนอน เธอนอนเสีย ไม่ปรารภความเพียร ... เพื่อทำให้
แจ้งธรรมที่ยังมิได้ทำให้แจ้ง นี้คือเหตุเป็นที่ตั้งแห่งความเกียจคร้านข้อที่ ๒ ฯ
      อีกข้อหนึ่ง ภิกษุจะต้องเดินทาง เธอย่อมมีความคิดอย่างนี้ว่า เราจะ
ต้องเดินทาง ก็เมื่อเราเดินทางไปอยู่ ร่างกายจักเหน็ดเหนื่อย ช่างเถิด เรา
จะนอน เธอนอนเสีย ไม่ปรารภความเพียร ... เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังมิได้ทำให้
แจ้ง นี้คือเหตุเป็นที่ตั้งแห่งความเกียจคร้านข้อที่ ๓ ฯ
     อีกข้อหนึ่ง ภิกษุเดินทางไปถึงแล้ว เธอย่อมมีความคิดอย่างนี้ว่า เราได้
เดินทางมาถึงแล้ว ก็เมื่อเราเดินทางอยู่ ร่างกายเหน็ดเหนื่อยแล้ว ช่างเถิด เราจะ
นอน เธอนอนเสีย ไม่ปรารภความเพียร ... เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังมิได้ทำให้แจ้ง
นี้คือเหตุเป็นที่ตั้งแห่งความเกียจคร้านข้อที่ ๔ ฯ
      อีกข้อหนึ่ง ภิกษุเที่ยวไปบิณฑบาตยังบ้านหรือนิคม ไม่ได้ความบริบูรณ์
แห่งโภชนะอันเศร้าหมองหรือประณีตพอแก่ความต้องการ เธอย่อมมีความคิดอย่าง
นี้ว่า เราเที่ยวไปบิณฑบาตยังบ้านหรือนิคม ไม่ได้ความบริบูรณ์แห่งโภชนะอัน
เศร้าหมองหรือประณีตพอแก่ความต้องการ กายของเรานั้นเหน็ดเหนื่อยแล้ว ไม่
ควรแก่การงาน ช่างเถิด เราจะนอน เธอนอนเสีย ไม่ปรารภความเพียร ... เพื่อ
ทำให้แจ้งธรรมที่ยังมิได้ทำให้แจ้ง นี้คือเหตุเป็นที่ตั้งแห่งความเกียจคร้านข้อที่ ๕ ฯ
      อีกข้อหนึ่ง ภิกษุเที่ยวไปบิณฑบาตยังบ้านหรือนิคม ได้ความบริบูรณ์แห่ง
โภชนะอันเศร้าหมองหรือประณีต พอแก่ความต้องการแล้ว เธอย่อมมีความคิด
อย่างนี้ว่า เราเที่ยวไปบิณฑบาตยังบ้านหรือนิคม ได้ความบริบูรณ์แห่งโภชนะอัน
เศร้าหมองหรือประณีตพอแก่ความต้องการแล้ว กายของเรานั้นหนัก เหมือนถั่ว
ทองที่เขาหมักไว้ ไม่ควรแก่การงาน ช่างเถิด เราจะนอน เธอนอนเสีย ไม่
ปรารภความเพียร ... เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังมิได้ทำให้แจ้ง นี้คือเหตุเป็นที่ตั้งแห่ง
ความเกียจคร้านข้อที่ ๖ ฯ
      อีกข้อหนึ่ง อาพาธเล็กน้อยเกิดขึ้นแก่ภิกษุ เธอย่อมมีความคิดอย่างนี้ว่า
อาพาธเล็กน้อยนี้เกิดขึ้นแก่เราแล้ว ความสมควรเพื่อจะนอนมีอยู่ ช่างเถิด เราจะ
นอน เธอนอนเสีย ไม่ปรารภความเพียร ... เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังมิได้ทำให้แจ้ง
นี้คือเหตุเป็นที่ตั้งแห่งความเกียจคร้านข้อที่ ๗ ฯ
      อีกข้อหนึ่ง ภิกษุหายอาพาธแล้ว หายจากความเป็นผู้อาพาธยังไม่นาน
เธอย่อมมีความคิดอย่างนี้ว่า เราหายอาพาธแล้ว หายจากความเป็นผู้อาพาธยังไม่
นาน กายของเรานั้นยังมีกำลังน้อย ไม่ควรแก่การงาน ช่างเถิด เราจะนอน เธอ
นอนเสีย ไม่ปรารภความเพียร ... เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่ได้
บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังมิได้ทำให้แจ้ง นี้คือเหตุเป็นที่ตั้งแห่งความเกียจคร้าน
ข้อที่ ๘ ฯ
      ธรรม ๘ อย่างนี้เป็นไปในส่วนข้างเสื่อม ฯ
      [๔๔๙] ธรรม ๘ อย่างที่เป็นไปในส่วนข้างเจริญเป็นไฉน ได้แก่เหตุ
เป็นที่ตั้งแห่งการปรารภความเพียร ๘ คือ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย การงานเป็นสิ่งอัน
ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้พึงกระทำ เธอย่อมมีความคิดอย่างนี้ว่า การงานจักเป็นสิ่ง
ที่เราควรกระทำ ก็เมื่อเรากระทำการงานอยู่ ความกระทำไว้ในใจซึ่งคำสอนของ
พระพุทธเจ้าทั้งหลาย มิใช่กระทำได้โดยง่าย ช่างเถิด เราจะปรารภความเพียร
เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังมิได้
ทำให้แจ้ง เธอปรารภความเพียร เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่ได้
บรรลุ เพื่อธรรมให้แจ้งซึ่งธรรมที่ยังมิได้ทำให้แจ้ง นี้คือเหตุเป็นที่ตั้งแห่งการ
ปรารภความเพียรข้อที่ ๑ ฯ
      อีกข้อหนึ่ง การงานย่อมเป็นสิ่งอันภิกษุกระทำเสร็จแล้ว เธอย่อมมีความ
คิดอย่างนี้ว่า เราได้กระทำการงานเสร็จแล้ว ก็เรากระทำการงานอยู่ ไม่อาจกระทำ
ไว้ในใจซึ่งคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ช่างเถิด เราจะปรารภความเพียร
เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ยัง
มิได้ทำให้แจ้ง เธอปรารภความเพียร เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยัง
มิได้บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ยังมิได้ทำให้แจ้ง นี้คือเหตุเป็นที่ตั้งแห่งการ
ปรารภความเพียรข้อที่ ๒ ฯ
      อีกข้อหนึ่ง ภิกษุจะต้องเดินทาง เธอย่อมมีความคิดอย่างนี้ว่า เราจะต้อง
เดินทาง ก็เมื่อเราเดินทางไปอยู่ ความกระทำไว้ในใจ ซึ่งคำสอนของพระพุทธเจ้า
ทั้งหลาย มิใช่กระทำได้โดยง่าย ช่างเถิด เราจะปรารภความเพียร เพื่อถึงธรรม
ที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ยังมิได้ทำให้
แจ้ง นี้คือเหตุเป็นที่ตั้งแห่งการปรารภความเพียรข้อที่ ๓ ฯ
     อีกข้อหนึ่ง หนทางที่ภิกษุเดินไปถึงแล้ว เธอย่อมมีความคิดอย่างนี้ว่า
เราได้เดินทางมาถึงแล้ว ก็เราเมื่อเดินทางไปอยู่ ไม่อาจกระทำไว้ในใจซึ่งคำสอน
ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ช่างเถิด เราจะปรารภความเพียร เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง
เพื่อบรรลุธรรมที่ยังมิได้บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ยังมิได้ทำให้แจ้ง เธอปรารภ
ความเพียร เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังมิได้บรรลุ เพื่อทำให้แจ้ง
ซึ่งธรรมที่ยังมิได้ทำให้แจ้ง นี้คือเหตุเป็นที่ตั้งแห่งการปรารภความเพียรข้อที่ ๔ ฯ
      อีกข้อหนึ่ง ภิกษุเที่ยวไปบิณฑบาตยังบ้านหรือนิคม ไม่ได้โภชนะอัน
เศร้าหมองหรือประณีตพอแก่ความต้องการ เธอย่อมมีความคิดอย่างนี้ว่า เราเที่ยว
ไปบิณฑบาตยังบ้านหรือนิคม ไม่ได้ความบริบูรณ์แห่งโภชนะอันเศร้าหมองหรือ
ประณีตพอแก่ความต้องการ กายของเรานั่นเบา ควรแก่การงาน ช่างเถิด เราจัก
ปรารภความเพียร เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังมิได้บรรลุ เพื่อทำ
ให้แจ้งซึ่งธรรมที่ยังมิได้ทำให้แจ้ง เธอปรารภความเพียร เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง
เพื่อบรรลุธรรมที่ยังมิได้บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ยังมิได้ทำให้แจ้ง นี้คือ
เหตุเป็นที่ตั้งแห่งการปรารภความเพียรข้อที่ ๕ ฯ
      อีกข้อหนึ่ง ภิกษุเที่ยวไปบิณฑบาตยังบ้านหรือนิคม ได้ความบริบูรณ์แห่ง
โภชนะอันเศร้าหมองหรือประณีตพอแก่ความต้องการ เธอย่อมมีความคิดอย่างนี้ว่า
เราเที่ยวไปบิณฑบาตยังบ้านหรือนิคม ได้ความบริบูรณ์แห่งโภชนะอันเศร้าหมอง
หรือประณีตพอแก่ความต้องการ กายของเรานั่น มีกำลัง ควรแก่การงาน ช่างเถิด
เราจะปรารภความเพียร เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังมิได้บรรลุ
เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ยังมิได้ทำให้แจ้ง เธอปรารภความเพียร เพื่อถึงธรรมที่ยัง
ไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังมิได้บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ยังมิได้ทำให้แจ้ง
นี้คือเหตุเป็นที่ตั้งแห่งการปรารภความเพียรข้อที่ ๖ ฯ
      อีกข้อหนึ่ง อาพาธเล็กน้อยเกิดขึ้นแก่ภิกษุ เธอย่อมมีความคิดอย่างนี้ว่า
อาพาธเล็กน้อยเกิดขึ้นแก่เราแล้ว ข้อที่อาพาธของเราจะพึงมากขึ้น เป็นฐานะที่จะ
มีได้ ช่างเถิด เราจะปรารภความเพียร เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่
ยังไม่ได้บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ยังมิได้ทำให้แจ้ง เธอปรารภความเพียร
เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังมิได้บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ยัง
มิได้ทำให้แจ้ง นี้คือเหตุเป็นที่ตั้งแห่งการปรารภความเพียรข้อที่ ๗ ฯ
      อีกข้อหนึ่ง ภิกษุหายอาพาธแล้ว หายจากความเป็นผู้อาพาธยังไม่นาน
เธอย่อมมีความคิดอย่างนี้ว่า เราหายอาพาธแล้ว หายจากความเป็นผู้อาพาธยังไม่
นาน ข้อที่อาพาธของเราจะพึงกลับกำเริบขึ้น เป็นฐานะที่จะมีได้ ช่างเถิด เราจะ
ปรารภความเพียร เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังมิได้บรรลุ เพื่อทำ
ให้แจ้งซึ่งธรรมที่ยังมิได้ทำให้แจ้ง เธอปรารภความเพียร เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง
เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ยังมิได้ทำให้แจ้งนี้คือ
เหตุเป็นที่ตั้งแห่งการปรารภความเพียรข้อที่ ๘ ฯ
      ธรรม ๘ อย่างเหล่านี้เป็นไปในส่วนข้างเจริญ ฯ
      [๔๕๐] ธรรม ๘ อย่างที่แทงตลอดได้ยากเป็นไฉน ได้แก่กาลที่มิใช่
ขณะมิใช่สมัย เพื่ออยู่ประพฤติพรหมจรรย์ คือ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย พระตถาคต
อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติในโลกนี้ และพระองค์ทรงแสดงธรรมเป็นไป
เพื่อความสงบ เป็นไปเพื่อความดับ ยังสัตว์ให้ถึงความตรัสรู้ เป็นธรรมอันพระ
สุคตประกาศแล้ว แต่บุคคลนี้เป็นผู้เข้าถึงนรกเสีย นี้เป็นกาลมิใช่ขณะมิใช่สมัย
เพื่ออยู่ประพฤติพรหมจรรย์ข้อที่ ๑ ฯ
      อีกข้อหนึ่ง พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติในโลกนี้
และพระองค์ทรงแสดงธรรมเป็นไปเพื่อความสงบ เป็นไปเพื่อความดับ ยังสัตว์
ให้ถึงความตรัสรู้ เป็นธรรมอันพระสุคตประกาศแล้ว แต่บุคคลนี้เป็นผู้เข้าถึง
กำเนิดสัตว์ดิรัจฉานเสีย นี้เป็นกาลมิใช่ขณะมิใช่สมัย เพื่ออยู่ประพฤติพรหม
จรรย์ข้อที่ ๒ ฯ
     อีกข้อหนึ่ง พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติในโลกนี้ และ
พระองค์ทรงแสดงธรรมเป็นไปเพื่อความสงบ เป็นไปเพื่อความดับ ยังสัตว์ให้ถึง
ความตรัสรู้ เป็นธรรมอันพระสุคตประกาศแล้ว แต่บุคคลนี้เป็นผู้เข้าถึงปิตติวิสัย
เสีย นี้เป็นการมิใช่ขณะมิใช่สมัย เพื่ออยู่ประพฤติพรหมจรรย์ข้อที่ ๓ ฯ
      อีกข้อหนึ่ง พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติในโลกนี้ และ
พระองค์ทรงแสดงธรรมเป็นไปเพื่อความสงบ เป็นไปเพื่อความดับ ยังสัตว์ให้ถึง
ความตรัสรู้ เป็นธรรมอันพระสุคตประกาศแล้ว แต่บุคคลนี้เป็นผู้เข้าถึงเทพนิกาย
ซึ่งมีอายุยืนอย่างใดอย่างหนึ่งเสีย นี้เป็นกาลมิใช่ขณะมิใช่สมัย เพื่ออยู่ประพฤติ
พรหมจรรย์ข้อที่ ๔ ฯ
      อีกข้อหนึ่ง พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติในโลกนี้ และ
พระองค์ทรงแสดงธรรมเป็นไปเพื่อความสงบ เป็นไปเพื่อความดับ ยังสัตว์ให้ถึง
ความตรัสรู้ เป็นธรรมอันพระสุคตประกาศแล้ว แต่บุคคลนี้เป็นผู้เกิดในปัจจันต
ชนบท อันเป็นถิ่นของชนมิลักขะผู้ไม่รู้ความ ซึ่งมิใช่คติของภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก
อุบาสิกา นี้เป็นกาลมิใช่ขณะมิใช่สมัย เพื่ออยู่ประพฤติพรหมจรรย์ข้อที่ ๕ ฯ
      อีกข้อหนึ่ง พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติในโลกนี้ และ
พระองค์ทรงแสดงธรรมเป็นไปเพื่อความสงบ เป็นไปเพื่อความดับ ยังสัตว์ให้ถึง
ความตรัสรู้ เป็นธรรมอันพระสุคตประกาศแล้ว ส่วนบุคคลนี้เป็นผู้เกิดในมัชฌิม
ชนบท แต่เขาเป็นมิจฉาทิฐิ มีความเห็นผิดไปว่า ทานที่บุคคลให้แล้วไม่มีผล การ
บูชาไม่มีผล การเซ่นสรวงไม่มีผล ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วไม่มี โลกนี้ไม่มี
โลกหน้าไม่มี มารดาไม่มี บิดาไม่มี เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มี สมณพราหมณ์
ผู้ดำเนินไปโดยชอบ ผู้ปฏิบัติโดยชอบ ซึ่งกระทำโลกนี้และโลกหน้าให้แจ้งด้วย
ปัญญาอันยิ่งเอง แล้วประกาศให้รู้ ไม่มีในโลกนี้ นี้เป็นกาลมิใช่ขณะมิใช่สมัย
เพื่ออยู่ประพฤติพรหมจรรย์ข้อที่ ๖ ฯ
      อีกข้อหนึ่ง พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติในโลกนี้ และ
พระองค์ทรงแสดงธรรมเป็นไปเพื่อความสงบ เป็นไปเพื่อความดับ ยังสัตว์ให้ถึง
ความตรัสรู้ เป็นธรรมอันพระสุคตประกาศแล้ว ส่วนบุคคลนี้เป็นผู้เกิดในมัชฌิม
ชนบท แต่เขาเป็นคนมีปัญญาทราม โง่เขลา เป็นใบ้ ไม่สามารถจะรู้เนื้อความ
ของถ้อยคำที่เป็นสุภาษิตและทุพภาษิตได้ นี้เป็นกาลมิใช่ขณะมิใช่สมัย เพื่ออยู่
ประพฤติพรหมจรรย์ข้อที่ ๗ ฯ
      อีกข้อหนึ่ง พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้ายังไม่เสด็จอุบัติในโลก
และพระองค์ยังไม่ทรงแสดงธรรมเป็นไปเพื่อความสงบ เป็นไปเพื่อความดับ ยังสัตว์
ให้ถึงความตรัสรู้ เป็นธรรมอันพระสุคตประกาศแล้ว ส่วนบุคคลนี้เป็นผู้เกิดใน
มัชฌิมชนบท และเขาเป็นคนมีปัญญา ไม่โง่เขลา ไม่เป็นใบ้ สามารถจะรู้เนื้อ
ความของถ้อยคำที่เป็นสุภาษิตและทุพภาษิตได้ นี้เป็นกาลมิใช่ขณะมิใช่สมัย เพื่อ
อยู่ประพฤติพรหมจรรย์ข้อที่ ๘ ฯ
      ธรรม ๘ อย่างเหล่านี้แทงตลอดได้ยาก ฯ
      [๔๕๑] ธรรม ๘ อย่าง ที่ควรให้เกิดขึ้น เป็นไฉน ได้แก่ มหาปุริสวิ
ตก ๘ คือ ธรรมนี้ของผู้มีความปรารถนาน้อย มิใช่ของผู้มีความปรารถนาใหญ่ ธรรม
นี้ของผู้สันโดษ มิใช่ของผู้ไม่สันโดษ ธรรมนี้ของผู้สงัด มิใช่ของผู้ยินดีในความ
คลุกคลี ธรรมนี้ของผู้ปรารภความเพียร มิใช่ของผู้เกียจคร้าน ธรรมนี้ของผู้เข้า
ไปตั้งสติไว้ มิใช่ของผู้มีสติหลง ธรรมนี้ของผู้มีจิตตั้งมั่น มิใช่ของผู้มีจิตไม่ตั้ง
มั่น ธรรมนี้ของผู้มีปัญญา มิใช่ของผู้มีปัญญาทราม ธรรมนี้ของผู้ไม่มีธรรมเป็น
เครื่องหน่วงให้เนิ่นช้าเป็นที่มายินดี ผู้ยินดีแล้วในธรรมไม่เป็นเครื่องหน่วงให้เนิ่น
ช้า มิใช่ของผู้มีธรรมเป็นเครื่องหน่วงให้เนิ่นช้าเป็นที่มายินดี ผู้ยินดีในธรรมเป็น
เครื่องหน่วงให้เนิ่นช้า ธรรม ๘ อย่างเหล่านี้ ควรให้บังเกิดขึ้น ฯ
      [๔๕๒] ธรรม ๘ อย่างที่ควรรู้ยิ่ง เป็นไฉน ได้แก่อภิภายตนะ ๘ คือ
ผู้หนึ่งมีความสำคัญในรูปภายใน เห็นรูปภายนอกที่เล็ก มีผิวพรรณดีและผิวพรรณ
ทราม ครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า เรารู้ เราเห็น อันนี้เป็น
อภิภายตนะข้อที่ ๑ ฯ
     ผู้หนึ่งมีความสำคัญในรูปภายใน เห็นรูปภายนอกที่ใหญ่ มีผิวพรรณดีและ
ผิวพรรณทราม ครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า เรารู้ เราเห็น
อันนี้เป็นอภิภายตนะข้อที่ ๒ ฯ
      ผู้หนึ่งมีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกที่เล็ก มีผิวพรรณดีและ
ผิวพรรณทราม ครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า เรารู้ เราเห็น
อันนี้เป็นอภิภายตนะข้อที่ ๓ ฯ
      ผู้หนึ่งมีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกที่ใหญ่ มีผิวพรรณ
ดีและมีผิวพรรณทราม ครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า เรารู้
เราเห็น อันนี้เป็นอภิภายตนะข้อที่ ๔ ฯ
      ผู้หนึ่งมีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกอันเขียว มีวรรณเขียว
เขียวล้วน มีรัศมีเขียว ดอกผักตบอันเขียว มีวรรณเขียว เขียวล้วน มีรัศมี
เขียว หรือว่าผ้าที่กำเนิดในเมืองพาราณสี มีส่วนทั้งสองเกลี้ยงอันเขียว มีวรรณ
เขียว เขียวล้วน มีรัศมีเขียว แม้ฉันใด ผู้หนึ่งมีความสำคัญในอรูปภายใน เห็น
รูปภายนอกอันเขียว มีวรรณเขียว เขียวล้วน มีรัศมีเขียว ฉันนั้นเหมือนกัน
ครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญว่า เรารู้ เราเห็น อันนี้เป็นอภิภายตนะ
ข้อที่ ๕ ฯ
      ผู้หนึ่งมีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกอันเหลือง มีวรรณ
