ถามคุณดังตฤณ
 เนื้อความ :

ความเห็นว่านิพพานเป็นเมืองเข้าได้ออกได้เป็นมิจฉาทิฏฐิใช่หรือไม่? อย่าอ้อมค้อมอีกเลยครับ

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 18 ม.ค. 2547 / 22:57:19 น. ]
     [ IP Address : 202.133.161.126 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (โป)

ขออนุญาตอีกครั้งนะครับ...............................
หากใจใส...............จะไม่มีมิจฉาหรือไม่มิจฉา
เพราะหากมิจฉา.....เราก็วาง.... ไม่มิจฉาเราก็วาง
ใจใส .....มีสติ  จะไม่จับอารมณ์จนเกิดอารมณ์
ใจจะแตะปล่อย
แตะปล่อย.........
จะไม่พูดว่า  นิพพานเป็นเมืองหรือไม่ใช่เมือง
แต่จะพูดว่า......ใจส่งออกนอก
ลืมดูใจตนเอง.................................

 จากคุณ : โป [ 18 ม.ค. 2547 / 23:15:26 น. ]
     [ IP Address : 203.113.44.8 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (กำลังฟุ้ง)

ผมบอกแล้วว่าอย่าอ้อมค้อมอีกเลย พรุ่งนี้จะมาอ่านคำตอบครับ หวังว่าคงได้รับคำตอบชัดๆจากคุณดังตฤณ...

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 18 ม.ค. 2547 / 23:21:22 น. ]
     [ IP Address : 202.133.161.126 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (นิพ)

ผมตอบแทนพี่ดังตฤณแบบตรงๆเลยนะครับ ^_^
คือว่าพี่ดังตฤณท่านจะไม่มีความเห็นขัดกับพระพุทธองค์หรอกครับ
พระพุทธองค์ตรัสอย่างไรไว้พี่เขาก็เห็นด้วยเช่นนั้น ดังนั้นถ้าอยากทราบ
ว่าพี่เขาเห็นยังไง ก็ลองค้นพระไตรปิฎกดูสิครับว่ามีพระสูตรใด
พระศาสดากล่าวว่านิพพานเป็นเมืองไว้หรือไม่ครับ???

พระสูตรต่างๆพระไตรปิฎกคือตัวแทนพระศาสดาในการตัดสิน
ความถูกต้องของธรรมต่างๆที่สงสัยได้อยู่แล้วครับ ^_^

 จากคุณ : นิพ [ 18 ม.ค. 2547 / 23:43:53 น. ]
     [ IP Address : 203.107.209.141 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (ปัจจัตตัง)

ขอแสดงความคิดเห็นหน่อยครับ.....
ทำไมไม่ปฏิบัติให้เห็น....ให้รู้ล่ะครับ
เพราะว่าความสงสัยจะไม่หมดไปโดยการ...รับฟัง
หรือการอ่านการคิด เพราะพระพุทธศาสนาท่านสอนให้เห็นด้วยปัญญาบางครั้งท่านบอกมาเราก็ไม่หายสงสัยอยู่เหมือนเดิม....อาจจะเพิ่มความสงสัยขึ้นด้วยซ้ำ
อย่ามัวสงสัยอยู่เลยครับ...เพราะความสงสัยจะไม่หมดไปจากการ...คิด...
การอ่าน...การฟัง... แต่การสงสัยจะหมดไปโดยการปฏิบัติให้รู้แจ้งเห็นจริง
อย่าไปมัวคิดถึงผลที่จะเกิดขึ้นอยู่เลยครับ พระท่านสอนให้ทำเหตุ...ผลก็จะตามมาเองครับ ขอให้ท่านปฏิบัติให้มาก ๆ เจริญให้มาก ๆ ธรรมจะมีแด่ท่าน
... ขอความเจริญในธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจงมีแก่ทุกท่าน

 จากคุณ : ปัจจัตตัง [ 19 ม.ค. 2547 / 00:29:08 น. ]
     [ IP Address : 10.7.9.197 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (3จุด)

สมมติถามผม
ผมก็คงบอกว่ามิจฉาแน่ๆ แต่นั่นแหละมันก็แค่ความเห็นของผม คนที่ไม่เห็นด้วยก็ต้องถามอีกว่ารู้ได้ไง เอาหลักฐานมาอ้างสิ สมมติยึดพระไตรปิฎกอย่างคุณนิพว่า แล้วผมอ้างว่าไม่มีในพระไตรปิฎก ก็เชื่อเถอะว่าคนที่เขาเชื่อคงจะไปค้นหาท่อนใดท่อนหนึ่งมาตีความว่ามันมี หรือไม่ถ้าหาไม่เจอจริงๆ ก็คงจะบอกว่า ไม่ได้กล่าวว่ามี ไม่ได้แสดงว่าไม่มี (ว้า...ผมฟุ้งไปรึป่าว) แล้วก็จะเถียงกันไปไม่มีที่สิ้นสุด
สรุปคือ แม้เป็นเรื่องจริง ถ้าไม่มีประโยชน์ ก็ไม่สมควรพูด
ถ้าเป็นเรื่องจริง มีประโยชน์ จึงพูดโดยดูกาละเทศะ

 จากคุณ : 3จุด [ 19 ม.ค. 2547 / 01:05:23 น. ]
     [ IP Address : 203.113.76.75 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (โฆษกนิมมาน)

เมื่อไม่กี่ปีมานี้ทะเลาะกันมากเรื่องพระอรหันต์มีจริง ไม่มีจริงในสมัยปัจจุบัน ตอนนี้ไม่ค่อยจะมีคนค้านแล้ว มาถึงตอนนี้มาถกกันเรื่องนิพพานสูญไม่สูญ ก็ดีอย่างถกกันด้วยเหตุด้วยผล เพราะคนเรามีปัญญาไม่เสมอกัน มีบารมีแตกต่างกัน มีโลภ โกรธ หลง ก็ไม่เสมอกันอีก ดังนั้นนิพพานจะเป็นยังไงไม่ค่อยจะสนใจเท่าไหร่ แต่พระพุทธองค์ท่านตรัสว่าถ้าไม่อยากเวียนว่าย ตายเกิด ในสังสารวัฎให้ ทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้ผ่องใส ก็จะได้ไปอยูที่นิพพานดินแดนแห่งบรมสุขก้เชื่อพระองค์แล้วกัน ถ้าท่านไม่เห็นว่าดีกว่าภพทั้งหลายท่านคงไม่สอนเช่นนั้น ถ้าไปอยู่แล้ว ลอยต่องแต่งเสวยความสุขเหมือนอรูปพรหมหมดวาสนาบารมีก็หล่นตุ๊บลงมาใหม่ก็คงไม่น่าสนใจนะครับ   แต่ถ้าถามเกี่ยวกับสวรรค์ชั้นนิมมานรดี มาถามผมนี่ ไปมาแล้วเกือบทุกชาติ หลังจากสร้างบารมีที่มนุษย์เสร็จหมดวาระก็ไปพักอยู่ชั้นนี้แหละเป็นโฆษกเทพบุตร มีหน้าที่ประกาศข่าวสาร ให้ท่านเทพทั้งหลายรับรู้ แต่ไม่ค่อยพักนานหรอก ขึ้นไปแป๊บเดียว ชวนกันลงมาสร้างบารมีต่อ แต่ตั้งใจจะขึ้นไปสูงที่สุดนั่นแหละ กำลังเร่งเดินอยู่ถึงไม่ถึงก็ไม่เป็นไร ได้แค่ไหนก็แค่นั้น  แต่ให้เป็นอรูปพรหมไม่เอาเสียเวลา เลือกเอามนุษย์กับสวรรค์ หรือมนุษย์ไปนิพพานเลยดีกว่า จบกิจศาสนาจบแล้วจบเลย     

 จากคุณ : โฆษกนิมมาน [ 19 ม.ค. 2547 / 06:10:16 น. ]
     [ IP Address : 203.148.187.132 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (tuy)

ช่างมันเห้อ ขุนมันไม่ขึ้นหรอกเนี้ย ปล่อยมันไปเถอะ มันจะลงขุมไหนก็เรื่องของมัน

 จากคุณ : tuy [ 19 ม.ค. 2547 / 08:11:36 น. ]
     [ IP Address : 203.113.60.14 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (ดังตฤณ)

ถ้าได้ยินว่านิพพานคือมหาสมุทรแห่งความว่าง
ปราศจากนิมิต ปราศจากที่ตั้ง ผมฟังแล้วจะสบายใจนะครับ
แต่ก็ไม่อยากทำความอึดอัดให้กับใครด้วยความเห็นของผมเลย

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 19 ม.ค. 2547 / 09:14:09 น. ]
     [ IP Address : 202.133.162.241 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (นกเอี้ยง)

เคยนะคะ เคย..... เคยคิดทำนองเดียวกับคุณฟุ้งละค่ะ ขนาดที่เล่นเอาเลิกเรียน"รู้" ไปเลย เคยไปถามท่านผู้หนึ่งท่านก็บอกว่าให้ดูสงสัยไปเลย เรื่องอื่นไม่ต้องสนใจ เหอะๆ ตอนนั้นมันก็ดื้อเนอะ แต่ว่าอยู่ดีๆ มันก็จางและก็หายไปเองโดยนานๆ ครั้งก็จะโผล่มาถามอีกที แต่ไม่เหมือนก่อน เพราะมันก็เหมือนมีอะไรมาแทรกด้วยความรวดเร็วว่าทำไปเหอะ เรียนไปเหอะ อยากจะรู้ว่ามีจริงไหม ก็ทำไปเลย เอาให้มันแจ้งใจไปเลยอย่างที่ "คุณปัจจัตตัง" กล่าวไว้ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าการเรียนไปเหอะนี่ มันก็ไม่ง่ายอย่างที่ตัวเองอยากจะให้เป็น เคยนึกท้อไปแล้วคิดจะเลิกเหมือนกัน และก็บางครั้งเหมือนกันที่คำถามจะเข้ามาตอนท้อเหมือนจะย้ำให้เลิก ซึ่งก็เออเนอะ มันก็ทำได้จริงๆ เป็นพักๆ  ถ้าไม่ใช่เพราะเคยพบกับคำว่าโล่งสบายอย่างที่ตัวเองไม่เคยพานพบมาตลอดชั่วอายุเท่านี้อันเป็นผลจากการเรียน "รู้"แล้วละก็ ป่านนี้ก็คงยอมสยบกับคำถามแบบนั้นไปแล้วละค่ะ คุณกำลังฟุ้ง

 จากคุณ : นกเอี้ยง [ 19 ม.ค. 2547 / 09:19:10 น. ]
     [ IP Address : 10.1.60.0 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (กำลังฟุ้ง)

อุตส่าห์โยนเผือกร้อนมาให้ คุณดังตฤณก็ไม่ยอมรับเสียนี่ เพราะเห็นว่าคนที่จะพอรับเผือกร้อนก้อนนี้ได้ในลานธรรมคงมีเพียงคุณดังตฤณนั่นแหละครับ ตอบแบบนี้เผือกร้อนอีกหลายก้อนก็พลอยไม่ได้โยนไปให้กันพอดี ว่าแต่กองไฟมิจฉาทิฏฐิที่มารศาสนาเริ่มเผยแพร่มีเยอะแล้วนะครับ...ไว้ผมจะโยนเผือกร้อนให้คุณดังตฤณอีกเป็นคราวๆละกัน

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 19 ม.ค. 2547 / 09:26:34 น. ]
     [ IP Address : 202.133.162.56 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (varyada)

ถ้าเป็นนักวิ่งมาราธอนยังไม่ทันเข้าจุดสตาร์ทเลยก็สงสัยเสียแล้วว่าถ้าวิ่งไปจะพบเส้นชัยหรือเปล่า กับนักวิ่งอีกคนไม่สงสัยแต่รู้ว่าวิ่งไปตามทางที่เขากำหนดไปเรื่อยๆ คงต้องพบเส้นชัยแน่ไม่ช้าก็เร็ว

 จากคุณ : varyada [ 19 ม.ค. 2547 / 09:33:37 น. ]
     [ IP Address : 142.1.20.8 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (ศิษย์ อ.)


ขอบคุณคุณครับคุณดังฤตณ

การนึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า เป็น พุทธานุสสติแบบสุขวิปัสสโก

การนึกถึงพระพุทธรูป เป็นพุทธานุสติแบบเตวิชโช

การนึกถึงพระนิพพาน เป็นอุปสมานุสติแบบสุขวิปัสสโก

การนึกถึงดินแดนพระนิพพาน เป็นอุปสมานุสติแบบเตวิชโช ถึง ฉฬภิญโญ

เทียบเคียงพุทธดำรัสดูได้นะครับ



 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 19 ม.ค. 2547 / 09:35:37 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.13 ]


 ความคิดเห็นที่ 13 : (นกเอี้ยง)

คุณกำลังฟุ้งนี่ท่านทางไม่ฟุ้งนะคะ เพราะถ้าต้องการโยนเผือกร้อนแบบมีเจตนาแบบนี้แสดงว่าต้องการคำตอบที่น่าจะให้เป็นไปในทางเพื่อพระพุทธศาสนา แต่
^-^ก็ทราบเนอะคะว่าครูดังตฤณ ท่านไม่ค่อยอยากตอบคำถามแบบนี้ ซึ่งคิดว่าคุณกำลังฟุ้งน่าจะเข้าใจดีที่สุดนะคะ เพราะเป็นคนโยนมาให้ท่านแบบจงใจ ^_^
ขอให้เจริญในธรรมและในการกระทำด้วยค่ะ^_______________________^

 จากคุณ : นกเอี้ยง [ 19 ม.ค. 2547 / 09:36:07 น. ]
     [ IP Address : 10.1.60.0 ]


 ความคิดเห็นที่ 14 : (ศิษย์ อ.)


