ชาติสุดท้าย
 เนื้อความ :

ในการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฎ เบื่อกันหรือยังครับ อยากจะถามว่ามีใครบ้างมั่นใจว่าจะเกิดชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย ต่อไปจะไม่ขอเกิดอีกแล้ว หรือใครอยากเกิดอีกมีเหตุผลเพราะอะไร ขอความคิดเห็นด้วยครับ  ขอให้เจริญในธรรม  

 จากคุณ : จันทรสาขา [ 18 ม.ค. 2547 / 17:35:34 น. ]
     [ IP Address : 203.148.187.133 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (aratana)

แหม....จะให้เราผู้ ตาบอด
มาบรรยายรูปร่างนางงามจักวาล....ก็จนใจ..แม้พระอรหันต์บางองค์ ยังยากที่จะปรุงสังขาร  มาไขขาน..
(แค่คิดว่าจะไม่มาเกิดอีก.....นั่นแหละเกิดแล้ว..)

 จากคุณ : aratana [ 18 ม.ค. 2547 / 18:45:11 น. ]
     [ IP Address : 203.113.61.196 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (โป)

๑.ไม่มีความมั่นใจ ว่า..........ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย
๒.แต่รู้สึกว่าเราคงอีกนาน...................................
๓.จริงๆแล้ว... ไม่อยากเกิดอีก....เพราะรู้ทุกข์แล้ว......
๓.ไม่มีความอยากเกิดเป็นชาติสุดท้าย
๔.ไม่มีความรู้สึกอยากเกิดอีก
๕.เหลือเพียงแต่  ประคองใจไปเรื่อยๆ..........



 จากคุณ : โป [ 18 ม.ค. 2547 / 22:54:22 น. ]
     [ IP Address : 203.113.44.8 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (สายน้ำ)


เหตุปัจจัยที่จะให้เกิดมันยังไม่ดับสิ้น     
อยากไม่อยาก  เบื่อแสนเบื่อ  กลัวแสนกลัว ก็ยังต้องเกิด {ถอนหายใจแปดตลบ}
เมื่อดับสิ้นซึ่งเหตุ  ผลก็สิ้น
เหตุแห่งการเกิดยังมิอาจรู้  เหตุแห่งการดับอาจดูไกลกาลนี้.....

 จากคุณ : สายน้ำ [ 19 ม.ค. 2547 / 00:42:42 น. ]
     [ IP Address : 203.107.202.43 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (เฉลิมศักดิ์)

หน่วยที่ ๙ พระพุทธศาสนากับการเกิดใหม่http://www.geocities.com/watmai2001/tipitaka_16.htm
การเกิดใหม่เป็นหลักการที่พระพุทธศาสนาถือว่า ตราบใดคนยังมีอวิชชา ตัณหาอยู่การเกิดใหม่ย่อมมี การเกิดใหม่จะดับไปก็ต่อเมื่อปัจจัยการดับ ดังกล่าวว่า
อิมสฺมึ สติ, อิทํ โหติ เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้ก็มี
อิมสฺสุปฺปาทา อิทํ อุปชฺชติ เมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้ก็เกิดขึ้น
อิมสฺมึ อสติ อิทํ นโหติ เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ก็ไม่มี
อิมสฺส นิโรธา อิทํ นิรุชฺฌติ เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้ก็ดับ


และมีข้อความเป็นอันมากในพระสูตรที่แสดงว่าคนเราเมื่อทำทุจริตกรรมแล้ว เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ย่อมเข้าถึงอบายทุคติ วินิบาต ตรงข้ามเมื่อสัตว์ทำสุจริตกรรมแล้ว เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตกย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
อีกแห่งหนึ่งแสดงให้เห็นว่า จิตฺเต สงฺกิลิฏฺเฐทุคฺคติ ปาฏิกงฺขา เมื่อจิตเศร้าหมองหวังได้ว่าไปทุคคติ จิตฺเต อสงฺ กิลิฏฺเฐ สุคติ ปาฏิกงฺขา เมื่อจิตไม่เศร้าหมอง หวังได้ว่า ไปสู่สุคติแน่นอน