เหลือง เหลืองล้วน มีรัศมีเหลือง ดอกกรรณิกาอันเหลือง มีวรรณเหลือง
เหลืองล้วน มีรัศมีเหลือง หรือว่าผ้าที่กำเนิดในเมืองพาราณสี มีส่วนทั้งสองอัน
เกลี้ยง อันเหลือง มีวรรณเหลือง เหลืองล้วน มีรัศมีเหลือง แม้ฉันใด ผู้หนึ่ง
มีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกอันเหลือง มีวรรณเหลือง เหลือง
ล้วน มีรัศมีเหลือง ฉันนั้นเหมือนกัน ครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญว่า
เรารู้ เราเห็น อันนี้เป็นอภิภายตนะข้อที่ ๖ ฯ
      ผู้หนึ่งมีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกอันแดง มีวรรณแดง
แดงล้วน มีรัศมีแดง ดอกชะบาอันแดง มีวรรณแดง แดงล้วน มีรัศมีแดง
หรือว่าผ้าที่กำเนิดในเมืองพาราณสี มีส่วนทั้งสองเกลี้ยงอันแดง มีวรรณแดง
แดงล้วน มีรัศมีแดง แม้ฉันใด ผู้หนึ่งมีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภาย
นอกอันแดง มีวรรณแดง แดงล้วน มีรัศมีแดง ฉันนั้นเหมือนกัน ครอบงำรูป
เหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า เรารู้ เราเห็น อันนี้เป็นอภิภายตนะข้อที่ ๗ ฯ
      ผู้หนึ่งมีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกอันขาว มีวรรณขาว
ขาวล้วน มีรัศมีขาว ดาวประกายพฤกษ์อันขาว มีวรรณขาว ขาวล้วน มีรัศมีขาว
หรือว่าผ้าที่กำเนิดในเมืองพาราณสี มีส่วนทั้งสองเกลี้ยงอันขาว มีวรรณขาว ขาว
ล้วน มีรัศมีขาว แม้ฉันใด ผู้หนึ่งมีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอก
อันขาว มีวรรณขาว ขาวล้วน มีรัศมีขาว ฉันนั้นเหมือนกัน ครอบงำรูปเหล่านั้น
แล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า เรารู้ เราเห็น อันนี้เป็นอภิภายตนะข้อที่ ๘ ฯ
      ธรรม ๘ อย่างเหล่านี้ควรรู้ยิ่ง ฯ
      [๔๕๓] ธรรม ๘ อย่างที่ควรทำให้แจ้ง เป็นไฉน ได้แก่วิโมกข์ ๘ คือ
ผู้มีรูป ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย อันนี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๑ ผู้หนึ่งมีความสำคัญใน
อรูปภายใน เห็นรูปภายนอก อันนี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๒ บุคคลย่อมน้อมใจไปว่า
สิ่งนี้งามทีเดียว อันนี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๓ เพราะล่วงเสียซึ่งรูปสัญญาโดยประการ
ทั้งปวง เพราะปฏิฆสัญญาดับไป เพราะไม่ใส่ใจซึ่งนานัตตสัญญา บุคคลย่อมเข้า
ถึงซึ่งอากาสานัญจายตนะด้วยมนสิการว่า อากาศหาที่สุดมิได้ ดังนี้อยู่ อันนี้เป็น
วิโมกข์ข้อที่ ๔ เพราะล่วงซึ่งอากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวง บุคคลย่อม
เข้าถึงวิญญาณัญจายตนะด้วยมนสิการว่า วิญญาณหาที่สุดมิได้ ดังนี้อยู่ อันนี้เป็น
วิโมกข์ข้อที่ ๕ เพราะล่วงเสียซึ่งวิญญาณัญจายตนะโดยประการทั้งปวง บุคคลย่อม
เข้าถึงอากิญจัญญายตนะด้วยมนสิการว่า ไม่มีอะไรดังนี้อยู่ อันนี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๖
เพราะล่วงเสียซึ่งอากิญจัญญายตนะ บุคคลย่อมเข้าถึงซึ่งเนวสัญญานาสัญญายตนะ
อยู่ อันนี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๗ เพราะล่วงเสียซึ่งเนวสัญญานาสัญญายตนะโดย
ประการทั้งปวง บุคคลย่อมเข้าถึงสัญญาเวทยิตนิโรธอยู่ อันนี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๘ ฯ
      ธรรม ๘ อย่างเหล่านี้ควรทำให้แจ้ง ฯ
     ธรรมทั้ง ๘๐ ดังพรรณามานี้ เป็นของจริง แท้ แน่นอน ไม่ผิดพลาด
ไม่เป็นอย่างอื่น อันพระตถาคตตรัสรู้แล้วโดยชอบ ฯ
      [๔๕๔] ธรรม ๙ อย่างมีอุปการะมาก ธรรม ๙ อย่างควรให้เจริญ ธรรม
๙ อย่างควรกำหนดรู้ ธรรม ๙ อย่างควรละ ธรรม ๙ อย่างเป็นไปในส่วนข้างเสื่อม
ธรรม ๙ อย่างเป็นไปในส่วนข้างเจริญ ธรรม ๙ อย่างแทงตลอดได้ยาก ธรรม ๙
อย่างควรให้บังเกิดขึ้น ธรรม ๙ อย่างควรรู้ยิ่ง ธรรม ๙ อย่างควรทำให้แจ้ง ฯ
      [๔๕๕] ธรรม ๙ อย่างที่มีอุปการะมาก เป็นไฉน ได้แก่ธรรมอันมีมูลมา
แต่โยนิโสมนสิการ ๙ คือ เมื่อกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย ปราโมทย์ย่อมเกิด
ปีติย่อมเกิดแก่ผู้ปราโมทย์ กายของผู้มีใจกอปรด้วยปิติย่อมสงบ ผู้มีกายสงบ ย่อม
เสวยสุข จิตของผู้มีสุขย่อมตั้งมั่น ผู้มีจิตตั้งมั่น ย่อมรู้เห็นตามเป็นจริง ผู้รู้เห็น
ตามเป็นจริง ตนเองย่อมหน่าย เมื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด
ย่อมหลุดพ้น ธรรม ๙ อย่างเหล่านี้มีอุปการะมาก ฯ
      [๔๕๖] ธรรม ๙ อย่างที่ควรให้เจริญเป็นไฉน ได้แก่องค์เป็นที่ตั้งแห่ง
ความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์ ๙ คือ ความหมดจดแห่งศีล ชื่อว่าองค์เป็นที่ตั้งแห่ง
ความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์ ความหมดจดแห่งจิต ชื่อว่าองค์เป็นที่ตั้งแห่งความ
เพียรเพื่อความบริสุทธิ์ ความหมดจดแห่งทิฐิ ชื่อว่าองค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียร
เพื่อความบริสุทธิ์ ความหมดจดแห่งญาณเป็นเครื่องข้ามพ้นความสงสัย ชื่อว่า
องค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์ ความหมดจดแห่งญาณเป็นเครื่อง
เห็นว่าทางหรือมิใช่ทาง ชื่อว่าองค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์ ความ
หมดจดแห่งญาณเป็นเครื่องเห็นทางปฏิบัติ ชื่อว่าองค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียรเพื่อ
ความบริสุทธิ์ ความหมดจดแห่งญาณทัสนะ ชื่อว่าองค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียร
เพื่อความบริสุทธิ์ ความหมดจดแห่งปัญญา ชื่อว่าองค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียร
เพื่อความบริสุทธิ์ ความหมดจดแห่งวิมุตติ ชื่อว่าเป็นองค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียร
เพื่อความบริสุทธิ์ ธรรม ๙ อย่างเหล่านี้ควรให้เจริญ ฯ
      [๔๕๗] ธรรม ๙ อย่างที่ควรกำหนดรู้เป็นไฉน ได้แก่สัตตาวาส ๙ คือ
มีอยู่ ผู้มีอายุทั้งหลาย สัตว์พวกหนึ่งมีกายต่างกัน มีสัญญาต่างกัน เช่นพวก
มนุษย์ พวกเทพบางหมู่ พวกเปรตบางหมู่ นี้เป็นสัตตาวาสข้อที่ ๑ สัตว์พวก
หนึ่งมีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่นพวกเทพผู้อยู่ในจำพวกพรหม
ผู้เกิดในภูมิปฐมฌาน นี้เป็นสัตตาวาสข้อที่ ๒ สัตว์พวกหนึ่งมีกายอย่างเดียวกัน
มีสัญญาต่างกัน เช่นพวกเทพเหล่าอาภัสสระ นี้เป็นสัตตาวาสข้อที่ ๓ สัตว์พวก
หนึ่งมีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่นพวกเทพเหล่าสุภกิณหะ
นี้เป็นสัตตาวาสข้อที่ ๔ สัตว์พวกหนึ่งไม่มีสัญญา ไม่เสวยเวทนา เช่นพวก
เทพเหล่าอสัญญีสัตว์ นี้เป็นสัตตาวาสข้อที่ ๕ สัตว์พวกหนึ่งเข้าถึงชั้น
อากาสานัญจายตนะด้วยมนสิการว่า อากาศหาที่สุดมิได้ เพราะล่วงรูปสัญญาโดย
ประการทั้งปวง เพราะดับปฏิฆสัญญา เพราะไม่กระทำไว้ในใจซึ่งนานัตตสัญญา
นี้เป็นสัตตาวาสข้อที่ ๖ สัตว์พวกหนึ่งเข้าถึงชั้นวิญญาณัญจายตนะด้วยมนสิการว่า
วิญญาณหาที่สุดมิได้ เพราะล่วงชั้นอากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวง นี้เป็น
สัตตาวาสข้อที่ ๗ สัตว์พวกหนึ่งเข้าถึงชั้นอากิญจัญญายตนะด้วยมนสิการว่า ไม่
มีอะไร เพราะล่วงชั้นวิญญาณัญจายตนะโดยประการทั้งปวง นี้เป็นสัตตาวาสข้อ
ที่ ๘ สัตว์พวกหนึ่งเข้าถึงชั้นเนวสัญญานาสัญญายตนะด้วยมนสิการว่า นี้สงบ
นี้ประณีต เพราะล่วงชั้นอากิญจัญญายตนะโดยประการทั้งปวง นี้เป็นสัตตาวาส
ข้อที่ ๙ ธรรม ๙ อย่างเหล่านี้ควรกำหนดรู้ ฯ
      [๔๕๘] ธรรม ๙ อย่างที่ควรละเป็นไฉน ได้แก่ธรรมอันมีมูลมาแต่
ตัณหา ๙ คือ ความแสวงหาย่อมเป็นไปเพราะอาศัยตัณหา ความได้ย่อมเป็นไป
เพราะอาศัยความแสวงหา ความตกลงใจย่อมเป็นไปเพราะอาศัยความได้ ความ
กำหนัดด้วยสามารถแห่งความพอใจ ย่อมเป็นไปเพราะอาศัยความตกลงใจ ความ
กล้ำกลืนย่อมเป็นไปเพราะอาศัยความกำหนัดด้วยสามารถแห่งความพอใจ ความ
หวงแหนย่อมเป็นไปเพราะอาศัยความกล้ำกลืน ความตระหนี่ย่อมเป็นไปเพราะ
อาศัยความหวงแหน ความรักษาย่อมเป็นไปเพราะอาศัยความตระหนี่ อกุศลธรรม
อันลามกมิใช่น้อย คือการถือไม้ ถือศัสตรา ความทะเลาะแก่งแย่งวิวาทกัน กล่าว
ส่อเสียดว่าท่านๆ และการพูดเท็จ ย่อมเป็นไปเพราะอาศัยความรักษาเป็นเหตุ
ธรรม ๙ อย่างเหล่านี้ควรละ ฯ
      [๔๕๙] ธรรม ๙ อย่างที่เป็นไปในส่วนข้างเสื่อมเป็นไฉน ได้แก่เหตุ
เป็นที่ตั้งแห่งความอาฆาต ๙ คือ บุคคลย่อมผูกความอาฆาตว่า ผู้นี้ได้ประพฤติ
แล้วซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา ย่อมผูกความอาฆาตว่า ผู้นี้ประพฤติอยู่ซึ่งสิ่ง
ที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา ย่อมผูกความอาฆาตว่า ผู้นี้จักประพฤติซึ่งสิ่งที่ไม่เป็น
ประโยชน์แก่เรา ย่อมผูกความอาฆาตว่า ผู้นี้ได้ประพฤติแล้วซึ่งสิ่งที่ไม่เป็น
ประโยชน์แก่ผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา ย่อมผูกความอาฆาตว่า ผู้นี้ประพฤติอยู่
ซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา ย่อมผูกความอาฆาตว่า
ผู้นี้จักประพฤติซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา ย่อมผูก
ความอาฆาตว่า ผู้นี้ได้ประพฤติแล้วซึ่งสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจ
ของเรา ย่อมผูกความอาฆาตว่า ผู้นี้ประพฤติอยู่ซึ่งสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ไม่เป็น
ที่รักที่ชอบใจของเรา ย่อมผูกอาฆาตว่า ผู้นี้จักประพฤติซึ่งสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้
ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา ธรรม ๙ อย่างเหล่านี้เป็นไปในส่วนข้างเสื่อม ฯ
      [๔๖๐] ธรรม ๙ อย่างที่เป็นไปในส่วนข้างเจริญเป็นไฉน ได้แก่ความ
กำจัดความอาฆาต ๙ คือ บุคคลย่อมกำจัดความอาฆาตด้วยทำไว้ในใจว่า ผู้นี้ได้
ประพฤติแล้วซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา เพราะเหตุนั้น การที่จะไม่ให้มีการ
ประพฤติซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรานั้น จะหาได้ในบุคคลนี้แต่ที่ไหน ย่อม
กำจัดความอาฆาตด้วยทำไว้ในใจว่า ผู้นี้ประพฤติอยู่ซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา
เพราะเหตุนั้น การที่จะไม่ให้มีการประพฤติซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรานั้นจะ
หาได้ในบุคคลนี้แต่ที่ไหน ย่อมกำจัดความอาฆาตด้วยทำไว้ในใจว่า ผู้นี้จัก
ประพฤติซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา เพราะเหตุนั้น การที่จะไม่ให้มีการ
ประพฤติซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรานั้น จะหาได้ในบุคคลนี้แต่ที่ไหน ย่อม
กำจัดความอาฆาตด้วยทำไว้ในใจว่า ผู้นี้ได้ประพฤติแล้วซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์
แก่ผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา เพราะเหตุนั้น การที่จะไม่ให้มีการประพฤติเช่นนั้น
จะหาได้ในบุคคลนี้แต่ที่ไหน ย่อมกำจัดความอาฆาตด้วยทำไว้ในใจว่า ผู้นี้
ประพฤติอยู่ซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา เพราะเหตุนั้น
การที่จะไม่ให้มีการประพฤติเช่นนั้น จะหาได้ในบุคคลนี้แต่ที่ไหน ย่อมกำจัด
ความอาฆาตด้วยทำไว้ในใจว่า ผู้นี้จักประพฤติซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้เป็น
ที่รักที่ชอบใจของเรา เพราะเหตุนั้น การที่จะไม่ให้มีการประพฤติเช่นนั้น จะหา
ได้ในบุคคลนี้แต่ที่ไหน ย่อมกำจัดความอาฆาตด้วยทำไว้ในใจว่า ผู้นี้ได้ประพฤติ
แล้วซึ่งสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา เพราะเหตุนั้น การที่
จะไม่ให้มีการประพฤติเช่นนั้น จะหาได้ในบุคคลนี้แต่ที่ไหน ย่อมกำจัดความ
อาฆาตด้วยทำไว้ในใจว่า ผู้นี้ประพฤติอยู่ซึ่งสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ไม่เป็นที่รัก
ที่ชอบใจของเรา เพราะเหตุนั้น การที่จะไม่ให้มีการประพฤติเช่นนั้น จะหาได้ใน
บุคคลนี้แต่ที่ไหน ย่อมกำจัดความอาฆาตด้วยทำไว้ในใจว่า ผู้นี้จักประพฤติซึ่งสิ่ง
ที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา เพราะเหตุนั้น การที่จะไม่ให้มี
การประพฤติเช่นนั้น จะหาได้ในบุคคลนี้แต่ที่ไหน ธรรม ๙ อย่างเหล่านี้เป็นไป
ในส่วนข้างเจริญ ฯ
      [๔๖๑] ธรรม ๙ อย่างที่แทงตลอดได้ยากเป็นไฉน ได้แก่ความต่างกัน ๙
คือความต่างแห่งผัสสะ ย่อมบังเกิดเพราะอาศัยความต่างแห่งธาตุ ความต่างแห่ง
เวทนา ย่อมบังเกิดเพราะอาศัยความต่างแห่งผัสสะ ความต่างแห่งสัญญา ย่อม
บังเกิดเพราะอาศัยความต่างแห่งเวทนา ความต่างแห่งความดำริ ย่อมบังเกิดเพราะ
อาศัยความต่างแห่งสัญญา ความต่างแห่งความพอใจ ย่อมบังเกิดเพราะอาศัยความ
ต่างแห่งความดำริ ความต่างแห่งความเร่าร้อน ย่อมบังเกิดเพราะอาศัยความต่าง
แห่งความพอใจ ความต่างแห่งความแสวงหา ย่อมบังเกิดเพราะอาศัยความต่าง
แห่งความเร่าร้อน ความต่างแห่งความได้ ย่อมบังเกิดเพราะอาศัยความต่างแห่ง
ความแสวงหา ธรรม ๙ อย่างเหล่านี้แทงตลอดได้ยาก ฯ
     [๔๖๒] ธรรม ๙ อย่างที่ควรให้บังเกิดขึ้นเป็นไฉน ได้แก่สัญญา ๙ คือ
ความกำหนดหมายว่าไม่งาม ความกำหนดหมายในความตาย ความกำหนดหมาย
ในอาหารว่าเป็นของปฏิกูล ความกำหนดหมายความไม่น่ายินดีในโลกทั้งปวง ความ
กำหนดหมายว่าไม่เที่ยง ความกำหนดหมายในสิ่งไม่เที่ยงว่าเป็นทุกข์ ความ
กำหนดหมายในทุกข์ว่าไม่ใช่ตัวตน ความกำหนดหมายในการละ ความกำหนด
หมายในวิราคธรรม ธรรม ๙ อย่างเหล่านี้ควรให้บังเกิดขึ้น ฯ
      [๔๖๓] ธรรม ๙ อย่างที่ควรรู้ยิ่งเป็นไฉน ได้แก่อนุบุพพวิหาร ๙ คือ
ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม
บรรลุปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ บรรลุทุติยฌาน มี
ความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะ
วิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่ อนึ่ง เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ
สัมปชัญญะ และเสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌานที่
พระอริยะเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข
บรรลุจตุตถฌานไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์ และดับโสมนัสโทมนัส
ก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ บรรลุอากาสานัญจายตนฌานด้วย
มนสิการว่า อากาศหาที่สุดมิได้ เพราะล่วงรูปสัญญาโดยประการทั้งปวง เพราะดับ
ปฏิฆสัญญา เพราะไม่กระทำไว้ในใจซึ่งนานัตตสัญญาอยู่ บรรลุวิญญาณัญจายตน
ฌานด้วยมนสิการว่า วิญญาณหาที่สุดมิได้ เพราะล่วงอากาสานัญจายตนฌานโดย
ประการทั้งปวงอยู่ บรรลุอากิญจัญญายตนฌานด้วยมนสิการว่า ไม่มีอะไร เพราะ
ล่วงวิญญาณัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวงอยู่ บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน
เพราะล่วงอากิญจัญญายตนฌานโดยประการทั้งปวงอยู่ บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ
เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนฌานโดยประการทั้งปวงอยู่ ธรรม ๙ อย่าง
เหล่านี้ควรรู้ยิ่ง ฯ
      [๔๖๔] ธรรม ๙ อย่างที่ควรทำให้แจ้งเป็นไฉน ได้แก่อนุบุพพนิโรธ ๙
คือ เมื่อเข้าปฐมฌาน กามสัญญาดับ เมื่อเข้าทุติยฌาน วิตกวิจารดับ เมื่อเข้า
ตติยฌาน ปีติดับ เมื่อเข้าจตุตถฌาน ลมอัสสาสปัสสาสะดับ เมื่อเข้า
อากาสานัญจายตนฌาน รูปสัญญาดับ เมื่อเข้าวิญญาณัญจายตนฌาน อากาสานัญ
