แนะนำการฝึกกสินภาคปฏิบัติ
 เนื้อความ :

ข้าพเจ้าฝึกกสินสีขาว พอมีประสบการณ์อยู่บ้าง ขอแนะนำผู้ที่ยังไม่รู้วิธีหรือเกิดปัญหาดังนี้

ตั้งวงกสินให้อยู่ไกลประมาณ 1 เมตร 10 ซม.
นั่งให้ระดับสายตาอยู่สูงกว่าตรงกลางวงกสินเล็กน้อย ไม่ให้เงยหน้ามองหรือก้มหน้ามอง
ตั้งกสินให้ไม่อยู่ในที่ๆ มีแสงสะท้อน หรือย้อนแสงนั่นเอง

- จากนั้นให้มองดวงกสินแบบให้มองเหม่อเหมือนส่องกระจกไปที่จุดศูนย์กลางของวงกสิน เพื่อไม่ให้มีแสงลายๆวิ่งรอบๆ ดวงกสิน

- พร้อมกันนั้นให้กำหนดคำภาวนาในใจ เช่น "สีขาว", "สีขาว" เป็นต้น ทุกลมหายใจเข้าออก

- จากนั้นให้เรากระพริบตา เมื่อรู้สึกว่าตาของเรามองกสินไม่ชัด

- เมื่อเรามองกสินไปได้พักหนึ่ง ซึ่งประมาณ 15 วินาที - 1 นาที หรือเมื่อรู้สึกว่านาน ให้หลับตาลงมองดูเงาโครงร้างของกสิน ไม่ใช่นึกภาพเอาเอง เราจะเห็นเป็นวงเงาจางๆ ที่ในหนังตากลางระหว่างคิ้ว

- พยายามรักษารูปเงาของกสินไว้ให้นานที่สุด เมื่อภาพของกสินหายไป อาจจะเพราะจิตเกิดนิวรณ์ หรือภาพที่เคยมองหายไปเอง ให้เราลึมตามองแล้วทำอย่างที่บอกมาแล้วอีกเรื่อยไป

- เวลาที่หลับตาและลืมตานั้น ข้าพเจ้ามีเทคนิคอยู่ว่า อย่าให้ร่างกายของตนเองขยับเขยื่อนให้มากที่สุด เพราะจะทำให้ภาพหายเร็วขึ้น สมาธิเคลื่อน, แต่เวลาที่รู้สึกตามันหนัก ตาจะหลับตาท่าเดียวไม่ลืมตาล่ะก็ ให้หายใจยาวๆ ได้จะทำให้อาการหนักตาหายไป และเวลาที่หลับตาหรือลืมตานั้นควรใช้ตอนที่อยู่ในช่วงเวลาหายใจเข้า เพราะตอนกำลังหายใจเข้าร่ายกายของเราจะนิ่งและรู้สึกเบาตัว

- เมื่อเราดำรงตนอยู่กับคำภาวนา พร้อมกับลืมตามองดวงกสิน สลับกับหลับตามองภาพเงาของกสินได้อยู่ตลอดโดยคำภาวนานั้นไม่ได้ตกหล่นแม้สักครั้ง ตลอดช่วงระยะเวลาการฝึกได้แล้ว

- ต่อไปนานวันเข้า จะทำให้นิวรณ์ดับไปช่วงสั้นๆ คือ ดำรงสมาธิโดยไม่มีนิวรณ์ได้ช่วงสั้นๆ สลับกับมีนิวรณ์แทรกเข้ามาช่วงสั้นๆ ตลอดเวลาการฝึก เมื่อเราทำได้อย่างนี้จนเป็นปกติอยู่ทุกวี่วัน จะทำให้เราสามารถมองเห็นเงาของกสินชาวๆ จางๆ ติดตาในเวลาหลับตาที่ไม่ได้อยู่ในช่วงที่ฝึกสมาธิอย่างจริงจัง เช่น หลับตาตอนนั่งรถประจำทาง เป็นต้น อย่างนี้เรียกว่าสมาธิอยู่ใน ระดับ "ขณิกสมาธิ"

- ต่อเมื่อฝึกไปนานๆ เข้าทุกวัน สามารถดำรงขณิกสมาธิได้เป็นปกติแล้ว จะทำให้นิวรณ์ดับไปนานขึ้น จนเกือบไม่กลับมาเกิดขึ้นอีกเลยในช่วงหลังจากที่เริ่มนั่งฝึกสมาธิแล้ว เมื่อกระทำได้อย่างนี้จนเป็นปกติเคยชินจะทำให้ภาพของกสินนั้นชัดขึ้น จนติดตาของเรา เห็นภาพเหมือนกับลืมตาปกติ (ก่อนที่จะเห็นเหมือนกับลืมตาได้นั้นจะมีวิวัฒนาการคือ จะเห็นขอบของเงากสินชัดขึ้น ตรงกลางของเงากสินเปลี่ยนสีไปเป็นสีขาวก่อนจุดอื่น และค่อยขยายตัวขึ้น จนในที่สุดจะขาวทั้งดวงเหมือนกับลืมตา) อย่างนี้เรียกว่าสมาธิของเรานั้นอยู่ในระดับ "อุปจารสมาธิ"

- เมื่อกระทำอย่างนี้แล้วเราสามารถวัดความก้าวหน้าได้คือ เมื่อไม่ได้อยู่ในเวลาฝึกปกติ เพียงเราต้องการจะเห็นภาพให้เราหลับตาลง นึกถึงดวงกลมๆ ของเงากสินเพียงลัดนิ้วมือจะเห็นภาพเหมือนกับลืมตาทันที

- เมื่อกระทำอุปจารสมาธิได้เป็นปกติแล้ว เราสามารถก้าวหน้าไปได้ด้วยการกระทำแบบเดิมดังที่กล่าวมาข้างต้น จะทำให้สมาธิก้าวหน้าขึ้นไปอีกขั้นคือ นิวรณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นในตอนเริ่มนั่งลงฝึก แล้วพอเรากำหนดคำภาวนาไปนิวรณ์จะหายไป  ไม่กลับมาอีกเลยตลอดช่วงระยะเวลาการฝึก อาการปิติต่างๆ เช่น ขนลุก, น้ำตาไหล, ตัวโยกโคลง, ตัวเบาเหมือนลอยได้ ความชุ่มชื่นอิ่มเอมใจน้อยๆ ปรากฏขึ้นมา จิตของเราที่เคยรู้สึกตามลมหายใจเข้าไปหรือตามลมหายใจออกมา ไม่อยู่นิ่งจะอยู่นิ่งเอยู่พียงจุดเดียว คือ ระหว่างคิ้วที่ภาพของกสินนั้นชัดเหมือนลืมตา และคำภาวนาปรากฏชัดมากขึ้น เมื่อนั้นสมาธิของเราจะเข้าสู่ "ปฐมฌาน"

- ต่อจากนั้นเรายังคงกระทำไปด้วยวิธีการดังเดิม แม้ในวันเดียวกัน หรือหลายวันขึ้นอยู่กับความเพียร จะทำให้คำภาวนาของเราค่อยๆ หายไป บางทีอยู่ดีๆ หายไป กลายเป็นเรารู้ลมหายใจชัดมากขึ้นไม่มีคำภาวนามาแทรก อาการต่างๆ ของปิติยังคงอยู่ ภาพของกสินยังเป็นสีเดิมแต่ชัดขึ้น ใสขึ้น นูนขึ้นเหมือนกับภาพ 3 มิติ เมื่อนั้นสมาธิของเราเข้าสู่ "ทุติยฌาน"

- ต่อจากนั้นเรายังคงกำหนดรู้อยู่เพียงจุดเดียวคือดวงกสินจิตจ่ออยู่ตรงกลางระหว่างคิ้ว ลมหายใจแผ่วเบาลง ภาพของกสินเริ่มเปลี่ยนเป็นเหมือนแก้วขาวใสขุ่นๆ เหมือนกับมรกตที่มีสีขาวใสผสมกับเนื้อกระจก อาการต่างๆ ของปิติสงบไปเองไม่ต้องบังคับ อาการแช่มชื่น สุขใจ ขยันหมั่นเพียรอย่างยิ่งยวดปรากฏขึ้นเต็มตัว เมื่อนั้นสมาธิของเราจะเข้าถึง "ตติยฌาน"

- ต่อจากนั้นเรายังคงกำหนดรู้อยู่เพียงจุดเดียวคือดวงกสิน ภาพของกสินจะค่อยๆ ใสคล้ายกับเนื้อของเพชร สีขาวค่อยๆ หมดไป จนเหลือแต่เพียงสีผลึกเพชร 7 สีอย่างเดียว สว่างไสว ลมหายใจที่มีอยู่หายไปเอง ไม่ต้องบังคับ อาการความสุขต่างๆ หายไปเหมือนกันไม่ต้องบังคับ เมื่อนั่นสมาธิของเราเข้าสู่ "จตุถฌาน"

- จากนั้น ถ้าเราต้องการที่จะฝึกวิชชา 8 หรือเข้าอรูปฌาน หรืออภิญญาก็สามารถกระทำได้ เช่น
        - ถ้าต้องการฝึกอรูปฌานให้เริ่มโดยการกำหนดอยู่นิ่งๆ กับภาพกสินที่เป็นผลึกเพชร ไม่มีลมหายใจปรากฏ จิตแน่วแน่ขึ้นเรื่อยๆ จะทำให้ภาพของเงากสินนั้นค่อยๆ ไปเหลือเพียงดวงกสินไม่มีใส้ ผลึกเพชรหายไป พูดง่ายๆ เหมือนกับวงกลมธรรมดาที่เขียนขึ้นมีพื้นสีดำที่เป็นเหมือนอากาศ  เรากำหนดรู้อยู่อย่างนั้นเป็นต้นไปเรียกว่าเข้าสู่อรูปฌานที่ 1

ดังนี้.