ในอังคุตตรนิกายแสดงว่า
กมฺมํ เขตฺตํ, วิญฺญาณํ พีชํ, ตณฺหาสิเนหํ กรรมเป็นเหมือนนาข้าว วิญญาณ เป็นเหมือนเมล็ดข้าวเปลือก ตัณหา เป็นเหมือนยางในเมล็ดข้าว
องค์ประกอบทั้ง ๓ คือ
๑) กรรมดี กรรมชั่ว ที่คนทำ
๒) วิญญาณ หรือปฏิสนธิวิญญาณ
๓) ตัณหา คือ เจตสิกที่มีพลังสะสมอยู่ในจิตเป็นตัวสืบต่อ
---------------------------------------------------------------

 จากคุณ : เฉลิมศักดิ์ [ 19 ม.ค. 2547 / 05:15:10 น. ]
     [ IP Address : 203.113.81.169 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (เฉลิมศักดิ์)

การเวียนว่ายตายเกิดเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุด เพราะไม่มีใครสามารถรับประกันได้ว่าชีวิตในภพชาติต่อๆไป จะไม่พลาดถลำลงต่ำไปเกิดในทุคติภูมิ นอกจากบุคคลผู้นั้นได้ปฏิบัติตนเข้าถึงพระอริยสัจธรรมนำชีวิตเข้าสู่พระอริยบุคคลแล้ว เพราะว่าบุคคลนับตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไปเท่านั้นที่อบายภูมิจะปิดสนิทสำหรับชีวิตของท่าน และการเวียนว่ายตายเกิดที่จะมีต่อไปในสุคติภูมินั้น ย่อมมีได้ไม่เกิน ๗ ชาติ จึงนับได้ว่าพระโสดาบัน ท่านเป็นบุคคลกลุ่มแรกที่สร้างหลักประกันภัยในการเวียนว่ายตายเกิดให้กับชีวิตได้แล้ว แต่สำหรับผู้ที่เป็นปุถุชนทุกคนต้องยอมรับว่าอนาคตชาติในการเวียนว่ายตายเกิดของตนนั้นต้องมีต่อไปเป็นอนันตังไม่มีที่สิ้นสุด เพราะปุถุชนคือบุคคลที่ยังหนาแน่นด้วยกิเลส และ กิเลส นี่เองที่เป็นตัวการ ผลักพาให้เกิดการกระทำกรรม เมื่อมีกรรมย่อมเป็นที่แน่นอนว่า วิบาก คือ รูปขันธ์ และนามขันธ์ ย่อมต้องเกิด ฉะนั้นวัฏฏะทั้งสาม คือ กิเลสวัฏ กัมมวัฏ และวิปากวัฏ ที่หมุนวน ย่อมทำให้สังสารวัฏ คือการเวียนว่ายตายเกิดไม่อาจสิ้นสุดหยุดลงได้ และทุกภพชาติที่เกิด กำเนิดของสัตว์ย่อมวิจิตร เพราะจิตย่อมวิจิตรในการสั่งสมกรรม และกิเลส
-----------------------------------------------------------------------------------------
ชีวิตจะยุติการเกิดได้อย่างไร?     http://geocities.com/toursong1/kam/ch.htm

 จากคุณ : เฉลิมศักดิ์ [ 19 ม.ค. 2547 / 05:19:34 น. ]
     [ IP Address : 203.113.81.169 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (ดอกดิน)