จายตนสัญญาดับ เมื่อเข้าอากิญจัญญายตนฌาน วิญญาณัญจายตนสัญญาดับ เมื่อ
เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน อากิญจัญญายตนะดับ เมื่อเข้าสัญญาเวทยิต
นิโรธ สัญญาและเวทนาดับ ธรรม ๙ อย่างเหล่านี้ควรทำให้แจ้ง ฯ
      ธรรม ๙๐ ดังพรรณนามานี้ เป็นของจริง แท้ แน่นอน ไม่ผิดพลาด ไม่
เป็นอย่างอื่น อันพระตถาคตตรัสรู้แล้วโดยชอบ ฯ
      [๔๖๕] ธรรม ๑๐ อย่างมีอุปการะมาก ธรรม ๑๐ อย่างควรให้เจริญ
ธรรม ๑๐ อย่างควรกำหนดรู้ ธรรม ๑๐ อย่างควรละ ธรรม ๑๐ อย่างเป็นไป
ในส่วนข้างเสื่อม ธรรม ๑๐ อย่างเป็นไปในส่วนข้างเจริญ ธรรม ๑๐ อย่างแทง
ตลอดได้ยาก ธรรม ๑๐ อย่างควรให้บังเกิดขึ้น ธรรม ๑๐ อย่างควรรู้ยิ่ง ธรรม
๑๐ อย่างควรทำให้แจ้ง ฯ
      [๔๖๖] ธรรม ๑๐ อย่างที่มีอุปการะมากเป็นไฉน ได้แก่ธรรมกระทำที่
พึ่ง ๑๐ อย่าง คือ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศีล
สำรวมระวังในพระปาติโมกข์ ถึงพร้อมด้วยมรรยาทและโคจรอยู่ มีปรกติเห็นภัย
ในโทษเพียงเล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ผู้มีอายุทั้งหลาย
แม้ข้อที่ภิกษุเป็นผู้มีศีล สำรวมระวังในพระปาติโมกข์ ถึงพร้อมด้วยมรรยาทและ
โคจรอยู่ มีปรกติเห็นภัยในโทษแม้เพียงเล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบท
ทั้งหลาย นี้เป็นธรรมกระทำที่พึ่ง ฯ
      อีกข้อหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้มีธรรมอันสดับแล้วมาก ทรงธรรมที่ได้สดับแล้ว
สั่งสมธรรมที่ได้สดับแล้ว ธรรมที่งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด
ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถพร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง เห็น
ปานนั้น อันเธอได้สดับแล้วมาก ทรงไว้แล้ว คล่องปาก ตามเพ่งด้วยใจ แทง
ตลอดด้วยดีด้วยความเห็น ผู้มีอายุทั้งหลาย แม้ข้อที่ภิกษุเป็นผู้มีธรรมอันสดับ
แล้วมาก ทรงธรรมที่ได้สดับแล้ว สั่งสมธรรมที่ได้สดับแล้ว ธรรมที่งามใน
เบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถพร้อม
ทั้งพยัญชนะบริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง เห็นปานนั้น อันเธอได้สดับแล้วมาก ทรง
ไว้แล้ว คล่องปาก ตามเพ่งด้วยใจ แทงตลอดด้วยดีด้วยความเห็น นี้ก็เป็นธรรม
กระทำที่พึ่ง ฯ
      อีกข้อหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี ผู้มีอายุทั้งหลาย
แม้ข้อที่ภิกษุเป็นผู้มีมิตรดี มีเพื่อนดี มีสหายดี นี้ก็เป็นธรรมกระทำที่พึ่ง ฯ
      อีกข้อหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้ว่าง่าย ประกอบด้วยธรรมที่กระทำให้เป็นผู้ว่าง่าย
เป็นผู้อดทน เป็นผู้รับอนุศาสนีโดยเบื้องขวา ผู้มีอายุทั้งหลาย แม้ข้อที่ภิกษุเป็น
ผู้ว่าง่าย ประกอบด้วยธรรมที่กระทำให้เป็นผู้ว่าง่าย เป็นผู้อดทน เป็นผู้รับ
อนุศาสนีโดยเบื้องขวา นี้ก็เป็นธรรมกระทำที่พึ่ง ฯ
      อีกข้อหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้ขยันไม่เกียจคร้าน ประกอบด้วยปัญญาเป็นเครื่อง
พิจารณา อันเป็นอุบายในกึกรณียะนั้นๆ สามารถทำ สามารถจัด ในกึกรณียะกิจ
ใหญ่น้อยของเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย ผู้มีอายุทั้งหลาย แม้ข้อที่ภิกษุเป็นคน
ขยันไม่เกียจคร้าน ประกอบด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณาอันเป็นอุบายในกึกรณียะ
นั้นๆ สามารถทำ สามารถจัดในกึกรณียะกิจใหญ่น้อยของเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย
นี้ก็เป็นธรรมกระทำที่พึ่ง ฯ
      อีกข้อหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้ใคร่ในธรรม เจรจาน่ารัก มีความปราโมทย์ยิ่งใน
อภิธรรม ในอภิวินัย ผู้มีอายุทั้งหลาย แม้ข้อที่ภิกษุเป็นผู้ใคร่ในธรรม เจรจา
น่ารัก มีความปราโมทย์ยิ่งในอภิธรรม ในอภิวินัย นี้ก็เป็นธรรมกระทำที่พึ่ง ฯ
      อีกข้อหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้สันโดษด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และ
เภสัชบริขารอันเป็นปัจจัยแก่คนไข้ตามมีตามได้ ผู้มีอายุทั้งหลาย แม้ข้อที่ภิกษุ
เป็นผู้สันโดษด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะและเภสัชบริขารอันเป็นปัจจัยแก่คน
ไข้ตามมีตามได้ นี้ก็เป็นธรรมกระทำที่พึ่ง ฯ
      อีกข้อหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้ปรารภความเพียร เพื่อละอกุศลธรรม เพื่อจะยัง
กุศลธรรมให้ถึงพร้อมอยู่ เป็นผู้มีเรี่ยวแรง มีความบากบั่น มั่นคง ไม่ทอดธุระ
ในธรรมที่เป็นกุศล ผู้มีอายุทั้งหลาย แม้ข้อที่ภิกษุเป็นผู้ปรารภความเพียร เพื่อ
ละอกุศลธรรม เพื่อจะยังกุศลธรรมให้ถึงพร้อมอยู่ มีเรี่ยวแรง มีความบากบั่น
มั่นคง ไม่ทอดธุระในธรรมที่เป็นกุศล นี้ก็เป็นธรรมกระทำที่พึ่ง ฯ
      อีกข้อหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้มีสติ ประกอบด้วยสติและปัญญาเครื่องรักษาตน
อย่างยอดเยี่ยม แม้สิ่งที่ทำแล้วนาน แม้คำที่พูดแล้วนาน ก็นึกได้ระลึกได้ ผู้มี
อายุทั้งหลาย แม้ข้อที่ภิกษุเป็นผู้มีสติประกอบด้วยสติและปัญญาเครื่องรักษาตน
อย่างยอดเยี่ยม แม้สิ่งที่ทำแล้วนาน แม้คำที่พูดแล้วนาน ก็นึกได้ระลึกได้ นี้ก็
เป็นธรรมกระทำที่พึ่ง ฯ
      อีกข้อหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้มีปัญญา ประกอบด้วยปัญญาที่เห็น ความเกิด
และความดับอันประเสริฐ ชำแรกกิเลส ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ ผู้มีอายุ
ทั้งหลาย แม้ข้อที่ภิกษุเป็นผู้มีปัญญา ประกอบด้วยปัญญาที่เห็นความเกิดและความ
ดับอันประเสริฐ ชำแรกกิเลส ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ นี้ก็เป็นธรรม
กระทำที่พึ่ง ฯ
      ธรรม ๑๐ อย่างเหล่านี้มีอุปการะมาก ฯ
      [๔๖๗] ธรรม ๑๐ อย่างที่ควรให้เจริญเป็นไฉน ได้แก่แดนแห่งกสิณ
๑๐ คือ ผู้หนึ่งย่อมจำปฐวีกสิณได้ ทั้งเบื้องบนเบื้องล่างเบื้องขวาง ตามลำดับ
หาประมาณมิได้ ผู้หนึ่งย่อมจำอาโปกสิณได้ ... ผู้หนึ่งย่อมจำเตโชกสิณได้ ... ผู้หนึ่ง
ย่อมจำวาโยกสิณได้ ... ผู้หนึ่งย่อมจำนีลกสิณได้ ... ผู้หนึ่งย่อมจำปีตกสิณได้ ... ผู้หนึ่ง
ย่อมจำโลหิตกสิณได้ ... ผู้หนึ่งย่อมจำโอทาตกสิณได้ ... ผู้หนึ่งย่อมจำอากาสกสิณได้
ผู้หนึ่งย่อมจำวิญญาณกสิณได้ ทั้งเบื้องบนเบื้องล่างเบื้องขวาง ตามลำดับ หา
ประมาณมิได้ ธรรม ๑๐ อย่างเหล่านี้ควรให้เจริญ ฯ
     [๔๖๘] ธรรม ๑๐ อย่างที่ควรกำหนดรู้เป็นไฉน ได้แก่อายตนะ ๑๐ คือ
นัยน์ตา รูป หู เสียง จมูก กลิ่น ลิ้น รส กาย โผฏฐัพพะ ธรรม ๑๐ อย่าง
เหล่านี้ควรกำหนดรู้ ฯ
      [๔๖๙] ธรรม ๑๐ อย่างที่ควรละเป็นไฉน ได้แก่มิจฉัตตะ ๑๐ คือ ความ
เห็นผิด ความดำริผิด เจรจาผิด การงานผิด เลี้ยงชีพผิด พยายามผิด ระลึกผิด
ตั้งใจผิด ความรู้ผิด ความพ้นผิด ธรรม ๑๐ อย่างเหล่านี้ควรละ ฯ
      [๔๗๐] ธรรม ๑๐ อย่างที่เป็นไปในส่วนข้างเสื่อมเป็นไฉน ได้แก่
อกุศลกรรมบถ ๑๐ คือ ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ พูด
ส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ อยากได้ของเขา ปองร้ายเขา เห็นผิด
ธรรม ๑๐ อย่างเหล่านี้เป็นไปในส่วนข้างเสื่อม ฯ
      [๔๗๑] ธรรม ๑๐ อย่างที่เป็นไปในส่วนข้างเจริญเป็นไฉน ได้แก่
กุศลกรรมบถ ๑๐ คือ เว้นจากฆ่าสัตว์ เว้นจากลักทรัพย์ เว้นจากประพฤติผิด
ในกาม เว้นจากพูดเท็จ เว้นจากพูดส่อเสียด เว้นจากพูดคำหยาบ เว้นจากพูด
เพ้อเจ้อ ไม่อยากได้ของเขา ไม่ปองร้ายเขา เห็นชอบ ธรรม ๑๐ อย่างเหล่านี้
เป็นไปในส่วนข้างเจริญ ฯ
      [๔๗๒] ธรรม ๑๐ อย่างที่แทงตลอดได้ยากเป็นไฉน ได้แก่อริยวาส ๑๐
คือ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้เป็นผู้ละองค์ ๕ ได้แล้ว
ประกอบด้วยองค์ ๖ มีธรรมอย่างเดียวเป็นเครื่องรักษา มีธรรมเป็นพนักพิง ๔ ด้าน
มีสัจจะเฉพาะอย่างอันบรรเทาแล้ว มีความแสวงหาทุกอย่างอันสละแล้วโดยชอบ
มีความดำริไม่ขุ่นมัว มีกายสังขารอันระงับแล้ว มีจิตหลุดพ้นดีแล้ว มีปัญญา
หลุดพ้นดีแล้ว ฯ
      ก็อย่างไร ภิกษุจึงจะชื่อว่าเป็นผู้ละองค์ ๕ ได้แล้ว กามฉันทะ พยาบาท
ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ วิจิกิจฉา เป็นโทษอันภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ละได้
แล้ว อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ละองค์ ๕ ได้แล้ว ฯ
      ก็อย่างไร ภิกษุจึงจะชื่อว่าประกอบด้วยองค์ ๖ ภิกษุในพระศาสนานี้เห็น
รูปด้วยนัยน์ตา ... ฟังเสียงด้วยหู ... ดมกลิ่นด้วยจมูก ... ลิ้มรสด้วยลิ้น ... ถูกต้อง
โผฏฐัพพะด้วยกาย ... รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว ... ไม่ยินดียินร้าย เป็นผู้วางเฉย มี
สติสัมปชัญญะอยู่ อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าประกอบด้วยองค์ ๖ ฯ
      ก็อย่างไร ภิกษุจึงจะชื่อว่ามีธรรมอย่างเดียวเป็นเครื่องรักษา ภิกษุในพระ
ธรรมวินัยนี้ ประกอบแล้วด้วยใจมีสติเป็นเครื่องรักษา อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่ามี
ธรรมอย่างเดียวเป็นเครื่องรักษา ฯ
      ก็อย่างไร ภิกษุจึงจะชื่อว่ามีธรรมเป็นพนักพิง ๔ ด้าน ภิกษุในพระธรรม
วินัยนี้ พิจารณาแล้วเสพของอย่างหนึ่ง พิจารณาแล้วอดกลั้นของอย่างหนึ่ง
พิจารณาแล้วเว้นของอย่างหนึ่ง พิจารณาแล้วบรรเทาของอย่างหนึ่ง อย่างนี้แล
ภิกษุชื่อว่ามีธรรมเป็นพนักพิง ๔ ด้าน
      ก็อย่างไร ภิกษุจึงจะชื่อว่ามีสัจจะเฉพาะอย่าง อันบรรเทาแล้ว สัจจะ
เฉพาะอย่างเป็นอันมาก ของสมณพราหมณ์เป็นอันมาก เป็นของอันภิกษุใน
พระธรรมวินัยนี้บรรเทาแล้ว บรรเทาดีแล้ว สละ คาย ปล่อย ละ สละคืน
เสียหมดสิ้นแล้ว อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่ามีสัจจะเฉพาะอย่างอันบรรเทาแล้ว
      ก็อย่างไร ภิกษุจึงจะชื่อว่ามีความแสวงหาทุกอย่างอันสละแล้วโดยชอบ
ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ละการแสวงหากาม ละการแสวงหาภพ ละการแสวงหา
พรหมจรรย์ อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่ามีความแสวงหาทุกอย่างอันสละแล้วโดยชอบ ฯ
      ก็อย่างไร ภิกษุจึงจะชื่อว่ามีความดำริไม่ขุ่นมัว ความดำริในกาม ความ
ดำริในความพยาบาท ความดำริในความเบียดเบียน เป็นโทษอันภิกษุในพระธรรม
วินัยนี้ละได้แล้ว อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่ามีความดำริไม่ขุ่นมัว ฯ
      ก็อย่างไร ภิกษุจึงจะชื่อว่ามีกายสังขารอันระงับแล้ว ภิกษุในพระธรรม
วินัยนี้ บรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละทุกข์ละสุขและดับโสมนัส
โทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่ามี
กายสังขารอันระงับแล้ว ฯ
     ก็อย่างไร ภิกษุจึงจะชื่อว่ามีจิตหลุดพ้นดีแล้ว จิตของภิกษุในพระธรรม
วินัยนี้ พ้นแล้วจากราคะ โทสะ โมหะ อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่ามีจิตหลุดพ้น
ดีแล้ว ฯ
      ก็อย่างไร ภิกษุจึงจะชื่อว่ามีปัญญาหลุดพ้นดีแล้ว ภิกษุในพระธรรมวินัย
นี้ย่อมรู้ชัดว่า ราคะ ... โทสะ ... โมหะอันเราละแล้ว มีรากอันเราถอนขึ้นแล้ว
กระทำให้เป็นดุจต้นตาลอันไม่มีที่ตั้ง กระทำไม่ให้มี มีอันไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็น
ธรรมดา อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่ามีปัญญาอันหลุดพ้นดีแล้ว ฯ
      ธรรม ๑๐ อย่างเหล่านี้แทงตลอดได้ยาก ฯ
      [๔๗๓] ธรรม ๑๐ อย่างที่ควรให้บังเกิดขึ้นเป็นไฉน ได้แก่สัญญา ๑๐
คือ ความกำหนดหมายว่าไม่งาม ความกำหนดหมายในความตาย ความกำหนด
หมายในอาหารว่าเป็นของปฏิกูล ความกำหนดหมายความไม่น่ายินดีในโลกทั้งปวง
ความกำหนดหมายว่าไม่เที่ยง ความกำหนดหมายในสิ่งไม่เที่ยงว่าเป็นทุกข์ ความ
กำหนดหมายในทุกข์ว่าไม่ใช่ตัวตน ความกำหนดหมายในการละ ความกำหนด
หมายในวิราคธรรม ความกำหนดหมายในความดับ ธรรม ๑๐ อย่างเหล่านี้ควร
ให้บังเกิดขึ้น ฯ
      [๔๗๔] ธรรม ๑๐ อย่างที่ควรรู้ยิ่งเป็นไฉน ได้แก่นิชชิณวัตถุ ๑๐ คือ
ความเห็นผิดอันบุคคลผู้เห็นชอบย่อมละได้ อนึ่ง แม้อกุศลธรรมอันลามกมิใช่
น้อย ที่บังเกิดเพราะความเห็นผิดเป็นปัจจัยเขาก็ละได้ ส่วนกุศลธรรมมิใช่น้อย
ย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์เพราะความเห็นชอบเป็นปัจจัย ความดำริผิดอันบุคคลผู้
ดำริชอบย่อมละได้ อนึ่ง แม้อกุศลธรรมอันลามกมิใช่น้อยที่บังเกิดเพราะความ
ดำริผิดเป็นปัจจัย เขาก็ละได้ ส่วนกุศลธรรมมิใช่น้อย ย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์
เพราะความดำริชอบเป็นปัจจัย การเจรจาผิดอันบุคคลผู้เจรจาชอบย่อมละได้ อนึ่ง
แม้อกุศลธรรมอันลามกมิใช่น้อยที่บังเกิดเพราะเจรจาผิดเป็นปัจจัย เขาก็ละได้
ส่วนกุศลธรรมมิใช่น้อยย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ เพราะเจรจาชอบเป็นปัจจัย การ
งานผิดอันบุคคลผู้ทำการงานชอบย่อมละได้ อนึ่ง แม้อกุศลธรรมอันลามกมิใช่
น้อยที่บังเกิดเพราะการงานผิดเป็นปัจจัย เขาก็ละได้ ส่วนกุศลธรรมมิใช่น้อยย่อม
ถึงความเจริญบริบูรณ์ เพราะการงานชอบเป็นปัจจัย การเลี้ยงชีพผิดอันบุคคล
ผู้เลี้ยงชีพชอบย่อมละได้ อนึ่ง แม้อกุศลธรรมอันลามกมิใช่น้อยที่บังเกิดเพราะ
การเลี้ยงชีพผิดเป็นปัจจัย เขาก็ละได้ ส่วนกุศลธรรมมิใช่น้อยย่อมถึงความเจริญ
บริบูรณ์ เพราะการเลี้ยงชีพชอบเป็นปัจจัย ความพยายามผิดอันบุคคลผู้พยายาม
ชอบย่อมละได้ อนึ่ง แม้อกุศลธรรมอันลามกมิใช่น้อยที่บังเกิดเพราะความพยายาม
ผิดเป็นปัจจัย เขาก็ละได้ ส่วนกุศลธรรมมิใช่น้อย ย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์
เพราะความพยายามชอบเป็นปัจจัย ความระลึกผิดอันบุคคลผู้ระลึกชอบย่อมละได้
อนึ่ง แม้อกุศลธรรมอันลามกมิใช่น้อยที่บังเกิดเพราะความระลึกผิดเป็นปัจจัย เขา
ก็ละได้ ส่วนกุศลธรรมมิใช่น้อยย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ เพราะความระลึกชอบ
เป็นปัจจัย ความตั้งใจผิดอันบุคคลผู้ตั้งใจชอบย่อมละได้ อนึ่ง แม้อกุศลธรรม
อันลามกมิใช่น้อยที่บังเกิดเพราะความตั้งใจผิดเป็นปัจจัย เขาก็ละได้ ส่วน
กุศลธรรมมิใช่น้อยย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ เพราะความตั้งใจชอบเป็นปัจจัย
ความรู้ผิดอันบุคคลผู้รู้ชอบย่อมละได้ อนึ่ง แม้อกุศลธรรมอันลามกมิใช่น้อยที่
บังเกิดเพราะความรู้ผิดเป็นปัจจัย เขาก็ละได้ ส่วนกุศลธรรมมิใช่น้อยย่อมถึง
ความเจริญบริบูรณ์ เพราะความรู้ชอบเป็นปัจจัย ความพ้นผิดอันบุคคลผู้พ้นชอบ
ย่อมละได้ อนึ่ง อกุศลธรรมอันลามกมิใช่น้อยที่บังเกิดเพราะความพ้นผิดเป็น
ปัจจัย เขาก็ละได้ ส่วนกุศลธรรมมิใช่น้อยย่อมเจริญบริบูรณ์ เพราะความพ้น
ชอบเป็นปัจจัย ธรรม ๑๐ อย่างเหล่านี้ควรรู้ยิ่ง ฯ
      [๔๗๕] ธรรม ๑๐ อย่างที่ควรทำให้แจ้งเป็นไฉน ได้แก่อเสขธรรม
๑๐ คือ ความเห็นชอบเป็นของพระอเสขะ ความดำริชอบ ... เจรจาชอบ ... การงาน
ชอบ ... เลี้ยงชีพชอบ ... พยายามชอบ ... ระลึกชอบ ... ตั้งใจชอบ ... ความรู้ชอบ ... ความ
พ้นชอบ เป็นของพระอเสขะ ธรรม ๑๐ อย่างเหล่านี้ควรทำให้แจ้ง ฯ
      ธรรมร้อยหนึ่งดังพรรณนามานี้ เป็นของจริง แท้ แน่นอน ไม่ผิดพลาด
ไม่เป็นอย่างอื่น อันพระตถาคตตรัสรู้แล้วโดยชอบ ฯ
      ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวสูตรนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นดีใจ ชื่นชมภาษิตของ
ท่านพระสารีบุตร ดังนี้แล ฯ