พระธรรมเกษีพุทธะ

หลวงพ่อตอบปัญหา
เรื่องพระอริยะบุคคล
ผู้ถาม:- กระผมอยากทราบว่า พระโสดาบันกับพระอรหันต์นั้น เขาใช้เครื่องวัดอย่างไรครับ?
หลวงพ่อ:-เขาใช้หลักกิโลเมตร เป็นเครื่องวัด...อ้าว! จริงๆ คือว่าการปฏิบัติให้เป็นพระอริยะ คือ ตั้งแต่พระโสดาบันถึงพระอรหันต์นี่นะ ถ้าถึงพระโสดาบัน มันยาว ๓ กิโลเมตร ถ้าถึงพระอรหันต์ก็ยาว ๑๐ กิโลเมตร เอ๊ะ! แย่ไหม คุณถามเครื่องวัดนี่ แต่ว่าเครื่องวัดในทีนี้ไม่ได้หมายความว่าจะเอาเชือกไปวัด หรือว่าเอาอะไรเข้าไปวัด ต้องวัดด้วย "คุณธรรมที่ละ" เครื่องวัดมีอย่างนี้ คือว่า พระโสดาบัน กับ พระสกิทาคามี จะต้องละความชั่ว ๓ อย่าง คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส สำหรับ สักกายทิฏฐิ พระโสดาบันกับพระสกิทาคามี จะมีความรู้สึกตัวอยู่เสมอว่าเราเกิดมาเพื่อตาย จะไม่มีความประมาทในชีวิต จะคิดทำความดีอยู่เสมอ วิจิกิจฉา ไม่สงสัยในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า โดยใช้ปัญญาพิจารณา และประการที่ ๓ มีศีล ๕ บริสุทธิ์ นี่เขาเรียกกันว่า "พระโสดาบัน" หรือ "พระสกิทาคามี" สำหรับ พระอรหันต์ ต้องละกิเลส ๑๐ ข้อ คือต่อไปอีก ๗ ข้อ ได้แก่ 
ละกามราคะ คือไม่ยินดีในรูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย สัมผัสระหว่างเพศ

ละปฏิฆะ คือ ไม่มีความโกรธ ไม่มีความพยาบาท

ละรูปราคะ ไม่ติดอยู่ในรูปฌาน

ละอรูปราคะ ไม่ติดอยู่ในอรูปฌาน

ละมานะ ไม่ถือตัวถือตน

ละอุทธัจจะ ไม่มีอารมณ์ฟุ้งซ่าน

ละอวิชชา ตัดความโง่ทิ้งไปให้หมด รวมเป็น ๑๐ อย่าง ถ้าตัดได้ทั้ง ๑๐

อย่างนี้เป็นพระอรหันต์ นี่เป็นเครื่องวัด
จากหนังสืออริยะบุคคล
หลวงพ่อพระราชพรหมยาน

 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 19 ม.ค. 2547 / 09:37:14 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.13 ]


 ความคิดเห็นที่ 15 : (ดังตฤณ)

เรื่องเกี่ยวกับนิพพานนี้
แม้พระพุทธองค์ท่านก็ไม่ค่อยตรัสถึงบ่อยนัก
เพราะท่านว่าจะทำให้ฟุ้งซ่านเปล่า สงสัยลังเลเปล่า
ผมอยากให้ชาวพุทธทำไว้ในใจโดยแยบคายตามพระศาสดา
คือท่านบอกให้คิดว่านิพพานเป็นสุข สังสารวัฏเป็นทุกข์
และท่านให้คำนึงถึงวิธีดับไฟมากกว่าสนใจว่าดับแล้วเป็นอย่างไร

จากที่คบหากับเพื่อนพุทธบริษัทด้วยกันมาระยะหนึ่ง
ผมเห็นว่าปัญหาเกี่ยวกับนิพพานและมรรคผลจะไม่ยุติในยุคเรา
เมื่อศึกษาสืบย้อนกลับไปในอดีตก็พบว่าปัญหานี้ไม่ได้เริ่มในยุคเรา
ดังนั้นจึงเข้าใจว่าเหตุใดพระพุทธองค์จึงไม่ตรัสเกี่ยวกับเรื่องละเอียดอ่อนบ่อยนัก
แต่ก่อนจะนึกเสมอครับ ทำไมท่านไม่แสดงไว้ชัดๆ
ทำไมท่านไม่จาระไนรายละเอียดสวรรค์ไว้มากๆ
เอาแบบจะจะชนิดไม่ต้องคาดเดากันอีก
สงสัยว่าทำไมท่านมุ่งเน้นแต่ข้อปฏิบัติ ปฏิบัติ และปฏิบัติ
ต่อมาเมื่อเห็นคนหลายอัธยาศัย หลายแขนง หลายพื้นภูมิเข้า
ก็ถึงบางอ้อ และอยากดำเนินรอยตามบาทพระศาสดาเช่นกันครับ
คือยินดีเฉพาะเรื่องของเหตุแห่งทุกข์ และความดับที่ถูกต้องแห่งทุกข์
ทุกวันนี้เห็นตัวเองทุกข์น้อยลงบ้างก็ดีใจแล้วครับ
ยังไม่ใช่ผู้มีความน่าเชื่อถือพอจะเป็นหลักอ้างอิงในเรื่องที่โลกเขายังเถียงกัน
แต่ขณะเดียวกันก็เข้าใจเจตนาอันดีของคุณกำลังฟุ้งนะครับ
สหายธรรมด้วยกันทั้งนั้น

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 19 ม.ค. 2547 / 09:43:42 น. ]
     [ IP Address : 202.133.162.241 ]


 ความคิดเห็นที่ 16 : (ศิษย์ อ.)

พระจูฬปันถกเถระเอตทัคคะผู้ชำนาญในมโนมยิทธิ
พุดำรั:- ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมนิรมิตกายอื่นจากกายนี้ มีรูปเกิดแต่ใจ มีอวัยวะน้อยใหญ่ครบถ้วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง..... เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงชักไส้ออกจากหญ้าปล้อง ...... สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่
ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมได้ยินเสียงสองชนิด คือเสียงทิพย์ และเสียงมนุษย์....... ย่อมกำหนดรู้ใจของสัตว์อื่น ของบุคคลอื่นด้วยใจ..... ย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก....... ย่อมเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติ..... ย่อมทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะสิ้นไป ....... สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่
                 ดูก่อนอุทายี ธรรมห้าประการนี้แล เป็นเหตุให้สาวกทั้งหลายของเราสักการะ เคารพ นับถือ บูชาแล้วพึ่งเราอยู่
มหาสกุลุทายิสูตร

 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 19 ม.ค. 2547 / 09:43:45 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.13 ]


 ความคิดเห็นที่ 17 : (ศิษย์ อ.)

เทียบพระไตรปิกฎนะครับ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๙  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑  ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค

มโนมยิทธิญาณ
        [๑๓๒] ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส
อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อนิรมิต รูปอันเกิด
แต่ใจ คือนิรมิตรกายอื่นจากกายนี้ มีรูปเกิดแต่ใจ มีอวัยวะน้อยใหญ่ครบถ้วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง
ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงชักไส้ออกจากหญ้าปล้อง เขาจะพึงคิดเห็นอย่างนี้ว่า
นี้หญ้าปล้อง นี้ไส้ หญ้าปล้องอย่างหนึ่ง ไส้อย่างหนึ่ง ก็แต่ไส้ชักออกจากหญ้าปล้องนั่นเอง
อีกนัยหนึ่ง เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงชักดาบออกจากฝัก เขาจะพึงคิดเห็นอย่างนี้ว่า นี้ดาบ นี้ฝัก
@๑. ญาณทัสสนะ เป็นชื่อของญาณชั้นสูง คือมรรคญาณ ผลญาณ สัพพัญญุตญาณ ปัจจ-
@   เวกขณญาณ และวิปัสนาญาณ ฯ
@๒. ได้แก่ธาตุ ๔ คือ ดิน, น้ำ, ไฟ, ลม ฯ
ดาบอย่างหนึ่ง ฝักอย่างหนึ่ง ก็แต่ดาบชักออกจากฝักนั่นเอง อีกนัยหนึ่ง เปรียบเหมือนบุรุษ
จะพึงชักงูออกจากคราบ เขาจะพึงคิดเห็นอย่างนี้ว่า นี้งู นี้คราบ งูอย่างหนึ่ง คราบอย่างหนึ่ง
ก็แต่งูชักออกจากคราบนั่นเอง ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว
ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว อย่างนี้ เธอย่อม
โน้มน้อมจิตไปเพื่อนิรมิตรูปอันเกิดแต่ใจ คือนิรมิตกายอื่นจากกายนี้ มีรูปเกิดแต่ใจ มีอวัยวะ
น้อยใหญ่ครบถ้วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง ดูกรมหาบพิตร นี้แหละสามัญผลที่เห็นประจักษ์
ทั้งดียิ่งกว่า ทั้งประณีตกว่าสามัญผลที่เห็นประจักษ์ข้อก่อนๆ.
อิทธิวิธญาณ
        [๑๓๓] ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส
อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว อย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่ออิทธิวิธี เธอบรรลุ
อิทธิวิธีหลายประการ คือ คนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ ทำให้ปรากฏ
ก็ได้ ทำให้หายก็ได้ ทะลุฝากำแพงภูเขาไปได้ไม่ติดขัดเหมือนไปในที่ว่างก็ได้ ผุดขึ้นดำลง
แม้ในแผ่นดินเหมือนในน้ำก็ได้ เดินบนน้ำไม่แตกเหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้ เหาะไปในอากาศ
เหมือนนกก็ได้ ลูบคลำพระจันทร์พระอาทิตย์ซึ่งมีฤทธิ์มีอานุภาพมากด้วยฝ่ามือก็ได้ ใช้อำนาจ
ทางกายไปตลอดพรหมโลกก็ได้ ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนช่างหม้อหรือลูกมือของช่างหม้อ
ผู้ฉลาด เมื่อนวดดินดีแล้ว ต้องการภาชนะชนิดใดๆ พึงทำภาชนะชนิดนั้นๆ ให้สำเร็จได้
อีกนัยหนึ่ง เปรียบเหมือนช่างงาหรือลูกมือของช่างงาผู้ฉลาด เมื่อแต่งงาดีแล้ว ต้องการเครื่องงา
ชนิดใดๆ พึงทำเครื่องงาชนิดนั้นๆ ให้สำเร็จได้ อีกนัยหนึ่ง เปรียบเหมือนช่างทองหรือลูกมือ
ของช่างทองผู้ฉลาด เมื่อหลอมทองดีแล้ว ต้องการทองรูปพรรณชนิดใดๆ พึงทำทองรูปพรรณ
ชนิดนั้นๆ ให้สำเร็จได้ ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส
ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว อย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไป
เพื่ออิทธิวิธี เธอบรรลุอิทธิวิธีหลายประการ คือ คนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนเป็นคนเดียว
ก็ได้ ทำให้ปรากฏก็ได้ ทำให้หายไปก็ได้ ทะลุฝากำแพงไปได้ ไม่ติดขัดเหมือนไปในที่ว่างก็ได้
ผุดขึ้นดำลงในแผ่นดินเหมือนในน้ำก็ได้ เดินบนน้ำไม่แตกเหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้ เหาะไป
ในอากาศเหมือนนกก็ได้ ลูบคลำพระจันทร์พระอาทิตย์ ซึ่งมีฤทธิ์มีอานุภาพมากด้วยฝ่ามือก็ได้
ใช้อำนาจทางกายไปตลอดพรหมโลกก็ได้ ดูกรมหาบพิตร นี้แหละสามัญผลที่เห็นประจักษ์ ทั้งดี
ยิ่งกว่า ทั้งประณีตกว่าสามัญผลที่เห็นประจักษ์ข้อก่อนๆ.
ทิพยโสตญาณ
        [๑๓๔] ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากกิเลส อ่อน
ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อทิพยโสตธาตุ เธอย่อม
ได้ยินเสียง ๒ ชนิด คือเสียงทิพย์และเสียงมนุษย์ ทั้งที่อยู่ไกลและใกล้ด้วยทิพยโสตธาตุ อัน
บริสุทธิ์ล่วงโสตของมนุษย์ ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนบุรุษเดินทางไกล เขาจะพึงได้ยินเสียง
กลองบ้าง เสียงตะโพนบ้าง เสียงสังข์บ้าง เสียงบัณเฑาะว์บ้าง เสียงเปิงมางบ้าง เขาจะพึง
เข้าใจว่า เสียงกลองดังนี้บ้าง เสียงตะโพนดังนี้บ้าง เสียงสังข์ดังนี้บ้าง เสียงบัณเฑาะว์ดังนี้บ้าง
เสียงเปิงมางดังนี้บ้าง ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส
ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว อย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไป
เพื่อทิพยโสตธาตุ เธอย่อมได้ยินเสียง ๒ ชนิด คือเสียงทิพย์และเสียงมนุษย์ ทั้งที่อยู่ไกล
และใกล้ด้วยทิพยโสตธาตุอันบริสุทธิ์ล่วงโสตของมนุษย์ ดูกรมหาบพิตร นี้แหละสามัญผลที่
เห็นประจักษ์ ทั้งดียิ่งกว่า ทั้งประณีตกว่าสามัญผลที่เห็นประจักษ์ข้อก่อนๆ.
เจโตปริยญาณ
        [๑๓๕] ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส
อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อเจโตปริยญาณ
เธอย่อมกำหนดรู้ใจของสัตว์อื่น ของบุคคลอื่นด้วยใจ คือจิตมีราคะ ก็รู้ว่าจิตมีราคะ หรือจิต
ปราศจากราคะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากราคะ จิตมีโทสะ ก็รู้ว่าจิตมีโทสะ หรือจิตปราศจากโทสะ
ก็รู้ว่าจิตปราศจากโทสะ จิตมีโมหะ ก็รู้ว่าจิตมีโมหะ หรือจิตปราศจากโมหะ ก็รู้ว่าจิตปราศจาก
โมหะ จิตหดหู่ ก็รู้ว่าจิตหดหู่ หรือจิตฟุ้งซ่าน ก็รู้ว่าจิตฟุ้งซ่าน จิตเป็นมหรรคต ก็รู้ว่าจิตเป็น
มหรรคต หรือจิตไม่เป็นมหรรคต จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ว่าจิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า หรือจิตไม่มีจิตอื่น
ยิ่งกว่า ก็รู้ว่าจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า จิตเป็นสมาธิ ก็รู้ว่าจิตเป็นสมาธิ หรือจิตไม่เป็นสมาธิ
ก็รู้ว่าจิตไม่เป็นสมาธิ จิตหลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตหลุดพ้น หรือจิตไม่หลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตไม่หลุดพ้น
ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนหญิงสาวชายหนุ่มที่ชอบการแต่งตัว เมื่อส่องดูเงาหน้าของตน
ในกระจกอันบริสุทธิ์สะอาด หรือในภาชนะน้ำอันใส หน้ามีไฝ ก็จะพึงรู้ว่าหน้ามีไฝ หรือหน้า
ไม่มีไฝ ก็จะพึงรู้ว่าหน้าไม่มีไฝ ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว
ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อม
จิตไปเพื่อเจโตปริยญาณ เธอย่อมกำหนดรู้ใจของสัตว์อื่นของบุคคลอื่นด้วยใจ คือจิตมีราคะ
ก็รู้ว่าจิตมีราคะ หรือจิตปราศจากราคะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากราคะ จิตมีโทสะ ก็รู้ว่าจิตมีโทสะ
หรือจิตปราศจากโทสะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากโทสะ จิตมีโมหะ ก็รู้ว่าจิตมีโมหะ หรือจิตปราศจาก
โมหะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากโมหะ จิตหดหู่ ก็รู้ว่าจิตหดหู่ หรือจิตฟุ้งซ่าน ก็รู้ว่าจิตฟุ้งซ่าน
จิตเป็นมหรรคต ก็รู้ว่าจิตเป็นมหรรคต หรือจิตไม่เป็นมหรรคต ก็รู้ว่าจิตไม่เป็นมหรรคต จิตมีจิตอื่น
ยิ่งกว่า ก็รู้ว่าจิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า หรือจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ว่าจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า จิตเป็นสมาธิ
ก็รู้ว่าจิตเป็นสมาธิ หรือจิตไม่เป็นสมาธิ ก็รู้ว่าจิตไม่เป็นสมาธิ จิตหลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตหลุดพ้น
หรือจิตไม่หลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตไม่หลุดพ้น ดูกรมหาบพิตร นี้แหละสามัญผลที่เห็นประจักษ์
ทั้งดียิ่งกว่า ทั้งประณีตกว่าสามัญผลที่เห็นประจักษ์ข้อก่อนๆ.
ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ
        [๑๓๖] ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส
อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว อย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อบุพเพนิวาสานุสสติญาณ
เธอย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือ ระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง สามชาติบ้าง
สี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้าง สิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้าง สามสิบชาติบ้าง สี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบ
ชาติบ้าง ร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้าง แสนชาติบ้าง ตลอดสังวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอด
วิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดสังวัฏฏวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้างว่า ในภพโน้นเรามีชื่ออย่างนั้น
มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนด
อายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้วได้ไปเกิดในภพโน้น แม้ในภพนั้น เราก็ได้มีชื่ออย่างนั้น
มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนด
อายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้วได้ไปเกิดในภพนี้ เธอย่อมระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก
พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ ด้วยประการฉะนี้ ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงจาก
บ้านตนไปบ้านอื่น แล้วจากบ้านนั้นไปยังบ้านอื่นอีก จากบ้านนั้นกลับมาสู่บ้านของตนตามเดิม
เขาจะพึงระลึกได้อย่างนี้ว่า เราได้จากบ้านของเราไปบ้านโน้น ในบ้านนั้น เราได้ยืนอย่างนั้น
ได้นั่งอย่างนั้น ได้พูดอย่างนั้น ได้นิ่งอย่างนั้น เราได้จากบ้านแม้นั้นไปยังบ้านโน้น แม้ในบ้าน
นั้นเราก็ได้ยืนอย่างนั้น ได้นั่งอย่างนั้น ได้พูดอย่างนั้น ได้นิ่งอย่างนั้น แล้วเรากลับจากบ้านนั้น
มาสู่บ้านของตนตามเดิม ดังนี้ ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว
ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว อย่างนี้ ย่อมโน้มน้อม
จิตไปเพื่อบุพเพนิวาสานุสสติญาณ เธอย่อมระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือ ระลึกได้
หนึ่งชาติบ้าง สองชาติบ้าง สามชาติบ้าง สี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้าง สิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้าง
สามสิบชาติบ้าง สี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้าง ร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้าง แสนชาติบ้าง
ตลอดสังวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดสังวัฏฏกัปเป็นอันมาก
บ้างว่า ในภพโน้น เรามีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น
เสวยสุขทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้วได้ไปเกิดในภพโน้น
แม้ในภพนั้นเราก็มีชื่อนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุข
ทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้วได้มาเกิดในภพนี้ เธอย่อม
ระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ ด้วยประการฉะนี้ ดูกรมหาบพิตร
นี้แหละสามัญผลที่เห็นประจักษ์ ทั้งดียิ่งกว่า ทั้งประณีตกว่าสามัญผลที่เห็นประจักษ์ ข้อก่อนๆ.
จุตูปปาตญาณ
        [๑๓๗] ภิกษุนั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส
อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อรู้จุติและอุปบัติของ
สัตว์ทั้งหลาย เธอเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณ
ทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วง จักษุของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์
ผู้เป็นไปตามกรรมว่า สัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ติเตียนพระอริยเจ้า
เป็นมิจฉาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เขาย่อม
เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ส่วนสัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายสุจริต  วจีสุจริต มโนสุจริต
ไม่ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นสัมมาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจสัมมาทิฏฐิ เบื้องหน้าแต่ตาย
เพราะกายแตก เขาย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ดังนี้ เธอย่อมเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติ
เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุ
ของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม ด้วยประการฉะนี้ เปรียบเหมือนปราสาท
ตั้งอยู่ ณ ทาง ๓ แพร่งท่ามกลางพระนคร บุรุษผู้มีจักษุยืนอยู่บนปราสาทนั้น จะพึงเห็นหมู่ชน
กำลังเข้าไปสู่เรือนบ้าง กำลังออกจากเรือนบ้าง กำลังสัญจรเป็นแถวอยู่ในถนนบ้าง นั่งอยู่ที่ทาง
๓ แพร่งท่ามกลางพระนครบ้าง เขาจะพึงรู้ว่า คนเหล่านี้เข้าไปสู่เรือน เหล่านี้ออกจากเรือน
เหล่านี้สัญจรเป็นแถวอยู่ในถนน เหล่านี้นั่งอยู่ที่ทาง ๓ แพร่งท่ามกลางพระนคร ฉันใด ภิกษุ
ก็ฉันนั้นแล เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่
การงานตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว อย่างนี้ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อรู้จุติและอุปบัติของสัตว์ทั้งหลาย
เธอเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี
ตกยากด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมว่า
สัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นมิจฉาทิฏฐิ
ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เขาย่อมเข้าถึงอบาย
ทุคติ วินิบาต นรก ส่วนสัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไม่ติเตียน
พระอริยเจ้า เป็นสัมมาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจสัมมาทิฏฐิ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะ
กายแตก เขาย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ดังนี้ เธอย่อมเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติ
เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุ
ของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ ผู้เป็นไปตามกรรม ด้วยประการฉะนี้ ดูกรมหาบพิตร นี้แหละ
สามัญผลที่เห็นประจักษ์ ทั้งดียิ่งกว่า ทั้งประณีตกว่าสามัญผลที่เห็นประจักษ์ข้อก่อนๆ.
อาสวักขยญาณ
        [๑๓๘] ภิกษุนั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส
อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว อย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่ออาสวักขยญาณ
ย่อมรู้ชัดตามเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา  เหล่านี้
อาสวะ นี้อาสวสมุทัย นี้อาสวนิโรธ นี้อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา เมื่อเธอรู้เห็นอย่างนี้ จิตย่อม
หลุดพ้นแม้จากกามาสวะ แม้จากภวาสวะ แม้จากอวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ก็มีญาณว่า
หลุดพ้นแล้ว. รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่น
เพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี. ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนสระน้ำบนยอดเขาใสสะอาด ไม่ขุ่นมัว
บุรุษผู้มีจักษุยืนอยู่บนขอบสระนั้น จะพึงเห็นหอยโข่งและหอยกาบต่างๆ บ้าง ก้อนกรวดและ
ก้อนหินบ้าง ฝูงปลาบ้าง กำลังว่ายอยู่บ้าง หยุดอยู่บ้าง ในสระน้ำ เขาจะพึงคิดอย่างนี้ว่า
สระน้ำนี้ใสสะอาด ไม่ขุ่นมัว หอยโข่งและหอยกาบต่างๆ บ้าง ก้อนกรวดและก้อนหินบ้าง
ฝูงปลาบ้าง เหล่านี้กำลังว่ายอยู่บ้าง กำลังหยุดอยู่บ้าง ในสระน้ำนั้น ดังนี้ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้น
แล เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน
ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่ออาสวักขยญาณ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า
นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เหล่านี้ อาสวะ นี้อาสวสมุทัย
นี้อาสวนิโรธ นี้อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา เมื่อเธอรู้เห็นอย่างนี้ จิตย่อมหลุดพ้นแม้จากกามาสวะ
แม้จากภวาสวะ แม้จากอวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ก็มีญาณว่าหลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่าชาติ
สิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี
ดูกรมหาบพิตร นี้แหละสามัญผลที่เห็นประจักษ์ ทั้งดียิ่งกว่า ทั้งประณีตกว่าสามัญผลที่เห็น
ประจักษ์ข้อก่อนๆ ดูกรมหาบพิตร ก็สามัญผลที่เห็นประจักษ์ข้ออื่น ทั้งดียิ่งกว่า ทั้งประณีตกว่า
สามัญผลที่เห็นประจักษ์ข้อนี้ ย่อมไม่มี.
พระเจ้าอชาตศัตรูแสดงพระองค์เป็นอุบาสก
        [๑๓๙] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว พระเจ้าแผ่นดินมคธ พระนามว่า
อชาตศัตรู เวเทหีบุตร ได้กราบทูลพระดำรัสนี้กะพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก เปรียบ
เหมือนหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืดด้วยคิดว่า
ผู้มีจักษุจักเห็นรูป ดังนี้ ฉันใด พระผู้มีพระภาคทรงประกาศพระธรรมโดยอเนกปริยาย ฉันนั้น
เหมือนกัน ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันนี้ ขอถึงพระผู้มีพระภาค พระธรรมและพระสงฆ์ว่า
เป็นสรณะ ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงจำหม่อมฉันว่าเป็นอุบาสก ผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่
วันนี้เป็นต้นไป โทษได้ครอบงำหม่อมฉัน ซึ่งเป็นคนเขลา คนหลง ไม่ฉลาด หม่อมฉัน
ได้ปลงพระชนมชีพ พระบิดาผู้ดำรงธรรม เป็นพระราชาโดยธรรมเพราะเหตุแห่งความเป็นใหญ่
ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงรับทราบความผิดของหม่อมฉันโดยเป็นความผิดจริง เพื่อสำรวมต่อไป.
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า จริง จริง ความผิดได้ครอบงำมหาบพิตรซึ่งเป็นคนเขลา คนหลง
ไม่ฉลาด มหาบพิตรได้ปลงพระชนมชีพพระบิดาผู้ดำรงธรรม เป็นพระราชาโดยธรรม เพราะเหตุ
แห่งความเป็นใหญ่ แต่เพราะมหาบพิตรทรงเห็นความผิดโดยเป็นความผิดจริงแล้ว ทรงสารภาพ
ตามเป็นจริง ฉะนั้น อาตมภาพ ขอรับทราบความผิดของมหาบพิตร ก็การที่บุคคลเห็นความผิด
โดยเป็นความผิดจริง แล้วสารภาพตามเป็นจริงรับสังวรต่อไป นี้เป็นความชอบในวินัยของ
พระอริยเจ้าแล.
        [๑๔๐] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ท้าวเธอได้กราบทูลลาว่า ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ ถ้าเช่นนั้นหม่อมฉันขอทูลลาไปในบัดนี้ หม่อมฉันมีกิจมาก มีกรณียะมาก พระผู้มีพระภาค
ตรัสว่า ขอมหาบพิตรทรงสำคัญเวลา ณ บัดนี้เถิด. ครั้งนั้นแล พระเจ้าแผ่นดินมคธพระนามว่า
อชาตศัตรู เวเทหีบุตร ทรงเพลิดเพลินยินดีภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล้ว เสด็จลุกจากอาสนะ
ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค ทรงกระทำประทักษิณแล้วเสด็จไป. เมื่อท้าวเธอเสด็จไปไม่นาน
พระผู้มีพระภาคตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระราชาพระองค์นี้ถูกขุดเสียแล้ว
พระราชาพระองค์นี้ถูกขจัดเสียแล้ว  หากท้าวเธอจักไม่ปลงพระชนมชีพพระบิดาผู้ดำรงธรรม เป็น
พระราชาโดยธรรมไซร้ ธรรมจักษุ ปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน จักเกิดขึ้นแก่ท้าวเธอ ณ ที่
ประทับนี้ทีเดียว. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสคำเป็นไวยากรณ์นี้แล้ว. ภิกษุเหล่านั้นชื่นชมยินดีภาษิต
ของพระผู้มีพระภาคแล้วแล.
จบสามัญญผลสูตร

 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 19 ม.ค. 2547 / 09:46:45 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.13 ]


 ความคิดเห็นที่ 18 : (shi63)

   เป็นมิจฉาทิฏฐิแน่นอนค่ะ นิพพานไม่ได้เป็นสถานที่
   ถ้าอยากรู้เรื่องนิพพานโดยละเอียดให้ไปศึกษาในพระอภิธัมมัตถสังคหะ  ปริจเฉทที่ 6  หรือไม่ก็อ่านหนังสือ "พุทธธรรม"(เรื่องนิพพาน) ของท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฎกดีกว่านะคะ

 จากคุณ : shi63 [ 19 ม.ค. 2547 / 09:49:20 น. ]
     [ IP Address : 161.200.64.2 ]


 ความคิดเห็นที่ 19 : (กำลังฟุ้ง)

เพราะคำตอบแต่ละคำตอบของคุณดังตฤณมีผลกับสมาชิกในลานธรรมมากนั่นแหละครับ เลยมีความคาดหวังไว้ว่าถ้าคุณดังตฤณตอบออกมาชัดๆ เรื่องคงจะยุติในระดับหนึ่ง

เห็นปัญหามันไม่ยุติในยุคใดยุคหนึ่งเช่นกันครับ ตอนนี้ถ้ามีการแยกห้องโดยเร็วก็ดี ผมเห็นว่าดีกว่าปล่อยให้มีคนมาเผยแพร่วิชานอกพระพุทธศาสนาและมิจฉาทิฏฐิเช่นนี้ร่ำไป ขณะนี้มีคนใกล้ชิดเตือนผมเรื่องอย่าวิจารณ์ตัวบุคคล ให้วิจารณ์ที่ตัววิชามโนมยิทธิ แต่ผมก็ไม่ยอมให้ใจยังคงคิดตำหนิผู้เผยแพร่คำสอนมิจฉาทิฏฐิในขณะนั้นอยู่ แต่ครั้งที่เจ้าของวิชากล่าวธรรมดีๆ ก็ยอมรับว่าดีจริง เอาเป็นว่าผมตำหนิพระฤาษีลิงดำในขณะจิตที่เผยแพร่เรื่องนิพพานเป็นเมืองละกันครับ สำหรับบ่างช่างยุที่ไม่รู้มีเจตนาเช่นไรอย่างบรรพต อ. ลานธรรมน่าจะมีมาตรการอันใดได้แล้วนะครับ ทุกวันนี้ก็ยังตัดต่อพุทธพจน์จนความหมายผิดเพี๊ยนแล้วนำไปเผยแพร่อยู่ ไม่ทราบเป็นผู้ประสงค์ร้ายต่อศาสนาพุทธหรือเปล่า

เผือกก้อนที่สองกรณีนายเฉลิมศักดิ์ที่ไม่หยุดกล่าวคำไม่จริงกับพระดีๆเสียทีนี่ผมกะว่าพอเรื่องมันเริ่มหนักๆเข้าจะโยนมาอีกครับ แต่ถ้าจะให้ดีก็ขอรบกวนคุณดังตฤณและผู้รักธรรมทุกท่านไปอธิบายให้เข้าเข้าใจเสียทีเหอะครับ

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 19 ม.ค. 2547 / 09:56:40 น. ]
     [ IP Address : 202.133.162.56 ]


 ความคิดเห็นที่ 20 : (x-man)

ใครจะทำอย่างไรก็เป็นเรื่องของเขา ตัวเราอย่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ เสียเองก็แล้วกัน

 จากคุณ : x-man [ 19 ม.ค. 2547 / 10:06:32 น. ]
     [ IP Address : 202.57.168.114 ]


 ความคิดเห็นที่ 21 : (สาวิกา)

โมทนา..สาธุ ในคำตอบของคุณดังตฤณค่ะ ถ้ามุ่งมั่นอยากรู้ก็ต้องอย่างที่พระพุทธองค์ทรงตรัสละค่ะ "ปฏิบัติ ปฏิบัติ ปฏิบัติ"

 จากคุณ : สาวิกา [ 19 ม.ค. 2547 / 10:43:55 น. ]
     [ IP Address : 203.118.114.212 ]