 จากคุณ : หัวใจอริยะ [ 17 ม.ค. 2547 / 11:08:15 น. ]
     [ IP Address : 203.209.33.47 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (ปอง)

    อยากจะเรียนถามปัญหาปฏิบัติแบบได้ฟังคำถามมาและของตัวเอง  คุณหัวใจพระอริยะจะตอบได้หรือไม่     ไม่ได้ถามเพื่อลองเชิง แต่ถามเพื่อความรู้  จริงเท็จประการใดจะลองพิจารณาใคร่ครวญแล้วลองปฏิบัติดูอีกที     ขอให้ตอบว่าถามได้หรือไม่   ถ้าตอบว่าถามได้ จึงจะถามมาเป็นชุด ๆ   จนกว่าผมจะพอใจและคุณไม่อยากตอบ  หากไม่สะดวกก็ขออภัยครับ

 จากคุณ : ปอง [ 17 ม.ค. 2547 / 11:29:02 น. ]
     [ IP Address : 210.203.184.204 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (หัวใจอริยะ)

ขอตอบคุณปองดังนี้

เชิญถามได้ถ้าเป็นด้านของการปฏิบัติจริง ไม่ใช่ถามเนื้อหาเป็นทฤษฎีทางปริยัติ เพราะข้าพเจ้าเน้นปฏิบัติ ไม่เน้นปริยัติ

ยินดีตอบครับ ถ้าตอบได้

สวัสดี.

 จากคุณ : หัวใจอริยะ [ 17 ม.ค. 2547 / 11:36:55 น. ]
     [ IP Address : 203.209.33.47 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (ปางบุญ)

ของปอง ของจริง หายไปนานเลยนะคะ

วันนี้ คงได้พบเพื่อนผู้ฝึกกสิณเหมือนกัน

เชิญ ปุจฉา วิปัสสนา กัน ให้คนภายนอกฟัง ด้วยค่ะ

ผิดถูกอย่างไร คนฟัง ฟังแล้ว วิเคราะห์กันเองนะคะ

สาธุ ในธรรม

 จากคุณ : ปางบุญ [ 17 ม.ค. 2547 / 11:57:15 น. ]
     [ IP Address : 203.156.76.205 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (ปางบุญ)

เฮ้อออ..พิมพ์ผิดอีกแล้ว คุณปองค่า ไม่ใช่ ของปอง ขออภัย

 จากคุณ : ปางบุญ [ 17 ม.ค. 2547 / 12:00:43 น. ]
     [ IP Address : 203.156.76.205 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (Seeker)

.......ขอบคุณครับที่นำมาให้อ่าน คุณ  "หัวใจอริยะ" ช่วยแนะนำการทำวงกสินและรายละเอียดของวัสดุที่ใช้ทำหน่อยได้ไหมครับ และลักษณะของสีและแสงที่เหมาะสมสำหรับการเพ่งกสินแบบนี้......ผมเคยลองทำใช้เองอยู่พักหนึ่งแต่กำหนดภาพไม่ค่อยได้ เลยอาศัยสังเกตจากลักษณะของลมหายใจและองค์ฌานที่ปรากฏในอานาปานสติ อยากให้ช่วยแนะนำเทคนิคที่จะช่วยให้กำหนดภาพกสินได้ง่ายขึ้นด้วยครับ และระยะเวลาฝึกที่น่าจะหวังผลได้โดยประมาณ จะไปลองฝึกดูอีกที.......

 จากคุณ : Seeker [ 17 ม.ค. 2547 / 12:51:29 น. ]
     [ IP Address : 203.113.61.107 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (สวัสดีคับ)

เวลาเข้าฌาน4แล้วจิตมันจะไปพักอยู่ แล้วพอออกมาจะเหมือนนอนมานาน แบบพึ่งตื่นเช้าป่าวคับ หรือฌาน123 เวลาเข้าแล้วออกมามีอาการแบบเดียวกันได้

 จากคุณ : สวัสดีคับ [ 17 ม.ค. 2547 / 17:50:20 น. ]
     [ IP Address : 210.86.197.202 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (Vicha)

คุณหัวใจอริยะ อธิบายมานั้น ก็ชัดเจนดี เรื่องขององค์ฌาน ที่หายไป ตามลำดับฌานครับ แต่ยังไม่ได้กล่าวให้ทราบถึงลักษณะจิต ที่กำลังเข้าฌานแต่ละฌาน และลักษณะของจิตที่พักอยู่ในฌานนั้นๆ  แล้วเวลาออกจาก ฌานั้นๆ
   ซึ่งอาจจะเป็นเพราะไม่ได้สังเกตุ
หรือฝึกให้มี สมาธิมากไป และสติน้อยไปหน่อย จึงไม่เห็นร่องรอยของอัปปนาสมาธิ
หรือฝึกให้มีความชำนาญ มีวสี ของฌานแต่ละฌาน ยังน้อยไป
หรือต้องฝึกสติปัฏฐาน 4 เพิ่มเติม เพื่อให้มีสติที่ละเอียดเข้าไปเห็นแจ้ง สภาวจิต ของแต่ละฌาน
  แต่ถ้ายังมีรายละเอียดที่คุณหัวใจอริยะยังเล่ามาไม่หมด ก็เช็ญให้คุณหัวใจอริยะเล่าต่อไปนะครับ เพราะจะเป็นประโยชน์มากครับ

 จากคุณ : Vicha [ 17 ม.ค. 2547 / 20:28:55 น. ]
     [ IP Address : 203.118.87.174 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (ปอง)

สวัสดีครับพี่ปางบุญ   ที่จริงไม่ได้หายนะครับ เพียงแต่ไม่ได้เข้ามาเล่น   สมาธิตก  ภาระครอบครัวอดหลับอดนอนเลี้ยงลูกครับ  เลยได้นิวรณ์ง่วงนอนเพิ่มมาเด่นชัดอีกตัวหนึ่งนอกจากตัวอื่นที่มีไม่น้อยเช่นกัน  ผมนะไม่ใช่ของจริงของปลอม    มรรคผลยังห่างไกลมากสำหรับผม

ถามเจ้าของกระทู้ครับ  ผมเคยฝึกกสิณมาบ้างทั้งแบบนั่งจ้องไม่ว่าจะเป็นเตโชกสิณ    อาโลกสัญญาซึ่งไม่ใช่กสิณแต่อารมณ์แบบเดียวกับกสิณเลย    กสิณขาวก็เคยฝึก แต่เป็นแบบนั่งมองแล้วจำเอา  กำหนดพร้อมลมหายใจเข้าออก   ที่เจ้าของกระทู้เล่ามาเข้าใจครับ   เพราะคิดว่าเคยพบเหมือนกัน   กสิณขาวของผมตอนที่ฝึก  พอตอนกลางคืนมองไปที่ในที่มืดแบบลืมตา  จะเห็นเป็นสีขาวเรือง ๆ  สว่างในความมืดเลย  สำหรับโตโชกสิณทำถึงเป็นเปล็วไฟลุก ๆ   เห็นเหมือนตาเป็นเปล็วไฟสีส้ม เปลี่ยนเป็นเปล็วไฟสีขาว ลุกไหม้เหมือนเปล็วไฟธรรมชาติ  คือเปล็วไฟจะใสขึ้นเรื่อย ๆ  ตามความนิ่งของจิต   แล้วหดลงเป็นฝ้าสีขาวเล็ก ๆ  ขุ่น ๆ   แล้วค่อยใสขึ้นตามความนิ่งของจิต     ส่วนอโลกสัญญาทำโดยมองพระอาทิตย์ตอนเที่ยงวันมองแว๊ปเดียวแล้วจำไว้    ไม่ได้จ้องไม่งั้นตาบอดแน่ ๆ      แล้วนึกเอา วันไหนจำไม่ได้ก็มองแว๊ปไหม      นึกแบบภาวนาพุทโธ กำหนดลมหายใจเข้าออกไปด้วย    จนมองเห็นแสงสีขาวจ้าเต็มไปหมด  ความรู้สึกเหมือนใช้ตาจริงมอง รู้สึกเหมือนมีแสงพุ่งเข้าตา   รู้สึกแสบตาบ้าง (  ยังงง ๆ  เลยว่ารู้สึกแสบตาได้อย่างไร แต่สามารถสู้ได้เพราะไม่ได้ใช่ตามองเป็นจิตเห็น   จนแสงสีขาวหดลมมาเป็นฝ้าเล็ก ๆ  ข้างหน้าเมื่อจิตนิ่งพอ    ตอนนี้ก็ไม่ภาวนาจิตจับฝ้าสีขาวพร้อมดูลมหายใจเข้าออกอย่างเดียว  ร่างกายตรึง ๆ  อย่างไรบอกไม่ถูก แต่จิตสบายลมหายใจแผ่วเบา ฝ้าที่เห็นลักษณะเหมือนกันกับฝ้าสีขาวของเตโชกสิณเลยอารมณ์คิดว่าเหมือนกันทุกอย่าง   ผมฝึกจนผมจับตรงฝ้าสีขาวได้เลย ไม่ต้องกำหนดเริ่มต้นอีกก็ได้ ก่อนหน้านั้นสามารถทำได้เกือบทุกวัน  ถ้าไม่ง่วงนอนมาก   อธิบายความเป็นมาเพื่อให้เจ้าของกระทู้ตอบคำถามตามที่ผมจะถามต่อไป

ปัจจุบันนี้ทำแบบข้างบนไม่ได้แล้วไม่ได้แล้ว   หลังแต่งงานเริ่มเสื่อมลงเรื่อย ๆ    ไม่เที่ยงจริง ๆ    สมาธิตอนนี้ได้ขณิกสมาธิก็ดีใจแล้วว่าวันนั้นฝึกดี       แต่ตอนนี้ทุกครั้งที่หลับตาตอนไม่นั่งหรือตอนนั่งถ้ากำหนดจะเห็นเป็นแสงหลายสีขนาดประมาณหัวแม่มือระยิบระยับอยู่บริเวณกึ่งหน้าห่างจากหน้าผากไปประมาณเล็กน้อย   อาการทางกายไม่มีนะครับ  เพียงแต่หลับถ้ากำหนดจิตไปตรงนั้นจะเห็นทันที  ถ้าจะกำหนดดู  ถ้าไม่กำหนดดูก็ไม่เห็น      แต่ไม่ได้รบกวนการปฏิบัติ  ถ้าไม่สนใจก็ไม่เห็น    ถ้าวันไหนจิตดี ๆ  จะเห็นเด่นชัดและจะเห็นเป็นสีขาวเด่นชัดกว่าสีอื่น แต่ประกายของสีอื่นยังมี        เจ้าของกระทู้เคยพบหรือไม่     มันคืออะไร    เป็นกสิณโทษหรือไม่     ถ้ากำหนดรู้บางทีก็เป็นสีขาวแต่ไม่ปรากฏให้เห็นเหมือนตาเห็น เห็นเหมือนนึกแบบลาง ๆ        บางทีเห็นเป็นสีขาวขุ่น ๆ   ( แบบไม่เห็นเหมือนตาเห็น เห็นแบบเหมือนนึกเอา )        ตัวนี้จะจัดการมันอย่างไร       ว่ากันได้เต็มที่    อย่าห่วงว่าผมจะปรับข้อหาใด   แม้แต่บอกว่าผมฝึกผิดก็บอกได้   เป็นเรื่องผมต้องไปพิจารณาอีกที