จบ ทสุตตรสูตร ที่ ๑๑
จบ ปาฏิกวรรค
-----------
รวมพระสูตรในวรรคนี้ มี ๑๑ สูตร คือ
      ๑. ปาฏิกสูตร  ๒. อุทุมพลิกสูตร ๓. จักกวัตติสูตร
      ๔. อัคคัญญสูตร ๕. สัมปสาทนียสูตร ๖. ปาสาทิกสูตร
      ๗. ลักขณสูตร ๘. สิงคาลกสูตร ๙. อาฏานาฏิยสูตร
     ๑๐. สังคีติสูตร ๑๑. ทสุตตรสูตร ฯ

ทีฆนิกายซึ่งประดับด้วยสูตร ๓๔ สูตร จบ
      ทีฆนิกายนี้มีพระสูตร ๓๔ สูตร จัดเป็น ๓ วรรค ชื่อว่าทีฆนิกาย เป็น
นิกายต้น เป็นไปโดยสมควร ก็เพราะเหตุไร นิกายนี้จึงเรียกว่า ทีฆนิกาย
เพราะเป็นที่รวมเป็นที่อยู่แห่งพระสูตรขนาดยาวๆ จึงเรียกว่า ทีฆนิกาย ดังนี้แล ฯ

 จากคุณ : กอบ [ 23 ม.ค. 2547 / 10:26:47 น. ]
     [ IP Address : 202.57.167.143 ]


