เรื่องคิดปรามาสพระรัตนะตรัย
 เนื้อความ :


พระธรรมเกษีพุทธะ

หลวงพ่อตอบปัญหา
เรื่องคิดปรามาสพระรัตนะตรัย
ผู้ถาม:-กราบเรียนหลวงพ่อที่เคารพ กระผมมีความเคารพนับถือหลวงพ่อเป็นอย่างมาก และมีความเคารพในพระรัตนะตรัยอย่างจริงใจ แต่ว่าในระยะมาไม่นานนี้ ไม่ทราบว่าเป็นเพราะเหตุใด ในดวงจิตของลูกอยากจะด่าหลวงพ่อ บางครั้งก็อยากจะว่าพระรัตนะตรัย อารมณ์ของจิตอย่างนี้แก้ไม่ตกเลยขอรับ ขอเมตตาจากหลวงพ่อช่วยแก้และอโหสิกรรมด้วยเถิดขอรับ
หลวงพ่อ:- แก้ตรงไหน...แก้ล่างหรือแก้บน....อารมณ์อย่างที่ว่าเมื่อกี้ที่ เขาเขียนมาเป็นธรรมดา แต่ก็ไม่มีกันทุกคนนะ มีกันหลายคน อารมณ์อย่างนี้เวลาเจริญพระกรรมฐานพอเข้าถึงปิติเต็มอัตรา กิเลสมาร เข้าสิงใจ นี่ไม่ใช่อารมณ์เดิมเขานะ พยายามหักห้ามใจไปตามระยะก็แล้วกัน ไม่ช้าก็หาย นี่ของธรรมดานะ ฉันเองก็เคยเจอะเลย ในตอนต้นมีเหมือนกัน ความจริงจิตเผลอย่อมมีนะ
นักเจริญกรรมฐานนี่บางคนแล้วก็บางวาระ จิตเป็นปฏิปักษ์ต่อพระศาสนา เห็นพระพุทธรูปบางทีอยากจะด่า อารมณ์อย่างนี้เขาเรียกว่า "กิเลสมาร"เข้าสิงใจ มันเป็นเฉพาะเวลา บางเวลาก็จากหายไป บางเวลาก็มีอารมณ์อย่างนี้ เป็นอยู่สักพักหนึ่งไม่นานนัก สัก 2-3เดือนก็จะหายไป
ผู้ถาม:- อย่างนี้เราจะขอขมาโทษต่อพระรัตนะตรัยทุกวันดีไหมครับ....? 

หลวงพ่อ:-  อย่างนั้นดีลูก...เวลาบูชาพระ ขอขมาโทษทุกวันเลยเป็นการป้องกัน เรื่องนี้พระพุทธเจ้าก่อนจะบรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณ ตอนท่านจะตัดราคะ โทสะ โมหะ ก็โดนท่านมาราธิราชสอบ มาท้าทาย แต่ความจริงเรื่องจริงๆ แล้วไม่มีตัว มันเป็นอารมณ์ ในปฐมสมโพธิ เขาเขียนให้มีตัวมีตนขึ้นมา ตอนนั้นกิเลสตีกลับ เขาเรียก กิเลสมาร ก็เกิดอารมณ์รัก ต่อมาก็โทสะเกิดโดยไม่มีเหตุผล ต่อมาท่านก็ตัดได้ เมื่อได้วิชชาสามแล้ว ต่อมาท่านก็บรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณ
จากหนังสือ หลวงพ่อตอบปัญญาธรรม ฉบับพิเศษ เล่ม 5
หลวงพ่อพระราชพรหมยาน

 จากคุณ : ศิษย์ อ.บรรพต [ 16 ม.ค. 2547 / 18:52:21 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.13 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (กำลังฟุ้ง)

เป็นธรรมที่ดีอีกแล้ว โดยเฉพาะความเห็นเกี่ยวกับราชามารว่าเป็นอารมณ์...หึหึ

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 16 ม.ค. 2547 / 22:36:08 น. ]
     [ IP Address : 202.133.177.49 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (เฉลิมศักดิ์)

จากพจนานุกรมพุทธศาสน์ ของท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฏก
----------มาร----------http://dharma.school.net.th/cgi-bin/dict.pl?word=%C1%D2%C3
1.สิ่งที่ฆ่าบุคคลให้ตายจากความดีหรือจากผลที่หมายอันประเสริฐ, ตัวการที่กำจัดหรือขัดขวางไม่ให้บรรลุความดี มี ๕ คือ
๑. กิเลสมาร มารคือกิเลส
๒. ขันธมาร มารคือเบญจขันธ์๓. อภิสังขารมาร มารคืออภิสังขารที่ปรุงแต่งกรรม
๔. เทวปุตตมาร มารคือเทพบุตร
๕. มัจจุมาร มารคือความตาย

2. พระยามารที่มีเรื่องราวปรากฏบ่อยๆ ในคัมภีร์ คอยมาแทรกแซงเหตุการณ์ต่างๆ ในพุทธประวัติ เช่น ยกพลเสนามาผจญพระมหาบุรุษในวันที่จะตรัสรู้พระองค์ ชนะพระยามารได้ด้วยทรงนึกถึงบารมี ๑๐ คือ ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญาวิริยะ ขันติ สัจจะ อธิฏฐาน เมตตา อุเบกขา มารในกรณีเช่นนี้ บางทีท่านอธิบายออกชื่อว่าเป็นวสวัตดีมารซึ่งครองแดนหนึ่งในสวรรค์ชั้นสูงสุดแห่งระดับกามาวจรคือปรนิมมิตวสวัตดี เป็นผู้คอยขัดขวางเหนี่ยวรั้งบุคคลไว้มิให้ล่วงพ้นจากแดนกามซึ่งอยู่ในอำนาจครอบงำของตน อย่างไรก็ดี ผู้ศึกษาพึงพิจารณาเทียบจากมาร ๕ ในความหมายที่1. ด้วย

-----------------------------------------------------
จากพุทธประวัติhttp://84000.org/tipitaka/book/
-สมุดภาพพระพุทธประวัติhttp://84000.org/tipitaka/picture/f25.html
ฉบับอนุรักษ์ภาพเขียนทางพระพุทธศาสนา โดย ครูเหม เวชกร
ภาพที่ ๒๕
ทรงลาดหญ้าคาประทับเป็นโพธิบัลลังก์ ตกเย็นพญามารก็กรีฑาพลมาขับไล่
http://84000.org/tipitaka/picture/f26.html
ภาพที่ ๒๖
แม่พระธรณีบิดพระเกศา เกิดเป็นสมุทรธารา พระยามารก็พ่ายแพ้แก่พระบารมี

 จากคุณ : เฉลิมศักดิ์ [ 17 ม.ค. 2547 / 05:47:36 น. ]
     [ IP Address : 203.113.81.169 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (เฉลิมศักดิ์)

จากพระอภิธรรมมัตถสังคหะ ปริเฉทที่ ๕ วิถีมุตตสังคหวิภาค
---------------------------------------------
-๖. ปรนิมมิตวสวัตตีภูมิhttp://www.toursong.com/aphitham/p5/016.htm

ปรนิมมิตวสวัตติภูมิ มีท้าวปรนิมมิตตะเทวราช อีกนัยหนึ่งว่า ท้าววสวัตตี เทวราช เป็นผู้ปกครองอากาสัฏฐเทวดาทั้งหลายในชั้นนั้น

เทพยดาในชั้นนี้ มีความสุขความเพลิดเพลินในกามคุณทั้ง ๕ เป็นอย่างยิ่ง โดยที่ตนไม่ต้องเนรมิตขึ้นเอง แต่มีเทวดาองค์อื่นคอยเนรมิตให้สมตามความ ปรารถนาทุกประการ

จัดทำโดย มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ
------------------------------------------
จากคู่มือการศึกษาพระอภิธรรมมัตถสังคหะ ปริเฉทที่ ๕ วิถีมุตตสังคหวิภาค

โดย อาจารย์บุญมี เมธางกูร และอาจารย์บุษกร เมธางกูร

ได้อธิบายเพิ่มเติมดังนี้
------------------------------------------
- ผู้ปกครองเทวภูมิทั้ง ๖ ชั้น
ในปรินิมมิตวสวัตตีภูมิที่กล่าวนี้มีท้าววสวัตตีเทวราช เป็นผู้ปกครอง ท้าววสวัตตีเทวราชนี้มิใช่เป็นผู้ปกครองเฉพาะแต่ปรินิมมิตวสวัตตีภูมิเท่านั้น ยังมีอำนาจปกครองเทวดาทั่วไปทั้ง ๖ ชั้นอีกด้วย

ท้าววสวัตตีเทวราชนี้เป็นมารเทวบุตร คือเป็นมิจฉาทิฏฐิเทวดา ที่ไม่มีความเลื่อมใสในพุทธศาสนา ทั้งยังเป็นผู้คอยขัดขวางให้เกิดอุปสรรคต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่เสมอ นับตั้งแต่ออกมหาภิเนษกรมณ์ เป็นต้น จนถึงเสด็จปรินิพพาน เมื่อเสด็จปรินิพพานล่วงแล้วประมาณ ๓๐๐ ปี สมัยที่พระเจ้าศรีธรรมาโศกราชเป็นพระราชาครองราชสมบัติอยู่เมืองปาตลีบุตร มีศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ทรงสร้างเจดีย์ และวัดเป็นจำนวนมากถึงอย่างละ ๘๔,๐๐๐ เพื่อเป็นการบูชาพระธรรมให้ครบจำนวน ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์และยังได้ทรงสร้างมหาเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อสักการบูชา เมื่อสร้างเสร็จจัดให้มีการฉลองเป็นเวลา ๗ เดือน ๗ วัน ขณะที่มีการฉลองอยู่นั้น วสวัตตีเทวบุตรมาร ผู้นี้ได้พยายามทำลายพิธีด้วยฤทธิ์มีประการต่างๆแต่ก็ไม่สำเร็จ เพราะพระมหาเถระอุปคุตต์เข้ามาทำการขัดขวางต่อสู้กับพระยามารไว้ และได้ทรมานพระยามารจนสิ้นฤทธ์ ในที่สุดยอมละแม้มิจฉาทิฏฐิและกลับมาเลื่อมใสในพุทธศาสนา จนถึงประกาศความปรารถนาพุทธภูมิไว้ในกาลเบื้องหน้า

 จากคุณ : เฉลิมศักดิ์ [ 17 ม.ค. 2547 / 05:48:37 น. ]
     [ IP Address : 203.113.81.169 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (เฉลิมศักดิ์)

จากคัมภีร์อนาคตวงศ์
http://www.84000.org/anakot/kan2.html#2-3

พระธรรมสามี (พระยามาธิราช)
สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสแสดงพระธรรมเทศนาแก่พระสารีบุตรว่า ในกาลเมื่อสมเด็จพระพุทธเจ้าสองพระองค์ คือพระรามเจ้าและพรเจ้ากรุงโกศลราช ได้ตรัสในมัณฑกัปป์เดียวกัน ล่วงลับดับขันธ์เข้าสู่พระปรินิพพานแล้วในมัณฑกัปอันนั้น ตั้งอยู่ถ้วนกำหนดกาลช้านานครบ ๖๔ อันตรากัปป์เข้าแล้ว แผ่นดินนั้นก็บังเกิดกัปวินาศฉิบหายไปด้วยไฟ ไฟไหม้อยู่สิ้นกาลช้านาน จนถึง ๓ อสงไขย ล่วงไปได้ ๖๔ อันตรากัปป์ ๓ หนแล้ว ในกาลนั้นมีแผ่นดินตั้งขึ้นใหม่เป็นกัปป์อันหนึ่ง ชื่อว่าสารกัปป์ ในสารกัปแผ่นดินนานได้ ๖๔ อันตรากัปนั้น บังเกิดมีพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งมาตรัสในสารกัปนั้นคือ พระยามาราธิราช จักได้ตรัสเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทะเจ้าพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่าพระธรรมสามีสัพพัญญูผู้ประเสริฐ
- พระองค์มีพระชนมายุได้ ๑๐ หมื่นปีเป็นกำหนด
- พระวรกายสูงได้ประมาณ ๘๐ ศอก
- มีไม้รังเป็นพระมหาโพธิ
- ประกอบไปด้วยพระพุทธรัศมีรุ่งเรืองสว่างประดุจดวงพระจันทร์ พระอาทิตย์ และสายฟ้าแลบ
- ในเมื่อพระองค์ทรงพระดำเนินก็ดี ทรงนั่งก็ดี ไสยาสน์ก็ดี อยู่ในที่ใดๆ บังเกิดมีพระบวรเศวตฉัตร สูงและกว้างใหญ่ได้ประมาณ ๓๐ โยชน์ ผุดขึ้นมาในประเทศกลางเวหา
- ด้วยเดชานุภาพพระสัพพัญญูเจ้า บังเกิดมีขุมทองอันหนึ่งใหญ่สำเร็จในโลก มนุษย์ทั้งหลายในพระพุทธศาสนาพระยามาราธิราชนั้น ได้อาศัยขุมทองประพฤติเลี้ยงชีวิตเป็นสุข