ตอนผมกำลัง  ทดสอบการปฏิบัติแบบที่มีภาระครอบครับ    ว่าจะปฏิบัติอย่างไรให้สมาธิคงอยู่ได้   ความจริงก่อนลูกคนที่สามเกิดยังพอกล้อมแกล้มไปได้ เมื่ออดนอนเลี้ยงลูกมาเป็นปีเลยชักไม่ไหว ง่วงก็ยังฝืนนั่ง    ที่ผมเล่ามาก่อนหน้านั้นก่อนมีครอบครัว  เวลาการปฏิบัติมีมาก  ไม่มีภาระครอบครัวมาก  สามารถกำหนดจิตในกรรมฐานได้นาน ๆ   แม้ช่วงไม่ได้นั่ง

ตอนนี้ผมเหมือนเริ่มจากศูนย์  ว่าจะลองเอาเทียนมานั่งเพ่งใหม่     ถ้าจะพอข่มความง่วงได้บ้าง  เท่าที่สังเกตุมาเป็นอย่างนั้น    ถ้านั่งนึกเปล็วไฟเลย จะข่มความง่วงไม่ได้ดีเหมือนนั่งจ้องเปล็วไฟก่อน   จ้องไปสักระยะหนึ่งแล้วค่อยดับไฟ  แล้วนึกเอาต่อ       มีความเห็นเป็นอย่างไรกับวิธีการฝึกแบบนี้     

อาการตัวเกร็งจากการนั่งสมาธิ  แบบเกร็งตรงส่วนศรีษะ  จะได้ยินเสียงกึกกัก ๆ    บ้างในตอนเริ่มนั่งสมาธิคืออะไร   เคยพบหรือไม่     จิตให้อารมณ์หนักไปหรือไม่   เคยแก้อย่างไร   เมื่อวางจิตใหม่  หรือจิตเริ่มนิ่งอาการดังกว่าก็หายไป

จริงแล้วผมหามานานแล้วคนธรรมดาที่ไม่ใช่พระที่ฝึกสิณแบบเริ่มตั้งแต่เริ่มต้นจนได้ฌานสี่   แบบที่อธิบายมาผมรู้เลยว่าท่านฝึกได้จริง      ที่ผมพบมาจะพบแต่คนธรรมดากำหนดลมหายใจเข้าออกจนถึงฌาน 4    แล้วกสิณเก่ามา  เขาเลยจับต่อจนได้สำเร็จกสิณ     หรือที่ได้แบบพิศดาร เขาถอดจิตไปนรกแล้วจิตจับเปล็วไฟในนรกกลับมาจับต่อจนสำเร็จกสิณ   แบบนั้นเขาจะอธิบายแบบคนเริ่มฝึกไม่ได้

 จากคุณ : ปอง [ 17 ม.ค. 2547 / 20:32:21 น. ]
     [ IP Address : 210.203.184.86 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (รู้ปล่อย)

โมทนา                 สาธุ                 ยุวพุทธ
งามผ่องผุด          โยคะเคร่ง         เพ่งกสิณ
เพ็ญเพียรพรต       อดทนน้อม       กล่อมดวงจินต์
เพียงพักตร์ผิน       อารมณ์เอ        กัคคตา...

 จากคุณ : รู้ปล่อย [ 18 ม.ค. 2547 / 06:46:29 น. ]
     [ IP Address : 203.113.81.169 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (ศิษย์ อ.)



 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 18 ม.ค. 2547 / 09:17:32 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.8 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (กบในกะลา)

ขอเรียนถามคุณ หัวใจอริยะ ว่า การที่เราเห็นจิตเราได้ แล้วใช้การมองจิตเราให้เห็นอย่างนั้น ให้ต่อเนื่อง จะเหมือนกับการทำกสิณหรือไม่ครับ และที่ผมเห็นจิตลอยอยู่บนพื้นที่เป็นสีดำ ขอถามว่า ทำไมพื้นเป็นสีดำครับ หมายถึงอะไรครับ
ขอบคุณมากครับ

 จากคุณ : กบในกะลา [ 18 ม.ค. 2547 / 21:00:02 น. ]
     [ IP Address : 203.172.70.172 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (shi63)

   อนุโมทนาด้วยค่ะ  เก่งจังเลยได้อากาสานัญจายตนฌาน
   แต่อรูปฌานอย่างมากก็ทำให้เกิดเป็นอรูปพรหม  ถ้าจุติแล้วก็ยังต้องมาเกิดอีก  ยังปิดประตูอบายไม่ได้  คุณควรเจริญสติปัฏฐานดีกว่านะคะ  ถ้าเป็นพระอริยบุคคลจะดีกว่านี้  พระโสดาบันเกิดอีกอย่างมากก็ 7 ชาติ
   คุณใช้ฌานเป็นบาทของวิปัสสนาก็ได้  คุณอาจบรรลุมรรคผลนิพพานในชาตินี้ก็ได้นะ  เพราะคนที่ทำฌานได้ต้องเป็นติเหตุกบุคคลเท่านั้น  สู้ๆ

 จากคุณ : shi63 [ 19 ม.ค. 2547 / 10:10:08 น. ]
     [ IP Address : 161.200.64.2 ]


 ความคิดเห็นที่ 13 : (ปอง)

ขอให้ตอบผมทางเมล์ก็ได้คับ   mepun@thaimail.com

 จากคุณ : ปอง [ 19 ม.ค. 2547 / 11:50:25 น. ]
     [ IP Address : 210.203.180.17 ]


 ความคิดเห็นที่ 14 : (หัวใจอริยะ)

ขอตอบคุณ Seeker ดังนี้

1.  เวลาทำกสินนั้นมีด้วยกันหลายวิธี ขึ้นอยู่กับชนิดของกสิน เช่น ปฐวีกสินจะใช้ดินที่มีสีแดงหน่อยๆ (ดินขุยปู) ในการทำ, โอทาตกสินจะใช้ผ้าขาว หรือกระดาษสีขาว เป็นต้น แต่ที่เหมือนกันของทุกกสินนั้นคือขนาดความกว้างของดวงกสินที่มีลักษณะกลมนั้น จะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 คืบ 4 นิ้ว และต้องมีพื้นผิวที่เรียบไม่มีตำหนิครับ

แต่ถ้าต้องการเพ่งวรรณกสิน คือ สีแดง, สีขาว, สีเหลือง, สีเขียว แล้วล่ะก็ ปัจจุบันมีแบบที่สำเร็จรูปขายแล้วครับ ซึ่งขนาดของดวงกสิน และความสูงของดวงกสิน พื้นผิวเป็นไปตามที่ท่านพระพุทธโฆษจารย์อธิบายไว้ในคำภีวิสุทธิมรรคครับ

2. วิธีการที่จะช่วยให้เพ่งกสินและกำหนดภาพกสินนั้น ข้าพเจ้าได้เขียนอธิบายไว้ข้างต้นแล้ว ขอให้คุณลองตีความจากนั้นปฏิบัติตามดูครับ  ส่วนระยะเวลาที่ฝึกแล้วสามารถเห็นผลได้นั้นขึ้นอยู่กับหลายเหตุปัจจัยครับ เช่น
        -  สร้างสถานที่และองค์ประกอบต่างๆ ของการเพ่งกสินให้เหมาะสม
        - แบ่งช่วงเวลาที่แน่นอนในการฝึก เช่น เช้ามืด 1 ชม. และ กลางคืน 1 ชม. และอย่าพยายามขาดการฝึก
        - มีศรัทธาตั้งใจอย่างแน่วแน่โดยอาศัยหลักอิทธิบาทสี่
        - อย่าเกิดความอยากได้เร็วๆ เพราะจะกลายเป็นกามฉันทะไปเสีย
        -  ระยะเวลาที่ฝึกอย่างสม่ำเสมอ มากน้อย ซึ่งตรงนี้คือจุดสำคัญมาก เพราะถ้ายิ่งฝึกบ่อยจะทำให้จิตและตาของเราจำภาพของกสินได้ง่ายขึ้น
        - สร้างจิตให้สงบอยู่เนื่องๆ ในช่วงเวลาดำเนินชีวิตตามปกติไม่ใช่ช่วงการฝึกสมาธิประจำวัน
        - พยายามรักษาดวงตาของเราอย่าให้แห้ง โดยดื่มน้ำมากๆ อย่าใช้สายตาฟุ้มเฟือย

*ถ้ามีความตั้งใจจริง พยายามอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ มีศีลบริสุทธิ์ คุมจิตใจและสมาธิอยู่เนืองๆ ระยะเวลาประมาณ 1 เดือนย่อมเห็นถึงความก้าวหน้าครับ

สวัสดี.