นักปฏิบัติที่หวังพ้นทุกข์  ก็เพราะเบื่อหน่ายในทุกข์  จึงหันหน้าหนี  แต่เพราะมันเบื่อยังไม่ถึงสุดสุดยอดแห่งความเบื่อ   มันจึงปล่อยวางไม่ได้   ใครจะรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว
ชาติสุดท้ายแล้ว   นั่นเป็นความรู้เฉพาะตน   จะประกาศตรงๆว่าเรานี่บรรลุธรรมขั้นพระอรหันต์แล้ว   อย่างนี้ก็เป็นการกล่าวที่ไร้เหตุผล
นอกเสียจากมีผู้ติดขัดมีปัญหาด้านภาวนา  แล้วมาเรียนถามอุบายธรรม  อย่างนี้จึงเป็นสิ่งที่ควรแสดงความเห็นออกไปเพื่อสงเคราะห์ผู้ที่ควรแก่การสงเคราะห์
จะอธิบายลึกหรือตื้นก็สมควรแก่ปัญหานั้นๆ        ไม่ใช่ว่ารู้แจ้งแล้วมีความกระหายอยากสอนคนอื่น  โดยไม่รู้จักบุคคลนั้นๆว่าควรแนะนำหรือไม่    คงไม่มีพระอรหันต์องค์ใดที่หิวเทศน์สอนคนหรอกนะ   ผมว่า

 จากคุณ : ดอกดิน [ 19 ม.ค. 2547 / 09:04:19 น. ]
     [ IP Address : 68.42.154.57 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (นกเอี้ยง)

เอาเป็นว่าคุยกันเล่นๆนะคะ ถามว่าอยากเกิดอีกไหม อืมม์ 2 จิต 2 ใจนะคะ เพราะอยากจะให้มันจบๆ ไปซะชาตินี้ก็ด้วยเหตุผลบางประการโดยเฉพาะไม่อยากเกิดมาทำร้ายใครอีก เพราะปัจจุบันชาติอารมณ์ร้ายมากกกกกกกกกกกกกกกก
แต่ก็อยากเกิดอีกเพราะอยากเห็นพระศรีอารย์อะ แบบถ้ามีโอกาสได้เกิดมาเป็นมนุษย์นะคะ และถ้าเป็นไปได้เผื่อทำชาตินี้ไว้มากๆ เผื่อฟลุ้คจะได้อาโปกสิณกับเขาบ้างในชาติหน้าแบบเป็นคนชอบว่ายน้ำอะ เอิ๊ก! ฟุ้งไปไหมเนี่ย แหะๆ 

 จากคุณ : นกเอี้ยง [ 19 ม.ค. 2547 / 09:27:38 น. ]
     [ IP Address : 10.1.60.0 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (shi63)

   แหม..ถ้ายังมีอวิชชา  ยังไม่เป็นพระอรหันต์ก็ต้องมีการเกิดอีกล่ะนะ
   หนูไม่อยากเกิดอีกหรอก  เพราะการเกิดเป็นทุกข์  มีชรา  มรณะ  โสกะ  ปริเทวะ  ทุกข์  โทมนัส  อุปายาส  ยังไงก็หนีไม่พ้น
   ถ้าเป็นติเหตุกบุคคล  คงบรรลุมรรคผลในชาตินี้  อยากเป็นติเหตุกบุคคลจัง

 จากคุณ : shi63 [ 19 ม.ค. 2547 / 09:55:52 น. ]
     [ IP Address : 161.200.64.2 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (จันทรสาขา)

เห็นในกระทู้คุณนกเอี้ยงพูดถึงว่า "ถ้าไม่ใช่เพราะเคยพบกับคำว่าโล่งสบายอย่างที่ตัวเองไม่เคยพานพบมาตลอดชั่วอายุเท่านี้ " จากที่ได้รับอารมณ์ว่าโล่งสบายช่วยแนะนำเป็นวิทยาทานได้หรือเปล่าครับ ว่าได้มายังไง เพราะเหตุใด และอารมณ์สบายเชนใด อธิบายเป็นตัวหนังสือนะครับ เพราะผมก็มีอารมณ์สบายเหมือนกัน แต่ยังไม่รู้ว่าจริงๆเป็นเพราะอะไร เพราะศึกษาหลายอย่างมากจนงง

 จากคุณ : จันทรสาขา [ 19 ม.ค. 2547 / 09:59:59 น. ]
     [ IP Address : 203.148.187.132 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (ศิษย์ อ.)

สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดสระเกศ ท่านบอกว่าท่านแก่แล้วไม่รู้จะไปไหน เลยตั้งใจไปนิพพาน
“..สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เสงี่ยม  จันทสิริ ) วัดสุทัศน์ฯ มรณภาพเมื่อวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๒๖ หลังจากมรณภาพแล้วท่านมาหาอาตมา ได้ถามท่านว่า “เวลาตอนจะตายท่านรู้สึกอย่างไร” ท่านบอกว่า “ถามความรู้สึกไม่ได้ เดี๋ยวข้าจะเล่าให้ฟัง อาการมันเป็นอย่างนี้ ที่เขาว่าหัวใจข้าล้มเหลวนั้นที่จริงจิตใจข้าไม่ล้มเหลว แต่ก้อนเนื้อหัวใจมันล้มเหลว ไปนั่งดูมัน ดูจังหวะการเต้นของหัวใจมันไม่แน่นอน”  ถามต่อว่า “ในช่วงนั้นมันก็หลายวันอยู่ นอกจากหัวใจล้มเหลวแล้วมันมีทุกขเวทนาอะไรอีกบ้าง”  ท่านก็บอกว่า “ขันธ์ ๕ โดยทั่วไปมันดีนะ แล้วข้าก็นั่งดูมันไป คือเข้าไปดูข้างใน ต้องแยกจิตเข้าไปดูนะ ข้าก็เหมือนแก นั่งดูแล้วก็ดึงนั่นกระตุกนี่ เพราะหัวใจล้มเหลว ระบบประสาทต่างๆ มันก็ไม่ทรงตัว”  ถามว่า “แล้วยังไงต่อไป” ท่านก็บอกว่า “ข้าก็ตัดสินใจได้ ไอ้คำปราศรัยของแกดีโว้ย ปรารภถึงนิพพานเรื่อย” ท่านหมายถึงเทปที่เคยสนทนากับท่านเมื่อหลายปีมาแล้ว ท่านบอกว่า “ข้าแก่แล้วไม่รู้จะไปไหน เลยตั้งใจไปนิพพาน”
ท่านเป็นสมเด็จฯ แต่จิตท่านไม่เก็บอะไร พยายามวางโลกธรรม คนทั่วไปดูแล้วเห็นว่าบ้าๆบวมๆ จะเห็นว่ามีศักดิ์ศรีไม่สมที่จะเป็นสมเด็จฯ ใช่ไหม อย่างเมื่อคราวไปงานพิธีพุทธาภิเษกที่วัดสามพระยา ปีนั้นเป็นการทำบุญวันเกิด สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ตอนนั้นท่านเพิ่งเป็นสมเด็จฯได้ปีเดียว พอตอนฉันเพลเขาจัดสำรับไว้ให้ ๓ สำรับ ของสมเด็จวัดสามพระยาสำรับหนึ่ง ของสมเด็จพระพุฒาจารย์สำรับหนึ่ง ของอาตมาสำรับหนึ่ง ก็บอก “ผมไม่เอาละหลวงพ่อ เดี๋ยวผมไปฉันข้างนอกดีกว่า” ท่านก็ถาม “ทำไมล่ะ” ก็บอก “กินข้าวกับอาตมากินไม่สะดวก” ท่านก็บอก “เฮ้ย กินสำรับรวมกัน” บอก “ไม่เอาละ เดี๋ยวมองหน้ากันไม่ถูก เอามือไปจิ้มกะปิเข้าก็ยุ่ง” ว่าแล้วก็ลุกมาเลย ท่านก็ตามมาบ้าง ถามท่านว่า “หลวงพ่อไม่ฉันข้าวข้างในหรือ สมเด็จฯท่านจัดสำรับให้” ท่านก็บอก “วันนี้กินข้าวกับฤๅษีดีกว่าว่ะ” พอนั่งปุ๊บท่านก็บอก “มีแต่ก๋วยเตี๋ยวน้ำไม่มีแห้งนี่หว่า” อาตมาก็กระเซ้าว่า “จะกินข้าวหรือก๋วยเตี๋ยว” ท่านก็บอก “ก๋วยเตี๋ยวมันก็คือข้าวเหมือนกันว่ะ”
ท่านวางตัวแบบนี้ ไม่ถือตัวทั้งๆที่เพิ่งเป็นสมเด็จฯ ได้ปีเดียว แสดงว่าท่านไม่ติดโลกธรรม เราต้องมองกันมุมนี้ ถ้ามองในแบบคนถือยศถือศักดิ์ จะกลายเป็นว่าสมเด็จฯ ไม่รักษาศักดิ์ศรี ย้อนมาคุยกับท่าน หลังจากที่ท่านตายแล้ว อดนึกไม่ได้ว่าตอนท่านเป็นหนุ่มๆ ท่านคิดอย่างไร เสียงบอกมาเลยว่า “หนุ่มๆ ข้าไม่ได้นึกโว้ย” ท่านบอกว่า “ยังไงๆ ข้าได้เปรียบต้องไปก่อนละ  เพราะข้าแก่กว่าต้องโกยก่อน ได้เปรียบตอนแก่ก็เพราะว่าความวุ่นวายน้อย หากจะไปแต่งงานกับสาวๆ อีสาวจะอาเจียนตายเรื่องนี้เลิกได้ อยากจะรวยก็ไม่รู้จะเอาไปไหน จะโกรธจะไปฆ่าใครก็ไม่แน่ว่าเราจะฆ่าเขาหรือว่าเขาจะฆ่าเรา อย่างดีก็แค่ได้แต่แช่งในใจ”
ท่านทำภาพให้ดูก่อนตาย ประสาทมันเต้นยึกๆ ยักๆ ท่านดูทุกขเวทนาข้างใน พอออกมาดูข้างนอก “ร่างกายนี่มันโสโครกทุกอย่าง ยิ่งข้างในยิ่งเลอะไม่เป็นเรื่อง ปกติไม่ป่วยก็เดินไม่ค่อยจะไหว ไม่ได้สติสตัง ไอ้ร่างกายนี่มันไม่มีอะไรดีเลย นึกอยู่ว่าได้เวลาก็จะไป” ก็เลยถามท่านว่า “แล้วทำไมไม่ไปเสียล่ะ” ท่านก็บอก “ยังไม่ไป ลอยมันบนดินเล่น” ถามท่านว่า “อยู่ที่ไหน” ท่านบอก “เขาลือกันว่าผมไปเป็นอรูปพรหม” ถามท่านว่า “แล้วเจริญอรูปฌานหรือเปล่า” ท่านบอกว่า “เปล่าโว้ย” มีคนเขาดูกันบอกไปเป็นเทวดาบ้าง ไปเป็นอรูปพรหมบ้าง ถามท่านว่า “แล้วจะไปไหน” ท่านก็บอก “ข้าไม่รู้จะไปไหนก็ไปที่แกอยากจะพูด ใครเขาจะโง่ ก็รู้แล้วว่าอรูปฌานมันเป็นฌานโลกีย์”