ดูก่อนสำแดงสารีบุตร พระยามาราธิราชบรมโพธิสัตว์ ได้ก่อสร้างบารมี ๑๐ ประการ มีทานและศีลเป็นอาทิมามากแล้ว แต่กองบารมีอันหนึ่ง ปรากฏเป็นยอดยิ่งมิ่งมงกุฎบารมี เป็นปรมัตถคุณควรจะได้สำเร็จซึ่งพระพุทธสมบัติทั้งปวง พระองค์ตรัสดังนี้แล้ว จึงนำมาซึ่งอดีตนิทานแห่งพระยามาราธิราชบรมโพธิสัตว์ เป็นใจความว่า เมื่อครั้งพระพุทธศาสนาพระพุทธกัสสปทศพลญาณเจ้านั้น พระยามาราธิราชองค์นี้ได้บังเกิดเป็นมหาเสนาบดีใหญ่แห่งสมเด็จพระเจ้ากิงกิสสมหาราชา มีนามว่า โพธิอำมาตย์ อยู่มาวันหนึ่งองค์สมเด็จพระพุทธกัสสปสัพพัญญูเจ้าเข้าสู่ผลสมาบัติเชยชมพระนิพพานเป็นบรมสุข ถ้วนกำหนดกาลแล้วออกจากผลสมาบัติในที่ภายใต้ต้นไทรใหญ่ ส่วนสมเด็จบรมกษัตริย์พระเจ้ากิงกิสสราชทรงพระจินตนาในพระหฤทัยว่า แท้จริงอันว่า พระมหากรุณาธิคุณเจ้าเสด็จออกจากผลสมาบัติใหม่ๆนี้ ถ้าแม้นบุคคลผู้ใดได้ถวายทานแก่พระพุทธองค์เจ้าแล้ว จะบังเกิดผลอานิสงส์หาที่สุดมิได้ บัดนี้ควรเราจะทำทานรักษาศีลสดับตรับฟังพระสัทธรรมเทศนาขององค์สมเด็จพระพุทธเจ้า ทรงพระจินตนาดังนี้แล้วจึงมีพระราชโองการดำรัสสั่งราชบุรุษทั้งหลาย ให้ตีกลองร้องป่าวชาวเมือง ให้ทั่วกันว่า ถ้าบุคคลผู้ใดไปถวายทานแก่สมเด็จพระพุทธเจ้าก่อนเรา จะให้ลงพระราชอาญาผู้นั้น แล้วตรัสสั่งสหชาติโยธาทั้งหลาย ไปแวดล้อมพิทักษ์รักษาพระเชตุพนมมหาวิหารไว้โดยรอบ

ในกาลครั้งนั้น โพธิอำมาตย์ ได้ทราบเหตุดังนั้นแล้ว ก็มีความปรารถนาจะถวายทานแก่องค์สมเด็จพระพุทธเจ้าบ้าง ถึงว่าราชบุรุษทั้งหลายจะจับตัวอาตมาไปถวายพระมหากษัตริย์ พระมหากษัตริย์จะประหารชีวิตเราเสียด้วยความเพียรในการกุศลครั้งนี้ เสยฺโย ประเสริฐโดยวิเศษอันยิ่งแล้วเราจะคิดเกรงกลัวพระราชอาญานั้นด้วยเหตุใด โพธิอำมาตย์คิดดังนี้แล้ว ก็ไปบอกกับบุตร ภรรยา ให้แจ้งดังพรรณนามานี้ว่า เจ้าจงจัดแจงแต่งอาหารเครื่องไทยทาน กระทำเป็นห่อใหญ่ให้แก่เราสักห่อหนึ่ง กับผ้าสักผืนหนึ่ง ฝ่ายภรรยาได้ฟังสามีบอกดังนั้น ก็เกิดมีศรัทธารับวาจาว่าสาธุแล้ว ครั้นเวลารุ่งเช้า นางก็ไปจัดแจงแต่งเครื่องไทยทานทั้ง ๒ สิ่งนั้น เสร็จแล้วนำมาให้แก่สามี แล้วกระทำเครื่องไทยทานอีกส่วนหนึ่งให้เป็นของแห่งตน ฝากสามีให้ไปถวายทานด้วย ครั้นโพธิอำมาตย์ได้เครื่องไทยทานดังปรารถนาแล้ว ก็ตรงไปยังพระวิหารโดยเร็ว ครั้งนั้นพวกเสนาทั้งหลายที่แวดล้อมอยู่นั้นเห็นโพธิอำมาตย์เดินตรงมา จึงถามว่า โภเสนาบดี ดูก่อนท่านเสนาบดี เหตุดังฤาท่านจึงองอาจมายังสำนักสมเด็จพระพุทธเจ้า โพธิอำมาตย์ได้ฟังก็คิดว่า ถ้าเราจะบอกแก่คนทั้งหลายด้วยถ้อยคำมุสาวาทว่า พระมหากษัตริย์ใช้ให้เรามาอาราธนาองค์สมเด็จพระพุทธเจ้าเข้าไปยังพระราชนิเวศน์ก็จะได้ แต่ทว่าหาควรที่เราจะกล่าวมุสาไม่ เราก็ตั้งใจว่าจะถวายทานแก่สมเด็จพระพุทธเจ้า เมื่อเรากล่าวมุสาวาทแล้ว ทานของเราจะมีผลานิสงส์หามิได้ ควรแก่เราจะบอกแก่คนทั้งหลายโดยความจริงเถิด เสนาบดีคิดแล้วก็บอกแก่ราชบุรุษทั้งหลายว่า เราจะไปถวายทานแก่องค์สมเด็จพระพุทธเจ้า ราชบุรุษได้ฟังถ้อยคำแห่งโพธิอำมาตย์ ก็มีความขึ้งโกรธ กรูกันเข้าจับเอาตัวโพธิอำมาตย์ มัดมือไพล่หลัง ไปถวายแก่พระมหากษัตริย์ กราบทูลเหตุนั้นให้ทรงทราบ พระเจ้ากิงกิสสราชก็ทรงพระพิโรธ สั่งให้นายเพชฌฆาตเอาตัวไปตัดศีรษะเสียให้สิ้นชีวิต ฝ่ายเพชฌฆาตและนักการทั้งหลายก็พาเอาตัวโพธิอำมาตย์ไปตามรับสั่ง ถึงที่ป่าช้าเข้าเพื่อว่าจะฆ่าเสียฯ

ขณะนั้นองค์สมเด็จพระกัสสปทศพลญาณเจ้า ทรงทราบประพฤติเหตุดังนั้นแล้ว ทรงคิดว่าโพธิอำมาตย์นี้ เป็นหน่อบรมโพธิสัตว์ เสมอวงศ์แห่งพระตถาคต มีอภินิหารเหตุได้กระทำมาแต่ก่อน จะกระทำกาลกิริยาตายเสียในเวลาวันนี้ สมเด็จพระกัสสปสัพพัญญูเจ้า ทรงพระมหากรุณาแก่โพธิอำมาตย์จึงนิรมิตเป็นองค์สมเด็จพระพุทธเจ้า ให้สถิตอยู่ในพระเชตวันวิหาร ส่วนพระองค์ยังพระพุทธรูปขององค์ให้อันตรธานหายเสด็จไปประดิษฐานอยู่ในที่สุสานประเทศ ครั้งนั้นบังจักษุแห่งนายเพชฌฆาตไว้ให้เป็นมหาละลวยละลายไป นายเพชฌฆาตเห็นรูปสมเด็จพระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนกับเหล่าราชบุรุษทั้งหลายที่มานั่งอยู่นั้น กระทำแต่จักษุโพธิอำมาตย์ผู้เดียวให้เห็นเป็นรูปพระพุทธองค์ จึงมีพุทธฎีกาตรัสว่า ดูก่อนโพธิอำมาตย์ผู้เจริญ ท่านจงละชีวิตของท่านเสียเถิด อย่ากระทำอาลัยในชีวิตอยู่เลย อันว่าปัจจัยทานของท่านมีประการใด ท่านจงให้ทานยังน้ำจิตให้เลื่อมใสในพระตถาคตเถิด อันว่าเครื่องปัจจัยทานของโพธิอำมาตย์นั้น ราชบุรุษทั้งหลายเอามาวางไว้ตรงหน้าแห่งโพธิอำมาตย์ด้วยเดชะพุทธานุภาพ โพธิอำมาตย์ได้สดับฟังพระพุทธฎีกาดังนั้น ก็บังเกิดมีจิตโสมนัสหาที่จะอุปมามิได้ ก็ถือเอาเครื่องปัจจัยทานของอาตมาส่วนหนึ่ง ของภรรยาส่วนหนึ่ง ถวายแก่สมเด็จพระพุทธกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยเบญจางคประดิษฐ์ แล้วกราบทูลว่าข้าแต่พระองค์เป็นที่พึ่งแก่สรรพสัตวโลกทั้งหลาย อันว่าชีวิตข้าพระบาทเสียสละแล้ว ด้วยเดชะผลทานของข้าพระพุทธเจ้าในกาลบัดนี้ ขอให้ได้บังเกิดเป็นองค์สมเด็จพระพุทธเจ้าเห็นปานดังพระองค์ ในอนาคตกาลโน้นเถิด

โพธิอำมาตย์กระทำปณิธานความปรารถนาดังนั้น สมเด็จพระภควันตบพิตรผู้ประเสริฐ ทรงพระอนุเคราะห์ยื่นพระหัตถ์ไปปรามาสเหนือศีรษะแห่งโพธิอำมาตย์ แล้วมีพระพุทธฎีกาว่า ตัวท่านยังความสุขเป็นอันมากให้บังเกิดแก่ตน จะได้พ้นจากวัฏฏทุกข์ในสงสาร ท่านปรารถนาประการใด ความปรารถนานั้นจงพลันสำเร็จแก่ท่านเถิด ดูก่อนโพธิอำมาตย์ผู้เจริญเอ๋ย ในอนาคตเบื้องหน้าโน้น ท่านจะได้บังเกิดเป็นองค์สมเด็จพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง สมดังความปรารถนาของท่าน ทรงพยากรณ์ทำนายโพธิอำมาตย์แล้วก็เสด็จกลับยังเชตวันมหาวิหาร กระทำภัตตกิจซึ่งปัจจัยทานบิณฑบาต ที่โพธิอำมาตย์ถวายสำเร็จแล้ว ขณะนั้นนายเพชฌฆาตก็ตัดศีรษะโพธิอำมาตย์ผู้เป็นเจ้าของทาน ขาดตกลงกระเด็นไปจากกาย โพธิอำมาตย์กระทำกาลกิริยาตาย มหาปฐพีอันใหญ่ก็ไหวหวาดเป็นมหัศจรรย์โกลาหล ครั้งนั้นเศวตฉัตรแห่งสมเด็จพระเจ้ากิงกิสสราชก็หักทบลง พระองค์เห็นเศวตฉัตรหักก็ประหลาดพระทัยนักให้สะดุ้งพระทัยไหวหวั่น สั่งให้ปิดประตูพระทวารให้มั่นฯ

ลำดับนั้น อันว่าทิพย์วิมานทอง อันประกอบไปด้วยนางเทพอัปสรสาวสวรรค์ประมาณพันนาง ก็บังเกิดผุดขึ้นมาในสุสานประเทศที่กระทำกาลกิริยาตายแห่งโพธิอำมาตย์นั้น กับขุมทองทั้งหลาย ๑๖ ขุม และไม้กัลปพฤกษ์ด้วยต้นหนึ่ง ประกอบไปด้วยสรรพสิ่งสาระพันต่างๆ บังเกิดขึ้นในที่นั้น อันว่าบุตร ภรรยา โพธิอำมาตย์นั้น ก็ได้อาศัยอยู่ในวิมานทอง ได้บริโภคซึ่งขุมทอง และไม้กัลปพฤกษ์ประพฤติเลี้ยงชีวิตสืบมา ถ้วนถึง ๕๐๐ ปีเป็นกำหนด ฝ่ายโพธิอำมาตย์ก็ได้ขึ้นไปบังเกิดในดุสิตาสวรรค์เสวยทิพยสมบัติด้วยเดชะผลทานนั้นฯ

ดูก่อนสำแดงสารีบุตร เมื่อครั้งศาสนาของพระยามาราธิราชนี้
- มหาชนทั้งหลายได้บริโภคซึ่งข้าวสาลีเป็นนิจจกาล ด้วยเดชะผลทานข้าวสุกห่อหนึ่งถวายแก่พระพุทธกัสสป ในกาลเมื่อเป็นโพธิอำมาตย์
- เมื่อพระยามาราธิราชได้ตรัสแล้ว บังเกิดมีเศวตฉัตรแก้วสูงได้ ๓ โยชน์ ด้วยเดชะผลทานถวายผ้าผืนหนึ่ง
- และพระองค์มีพระชนมายุประมาณถึงแสนปีนั้น ด้วยเดชะผลทานที่สละซึ่งชีวิตฯ

ดูก่อนสำแดงสารีบุตร พระยามาราธิราชองค์นี้ ต่อไปในอนาคตกาลจักได้ตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า พระธรรมสามี
สำแดงมาด้วยเรื่องราวพระยามาราธิราชบรมโพธิสัตว์คำรบ ๔ ก็ยุติแต่เพียงนี้ฯ

 จากคุณ : เฉลิมศักดิ์ [ 17 ม.ค. 2547 / 05:50:38 น. ]
     [ IP Address : 203.113.81.169 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (เฉลิมศักดิ์)

ความเห็นของหลวงพ่อฤาษีลิงดำที่คุณศิษย์ อ. ยกมานี้ สอดคล้องกับความเห็นของคุณกำลังฟุ้งศิษย์ท่านพุทธทาสมาก  เพราะเรื่อง นรก สวรรค์ เทวดา นี้ท่านพุทธทาสสอนว่า หมายถึงภาวะจิตใจของคนเราเท่านั้น 
ท่านพุทธทาสชอบแปลงเรื่องเหล่านี้เป็นปุคคลาทิฏฐาน อยู่แล้ว
--------------------------------------------------------------------------
แต่จากหลักฐานที่ผมยกมา ผมมีความเห็นแตกต่างออกไปครับ

 จากคุณ : เฉลิมศักดิ์ [ 17 ม.ค. 2547 / 06:03:31 น. ]
     [ IP Address : 203.113.81.169 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (ตามป๋าเหลิมมาจากพันทิพย์...)

คือจริงๆแล้วเรื่องราวมันลึกลับซับซ้อนมากกว่าที่มองเห็นนะครับ
ยังไงขอเชิญคุณป๋าเหลิม เข้าไปดูข้อมูลที่นี่ก่อนดีกว่าครับ

http://www.thaisquare.com/Dhamma/afterdeath/wheretogo.htm

จริงๆแล้วหลวงพ่อฤาษีท่านไม่ได้ปฏิเสธการมีอยู่ของมาร หรือจอมมารหรอกครับ
เพียงแต่มีเหตุผลบางอย่างที่ท่านตอบอย่างนั้นในเรื่องนี้ เฉพาะคนที่ติดตามเรื่องราวของท่านจึงจะเข้าใจครับ...