 ความคิดเห็นที่ 22 : (โชติปาละ)

       สาธุครับ ท่านดังตฤณ
       ผมมีเรื่องจริงมาเล่าให้ฟังครับ คุณกำลังฟุ้ง
       เมื่อก่อนผมก็สงสัยว่า ทำไมถึงได้มีการสอนนิพพานเป็นเมืองกัน จนผมได้ไปพบคุณแม่ชีท่านหนึ่ง ที่เป็นที่เคารพของอาจารย์ผม คุณแม่ชีได้เล่าเรื่องการสอนของพระเถระรูปหนึ่งที่สอนนิพพานเป็นเมืองนี้ ให้ฟังโดยที่ผมไม่ได้ถามเลย
       คุณแม่ชีท่านบอกว่า บางครั้งผู้สอนรู้ว่า นิพพานจริงเป็นอย่างไร แต่การสอนคนไปนิพพานจริง ๆ นั้นมันยาก คนไม่ค่อยทำ ไม่ยอมรับความจริงกัน สู่สอนแล้วหลอกให้คนไปสวรรค์มันง่ายกว่า เข้าใจง่ายกว่า อย่างน้อยก็ดีกว่าสอนให้คนไปอบายภูมิ จนเมื่อพวกนี้เห็นภัยในวัฏสงสารเมื่อไหร่ พวกเขาก็จะเปลี่ยนทิฏฐิเอง
        ผมกราบขอขมาพระเถระรูปนั้น  ตั้งแต่นั้นมาผมไม่ประมาทในพระเถระรูปนั้นอีกเลย ผมเคารพท่านเป็นพระที่ควรกราบรูปหนึ่งเลย

       พระเถระอีกรูปหนึ่งที่หลายคนในลานธรรมชอบประมาทในท่าน ก็เพราะข้อเขียนของมีมาก และท่านเคยขัดแย้งกับผู้มีศึกษาอภิธรรม
        ผมเป็นผู้หนึ่งที่ศึกษาอภิธรรมด้วย และผมเองก็ถือว่า ท่านเป็นอาจารย์คนแรก เพราะหนังสือของท่านทำให้ผม ถึงกับสะดุ้งในคำสอนที่ท่านยกอริยสัจจ์ 4 มา ผมอ่านถึงแค่ ทุกข์ ความรู้สึกของผมเหมือนถูกฟ้าผ่า แต่ไม่เจ็บปวด มีแสงสว่างจ้าขึ้นทันที ที่อ่านทุกข์ คืออะไร ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ผมสนใจศึกษาพุทธศาสนา แล้วปฏิบัติตั้งแต่นั้นมา
        มีหนังสือของท่านหลายเล่ม ที่อาจจะไม่ใช่ท่านแต่งเอง แต่สุดท้ายก่อนท่านใกล้ละสังขารมีหนังสือที่สอนเกี่ยวกับความจริงที่เข้าได้ตรงทางมากจริง ๆ แต่หลายคนไม่ค่อยรู้กัน เพราะตอนหลังมีการเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลในการจัดทำหนังสือมาก หนังสือบางเล่มไม่ค่อยได้ตีพิมพ์ให้แพร่หลาย
       พระเถระรูปนี้ก็อย่าประมาทในท่านครับ

        สุดท้ายนี้ การพยามยามแก้ทิฏฐิผู้อื่น เพื่อให้สู่ทางที่ถูกต้องเป็นการเสียสละที่น่าสรรเสริญครับ ก็ขอให้ทำในรูปแบบที่พอดี พองาม ไม่เบียดเบียนกันมาก เพื่อก่อกรรมกันมากเกินไปครับ

           การสียสละตนเพื่อแก้ทิฏฐิผู้อื่นนั้น ถึงจะสมควรสรรเสริญอย่างไร ก็ยังสู้การสละตัวตน ของตน ให้เรารู้นิพพานจริงด้วยจิตเราเองไม่ได้  พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญผู้ที่สละตัวตน ของตนได้ ทำนิพพานให้แจ้งแก่ตนได้มากกว่าครับ

 จากคุณ : โชติปาละ [ 19 ม.ค. 2547 / 11:10:16 น. ]
     [ IP Address : 203.113.36.7 ]


 ความคิดเห็นที่ 23 : (Tony)

ไอ้ตัวมิจฉาทิฏฐิคือตัวที่มันกล่าวโทษผู้อื่นนั่นเเหละครับอย่าไปหาที่ไหนเลยครับมันอยู่เต็มหัวใจคุณจนมันล้นออกมาถึงปาก กล่าวเเต่ละคำก็ส่งกลิ่นคลุ้งไปทั่ว ตัวเองหมกมุ่นเกลือกกลั่วกับกิเลสตัณหาจนบังตาไม่รู้จักบาปบุญคุณโทษกล่าววาจากักขฬะกับพระเถระผู้ทรงคุณธรรม ผมว่ามันฟุ้งจนกู่ไม่กลับแล้วละ

 จากคุณ : Tony [ 19 ม.ค. 2547 / 11:33:22 น. ]
     [ IP Address : 169.210.7.141 ]


 ความคิดเห็นที่ 24 : (ขันธ์)

เมื่อกล่าวถึงนิพพานนั่น แหละ เกิดแล้ว  ไม่พูดไม่กล่าว ละออกให้ได้ทั้งหมดนั่นแหละดี  จนกว่าจะปรากฎขึ้นเองตามความว่างของจิต สิ่งที่ทุกคนเพียรหาจะตามมาเอง

 จากคุณ : ขันธ์ [ 19 ม.ค. 2547 / 11:53:06 น. ]
     [ IP Address : 202.20.67.189 ]


 ความคิดเห็นที่ 25 : (Omega)

คนผู้หนึ่งยึดทิฐิหนึ่งและติเตียนอีกทิฐิหนึ่ง
ไม่ว่าเขาจะเข้าใจธรรมนั้นไปเช่นไร
ด้วยความคิดอยากจะตำหนินั่นเอง
ทำให้เขาห่างไกลจากทางแห่งธรรมยิ่งขึ้น

จิตที่ส่งออกนอกแล้วเกิดเป็น อภิชฌาและโทมนัสนั่นเอง
จิตที่ส่งออกนอกแล้วเกิดความขุ่นเคืองคิดตำหนินั่นเอง

นิพพานจะเป็นเมืองหรือไม่เป็นเมืองก็ตาม
แต่ทางเดินนั้นมีอยู่ อริยมรรคนั่นเองคือทางเดิน
หากเปรียบเจ้าของกระทู้กำลังเดินอยู่ในทางสายนี้
เดินไปด้วยความคิดที่อยากจะติเตียนตำหนิผู้อื่นอย่างที่ท่านเจ้าของกระทู้มีอยู่นี้
ท่านคิดว่า ท่านกำลังเดินหันหน้าไป หรือ กำลัง เดินถอยหลังกลับ อยู่ครับ

หรือว่าจะนั่งลงข้างทาง หยุดไม่เร่งก้าวเดิน
ขอให้รู้ให้ได้ก่อนว่า เป็นเมืองหรือไม่เป็นเมือง
ไม่งั้นจะไม่ยอมออกเดิน

อัปมาเทนะ สัมปาเทถะ
ท่านทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด
ปัจฉิมวาจาของพระพุทธองค์

 จากคุณ : Omega [ 19 ม.ค. 2547 / 13:09:32 น. ]
     [ IP Address : 203.145.8.133 ]


 ความคิดเห็นที่ 26 : (genomic man)

เรียนคุณ ดังตฤณ

อ่านแล้วไม่สบายใจเลย ที่มีคนบางคน พาดพิงเรื่องที่ตัวเองก็ไม่รู้กัน เช่นนิพพาน
กับคำสอนของพระสงฆ์ที่ตั้งใจสอนคนให้ทำดี ละชั่ว
คนเราทำบุญมากันคนละสาย  การจะให้พระรูปที่ไม่เคยร่วมบุญกันมา
เทศน์สอนให้คนๆนั้นศรัทธาก้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ไม่ศรัทธาก็ไม่ได้จำเป็นต้องมองว่าท่านสอนผิด /คนสอนไม่ดี

คิดว่าที่แสดงความเห็นมา คงมีไม่มากท่านรู้จริงว่านิพพานเป็นยังไง
เป็นเมือง ไม่เป็นเมือง เชื่ออย่างไรก็เชื่อไปเถอะ
แต่พอคนคิดอีกอย่างนึง เขาเลวหรือครับ ที่เห็นไม่เหมือนตน
ประมาณว่าที่ฉํนเชื่อนี่เห็นจริงเป็นอริยะ  คนอื่นที่สอนอีกแบบเลยทำไม่ดี
ไม่ติดใจนักเรื่องนี้  แต่ไม่อยากให้ว่าชนิดออกชื่อพระ ทั้งที่ท่านสอนให้ทำดี

หลวงพ่อฤาษีฯ ท่านสอนคนให้ทำดีละชั่ว อยู่ในศีลธรรม
สอนมโนมยิทธิ ให้คนพิสูจน์เอง ถ้ามีปัญญาและสามารถ
การไม่เชื่อและปรามาส ผมเห็นว่าไม่ควร
การปรามาสท่าน ว่าสอนผิด  เพราะไม่เชื่ออย่างที่สอน หรือเพราะพิสูจน์แล้วว่าไม่ใช่  คนพิสูจน์ได้ว่าท่านสอนจริงก็มีเยอะ พิสูจน์ไม่ได้ก็มี แต่ถ้าไม่เห็นไม่เชื่อแปลว่าไม่มีหรือ หรือเพราะอัตตาตัวเองที่ไม่เชื่อเลยว่าท่านสอนผิด

ศพของหลวงพ่อยังไม่เน่าเปื่อย อยู่วัดท่าซุง อุทัยฯ
เป็นแต่แห้งไปตามกาลเพราะธาตุน้ำแยกออก
พระธาตุก็เกิดมากมายหลังท่านเสีย เชิญดูได้ที่วัดท่าซุง
คำสอนมากมายที่สอนให้ทำดี ละชั่ว ทำใจให้ผ่องใส
ตำรับตำรามากมาย  ตรงตามพระพุทธเจ้า พระไตรปิฎก

หากว่ายังตัดกิเลสกันไม่หมดจากใจ และยังไม่แน่ใจว่าจะมาเกิดอีกหรือไม่
คิดว่าเป็นการควรหรือครับที่จะปรามาสใครก็ตามที่สอนให้คนทำดี
โดยเฉพาะพระสงฆ์ในพุทธศาสนา ที่ถือศีลมากกว่าท่าน
แต่ถ้าคิดว่าหลังตายกายท่านจะไม่เน่า จะเกิดมีพระธาตุบ้าง ไม่มาเกิดอีกแล้ว
อันนี้ผมก็คงต้องกราบขออภัย และจะไม่ยุ่งเกี่ยวอีกเลย

เรียนคุณดังตฤณแสดงความเห็นเรื่องนี้ด้วยครับ


 จากคุณ : genomic man [ 19 ม.ค. 2547 / 14:03:54 น. ]
     [ IP Address : 210.238.18.69 ]


 ความคิดเห็นที่ 27 : (ว่างจากเวปอื่น)

ใช่ครับ การนึกถึงพระนิพพาน เป็นหนึ่งในอนุสติ  เป็นอุปสมานุสติแบบสุขวิปัสสโก

ส่วนสิ่งที่เป็นอจินไตย ไม่ควรสนทนากัน เพราะสนทนากันอย่างไรก็ไม่จบคือ

1  พุทธวิสัย
2  กรรมวิบาก
3  เรื่องโลกสิ้นสุดไม่สิ้นสุด
4  เรื่องฌานของผู้ที่ได้ฌาน

เรื่องเมืองนิพพาน ของผู้ได้ฌาน 4 เป็นหนึ่งใน อจินไตย ที่ไม่ควรยกขึ้นมาสนทนากันครับ ขอบคุณครับ

 จากคุณ : ว่างจากเวปอื่น [ 19 ม.ค. 2547 / 15:11:43 น. ]
     [ IP Address : 203.107.207.111 ]


 ความคิดเห็นที่ 28 : (ฐานาฐานะ)

พระไตรปิฏก เล่มที่ ๑๕  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗
สังยุตตนิกาย สคาถวรรค
โรหิตัสสสูตรที่ ๖

        [๒๙๕] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ฯ
        ครั้งนั้นแล เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว โรหิตัสสเทวบุตรมีวรรณงามยิ่งนัก ยังพระวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่าง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ
        ครั้นแล้วจึงถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ
        โรหิตัสสเทพบุตรยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วแล ได้กราบทูล พระผู้มีพระภาคว่า
        ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุคคลสถิตอยู่ ณ ที่ใดหนอ จึงจะไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่จุติ ไม่อุปบัติ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อันบุคคลจะอาจบ้างหรือไม่ เพื่อที่จะรู้ เพื่อที่จะเห็น หรือเพื่อที่จะบรรลุที่สุดโลกได้ด้วยการเดินทาง ฯ
        [๒๙๖] พ. อาวุโส ที่ใดเป็นที่ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่จุติ ไม่อุปบัติ เราไม่พูดถึงที่นั้นอันเป็นที่สุดของโลกว่า ควรรู้ ควรเห็น ควรบรรลุด้วยการเดินทาง ฯ
        ร. น่าอัศจรรย์ พระเจ้าข้า ไม่เคยมีมา พระเจ้าข้า พระดำรัสนี้พระผู้มีพระภาคตรัสแจ่มแจ้ง ดังปรากฏว่า อาวุโส ที่ใดเป็นที่ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่จุติ ไม่อุปบัติ เราไม่พูดถึงที่นั้นอันเป็นที่สุดของโลกว่า ควรรู้ ควรเห็น ควรบรรลุด้วยการเดินทาง ฯ
        [๒๙๗] ร. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แต่ปางก่อน ข้าพระองค์เป็นฤาษี ชื่อโรหิตัสสะ เป็นบุตรของอิสสรชน มีฤทธิ์ เหาะไปในอากาศได้ มีความเร็วประดุจอาจารย์สอนศิลปธนู จับธนูมั่น ชาญศึกษา ชำนาญมือ เคยประกวดยิงธนูมาแล้ว ยิงผ่านเงาตาลตามขวางได้ด้วยลูกศรขนาดเบาโดยสะดวกดาย ย่างเท้าของข้าพระองค์เห็นปานนี้ ประดุจจากมหาสมุทรด้านทิศบูรพา ก้าวถึงมหาสมุทรด้านทิศประจิม
        ข้าพระองค์มาประสงค์อยู่แต่เพียงว่า เราจักบรรลุถึงที่สุดของโลกด้วยการเดินทาง ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ประกอบด้วยความเร็วขนาดนี้ ด้วยย่างเท้าขนาดนี้ เว้นจากการกิน การขบเคี้ยว และการลิ้มรสอาหาร เว้นจากการถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ เว้นจากระงับความเหน็ดเหนื่อยด้วยการหลับนอน มีอายุถึงร้อยปี ดำรงชีพอยู่ถึงร้อยปี เดินทางตลอดร้อยปี ก็ยังไม่ถึงที่สุดของโลกได้ แต่มาทำกาลกิริยาเสียในระวาง น่าอัศจรรย์นัก พระเจ้าข้า ไม่เคยมีมา พระเจ้าข้า
        พระดำรัสนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสแจ่มแจ้งแล้ว ดังปรากฏว่า อาวุโส ที่ใดเป็นที่ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่จุติ ไม่อุปบัติ เราไม่พูดถึงที่นั้นอันเป็นที่สุดของโลก ว่าควรรู้ ควรเห็น ควรบรรลุ ด้วยการเดินทาง ฯ
        [๒๙๘] พ. ดูกรอาวุโส ที่ใดเป็นที่ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่จุติ ไม่อุปบัติ เราไม่พูดถึงที่นั้นอันเป็นที่สุดของโลก ว่าควรรู้ ควรเห็น ควรบรรลุด้วยการเดินทาง
        ก็ถ้าหากเรายังไม่บรรลุถึงที่สุดของโลกแล้ว ก็จะไม่กล่าวถึงการกระทำที่สุดทุกข์
        ก็แต่ว่าเราบัญญัติเรียกว่าโลก เหตุให้เกิดโลก การดับของโลก และทางให้ถึงความดับโลก ในสรีระร่าง มีประมาณวาหนึ่งนี้ และพร้อมทั้งสัญญา พร้อมทั้งใจครอง ฯ
        แต่ไหนแต่ไรมา ยังไม่มีใครบรรลุถึงที่สุดโลกด้วยการเดินทาง และเพราะที่ยังบรรลุถึงที่สุดโลกไม่ได้ จึงไม่พ้นไปจากทุกข์ ฯ
        เหตุนั้นแหละ คนมีปัญญาดี ตระหนักชัดเรื่องโลก ถึงที่สุดโลกได้ อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว รู้จักที่สุดโลกแล้ว เป็นผู้ระงับแล้ว จึงไม่หวังโลกนี้และโลกหน้า ฯ
----------------------------------------------------

        เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕  บรรทัดที่ ๑๙๖๖ - ๒๐๐๘.  หน้าที่  ๘๙ - ๙๑.

http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=15&A=1966&Z=2008&pagebreak=0

 จากคุณ : ฐานาฐานะ [ 19 ม.ค. 2547 / 16:06:43 น. ]
     [ IP Address : 203.118.82.38 ]


 ความคิดเห็นที่ 29 : (ว่างจากเวปอื่น)

พระสูตรข้างบนที่ คุณฐานะฐานะ นำมาแสดงหมายความว่า

1.  ยังไม่มีใครบรรลุถึงที่สุดของโลกด้วยการเดินทาง และเพราะที่ยังบรรลุถึงที่สุดโลกไม่ได้ จึงยังไม่มีใครพ้นไปจากทุกข์ได้ จากการเดินทางค้นหาโลก

2. พระสัมมาสัมพุธะเจ้าทรงกล่าวว่า "ถ้าหากเรายังไม่บรรลุถึงที่สุดของโลกแล้ว ก็จะไม่กล่าวถึงการกระทำที่สุดทุกข์ " แสดงว่าพระองค์ท่าน ทรงรู้แจ้งโลกแล้ว จึงกล่าวถึงการกระทำที่สุดแห่งทุกข์ และหนทางการพ้นทุกข์

3. หนทางการพ้นทุกข์ ก็คือ อริยมรรคมีองค์ 8 เพื่อให้ได้สัมมาสมาธิ เกิดปัญญาวิมุตติ และเจโตวิมุตติ ที่หลุดพ้นจากอาสวะทั้งมวล  ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการเดินทางเพื่อค้นหาโลกเลย

4. ดังนั้นการพูดเรื่องโลกสิ้นสุดไม่สิ้นสุดและการเดินทางเพื่อค้นหา จึงไม่ใช่การหาที่สุดแห่งทุกข์ และหนทางที่จะพ้นทุกข์ จึงเสียเวลาเปล่าที่จะค้นหาและเดินทาง ถ้าตนต้องการพ้นทุกข์

หนทางพ้นทุกข์ก็คือ อริยมรรคมีองค์ 8 

 จากคุณ : ว่างจากเวปอื่น [ 19 ม.ค. 2547 / 16:59:37 น. ]
     [ IP Address : 203.107.207.111 ]


 ความคิดเห็นที่ 30 : (ตชบ)

นิพพาน  เข้าได้  ออกได้  (ตอบตามกระทู้บน)
เรียกว่านิพพานชั่วคราว
จิตปรกติ ก็เข้าแล้ว  จิตไม่ปรกติ ก็ออกแล้ว
ถ้าไม่ไปนิพพานเลยคงจะแย่  เพราะวันๆ  เอาแต่ปรุงแต่งไป คิดไป  คงหมดกำลัง

การนอน  หรือการมีจิตปรกติ  ช่วยให้มีกำลัง (ปรับสมดุลย์)

ซึ่งความจริงแล้ว  ผู้คนมีกำลังมาก  แต่ล้วนสูญเสียไปกับความคิดเสียสิ้น
หากกำหนดสติ ต่อเนื่อง  (จิตเป็นปรกติ  ในช่วงเวลายาวนาน ) จะเห็นได้ว่ามีกำลังมากอย่างไม่น่าเชื่อ(พละห้ามีกำลัง)
และถ้ามีกำลังขนาดตัดกิเลส  ได้ตามแต่ละระดับ
ก็เป็นพระอริยะ  ไปตามแต่ละระดับที่ตัดกิเลส

นิพพาน  ก็อยู่ที่ใจนี้  เข้าๆ ออกๆ ได้
จิตปรกติ  นั่นล่ะนิพพาน

ข้าพเจ้าจะเป็นพวกมิจฉาทิฏฐฺไหมเนี่ย
หลวงพ่อเทียน  กับท่านพุทธทาส  สอนมาประมาณนี้แหล่ะ
แล้วก็พูดไปตามที่ข้าพเจ้า  พอจะจดจำและบวกตัวเองเข้าไปด้วย

 จากคุณ : ตชบ [ 19 ม.ค. 2547 / 17:08:09 น. ]
     [ IP Address : 202.133.166.226 ]


 ความคิดเห็นที่ 31 : (T.)

Nippan is not in มหาสมุทร or ดินแดน.

 จากคุณ : T. [ 19 ม.ค. 2547 / 18:53:39 น. ]
     [ IP Address : 172.25.51.86, 172.25.16.30, 195.229.116.2 ]


 ความคิดเห็นที่ 32 : (T.)

ทุกวันนี้เห็นตัวเองทุกข์น้อยลงบ้างก็ดีใจแล้วครับ --- This is Lopa.

 จากคุณ : T. [ 19 ม.ค. 2547 / 18:57:42 น. ]
     [ IP Address : 172.25.51.86, 172.25.16.30, 195.229.116.2 ]


 ความคิดเห็นที่ 33 : (คนป่า)

น่าจะเดินทางไปเถอะ     คลำกันไปก็ยังดีกว่าเถียงกัน   ฟัดกิเลสให้สิ้นซาก
ไว้ถึงนิพพานแล้วค่อยเถียง  อิ อิ

 จากคุณ : คนป่า [ 19 ม.ค. 2547 / 19:17:20 น. ]
     [ IP Address : 203.170.219.86 ]


 ความคิดเห็นที่ 34 : (กอบ)

สาธุครับพี่ดังตฤณ
สาธุในเจตนาของคุณกำลังฟุ้งครับ

 จากคุณ : กอบ [ 19 ม.ค. 2547 / 19:32:03 น. ]
     [ IP Address : 169.210.6.40 ]


 ความคิดเห็นที่ 35 : (Seeker)

........นิพพานตามที่ผมจินตนาการเอาเองก็คงประมาณว่า......มีเฉพาะจิตผู้รู้เป็นหนึ่งเดียวอยู่กับจักรวาลที่ว่างเปล่าอันไร้ขอบเขต ไร้ทั้งเดือนและดาว แต่มีความสว่างในตัวเอง อยู่เหนือความรู้สึกทุกข์และสุขทั้งปวง......จึงไม่ขึ้นกับกาลเวลาและบอกไม่ได้ว่ามีที่ตั้งอยู่ตรงไหน เพราะอยู่ในทุกที่และเป็นอันเดียวกับความว่างอันไร้ขอบเขตนั้น........ในทางปฏิบัติก็คือถึงแม้โลกและจักรวาลต่างๆ มีอยู่แต่จิตไม่เข้าไปยึดถือ........

........ถ้ายังมีความเข้าใจแบบปุถุชนที่เริ่มสนใจการปฏิบัติ ถ้าบอกว่า "ปฏิบัติเพื่อเข้าถึงนิพพานอันเป็นบรมสุข" ก็น่าจะเหมาะกว่าบอกว่า "ปฏิบัติเพื่อเข้าถึงความว่าง" เพราะโดยทั่วไปก็อยากไขว่คว้าหาความสุขกันอยู่แล้ว ถ้าบอกว่าปฏิบัติเพื่อความว่างคงจะรู้สึกวังเวงชอบกล........

.........ถ้ามีความเข้าใจแบบปุถุชนที่ปฏิบัติมากขึ้นมาหน่อย ถ้าบอกว่า "ปฏิบัติเพื่อเข้าถึงความไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้งปวง" ก็น่าจะฟังแล้วปล่อยวางได้มากกว่าบอกว่า "ปฏิบัติเพื่อเข้าถึงนิพพานอันเป็นบรมสุข" เพราะอาจจะทำให้รู้สึกเหมือนกับว่านิพพานยังมีอะไรที่น่ายึดถืออยู่ เมื่อยังยึดถืออยู่ก็ย่อมเป็นเหตุให้พ้นไปไม่ได้........

 จากคุณ : Seeker [ 19 ม.ค. 2547 / 20:23:18 น. ]
     [ IP Address : 203.113.61.107 ]


 ความคิดเห็นที่ 36 : (กำลังฟุ้ง)

จากความคิดเห็นที่ 30 นิพพานเข้าออกได้ของผมหมายถึงพวกถอดจิตไปเที่ยวเมืองนิพพาน ไปเที่ยวครับ กลายเป็นเข้าเมืองนิพพาน แล้วก็ออกเมืองนิพพาน มิจฉาทิฏฐิไหมหนอ?

มาสาธุอะไรผมกันครับ ผมเจตนาก่อความไม่สงบในลานธรรมขึ้นแท้ๆ แต่เป็นความไม่สงบที่ดีกว่าการปล่อยให้สงบ เพราะสงบแบบเป็นแหล่งเผยแพร่มิจฉาทิฏฐิคงไม่ดีแน่ ความจริงถ้าคุณดังตฤณยอมรับเผือกร้อนไปถือ ผมก็จะได้เลิกยุ่งเกี่ยวกับเผือกร้อนเหล่านั้นแล้วไปที่ชอบๆของผมได้สักที

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 19 ม.ค. 2547 / 23:19:20 น. ]
     [ IP Address : 202.133.160.21 ]


 ความคิดเห็นที่ 37 : (yoyo)

เราส่วนมาก ต่างก็ไม่รู้จริง เรื่องนิพพาน
นอกจาก เหล่าพระอรหันต์  

ฉะนั้น อะไรที่ไม่ได้อ้างไว้ในพระไตรปิฏก ไม่ควรกล่าวอ้างอิง มากเกินไปครับ
อ้างอิงได้บ้าง แต่ไม่ถือเป็น ตำราชั้นหลัก ครับ
ตำราชั้นรอง ก็มี อยู่อีกที่โบราณกาลเขา กล่าวเสริมมา 
ดังนั้น ความหนักแน่นของตำราอ้างอิง จึงต้องพิจารณาให้มากครับ

เพราะว่า เราส่วนมาก ต่างก็ไม่รู้จริง เรื่องนิพพาน
นอกจาก เหล่าพระอรหันต์  

 จากคุณ : yoyo [ 20 ม.ค. 2547 / 03:39:08 น. ]
     [ IP Address : 202.133.172.139 ]


 ความคิดเห็นที่ 38 : (yoyo)

และเราส่วนมาก ก็ไม่ค่อยรู้จริง
ว่าใคร คือ พระอรหันต์ 

ที่แน่นอนคือ ที่พระพุทธเจ้า  และ ท่านอื่นๆที่กล่าวในตำราเท่านั้น
และอาจจะอีกหลายรูปที่ อยู่ในยุคไกล้ๆเรา  ที่ลักษณะระบุไว้

เพราะเราส่วนมาก ไม่รู้อะไรเลย   -_-"
:)

 จากคุณ : yoyo [ 20 ม.ค. 2547 / 03:41:31 น. ]
     [ IP Address : 202.133.172.139 ]


 ความคิดเห็นที่ 39 : (yoyo )

เราส่วนมาก รู้แต่ ลักษณะทุกข์ และลักษณะวิปัสนาขั้นต้น ขั้นกลาง
อย่างนั้น อย่างนี้  ก็ค่อยๆเทียบเคียงกับ ตำราเท่านั้นเอง
และ คาดคะเนเพิ่มเติม

นั่น อาจจะเป็นทั้งหมด ที่เรารู้

 จากคุณ : yoyo [ 20 ม.ค. 2547 / 03:44:23 น. ]
     [ IP Address : 202.133.172.139 ]


 ความคิดเห็นที่ 40 : (กำลังใจ)

ขออนุญาตเจ้าของกระทู้และเพื่อน ๆ
นอนไม่หลับ ลุกมานั่งก็ไม่สงบ 
กำลังฟุ้งไปในความคิด  คิดย้อนไปเมื่อครั้งเคยไปปลีกวิเวก 
แต่จิตกลับไม่วิเวก  หนีไปไหนไม่พ้น...  พอไม่สนใจก็สงบเอง

เวลาของฉันเหลือน้อย ใกล้ร้อยปีเข้าไปทุกที  ดูจิตฉันก็ยังพร่องอยู่มาก
สติก็ยังไม่ทันกิเลส  ฉันพยายามดูสภาวะธรรมตามที่เป็น หลงบ้างทันบ้างดู..ไป
ความยินดียินร้ายเล่นงานฉันอยู่บ่อย ๆ  ขอความสุขความเจริญธรรมทุกท่าน
ทุกคนเทอญ...สวัสดี

 

 จากคุณ : กำลังใจ [ 20 ม.ค. 2547 / 03:45:02 น. ]
     [ IP Address : 203.156.25.113 ]


 ความคิดเห็นที่ 41 : (เมล็ดโพธิ์)