 จากคุณ : หัวใจอริยะ [ 19 ม.ค. 2547 / 12:52:06 น. ]
     [ IP Address : 203.209.33.47 ]


 ความคิดเห็นที่ 15 : (kpt)

ทุกวันนี้ที่เป็นอยู่
ถ้าวันไหนปิดตาแล้วเห็นดวงสีขาวหรือเห็นลำแสง
เริ่มต้นจะเห็นเป็นจุดสีขาวเล็กๆ
ต้องค่อยๆประคองเลื่อนเข้ามาเรื่อยๆ
จิตจะต้องตั้งมั่น แน่วแน่มาก
ต้องเบาและนิ่งเหมือนไม่มีลมหายใจ
เพราะจิตส่ายแม้แต่นิดเดียว ดวงนั้นเลื่อนหายไปเลย
ดวงนั้นจะใหญ่ขึ้น และสว่างขึ้นเรื่อยๆ
สว่างมาก ไม่รู้ใช้เวลาไปนานแค่ไหน
จิตจะตกลงสู่ภวังค์ แล้วผุดขึ้นมา
หลังจากนั้นหลวงพ่อพุธเคยสอนไว้ว่า
ทันทีเมื่อจิตสัมผัสว่ามีกาย จิตจะมีความคิดทันที
ให้กำหนดทำสติตามรู้ ตามคิด อย่างไม่ลดละ
เราก็จะรู้เห็นไตรลักษณ์ รู้ทุกขอริยสัจจ์ที่จะพึงเกิดขึ้นกับจิต

 จากคุณ : kpt [ 19 ม.ค. 2547 / 14:22:42 น. ]
     [ IP Address : 61.19.208.65 ]


 ความคิดเห็นที่ 16 : (หัวใจอริยะ)

คุณปองข้าพเจ้าได้ตอบคำถามของท่านไปแล้วทางอีเมล์

สวัสดี.

 จากคุณ : หัวใจอริยะ [ 19 ม.ค. 2547 / 15:24:26 น. ]
     [ IP Address : 203.209.33.47 ]


 ความคิดเห็นที่ 17 : (ปอง)

เปิดแล้วไม่พบ   มาตรวจอีเมล์  ขอโทษทีครับ    อีเมล์ผมให้ผิดไปครับที่ถูก   คือ     meepun@thaimail.com   จะตอบทางกระทู้ก็ได้ครับ  ที่ผมให้ไว้เผื่อบางอย่างไม่อยากตอบในที่สาธารณะเท่านั้นเอง   

ต้องขอโทษเป็นอย่างมาก    ก่อนจะฝึกกสิณสงสัยผมต้องไปฝึกสติก่อนละมั้งนี่ 
วันแรกที่ผมเห็นกระทู้นี่ ผมกลับไปฝึกวันนั้น ปรากฏว่าจิตนิ่งกว่าทุกวัน  เพราะไม่ง่วงไม่ทราบเป็นเพราะฤทธิ์การแฟที่ผมทานลงไปหรือเปล่าไม่ทราบได้   ปรกติ
ผมจะไม่ทานกาแฟ  นาน ๆ ครั้ง  วันหลังเป็นหวัดและไออีกวันนี้ก็ยังเป็นกินยาเข้าไปเบลอ ๆ  ยังไงชอบกล  แต่ถึงป่วยก็ยังจะฝึกครับ นิดหน่อยก็ยังดี      นับว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีที่ได้พบกันแม้จะเป็นโลกมายาในอินเตอร์เน็ตนี่ก็เถอะ       เพราะอยากพบคนฝึกกสิณที่ได้อยู่แล้วอยู่เหมือนกัน

ปล. กสิณนี้ผมกัดไม่ปล่อย  คือเป็นกรรมฐานประจำจิต ไม่ทิ้ง    นอกจากพุทธานุสติที่ผมฝึกอยู่    ผมจะตั้งใจฝึกให้ได้แล้วแนะนำคืนอื่นให้ฝึกต่อก็เท่านั้นเอง  เพราะนับวันหาคนฝึกกสิณยากมาก ๆ         ไม่อยากให้การฝึกกสิณสูญหายหรือหาคนฝึก และหาคนแนะนำยาก        วิปัสนาก็ทำนะครับ เดี่ยวคนอื่นเข้าใจผิดว่าฝึกแต่กสิณ 

 จากคุณ : ปอง [ 19 ม.ค. 2547 / 16:32:49 น. ]
     [ IP Address : 210.203.184.192 ]


 ความคิดเห็นที่ 18 : (ศิษย์ อ.)

ความคิดเห็นที่ 12 : (shi63)


   อนุโมทนาด้วยค่ะ  เก่งจังเลยได้อากาสานัญจายตนฌาน
   แต่อรูปฌานอย่างมากก็ทำให้เกิดเป็นอรูปพรหม  ถ้าจุติแล้วก็ยังต้องมาเกิดอีก  ยังปิดประตูอบายไม่ได้  คุณควรเจริญสติปัฏฐานดีกว่านะคะ  ถ้าเป็นพระอริยบุคคลจะดีกว่านี้  พระโสดาบันเกิดอีกอย่างมากก็ 7 ชาติ
   คุณใช้ฌานเป็นบาทของวิปัสสนาก็ได้  คุณอาจบรรลุมรรคผลนิพพานในชาตินี้ก็ได้นะ  เพราะคนที่ทำฌานได้ต้องเป็นติเหตุกบุคคลเท่านั้น  สู้ๆ

จากคุณ : shi63 [ 19 ม.ค. 2547 / 10:10:08 น. ]
     [ IP Address : 161.200.64.2 ] 
.......................................................................................................................
ตอบคุณSHI63
                           การฝึกสติปัฏฐาน ๔ ต้องใช้ฌาน ๔ ร่วมด้วยจึงจะไปนิพพานได้นะครับ หนทางไปสู่พระนิพพานคือ อริมรรคมีองค์ ๘ ไม่ใช่ใช้ สติปัฏฐาน ๕ เพียงอย่างเดียว

 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 19 ม.ค. 2547 / 17:01:30 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.11 ]


 ความคิดเห็นที่ 19 : (หัวใจอริยะ)

ขอนำคำตอบของคุณปองมาลงกระทู้แทนเนื่องจากอีเมล์ส่งไปไม่ได้ครับ.
****

ข้าพเจ้าเองนั้นพอมีประสบการณ์อยู่บ้าง... ขอตอบคุณปองเท่าที่ทำได้ดังนี้

ที่ได้ฟังจากคุณเล่ามาถึงประสบการณ์ในการฝึกกสินของคุณนั้น เป็นไปได้ก้าวหน้าอย่างดีและต่อเนื่อง คุณมีความตั้งใจจริงในทุกครั้งที่ฝึกกสินไม่ว่าจะเป็นกสินอะไรก็ตาม คุณสามารถกำหนดอารมณ์ในลักษณะเดียวกันได้หมด ถ้าให้วิเคราะห์ตรงจุดนี้จากข้อมูลที่คุณให้มาสมาธิของคุณเป็นอุปจารสมาธิขึ้นไป เพราะว่าคุณสามารถจับภาพของกสินได้แล้ว โดยไม่ต้องมานั่งเพ่งรูปของกสินก่อน...

ส่วนต่อไปในปัญหาอื่นที่คุณถามมา ข้าพเจ้าเองขอตอบโดยอาศัยหลักอริยสัจจ์เป็นแกนนำดังนี้..

ปัญหาคืออะไร? :

1. สมาธิเสื่อมลง
2. เห็นแสงหลายสีขนาดเท่ากับหัวแม่มือ มันคืออะไร เป็นกสินโทษหรือไม่ จัดการมันอย่างไร
3. การใช้เทียนมาเพ่งเป็นกสิน
4. อาการเกร็งศรีษะเมื่อเริ่มนั่งฝึกสมาธิ

ปัญหาเกิดจากอะไร?

1. สมาธิเสื่อมลงนั้นเป็นเพราะว่าศีลทางกาย และใจของท่านไม่บริสุทธิ์ ภาระของท่านเพิ่มมากขึ้น เวลาในการปฏิบัติน้อยลง คือ หลังจากแต่งงานและมีบุตรกาย และจิตของท่านเริ่มมีความยึดมั่นถือมั่นอยู่ในชั้นกามวจร ติดใจอยู่ในความรู้สึกสุขที่เกิดจากกำหนัด ซึ่งตรงจุดนี้เรียกว่า "กามฉันทะ" ศีลนั้นเป็นบาทฐานของสมาธิ คอยป้องกันปลายเหตุอันที่จะทำให้จิตใจเกิดนิวรณ์ ถ้าศีลไม่บริสุทธิ์จะทำให้สมาธิเกิดและตั้งอยู่ไม่ได้นาน ทำให้ไม่สามารถเข้าสู่ปฐมฌานได้

2. การที่เห็นแสงหลายสีปรากฏขึ้นทั้งในขณะที่ฝึกสมาธิและไม่ฝึกสมาธินั้น เห็นจะได้แก่สัญญาความจำหมายในอารมณ์เดิมของกสินเก่าที่ท่านเองได้เคยฝึกไป เช่น เตโชกสิณ อาโลกกสิณ เป็นต้น เป็นการเปลี่ยนแปลงของสีกสินต่างๆ หลายอย่างที่พยายามจะรวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียวด้วยอำนาจจิตและสมาธิของท่านที่ได้กำหนด แสงดังกล่าวไม่ใช่กสินโทษครับ เป็นอาการปกติของผู้ฝึกกสิน แต่ที่ข้าพเจ้ากล่าวมานั้นอาจจะไม่ใช่ก็ได้ ข้าพเจ้าอธิบายจากข้อมูลที่ท่านให้มาเท่านั้น..เพราะก่อนหน้านี้ท่านยังไม่เคยได้ถึงระดับ "จตุถฌาน" มาก่อน
กสินทุกชนิดนั้น ย่อมมีการเปลี่ยนสี ซึ่งการเปลี่ยนมีด้วยกัน 2 ช่วงคือ ช่วงก่อนได้อุปจารสมาธิ จะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีเหมือนกับที่ตาเห็น กับช่วงหลังจากที่เข้าฌานได้แล้ว และทุกๆ กสินนั้นจะเปลี่ยนเป็นสีเดียวเหมือนกันหมด คือ สีประกายพรึกในตอนที่เข้าสู่ "จตุถฌาน"