คาดว่าหลังปี 2006 ก็คงจะเข้าใจกันเองทั้งหมดแหละครับ

 จากคุณ : ตามป๋าเหลิมมาจากพันทิพย์... [ 17 ม.ค. 2547 / 11:30:43 น. ]
     [ IP Address : 142.161.79.107 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (เฉลิมศักดิ์)

ขอบพระคุณครับ ที่ช่วยแนะนำ
-------------------------------------------
ไม่ว่าจะเป็นมารชนิดไหนก็แล้วแต่  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระอรหันต์ก็ชนะมาหมดแล้ว  คงเหลือแต่ปุถุชนแต่พวกเราที่ต้องผจญมารอยู่อีกต่อไป
-----------------------------------------------
ความเห็นที่ ๖ เรียกผมเสียแก่เลยครับ   ไอ้ขันธมารของผม ยังไม่ถึงกึ่งหนึ่งของขัยอายุคนสมัยนี้เลย แต่ก็เกือบๆแล้วครับ

 จากคุณ : เฉลิมศักดิ์ [ 17 ม.ค. 2547 / 12:10:03 น. ]
     [ IP Address : 127.0.0.1 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (กำลังฟุ้ง)

หึหึ ผมไม่ใช่ศิษย์ท่านพุทธทาส และท่านพุทธทาสก็ไม่เคยรับใครเป็นศิษย์...หึหึ อย่ามาโบ้ยแบบนี้เลยคุณเฉลิมศักดิ์

หึหึ 3 ชาติอยู่ส่วนไหนของพระไตรปิฏกครับคุณเฉลิมศักดิ์?

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 17 ม.ค. 2547 / 22:10:49 น. ]
     [ IP Address : 203.209.107.79 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (เฉลิมศักดิ์)

ต้องขอโทษคุณกำลังฟุ้งด้วยครับ  ที่ไม่ใช่ศิษย์ท่านพุทธทาส   แต่ผมเห็นแต่คุณกำลังฟุ้งออกมาปกป้องความเห็นของท่านพุทธทาส  และเสนอคำสอนของท่านบ่อยๆ
               งั้นผมเรียกว่า  ผู้ที่เชื่อตามท่านพุทธทาสแล้วกัน

 จากคุณ : เฉลิมศักดิ์ [ 18 ม.ค. 2547 / 05:26:31 น. ]
     [ IP Address : 203.113.81.169 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (กำลังฟุ้ง)

หึหึ ยังคงโบ้ยผมต่อ เอาเถอะจะเริ่มใส่ความผู้อื่นเหมือนมารศาสนาบรรพต อ.อีกคนแล้วหรืออย่างไรกัน ผมมีความคิดเป็นของตนเองครับ หลวงพ่อฤาษีลิงดำกล่าวธรรมชอบผมก็สาธุ วิชามโนมยิทธิแบบคนทรงเจ้าเห็นว่านอกพระพุทธศาสนาก็บอกนอกพระพุทธศาสนา แม้แต่ท่านพุทธทาสผมก็มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

แต่ 3 ชาติอญุ่ตรงไหนของพระไตรปิฏกครับ หึหึ

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 18 ม.ค. 2547 / 09:58:33 น. ]
     [ IP Address : 202.59.255.238 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (ศิษย์ อ.)

พระจูฬปันถกเถระเอตทัคคะผู้ชำนาญในมโนมยิทธิ
พุดำรั:- ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมนิรมิตกายอื่นจากกายนี้ มีรูปเกิดแต่ใจ มีอวัยวะน้อยใหญ่ครบถ้วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง..... เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงชักไส้ออกจากหญ้าปล้อง ...... สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่
ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมได้ยินเสียงสองชนิด คือเสียงทิพย์ และเสียงมนุษย์....... ย่อมกำหนดรู้ใจของสัตว์อื่น ของบุคคลอื่นด้วยใจ..... ย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก....... ย่อมเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติ..... ย่อมทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะสิ้นไป ....... สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่
                 ดูก่อนอุทายี ธรรมห้าประการนี้แล เป็นเหตุให้สาวกทั้งหลายของเราสักการะ เคารพ นับถือ บูชาแล้วพึ่งเราอยู่
มหาสกุลุทายิสูตร

 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 18 ม.ค. 2547 / 18:49:37 น. ]
     [ IP Address : 203.113.36.12 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (ศิษย์ อ.)