จากการศึกษาธรรมะของหลวงพ่อพระราชพรหมยาน ผมไม่ได้พบว่าหลวงพ่อท่านได้พูดถึงเมืองนิพพานไว้ตรงไหนเลย จึงสงสัยว่าคุณกำลังฟุ้งเข้าใจผิดอะไรหรือเปล่า จากการศึกษา หลวงพ่อท่านพูดถึงนิมิตว่าเป็นเช่นนั้นเช่นนี้ แต่ที่ผมได้ศึกษามาไม่พบเมืองนิพพานเหมือนเช่นที่คุณกำลังฟุ้งได้กล่าวอ้างถึงแต่อย่างใด ตัวผมเองก็ยอมรับว่าลูกศิษย์ของหลวงพ่อมีบางคนที่ได้มโนมยิทธิแล้ว จิตหลงเข้าไปยึดติดมั่นกับมโนมยิทธิ เกิดความเร่าร้อนกระวนกระวาย และบางคนถึงกับยึดมั่นถือมั่น เนื่องเพราะไม่ได้ศึกษาถึงวัตถุประสงค์ของการฝึกที่หลวงพ่อท่านได้วางเอาไว้ ผมยอมรับว่ามีลูกศิษย์หลวงพ่อบางคนสอนให้ใช้นิมิตถึงพระนิพพานให้มีลักษณะเป็นรูปธรรม ในขั้นต้นแห่งการฝึกมโนมยิทธิ เพื่อโน้มจิตให้มีสภาพเป็นกสิณ เพื่อจุดมุ่งหมายให้จิตมีสภาพเป็นทิพย์ แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าหลวงพ่อท่านพูดว่าเมืองพระนิพพานมีจริงแต่อย่างใด หากการใช้มโนมภาพเช่นนั้นเป็นสิ่งผิด ก็ขอให้คุณกำลังฟุ้งได้กรุณายกโทษให้ผู้ที่ไม่รู้ ยังข้องแวะอยู่ในวัฏสงสาร ด้วยอวิชชา ด้วยหลวงพ่อพระราชพรหมยานท่านก็คือครูอาจารย์ท่านหนึ่งที่ทำให้ผมได้รู้จักธรรมะ ให้รู้จักค้นคว้าหาธรรมยิ่งๆ ขึ้นไป หากปราศจากท่านแล้ว ผมเองก็อาจจะไม่สนใจธรรม และไม่ได้มาพบพี่ดังตฤณได้ศึกษาธรรมกับพี่ดังเช่นที่เป็นอยู่นี้ ไม่ว่าครูอาจารย์ท่านผิดหรือไม่ซึ่งก็ไม่อาจจะมีใครมารับรอง อย่างไรก็ตามท่านก็ได้ชี้ทางให้หลายๆคนให้ปรารถนาพระนิพพานเป็นที่สุด ปรารถนาพระนิพพานเป็นที่ไป ทางเดินอาจจะคดเคี้ยว หรือตรงอย่างไร หากบุคคลมีใจปรารถนาพระนิพพานแล้ว ย่อมอาจทำให้ชาติสั้นขึ้น นับเป็นคุณแก่บุคคลมากมาย จึงขอให้คุณกำลังฟุ้งได้โปรดให้ความเป็นธรรมด้วยครับ

 จากคุณ : เมล็ดโพธิ์ [ 20 ม.ค. 2547 / 11:09:23 น. ]
     [ IP Address : 203.156.74.110 ]


 ความคิดเห็นที่ 42 : (Apacer)

มีเรื่องรบกวนทุกท่าน โดยเฉพาะคุณกำลังฟุ้ง ช่วย vote ที่กระทู้นี้ด้วยครับ คือ

http://larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/011153.htm

0. คุณคิดว่าคุณตายแล้ว จิตของคุณจะหายสาบสูญ หายวับ หรือ  จิตของคุณจะยังอยู่ (หายสาบสูญ/ยังอยู่)

1. ทุกวันนี้ เวลาคุณนึกถึงพระพุทธเจ้าใจอันเคารพและบริสุทธิ์ คุณคิดว่าพระองค์จะทราบไหมครับว่าคุณนึกถึง (ทราบ/ไม่ทราบ/ไม่แน่ใจ)

2. ทุกวันนี้ เวลาคุณพ่อแม่ปู่ย่าตายายลุงป้าน้าอาพี่น้องนึกถึงพระพุทธเจ้า  เขาเหล่านั้นมักจะเข้าใจว่าพระพุทธองค์ทราบว่าเขานึกถึงพระองค์  (ใช่/ไม่ใช่/ไม่แน่ใจ)

3. สมัยพระองค์มีพระชนณ์ชีพ ใครนึกอะไรคิดอะไร ท่านก็ทราบเสมอ พอพระพุทธเจ้าเมื่อเข้าสู่ปรินิพพานแล้ว ใครนึกอะไร ท่านก็ไม่ทรงทราบอีกต่อไป (ใช่/ไม่ใช่/ไม่แน่ใจ)

4. พรหม เทวดา มีจริงไหมครับ (มี/ไม่มี) ถ้ามี ท่านพรหม หรือ เทวดา จะรู้ไหมครับว่าคุณนึกอะไรอยู่   (รู้/ไม่รู้/ไม่แน่ใจ)

หมดคำถามครับ  เอาความรู้สึกแรกจากใจตอบนะครับ  ขอบคุณครับ

 จากคุณ : Apacer [ 20 ม.ค. 2547 / 11:27:22 น. ]
     [ IP Address : 203.172.66.14 ]


 ความคิดเห็นที่ 43 : (นรชาติ)

สาธุครับ หลายๆท่าน ถกเถียงปัญหากันสนุกดีครับ และเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติด้วย  แต่ก็อย่าไปยึดถือ ความคิดเห็นของท่านใดท่านหนึ่งแล้วจินตนาการตามอย่างเดียว   เพราะสุดท้าย ต้อง เป็นปัจจัตตังอยู่ดี คือ ผู้ปฏิบัติรู้เองเฉพาะตน ไปบอกใคร ก็ไม่รู้ ต้องให้เขาไปปฏิบัติเอง

สาธุจริงๆครับ ท่านผู้รู้

 จากคุณ : นรชาติ [ 20 ม.ค. 2547 / 11:45:56 น. ]
     [ IP Address : 202.57.179.66 ]


 ความคิดเห็นที่ 44 : (JaY)

คุณกำลังฟุ้ง ถามเอาเฉพาะคุณตังตฤณ
กระผมขอเสียมารยาทนิดหน่อย  ขอเสริมนิดนีง   ดังนี้ครับ
===========================


ปัญหาที่ ๗  ว่าด้วยที่ตั้งแห่งนิพพาน


        พระเจ้ามิลินท์ตรัสถามว่า ดูก่อนพระนาคเสน พระนิพพานตั้งอยู่ทางทิศไหน
        พระนาคเสนทูลตอบว่า ขอถวายพระพร หาเป็นเช่นพระองค์ตรัสถามนั้นไม่
        ม. ถ้าเป็นเช่นนั้น พระนิพพานก็เป็นอันไม่มี ผู้ที่พยายามกระทำพระนิพพานให้แจ้งก็ไร้ประโยชน์เปล่า ธรรมดานาย่อมเป็นที่ตั้งแห่งข้าวเปลือก ดอกไม้เป็นที่ตั้งแห่งกลิ่นเป็นต้น เพราะฉะนั้นถ้าพระนิพพานมีจริงก็น่าจะมีที่ตั้งเช่นเดียวกัน

น.       ขอถวายพระพร พระนิพพานมีอยู่จริง แต่ที่ตั้งแห่งพระนิพพานไม่มี
อาตมภาพจะเปรียบถวาย ธรรมดาไฟตามปรกติก็ไม่ปรากฏว่าตั้งอยู่ที่ไหน
แต่เมื่อบุคคลเอาไม้มาสีกันเข้าไฟก็เกิดมีขึ้นได้นี้ฉันใด แม้พระนิพพานก็ฉัน
นั้นเหมือนกัน คือไม่ปรากฏว่ามีที่ตั้ง แต่ว่าเมื่อบุคคลพยายามบำเพ็ญศีล สมาธิ
ปัญญาให้แก่กล้าแล้ว พระนิพพานก็เกิดขึ้นได้เช่นไฟนั้นแล

ม.       เมื่อที่ตั้งแห่งพระนิพพานไม่มีก็ช่างเถิด แต่ว่าฐานะที่บุคคลตั้งอยู่ได้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ กระทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพานมีอยู่หรือไม่

น. ขอถวายพระพร มีอยู่

ม. เธอจงชี้มาให้ฟัง

น. ขอถวายพระพร ฐานะนั้นก็คือศีล เมื่อบุคคลตั้งมั่นอยู่ในศีลแล้ว กระทำใจ
โดยอุบายอันแยบคาย แม้ว่าจะอยู่ที่ใดๆ ก็ย่อมจะกระทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพานได้

ม. เธอว่านี้ชอบแล
======================================

ปัญหาที่ ๑๐ 

พระเจ้ามิลินท์ตรัสถามว่า ดูก่อนพระนาคเสน พระพุทธเจ้ามีอยู่หรือไม่พระนาคเสนทูลตอบว่า ขอถวายพระพร มีอยู่
       
ม.     ถ้าเช่นนั้น เธอจะสามารถชี้ได้หรือไม่ว่า เวลานี้เสด็จประทับอยู่ที่นั่นที่นี่

น.     ขอถวายพระพร พระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานไปแล้วอาตมภาพไม่สามารถ
จะชี้ที่ ซึ่งเสด็จประทับอยู่ถวายได้

ม. ถ้าเช่นนั้นจงเปรียบให้ฟัง

น. เหมือนไฟกองใหญ่ซึ่งลุกโพลงอยู่ แต่เปลวไฟดับหายเรื่อยๆ ไป นั่นพระองค์จะทรงชี้ได้หรือไม่ว่า เปลวไฟไปอยู่ที่ไหน

ม. ชี้ไม่ได้ เพราะเปลวไฟที่ดับไปแล้ว ก็เป็นอันดับสิ้นไปแล้ว

น. นั่นแลฉันใด แม้พระพุทธเจ้าก็ฉันนั้นถึงพระองค์มีอยู่จริง แต่เพราะ
พระองค์ได้เสด็จปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ (ดับจนสิ้นเชื้อ)
เสียแล้ว ฉะนั้นจึงชี้ถวายไม่ได้ว่าพระพุทธองค์ไปอยู่ที่ไหน     ที่อาตมภาพจะพอชี้แจงถวายได้ ก็แต่ธรรมกาย(คำสอนของพระองค์)อันเป็นผู้แทนพระพุทธองค์เท่านั้น

ม. เธอช่างสามารถจริง
        =================================                                                                               

 จากคุณ : JaY [ 20 ม.ค. 2547 / 15:13:44 น. ]
     [ IP Address : 161.200.131.130 ]


 ความคิดเห็นที่ 45 : (BOMBA)

สาธุ ครับ คุณ JAY

 จากคุณ : BOMBA [ 20 ม.ค. 2547 / 15:30:53 น. ]
     [ IP Address : 203.144.168.162 ]


 ความคิดเห็นที่ 46 : (วิภาช)

พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงเกี่ยวกับ "นิพพาน" ไว้หลายแห่งในพระไตรปิฎก
ผมเสนอขอให้สนใจ "นิพพาน" ในความหมายที่ทรงกล่าวไว้ดังต่อไปนี้มากกว่าครับ  ว่า
คือ "...ความสิ้นไปแห่ง ราคะ โทสะ โมหะ ..."
คือ "...ความดับสิ้นไปแห่งกองทุกข์..."  เป็นต้น
ซึ่งความหมายในลักษณะนี้ดูจะปลอดภัยกว่า  เป็นจริงเป็นจังกว่า
และดูเหมือนจะไม่มีความขัดแย้งเกิดขึ้นเลย

ขอให้มุ่งการปฏิบัติเพื่อให้สิ้น ราคะ โทสะ โมหะ เถิดครับ
แล้วคงจะหมดการโต้เถียง-ขัดแย้ง ในเรื่องนิพพาน ไปเอง.

 จากคุณ : วิภาช [ 20 ม.ค. 2547 / 18:47:08 น. ]
     [ IP Address : 161.200.130.98 ]


 ความคิดเห็นที่ 47 : (กำลังฟุ้ง)

จากความเห็นที่ 41 ธรรมของหลวงพ่อฤาษีลิงดำมีที่อ่านแล้วประทับใจมากเหมือนกันครับ ถ้าอ่านธรรมส่วนนั้นแล้วใครมาบอกผมว่าท่านเป็นพระอริยะผมก็คงจะเชื่อ แต่เรื่องมันมีอยู่ว่าผมดันไปเจอเรื่องเมืองนิพพานมาก่อนธรรมแท้เหล่านั้น ครั้งนั้นผมก็สาปแช่งท่านไว้เสียมากมายที่ฉุดผู้ไม่รู้ไปสู่มิจฉาทิฏฐิเสียหมด จนทุกวันนี้ก็ยังวางไม่ลง ถ้าท่านเป็นดังที่คุณเมล็ดโพธิ์ว่าไว้ในความเห็นที่ 41 ผมก็คงมีพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบให้นับถือเพิ่มอีกล่ะครับ แต่อย่างไรเสียผลผลิตที่เสียหายจากการสอนวิชามโนมยิทธินอกพระพุทธศาสนาของท่านก็มากมายเสียจริงๆ

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 20 ม.ค. 2547 / 21:35:52 น. ]
     [ IP Address : 202.59.255.238 ]


 ความคิดเห็นที่ 48 : (omega)

ถ้าอย่างนั้นผมขอถามคุณกำลังฟุ้งบ้างนะครับ
เห็นคุณดีแต่ติเตียนพระสงฆ์
แล้วคุณกำลังฟุ้งคิดว่านิพพานมีลักษณะเป็นอย่างไรครับ

ผมตั้งคำถามเลียนกระทู้ของคุณนี้ก็แล้วกันนะครับ
คุณคิดว่านิพพานสูญหรือนิพพานไม่สูญครับ
เอาแบบตรงๆไม่ต้องอ้อมค้อมนะครับ
คิดว่าสูญก็บอกว่าสูญ
คิดว่าไม่สูญก็บอกว่าไม่สูญ

เดี๋ยวก็รู้ใครมีมิจฉาทิฐิ

 จากคุณ : omega [ 20 ม.ค. 2547 / 23:19:49 น. ]
     [ IP Address : 169.210.0.21 ]


 ความคิดเห็นที่ 49 : (999)

test

 จากคุณ : 999 [ 21 ม.ค. 2547 / 00:20:42 น. ]
     [ IP Address : 203.113.60.11 ]


 ความคิดเห็นที่ 50 : (999)

ก็รู้อยู่แล้ว แต่ตัวมันเองไม่ยอมรับ ก็ปล่อยมันไป หลวงพ่อบอกว่าคนประเภทนี้ไม่ควรเตือนหรือห้าม เพราะถ้าเตือนแล้วมันจะไม่ฟังแถมมันจะยังทำให้ตัวเองลงขุมหนักกว่าเดิมด้วย ดังนั้นถ้าสงสารมันก็เลิกยุ่งกับมันซะ ปล่อยมันไป

 จากคุณ : 999 [ 21 ม.ค. 2547 / 00:24:32 น. ]
     [ IP Address : 203.113.60.11 ]


 ความคิดเห็นที่ 51 : (เด็กฟุ้ง)