3. การใช้เทียนมาเพ่งกสินนั้น โดยส่วนตัวข้าพเจ้าเองก็เลยลองมาก่อนในตอนสมัยอยู่ชั้นประถม ข้าพเจ้ามีความเห็นว่าวิธีนี้สามารถนำมาใช้เพ่งกสินไฟได้ แต่ว่าควรหาอะไรมาทำเป็นรูเท่ากับวงกสินให้แสงของไฟลองช่องได้จะดีกว่า ใช้รัศรีหรือแสงของเทียนนั้นเป็นวงกสินจะทำให้เพ่งได้ง่ายขึ้น เพราะโดยหลักการแล้วการเพ่งกสินคือการเพ่งสีของสิ่งต่างๆ ที่อยู่นิ่งครับ การที่เพ่งเปลวเทียนอันไหวไปมานั้น จะทำให้จิตรวมตัวเป็นสมาธิจุดเดียวได้ยาก จิตจะส่ายไปมาไม่อยู่นิ่งดั่งเปลวเทียน ดังนั้นควรเพ่งที่รัศมี หรือแสงรอบๆ เปลวเทียนอันลอดช่องที่เตรียมไว้ (ความคิดนี้มีอยู่แล้วในคัมภีร์วิสุทธิมรรคต่างกันที่ไม่ใช่กองไฟแต่ไข้เทียนแทน และตามความเชื่อของศาสนาฮินดูหรือพราหมณ์ที่เป็นผู้คิดวิธีเพ่งกสิน และสอนให้กับพระพุทธเจ้ากล่าวว่า" ร่างกายไหวจิตย่อมเคลื่อน สมาธิย่อมเคลื่อน ควบคุมลมหายใจได้ ย่อมควบคุมชีวิตได้")

4. ข้าพเจ้าคิดว่าอาจจะเนื่องมาจากกายของท่านไม่ค่อยได้พักผ่อน ทั้งจิตของท่านมีความเครียดสะสม มีความวิตกกังวลอยู่บ้าง เช่น เรื่องลูกจะตื่น ถึงกสินที่เคยได้และเสื่อมไป เป็นต้น ดังนั้นจึงทำให้เครียดอย่างไม่รู้ตัว หรือตั้งใจมากเกินไป เร่งมากไป

สภาวะไม่มีปัญหาคืออะไร

1. สมาธิไม่เสื่อมลง และเจริญก้าวหน้าไปได้อย่างต่อเนื่อง
2. กำจัดแสงหลายสีให้หมดไป
3. สามารถใช้เทียนเพ่งเป็นเตโชกสิน
4. ไม่มีอาการเกร็งศรีษะเมื่อเริ่มนั่งฝึกสมาธิ

สภาวะไม่มีปัญหาอย่างไร

1. ให้พยายามรักษาศีลให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ดังเดิม (หรือเท่าที่ทำได้)  โดยข้าพเจ้าแนะนำหลักง่ายๆ ว่า ""การไม่ทำ ไม่พูด ไม่คิด อันใดที่เนื่องมาจากใจยึดมั่นถือมั่น หรือทำให้ใจยึดมั่นถือมั่น. แล้วให้ทำ พูด คิด อันใดที่เป็นไปเพื่อให้ใจเกิดไม่ยึดมั่นถือมั่น..." (ความยึดมั่นถือมั่นในที่นี้ได้แก่ กิเลส หรืออาสวะต่างๆ) และให้ใช้การพิจารณาโทษของกามคุณทั้ง 5 ได้แก่รูป, เสียง, กลิ่น, รส, สัมผัสที่เคยได้รับหรือเกิดขึ้นมานั้นเป็นเพียงสมมุติ เราทำเพราะตามหน้าที่ของพ่อเท่านั้น เราจะไม่ยึดมั่นถือมั่นใดๆ ด้วย ฯลฯ ก่อนการฝึกกสินจะทำให้รู้สึกปลง และกายใจสงบได้ง่าย

2. พยายามอย่าเปลี่ยนชนิดของกสิน ตกลงใจไปเลยว่าเราจะใช้กสินอะไร เพราะจิตที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาย่อมได้แก่จิตที่ยังมี "วิจิกิจฉา" คือ นิวรณ์ ปรากฎขึ้นมา ถ้าจิตยังไม่ปราศจากนิวรณ์ ก็ไม่สามารถเข้าปฐมฌานได้ ใช้ชนิดใดชนิดหนึ่งไปเลยจนกว่าจะสำเร็จจตุถฌาน ไม่อย่างนั้นอย่าเปลี่ยน (ให้คิดอย่างนี้)

ให้ใช้องค์ฌาน หรือสังเกตลมหายใจร่วมด้วย เพราะจะได้ทราบความก้าวหน้าอย่างแท้จริงของสมาธิว่าถึงขั้นไหน เพราะว่าถ้าสังเกตเพียงภาพของกสินอย่างเดียวอาจจะทำให้อุปทานไปเองได้ หรือสนใจแต่ภาพอย่างเดียวมาเกินไปสมาธิก็ตก ภาพก็จะหายไป ต้องประคองตั้งสมาธิและภาพกสินให้พอดีกัน

3. การใช้เทียนมาเพ่งเป็นกสิน ด้วยวิธีการที่กล่าวไปแล้วบ้างข้างต้นที่ให้หาอะไรมาทำเป็นช่องให้แสงของเทียน หรือรัศมีของเทียนลอดเข้าไป แล้วเพ่ง อย่าเพ่งเปลวเทียนเพราะจะทำให้จิตรวมตัวอยู่เพียงจุดเดียวยากกว่า

4. อาการเกร็งศรีษะเมื่อเริ่มนั่งฝึกสมาธิ พยายามวางใจให้เป็นกลาง ตอนเริ่มนั่งสมาธิให้หายใจเข้าลึกที่สุดเท่าที่ทำได้ และหายใจออกให้ยาวที่สุดเท่าที่ทำได้ประมาณ 5 ครั้ง และอย่าเร่งให้อยากได้เร็วๆ พักผ่อนให้มากๆ เวลาที่ฝึกกสินนั้นหายใจสบายๆ จะหายใจยาวหรือสั้นก็ได้ ให้หายใจครั้งนั้นรู้สึกว่าเบาสบาย อาจจะใช้การกำหนดรู้อยู่ที่จุดกลางศรีษะประมาณ 5 - 10 นาทีรวมด้วย จะรู้สึกว่ามีลมพัดขึ้นศรีษะ และรู้สึกว่าตัวเบาสบาย อาการเกร็งต่างๆ จะหมดไป

สิ่งต่างๆ ที่ข้าพเจ้าตอบไปนั้น อาจจะไม่กระจ่างหรือถูกต้องตามที่ท่านเป็นอยู่ก็ได้ แต่อย่างน้อยก็ขอให้ท่านลองกระทำตามดูก่อนถึงตัดสินใจว่าใช้ประโยชน์ได้จริงหรือไม่

ขอให้เกิดปัญญาเห็นธรรม

"หัวใจอริยะ"....กัลยาณมิตร

 จากคุณ : หัวใจอริยะ [ 19 ม.ค. 2547 / 17:23:08 น. ]
     [ IP Address : 203.209.33.47 ]


 ความคิดเห็นที่ 20 : (ปอง)

ขอขอบพระคุณในคำตอบครับ   จะลองพิจารณาและปฏิบัติดู    จะแก้ไขข้อบอกพร่องที่ตัวเองรู้  ขอรับรองว่าจะฝึกและรักษาศีลให้เข้มกว่าเดิม

ขอให้คุณหัวใจอริยะสำเร็จทางโลกและทางธรรมเช่นเดียวกันครับ

 จากคุณ : ปอง [ 19 ม.ค. 2547 / 22:30:40 น. ]
     [ IP Address : 210.203.183.16 ]


 ความคิดเห็นที่ 21 : (ดอกดิน)

การฝึกตามหลักสติปัฏฐานสี่    นั้นเหมาะสมทั้งฆราวาสและบบรพชิต  เป็นที่ประชุมลงแห่งองค์อริยมรรคทั้งแปด   และสัมโพชฌงค์ทั้งเจ็ด  ซึ่งเป็นองค์ธรรมเครื่องตรัสรู้ธรรมตามพระบรมศาสดา  
สติปัฏฐานสี่ปฏิบัติได้ทุกอริยาบท  และตอนทำงานหากินในทางโลกด้วย  จึงประเสริฐดีนักแล      
ถ้าลำพังจะทำสมาธิจิตได้แค่วันละหนึ่งชั่วโมง   สองชั่วโมง  หลังเลิกจากงานภายนอกเท่านั้น   อย่างนี้ไม่ทันต่อการรู้เท่าทันกิเลส   เพราะกิเลสนั้นมันโจมตีได้ทุกขณะที่เผลอสติ    เพราะฉนั้นการเจริญสติปัฏฐานนั้นจึงเหมาะสมที่สุด  อุปกรณ์คือกาย  กำหนดรู้การไหวติงร่างกาย   กำหนดรู้ลมหายใจ  แค่นี้ก็เหลือแหล่แล้วเรื่องการเจริญสมาธิเพื่อ  ความรู้แจ้ง    จิตสงบรู้เท่าทันในปัจจุบันขณะรู้เท่าทันเวทนา  รู้เท่าทันความคิด   ก็เป็นแนวทางสู่ความรู้แจ้งที่ปฏิบัติง่ายและได้ผลเร็ว  หวังผลไม่เกินเจ็ดปี   พระพุทธเจ้าทรงรับรอง      แม่น้ำทุกสายไหลลงสู่มหาสมุทธ 
กรรมฐานทุกอย่างขั้น  เป็นเมืองขึ้นต่อ อานาปานสติ  นับว่าเลิศและพระองค์ทรงใช้เป็นวิหารธรรมเครื่องอยู่ของจิต  ของพระองค์
ที่กล่าวมานี้ไม่ได้คัดค้านแนวทางการเพ่งกสิณ    เพียงแต่ไม่เหมาะสมกับฆราวาสผู้มีเวลาอยู่กับการหาเลี้ยงท้องเป็นส่วนมาก   จะเหมาะแก่พวกฤษีชีไพร  ผู้หวังฤทธิ์เดช   ระลึกอดีตชาติได้  ระลึกรู้ความคิดผู้อื่นได้แต่ไม่รู้เท่าทันความคิดตน
อย่างนี้ก็เสียเวลา       ในบรรดาพ่อแม่ครูอาจารย์ที่บรรลุธรรม  จะเป็นลูกศิษย์สายหลวงปู่มั่นซะส่วนมาก   ที่มีบทบาทในทางเผยแผ่คำสอน  กรรมฐานก็คือกำหนดรู้ลมหายใจ    หรือ กำหนดรู้การเคลื่อนไหวของร่างกาย  หรือบริกรรมพุทโธ       ไม่มีการสอนเรื่องการเพ่งกสิน    ตามที่ได้ยินได้เห็นมานั้นคนที่เจริญสติด้วยการเพ่งกสิณ  เป็นบ้ามามากแล้ว  เพราะหวังเพ่งระลึกรู้สิ่งภายนอก  เมื่อกิเลสจู่โจมเข้าภายในเลยหาที่หลบไม่ทัน   เมื่อมีอะไรมากระทบแรงๆเช่นภูตผีปีศาจมาประลอง   ด้วยความกลัวสติก็เคลื่อนจากสมาธิ  ทำให้เสียจริตผิดมนุษย์
การจะฝึกวิชาอะไรก็ดีควรคำนึงถึงผู้เป็นอาจารย์  ผู้นั้นรู้แจ้งในครองธรรมไหม
กล่าวธรรมด้วยความชัดเจนไหม   จะได้ไม่หลงทาง    คนที่มีศรัทธาต่อการปฏิบัติมากแต่ไปได้อาจารย์ที่ไม่รู้แจ้งคลองนิพพานก็พาให้เราหลงทางได้ แนะนำไปสู่ความหายนะได้       อีกประการหนึ่งได้ตำราครูบาอาจารย์ไปแล้วปฏิบัติเอาเอง
บางตำราสอนไม่ละเอียดนักเมื่อปฏิบัติไปแล้วเจอปัญหา  แต่ด้วยความเห็นผิดเป็นชอบเข้าใจว่าทำถูกไม่ยอมปรึกษาสนทนากับผู้รู้   อย่างนี้ก็อันตรายมาก
มีโอกาสที่จะเป็นบ้าวิปลาสเอาง่ายๆ
แต่มีคุณธรรมอย่างหนึ่งที่เป็นหลักประกันว่าจะไม่เป็นบ้าเสียจริตที่เกิดจากการปฏิบัติคือ   ผู้ที่มีความให้อภัยแก่ผู้ที่ทำให้เราเจ็บใจ  ถ้าทำได้เช่นนี้แล้วจิตผู้นั้นมีเมตตาธรรม   ย่อมมีความปลอดภัยและมีความเจริญต่อการปฏิบัติธรรมเพราะจิตนั้นอยู่ในภูมิที่สูงแล้วด้วยคุณธรรม       จิตนิ่งกับจิตสงบนั้นต่างกัน  จิตนิ่งคือจิตที่กำหนดรู้อย่างใดอย่างหนึ่งจนจิตนิ่ง  แต่เมื่อคลายจากความนิ่งแล้วก็ฟุ้งไปตามอารมณ์  อย่างนี้เรียกว่ามิจฉาสมาธิ   ส่วนจิตสงบนั้น  ถึงจะมีความคิดแต่ไม่คิดส่งไปทางอารมณ์กามราคะและพยาบาท  จิตจึงสงบท่ามกลางแห่งความคิด
อย่างนี้แลเรียกว่าสัมมาสมาธิ  ในองค์อริยมรรค    จงทำความเข้าใจระหว่างมิจฉาสมาธิ  กับปัญญาสมาธิ     ดังที่อธิบายมาแล้ว