หลวงพ่อตอบปัญหา

เรื่องปัญหาของผู้ไม่เคยฝึกมาก่อน

หลวงพ่อ:-คำว่า มโมนยิทธิ แปลว่า มีฤทธิ์ทางใจ มโนยิทธินี่เป็นการเตรียมอภิญญา จะเรียกวิชชาสามตรง ก็เข็มเกินไป จะเรียกอภิญญาก็ยังอ่อนอยู่ เป็นการเตรียมอภิญญา เตรียมเพื่อรับอภิญญาหก
วิชชาสามจริง ๆ ไปไมได้แต่เห็นได้ นั่งอยู่ตรงนี้ สามารถเห็นเทวดา เห็นพรหม เห็นพระอริยะ สามารถคุยกันได้ นั่งอยู่ตรงนี้สามารถคุยกับเปรตได้ คุยกับอสุรกายได้ คุยกับพวกสัตว์นรกได้แต่ก็นั่งตรงนี้เอง
ทีนี้สำหรับมโนมยิทธินี่ก็เป็นอภิญญาทางใจส่วนหนึ่ง ต้องถือว่าเป็นกึ่งของอภิญญา เพราะว่าสามารถเอาจิตไป เอากายในไป ทว่าถ้าเป็นอภิญญาจริง ๆ เขายกตัวไปเลย จะไปสวรรค์ไปพรหมเขาเอาตัวไปเลย นั่นต้องใช้กำลังเข็มแข็งกว่า สูงกว่าแต่ว่ากันโดยผลเสมอกัน เพราะไปเห็นมาได้เหมือนกัน
ผู้ถาม:-"หลวงพ่อคะ ถ้าอย่างดิฉันต้องการฝึกบ้าง ต้องใช้เวลากี่วันคะ....?
หลวงพ่อ:-ก็สุดแล้วแต่คุณจะทำได้ ถ้าคนทำได้เร็วไม่ถึงวันก็ได้ อันนี้จริง ๆ นะ ถ้าทำได้เร็วใช้กำลังใจถูกต้อง โดยเฉพาะถ้าเป็นผู้หญิงนี่ได้เร็วมาก เพราะพวกผู้หญิงนี่ไม่ค่อยสงสัย เพราะตัวสงสัยเป็นตัวนิวรณ์ ส่วนใหญ่จริง ๆ พวกผู้หญิงนี่มักจะเป็นได้วันแรก นี่พูดถึงส่วนใหญ่นะ แต่พลาดมาวัน ๒ วันที่ ๓ ก็มี ใช้เวลาไม่มากหรอก เราไม่ต้องนับเดือน ไม่ต้องนับปีกัน
ถ้าคุณจะฝึก คุรต้องไปซ้อมกำลังใจเสียก่อน ถ้าซ้อมกำลังใจให้ทรงตัวมาวันแรกก็ได้ มันอยู่ที่ความเข้าใจคือ ไม่ต้องทำอะไรมาก ทรงอารมณ์ไว้เฉย ๆ หายใจเข้านึกว่า นะ มะ หายใจออกนึกว่า พะ ธะ ไม่ต้องทำให้มันเครียดหรอก ให้มันชินเท่านั้นเอง
คำว่า ชิน หมายความว่าถ้าให้เราภาวนาอย่างนี้เมื่อไรเราภาวนาได้ ไม่ต้องไปนั่งเครียดทั้งวันทั้งคืนซ้อมให้ทรงตัวนะ
ผู้ถาม:- หลวงพ่อคะ อย่างเรามีความศรัทธา จะฝึกมโนมยิทธิเรามีความจำเป็นไหมคะ ที่เราจะต้องรู้รายละเอียดในความหมายของคำภาวนา นะ มะ พะ ธะ
หลวงพ่อ:-ก็ไม่ต้องไปละ อยู่ที่เดิมน่ะ ถ้าฉลาดแบบนั้นไปไหนไม่ได้ เขาให้ภาวนาเพื่อเป็นกำลังของสมาธิเท่านั้น เขาไม่ต้องใช้ปัญญา ปัญญาเขาใช้ส่วนอื่น ถ้าขืนฉลาดแบบนั้นก็อยู่ที่เดิม
การเจริญพระกรรมฐาน เขาต้องไปตามจุด ต้องเฉพาะกิจที่เขาจะสอนให้แจกแจกนั่นต้องปฏิบัติในธาตุ ๔ เขาเรียกว่า จตุธาตุววัตถาน ๔ แต่อันนี้ไม่ใช่ เขาต้องการภาวนาเพื่อเป็ฯกำลังของจิตเพื่อให้จิตเป็นทิพย์ ชื่อเหมือนกัน แต่ใช้กิจต่างกัน
อย่างกับทัพพีเขาใช้คนหม้อข้าว เป็นทัพพีสำหรับหุงข้าวถ้าเขาไม่มีช้อน เอามาตักข้าวเข้าปาก นี่มันกลายเป็นช้อนไป ใช่ไหม.....
นี่ก็เหมือนกัน ต้องใช้เฉพาะกิจของเขา ถ้าเรื่อยเปื่อยไปก็พังรับรองได้เลยถ้าเรื่อยเปื่อยไป นอกรีตนอกรอยอีกแสนชาติก็ไม่ได้ ต้องฉลาดพอดี ไม่ใช่ฉลาดเกินพอดี กิจอันนี้เขาทำเพื่ออะไร
ถ้าเราจะแจกเป็นธาตุ ๔ ก็ไม่ใช่ลักษณะนี้ นั่นต้องหวลเข้าไปหาสุกขวิปัสสโก ไม่ใช่ฉฬภิญโญ หมวดแต่ละหมวดของกรรมฐาน ปฏิบัติไม่เหมือนกัน
ผู้ถาม:- หลวงพ่อคะ บางคนเขาภาวนาว่า "พุทโธ" แต่ว่าทำไมเขาไปได้คะ....?
หลวงพ่อ:-ถ้าเขาไปได้แล้วอะไรก็ได้ ให้มันสตาร์ทติดเสียก่อน ถ้าไปได้แล้วจริง ๆ ไม่ต้องภาวนา นึกปั๊บมันถึงเลยกำลังเขาพอเข้าใจไหม.....
คำว่าภาวนาที่เราใช้กันหนัก เพราะเรายังไม่คล่อง แบบเขียนหนังสือน่ะ อ่านหนังสือวันแรก สองวัน สามวัน เขียน ตัว ก.ไม่ได้ ถ้าเขียนคล่องแล้ว นึกเมื่อไรเขียนได้เลย ใครเขาพูดก็เขียนได้เลยเหมือนกัน ถ้าคล่องจริง ๆ ไม่ต้องภาวนา พอนึกปั๊บมันถึงทันที
ผู้ถาม:- หลวงพ่อคะ บทสตาร์ทนี่ ต้อง "นะ มะ พะ ธะ" อย่างเดียวหรือคะ "สัมมา อรหัง" ได้ไหมคะ...?
หลวงพ่อ:-เอาแล้ว หาเรื่องตกร่องอีกแล้ว มันมีหลายสิบบท ไม่ใช่บทเดียว แต่ว่าบทนี้เท่านั้น ขณะที่ไปอยู่จึงจะคุยกับคนข้าง ๆ ได้ นอกนั้นเขาไปเงียบ จบจุดแล้วจึงมาเล่าสู่กันฟัง
ฉันคิดว่า ถ้าไปกันเงียบ ชาวบ้านเขาจะหาว่าโกหก ฉันจะตัดตัวนี้ คือปัจจุบันเห็นแล้วคุยได้เลย ถามทางโน้นก็บอกทางนี้ได้ทันที เขาต้องการอย่างนี้
ฉันยังจำคำแนะนำของหลวงพ่อปานได้ เมื่อก่อนฉันจะบวช ฉันบวชนี่ฉันไม่ได้บวชตามประเพณีกับเขา บวชเพื่อพิสูจน์พระศาสนา พระศาสนาว่า สวรรค์มีจริง นรกมีจริง ฉันจะไปเที่ยว
หลวงพ่อปานท่านบอกความต้องการของแกน้อยไป ข้าต้องการมากกว่านั้น แต่ว่าแกบวชแล้วแกต้องรับ คำสอนอย่างคนโง่นะ
"อย่างคนโง่" ก็หมายความว่า ท่านบอกตรงนี้ จุดไหนก็ไปแค่นั้นแหละ เดี๋ยวก็ถึง อันนี้ถูกต้อง เพราะท่านรู้จักทาง ท่านก็นำตรง ถ้าเราฉลาดเกินไป ก็เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวาอีก
ฉันอยู่กับหลวงพ่อปานเดือนเดียว ฉันได้หมด เพราะฉันยอมโง่ อย่างลูกสาวของฉันนี่มันฉลาดมากเกินไป อย่างนี้เขาเรียกว่า "ฉลาดหมาไม่กิน" ใช่หรือเปล่า...........?
ผู้ถาม:-"ใช่ค่ะ"
หลวงพ่อ:-"ถ้าหมากิน เอ็งหมดไปนานแล้ว"
หลวงพ่อพูดให้กำลังใจว่า"ค่อย ๆ ทำไปนะ ไม่ต้องใช้เวลาให้มาก ไม่ต้องไปใช้เวลาที่สงัดนั่งเล่นทำอะไรเล่นก็ตาม นึกอะไรก็ภาวนา หายใจเข้า นึก "นะ มะ" หายใจออก นึกว่า "พะ ธะ" สองสามครั้งก็ได้ ถ้ามันฝืนขึ้นมาก็เลิกกัน ต้องการให้อารมรณ์ชินอย่างเดียว เวลาเขาฝึกจะได้ไม่แย่งกัน ให้แยกกันเสียให้เด็ดขาด
ยามปกติเราต้องการความสุข เราภาวนา "พุทโธ" ของเราไปแต่บางขณะเช่นเวลานี้ ฉันจะเอา "นะ มะ พะ ธะ" ไม่ยอมให้ "พุทโธ" มาแย่ง ไปกี่วันหรอกอย่างมากก็ ๒-๓ วัน
ถ้าลองจนชินดีแล้ว เราต้องการภาวนา "นะ มะ พะ ธะ" ก็ให้อยู่แค่ "นะ มะ พะ ธะ" พุทโธให้แยกไป
ถ้าเราต้องการภาวนา "พุทโธ" ก็พุทโธไปตามปกติ อันนี้ก็ใช้ได้ ค่อย ๆ ทำไปนะ อยู่ที่ความเข้าใจตัวเดียว ใครจะคุมหรือไม่คุมไม่สำคัญ ต้องการภาวนาถูกต้องตามแบบเขา ไม่งั้นพระพุทธเจ้าก็ไม่วางแบบไว้ซิ ถ้าภาวนาอย่างไรก็ได้ พระพุทธเจ้าจะวางแบบไว้ทำไม สอนเสียอย่างเดียวก็พอใช่ไหม...."
"พุทโธ" น่ะเป็นสายของสุกขวิปัสสโกเขา สายสุกขวิปัสสโฏ ไปไหนไม่ได้ ได้แต่ตัดกิเลส สายเตวิชโชก็มี
คำภาวนาตั้งหลายสิบแบบ แต่ถ้า "นะ มะ พะ ธะ" เป็นการเตรียมเพื่ออภิญญา จึงไปได้กรรมฐานไม่ใช่ว่าทำอย่างเดียว แบบจริง ๆ มี ๔๐ แบบ ถ้าเราใช้อะไรก็ใช้แบบที่ถูกต้อง ไม่งั้นไปไม่ได้"
ผู้ถาม:-"สมมุติว่าหนูฝึก "พุทโธ" หลวงพ่อจะฉุดหนูไปได้ไหมคะ.........?
หลวงพ่อ:-ได้ ฉุดลงใต้ถุนไป ไม่มีทางจะฉุดได้ยังไง พระพุทธเจ้าท่านยังไม่ฉุดใคร หลวงพ่อจะไปฉุดเอ็งเข้าดีไม่มีจะมาตีเอาตาย โทษหนักเสียด้วย โทษถึงประหารชีวิต เรื่องอื่นยังพอทำเนา บรรเทาโทษได้ แต่ว่าเรื่องนี้ประหารชีวิตกันเลยนะ หนอยแน่........ไม่ได้หรอไอ้หนูต้องฝึกเอง แล้วทำไมภาวนา "นะ มะ พะ ธะ" ไม่ได้.........?
ผู้ถาม:-"รู้สึกว่าเหนื่อยคะ
หลวงพ่อ:-แล้วที่ด่าชาวบ้านทำไมทำได้ล่ะ..........?
ผู้ถาม:-"หนูไม่เคยด่าใครคะ ครั้งเดียวไม่เคยค่ะ.....
หลวงพ่อ  น่ากลัวไปล่อหลายเที่ยว ผู้ถาม  (หัวเราะ)
หลวงพ่อ:-ไอ้นี่ต้องคิดซิว่า "พุทโธ" เหมือนกับนั่งอยู่กับบ้านถ้าเราจะไป ไปอเมริกา เดินไปมันก็ไม่ไหว ก็ต้องขึ้นเครื่องบินไป แบบ "นะ มะ พะ ธะ" เขาฝึกเพื่อหาเครื่องบินไป การฝึกในพระพุทธศาสนา เขามีตั้ง ๔ ประเภท ถ้าแบบใหญ่จริง ๆ มี ๔๐ แบบ แบบย่อยอีกนับพัน อย่าง
"นะ มะ พะ ธะ" เป็นส่วนหนึ่งของอภิญญา แต่ก็ยังไม่เข้าถึงอภิญญา จริง ต้องถือว่าเตรียมเพื่ออภิญญา นี่เขามีจำกัดนะ แต่ว่าการปฏิบัติแบบนี้เขาก็มีหลายสิบแบบนะ ถ้าเป็นแบบเก่าคนข้าง ๆ ถามไม่ได้ ฉันก็ไม่อยากสอนใคร ไปถึงไหน ๆ เล่าได้ตลอดเวลา ถ้านอกจากนี้ไปก็นั่งเงียบแต่ผู้เดียว เลิกแล้วกลับมาจึงเล่าสู่กันฟัง อย่างนี้ฉันว่าของเก่านั้นของดี แต่ว่าพวกที่เขามีความสงสัยก็จะคิดว่าพวกนี้มาโกหก จึงไปหาแบบนี้มา
แบบนี้ก็ไม่ได้สร้างเอง เป็นของพระพุทธเจ้าเหมือนกัน คนข้าง ๆ สามารถถามได้เวลานี้ไปถึงไหน แล้วจะบอกได้ตลอดเวลา หาอย่างนี้มา ๒๓ ปี กว่าจะพบตำรานี้ ไม่ใช่ค้นคว้าเองนะ ทราบอยู่ว่าของพระพุทธเจ้าท่านมี
แต่ตำราที่เราฝึกเราไม่พบ กว่าจะพบก็สิ้นเวลายวชไป ๒๓ ปี แต่ว่าวิธีอื่นน่ะทำได้ ถ้าเพื่อส่วนตัวนี่ทำได้ตั้งแต่พรรษาต้น แต่ว่าเราจะรู้เราก็ต้องรู้คนเดียว เลิกมาแล้วจึงมาเล่าสู่กันฟังทีนี้สำหรับคนรับฟังก็จะหาว่าโกหก
อย่างสมมุติว่า พ่อเขาตาย แม่เขาตาย เขาถามว่าพ่อแม่เขาอยู่ที่ไหน ตามผีนี่ตามง่ายกว่าตามคน ต้องการจะพบใครมันพบทันที ถ้าเราจะเอาให้แน่นอนเมื่อพบแล้วก็ให้เขาแสดงตัว
เวลาที่เป็นมนุษย์รูปร่างเป็นอย่างไร แสดงให้ดูซิ เวลาป่วยยังไง ผอมหรืออ้วน อาการป่วยที่คนพอจะรู้ได้ขอให้บอก พวกที่เขาถามเขารู้ว่าเคยป่วยแบบไหน เขาอาจจะไม่รู้ทั้งหมดรู้จุดใดจุดหนึ่งนะ เขาจะบอกให้ฟัง ถ้าถามถึงโรค มีอยู่หลายราย เขาบอกว่าที่หมอหรือพยาบาทบอกว่าตายด้วยโรคนั้น ๆ มันไม่จริง เขาตายอีกโรคหนึ่ง แต่พยาบาลเขาเข้าใจว่าโรคนั้น
นี่เราต้องถามอาการที่คนอื่นจะรู้ เขาทำท่าให้ดูเสร็จเรียบร้อยแล้วก็บอกคนข้าง ๆ ว่า พบแล้วเวลาที่มีชีวิตอยู่ รูปร่างเป็นอย่างนี้ ใช่ไหม......และอาหารที่จะตายจริง ๆ มีลักษณะแบบนี้ใช่ไหม..... คนนี้สมัยที่มีชีวิตอยู่เป็นคนใจดี หรือชอบหัวเราะ หน้าบึ้งขึงจอ อะไรก็ตาม ถามเขา เขาบอกตามความเป็นจริงหมด 
คงเข้าใจแล้วนะสำหรับท่านที่ยังมีความสงสัยในคำภาวนาและการฝึกแบบนี้ แต่ก็คงจะสงสัยอย่างอื่นอีก จึงขอนำปัญหาและคำตอบให้คลายสงสัยเสีย
ผู้ถาม:-"หลวงพ่อคะ ถ้าหากฝึกมโนมยิทธิสามารถขึ้นไปข้างบนได้แล้ว จะหลงวกวนอยู่บนนั้นไหมคะ..?
หลวงพ่อ:-"แหม......อีหนูเอ๊ะ อยากให้หลงจริง ๆ ถ้ามันไปติดอยู่วิมานใดวิมานหนึ่ง แหม...ดีจริง ๆ
ผู้ถาม  (หัวเราะ) ไม่หลงใช่ไหมคะ.......?
หลวงพ่อ:-"ไม่หลงหรอก
ผู้ถาม:-"แล้วที่ครูเขาแนะนำว่าไปที่วิมาน วิมานอยู่ที่ไหนคะ..........?
หลวงพ่อ:- ถ้าเราไปถึงพระนิพพานได้ วิมานบนพระนิพพานก็ต้องมี เมื่อไปถึงนิพพานได้เขาจะบอก ๒ จุด เพราะว่าครูเขาไม่มีเวลาสอน ถ้าเราขึ้นไปบนสวรรค์ ดูวิมานของเรามีไหม.....ถ้าไม่มีก็ไปดูวิมานของเราที่พรหมมีไหม..... ถ้าไม่มีก็เหลือแห่งเดียวที่นิพพาน แสดงว่าขาตินี้ตายแล้วไปนิพพานแน่ ถ้าหากว่าวิมานที่สวรรค์ยังมีอยู่ หรือยังมีอยู่ที่พรหมและวิมานที่นิพพานมีอยู่ แสดงว่าจิตเราจับวิปัสสนาญาณได้เล็กน้อยแต่มันหมองมันไม่แจ่มใส แต่วิมานเราอยู่จุดที่แน่นอนอันนี้แจ่มใส
ถ้าวิปัสสนาญาณเราดีพอ จิตเราเข้าถึงโคตรภูญาณ วิมานข้างล่างนี่จะหายหมด มันจะเหลือหลังเดียวข้างบน ถ้าเหลือหลังเดียวข้างบน ตายแล้วมันไม่มีที่อยู่ ต้องไปอยู่หลังนั่นแหละ
ถ้าพอถึงนิพพานแล้วยังถามว่าไปไหนอีก ถ้าอารมณ์ใจยังพอใจในการเที่ยวก็แสดงว่ากิเลสยังหนาอยู่ ถ้าเที่ยวไป ๆ ไม่ข้ามันจะเบื่อเที่ยว จิตมันจะรักอารมณ์อยู่จุดหนึ่ง คือขึ้นไปนิพพานมันก็ไม่อยากขึ้น มันอยากจะตัดขันธ์ ๕ สบาย ๆ อารมณ์จิตเป็นสุข
แต่ว่าก็มีเกณฑ์บังคับว่า นิพพานต้องไปทุกวันเพื่อให้จิตมันจับเป็นเอกัคคตารมณ์ แปลว่าจิตมันเป็นหนึ่งเดียว ต้องการอย่างเดียวคือนิพพาน ให้มีความผูกพัน
แล้วไปนิพพานไปที่ไหน....?นิพพานมี ๒ จุดที่เราจะไปก็คือ ที่ประทับของพระพุทธเจ้า และก็ วิมานของเรา ถ้าเราไม่เห็นพระพุทธเจ้า เรานึกถึงท่านท่านจะมาทัน ที คือว่าจิตอย่าปล่อยพระพุทธเจ้า ให้จิตมันเกาะไว้เป็นอารมณ์ ทีนี้ตายแล้วก็มาที่นี่แหละ
เรื่องของชีวิตมันจะตายเมื่อไรก็ช่าง คือว่าอย่าไปคิดว่ามันจะอยู่อีก ๒ ปี ตื่นขึ้นมาเราคิดว่าเราอาจจะตาย วันนี้มันถึงจะถูกอันนี้เป็น มรณานุสสติกรรมฐาน ใช่ไหม......ถ้าวันนี้มันจะตายมันจะไปไหน ตื่นขึ้นมาปั๊บเราคิดว่าเราจะตายวันนี้ จิตพุ่งปรู๊ดขึ้นนิพพานเลย ขึ้นไปแล้วสัก ๒-๓ นาที ก็ช่างให้อารมณ์มันสดชื่น พิจารณาขันธ์ ๕ เท่านั้นแหละ
ถ้าจิตตอนเข้าเราจับเป็นอารมณ์ไว้ แล้วกลางวันเราก็ไม่ได้นึกถึงนิพพาน มัวนั่งพูดกับเพื่อนบ้าง ทะเลาะกับเพื่อนบ้าง ขัดคอกับเพื่อนบ้าง หลบหน้าเจ้าหนี้บ้าง ตามเรื่องตามราวนะ บังเอิญตายวันนั้นมันก็ไปนิพพาน เพราะตอนเข้าเราตั้งอารมณ์ไว้แล้วใช่ไหม.....
คืออารมณ์ตอนเข้า เวลาที่จิตมันสบายตั้งจุดไว้เลย ตั้งอารมณ์ไว้ก็อย่าตั้งเฉย ๆ ไปเลย ไปนั่งอยู่ข้างหน้าพระพุทธเจ้าให้จิตมันชื่นใจ เวลานั่งข้างหน้าพระพุทธเจ้ามันสบายใจ ใช่ไหม........ ท่านสวย ท่านสว่าง ดูแล้วไม่อิ่มไม่เบื่อ อารมณ์มันก็มีความสุข คิดว่าที่นี่เป็นที่ที่เราจะมาในเมื่อขันธ์ ๕ มันพัง ให้ทำแบบนี้นะ"
ผู้ถาม:-"แล้วอย่างสมมุติว่า คนที่เขาฝึกได้แล้ว เขาไปได้เขาก็เห้นวิมานของเขา แสดงว่าเขามีวิมานอยู่ ถ้าหากเราอยู่อย่างนี้ เราทำแต่ความดี เราจะมีวิมานไหมคะ......?
หลวงพ่อ:-  "เราก็มีบ้านอยู่"
ผู้ถาม:-"หนูอยากมีวิมานค่ะ"
หลวงพ่อ:-"ไปสร้างกุฏิสักหลังซิ"
ผู้ถาม:- "มีจริง ๆ หรือคะ?"
หลวงพ่อ:-"วิมานน่ะ เขามีด้วยกันทุกคน ถ้าทำความดี แต่ว่าเราจะสามารถไปเห็นวิมานของเราหรือไม่ อย่างการก่อสร้างวิหารทาน สร้างโบสถ์ สร้างกุฏิ สร้างส้วม สร้างศาลาอะไรก็ตามเถอะ เราเอาเงินไปร่วมกับเขาด้วยความตั้งใจจริง วิมานจะปรากฏเลย เราจะรู้หรือไม่รู้อยู่ที่การฝึกจิต อย่างที่เขาฝึก "นะ มะ พะ ธะ" กัน"
เอาล่ะ สำหรับปัญหาผู้ยังไม่เคยฝึกก็มีเท่านี้ ต่อไปนี้เป็นปัญหาของผู้เริ่มฝึกใหม่ ๆ
จากหนังสือ หลวงพ่อตอบปัญญาธรรม ฉบับพิเศษ เล่ม 2
หลวงพ่อพระราชพรหมยาน