 ความคิดเห็นที่ 85 : (ศิษย์ อ.)

ลีลาการยึดพระนิพพานเป็นอารมณ์จะพลิกแพลงไปอย่างไรก็แล้วแต่ โดยเฉพาถ้านำฌานสมาบัติมาใช้ด้วยแล้ว ก็จะเป็นวิสัยของผู้ทรงฌานไปครับ อย่างพระจุลปัณถก ก็ไม่มีรูปแบบเด่นชัดครับที่ พระพุทธเจ้าทรงให้ลูบผ้าขาวเป็นต้นครับ ขอให้ได้ฌาน ๔ มาใช้คู่กับสติปัฏฐาน ๔ เพื่อพิจารณาลงไปที่ไตรลักษณ์ เราจึงต้องพูดว่าใช้เทียบเคียงครับ ส่วนวิชชามโนมยิทธิ ที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านสอนก็เป็นลีลาของท่านครับ ซึ่งก็ไม่เหมือนกับของผม เพราะผมระลึกถึงพระนิพพานเป็นอารมณ์ด้วย วิญญาณัญจายตนฌาน ซึ่งยังไม่เปิดเผยหรือสอนกันเป็นทางการครับ

 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 23 ม.ค. 2547 / 11:03:36 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.8 ]


 ความคิดเห็นที่ 86 : (กอบ)

ตกลงไม่มีการชี้ไปชัด ๆ หรือครับ ว่า นิพพานเป็นแดน ที่บอกว่าเทียบเคียงได้กับ อนุสติ ๑๐ นั้นมีในพระไตรปิฎกตรงไหน ครับ
เพราะผมยังไม่เคยเจอในพระไตรปิฎกเลยสักพระสูตรเดียว ครับ เลยอยากจะขอความรู้ ครับ

 จากคุณ : กอบ [ 23 ม.ค. 2547 / 12:58:59 น. ]
     [ IP Address : 202.57.172.97 ]


 ความคิดเห็นที่ 87 : (ศิษย์หลวงพ่อ)

วิชามโนมยิทธิ ประกอบด้วยกรรมฐาน 40.......   3 กอง
คือ 1.  อานาปานุสสติ........2. พุทธานุสสติ......และ 3.ปิตกสิณ
............สูทั้งหลาย จงมาดูโลกนี้  ที่ซึ่งคนเขลาหมกอยู่  แต่ผู้รู้หาข้องอยู่ไม่.............(พุทธพจน์)
     

 จากคุณ : ศิษย์หลวงพ่อ [ 23 ม.ค. 2547 / 13:41:50 น. ]
     [ IP Address : 210.4.136.34 ]


 ความคิดเห็นที่ 88 : (ศิษย์ อ.)

ขอโทษนะครับคุณกอบนึกว่ารู้อยู่แล้วใน อนุสสติ ๑๐

อนุสสติ ๑๐
พุทธดำรัส“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมอย่างหนึ่งที่บุคคลเจริญแล้วกระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความหมายโดยส่วนเดียว เพื่อคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน ธรรมอย่างหนึ่งนั้นคืออะไร ? คือ

๑.พุทธานุสสติ ระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์

๒.ธัมมานุสสติ  ระลึกถึงคุณพระธรรมเป็นอารมณ์

๓.สังฆานุสสติ ระลึกถึงคุณพระสงฆ์เป็นอารมณ์

๔.สีลานุสสติ  ระลึกถึงคุณศีลความดีเป็นอารมณ์

๕.จาคานุสสติ  ระลึกถึงผลของทานการบริจาคเป็นอารมณ์

๖.เทวตานุสสติ ระลึกถึงความดีของเทวดาเป็นอารมณ์
 
๗.มรณานุสติ ระลึกถึงความตายเป็นอารมณ์

๘.อุปสมานุสสติ  ระลึกถึงพระนิพพานเป็นอารมณ์

๙.กายคตานุสสติ  เหมาะแต่ท่านที่หนักไปในราคจริต

๑๐อานาปานุสสติ เหมาะแก่ท่านที่หนักไปในทางโมหะและวิตกจริต


เอกธัมมาทิบาลี อีกนัยหนึ่ง เอก. อํ. (๑๗๙-๑๘๐)
ตบ. ๒๐ : ๓๙-๔๐ ตท. ๒๐ : ๓๙
ตอ. G.S. ๑ : ๒๗

 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 23 ม.ค. 2547 / 15:04:02 น. ]
     [ IP Address : 203.113.36.7 ]


 ความคิดเห็นที่ 89 : (กอบ)

ขอบคุณครับ คุณศิษย์ อ. ที่ตอบมาครับ
ผมไม่รู้จริง ๆ ความรู้ผมยังน้อยครับ

น่าประหลาด ครับ คุณ ศิษย์ อ. ผม ค้นหาใน พระสุตตันปิฎก online
ใช้คำว่า อนุสสติ (เดิมใช้ อนุสติ) ทำให้ได้พระสูตรเพิ่มขึ้นมา เป็น 9 พระสูตร
แต่ละพระสูตรเกือบทั้งหมดที่มีกล่าวถึงจำนวนธรรมที่เป็น อนุสสติ จะกล่าวเพียง 6 ประการครับ คือ
http://202.44.204.76/cgi-bin/stshow.pl?book=22&lstart=6753&lend=6758&word1=อนุสสติ
พระไตรปิฎกเล่มที่ 22 พระสุตตันตปิฎก เล่ม 14
อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ อาหุเนยยวรรค
อนุสสติสูตร

๙. อนุสสติสูตร
      [๒๘๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนุสสติฐานะ ๖ ประการนี้ ๖ ประการ
เป็นไฉน คือ พุทธานุสสติ ๑ ธรรมานุสสติ ๑ สังฆานุสสติ ๑ สีลานุสสติ ๑
จาคานุสสติ ๑ เทวตานุสสติ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนุสสติฐานะ ๖ ประการ
นี้แล ฯ

แต่ละพระสูตร จะมีกล่าวเพียง ๖ ประการ ครับ ผมยังไม่เจอด้วยในพระสุตตตันปิฎก ที่กล่าวถึง อนุสสติ ๑๐ ประการครับ

ไม่รู้ผมหาไม่ดี หรือว่าอะไรครับ ประหลาดดีครับ
แต่ก็ยังไม่เจอที่ไหนกล่าวถึงนิพพานเป็นแดน เลยน่ะ
ที่เจอก็มีในพระสูตรนี้ตอนท้าย ซึ่งอาจจะมีผู้ตีความว่าพระนิพพานเป็นแดนได้ครับ
คือ

http://202.44.204.76/cgi-bin/stshow.pl?book=22&lstart=7663&lend=7751&word1=อนุสสติ
พระไตรปิฎกเล่มที่ 22 พระสุตตันตปิฎก เล่ม 14
อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ อนุตตริยวรรค
อนุตตริยสูตร