แสดงความเห็นตามธรรมมาธิปไตย  เท่านั้นครับ

 จากคุณ : ดอกดิน [ 20 ม.ค. 2547 / 07:49:26 น. ]
     [ IP Address : 68.42.154.57 ]


 ความคิดเห็นที่ 22 : (ปอง)

ขอบคุณคุณดอกดินที่ให้ความเห็น     คุณดอกดินรู้ได้อย่างไรว่าผมหรือคนฝึกสิณไม่ทำตามแบบสติปัฏฐานสี่ หรือคำสอนหมวดอื่นด้วยนะครับ     ที่เขียนมาทำนองนั้นแหละครับ   จะปฏิเสธว่าไม่เขียนก็ได้  ฟังขึ้น  เพราะผมอาจตีความผิดไป   ผมไม่เคยพูดว่าผมปฏิบัติสติปัฏฐานสี่     และไม่เคยพูดว่าไม่ปฏิบัติสติปัฏฐานสี่   

ผมพบคนพูดเหมือนคนดอกดินมานักต่อนักแล้วนะครับ    และก็จะพบอีกต่อไปเรื่อย ๆ  ซึ่งผมไม่ใส่     เพราะพระศาสดาไม่ปฏิเสธเรื่องกสิณ      คนอื่นหรือตัวผมเองไม่อาจโน้มน้าวไม่ใครไม่ปฏิบัติกสิณ     เป็นเหตุให้กสิณเป็นเพียงตัวหนังสือที่เขียนไว้ในหนังสือเท่านั้น      หาคนปฏิบัติไม่ได้เพราะคิดว่าไกลต่อการพ้นทุกข์หรือทำให้บ้าได้  ไม่เหมาะกับฤราวาสบ้างละ    ถ้าไม่มีเหตุแห่งกรรมไฉนเลยผลแห่งความบ้าเพราะการปฏิบัติจึงจะมา     เป็นความชอบตามจริตเดิมและปัจจุบันรวมกัน      นักปฏิบัตส่วนมากที่ผมพบมาก็จะมีแค่คนบอกว่า   ผมและฉันปฏิบัติแต่ทางสายเอกคือสติปัฏฐานสี่ซึ่งเป็นทางสายเอกและสายเดียว     ขอโมทนา ผมไม่อาจค้านได้เพราะก็เชื่อตามนั้น     ถ้าเขาไม่คิดว่าเขาพูดเพราะทิฐิยึดว่าเขาปฏิบัติทางสายเอกซึ่งดีกว่าใคร  ๆ  ที่ไม่ได้บอกว่าปฏิบัติสติปัฏฐานสี่   ซึ่งผมฟังมาชินชา    

การมองว่าคนฝึกกสิณทำนองเหมือนว่าไม่ได้ฝึกสติปัฏฐานสี่หรือฝึกไปแล้วมีโอกาศบ้านะ      ผมว่าเป็นความคิดที่ไม่เปิดกว้าง       อย่าลืมว่าพระบรมศาสดาก็ทรงสอนกสิณ     เพียงแต่ว่ากสิณไม่ใช่ตัวพ้นทุกข์โดยตรง เป็นเพียงตัวให้เกิดสมาธิ   และเป็นสัมมาสมาธิในมรรคแปดด้วย  เป็นเครื่องมือส่วนหนึ่งที่อาศัยวิปัสนาเข้ามาช่วยอีกที    อริยมรรคต้องมีแปดอย่าง    ไม่ใช่มีแต่สัมมาสติซึ่งเป็นสติปัฏฐานสี่เพียงอย่างเดียว

นี่ก็เป็นการแสดงความเห็นด้วยธรรมเช่นเดียวกัน      ปรกติการเล่นเวปบอร์ของผมที่นี่     ผมไม่เล่นแบบโต้เถียงกันด้วยทิฏฐิ   แม้แต่คนเอาชื่อคูรบาอาจารย์ผมมากล่าวในทางเสียหาย  หรือทำให้คนอื่นเข้าใจผิดว่า
คูรบาอาจารย์ผมเป็นแบบนั้นแบบนี้     ทำให้คูรบาอาจารย์ผมเป็นอีกคนหนึ่งซึ่งไม่ใช่   ผมยังอุเบกขา   แต่ครั้งนี้จะพิงไปถึงคำสอนของพระศาสดาเรื่องกสิณ     ผมเลยอดชึ้แจงไม่ได้     จะมองว่าผมชี้แจงด้วยทิฐิหรืออารมณ์โกรธก็แล้วแต่ตามใจ   ตามที่สัมผัสได้      เพราะผมไม่เคยบอกใครที่ไหนว่า ราคะโทสะผมเบาบาง  ยังกิเลสเต็มขั้น  ผมก็ให้ความเห็นอีกด้านหนึ่งเช่นเดียวกัน       จะไม่มีการเข้ามาตอบในเรื่องนี้ในกระทู้นี้อีก   ขอให้สำเร็จในแนวทางปฏิบัติของตัวเองครับ       

สมาธิที่จะเกิดจากกสิณก็คือ สัมมาสมาธินะครับ     

 จากคุณ : ปอง [ 20 ม.ค. 2547 / 10:44:59 น. ]
     [ IP Address : 210.203.182.28 ]


 ความคิดเห็นที่ 23 : (ปอง)

ลืมไปนึดหนึ่งของเพิ่มแล้วกัน       

จำไม่ผิดผมน่าจะคุยกันกับคุณดอกดินหลายครั้งแล้ว   แต่ไม่ใช่เรื่องกสิณ    เจริญในธรรมครับ   ถ้ามีโอกาศคงพบกัน    ขอขมากับสมมุติพิเศษทีท่านมี    หรือผมเข้าใจผิด   

เป็นการโต้แย้งด้วยธรรมเช่นเดียวกัน 

 จากคุณ : ปอง [ 20 ม.ค. 2547 / 10:55:38 น. ]
     [ IP Address : 210.203.182.28 ]


 ความคิดเห็นที่ 24 : (ดอกดิน)

ขออนุญาติ  ชี้แจง  อธิบายให้เข้าใจยิ่งขึ้น เพื่อปรับความเห็นให้ตรงกันตามครรลองคลองธรรม 
มีประโยคหนึ่งที่คุณปอง   ว่า  แต่ครั้งนี้จะพิงไปถึงคำสอนของพระบรมศาสดา
เรื่องกสิณ   ผมเลยอดชี้แจงไม่ได้