เรื่องปัญหาของผู้เริ่มฝึกใหม่ๆ

ผู้ถาม:-บางคนเขาก็มาปรารภว่า มาครั้งแรกทำไมจึงฝึกไมได้...?
หลวงพ่อ:-พวกที่ไม่ได้มันยัง ตั้งอารมณ์ไม่ถูก เขามีสิทธิ์ได้มาถึงปุ๊บเดียวจะให้มันได้ ความเข้าใจมันยังไม่ดี ที่เรียกว่ายังไม่เข้าใจ บางคนก็ใช้ตาดูบ้าง บางคนก็ใช้ฌานหนักเกินไป มันก็ไม่ถูกจุด สูงเกินไปนิด ต่ำเกินไปนิด ก็ไม่ได้ ต้องพอดี ๆ คือว่า ตอนจับทีแรกมันต้งออยู่แค่อมรมณ์อุปจารสมาธิ เพราะอันนี้เป็นวิชชาสาม พอจับภาพได้ปุ๊บ บังเกิดความมั่นใจ จิตเป็นฌาน
ผู้ถาม:-ดิฉันก็เหมือนกันค่ะ เวลามีครูมาสอบถาม ว่าเห็นอะไรบ้างหรือยัง ก็ไม่เห็นอะไรทั้งนั้นเลย ตอบก็ตอบไม่ได้ เพราะไม่เห็นอะไร ไม่เจออะไร ไม่ทราบว่าจะทำยังไงดี
หลวงพ่อ:-อันนี้มันเป็นอย่างนี้โยม มันเป็นอามรณืที่ไม่ชินนะ ทีนี้ที่เห็นนั้นเราไม่ใช้ตา มันเป็นกำลังของทิพจักขุญาณ ทิพจักขุยาณเบื้องต้นมันมัวเต็มที แล้วเราก็เห็นว่าเราจะต้องเห็นทางตา คำว่า ทิพจักขุญาณ แปลว่า มีความรู้คล้ายตาทิพย ์มันเกิดเฉพาะความรู้สึก ไม่ใช่ลูกตาเห็น นั่นมันเป้นอันดับก่อนที่จะก้าวขึ้น ถ้าตอนนี้เราจับอารมณ์นั้นได้ เมื่อเราจับได้แล้วครูเขาสนับสนุนโดยการพิจารณาตัดขันธ์ ๕ บ้างนึกถึงบารมีของพระพุทธเจ้าบ้าง และทำความรู้สึกเข้าหากพระจุฬามณี ตอนนี้จิตมันจะเริ่มเป็นฌาน ความรู้สึกที่ว่าเห็นมันจะมีความใสขึ้น ดีขึ้น ยิ่งกว่าเดิมหน่อยหนึ่ง หรือบางคนก็ดีมาก ทีนี้ถ้หากว่าความรู้สึกว่าเห็น ที่เราเรียกว่า ทิพจักขุญาณ จะดีมากดีน้อยขนาดไหน มันขึ้นอยู่กับความบริสุทธิ์ ของจิตในเวลานั้น ถ้าในเวลานั้นความรู้สึกของจิตมันล้างกิเลสไปได้มากเทียบเท่ากับพระสกิทาคามี หรือพระอนาคามี เฉพาะในเวลานั้นนะ ไม่ได้หมายความว่าเป็นเสียจริง ๆ เลยนะ คือเวลานั้นจิตมันสะอาดเทียบเท่ากับพระสกิทาคามีหรือพระอนาคามี ความรู้สึกที่เห็นมันชัดมาก การเคลื่อนไหวเร็วมาก" ถ้าฝึกใหม่ ๆ ก็อย่างเห็นชัดอย่างนี้ละ อีกคนหนึ่งอยากเห็นชัดเหมือนกัน ถามว่า
ผู้ถาม:-"ที่หนูทำอยู่เวลานี้ก็พอจะเห็นบ้างแต่ว่ายังไม่ชัด หนูอยากจะไปเห็นชัด ๆ ค่ะ จะทำอย่างไรคะ...?
หลวงพ่อ:-"ถ้าอยากไปก็แสดงว่าไม่อยากไป ถ้าอยากไปมันเป็นนิวรณ์ คืออุทธัจจะกุกกุจจะมันคอยตัด อย่างอยากไปนะให้ทำแบบสบาย ๆ เราพอใจในผลที่เราได้มาแล้วในตอนก่อนจะได้ก็ได้ ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ถ้ารักษาอารมณ์ให้สว่างอย่างนี้มีผล อย่าลืมว่าอภิญญาจริง ๆ มันยังมีเวลาอีก ๑๙ ปี กำลังอภิญญาจึงจะเข้ามาถึง ตอนนี้ อภิญญาเล็ก ๆ แล้วก็พยายามฝึกไปเรื่อย ๆ นะ
ถ้าต้องการจะให้เห็นแจ่มใส ให้หมั่นจับภาพพระให้ไสเป็นประกายแก้วอยู่เสมอ วันหนึ่งสักครั้งหนึ่ง ให้เป็นประจำ ก่อนหลับก็ได้ ถ้าทำอย่างนี้ละก็ ท่านบอกว่าถ้าถึงวาระอีก ๗ วันตาย ตอนนั้นจะพบพระหรือเทวดาเป็นประกายใสปลอดโปร่ง และจิตใจจะจับอยู่ในภาพนั้น และวาระนั้น นั่นแหละจิตใจจะตัดในที่สุด คือจิตจะตัดเข้าอรหัตผล ตายแล้วไปนิพพานทุกคน" ถ้าอยากเห็นชัดละก็ ตายแล้วไปถึงนิพพานชัดแจ๋วทุกคน
ผู้ถาม:-หลวงพ่อคะ การนึกปั๊บเห็นปั๊บแต่เป็นภาพเดิม อย่างนี้เป็นสัญญาใช่ไหมคะ....?
หลวงพ่อ:-ไม่ใช่ เป็นสัญญาไม่ได้ คือว่าคนที่เขาชำนาญเขาไม่นั่งป๋อหลอหรอก อย่างฉันนึกปั๊บได้เลย บางทีไม่ทันจะนึกละ ไปแล้ว
ผู้ถาม:-ขึ้นไปถึงเลยหรือคะ..?
หลวงพ่อ:-ไปถึงเลย คือมันจะเป็นสัญญาไม่ได้ สัญญามันได้แต่นั่งนึกเอา สัญญาก็นั่งจำแต่ภาพ เราเคยเห็นพระพุทธเจ้าในลักษณะไหน เราเคยเห็นวิมานของท่านในลักษณะไหนบ้าง วิมานของเราในลักษณะไหนบ้างเรานั่งนึก อันนี้เป็นสัญญา พอเรารวบรวมกำลังใจปั๊บแล้ว ไป อันนี้เป็นอภิญญา มันไม่ใช่สัญญา
ผู้ถาม:-หลวงพ่อคะ หนูนั่งทีไรเห็นไม่เต็มองค์ เห็นแค่เศียร เวลาขึ้นไปข้างบนเห็นวิมานมีหลังคาสูง ๆ แต่เข้าไม่ได้ค่ะ ทำยังไงหนูจะเข้าไปได้คะ......?
หลวงพ่อ:-ตัดสินใจให้มันแน่นอน อารมณ์ไม่เด็ดขาดจริง ยังห่วงขันธ์ ๕ อยู่ ยังห่วงร่างกาย ยังห่วงลูกยังห่วงฝาละมี(สามี) อะไรพวกนี้ ยังห่วงอย่างนี้เข้าไม่ได้หรอก ถ้าก่อนที่จะขึ้นต้องตัดสินใจให้มันเด็ดขาด การเห็นภาพไม่ชัดมันบอกได้เลยว่า เราตัดสินใจไม่เด็ดขาด ไม่ต้องไปเปิดตำราที่ไหน นี่เป็นเครื่องวัด"
ผู้ถาม:-แต่ฝึกครั้งแรกขึ้นไปเห็นชัดมากค่ะ..
หลวงพ่อ:-วันแรกเขาสอนเราไปตามเขา พอเขาทิ้งก็ชักห่วงหน้าห่วงหลัง พอออกไปหน่อย เอ... ไอ้โอ๋ไปไหนหว่า อยู่กับใคร...ก็ยังถือว่าดี ควรจะตัดสินใจให้มันเด็ดขาด ตอนเช้ามืดควรจะตัดสินใจไปเลยว่า ชีวิตนี้มันทรงตัวอยุ่ขนาดไหนก็ช่างมันเถอะ ถ้าตายเมื่อไหร่ขอไปนิพพาน เอาให้แน่นอน ถ้าตั้งอารมณ์ดีจริง ๆ ถ้าตั้งใจแบบนั้น ทีหลังเห็นเต็มองค์ไม่ยาก"
ผู้ถาม:-หลวงพ่อคะ เวลาฝึกมโนมยิทธิบางวันก็อารมณ์ดี ขึ้นไปก็เห็นแจ่มใส แต่มันดีเป็นพัก ๆ ค่ะ
หลวงพ่อ:-อารมณ์ดีเป็นพัก ๆ นี่ถูก คือว่าที่เป็นพัก ๆ เพราะว่าร่างกายมันยังเกาะขันธ์ ๕ ถ้าเหนื่อยเกินไปเพลียเกินไป อันนี้อารมณ์จะมัวได้ แล้วก็ประการที่ ๒ ถ้ามันป่วยขึ้นมามันจะทำให้ประสาทสั่นคลอนนิดหนึ่งโดยที่เราไม่รู้ตัว อันนี้มัวได้ แล้วก็ประการที่ ๓ รวบรวมกำลังใจยังไม่เต็มที่ก็ขึ้นเลยอันนี้มัวได้ การใช้กำลังอภิญญานี่เราจะถือความสว่างมากสว่างน้อยไม่สำคัญ สำคัญว่ากำลังจิตของเราเข้าถึงจุดหมายปลายทางไหมเขาถือตัวนี้เป็นตัวสำคัญนะ เพราะว่าถ้าเรายังมีขันธ์ ๕ อยู่ เราจะให้ทรงตัวอยู่เป็นปกติมันไม่ได้แน่ พระอรหันต์ยังไม่ได้เลย
บางคนก็มาบ่นให้ฟัง "ฝึกได้แล้วพอกลับไปบ้านก็มืดไปมัวไป" ก็ต้องไปดูว่ามันมืดเพราะอะไร มืดเพราะศีลบกพร่องหรือเปล่า ถ้าศีลบกพร่องเราเข้าพระจุฬามณีไม่ได้ ถ้าบอกว่ามืดเพราะสมาธิต่ำไม่ใช่ ถ้าสมาธิต่ำมันไม่แสดงอาการของการมืด แต่การเคลื่อนของจิตมันจะช้าลง การมืดหรือสว่างมันอยู่ที่วิปัสสนาญาณ
ศีล เป็นภาคพื้น
สมาธิ เป็นกำลังเดินทาง
วิปัสสนาญาณ เป็นคบเพลิงสำหรับส่องทาง
ทั้ง ๓ อย่างนี้ต้องขนานกัน แต่ว่าบางทีศีลดี สมาธิดี วิปัสสนาญาณดี แต่ว่าร่างกายไม่ดีอันนี้ก็มืดเหมือนกัน
แต่หลวงพ่อไม่งั้นนะ ถ้าร่างกายไม่ดียิ่งสว่าง เพราะว่าถ้าร่างกายไม่ดีจิตมันจะดีทันที พอเริ่มป่วยนี่จะป่วยมากน้อยก็ตาม จิตมันจะรวมตัวทันที พร้อมใส่กระเป๋าเตรียมตัวเดินทางใช่ไหม..........จำไว้นะ ไม่ใช่พอป่วยร้อง อ๋อย ๆ คือว่าร่างกายมันจะครางมันจะร้อง มันจะเจ็บ มันจะปวด มันเป็นเรื่องธรรมดาของร่างกายไม่ใช่ว่าถือธรรมดา แล้วร่างกายจะไม่เจ็บไม่ปวด อันนั้นไม่ถูก แม้แต่พระอรหันต์ทุกองค์ท่านก็เจ็บ ท่านก็รู้ว่าร่างกายเจ็บ ร่างกายหนาว ร่างกายร้อนท่านก็รู้ ร่ายกายป่วยไข้ไม่สบายท่านรู้ แต่ว่าท่านไม่ได้ทุกข์ จิตท่านไม่กังวล ท่านก็รักษาพยาบาล ท่านหิวท่านก็กิน ท่านร้อนท่านก็หาเครื่องเย็น ท่านหนาวท่านก็หาเครื่องอุ่น หาได้แค่ไหนพอใจแค่นั้น ถ้าหาไม่ได้ก็แค่นั้นแหละ แค่นี้เอง" เอาละ คงจะพอเข้าใจแล้วนะ ต่อไปนี้เป็นปัญหาของผู้ฝึกได้แล้ว
จากหนังสือ หลวงพ่อตอบปัญญาธรรม ฉบับพิเศษ เล่ม 2
หลวงพ่อพระราชพรหมยาน