๑๐. อนุตตริยสูตร
(ยกมาแต่ตอนท้ายก่อนจบ ครับ)
ก็อนุสสตานุตตริยะเป็นอย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลก
นี้ ย่อมระลึกถึงการได้บุตรบ้าง ภริยาบ้าง ทรัพย์บ้าง หรือการได้มากน้อย ระลึก
ถึงสมณะหรือพราหมณ์ผู้เห็นผิด ผู้ปฏิบัติผิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย การระลึกนี้มีอยู่
เราไม่กล่าวว่า ไม่มี ก็แต่ว่าการระลึกนี้นั้นเป็นกิจเลว ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วน
ผู้ใดมีศรัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มีศรัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง
ย่อมระลึกถึงพระตถาคตหรือสาวกของพระตถาคต การระลึกถึงนี้ยอดเยี่ยมกว่า
การระลึกถึงทั้งหลาย ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อความบริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้งหลาย เพื่อ
ก้าวล่วงความโศกและความร่ำไร เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส เพื่อ
บรรลุญายธรรม เพื่อทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลผู้มี
ศรัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มีศรัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง ย่อม
ระลึกถึงพระตถาคตหรือสาวกของพระตถาคตนี้ เราเรียกว่า อนุสสตานุตตริยะ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนุตตริยะ ๖ ประการนี้แล ฯ
            ภิกษุเหล่าใดได้ทัสสนานุตตริยะ สวนานุตตริยะ ลาภา
            นุตตริยะ ยินดีในสิกขานุตตริยะ เข้าไปตั้งการบำรุง
            เจริญอนุสสติที่ประกอบด้วยวิเวก เป็นแดนเกษม
ให้ถึง
            อมตธรรม ผู้บันเทิงในความไม่ประมาท มีปัญญารักษา
            ตน สำรวมในศีล ภิกษุเหล่านั้นแล ย่อมรู้ชัดซึ่งที่เป็น
            ที่ดับทุกข์ โดยกาลอันควร ฯ


ผมยังไม่เจอที่พระพุทธองค์ท่านตรัสไว้ตรง ๆ ชัดเจนเลยสักครั้ง ครับ นอกจาก พระสูตรนี้

 จากคุณ : กอบ [ 23 ม.ค. 2547 / 16:26:02 น. ]
     [ IP Address : 202.57.167.10 ]


 ความคิดเห็นที่ 90 : (กอบ)

ที่พระพุทธองค์ท่านตรัสตรง ๆ สักครั้ง ว่านิพพานเป็นดินแดน เป็นเมือง น่ะครับ

 จากคุณ : กอบ [ 23 ม.ค. 2547 / 16:26:56 น. ]
     [ IP Address : 202.57.167.10 ]


 ความคิดเห็นที่ 91 : (omega)

นั่นนะสิคุณกำลังพุ่ง
ดูเหมือนว่าคุณเองก็เอาแต่ติเตียนพระสงฆ์องค์เจ้า
แต่พอมีคนเขาถามคุณกลับให้แสดงความเห็นของคุณบ้างว่าแล้วความคิดของคุณเล่าว่านิพพานเป็นลักษณะอย่างไร
กลับตอบไม่ได้กลับไม่รู้

แต่ทะลึ่งมาติเตียนพระสงฆ์
เราท่านทั้งหลายได้เห็นความเป็นพาลของคนผู้นี้แล้ว
ดูเอาเถิดตนเองกลับไม่สามารถแสดงความเห็นอะไรกับเรื่องนิพพานนี้ได้เลย
แต่เที่ยววิจารณ์ผู้อื่นอย่างโน้นอย่างนี้เสียแล้ว

จนตรอกจนปัญญาที่จะตอบแล้วอ้างเลห์ต่างๆแล้วไม่ยอมตอบ
จะกลัวไปทำไมเล่าครับ

ก็คำถามที่มีคำมาจากคำถามของคุณเองแท้ๆกลับกลัวไปเองเสียแล้ว
เอ้าว่าไง
เป็นเมืองหรือไม่เป็นเมือง
ก็วิจารณ์ผู้อื่นเขาอยู่แท้ๆว่าเขาเป็นมิจฉาทิฐิ
แต่ตนเองกลับไม่กล้าแสดงความคิดเห็นให้ชัดเจน
อะไรก็ไม่ตอบดีกว่าแล้วทะลึ่งมาแสดงความเห็นติเตียนพระสงฆ์ทำไม
ตัวคุณเองยังเต็มไปด้วยความลังเลสงสัยเต็มไปด้วยนิวรณ์เช่นนี้

กล้าๆหน่อย
ผมอุสาห์ตั้งคำถามโดยใช้คำของคุณเองให้แล้ว
กลัวอะไรกับคำว่าเป็นเมืองหรือไม่เป็นเมือง
คิดว่าเป็นเมืองก็บอกว่าเป็นเมือง
คิดว่าไม่เป็นเมืองก็บอกมาว่าไม่เป็นเมือง

ไม่ต้องอ้างถึงคนอื่นว่าคิดแบบนั้นแบบนี้ผิด
ไม่ต้อง
เอาความเห็นของคุณเองนั่นแหละ

โมฆบุรุษเอ๋ยเจ้าแสดงความโง่เขลาของตนเองออกมาให้ผู้อื่นได้เห็นเสียแล้ว
แล้วยังขลาดกลัวแม้แต่จะตอบ
ความเป็นพาลของเจ้านั่นเองทำให้เจ้ามืด

 จากคุณ : omega [ 23 ม.ค. 2547 / 17:57:14 น. ]
     [ IP Address : 169.210.28.20 ]


 ความคิดเห็นที่ 92 : (ศิษย์ อ.)

ตอบคุณกอบ
                วิชชามโนมยิทธิ เขามีลีลาการสอนแบบนั้น ผมว่าคุณกอบอย่าไปสนใจเลย เดี๋ยวขาดทุน เอาแบบสุขวิปัสสโกดีกว่า ไม่ต้องปวดหัวด้วย
.......................................................................................................................


หลวงพ่อพระราชพรหมยาน
สรุปมหาสติปัฏฐาน
ตัวอยากเป็นสำคัญ    ถ้าเราไม่อยากในรูป  เสียง  กลิ่น  รส  สัมผัส  และไม่อยากมี  ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ    มันก็หมดเรื่องกัน  ไปนิพพานได้  ตอนนี้ก็ไม่มีอะไร   นี่เราก็แนะนำกันนะ  นี่ก็สอนกันจนจบแล้ว    อันดับต้นต้องเริ่มต้นโพชฌงค์ให้เต็มอัตราศึก   มีสติ  มีปัญญา  ใคร่ครวญ  มีความเพียร  มีปีติความอิ่มใจในผลแห่งการปฏิบัติ   พยายามสร้างปัสสัทธิคือความสงบให้เกิดขึ้นในการระงับนิวรณ์  ๕  เมื่อระงับนิวรณ์  ๕  ได้แล้ว   สมาธิมันก็เกิด  ไอ้สมาธิเกิด  อุเบกขามันก็เกิด    ตอนนี้ก็ใช้   สติสัมปชัญญะไปควบคุม    จิตตานุปัสสนามหาสติปัฏฐานตัวเดียว นี่ผมมันนอกครู   ผมได้มาแบบนี้   เพื่อนผมก็ได้มาแบบนี้  ลูกศิษย์ผมหลายคนเขาดีกว่าผมเขาก็ได้มาแบบนี้    แล้วก็พระอรหันต์ทุกองค์ก็ได้มาแบบนี้   เพราะการควบคุมจิตตัวเดียว  นี่ผมจึงสอนคุณตามแบบนี้      แม้แต่พระพุทธเจ้าเองก็สอนให้ควบคุมจิตเหมือนกัน  หากว่าเราไม่เผลอเรื่องอารมณ์ของจิตเสียอย่างเดียว      แล้วก็รู้ว่าอะไรเป็นคุณอะไรมันเป็นโทษ  ราคะ  โทสะ  โมหะ   เป็นโทษสำหรับจิต     ปลิดทิ้งไปด้วยการเจริญสมถวิปัสสนาในมหาสติปัฏฐานสูตรตามที่แนะนำมาแล้วว่าอะไรมันเกิดขึ้น    วางตัวแบบไหน    ท่านบอกมาแล้วนี่เป็นวิธีปฏิบัติเพื่อเข้าถึงมรรคผลจริง ๆ

 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 23 ม.ค. 2547 / 21:09:17 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.9 ]


 ความคิดเห็นที่ 93 : (art2)

[๑๓๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลไม่สำรวมผัสสายตนะ ๖
นั่นแหละ เว้นการสำรวมในอายตนะใด ย่อมเข้าถึงทุกข์  บุคคลเหล่า
ใด ได้สำรวมระวังอายตนะเหล่านั้น บุคคลเหล่านั้น มีศรัทธาเป็น
เพื่อนสอง ย่อมเป็นผู้อันราคะไม่ชุ่มอยู่  บุคคลเห็นรูปที่ชอบใจและ
เห็นรูปที่ไม่ชอบใจแล้ว พึง บรรเทาราคะในรูปที่ชอบใจ และไม่พึง
เสียใจว่า รูปไม่น่ารัก ของเรา (เราเห็นรูปไม่น่ารักเข้าแล้ว) ได้ยิน
เสียงที่น่ารักและเสียงที่ไม่น่ารัก พึงสงบใจในเสียงที่น่ารัก และพึง
บรรเทาโทสะในเสียงที่น่ารัก และไม่พึงเสียใจว่า เสียงไม่น่ารักของเรา
(เราได้ฟังเสียงที่ไม่น่ารักเข้าแล้ว) ได้ดมกลิ่นที่ชอบใจอันน่ายินดี
และได้ดมกลิ่นที่ไม่สะอาด ไม่น่ารักใคร่ พึงบรรเทาความหงุดหงิดใน
กลิ่นที่ไม่น่าใคร่ และไม่ พึงพอใจในกลิ่นที่น่าใคร่ ได้ลิ้มรสที่อร่อย
เล็กน้อย และลิ้มรสที่ไม่อร่อยในบางคราว ไม่พึงลิ้มรสที่อร่อยด้วยความ
ติดใจ และไม่ควรยินร้ายในเมื่อลิ้มรสที่ไม่อร่อย ถูกสัมผัส ที่เป็นสุข
กระทบเข้าแล้ว และถูกผัสสะที่เป็นทุกข์กระทบเข้า แล้ว ไม่พึงหวั่นไหว
ในระหว่างๆ ควรวางเฉยผัสสะทั้งที่เป็นสุข ทั้งที่เป็นทุกข์ทั้งสอง ไม่ควร
ยินดี ไม่ควรยินร้ายเพราะผัสสะอะไรๆ นรชนทั้งหลายที่ทรามปัญญา
มีความ สำคัญในกิเลสเป็นเหตุให้เนิ่นช้า ยินดีอยู่ด้วยกิเลสเป็นเหตุให้
เนิ่นช้า เป็นสัตว์ที่มีสัญญา ย่อมวกเวียนอยู่ ก็บุคคลบรรเทาใจ ที่
ประกอบด้วยปัญจกามคุณทั้งปวงแล้ว ย่อมรักษา ใจให้ประกอบด้วยเนก
ขัมมะ ใจที่บุคคลเจริญดีแล้วใน อารมณ์ ๖ อย่างนี้ ในกาลใด ในกาล
นั้น จิตของบุคคลนั้นอันสุขสัมผัสกระทบเข้าแล้ว ย่อมไม่หวั่นไหวใน
ที่ไหนๆ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายปราบราคะและโทสะเสียแล้ว
ย่อมเป็นผู้ถึงนิพพานซึ่งเป็นฝั่งข้างโน้นแห่งชาติและมรณะ ฯ


ธรรมเป็นเครื่องให้ถึงฝั่ง (นิพพาน)
        [๙๗] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๘ ประการนี้ ที่บุคคลเจริญแล้ว
กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อถึงฝั่ง (นิพพาน) จากที่มิใช่ฝั่ง (วัฏฏะ) ธรรม ๘ ประการ
เป็นไฉน? คือ ความเห็นชอบ ฯลฯ ความตั้งใจชอบ ธรรม ๘ ประการนี้แล ที่บุคคลเจริญแล้ว
กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อถึงฝั่งจากที่มิใช่ฝั่ง.

***พึ่งจะมาsearchหาคำว่านิพพาน ตกใจนิดหน่อยเห็นคำว่าฝั่ง แต่ก็เป็นแค่บัญญัติคำที่แปลจากภาษาบาลี ภาษาที่ใช่สื่อสารกันมันมีความจำกัด  เช่นบางเรื่องที่เรารู้สึกหรือคิดไว้แล้วพูดอธิบายเป็นคำพูด ผู้ฟังยังเข้าใจผิดไปได้ก็มี 
บางทีก็อธิบายได้ไม่ตรงกับสิ่งที่คิดไว้เลย บางทีก็ต้องเปรียบเทียบยกตัวอย่าง
        คำถามที่ตั้งไว้ต้องเป็นผู้ที่ปฏิบัติแจ้งแล้ว ต้องอธิบายจากสิ่งที่แจ้งแล้ว
ด้วยการปฏิบัติ จึงเป็นเรื่องที่หายากที่จะอยู่ในที่นี้ ท่านคงไม่ว่างจากอานาปนะสติ  อย่างที่ผมcopyมาวางนี่ใครๆก็ทำได้ ก็จาก2แหล่ง คือพระอภิธรรมกับพระไตรปิฏกที่ทุกท่านทราบดีอยู่แล้วครับ  ต้องขอโทษด้วยนะครับที่เข้ามาแทรก    

 จากคุณ : art2 [ 23 ม.ค. 2547 / 21:41:00 น. ]
     [ IP Address : 203.209.112.57 ]


 ความคิดเห็นที่ 94 : (กำลังฟุ้ง)

จากความเห็นที่ 91

หึหึ ลานธรรมมีคนไร้ปัญญาแต่ชอบอวดความโง่เพิ่มมาอีกคนแล้ว อย่างหนาเสียด้วย

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 23 ม.ค. 2547 / 23:27:52 น. ]
     [ IP Address : 203.209.107.73 ]


 ความคิดเห็นที่ 95 : (กำลังฟุ้ง)

คุณกอบครับ นิพพานในพระสูตรนั้นคงไม่ใช่ที่คำว่า "แดนเกษม" แต่น่าจะเป็นคำว่า "อมตธรรม" นะครับ

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 23 ม.ค. 2547 / 23:28:54 น. ]
     [ IP Address : 203.209.107.73 ]