ผมเพียงแต่เพียงชี้แนะ  ว่า  การเจริญ   สติปัฏฐานสี่  นั้นเหมาะสมที่สุด แก่ฆราวาสและบรรพชิต   ผู้หวังความหลุดพ้นในปัจจุบันชาติ   พระบรมศาสดาทรงตรัสรับรองไว้ว่า   อย่างช้าไม่เกินเจ็ดปี   อย่างเร็วที่สุด  ก็แค่ขณะจิตเดียว  ไม่ถึงนาที
ก็บรรลุผลโดยเร็วพลัน    นี่แหละผมจึงเห็นคุณค่าของการปฏิบัติ  ตามหลักสติปัฏฐานสี่    ไม่ใช่ผมกล่าวด้วยความศรัทธาด้วยการศึกษาปริยัติธรรมอย่างเดียว
แต่ผมมีความศรัทธาต่อการปฏิบัติ   และศรัทธาต่อผลที่ได้รับจากการปฏิบัติด้วย
ว่าพ้นทุกข์ได้จริง   และจากการสนทนาจากนักปฏิบัติด้วยกัน  ก็มีความเห็นแนวเดียวกัน    และนำความรู้ที่ได้จากการปฏิบัติธรรม นั้นไปสนทนากับครูอาจารย์  ที่เป็นเจ้าสำนักปฏิบัติธรรม   และผ่านการอบรมสั่งสอนจากหลวงปู่หลวง  ตาชื่อดังทางด้านการสอนสมถะ  วิปัสสนา   มาแล้วหลายองค์   เมื่อสนทนากันแล้วก็มีความเห็นในทิศทางเดียวกัน  และท่านเหล่านั้นก็ไม่ได้ปรามาสว่า  เป็นฆารวาส  และอายุยังน้อย ไม่น่าจะอธิบายเรื่องธรรมชั้นสูงได้    ท่านจะไม่ลบหลู่ดูแคลน   นั่นคือความเสมอกันด้วยธรรม  เมื่อจิตผ่าน  พ้นจากสมมุติแล้วจะเสมอกันด้วยธรรม   จิตอยู่ในระดับเดียวกัน  ทรงอยู่ในความว่าง  และไม่มีปัจจัยภายนอกเข้าปรุงแต่ง    แต่ฐานะในทางสมมุตินั้น  มีความเลื่อมล้ำเป็นธรรมดา  นับถือกันตามอาวุโส       นี่แหละจึงทำให้เกิดความสำคัญอย่างแรงกล้า   ต่อหลักการปฏิบัติตามหลักสติปัฏฐานสี่   ว่าเป็นทางสายเอก   เป็นที่ประชุมลงขององค์อริยมรรคทั้งแปดมีสัมมาทิฎฐิเป็นเบื้องต้น     เป็นที่ประชุมลงแห่งองค์ สมโพชฌงค์ทั้งเจ็ด  มีสติเป็นเบื้องต้น  ซึ่งเป็นองค์ธรรมเกื้อหนุนต่อการบรรลุธรรม
บรรดา  กรรมฐาน  ทั้งหลายที่พระบรมศาสดา ทรงแสดงไปนั้น  พระองค์ก็ยังทรงยกย่องว่าอานาปานสติ กรรมฐาน   ว่าเป็นเลิศกว่าองค์แห่งกรรมฐานทั้งปวง

ดูกร ภิกษุทั้งหลาย   เมื่อเจริญให้มากแล้วซึ่งอานาปานสติ ย่อม  ยังให้สัมโพชฌงค์บริบูรณ์   วิชชา  และวิมุติ ย่อมบริบูรณ์   มีอานิสงฆ์ใหญ่มีผลใหญ่.

ดูกร  ภิกษุทั้งหลาย  อานาปานสติ  เมื่อเจริญให้มากแล้ว   อุปมา  เมื่อมีลม
พัดฝุ่น  ในฤดูแล้ง ฝุ่นนั้นย่อมฟุ้งขจรไปในอากาศ    แต่แล้วในทันทีทันไปมีฝนห่าใหญ่  ตกลงมา  ทำให้ฝุ่นที่ฟุ้งขจรนั้น  สงบลง.

ดูกร  ภิกษุทั้งหลาย  เมื่อพวกเธอสัญจรไปในที่อื่น   มีนักบวชต่างลัทธิ ถามพวกเธอว่า    ปีนี้  สมณโคดม จะ จำพรรษา  อยู่ ณ.ที่แห่งใด   ภิกษุทั้งหลาย  พวกเธอจึงพึงตอบว่า   พระตถาคต  จำพรรษา อยู่ใน  อานาปานสติโดยส่วนมาก.

นี่แลที่พระบรมศาสดา ทรงยกย่อง  อานาปานสติกรรมฐาน  ว่าเป็นเลิศกว่ากรรมฐานทั้งปวง

คงเป็นเรื่องธรรมดาที่ผมยกย่องการปฏิบัติตามหลักสติปัฏฐานสี่   เป็นพิเศษ
แต่ไม่ได้ลบหลู่ดูแคลน  การเจริญสติแบบเพ่งกสิณ   เพียงแต่ชี้แจงอธิบาย
ตามความเหมาะสม  ต่อการดำรงชีวิตประจำวัน   ที่ต้องอาศัยการมีสติและสมาธิ
ที่จำเป็นต่อการทำงานทั้งทางโลกและทางธรรม   จึงยกเรื่องสติปัฏฐานสี่มากล่าว

ส่วนการเจริญสติ   สมาธิโดยการเพ่งกสิณนั้น   จะเป็นสัมมาสติ  สัมมาสมาธิได้นั้น   ก็ต่อเมื่อมีสัมมาทิฎฐิ     มีปัญญา  พิจารณากาย  และจิตให้เห็นความไม่เที่ยง   นั่นสุดท้ายของผู้ที่เจริญสมาธิ  ก็ต้องมาบรรจบลงที่การพิจารณาขันธ์ห้า
ให้รู้แจ้งตามเป็นจริง ของไตรลักษณ์    อุปมาเหมือนแม่น้ำหลายสายก็ย่อมไหลลงสู่ทะเล   การปฏิบัติ กรรมฐาน  ทั้งหลายจุดมุ่งหมายก็นำจิตหลุดพ้น บรรลุนิพพาน
แต่กรรมฐานนั้น  มีทั้งสมถะ  กรรมฐาน  คือการทำจิตให้เป็นสมาธิ   วิปัสสนากรรมฐาน   คือการใช้ปัญญาพิจารณาขันธ์ห้าเห็นความไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  ไม่ใช่ตัวตน   เพื่อถอดถอนตัณหา  อุปาทาน   ดับสนิทไม่เหลือแห่งทุกข์  นั่นคือจุดหมาย

แต่การฝึกสติ   ด้วยการเพ่งกสิณ   นั้น จะถึงแค่สมถะกรรมฐาน  มีสมาธิจิต
พอมาถึงตรงนี้แล้วก็มาต่อรอบที่สองคือยกจิตขึ้นสู่การพิจารณาขันธ์ห้า  ให้รู้แจ้งในไตรลักษณ์   
แต่การปฏิบัติตามสติปัฏฐานสี่นั้น    สมถะและวิปัสสนา  กลมกลืนกันไป  ถ้าจะให้เป็นสมถะ  โดยตรงก็ทำได้   เมื่อต้องการพักจิตให้อยู่ในอาการสงบอย่างเดียว

ที่อธิบายมานี้เพื่อความชัดเจนต่อการศึกษาและปฏิบัติ   เพื่อคนที่ยังไม่รู้จะได้ข้อพิจารณาเปรียบเทียบ   จะได้ไม่หลงทางเสียเวลา   ชีวิตนี้มีน้อยนัก  ไม่ควรที่จะลองผิดลองถูก   เพราะมีโอกาสพลาดได้    ในมุมมองของคนๆหนึ่งซึ่งอาจจะไม่ถูกก็ได้จึงอย่าพึ่งเชื่อ  อย่าพึ่งปฏิเสธ  แต่ขอให้ใคร่ควรด้วยปัญญาซะก่อน

ที่อธิบายมานี้คงพอเข้าใจว่าผมไม่มีความคิดลบหลู่ดูหมิ่นกสิณ  เพียงแต่กล่าวว่าไม่เหมาะสม  กับฆราวาส  ซึ่งหากินหาอยู่  ต้องดีดดิ้นเพื่อความอยู่รอด  หลักสติปัฏฐานสี่จึงเป็นแนวทางที่ดีที่สุด  ในการปฏิบัติในชีวิตประจำวัน  กายดีดดิ้นหาอาหารภายนอก  และจิตก็ดีดดิ้นหาอาหารภายในคือธรรม   ทำงานทางโลกและทางธรรมควบคู่กันไป   มหาสติปัฏฐานสี่จึงเหมาะสมกับวิถีชีวิตคนทุกยุคทุกสมัย

สิ่งที่กล่าวไปนั้นถ้าไปโดนใจใครให้ไม่พอใจก็ขออโหสิกรรม และไม่คิดเบียดเบียน
พยาบาทใคร  ทั้งสิ้น    เจริญธรรม
 

 จากคุณ : ดอกดิน [ 20 ม.ค. 2547 / 14:55:54 น. ]
     [ IP Address : 68.42.154.57 ]


 ความคิดเห็นที่ 25 : (หัวใจอริยะ)

ขอเรียนถามคุณดอกดินดังนี้

ท่านกล่าวว่าสติปัฏฐานนั้นสี่เป็นทางสายเอก นำไปซึ่งมรรคผลนิพพาน ข้าพเจ้าใคร่ของคำแนะนำจากท่านช่วยกรุณาอธิบายวิธีการเจริญสติปัฏฐานสี่ที่ถูกต้องอันท่านใช้อยู่เพื่อเป็นวิทยาธารด้วยเถิด...

เพราะเท่าที่ข้าพเจ้าทราบมา สติปัฏฐานสี่นั้นก็มีด้วยกันหลายสำนัก มีทั้งขัดแย้งกัน ตรงกันบ้าง ถ้าอย่างไรขอความกระจ่างถึงแนวทางที่ถูกต้องจริงๆ ให้ละเอียดด้วย...

สวัสดี.

สวัสดี.