เรื่องปัญหาของผู้เริ่มฝึกได้แล้วและการฝึกแบบเต็มกำลัง

ผู้ถาม:-ผมเคยชวนคนอื่น ๆ มาฝึกมโนมยิทธิ แต่แล้วเขาบอกว่า พอออกไปแล้วกลัวใครจะมาทำร้ายร่างกาย มาเผาร่างกาย เรื่องนี้จริงไหมครับ........?
หลวงพ่อ:-ไอ้คนที่ได้มโนมยิทธิจริง ๆ ถ้าไปถึงสวรรค์ได้เขาไม่อยากมองมนุษย์นะ เพราะเมืองมนุษย์มันเลอะเทอะด้วยประการทั้งปวง โลกทั้งโลกมันสกปรก ถ้าแดนสวรรค์ก็มีแก้วกับทอง สวรรค์มีความสุขมีที่อยู่สบายถ้าไปถึงพรหมเราก็ไม่อยากไปสวรรค์ เพราะพรหมเขาดีกว่า ถ้าเข้าถึงนิพพานเราก็ไม่อยากมองพรหม ถ้าบังเอิญเวลานั้นใครทำร้าย หรือจะเอาร่างกายไปเผาเสียก็ดี จะได้ไม่ต้องกลับมา กลัวเขาจะไม่ทำยังงั้นน่ะซิ" ถ้ากลัวตายก็ฝึกวิชานี้ไม่ได้ อันนี้เป็นหัวใจสำคัญของการเจริญพระกรรมฐาน
ผู้ถาม:-มีลูกศิษย์บางคนนะคะ เขาไม่ชอบไปดูของสวย ๆ บนสวรรค์ เขาอยากไปนรก เขาบอกว่า เห็นในสิ่งที่ไม่ดีแล้วจะได้ไม่ทำในสิ่งนั้น
หลวงพ่อ:-เออ....ไอ้นี่เหมือนกับฉัน ไปได้ครั้งแรก ปีแรกฉันไม่ไปสวรรค์เลย ไปนรกจุดเดียว นรกนี่ใช้เวลา ๑ ปี ไปไม่ครบนะ นรกจริง ๆ มันมี ๔๐๐ ขุมกว่า ขุมใหญ่มี ๘ ขุม แต่ละขุมมันแยกไปอีก ไปถึงก็ถามเขา แต่ละขุมเราเคยมากี่เที่ยว แต่ละครั้งที่เรามาทำบาปอะไร เราขอดูภาพเดิม สมัยเป็นมนุษย์เราทำบาปอะไร นรกขุมนี้ลงโทษ แบบไหน ฉันไปทุกขุมฉันก็ไปถามเขาทุกขุม ลองไล่เบี้ยดู เป็นการลงโทษตัวเอง ปรามตัวเองอย่างไอ้หนูนี่คิดถูก
ถ้าดูคนอื่นเขาลงน่ะมันไม่มันนะ ต้องดูของตัวเอง ดูว่าในสมัยที่เราเป็นคน เราทำอะไรผิดเราจึงลงนรก บางครั้งเราเป็นคนมีวาสนาบารมีสูง แต่ก็เมาในชีวิต มีอำนาจมากกว่าเขา ก็สร้างความชั่วข่มเหงเขาบ้าง ทำอะไรเขาบ้าง ตายแล้วก็ลงนรก ต้องขอดูภาพเดิม อย่าดุแต่ภาพนรกเฉย ๆ นะ ดูว่าสมัยเป็นมนุษย์เราทำอะไรไว้ จึงถูกลงโทษแบบนี้ มันจะได้ประสานกัน ที่สวรรค์ จุดแรกที่ต้องการไปให้ถึงคือ พระจุฬามณี อยู่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
ผู้ถาม:-หลวงพ่อคะ ดาวดึงส์กับจุฬามณีนี่ที่เดียวกันใช่ไหมคะ...?
หลวงพ่อ:-ใช่ ที่เดียวกัน จุฬามณีตั้งอยู่ในเขตของดาวดึงส์
ผู้ถาม:-ดิฉันไปกราบท่านพ่อกับท่านแม่ที่ดาวดึงส์ค่ะ แล้วก็ไปนิพพาน
หลวงพ่อ ก็ได้ คือว่าเราต้องการให้อารมณ์จิตอยู่ที่นั่น ก็ต้องไปกราบทุกวันนะ ฉันก็กราบ ที่เราไปกราบพ่อแม่เพราะอะไร เพราะท่านจะไปนิพพานอยู่แล้ว พ่อแม่นี่มีความจำเป็นต้องกตัญญู ทางที่ดีพอขึ้นไปที่นั่นแล้ว พอกราบท่านแล้วก็ต้องถามท่านว่า มีอีกบ้างไหมที่เป็นบิดามารดาเดิม ที่ยังเป็นเทวดาหรือพรหมอยู่ ขอเชิญมาประชุมหมด แล้วท่านก็จะมาหมด พอมาแล้วก็กราบท่าน เราขอขอบคุณท่าน เราจะได้รู้ว่าพ่อแม่ที่อยู่เป็นเทวดาหรือพรหมมีเท่าไร พ่อแม่ของเราในอดีตมีเยอะ ขึ้นไปแล้วไม่หงอยเหงาแน่ ๆ เพลิดเพลินจนไม่อยากกลับทีเดียว
ผู้ถาม:-หนูมีปัญหาอันหนึ่ง คือก่อนนอนก็ภาวนา นะ มะ พะ ธะ แล้วก็หลับไปเลย มีอยู่วันหนึ่งนะคะ ตอนใกล้เช้าค่ะ มีความรู้สึกว่าไม่ได้หลับ แต่มีความรู้สึกว่าจิตมันจะออกไป แต่ไม่ยอมลอยขึ้นไปข้างบน แล้วอยู่ ๆ ก็ดึงลงไปข้างล่างเลยค่ะ ทั้ง ๆ ที่ไม่อยากจะให้ลง มันเป็นเพราะอะไรค่ะ.......?
หลวงพ่อ:-ถ้ามันดึงลงข้างล่างก็ให้มันดึงไป ไปเที่ยวนรก ถ้าปล่อยตัวหลุดแบบนั้นเป็นตัวอภิญญาแท้ คือ นะ มะ พะ ธะ ที่เราทำเวลานี้นะ ถ้ามันถึงจุดมันจะออก จุดออกของเขาจริง ๆ มันเหมือนกับตัวเราออกไปเลย มันออกไปจริง ๆ ทีนี้มันจะดิ่งลงก็ให้มันลงไป อารมร์อันหนึ่งเขาอาจจะบังคับให้ไปดูนรก ข้างล่างว่าเป็นยังไง แต่ไปแล้วไม่ต้องกลัวว่าจะกลับมาไม่ได้นะ กว่าจะกลับก็เช้า
ทีหลังตั้งใจไว้ก่อนว่า ถ้าออกได้จะขอไปพระนิพพาน แล้วไปจะหาแม่ หาปู่ แต่ว่าการตั้งใจไว้ก่อน เวลาภาวนาก็อย่างนึกถึงท่านนะ ทิ้งเลย ถ้าออกปั๊บมันจะพุ่งไปเลย ขณะที่ภาวนาเราต้องทิ้งอารมณ์อยากจะไปนิพพานจะไปหรือไม่ไปไม่สำคัญแต่ทำใจให้สบายนี่มันจะไปได้ ซึ่งซ้อมแบบนั้นน่ะดีแล้ว มันจะเคลื่อนได้ดี ถึงฝึกแบบเต็มกำลังจริง ๆ ออกไปได้จะสนุกมาก เห็นวิมานเยอะแยะ ไม่มืดสลัว เห็นชัดเจนแจ่มใสดีมากแทบไม่อยากกลับมาทีเดียว
ผู้ถาม:-กระผมสังเกตดู อย่างวิมานของหลวงปู่ก็ดี ของพระพุทธเจ้าก็ดี ปรากฏเห็นชัดดี แจ่มใสดี เวลาไม่ต้องการเห็นก็หายไป
หลวงพ่อ:-ใช่...ถ้าจิตเราไม่ต้องการเห็น แป๊บเดียวก็หายมันเป็นไปตามกำลังของจิต แต่ความจริงไม่ใช่วิมานหายนะจิตเราไม่เห็นเอง ถ้าเราไม่ต้องการมันก็ไม่เห็น ไม่ใช่เราไปรื้อวิมานเขานะ ถ้าโยมไปรื้อวิมาน เทวดาตีตาย
ผู้ถาม:-เรื่องนี้องค์อื่นผมก็ไม่กล้าคุยครับ
หลวงพ่อ:-อาตมาไม่เป็นไรหรอกโยม ความจริงพระที่ท่านเข้าถึงไม่มีองค์ไหนบอกนิพพานสูญ เรื่องของนิพพานมันมีอยู่อย่างนี้ เราจะเห็นได้หรือไม่ได้มันมีอารมณ์ของจิตตามขั้น ถ้าจิตของเราเป็นฌานโลกีย์ล้วน ไม่มีทางเห็นได้เลย สมมุติว่าเราไม่เป็นพระอริยเจ้าจริง เวลานั้นจิตมันต้องว่างจากกิเลศชั่วเวลาหนึ่ง อันนี้จึงจะเห็นนิพพานถ้าตามเกณฑ์ที่จะเห็นนิพพานได้ ถ้าสุกขวิปัสสโกนี่ท่านไม่เห็นเลยนะ ไม่เห็นผีไม่เห็นเทวดา ไม่เห็นนรกสวรรค์ ไม่เห็นอะไรทั้งหมด ก็ชื่อว่า ตัดกิเลสได้ ถ้าเตวิชโช เขามีสองในวิชชาสาม คือ ทิพจักขุญาณ กับ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ถ้ายังเป็นฌานโลกีย์อยู่ ทิพจักขุญาณ ตัวนี้จะไม่สามารถเห็นนิพพานได้เลย จะเห็นได้แค่พรหมโลก นรกทุกขุมเห็นได้ สวรรค์ขึ้นไปถึง พรหมโลกเห็น ถ้าจิตเข้าถึงโคตรภูญาณ เป็นอย่างต่ำ อันนี้จึงจะเห็นนิพพาน ไม่ใช่ว่าทำทิพจักขุญาณได้จะเห็นอะไรทั้งหมด ถ้าหากว่าเราปฏิบัติกันแล้วไปถึงนิพพานได้ แสดงว่าจิตเวลานั้น ว่างพอ สะอาดพอ
ผู้ถาม:-หลวงพ่อคะ เวลาขึ้นไปแล้ว แต่ว่าทรงอารมณ์อยู่ไม่นานก็กลับมาใหม่ อันนี้เป็นเพราะเหตุใดคะ ขอให้หลวงพ่อชี้ข้อผิดพลาดด้วยค่ะ...?
หลวงพ่อ:- มันไม่ผิดหรอก เวลาตั้งอารมณ์ จิตไม่ตั้งเป็นฌานเพราะว่าอารมณ์ที่เป็นฌานมันน้อยเกินไป มันเป็นอุปจารสมาธิเสียมาก วิธีที่ฝึกเวลานี้ไม่ใช่ไปแก้จุดนั้น ไปแก้อีกจุดหนึ่งเมื่อยามว่างเราควรจะตั้งเวลาสัก ๓ นาที ๕ นาที จับลมหายใจเข้าออก แล้ว่า นะ มะ พะ ธะ เราจะนั่งท่าไหรก็ได้ ให้จิตมันอยู่ช่วงนี้ เฉพาะคำภาวนากับลมหายใจนะ แต่ว่าอาการอย่างนั้นจะมีได้ในบางขณะ บางทีเราเริ่มจับปั๊บจิตมันตกต่ำลงไปเลย ถ้าหากว่ามันทรงไม่อยู่ไปแล้วกลับมา พอกลับมาก็ทรงอารมณ์ให้สบาย ไม่ไปไหนละ นั่งอยุ่ภาวนาให้สบาย ๆ ให้จิตมันเป็นสุขพอจิตมีกำลังปั๊บ ขึ้นไปใหม่ มันอยู่ได้ ไอ้นี่เรื่องธรรมดา
ผู้ถาม:-แต่บางครั้งในขณะที่ครูเขาทดสอบ มีความรู้สึกว่าจะตายค่ะ
หลวงพ่อ:-จะตายหรือ ดี คือ มีความรู้สึกว่าจะตาย ถ้ามันจะตายเวลานี้เราขออยู่ที่นิพพาน
ผู้ถาม:-พอมีความรู้สึกว่าจะตายเลยไม่ยอมไป
หลวงพ่อ:-ไม่เป็นไรนะ นั่นเป็นอารมณ์อันหนึ่ง ถือว่าเป็นอารมณ์แทรกเข้ามา คือว่ากำลังใจเราจะมั่นคงไหม แต่การแทรกเข้ามารู้สึกว่าจะตาย จะดุว่าเรามั่นใจในพระนิพพานไหม หรือเราจะไปยุ่งกับทุกขเวทนา ทีนี้ถ้าจิตมันตัด ตายก็ตาย ถ้าตายเราไปนิพพาน แค่นี้เขาก็พอใจแล้ว คือว่าอาการที่เป็นอย่างนั้น ไม่ใช่อาการของร่างกาย เป็นอาการถูกทดสอบจากพระอริยะ ถ้าเวทนาแบบนี้เข้ามา กำลังใจเราเป็นอย่างไร ถ้ากำลังใจเราตัดสินใจว่า ถ้าเราตายเวลานี้เราไปนิพพานช่วงนี้ และตอนนั้นเราดีดตัวถึงพระนิพพานได้ ลงมาเราก็ไม่เป็นไร ถืออารมณ์อย่างเดียว คือว่า เราห่วงตัวหรือห่วงนิพพาน เขาต้องการเท่านี้แหละ........การเจริญพระกรรมฐาน มักจะมีเทวดา ครูบาอาจารย์และพระอริยะ มาทดลองเสมอ เพราะฉะนั้นอย่างได้กลัว ท่านต้องการให้เราได้ดี
ผู้ถาม:-หลวงพ่อคะ ตอนที่ฝึกมโนมยิทธินะคะ เมื่อขึ้นไปบนสวรรค์แล้ว เห็นใส่เสื้อผ้าเป็นธรรมดาค่ะ อันนี้เป็นภาพจริงหรือเปล่าคะ..?
หลวงพ่อ:-ภาพน่ะเป็นภาพจริง แต่ไม่ตรงความจริง
ผู้ถาม:-แล้วยังเห็นคนที่เขาอยู่บนสวรรค์ เขาก็แต่งตัวไม่เหมือนชาวสวรรค์ เราเป็นมนุษย์ยังแต่งตัวสวยกว่าตั้งเยอะ
หลวงพ่อ:- ที่เราเห็นเขาอย่างนั้นน่ะ เขาทำภาพเดิมให้ดู คือว่าเขาเกรงว่าเราจะจำเขาไม่ได้ อันดับแรกเขา ต้องแสดงแบบนั้นก่อน ถ้าเราเห็นแบบนั้น เราควรจะถามเขาว่าเวลานี้ภาพความเป็นจริงของท่านมีรูปร่างเป็นอย่างไร ขอให้แสดงความเป็นจริง
ผู้ถาม:-อยากถามเขาเหมือนกันค่ะ แต่ดุหน้าตาเขาแล้วไม่อยากจะพูดกับเขาเลย ตอนนี้พยายามฝึกให้ได้ฌาน ๔ ก่อนเผื่อจะได้ถอดจิตไปถึงอินเดียบ้าง
หลวงพ่อ:-ฌาน ๔ เป็นอย่างไร..?
ผู้ถาม:-ไม่ทราบซิคะ
หลวงพ่อ:-นี่กินขนมอยู่แล้วยังนึกว่ายังไม่ได้กิน ไอ้การไปสวรรค์ได้ไปพรหมได้นี่มันเป็นกำลังของฌาน ๔ ถ้ากำลังไม่ถึงฌาน ๔ มันจะไปถึงจุฬามณีไม่ได้ จำให้ดีว่าขณะที่เราเห็นภาพครั้งแรกที่ครูเขาฝึก อันนี้เป็นทิพจักขุญาณ ตอนนี้เป็นอุปจารสมาธิ ถ้าเห็นภาพแล้วภาพเริ่มแจ่มใส ตอนนี้เป็นฌาน แต่ถ้าไม่ถึงฌาน ๔ จะเคลื่อนจิตไม่ได้ ถ้าจิตเคลื่อนไปถึงพระจุฬามณีได้ จงทราบว่าระหว่างนั่นเป็น ฌาน ถ หมด เป็นฌาน ๔ สำหรับใช้งาน
ผู้ถาม:-เป็นยังไงคะฌาน ๔ ใช้งาน...?
หลวงพ่อ:-ฌานมันมี ๒ ลักษณะ ที่เขานั่งเข้าฌาน นั่งเฉย ๆ เป็นการฝึกให้ฌานมันเกิดขึ้น แล้วก็ทรงฌาน ทีนี้ฌาน ๔ สำหรับใช้งานก็คือจิตเคลื่อนไปสู่ภพต่าง ๆ หรือไปที่ต่าง ๆ อย่างเรานั่งอยู่ตรงนี้คนที่นั่งอยู่ข้างหลังคิดอะไรอยู่เราอยากรู้เราก็รู้ หรือเขาทำอะไรเราอยากรู้เราก็รู้ได้ แล้วเป็นฌาน ๔ ประกอบไปด้วยอภิญญา ถ้าฌาน ๔ เฉย ๆ มันก็ไม่รุ้เหมือนกัน ถ้าไม่เคยได้อภิญญา ความจริงถ้าฝึกมโนมยิทธิแบบเต็มอัตรา ที่ฝึกกันนี่ใช้กำลังเพียงครึ่งหนึ่ง ถ้าแบบเต็มอัตรามีสภาพเหมือนฝัน คือไปได้แบบตัวเราไปเที่ยวธรรมดา รู้สึกได้เต็มที่ ก็บังคับให้กำลังภาพมันหยาบหน่อย ที่เราฝึกนี่ใช้กำลังเพียงครึ่งเดียว คือกำลังที่เราใช้แค่วิชชาสาม เนื้อแท้จริง ๆ ของมโนมยิทธิต้องเป็นกำลังของอภิญญา
แต่ว่าถ้าจะหันเข้าไปฝึกอภิญญา มันเป็นของไม่ยาก อภิญญาต้องตั้งต้นด้วยกสิณ ๑๐ มี เตโชกสิณ อาโปกสิณ เป็นต้น แต่ว่าได้มโนมยิทธิแบบนี้แล้ว ก็ใช้จับภาพกสิณได้ทันที เพราะว่าตัวที่ได้มโนมยิทธิ ถ้าเราไปเริ่มต้นกสิณจริง ๆ เราก็ถอยหลังเข้าคลองคือจับผลของกสิณเลย กสิณถ้ามันได้ผลจริง ๆ มันมีสีเหมือนกันหมด มีสีใสเป็นประกายแพรวเหมือนกันหมด เดิมจะเป็นสีอะไรก็ช่าง