 ความคิดเห็นที่ 96 : (yoyo)

เฮ้อ ....
กว่าจะอ่านจบ นาน เลย

 จากคุณ : yoyo [ 24 ม.ค. 2547 / 04:05:20 น. ]
     [ IP Address : 202.133.172.2 ]


 ความคิดเห็นที่ 97 : (กอบ)

ผมเห็นมีคำว่า "แดน" อยู่นะครับ คุณกำลังฟุ้ง บางคนอาจจะพยายามตีความเป็น ดินแดน ก็ได้ครับ เหมือนกับที่สมัยก่อนมีการพยายาม ตีความ  นิพพาน ให้เป็นอัตตา ให้ได้ น่ะครับ

นอกนั้น ผมยังหา อนุสสติ ๑๐ ไม่เจอเลย ครับ ในพระสุตตตันปิฏก ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นสอนที่ตกทอดมาจากการฟังและการเล่าจากปากของพระอานนท์ ทรงเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ไว้สมัยสังคยานา ครั้งที่ ๑ ครับ

จะพยายามหาในส่วนอื่นต่อไปครับ

 จากคุณ : กอบ [ 24 ม.ค. 2547 / 06:33:42 น. ]
     [ IP Address : 169.210.7.119 ]


 ความคิดเห็นที่ 98 : (กอบ)

แม้ไปค้นพระไตรปิฎก ใน http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/

ก็พบแค่ นี้เองครับ ไม่เห็น อนุสสติ ๑๐ ครับ
---------------------------
ผลการค้นหา คำว่า  “ อนุสสติ ”  :-พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๑  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๓  ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค
        [๓๒๒] อนุสสติฐาน ๖ อย่าง
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๒  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔  อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต

๙. อนุสสติสูตร
        [๒๘๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนุสสติฐานะ ๖ ประการนี้ ๖ ประการ
จาคานุสสติ ๑ เทวตานุสสติ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนุสสติฐานะ ๖ ประการ
*สูตรที่ ๓ ๘. อนุตตริยสูตร ๙. อนุสสติสูตร ๑๐. มหานามสูตร ฯ
๕. อนุสสติฏฐานสูตร
        [๒๙๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนุสสติ ๖ ประการนี้ ๖ ประการเป็นไฉน
ภิกษุทั้งหลาย อนุสสติ ๖ ประการนี้แล ฯ
ให้แจ้งซึ่งนิพพาน การถึงโอกาสนี้ คือ อนุสสติ ๖ ประการ ๖ ประการ
ให้แจ้งซึ่งนิพพาน การถึงโอกาสนี้ คือ อนุสสติ ๖ ประการนี้แล ฯ
ดูกรอุทายี อนุสสติมีเท่าไรหนอแล เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสถามอย่างนี้แล้ว
ดูกรอุทายี อนุสสติมีเท่าไรหนอแล เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสถามอย่างนี้แล้ว
ดูกรอุทายี อนุสสติมีเท่าไรหนอแล แม้ครั้งที่ ๓ ท่านพระอุทายีก็ได้นิ่งอยู่
ผู้เจริญ นี้เป็นอนุสสติ ฯ
ถามท่านพระอานนท์ต่อไปว่า ดูกรอานนท์ อนุสสติมีเท่าไรหนอแล ท่านพระ-
*อานนท์ได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อนุสสติมี ๕ ประการ ๕ ประการ
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นี้เป็นอนุสสติซึ่งภิกษุเจริญแล้ว ทำให้มากแล้วอย่างนี้
นี้เป็นอนุสสติซึ่งภิกษุเจริญแล้ว ทำให้มากแล้วอย่างนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อได้
อนุสสติซึ่งภิกษุเจริญแล้ว ทำให้มากแล้วอย่างนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อละกามราคะ ฯ
ไม่ล่วงพ้นความเป็นอย่างนั้นไปได้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นี้เป็นอนุสสติซึ่งภิกษุ
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นี้เป็นอนุสสติซึ่งภิกษุเจริญแล้ว ทำให้มากแล้วอย่างนี้
ย่อมเป็นไปเพื่อแทงตลอดซึ่งธาตุหลายประการ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อนุสสติ
        พ. ดีละ ดีละ อานนท์ ถ้าเช่นนั้น เธอจงจำอนุสสติข้อที่ ๖ แม้นี้
นั่งอยู่ มีสตินอน มีสติประกอบการงาน ดูกรอานนท์ นี้เป็นอนุสสติซึ่งภิกษุ
                เจริญอนุสสติที่ประกอบด้วยวิเวก เป็นแดนเกษม ให้ถึง
สูตร ๕. อนุสสติฏฐานสูตร ๖. กัจจานสูตร ๗. สมยสูตรที่ ๑



พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๑  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๓  ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค

มีองค์ ๕ ธรรม ๖ ควรเจริญ คือ อนุสสติ ๖ ธรรม ๗ ควรเจริญ คือ โพชฌงค์ ๗
พิจารณา] ๘ อุปัฏฐานานุสสติ [อนุสสติที่ปรากฏ] ๘ และสัตตันติกวัตถุ
(อนุสสติที่ปรากฏ) ๘ สุตตันติกวัตถุ (เรื่องอันมีมาในพระสูตร) ในการพิจารณา

-----------------------------------

 จากคุณ : กอบ [ 24 ม.ค. 2547 / 06:36:57 น. ]
     [ IP Address : 169.210.7.119 ]


 ความคิดเห็นที่ 99 : (คนไกล)

   การสอนว่านิพพานเป็นเมืองแก้ว "ไม่ได้เป็นมิจฉาทิฏฐิ" แต่การอธิบายสภาวธรรมภายในนั้นมีนัยยะที่ลึกซึ้ง ยากต่อผู้ที่ปฏิบัติอย่างเราๆที่ยังไม่ได้สัมผัสถึงตรงนั้นจะเข้าใจได้ตรงตามความเป็นจริง  แค่คำว่า แดน หรือ ฝั่ง นั้นก็มีนัยยะตามความเป็นจริงตามสภาวธรรมนั้นๆ

     เรายกย่องหลวงปู่ฤษีลิงดำ ที่ท่านกล้าชี้ลงไปตรงๆว่า นิพพานเป็นเมืองแก้ว เราเคารพ ในความกล้าหาญของท่าน ที่กล้าจะอธิบายความสภาวธรรมที่คนทั่วไปเข้าใจได้ยาก หากท่านไม่แน่จริงก็คงจะไม่กล้ากล่าวแบบนั้นแน่เพราะหากไม่จริงตามนั้นท่านก็จะเสียศีลเปล่าๆ ซึ่งไม่คุ้มค่ากับการที่ท่านปฏิบัติทำบารมีมาทั้งชีวิต แต่เราก็มีความมั่นใจว่าบารมีระดับพระอัครสาวก(หลวงปู่ฤษีลิงดำ)ของพระพุทธเจ้าวิริยาธิกะ(ในอนาคต)  มีบุญญฤทธิ์ปานพระโมคคัลลาน์นี่  เราว่า ญาณรู้เห็นระดับนี้ ไม่ธรรมดาแล้ว

     ว่ากันตามตรง ครูบาอาจารย์ที่เราศึกษาเป็นพระมหาโพธิสัตว์วิริยะบารมีเต็ม 30 ทัศน์  ท่านก็ยืนยันว่า  "พระนิพพานเป็นเมืองแก้ว" เช่นกัน  หรือใครอยากคิดว่าพระมหาโพธิสัตว์ท่านรู้ผิดเป็นมิจฉาทิฏฐิ ก็เชิญ ไม่ว่ากันนะ  ก็ระวังมารจะครอบหัวเอาเด้อ  มารจริงๆน่ะมีเป็นตัวอีกต่างหาก  แค่ภาวะ โลภ โกรธ หลง ภวังคจิต นี่มารก็สามารถเข้าสิงจิตได้แล้วนา

   ป่านนี้ข้อความบางอย่างคงไปปรากฏอยู่ในบัญชีหนังหมาของพระยายมแล้วแหละ  ไวจะตายไปเรื่องแบบนี้ แค่คิดนี่ก็บันทึกชัดแจ๋วแล้ว  น่ากลัวมากเลยอกุศลกรรมนี่  โดยเฉพาะเรื่องของผู้ที่อยู่ในผ้าเหลืองที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบนี่ ท่านเป็นครูอาจารย์ของภพภูมิอื่นๆด้วย  หากไม่รู้จริงอย่าติผู้อยู่ในผ้าเหลืองเด็ดขาด  หากใครไม่กลัวกรรมก็ไม่ว่ากัน

 จากคุณ : คนไกล [ 24 ม.ค. 2547 / 07:28:51 น. ]
     [ IP Address : 203.209.121.158 ]


 ความคิดเห็นที่ 100 : (ศิษย์ อ.)


คุณกอบลองค้นในพระไตรปิฏก ๔๕ เล่มดูครับ

เอกธัมมาทิบาลี

 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 24 ม.ค. 2547 / 09:46:52 น. ]
     [ IP Address : 203.113.36.9 ]


 ความคิดเห็นที่ 101 : (กอบ)

ขอบคุณคุณศิษย์ อ. ครับ เจอแล้ว

 จากคุณ : กอบ [ 24 ม.ค. 2547 / 11:18:48 น. ]
     [ IP Address : 169.210.6.60 ]


 ความคิดเห็นที่ 102 : (ลูกรักหลวงพ่อ)

กำลังฟุ้ง ฟุ้งจริง สมดั่งชื่อ 

พูดไป พูดมา  ก็ไม่เห็นว่าจะบรรลุธรรม เถียงไปเถียงมา ก็มากด้วยมานะและทิฏฐิ   ปล่อยวางเสียบ้าง  ทั้งสองฝ่าย   ฝ่ายลูกศิษย์หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ  ต้องระลึกให้ได้ว่า  พ่อเรานะ  สอนไว้ว่าอย่างไร  เป็นลูกของหลวงพ่อฤๅษีจริง  ต้องจำได้และนำไปปฏิบัติได้ด้วย  เขาไม่เชื่อ ก็ช่างเขา  เขาจะเชื่อหรือไม่เชื่อ  ก็ไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย กับการปฏิบัติธรรมของเรา  เขาเชื่อเราก็ไม่ได้บรรลุธรรม เขาไม่เชื่อเราก็ไม่ได้บรรลุธรรม  การเกื้อหนุนทางธรรม  ให้ได้มากพอแล้ว ถ้าเขาไม่รับ ก็ต้องรู้จักหยุดให้

เถียงไป เถียงมา  หลวงพ่อเซ็งตาย  อุตสาห์สอนแล้วไม่ทำ  วิจิกิจฉา ความลังเลสนใส ในผลการปฏิบัติ สามารถยุติลงได้ จากการพากเพียรปฏิบัติ  ให้รู้ผล  ผลของมันมีแน่ ถ้าตั้งใจทำ    บอกวิธีการให้เขาไปพิสูจน์ เขาไม่พิสูจน์ แล้วจะพูดไปทำไม  อย่างนี้เข้าตำรา พูดไปสองไพเบี้ย  นิ่งเสียตำลึงทอง

 จากคุณ : ลูกรักหลวงพ่อ [ 24 ม.ค. 2547 / 14:59:48 น. ]
     [ IP Address : 203.51.103.217 ]


 ความคิดเห็นที่ 103 : (ว่างจากเวปอื่น)

เท่าที่อ่านดู ต้องขออภัยที่ต้องพูดตรงๆ ว่า

คุณกอบ คงปฏิบัติธรรมน้อยอยู่มาก เพราะ

การเจริญภาวนาแบบอนุสติเช่น  .อุปสมานุสสติ  คือระลึกถึงพระนิพพานเป็นอารมณ์ เป็นอุบายขั้นต้นของการปฏิบัติธรรม เพื่อให้จิตว่าง ยกจิตให้สูงขึ้น และผูกกับกิเลสที่น้อยลง

แต่ถ้าจะบรรลุขั้นสูงขึ้นอีก ต้องพิจารณาแดนพระนิพพาน เป็นพระไตรลักษณ์อีกที ด้วยภาวนามยปัญญา เพื่อให้เกิด ปัญญาวิมุตติ และเจโตวิมุตติ

การนึกถึง อนุสติ เป็นเพียงการปฏิบัติธรรมแบบขั้นต้น เพื่อให้มีจิตที่ผ่องใส ยกขึ้นจากกิเลสชั้นหยาบ และเป็นพื้นฐานในการใช้ประโยชน์ขั้นต่อต่อไป

 จากคุณ : ว่างจากเวปอื่น [ 24 ม.ค. 2547 / 16:35:22 น. ]
     [ IP Address : 203.156.91.181 ]


 ความคิดเห็นที่ 104 : (ตชบ)

ศึกษาธรรม  กับปฏิบัติธรรม  นั้นไม่เหมือนกัน
คนบรรลุธรรม  ไม่จำเป็นต้องอธิบายทฤษฎีเป็นก็ได้
คนมีธรรม  อยู่ที่การแสดงออก 
ไม่ว่าจะมีความรู้หรือไม่ก็ตาม

เป็นเรื่องนานเนกาเล  นับเวลาไม่ถ้วน  ที่ผู้คนเอาแต่เฝ้าพูดถึงธรรมะ
เพราะว่าการพูดนั้นง่ายกว่าปฏิบัติ
หากการพูด  จะเพื่อก่อให้เกิดปัญญาแล้ว  ย่อมเป็นคุณ

 จากคุณ : ตชบ [ 24 ม.ค. 2547 / 18:30:48 น. ]
     [ IP Address : 202.133.168.91 ]


 ความคิดเห็นที่ 105 : (omega)

คุณกำลังพุ่งมีปัญยาเพียงแค่นี้เองหรือครับ
เลี่ยงไปมาด้วยคำว่าหึหึหึ

คุณลองพิจารณาดูตัวคุณเองเถิดเมื่อกล้าติเตียนพระสงฆ์กล้าติเตียนผู้อื่น
เหตุใดจึงไม่กล้าแสดงความเห็นของตนเองออกมาให้ดูบ้างเล่า
คุณเองก็ไม่รู้จะตอบอย่างไรนั่นเอง

เห็นหรือยังว่าความกลัวได้เข้ามาครอบงำคุณจนไม่กล้าแม้แต่แสดงความเห็น
ความกลัวได้เข้ามาครอบงำคุณจนไม่กล้าแม้แต่จะตอบคำถามง่ายๆ