 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 19 ม.ค. 2547 / 10:31:01 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.13 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (ขอแก้คำผิด)

วัดสระเกศ เป็น วัดสุทัศน์

 จากคุณ : ขอแก้คำผิด [ 19 ม.ค. 2547 / 10:34:15 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.13 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (นกเอี้ยง)

ตอบคุณจันทรสาขา (ชื่อคุณนี่เหมือนนามสกุลคนรู้จักเลยอะ แหะๆ)
โอยโหย ไม่นึกว่าที่เขียนนี่จะมีคนสนใจถามนะเนี่ย เอิ๊ก!แหะๆ
ถามว่าได้มาได้ยังไง อืมม์ คำตอบก็อยู่ในกะทู้ข้อนั้นแหละค่ะ ที่คุณอ่านเจออะค่ะ (ด้วยความสัจจริงนะคะ ไม่ได้เล่นลิ้น ไม่ได้กวนอะคือเพราะเหตุนั้นจริงๆ อะ) ถามว่ามันเป็นยังไง อ่า คุณจันทรสาขาคะ คุณเคยรู้สึกหม่นๆ หดหู่ หรือ โกรธตลอดเวลา เกือบ 20 ช.ม. (แบบ 4 ช.ม. นี่นอนอะ) แล้วเกือบ 40 ปี ไหมคะ บอกแล้วไงคะ ว่าอารมณ์เอี้ยงร้ายมากกกก แต่แล้ววันนึงคุณลุกขึ้นจากที่นอนแล้วพบว่ามันโล่ง ว่าง เบา แบบปุยนุ่น แบบขนนก (จริงๆ แล้วเบากว่านั้นอีกค่ะ เหมือนไม่อะไรเลย ว่างั้นเหอะ อันนี้ยิ่งไม่ล้อเล่น ไม่เล่นลิ้น) ครั้งแรกยังนึกว่ากิเลสเขาหลอกเอาอะ ไปถามท่านผู้รู้ท่านที่เอ่ยในกะทู้อันนั้นแหละค่ะ ท่านบอกว่านั่นอะของจริง กิเลสไม่หลอกหรอก เอี้ยงก็เลยเชื่อมั่นในคำสอนมากขึ้น ถึงบอกว่าถ้าไม่ใช่เพราะสิ่งที่สัมผัสนี้มีจริง ก็คงเลิกที่จะทำไปล้านครั้งแล้วค่ะ
  

 จากคุณ : นกเอี้ยง [ 19 ม.ค. 2547 / 12:46:08 น. ]
     [ IP Address : 10.1.60.0 ]


 ความคิดเห็นที่ 13 : (นกเอี้ยง)

ขอเสริมนิดนึง เวลาคุณรู้สึกอะไรไม่ว่าจะโกรธหรือเสียใจ มันจะรู้สึกหน่วงๆ หนักๆ ในใจใช่ไหมคะ ท่านผู้รู้ท่านนั้นเคยบอกเอี้ยงว่า นั่นละที่คนโบราณท่านกล่าวว่าหนักอกหนักใจอะ มันเป็นแบบนั้น ทีนี้พอวันนึงคุณรู้สึกว่าที่มันหนักๆ หน่วงๆมันหายไปอะ นั่นละค่ะ ที่เอี้ยงรู้สึกละค่ะ แหะๆ พยายามอธิบายมากเลยแบบกลัวคุณจะไม่เข้าใจ ขอโทษนะคะ ถ้าพูดวกวน ^_____________________^ _/|\_

 จากคุณ : นกเอี้ยง [ 19 ม.ค. 2547 / 12:50:33 น. ]
     [ IP Address : 10.1.60.0 ]


 ความคิดเห็นที่ 14 : (จันทรสาขา)

โมทนากับคุณนกเอี้ยงนะครับ  แล้วอารมณ์ เบา เย็น สบายนั้นมันทรงตัวไหมครับ
อย่างเช่นมีอารมณ์อื่นมากระทบ มันเป็นเช่นไรครับ  แล้วอาจารย์คุณนกเอี้ยงเขาให้ปฏิบัติยังไงต่อครับ ขอบคุณครับ 