ดีแล้วละที่มีคนอย่างกำลังฟุ้ง ไม่อย่างนั้นลานธรรมก็คงเงียบเหงาไม่น่าติดตาม แต่ก็อดที่จะเป็นห่วงท่านไม่ได้ ถ้าท่านไม่ละทิฐิมานะ และกล่าวปรามาสในสิ่งที่ท่านยังไม่รู้จริงอยู่เรื่อยๆ แล้วกลับตัวกลับใจไม่ทัน จะทำให้รับผลในฝ่ายอกุศลอย่างหนัก  ครูบาอาจารย์ที่ท่านมาสร้างบารมีตั้งแต่พุทธกาลจนถึงกึ่งพุทธกาลนี้สืบต่อกันมา บางท่านก็ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาลบำเพ็ญบารมีแบบพุทธภูมิ บางท่านก็บำเพ็ญแบบสาวกภูมิ แต่ลงมาสร้างบารมีกันไม่ได้ขาดสายเพราะบำเพ็ญมาไม่เหมือนกันนี้แหละ คำสอนหรือภูมิรู้ภูมิธรรมจึงไม่เสมอกัน  ครูบาอาจารย์ท่านใดที่บำเพ็ญมาทางพุทธภูมิก็จะสอนได้กว้างขวางและลึกซึ้งกว่าคนที่บำเพ็ญแบบสาวกภูมิ นี้ไม่ได้ว่าใครดีกว่าใครนะ เป็นเช่นนั้นจริงๆ เพื่อสืบต่อพระศาสนาขององค์สมเด็จองค์ปัจจุบันให้ครบห้าพันปี บางท่านต้องเสียสละลาความปรารถนาเดิม หนึ่งในนั้นอาจจะท่านที่อ่านกระทู้นี้ก็ได้ใครจะไปรู้ ที่จะบอกก็คือก่อนจะรู้จุดปลายว่าเป็นเช่นไร เรารู้จุดเริ่มต้นหรือจุดที่ท่านยืนอยู่ในปัจจุบันดีกว่าไหม ว่าท่านปรารถนาสร้างบารมีแบบสาวกภูมิหรือพุทธภูมิ  จะบำเพ็ญแบบเดิมต่อไหมหรือต้องการเปลี่ยนคำอธิษฐาน  เพราะมาคุยกันทางนี้ก็จริงแต่บางคนบารมีเต็มแล้วไปได้แล้ว บางคนยังไม่ได้ครึ่งไหเลย เลยคุยกันไม่รู้เรื่องกำลังใจต่างนี้แหละ ชวนให้ไปพระนิพพานเลยเกี่ยงงอน  ต้องบอกก่อนว่าเดินต่อไปแล้วจะได้พบเจออะไร ไม่งั้นกลับนรกดีกว่าเพื่อนเยอะดี อย่างนั้นหรือเปล่านะ   

 จากคุณ : เด็กฟุ้ง [ 21 ม.ค. 2547 / 01:19:56 น. ]
     [ IP Address : 203.148.187.134 ]


 ความคิดเห็นที่ 52 : (เฉลิมศักดิ์)

พระนิพพานของพระพุทธองค์  ที่ตรัสไว้ใน พรหมชาลสูตร
http://dharma.school.net.th/cgi-bin/tread.pl?start_book=09&start_byte=186
หรือhttp://84000.org/tipitaka/pitaka_item/sutta_name.php?name=พรหมชาลสูตร&book=9&bookZ=33
" ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายของตถาคต มีตัณหาอันจะนำไปสู่ภพขาดแล้วยังดำรงอยู่ เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักเห็นตถาคตชั่วเวลาที่กายของตถาคตยังดำรงอยู่ " 
--พระนิพพาน ของหลวงปู่หลวงพ่อ http://larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/011031.htm
-----------------------------------------------------------------------------

http://www.thaisquare.com/Dhamma/afterdeath/wheretogo.htm
เรื่องที่ ๒๑
หลวงพ่อไปพบลูกศิษย์ตายแล้วไปอยู่ที่พระนิพพาน
http://www.thaisquare.com/Dhamma/afterdeath/chapter21.htm

 จากคุณ : เฉลิมศักดิ์ [ 21 ม.ค. 2547 / 05:27:49 น. ]
     [ IP Address : 203.113.81.169 ]


 ความคิดเห็นที่ 53 : (เฉลิมศักดิ์)

แต่มีข้อหนึ่งที่น่านับถือ ของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ  คือ ท่านจะอ้างจากผลการปฏิบัติ  ท่านไม่พยายามจะมาบิดเบือนพระพุทธพจน์ หรือโจมตีอรรถกถาจารย์  เช่น บางสำนักที่ยึดถือนิพพานเป็นอัตตา  แล้วมาบิดเบือนพระพุทธพจน์  โจมตีพระสงฆ์ที่ไม่เห็นด้วย เพื่อให้เข้ากับทิฏฐิของตน

            ซึ่งตอนนี้ ลานธรรมแห่งนี้ก็ไม่ยุ่งเกี่ยวด้วยแล้ว

 จากคุณ : เฉลิมศักดิ์ [ 21 ม.ค. 2547 / 05:33:14 น. ]
     [ IP Address : 203.113.81.169 ]


 ความคิดเห็นที่ 54 : (เฉลิมศักดิ์)

แต่ความเห็นของหลวงพ่อพุทธทาส ที่เจ้าของกระทู้เคยนำเสนอ ผมกลับเห็นว่า เป็นอันตรายต่อพระธรรมวินัย ยิ่งกว่า

---หลวงพ่อพุทธทาสพิเคราะห์พระไตรปิฏก http://larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/008618.htm

-หลวงพ่อพุทธทาสพิเคราะห์เรื่องปฏิจจสมุปบาทhttp://larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/008622.htm

-หลวงพ่อพุทธทาสพูดถึงพระไตรปิฎก http://larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/008513.htm

ต้องขอโทษคุณกำลังฟุ้งด้วยนะครับที่เสียมารยาท ที่ถามคุณดังตฤน  แต่ผมกับมาร่วมแสดงความคิดเห็นด้วย

 จากคุณ : เฉลิมศักดิ์ [ 21 ม.ค. 2547 / 05:40:31 น. ]
     [ IP Address : 203.113.81.169 ]


 ความคิดเห็นที่ 55 : (พิจราณาในธรรม ที่ลานธรรมฯ)

                              น่าเห็นใจและสงสารบางคนอยู่เป็นกำลัง เวลาที่คุณทั้งหลายพิมพ์คห.ต่างๆที่ผ่านมาในกระทู้นี้  ย้อนไปดูกำลังใจตัวเองบ้างหรือเปล่าว่า มันเร่าร้อน กระวนกระวายใจเป็นประการใด  กำลังใจเป็นสุขเย็น หรือเป็นทุกข์เร่าร้อน  ถ้ามันเร่าร้อนไม่สุข มีแต่ทุกข์ด้วยอาการกระสับกระส่าย แล้ว  ขอจงสงบใจ แล้วใคร่ครวญพิจรณาว่า  ถ้าหยุดในอารมณ์ที่ต้องพิมพ์ เรื่องคห. แบบนี้แล้ว กำลังใจคุณเป็นสุขเย็น สบาย (สุคติ) ดีหรือไม่ ถ้าดี สมควรจะหยุดไหม?
                         หลวงพ่อฯ ท่านก็ทิ้งขันธ์5 นี้ไปแล้ว ท่านจะไปไหน ไม่สำคัญ  ถึงแม้พระศพท่านจะไม่เน่า พระเกศาท่าน ชานหมากท่าน เป็นพระธาตุแล้วก็ตาม  ก็พอที่จะทำให้บรรดาลูกศิษย์ และผู้เลื่อมใสในธรรมคำสอนของท่านพอได้มีความมั่นใจมากขึ้นเป็นลำดับ (ถึงแม้ว่าท่านไม่เคยที่จะบอกว่าท่านเป็นพระอรหันต์แต่ประการใด)    แต่สิ่งสำคัญเหนืออื่นใดก็คือคำสอนที่ท่านสอนคนให้เป็นคนดี มั่นในคุณพระรัตนตรัย ทรงศีลบริสุทธิ์ และ ตั้งใจให้ถึงที่สุดแห่งกองทุกข์ ไม่ต้องการเกิดมีทุกข์ในสังสารวัฏอีกต่อไป) ซึ่งท่านไม่ได้รับรู้กับ "นินทาปสังสา" ด้วย  แต่คนที่เกลือกกลั้วอยู่ในโลกอันแสนเลวสกปรกแบบนี้ ก็คงเป็นพวกคนเขลาแบบเราๆ นั่นเอง  (ถ้าไม่เขลาก็คงไม่ได้มาเกิดแล้ว)
                       ย้อนกลับมาดูตัว ดูใจของเรานิดนึง ว่ามันปกติ เป็นสุข ดีหรือไม่ เท่านั้น  ตั้งหน้าตั้งตา เจริญอริยมรรคกันต่อไปจะดีกว่าไหม? เพราะเราไม่สามารถจะล่วงรู้กำลังใจคนอื่นได้ว่าท่านอยู่ในระดับใด  ถ้าเป็นพระอริยเจ้า แล้วเราไปกระทบเข้าจะปิดทางเจริญทำอะไรก็ไม่เจริญ และมีโทษถึงอเวจีมหานรก ซึ่งคนที่ปฏิบัติธรรมก็คงต้องการหนีนรกด้วยกันทุกคน
                      ตัวผมเองก็อ่านมาเป็นเวลานาน ก็เห็นสมควรว่าควรจะเลิกวิพากย์วิจารย์ ในเรื่องแบบนี้เสียที ทำในสิ่งที่ตนต้องทำ นั่นคือตัดกิเลสให้เป็นสมุทเฉทปหานเสียให้หมด จะเป็นประโยชน์มากที่สุด และเป็นความต้องการขององค์สมเด็จพระธรรมสามิสรที่ทรงเสียสละเวลามาสั่งสอนสัตว์ทั้งหลาย
                   ผมเองเป็นลูกศิษย์ขององค์หลวงพ่อฤาษีฯ ด้วย แต่หาได้มีความโกรธเมื่อมีใครมาปรามาสท่านแต่ประการใดไม่ เนื่องจากพระธรรมก็คือพระธรรม  พระอริยสงฆ์ ก็คือพระอริยสงฆ์ เป็นธรรมดาอยู่  
                   ขอให้ทุกท่านช่วยกันพิจราณา สิ่งที่ตนทำอยู่ เป็นการสอดส่องธรรม ในตน ให้ดี แล้วขอให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์คือพระนิพพาน ด้วยกันทุกท่านเทอญ
               

 จากคุณ : พิจราณาในธรรม ที่ลานธรรมฯ [ 21 ม.ค. 2547 / 08:08:12 น. ]
     [ IP Address : 202.133.166.239 ]


 ความคิดเห็นที่ 56 : (สี่ล้อเล็ก)

พระไตรปิฎก เล่มที่ 14
      [๗๕๑] เมื่อท่านพระฉันนะกล่าวแล้วอย่างนี้ ท่านพระมหาจุนทะได้กล่าว
กะท่านพระฉันนะดังนี้ว่า ดูกรท่านฉันนะ เพราะฉะนั้นแล ท่านควรใส่ใจคำสั่งสอน
ของพระผู้มีพระภาคนั้นไว้ตลอดกาลเนืองนิตย์แม้ดังนี้ว่า บุคคลผู้อันตัณหาและทิฐิ
อาศัยอยู่แล้ว ย่อมมีความหวั่นไหว สำหรับผู้ไม่มีตัณหาและทิฐิอาศัย ย่อมไม่มีความหวั่นไหว เมื่อไม่มีความหวั่นไหว ก็มีความสงบ เมื่อมีความสงบ ก็ไม่มี
ตัณหาตัวน้อมไปสู่ภพ เมื่อไม่มีตัณหาตัวน้อมไปสู่ภพ ก็ไม่มีการมาเกิด ไปเกิด
เมื่อไม่มีการมาเกิดไปเกิด ก็ไม่มีจุติและอุปบัติ เมื่อไม่มีจุติและอุปบัติ ก็ไม่มี
โลกนี้ ไม่มีโลกหน้า ไม่มีระหว่างกลางทั้งสองโลก นี่แหละที่สุดแห่งทุกข์
ครั้น
ท่านพระสารีบุตรและท่านพระมหาจุนทะ กล่าวสอนท่านพระฉันนะด้วยโอวาท
นี้แล้ว จึงลุกจากอาสนะ หลีกไป ฯ

 จากคุณ : สี่ล้อเล็ก [ 21 ม.ค. 2547 / 09:03:09 น. ]
     [ IP Address : 203.155.122.4 ]


 ความคิดเห็นที่ 57 : (กำลังฟุ้ง)

เฉลิมศักดิ์เอ๋ย...3ชาติอยู่ตรงไหนของพระไตรปิฏก? เมื่อไรจะตอบได้ ที่คุณโจมตีท่านพุทธทาสมีอยู่ในพระไตรปิฏก ปฏิจจสมุปบาทชั่วอึดใจก็มีในพระไตรปิฏก ที่คุณโจมตีท่านว่าตีอภิธรรม พออ่านดูเนื้อความแล้วก็ไม่เห็นมีอะไร แต่สิ่งที่ท่านพุทธทาสปฏิเสธคุณหาไม่เจอในพระไตรปิฏกไม่ใช่หรือ?

3 ชาติ อยู่ส่วนไหนในพระไตรปิฏกกรุณาหามาให้ผมดูจะได้รู้กันไป?

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 21 ม.ค. 2547 / 09:36:55 น. ]
     [ IP Address : 202.133.162.60 ]


 ความคิดเห็นที่ 58 : (กำลังฟุ้ง)

คุณเมล็ดโพธิ์นำมายืนยันได้ไหมครับว่ามีที่ไหนที่หลวงพ่อฤาษีลิงดำยืนยันว่าวิชามโนมยิทธินอกพระพุทธศาสนาที่ท่านสอนไม่สามารถไปนิพพานจริงๆได้ และนิพพานที่เป็นเมืองเป็นของปลอม?

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 21 ม.ค. 2547 / 09:38:06 น. ]
     [ IP Address : 202.133.162.60 ]


 ความคิดเห็นที่ 59 : (กำลังฟุ้ง)

เฉลิมศักดิ์ผู้เข้าใจคำว่าวิญญาณในความหมายแบบพราหมณ์ คงไม่เข้าใจวิญญาณในความหมายแบบพุทธเป็นแน่ เฉลิมศักดิ์ผู้ชอบกล่าวคำไม่จริง คงไม่อาจทนรับความจริงได้เป็นแน่ ท่านพุทธทาสไม่เห็นด้วยกับ 3 ชาติ เฉลิมศักดิ์มาตีท่านพุทธทาสปาวๆ ซึ่งที่ท่านสอนล้วนมีอยู่ในพระไตรปิฏก แต่พอถามกลับว่า 3 ชาติอยู่ตรงไหนในพระไตรปิฏก เฉลิมศักดิ์กระทั่งหามาดูยังไม่สามารถหาได้ แทนที่จะตอบตรงๆกลับทำเป็นเบี่ยงประเด็น เฉลิมศักดิ์ผู้ไม่มีความรู้เรื่องอภิธรรมแต่ชอบยกอภิธรรมมากรุณาตอบทีเหอะครับ 3 ชาติอยู่ตรงไหนของพระไตรปิฏกเราจะได้มาวิเคราะห์กันว่าวิสุทธิมรรคสอนตรงหรือต่างกับพระไตรปิฏกอย่างไร และเรื่องปฏิจจสมุปบาทกรุณาไปเรียนถามอาจารย์อภิธรรมที่สอนคุณอย่างจริงจังเสียทีเหอะว่ามันเป็นเช่นไรกันแน่?

3 ชาติอยู่ตรงไหนในพระไตรปิฏกหรือเฉลิมศักดิ์?