ผมเสียอีกที่เป็นฝ่ายเอาคำถามง่ายๆใช้คำของคุณเองด้วยมาถาม
แต่ผมไม่มีความขลาดกลัวเกิดขึ้นเลย
ไม่ต้องคอยหลบเลี่ยงด้วย

กล้าตั้งกระทู้ตั้งคำถามติเตียนพระสงฆ์
แต่ไม่กล้าเผชิญแม้แต่กับคำถามลักษณะเดียวกับคำถามของตนเองแท้ๆ
ของจริงหรือของปลอมดูกันเห็นๆ

อย่าปล่อยให้มานะทิฐินี้ครอบงำคุณอยู่เลยครับ
มานะทิฐิฆ่าคนโง่
ทิฐิมานะฆ่าตนเอง

 จากคุณ : omega [ 24 ม.ค. 2547 / 20:23:48 น. ]
     [ IP Address : 169.210.32.170 ]


 ความคิดเห็นที่ 106 : (999)

พอเถอะครับ คุณomega พูดไปก็ไม่มีประโยชน์หรอก วางเฉยดีกว่า ดูจากคุณคงามคิดเห็นที่102เป็นต้น

 จากคุณ : 999 [ 24 ม.ค. 2547 / 23:26:50 น. ]
     [ IP Address : 203.113.60.77 ]


 ความคิดเห็นที่ 107 : (999)

ดั่งที่คุณ"ตชบ"พูด พูดนั้นง่ายกว่าทำ และพูดอีกเหมือนกันที่ทำให้ตกนรกง่ายกว่าทำ เพียงคำพูดคำเดียวก็ทำให้คนตกมหาอเวจีนรกได้ ดังนั้นจึงขอให้สงวนวาจาของตนไว้แล้วหันมาดูตัวเอง จับผิดตัวเองดีกว่า

 จากคุณ : 999 [ 24 ม.ค. 2547 / 23:31:43 น. ]
     [ IP Address : 203.113.60.77 ]


 ความคิดเห็นที่ 108 : (999)

ต่างคนต่างมีทางเดินของตัวเอง เดินด้วยวิถีทางของตนเอง ไม่ว่าเร็วหรือช้า เราต้องถึงเข้าสักวัน คุณกำลังฟุ้งก็เหมือนกัน เขาก็มีวิธีเดินของเขา เพียงแต่ว่าวิธีเดินของเขาอาจจะทำให้เขาต้องช้านานแสนนานกว่าจะถึงจุดหมาย เนื่องจากเขาอาจจะมีทางที่ต้องให้ผ่าน ต้องให้เรียนรู้ ต้องมีบทเรียน ต้องชดใช้กรรม จากการกระทำของเขาเอง สักวันนึงเขาจะรู้ ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติหน้า เขาจะรู้ ด้วยจิตที่ฉลาดขึ้น จะใช้อดีตเป็นบทเรียน ในการละบาปที่ทำมาแล้วที่ระลึกได้ก็ดี ระลึกไม่ได้ก็ดี ด้วยคิดว่าตนทำถูกแล้วหรือไม่ถูกก็ดี แล้วกระทำตนเองให้ถึงจุดหมายต่อไป  

 จากคุณ : 999 [ 24 ม.ค. 2547 / 23:44:01 น. ]
     [ IP Address : 203.113.60.77 ]


 ความคิดเห็นที่ 109 : (ลูกรักหลวงพ่อ)

ขอกราบโมทนาในคุณงามความดีของลูกหลานหลวงพ่อทุกๆคน  ที่ช่วยกันปกป้อง และยืนหยัด  ในการที่จะช่วยกันเผยแพร่ธรรม  และคำสอนของหลวงพ่อ  คำสอนซึ่ง หลวงพ่อ กล่าวเสมอว่า  ได้รับมากจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า 

ขอกราบโมทนาเป็นอย่างสูงครับ

 จากคุณ : ลูกรักหลวงพ่อ [ 25 ม.ค. 2547 / 07:59:17 น. ]
     [ IP Address : 203.51.105.135 ]


 ความคิดเห็นที่ 110 : (omega)

ใครเชื่อว่านิพพานเป็นเมืองถือว่าเป็นมิจฉาทิฐิ
นี่คือความเห็นของเจ้าของกระทู้

เลยถามกลับนิพพานเป็นเมืองหรือไม่เป็นเมือง
น่าขำเจ้าของกระทู้ไม่กล้าตอบ

ผมคิดว่าจนถึงตอนนี้เขาอาจกำลังเริ่มลังเลสงสัยอยู่ในใจ
จะตอบอย่างไรดีหว่า
ตอบว่าไม่เป็นเมืองเดี๋ยวเจอถามกลับตูเสร็จแน่
แต่ถ้าตอบว่าเป็นเมือง
ก็คงต้องโดนย้อนว่าแล้วที่ไปติเตียนพระสงฆ์ไว้ว่าเชื่อเช่นนั้นเป็นมิจฉาทิฐิล่ะ

ตูจะทำไงดีถูกเปิดหน้ากากความโง่ออกเสียแล้ว

อย่างนี้เรียกโมฆบุรุษได้เต็มๆเลยครับ
กระทู้นี้เป็นโมฆะไปแล้ว
เจ้าของกระทู้นี้กลายเป็นโมฆะบุรุษในกระทูของตนเองนั่นเอง

 จากคุณ : omega [ 25 ม.ค. 2547 / 08:13:51 น. ]
     [ IP Address : 169.210.0.18 ]


 ความคิดเห็นที่ 111 : (กำลังฟุ้ง)

Omega เป็นตัวอย่างที่ดีของผลผลิตจากคำสอนที่ผิดพลาด โดยเฉพาะเรื่องมิจฉาทิฏฐินิพพานเป็นเมืองที่พระฤาษีลิงดำสอน

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 25 ม.ค. 2547 / 23:55:04 น. ]
     [ IP Address : 202.133.160.103 ]


 ความคิดเห็นที่ 112 : (กำลังฟุ้ง)

โดยเฉพาะความโง่ที่อ่านภาษาไทยไม่เข้าใจ...นี่แหละหนาคนเขลาเบาปัญญาย่อมเชื่อว่านิพพานเป็นเมือง

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 25 ม.ค. 2547 / 23:56:35 น. ]
     [ IP Address : 202.133.160.103 ]


 ความคิดเห็นที่ 113 : (กำลังฟุ้ง)

ความเห็นว่านิพพานเป็นเมืองเข้าได้ออกได้เป็นมิจฉาทิฏฐิ...

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 26 ม.ค. 2547 / 08:54:34 น. ]
     [ IP Address : 203.209.90.223 ]


 ความคิดเห็นที่ 114 : (กอบ)

ยอมรับความจริงครับ คุณว่างจากเวบอื่น
คุณกอบ คงปฏิบัติธรรมน้อยอยู่มาก 

สมัยก่อนอ่านเยอะ มากจนฟุ้งซ่านไปเยอะ
หลัง ๆ ไม่ได้อ่านมาหลายปีแล้วครับ ไม่ค่อยได้ศึกษาถึงรายละเอียดอะไร
จากตำราเท่าไหร่ สิ่งที่โพสต์ไป ก็ตามสัญญาเก่าที่เคยอ่านมาจำมาเท่านั้นครับ

ปัจจุบัน แค่พยายามที่จะทำเพียงแค่ "รู้" เท่านั้นครับ

 จากคุณ : กอบ [ 26 ม.ค. 2547 / 11:59:45 น. ]
     [ IP Address : 202.57.167.233 ]


 ความคิดเห็นที่ 115 : (omega)

นิพพานเป็นเมืองหรือไม่เป็นเมืองนั้น
คือคำถามที่ถามคนพาลและขลาดเขลาอย่างคุณกำลังฟุ้ง

คุณไม่ต้องมาอ้างว่าผมนั้นเห็นว่านิพพานเป็นเมืองหรอกครับ
ผมยังไม่ได้แสดงความเห็นผมในส่วนนั้นออกมาเลย
ตัวคุณเองต่างหากที่กล่าวหาและติเตียนพระสงฆ์ไว้
แต่กลับไม่กล้าแสดงความคิดเห็นของตนเองเมื่อถูกถาม

แล้วอย่างนี้คุณจะมีหน้ามาแสดงความเห็นอีกหรือ

เปรียบเหมือนผมไปแสดงความเห็นติเตียนความเห็นผู้อื่นเอาไว้ว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้มีความเห็นผิดเป็นต้น
แต่พอมีคนถามกลับว่า เอ้าแล้วความเห็นของเจ้าละเป็นอย่างไร
กลับตอบไม่ได้
กลับไม่กล้าแสดงความเห็น

คุณคิดว่าตัวคุณยังมีหน้ามาแสดงความคิดเห็นอีกหรือครับ
คุณไม่ต้องกล่าวถึงความเห็นของผมหรือของใครเลย
เอาความเห็นของคุณเองนั่นแหละ

ถ้าผมกล้าติเตียนความเห็นผู้อื่นเอาไว้
เวลาเขาถามกลับว่าแล้วความเห็นของตัวเองเป็นอย่างไร
ผมจะกล้าตอบครับ
แต่ถ้าแม้แต่ผมเองก็ยังไม่รู้จริงในเรื่องนั้น
ผมไม่บังอาจไปทะลึ่งติเตียนความเห็นผู้อื่นเขาหรอกครับ
เพราะเขาจะหัวเราะเยาะเอาง่ายๆว่า
อี่โธ่นึกว่าจะมีความรู้แค่ไหน ก็ไอ้แค่คนพาลที่มักง่ายเอาแต่ติเตียนผู้อื่น
แต่พอถูกถามก็หดหัวเป็นลูกเต่าไม่สามารถตอบได้

อายครับอายจริงๆ
ธรรมของพระองค์เปิดเผยไม่ต้องคอยหลบหลบซ่อนๆอย่างคุณหรอกครับ

 จากคุณ : omega [ 26 ม.ค. 2547 / 12:04:42 น. ]
     [ IP Address : 203.145.8.133 ]


 ความคิดเห็นที่ 116 : (กำลังฟุ้ง)

ความเห็นว่านิพพานเป็นเมืองเข้าได้ออกได้เป็นมิจฉาทิฏฐิ...

เป็นความจริงที่ชาวพุทธไม่อาจปฏิเสธได้

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 26 ม.ค. 2547 / 23:58:12 น. ]
     [ IP Address : 202.133.162.28 ]


 ความคิดเห็นที่ 117 : (กำลังฟุ้ง)

ความเห็นว่านิพพานเป็นเมืองเข้าได้ออกได้เป็นมิจฉาทิฏฐิจริง
พระฤาษีลิงดำสอนว่านิพพานเป็นเมืองจริงหรือไม่ทุกคนก็รู้อยู่

เป็นความจริงที่ชาวพุทธไม่อาจปฏิเสธได้ แม้ว่า Omega ผู้โง่เขลาจะพยายามเบี่ยงประเด็นเพียงใด แต่ความจริงที่ว่าการสอนนิพพานเป็นเมืองเป็นมิจฉาทิฏฐิ และพระฤาษีลิงดำสอนนิพพานเป็นเมือง มีใครปฏิเสธได้บ้าง?

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 27 ม.ค. 2547 / 00:05:15 น. ]
     [ IP Address : 202.133.162.28 ]


 ความคิดเห็นที่ 118 : (กำลังฟุ้ง)

ความเห็นว่านิพพานเป็นเมืองเข้าได้ออกได้เป็นมิจฉาทิฏฐิจริง

เป็นความจริงที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ แม้แต่คุณดังตฤณ

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 27 ม.ค. 2547 / 00:06:34 น. ]
     [ IP Address : 202.133.162.28 ]


 ความคิดเห็นที่ 119 : (omega)

ก็ตัวมันเองมันยังไม่รู้เลยว่านิพพานเป็นยังไง
ตัวมันเองมันยังไม่กล้าแสดงความเห็นของมันเลยว่านิพพานเป็นไง

เห็นความโง่ของมันกันแล้วนะครับ

 จากคุณ : omega [ 27 ม.ค. 2547 / 18:04:38 น. ]
     [ IP Address : 169.210.1.138 ]


 ความคิดเห็นที่ 120 : (ลูกรักหลวงพ่อ)

ถึงคุณพี่ omega

ถ้าเป็นลูกหลานหลวงพ่อจริง  ผมว่าพี่หยุดได้แล้วละครับ  สิ่งใดอธิบายได้ ก็อธิบายกันไป  อธิบายแล้ว  เขาไม่รับ ไม่ต้องไปแค้นใจ  ใครทำสิ่งใดไว้  สิ่งนั้นเป็นเหตุ  เมื่อถึงเวลา ผลมันก็ตามมาเอง 

ไม่ต้องไปเถียงแล้ว  เถียงกันมาเกือบ 10 วันแล้ว  ไม่มีประโยชน์อะไร  ถ้าพี่เป็นลูกหลานหลวงพ่อจริง  หลวงพ่อเน้น ให้ปฏิบัติ จนรู้ผล  ไม่ใช่ มานั่งเถียงชาวบ้าน  ให้เขาเชื่อ  เขาจะเชื่อ เราก็ไม่ได้บรรลุนิพพาน  เขาไม่เชื่อ เราก็ไม่ได้ดีอะไรขึ้นมา   ปฏิบัติตน  ให้ดี ให้ผ่องใส ทำใจให้ว่าง ว่างจากกิเลส  หากเรายังไม่ถึงซึ่ง พระอริยเจ้าตั้งแต่ พระโสดาบันแล้วไซร้  คงเลวไม่ต่างกันมากนัก  เพราะยังมีโอกาสตกนรกอยู่เช่นกัน

วางมานะและทิฏฐิ  ทั้งหลายให้หมด  หลวงพ่อจะดีใจกว่านี้ ถ้าลูกหลานท่านถึงฝั่งคือ พระนิพพานได้  ไม่ใช่ มานั่งกลัดกลุ้มว่าจะ ด่าสู้กับมันยังไงดี  โมโหเขา จะเอาอะไรมายืนยัน  จะใช้คำใดดี ที่มันอ่านแล้วจะได้เจ็บ แสบ ไปถึงกึ๋น   อีกกระทู้หนึ่งก็หนัก  มีด่าว่าประมาณ สัตว์นรก และก็ มารศาสนา  เห็นแล้วก็กลุ้มใจแทน  แต่เจ้านั้นกำลังใจดีมาก  ไม่ออกมาด่าตอบโต้  ก็ดีไปอย่างนะครับ จะได้ไม่ต้องไปทะเลาะกันมาก 

 จากคุณ : ลูกรักหลวงพ่อ [ 28 ม.ค. 2547 / 09:32:43 น. ]
     [ IP Address : 203.51.108.105 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!