 จากคุณ : หัวใจอริยะ [ 20 ม.ค. 2547 / 18:02:16 น. ]
     [ IP Address : 203.209.33.47 ]


 ความคิดเห็นที่ 26 : (ดอกดิน)

    คุณหัวใจอริยะครับ
ลองค้นคว้าในเวบนี้ก็พอเป็นที่เข้าใจแล้วครับ  ข้อมูลที่ถูกต้อง
ของมหาสติปัฏฐานสี่     ผมคงจะไม่มีความสมารถอธิบายได้ชัดเจนขนาดนั้น
เพราะเป็นการถอดออกมาจากพระไตรปิฏกโดยตรง  
ที่ว่าขัดแย้งด้านคำสอนนั้น  ผมยังไม่เห็นสำนักใดขัดแย้งกันเรื่องสติปัฏฐานสี่
เพียงแต่นำมาสอนข้อกรรมฐานที่แตกต่างกัน   บางสำนักก็สอนให้บริกรรมพุทโธ
บางสำนักก็สอนกำหนดรู้ลมหายใจ  เข้าออก   บางสำนักก็สอนให้กำหนดรู้การเคลื่อนไหวของร่างกาย อิริยาบทใหญ่และอิริยาบทย่อย  บางสำนักก็ให้จับอารมณ์ของจิตว่างที่กล่าวมานี้ก็ล้วนอยู่ในกรอบของ  สติปัฏฐานสี่   ไม่ได้โจมตี
กันด้วยคำสอนว่า  สำนักโน้นสอนผิด   สำนักเราสอนถูก  อย่างนี้ไม่เคยได้ยินครับ      หรือถ้าคุณเคยได้ยินว่าสำนักใดที่ประกาศกล่าวโจมตีสำนักอื่นที่ปฏิบัติข้อกรรมฐานต่างกัน   แต่ยังอยู่ในกรอบสติปัฏฐานสี่    แต่ถูกสำนักอื่นโจมตีว่าผิดทางแล้ว   เป็นสัจธรรมปฏิรูปแล้ว  คุณเคยได้ยินไหมครับอย่างนี้  ถ้ารู้ก็บอกผมช่วยบอกด้วยครับว่าสำนักใดตั้งอยู่ที่ไหน     ผมไม่เคยได้ยินอย่างนี้ครับ มีแต่มีการยอมรับ  ซึ่งกันและกัน
เจริญธรรมครับ
  

 จากคุณ : ดอกดิน [ 21 ม.ค. 2547 / 01:37:26 น. ]
     [ IP Address : 68.42.154.57 ]


 ความคิดเห็นที่ 27 : (ไม่รู้)

ขออนุญาตขัดจังหวัด เอ้ย...จังหวะนิดหนึ่งครับ
มีเรื่องอยากจะเรียนถามคุณหัวใจอริยะดังนี้ครับ
"ปกติผมจะฝึกสติปัฏฐาน ๔ อยู่เป็นนิสัยระยะหลังๆจะดูจิตเสียเป็นส่วนใหญ่
จะมีประสบการณ์ที่จิตมันรวมเองปิ้งเป็นสมาธิปรากฏดวงสว่างคล้ายประกายดาวฤกษ์(บางทีก็รูปร่างเป็นดวงดาวแต่สีม่วง)อยู่เหนือหน้าผากค่อนมาทางตาด้านซ้าย เป็นบ่อยครับ อยากทราบว่าเป็นฌานไหนครับ(ขอคำตอบทั้งสองสีนะครับ)

 จากคุณ : ไม่รู้ [ 21 ม.ค. 2547 / 09:08:03 น. ]
     [ IP Address : 203.113.81.169 ]


 ความคิดเห็นที่ 28 : (ตชบ)

ข้าพเจ้า  หากเข้ากรรมฐาน  วันแรก ๆ  เวลานอน  จิตจะรวมเป็นแสงสว่าง  เป็นช่วงๆ ตลอดคืน เดาเอาว่าเป็นอุปจารสมาธิ  ขั้นอ่อน (จิตรวมกันได้นานนิดหน่อย)
มีครั้งหนึ่ง  ไปเลื่อยกิ่งมะม่วงทั้งวัน
เวลานอน  พอจิตรวม จะรู้สึกตัวสั่น (เหมือนกำลังเลื่อยกิ่งมะม่วงอยู่) เป็นช่วงๆ  ตลอดคืน
ทำให้ต้องหัวเราะ  กับนิมิตใหม่  เดาเอาว่า  น่าจะเป็นอุปจาระ ขั้นเดียวกัน

 จากคุณ : ตชบ [ 21 ม.ค. 2547 / 23:58:46 น. ]
     [ IP Address : 202.133.166.19 ]


 ความคิดเห็นที่ 29 : (ไม่รู้)

ที่ผมเป็นนั้นอยู่ในอิริยาบถ ยืน เดิน และนั่งไม่มีในอิริยาบถนอนครับ อยากจะทราบความเห็นของ คุณหัวใจอริยะครับ ไม่รู้จริงๆถึงถาม ไม่ใช่ฌานก็ไม่เป็นไร ตอบๆมาเถอะ ขอบคุณล่วงหน้าครับ

 จากคุณ : ไม่รู้ [ 22 ม.ค. 2547 / 11:27:43 น. ]
     [ IP Address : 203.113.81.169 ]


 ความคิดเห็นที่ 30 : (หน่อมแน้ม)

เมื่อลมหายใจหยุดปรุงแต่ง ขั้นที่ 4 ของอานา ก็เกิดนิมิตต่างๆ มากมาย
เกิดความเบื่อหน่ายในการนั่งทำสมาธิ แล้วจึงเกิดปีติ 1 ใน 5 ิอาการ ระยะแรกของผมตัวจะเอนหงายหลัง เมื่อลดสติลง เกิดสุข นั่งแล้วติดสบายอกสบายใจ
เมื่อถึงขั้นนี้ ขณะนั่งทำสมาธิผมทดลองเคลื่อนย้ายดวงจิตไปตามร่างกาย เมื่อเคลื่อนย้ายบ่อยๆ จะเห็นว่าดวงจิตมีขนาดเท่ากับผลส้ม ผมทดลองเอามาไว้ที่ฐานลมปลายจมูกแล้วก็บีบให้มันเล็กลง รู้สีกว่าแทบขาดใจ ปวดใบหน้าจมูก เมื่อหันกลับมาดูมาสมาธิกลับตั้งมั่นมาก แต่วิธีนี้กลับไม่มั่นคง สู้ใช้กสิณจูงจิตให้เป็นสมาธิไม่ได้
จึงมาทดลองใช้กสิณดู มองพระพุทธรูปจนจำภาพได้ เมื่อนั่งทำสมาธิ ก็เอาภาพพระพุทธรูปที่จำได้มาบีบขยายดู ผมบีบได้เท่าจุด . ขยายได้ใหญ่กว่าโลกที่เราอยู่
ต่อมาผมทดลองเอากระดาษขาวมาตัดก่อน มองให้จำภาพได้ แล้วก็เอามาเพ่งในขณะทำสมาธิ ทดลองขยายดูบีบดูได้ผลเหมือนกัน ผมเล่นกสิณอยู่ปีกว่า ทำสายน้ำให้ขาด ทำภูเขาให้แยก ทำสารพัดที่จะทำ สำหรับความรู้สึกผมเป็นแค่ฤทธิ์ทางใจเท่านั้น เพราะไม่ได้ทำให้เกิดฤทธิ์มากกว่านี้ เล่นมากๆ จึงรู้ว่ากสิณ เป็นวัตถุกรรมฐานใช้จูงจิตให้เป็นสมาธิ
บีบจิตให้เป็นจุดเล็กเท่าเม็ดถั่วเขียวได้ เขาเรียกว่า ปฐมฌาน ครับ เพราะจิตอยู่ในที่แคบจะมั่นคงมาก ปัจจุบันผมเริ่มทำสมาธิทีไร ก็เอาจิตที่บีบเล็กๆ มาไว้ที่ปลายจมูก ก็เริ่มทำสมาธิต่อไป
ต่อจากนี้จะเกิดความคิดที่ไม่หยุดหย่อน เกิดปีติรอบที่สอง (ขั้นที่ 5 ของอานา) เกิดสุขรอบที่สอง (ขั้นที่ 6 ของอานา) เห็นการปรุงแต่งของตามหมวดเวทนาของสติปัฏฐานสี่ (ขั้นที่ 7 ของอานา) จิตก็กลับเข้าสู่ความมั่นคงอีกครั้งแต่มากกว่ารอบแรก (ขั้นที่ 8)
และก็ทำไปมากกว่านี้ จนถึงขั้นที่ 13 เริ่มเห็นความไม่เที่ยง ต้องมีสติต่อเนื่องก่อน ถึงจะถึงตรงนี้ เป็นฌานสี่ครับ ไม่ใช่ง่าย ทำมา 10 ปีกว่า เห็นแค่ 3-4 ครั้งเอง ตรงนี้เองที่อาจารย์หลายท่านบอกว่าเป็นว่าวิปัสสนา แต่อาการที่พบกลับเป็นฌาน สู้เพ่งอสุภภะเห็นความไม่เที่ยงของกายา ก็มีอาการแบบนี้เหมือนกัน แต่เร็วกว่ามาก บางคนบอกว่าอสุภภะเป็นพวกหลงทาง มันก็เหมือนการมองภาพสามมิติที่เขาขายกันอยู่ในท้องตลาดระยะหนึ่ง บางคนก็มองว่าเป็นภาพสามมิติ บางคนมองเห็นเป็นภาพธรรมดา
เอาตัวเข้าทดลอง ลองทำอานาดูซิครับ จะเห็นว่าสติปัฏฐานสี่ที่เขาพูดกันอยู่ว่ามั่วหรือไม่มั่ว หรือนั่งเทียนเขียนกันออกมา
ทำอานาปานสติ ให้มากไว้จะรู้เองว่าสติปํฏฐานสี่เป็นเช่นไร
สอนกันไปในทางฌาน แต่อ้างตัวว่าเป็นวิปัสสนา ลองไปดูแล้วจะรู้ว่าเป็นฌาน หรือวิปัสสนา แต่ต้องเริ่มด้วยอานา 16 ขั้นนะครับ ไปทางลัดไม่รู้หรอกครับทิวทัศน์มันเป็นเช่นไร
เพราะทางลัดนี้เอง จึงสอนศิษย์แบบไม่เห็นคุณค่าการใช้กสิณ
กสิณที่ทำให้บ้าเสียจริต เป็น กสิณ ที่ต้องการฤทธิ์ กำลังจิตไม่ถึงจึงบ้าเสียจริต ถ้าไม่แน่จริงอย่าแตกแถวไปฉายเดี่ยวเลยครับ เดี๋ยวจะเพี้ยนไป
เล่าให้ประสบการณ์ฟัง เอาไปอ่านเล่นๆ ดูอย่าคิดอะไรมาก

 จากคุณ : หน่อมแน้ม [ 23 ม.ค. 2547 / 04:49:04 น. ]
     [ IP Address : 202.133.154.250 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!