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 21 ม.ค. 2547 / 09:45:13 น. ]
     [ IP Address : 202.133.162.60 ]


 ความคิดเห็นที่ 60 : (nothing)

ตามความเข้าใจของผม ผมว่าคุณดังตฤณได้ตอบคำถามในระดับหนึ่งแล้วนะครับคุณกำลังฟุ้ง...แม้จะไม่ฟันธงแบบตรง ๆ...ไม่อยากบอกหรอกว่าผมแอบเชียร์คุณกำลังฟุ้งอยู่  ผมคิดว่าหลาย ๆ คนก็แอบเชียร์คุณอยู่ แต่ไม่อยากพูดซึ่งก็อาจมีเหตุผลหลายอย่าง  โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับท่านพุทธทาส...

 จากคุณ : nothing [ 21 ม.ค. 2547 / 15:52:19 น. ]
     [ IP Address : 203.113.60.8 ]


 ความคิดเห็นที่ 61 : (คนป่า)

เมื่อ16-17 ปีที่แล้วคนป่ายังไปเป็นศิษย์หลวงพ่อฤๅษีลิงดำเลย  จะเป็นไรไป
แต่...คนเรามีสิทธิ์เลือกทางเดินชีวิตของตน  แฮ่...

สาธุอย่างยิ่งค่ะ  พระอาจารย์ดังตฤณ   คนป่าเรียกได้สนิทใจเลย

 จากคุณ : คนป่า [ 21 ม.ค. 2547 / 15:59:31 น. ]
     [ IP Address : 203.170.219.86 ]


 ความคิดเห็นที่ 62 : (ภาคภูมิ)

ผิดตั้งแต่ตั้งคำถามแล้วครับ จะเอาสมมุติไปเรียกขานวิมุติ ยังไงก็ไม่โดน
เหมือนคนใส่แว่นสีฟ้า ก็เห็นโลกเป็นสีฟ้า
ใส่แว้นสีแดง ก็เห็นโลกสีแดง
คนถอดแว่น จึงเห็นสีครบถ้วน
อย่าเถียงกันเลยครับ เกิดทุกข์เปล่าๆ

 จากคุณ : ภาคภูมิ [ 21 ม.ค. 2547 / 16:11:13 น. ]
     [ IP Address : 203.185.132.123 ]


 ความคิดเห็นที่ 63 : (ตชบ)

ขอบคุณคุณเฉลิมศักดิ์ ลิงค์ให้ไปอ่านเมืองนิพพาน

อ่านแล้วไม่อยากไปเลย  มันแปลกๆ

สมัยเด็ก  มีคนมาบอกให้ไปซอยสายลม  ว่าเป็นบ้านที่มีพระอรหันต์มานิพพาน
ไปแล้วงงมาก  คนนั่งสมาธิอัดกันเป็นปลากระป๋อง
บอกว่าไปโน่นมานี่  พระภิกษุนั่งขายลูกแก้ว  ขายพระ  ขายเครื่องลาง บอกแต่ให้ทำบุญ  คุยกันเรื่องญาณ 8/9
รู้สึก  แปลกประหลาดมหัศจรรย์เหมือนกัน
เลยต้องกลับบ้าน  ไม่กล้าเกี่ยวข้อง   

 จากคุณ : ตชบ [ 21 ม.ค. 2547 / 18:01:32 น. ]
     [ IP Address : 203.118.87.77 ]


 ความคิดเห็นที่ 64 : (ศิษย์ อ.)

ดินแดนพระนิพพานเป็น อุปสมานุสติกรรมฐาน
สามารถเทียบเคียงในอนุสติ ๑๐ ได้ครับ

 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 21 ม.ค. 2547 / 19:21:28 น. ]
     [ IP Address : 203.113.36.12 ]


 ความคิดเห็นที่ 65 : (omega)

เอ้าคุณกำลังพุ่งไม่เห็นตอบคำถามผมเลย
ดีแต่ติเตียนพระสงฆ์ตัวคุณมีความรู้แค่ไหน

เอาง่ายๆที่ผมถาม
นิพพานสูญหรือไม่สูญ

หมายเหตุ
คำว่าสูญในที่นี้หมายถึงสูญหายไม่มีอะไรเลยไม่ว่ารูปธรรมนามธรรม
(คำว่าสูญจากกิเลสไม่ต้องตอบนะครับเพราะใครก็ตอบได้และยังตีความได้หลายอย่าง)

ตอบไม่ตอบ
เดี๋ยวก็รู้มิจฉาทิฐิใครกันแน่
แต่คงไม่กล้าตอบ

 จากคุณ : omega [ 21 ม.ค. 2547 / 21:46:54 น. ]
     [ IP Address : 169.210.28.86 ]


 ความคิดเห็นที่ 66 : (ดอกบัว)

ผมเคารพหลวงพ่อฤาษีครับ แม่ผมท่านเป็นศิษย์ท่านมาก่อนได้วิชามโนมยิทธิสามารถเห็นผี เทวดา สวรรค์ นิพพานได้ แม่ผมได้บุพเพนิวาสานุสสติญานด้วย เห็นชาติที่แล้วๆมาหลายชาติมาก มีอนาคตังสญานด้วยเห็นอนาคตดูหมอได้แม่น แต่แม่ผมไม่ดูให้ใครนอกจากลูกๆหลานๆเท่านั้น เพราะว่าไปขวางทางกรรมของเขามันจะเข้าตัวเอง  เรื่องความแม่นนั้นผมทดสอบมาจนแน่ใจแล้วมันไม่ใช่ 10 ครั้ง 20 ครั้งแต่มันมีจะทุกครั้งที่ผมกลับบ้านไปคุยกับแม่
แม่ผมตั้งใจจะนิพพานในชาตินี้  ผมเองก็กำลังฝึกอยู่อยากมีญานบ้างจะได้รู้ได้เห็นหายสงสัยซักที

 จากคุณ : ดอกบัว [ 21 ม.ค. 2547 / 23:16:33 น. ]
     [ IP Address : 210.86.193.218 ]


 ความคิดเห็นที่ 67 : (กำลังฟุ้ง)

คำถามในความเห็นที่ 65 เป็นคำถามของคนเขลา ไม่ว่าจะตอบเช่นไรย่อมนำพาไปสู่มิจฉาทิฏฐิ...

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 22 ม.ค. 2547 / 00:55:01 น. ]
     [ IP Address : 203.209.96.75 ]


 ความคิดเห็นที่ 68 : (เด็กฟุ้ง)

พรหมวิหาร 4 เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เมื่อวาระแรกเราเตือนเขาแล้วเขายังไม่ฟัง วาระสองเราพยายามเตือนอีก วาระสามเราเตือนอีกครั้ง ต่อไปก็อุเบกขาดีกว่า  เราไม่ใช่ไม่อยากช่วยแต่มันจนปัญญา ก็อย่างว่าคนเราไม่เสมอกัน  ถ้าสมัยพุทธกาล ต้องโดนลงพรหมทัณฑ์ เห็นสักแค่เห็นเขาจะทำอะไร เราไม่สนใจ  

 จากคุณ : เด็กฟุ้ง [ 22 ม.ค. 2547 / 03:15:11 น. ]
     [ IP Address : 203.148.187.134 ]


 ความคิดเห็นที่ 69 : (omega)

ยินดีด้วยครับคุณกำลังพุ่ง
คุณไดคำตอบสำหรับกระทู้ที่คุณตั้งขึ้นมานี้แล้วครับ
อยู่ในคำตอบของคุณเอง คคห ที่ 67 นั่นเอง

เพราะผมกล่าวก่อนแล้วว่าคำถามของผมนั้นขอตั้งเลียนกระทู้ของคุณบ้าง
พูดง่ายๆก็คือตั้งเลียนคำถามของคุณที่ตั้งมาก่อนนั่นเอง


ยินดีด้วยที่สามารถเตือนสติคุณได้

 จากคุณ : omega [ 22 ม.ค. 2547 / 10:36:41 น. ]
     [ IP Address : 203.145.8.133 ]


 ความคิดเห็นที่ 70 : (เมล็ดโพธิ์)

มโนมยิทธิ เป็นวิธีการใช้นิมิตให้เป็นประโยชน์ มีความถูกต้องแม่นยำระดับหนึ่ง ไม่อาจรับรองได้ ด้วยความสว่างของจิตแต่ละคนไม่เสมอกัน จุดมุ่งหมายหลักก็เพื่อให้คนมีใจมุ่งสู่พระนิพพาน เมื่อบุคคลใดนำไปใช้ผิดทางก็ใช่ว่าเราจะต้องเข้าไปรับผิดชอบ ความสว่างของญาณพระอรหันต์ยังประดุจแสงหิ่งห้อยน้อยนิดเมื่อเทียบกับพระพุทธองค์ นับประสาอะไรกับบุคคลธรรมดา มโนมยิทธิก็เป็นอนัตตาไม่สามารถควบคุมได้ เมื่อทราบอย่างนี้แล้วไยต้องยึดมั่นถือมั่น คนทุกคนย่อมมีกรรมเฉพาะตน ผมก็ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบในความเป็นไปของบุคคลใดๆ นอกจากตัวผมเอง ขอจบความคิดเห็นในกระทู้นี้เพียงเท่านี้ครับ โมทนาในการปฏิบัติดี-ชอบของทุกๆ ท่านด้วยนะครับ

 จากคุณ : เมล็ดโพธิ์ [ 22 ม.ค. 2547 / 10:41:32 น. ]
     [ IP Address : 203.156.72.47 ]


 ความคิดเห็นที่ 71 : (คนป่า)

สาธุ...สาธุ...สาธุ...กับ ความคิดเห็นที่ 55 ค่ะ

 จากคุณ : คนป่า [ 22 ม.ค. 2547 / 12:25:45 น. ]
     [ IP Address : 203.170.219.86 ]


 ความคิดเห็นที่ 72 : (art2)

สาธุครับคุณคนป่า

 จากคุณ : art2 [ 22 ม.ค. 2547 / 19:30:27 น. ]
     [ IP Address : 203.209.123.99 ]


 ความคิดเห็นที่ 73 : (omega)

เพื่อให้คุณกำลังพุ่งได้ตาสว่างขึ้น
ผมจะตั้งคำถามใหม่
แต่คิดว่าคุรกำลังพุ่งคงไม่กล้าตอบอยุ่ดี

คำถามของผมคือ
นิพพานเป็นเมืองหรือไม่เป็นเมือง

ไงครับง่ายกว่าคำถามคุณเสียอีก
ตอบไม่ได้หรือไม่กล้าตอบอายเขาแย่เลย
เพราะคำถามของตัวเองแท้ๆแต่พอถูกถามกลับดูว่าจะตอบอย่างไร
ขอดูภูมิความรู้หน่อยครับ
หรือว่าดีแต่ติเตียนพระสงฆ์ดดยที่ตนเองก็ไม่ได้มีความรู้ความดีอะไรเลย

เดี๋ยวก็รู้ใครมีมิจฉาทิฐิ

 จากคุณ : omega [ 22 ม.ค. 2547 / 21:34:42 น. ]
     [ IP Address : 169.210.1.229 ]


 ความคิดเห็นที่ 74 : (กำลังฟุ้ง)

คนเขลาในความเห็นที่ 73 เอ๋ย อย่าแสดงความโง่ของตัวเองไปมากกว่านี้เลย ความเห็นว่านิพพานเป็นเมืองเป็นมิจฉาทิฏฐิเป็นความเห็นของคนเบาปัญญา การจะอธิบายว่านิพพานคืออะไรกับคนโง่เขลาเบาปัญญาย่อมไม่สามารถทำให้เขาเข้าใจเป็นแน่

การตอบว่านิพพานมีอยู่หรือไม่มีกับคนเบาปัญญา เขาย่อมไม่เห็นความจริงเป็นแน่ การตอบว่านิพพานมีอยู่หรือไม่มี คนเบาปัญญาที่รับฟังย่อมมีมิจฉาทิฏฐิเป็นแน่

คนเบาปัญญาที่ชื่อ Omega ชอบแต่จะกล่าวตู่คนอื่น คำว่านิพพานเป็นเมืองเป็นมิจฉาทิฏฐิ ย่อมแตกต่างจากคำว่านิพพานมีหรือไม่มี ย่อมแตกต่างจากคำว่านิพพานสูญหรือไม่สูญ และต่างจากคำว่าเป็นเมืองหรือไม่เป็น คนเบาปัญญาอย่าง Omega ย่อมมีสติปัญญาคิดได้เพียงเท่านั้น ยังแสดงความเขลาด้วยการตีความคำถามของเราอย่างผิดๆอีกเล่า

เราตอบว่าความเห็นว่านิพพานเป็นบ้านเมือง อยากจะไปเที่ยวเมื่อไรก็ได้ เที่ยวจนเบื่อจะกลับออกมาก็ได้ เข้าๆออกๆได้เยี่ยงนี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ และคำตอบของเราก็ยุติเพียงเท่านี้

คนเบาปัญญาที่ชื่อว่า Omega คำถามที่คนเบาปัญญาถาม สำหรับคนเบาปัญญาแล้วไม่ว่าจะตอบเยี่ยงไรย่อมนำคนเบาปัญญาไปสู่มิจฉาทิฏฐิ (ในกรณีที่คนเบาปัญญาเชื่อ) คนเบาปัญญาที่พอใจที่จะแสดงความโง่ของตนด้วยคำถามโง่ๆ ย่อมชอบกล่าวตู่ชอบตีความด้วยความเข้าใจอย่างโง่ๆของตน ฉะนั้นจะมีประโยชน์อันใดเล่าที่จะอธิบายเรื่องที่เข้าใจยากอย่างยิ่งให้คนเบาปัญญา Omega ฟัง เพราะธรรมะนี้เหมาะกับผู้มีปัญญาหาใช่คนที่ไม่มีปัญญาอย่าง Omega

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 22 ม.ค. 2547 / 23:25:51 น. ]
     [ IP Address : 203.107.198.22 ]


 ความคิดเห็นที่ 75 : (กำลังฟุ้ง)

Omega ผู้แสนโง่และชอบแสดงความโง่เอ๋ย เราถามคำถามเพื่อต้องการคำยืนยันจากผู้มีความรู้เช่นคุณดังตฤณ หาใช่ว่าเรากำลังสงสัยในนิพพานแต่อย่างไร ด้วยว่าถ้าอยากไปนิพพานก็ต้องลงมือปฏิบัติภาวนา การตีความนิพพานเสียตั้งแต่ตอนนี้ย่อมไม่ผิดอะไรกับปลาที่ถามเรื่องบนบกกับเต่า

Omega ผู้แสนโง่และชมชอบโอ้อวดความโง่เอ๋ย เมื่อมีผู้เชื่อว่านิพพานเป็นเมือง สามารถไปได้ด้วยการถอดจิต เขาจะยังคงปฏิบัติภาวนาหรือไม่? นอกจากนี้เมื่อเขาเชื่อนิพพานในลักษณะเป็นบ้านเมืองเช่นนั้น เขาก็ไม่สนใจที่จะปฏิบัติภาวนา ด้วยเชื่อว่าวิธีปฏิบัตินอกพระพุทธศาสนาอย่างที่เขาทำอยู่ย่อมไปเมืองนิพพานได้

Omega ผู้แสนโง่และชมชอบแสดงความโง่ของตัวเองออกมา คำถามโง่ๆที่ Omega ถามเรา นั้