 จากคุณ : จันทรสาขา [ 19 ม.ค. 2547 / 13:00:41 น. ]
     [ IP Address : 203.148.187.132 ]


 ความคิดเห็นที่ 15 : (นกเอี้ยง)

อ่า มันก็เหมือนอารมณ์ทั่วไปอะค่ะ มีขึ้นก็ต้องมีลง ถามว่าทรงตัวไหมคะ ตอนนี้ยังทรงนะคะ ก็กินเวลามาเกือบ 3 ปีแล้ว แต่ก็ไม่สงบเย็นและเบาเหมือนช่วงแรกๆ ที่ได้นะคะ แต่ก็ไม่ทรมาณเหมือนเมื่อก่อน ยิ่งถ้าไม่ทำเพราะเกิดอาการท้อแบบช่วงปลายปี 45 แล้วละก็ อาการเก่าแทบจะกลับมาเลยค่ะ เคยเรียนถามท่านว่าอาการดังกล่าวสามารถกลับมาได้ไหม ถ้าเราไม่ทำ ท่านบอกว่า ได้ และถ้าไม่ทำ ก็จะยิ่งเหมือนเดิมเลย
ท่านให้ทำยังไต่อเหรอคะ ^-^ คำตอบนี้คิดว่าคุณจันทรสาขาน่าจะทราบดีนะคะ ^_____________________________^
ขอต่ออีกนิดนะคะ คือเพิ่งนึกได้ว่า ไม่แน่ใจด้วยอะค่ะว่า เป็นเพราะตัวเองหรือเปล่าที่ทำให้ใจมันไม่สุกสงบ และเบาเหมือนเมื่อก่อนเพราะ... ถ้าคุณเคยอยู่กับความทุกข์มาตลอดชีวิต แต่แล้วมันหลุดผลัวะ ออกไปจากอก แบบไม่มีสัญญาณมาก่อน คุณจะรู้สึกอย่างหนึ่งค่ะว่า คุณไม่รู้จะทำอะไรต่อ คุณเหมือนขาดเพื่อน บอกไม่ถูกค่ะ เหมือนมีทุกข์บนความสุขอะค่ะ แต่ถ้าจะให้ทุกข์แบบเก่าจะเอาไหม เอ่อ ...แหะๆ ม่ายหวายเหมือนกันอะค่ะ ทุกข์มากๆ เลยค่ะ ถึงทำให้เข้าใจอย่างหนึ่งว่า ที่ว่าสงบ เบาที่ได้มา จริงๆ แล้วมันก็ไม่ใช่ที่สุด ถึงยังต้องทำไปเรื่อยๆ เพราะอยากเห็นที่มันที่สุดอะค่ะ เอ๋ย กิเลสอีกแล้ว เหอๆ

 จากคุณ : นกเอี้ยง [ 19 ม.ค. 2547 / 13:19:49 น. ]
     [ IP Address : 10.1.60.0 ]


 ความคิดเห็นที่ 16 : (เด็กดื้อ)

..ถึงไม่ถึงไม่รู้ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง....แต่จิตปรารถนาไว้ก่อนเป็นยอดดี...อีกอย่างการระลึกนึกถึงพระนิพพานก็เป็นอุปสมานุสสติกรรมฐาน..

 จากคุณ : เด็กดื้อ [ 19 ม.ค. 2547 / 14:30:18 น. ]
     [ IP Address : 10.3.1.72 ]


 ความคิดเห็นที่ 17 : (ลมหวล)

เรา..ท่าน..มาจากไหน...และกำลังจะไปที่ไหน.........ยิ่งคิดยิ่งไม่รู้....หยุดคิดจึงรู้.....อยากก็ไม่...ไม่อยากก็ไม่....มีแต่.(---------------------------------------)

 จากคุณ : ลมหวล [ 19 ม.ค. 2547 / 18:45:10 น. ]
     [ IP Address : 202.133.154.1 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!