อย่างโลหิตกสิณ (กสิณสีแดง) จับภาพทีแรกมันเป็นสีแดงเขาต้องภาวนา "โลหิตกสิณัง" แต่ว่าถ้าทำไป ๆ สีแดงมันจะกลายจนกระทั่งขาว พอขาวแล้วก็เป็นประกายแพรวเต็มที่ ถ้าจิตมีกำลังถึงฌาน ๔ กสิณจะเป็นประกายแพรว ฉะนั้นกสิณทุกกองจะมีภาพเหมือนกัน เมื่อถึงฌาน ๔ เราจับกสิณก็เป็นประกายให้หมดใช้กำลังมโนยิทธิที่เราได้ จับปลายของสกิณเลย แล้วมันจะคล่องตัว ปลุ๊บ ๆ จับได้หมด จับได้ก็ย้อนไปย้อนมาจนชิน จนกระทั่งอารมณ์เราจะใช้เวลาไหนก็ได้ กำลังปวดท้องขี้เต็มที่จับภาพกสิณก็ได้ ต้องได้จริง ๆ นะ ไม่ใช่ล้อเล่น ต้องได้จริง ๆ จึงจะฝึกอภิญญาได้
ผู้ถาม:-ถ้าฝึกอภิญญาได้ก็แสดงฤทธิ์ได้ใช่ไหมคะ....?
หลวงพ่อ:-แสดงฤทธิ์ได้ แสดงไปเดี๋ยวก็หลงตัวเอง ความสำคัญมีอยู่ว่า ทำอย่างไรจึงจะเข้าใจว่าสวรรค์มีจริง พรหมโลกมีจริง นิพพานมีจริง พวกเปรต อสุรกายมีจริง ความสำคัญมันมีอยู่แค่นี้เอง วิชานี้ที่เรามีอยู่แล้วทำเสียให้เต็มที่ ทำให้พอใจเพราะว่าถ้าเราเป็นมโนมยิทธิเต็มที่ เต็มกำลัง เราก็รู้อะไรทั้งหมดเวลานี้เราก็รู้หมดอยู่แล้ว กำลังอ่อนหน่อยก็ไม่แปลก รู้ได้เหมือนกัน เราก็ใช้กำลังส่วนนี้รู้จักพระนิพพาน จิตก็จับพระนิพพานเป็นอามรณ์มันก็แค่นื้ ที่ทำทั้งหมดก็เพื่อนิพพานอย่างเดียว ไม่ใช่ทำเพื่ออวดชาวบ้าน
ผู้ถาม:-ถ้าหากเราฝึกมโนมยิทธิได้แล้ว ต้องการดูกระแสจิตของเราเอง จะได้ไหมคะ.......?
หลวงพ่อ:-ได้........การดูใจเขาดูแบบนี้ คือดูแสดงสว่างของใจที่มันออกมา กระแสจิตของนักปฏิบัติเป็นสีเนื้อหรือสีเคลือบแก้ว ถ้ายังเป็นสีเนื้ออยู่ก็แสดงว่า บุคคลนั้นเป็นปุถุชนเต็มอัตรา ถ้าเป็นแก้วเคลือบหนาขึ้นไปทีละหน่อย ๆ จนกระทั่งเป็นแก้วใสสะอาด อย่างนี้ใช้ได้ในด้านสมถภาวนา ต่อไปอีกขั้นหนึ่ง ถ้าเป็นประกายแพรวพราว อันนี้เขาถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี แต่ถ้าจะดีจริง ๆ มันเป็นแสงละเอียด เหมือนประกายแว้บ ๆ เหมือนกระจกน่ะดี แต่ยังดีไม่เต็มที่ ถ้าจะดุว่าอารมณ์จิตละเอียดไหม ถ้าวิปัสสนาญาณมาก จิตจะเป็นประกายมาก ถ้าประกายน้อย จิตมีวิปัสสนาญาณน้อย ทีนี้กระแสจิตที่ออกมาน่ะ ออกเรียบร้อยดีไหม........หรือว่าลุ่ม ๆ ดอน ๆ ถ้ากระแสจิตเรียบร้อยดี อย่างนี้มีหวังไม่มีทางพลาดหวังพระนิพพาน ท่านบอกไว้เลยนะ การเห็นกระแสจิต เรียกว่า เจโตปริยญาณ เป็นญาณหนึ่งในญาณ ๘ ถ้าฝึกมโนมยิทธิได้ฝึกญาณ ๘ ได้ง่ายมาก
ผู้ถาม:-หลวงพ่อคะ ครั่งแรกที่ฝึกมโนมยิทธิ เวลาที่ขึ้นไปพระนิพพานแล้ว ครูก็จะปล่อยให้นั่งชมบารมีของพระพุทธองค์พอกลับไปบ้านก็นึกถึงภาพนี้อยู่เสมอ บางครั้งจะเห็นว่า ที่ขึ้นไปอีกคน ไม่ใช่ภาพที่เห็นค่ะ?
หลวงพ่อ:- ตัวเรามีคนเดียว
ผู้ถาม:-แต่ทำไมถึงเห็น ๒ คนเล่าคะ......?
หลวงพ่อ:-เห็นได้ เพราะสภาพความเป็นทิพย์ เห็นกี่แสนคนก็ได้ รวมได้เป็นคนเดียวเสียเมื่อไม่มีความจำเป็นต้องใช้ ถ้าใช้มันจะใช้กี่แสนคนก็ได้ ทำงานเหมือนกันหมด ทำงานคนละอย่าง คนหมดโลกนี่ต่างคนต่างพูดกันคนละเรื่อง เขายังทำกันได้ เพราะสภาพความเป็นทิพย์ ไม่งั้นเขาจะเรียกความเป็นทิพย์ทำไม.....?
ผู้ถาม:-คือสงสัยค่ะ ปกติเห็นแต่ตัวเราคนเดียว.......
หลวงพ่อ:- นี่เขาทำให้ดูอย่างนั้นแหละ อะไรบ้างที่เราผูกพันเขาต้องสภาวะอย่างนั้นให้ดู ถ้าเราเห็นอย่างนั้น จิตมันก็ผูกพันอยู่กับสิ่งนั้น ถ้าตายปุ๊บมันก็ไปอยู่ที่นั่น ท่านหาทางให้จิตไปอยู่ทีนั่น
ผู้ถาม:-บางทีขออาราธนาบารมีท่านให้พาไปที่อื่น ท่านก็เกาะหัวจุกไปเลย บางทีก็เกาะพระบาท บางทีก็เกาะบันเอว
หลวงพ่อ:-จะถามอะไรก็ตาม ถ้าทำให้เราดึงดูดใจ ท่านก็ทำภาพนั้น ท่านดีใจจะตาย โดยมากท่านต้องการให้คนของท่านคำว่า "คนของท่าน" หมายถึง ลูกก็ดี หลายก็ดี บริวารก็ดี อย่างน้อยต้องขึ้นดาวดึงส์ให้หมด เวลานี้คนของฉันไม่มี เพราะว่าตัดสินใจแล้ว เพราะถ้าตัดไปกันหมดแล้ว แสดงว่าไม่ค้าง ถ้ายังค้างอยู่ ยังไปไม่ได้ ก็ไปสมัยพระศรีอาริย์
เรื่องการฝึกมโนมยิทธิแบบใหม่นี้ คนที่ไม่เคยฝึกมักจะมีปัญหาถามเสมอ เช่น "ถ้าฝึกไปได้แล้วเวลาจะกลับ กลับยังไง" หลวงพ่อก็ตอบว่า "ให้มันไปได้ก่อนเถอะน่า" ทั้งนี้ก็กลัวว่าไม่ได้กลับ และหลวงพ่อก็ยังบอกอีกว่าวิชานี้เดี๋ยวนี้เขาเฟื่องหมดแล้ว เขาได้กันเป็นแสนแล้ว เวลานี้ก็หนักมากที่ อเมริกา เยอรมันตะวันตก และเริ่มไปไหวตัวที่ ญี่ปุ่น กับ นิวซีแลนด์ ระวังนะ อยู่ประเทศไทย ชาวต่างประเทศจะมาสอนเอา เขาเอาความรู้ไปจากประเทศไทย เขาจะเอาความรู้ของไทยมาสอนคนไทยต่อไป
ข้อนี้น่าคิดนะครับ เราเป็นคนไทยอยู่ใกล้พระพุทธศาสนา จะเป็นดังสุภาษิตที่ว่า "ใกล้เกลือกินด่าง" บางคนไม่กินแล้วยังว่ากระทบกระเทือนเสียอีก อันนี้ก็ไม่ขอว่ากัน เราถือว่า "ของจริงย่อมทนต่อการพิสูจน์" และวิลานี้คนที่ได้พิสูจน์คำสอนของพระพุทธเจ้าก็มีเยอะแยะไปโดยเฉพาะผู้หญิง หลวงพ่อเคยบอกว่า
พวกผู้หญิงนี่คล่องตัวกว่า ผู้ชายเราเสียท่าผู้หญิงแต่อีกพวกหนึ่งก็คือพระ เสียท่าฆราวาส พระนี่เสียท่าจริง ๆ เพราะพระมีศีล ๒๒๗ การฝึกกรรมฐานนี้ถ้าศีลไม่บริสุทธิ์ มันเดินไม่ออก และพระเวลานี้ก็หนักใจเหมือนกัน เพราะเวลานี้ท่านบวชเข้ามาท่านรู้ตัวว่าเป็นพระหรือเปล่าก็ไม่รู้
ถ้าปฏิบัติแบบฆราวาสล่ะ เจ๊ง........สังฆาทิเสส ถ้าผิดเข้าไปแล้วไม่มีทางจะได้ฌานสมาบัติ ถ้ายิ่งเป็น ปาราชิก ก็ขาดความเป็นพระภิกษุ ส่วนฆราวาสเขาตั่งตัวได้ วันนี้ศีลขาด พรุ่งนี้เขาตั้งตัวใหม่ได้ ใช่ไหม.....ก่อนที่จะมาเจริญพระกรรมฐาน ศีลบกพร่องหรือไม่เป็นเรื่อง เละเทะมาก่อน พอเริ่มเจริญพระกรรมฐาน ตั้งใจรักษาศีล ทันที ศีลฆราวาส ฆราวาสเขาทำได้ ส่วนพระไม่เหมือนกัน พระถ้าพังแล้วพังเลย
การสอนเวลานี้ เวลาพระเจ้าไปฝึกพระที่มารับการสอนก็รู้สึกหนักใจ แต่บางท่านก็เก่ง บางท่านแป๊บเดียวได้เลย แล้วก็คล่องตัว เพราะศีลเขาบริสุทธิ์ แต่เราก็อย่าไปถือว่าเขาไม่บริสุทธิ์ทุกองค์ไม่ได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกนักตำราที่ท่านบอกว่าเป็นเปรียญฯ นั่นแหละ มันก็ ปะ ปะ ใช่ไหม.....ที่เปรียญที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ ยิ่งเป็นนักเทศน์นี่ร้ายกาจ แต่ท่านที่ดีก็มีนะ ไม่ใช่ว่าจะชั่วทุกองค์ เพราะเคยสัมผัส เคยอยู่ร่วมกันมา แกบวชเข้ามาแล้ว มาเรียนหนังสือ แกไม่ได้นึกว่าแกเป็นพระ ตั้งหน้าตั้งตาจะสอบให้ได้ จะเอาผลนี่ไปแลกกับเปรียญพวกนี้ก็เป็นอาชีพ ก็ถือว่าเป็น อุปสมชีวิกา อาศัยศาสนาเลี้ยงชีวิตแบบนี้แล้วจะไปได้อะไร ถ้าไปเกาะไอ้พวกนี้
แต่พระที่เป็นเปรียญที่เขาเก่งก็มี เขาดีจริง ๆ น่ะมี บริสุทธิ์ จริง ๆ น่ะ อย่าไปนึกว่าเป็นเปรียญแล้วไม่ดีนะ พวกพระราชาคณะที่เป็นเจ้าคุณที่เป็นสมเด็จที่ไม่เป็นเรื่องก็เยอะ ที่ดีจริง ๆ ก็มาก เราต้องเลือกดูอีกนะ ดูพื้นฐานของคน คนทุกคนถ้าหาจุดเลวก็มีเลวทุกคน ถ้าหาจุดดีก็มีดีทุกคน ใช่ไหม....จุดบกพร่องมันก็ต้องมี คนก็ต้องมีดี แล้วใครจะเลว ผิดมุมไหนล่ะ......?
ผู้ถาม:-อีกพวกหนึ่งครับหลวงพ่อ พวกที่แก่วิทยาศาสตร์ไปอธิบายให้เขาฟัง เขาไม่ค่อยฟังครับ
หลวงพ่อ:-พวกแก่วิทยาศาสตร์ดี แต่พวกตุ่ย ๆ วิทยาศาสตร์ ไม่ค่อยได้ความนะ ให้เขาแก่จริง ๆ น่ะ ไม่เป็นหรอก คือว่าเขาจะเรียนสาขาไหนก็ตามเถอะ ถ้าเขาเป็นคนมีเหตุมีผลหน่อยมันไม่แปลก ถ้าจะค้นคว้าแบบไม่มีเหตุไม่มีผลมันอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก ใช่ไหม..... เขาจะรู้ได้ว่าบ้านของเขามีถ้วยขนาดไหน มีโถขนาดไหน เขาก็นึกว่าบ้านคนอื่นมีเหมือนกับเขาทุกอย่าง อาจจะมีคนเขามีของดีกว่าก็ได้ ใช่ไหม... ถ้านักวิทยาศาสตร์จริง ๆ เขาเข้าใจอะไรง่าย มีเหตุมีผลดีมาก เจอะบ่อยไป สำคัญไอ้พวกลืมจริง ๆ น่ะซิ
ปัญหาในการฝึกมโนมยิทธิ ก็ขอนำมาเพียงเท่านี้ จะคงช่วยให้ท่านทั้งหลายที่ยังไม่ฝึกก็ดี ฝึกแล้วก็ดี คลายความสงสัยลงได้มาก ใครที่ฝึกได้แล้วสามารถไปสอนคนอื่นได้นะ หลวงพ่ออนุญาต และหลวงพ่อแนะนำว่า พวกที่ได้มโนมยิทธิแล้วนี่ ถ้าไม่เป็นครูสอนเขาของเรามันจางง่าย พยายามสอนเขา ถ้าเราเริ่มสอนเขาจะได้ระมัดระวังตัวเอง คือเราจะได้ฝึกฝนตัวเอง การสอนเขามันมีประโยชน์มาก มันได้ ๒ อย่าง
ประการที่ ๑ การทรงตัว การคล่องตัว แจ่มใส มันจะเกิดขึ้น
ประการที่ ๒ ได้ ธรรมทาน เป็นการเร่งรัดบารมีเดิม ให้มันแจ่มใสเร็วขึ้น เพราะธรรมทานมีอานิสงส์สูงมาก คือว่าผลที่เราจะพึงได้ แทนที่จะ ๑๐ ปี อาจจะเหลือ ๓ ปี อานิสงส์สูงมาก
สอนเขาใหม่ ๆ มันอาจจะงงก็ได้ ถ้าตามทันหรือไม่ทันไม่สำคัญ ให้มีความเข้าใจเรื่องตั้งอารมณ์เอาไว้ เพราะเราผ่านมาเรารู้ใช้ไหม........ ถ้าเราไปถึงนั่นแล้ว เผอิญเราตามไม่ทัน ก็กวดไปทีหลังได้ ถามความรู้สึกถ้าเขาไม่รู้สึกก็แก้อารมณ์ที่ขัดข้องให้ ถ้าเป็นครูเขา สมเด็จฯ ท่านก็จะช่วยมากขึ้น คือว่าเป็นครูสอนเขา ให้ขออาราธนาบารมีพระพุทธเจ้าตรง บอกว่า การสอนก็ดี การติดตามก็ดี ขอเป็นภาระของพระองค์ บางทีเราจะพูดสิ่งที่เราไม่เคยคิดไว้เลย ถ้าพูดไปนั่นมันเหมาะสมสำหรับบุคคลผู้นั้นก็ต้องใช้แบบนั้นนะ พอเริ่มก็ขออาราธนาท่าน ขอเป็นภาระของพระองค์ จะเป็นผลดีแก่ผู้ที่รับฝึกต่อไป
สำหรับการฝึกมโนมยิทธิแบบเต็มอัตรา จะลองซ้อม ๆ ที่บ้านก็ได้ แต่เครื่องบูชาครูนี่ขาดไม่ได้นะ มีดอกไม้ ๓ สี ธูป ๓ ดอก เทียนหนัก ๑ บาท ๑ เล่ม สตางค์ ๑ สลึง ต้องตั้งไว้ทุกครั่งที่ทำการภาวนา หายใจเข้า นะมะ หายใจออก พะธะ เฉย ๆ โดยไม่ต้องการรู้การเห็นอะไร ทำเป็นสมาธิ ถ้ามันจะเต้นจะรำก็ปล่อยมันเลย การเต้นนี่มันจะเริ่มต้นตั้งแต่อุปจารสมาธิ แต่บางคนก็ไม่เต้นเลย พอถึงฌาน ๔ มันก็เลิกเต้น เพราะกำลังของจิตทรงตัว จะสังเกตได้ถ้ามันจะมีความสว่าง คือเห็นจุดข้างหน้าขาวโพลน เป็นทางไปไกล เป็นทางขาวใหญ่ ถ้าเห็นข้างหน้าก็ลองใช้กำลังใจพุ่งจิตไปตามสายของทางนั้น คิดว่าเราไปละพอนึกว่าไปล่ะ ถ้ากำลังจิตเรามันก็ไป พอมันออกไปแล้ว มันไม่ใช่ออกไปแบบความฝัน มันจะออกไปแบบชนิดมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ เหมือนกับออกจากตุ่มหรือกระบอก หรือเหมือนกับถอดไส้หญ้าปล้องออกจากหญ้าปล้อง ออกไปแล้ว ไปได้ชัดสว่างเหมือนกลางวัน มันจะเหลียวหน้าเหลียวหลังมาดูได้ มาดูไอ้โลกต่าง ๆ จะเห็นตัวเรานี่นั่งโด่อยู่ ดูแล้วก็เป็นคนสองคน
ต่อไปถ้าฉันสร้างที่ใหม่เสร็จ จะต้องพักการเดินทางออกต่างจังหวัด จะลองเอาคนที่ได้แล้วนี่แหละ มาฝึกแบบเต็มอัตรา คนที่ได้แล้วนี่ไม่ยาก ได้ใหม่หรือไม่ได้ไม่สำคัญ แต่ถ้าไม่เต็มแบบก็ยังดี ได้ผลเท่ากันนั่นแหละ แต่แบบนี้กำลังสูงหน่อย
(หลวงพ่อเริ่มฝึกให้แล้ว เมื่อวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๒๘ ที่ศาลาสองไร่เป็นเวลา ๑ เดือน)
จากหนังสือ หลวงพ่อตอบปัญญาธรรม ฉบับพิเศษ เล่ม 2
หลวงพ่อพระราชพรหมยาน

 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 18 ม.ค. 2547 / 18:50:39 น. ]
     [ IP Address : 203.113.36.12 ]


 ความคิดเห็นที่ 13 : (กำลังฟุ้ง)

ความเห็นที่ 12 ขอเปลี่ยนจากหลวงพ่อฤาษีลิงดำเป็นพระฤาษีลิงดำ...วิชามารนอกพระพุทธศาสนาชัดๆ เจ้านิพพานเป็นแดนเป็นเมืองนี่

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 18 ม.ค. 2547 / 22:17:56 น. ]
     [ IP Address : 202.133.161.126 ]


 ความคิดเห็นที่ 14 : (เด็กฟุ้ง)

คุณกำลังฟุ้ง นิพพานของคุณเป็นยังไงละครับ เล่าให้ฟังบ้างสิ  เคยไปมาหรือยัง หรืออาจารย์ของคุณเล่าว่า... ยังไงบ้างละ    

 จากคุณ : เด็กฟุ้ง [ 18 ม.ค. 2547 / 22:37:39 น. ]
     [ IP Address : 203.148.187.132 ]


 ความคิดเห็นที่ 15 : (ศิษย์ อ.)

โอวาทหลวงพ่อพระราชพรหมยาน
ความแก่ของพ่อเป็นตำราที่ดีของลูก ความไม่เที่ยงแท้แน่นอนในขันธ์ 5 ของพ่อ ก็เป็นตำราที่ดี
ของลูกและก็ในที่สุด พ่อถูกด่า ถูกว่า ถูกนินทา ถูกตำหนิ ถูกโจมตี ก็เป็นตำราที่ดีของลูก ขอลูก
รักทั้งหมดจงอย่าสนใจกับคำนินทาสรรเสริฐ ลูกรักของพ่อทุกคนจงจำไว้ว่าถ้าร่างกายยังมีอยู่จง
อย่าปรารภว่าตนเป็นคนดี เพราะว่าสิ่งที่เราเกาะอยู่นี่มันเลวคือ ขันธ์ 5ได้แก่ ร่างกาย มันสกปรก
มันทั้งไม่เที่ยงมีการเปลียนแปลงมีการป่วยไข้ไม่สบาย มีการตายไปในที่สุด ร่างกายมันเป็นส่วน
รับทุกขเวทนา ฉะนั้น ขอลูกรักทุกคนจงอย่าสนใจกับร่างกายของตนเองและของบุคคลอื่นคำว่า
ไม่สนใจ หมายความว่า เมื่อยังมีชิวิตอยู่ ก็เลี้ยงดูมัน  ไปตามสภาพมันหิวก็ให้มันกินมันร้อนก็หา
ของเย็นให้ มันหนาว ก็หาของอุ่นให้ และ ก็จงบอกกับมันว่า เอ็งตายคราวนี้ ฉันเลิกคบเอ็งละนะ
ทั้งนี้ เพราะเอ็งไม่ดีเลย เอ็งมันเลว มาก ประคองเท่าไร เอ็งก็ไม่ตามใจข้า ถ้าภาษาไทยชัดๆ ก็
พูดว่า เมื่อมึงไม่ตามใจกู กูก็ไม่คบมึงอีกต่อไป...........................
หลวงพ่อพระราชพรหมยาน

 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 18 ม.ค. 2547 / 22:40:06 น. ]
     [ IP Address : 203.113.36.10 ]


 ความคิดเห็นที่ 16 : (กำลังฟุ้ง)

ถึงคนที่ถูกจูงดุจโคและกระบือในความเห็นที่ 14 ช่วยดูความหมายของนิพพานที่เอามาจากพจนานุกรมท่านเจ้าคุณธรรมปิฏก

ตทังคนิพพาน “นิพพานด้วยองค์นั้น”, นิพพานด้วยองค์ธรรมจำเพาะ เช่นมองเห็นขันธ์ ๕ โดยไตรลักษณ์แล้วหายทุกข์
ร้อน ใจสงบสบายมีความสุขอยู่ตลอดชั่วคราวนั้นๆ, นิพพานเฉพาะกรณี


นิพพาน การดับกิเลสและกองทุกข์เป็นโลกุตตรธรรมและเป็นจุดหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา ดู นิพพานธาตุ


นิพพานธาตุ ภาวะแห่งนิพพาน;นิพพาน หรือนิพพานธาตุ ๒ คือ สอุปาทิเสสนิพพาน ดับกิเลสมีเบญจขันธ์เหลือ๑
อนุปาทิเสสนิพพาน ดับกิเลสไม่มีเบญจขันธ์เหลือ ๑


ปรินิพพาน การดับรอบ, การดับสนิท, ตาย (สำหรับพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์) ดู นิพพาน


ปรินิพพานสมัย เวลาที่พระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพาน


พุทธปรินิพพาน การเสด็จดับขันธปรินิพพานของพระพุทธเจ้า, การตายของพระพุทธเจ้า


มหาปรินิพพานสูตร สูตรที่ ๓ ในคัมภีร์ทีฆนิกาย มหาวรรค พระสุตตันตปิฎก ว่าด้วยเหตุการณ์ใกล้พุทธปริ-
นิพพาน จนถึงโทณพราหมณ์แจกพระบรมสารีริกธาตุเสร็จ


สอุปาทิเสสนิพพาน นิพพานยังมีอุปาทิเหลือ, ดับกิเลสแต่ยังมีเบญจขันธ์เหลือ คือนิพพานของพระอรหันต์ผู้ยังมีชีวิต
อยู่, นิพพานในแง่ที่เป็นภาวะดับกิเลส คือ โลภะ โทสะ โมหะ; เทียบ อนุปาทิเสสนิพพาน


อนุปาทิเสสนิพพาน นิพพานไม่มีอุปาทิเหลือ, ดับกิเลสไม่มีเบญจขันธ์เหลือ คือ สิ้นทั้งกิเลสและชีวิตหมายถึง พระ
อรหันต์สิ้นชีวิต, นิพพานในแง่ที่เป็นภาวะดับภพ; เทียบ สอุปาทิเสสนิพพาน

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 18 ม.ค. 2547 / 22:47:44 น. ]
     [ IP Address : 202.133.161.126 ]


 ความคิดเห็นที่ 17 : (กำลังฟุ้ง)

ศาสนาทางมิจฉาทิฏฐิ ก็นับวันจะแสดงปฏิหาริย์
คนที่โง่เขลาก็จะถูกจูงไปอย่างโคและกระบือ....

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 18 ม.ค. 2547 / 22:52:43 น. ]
     [ IP Address : 202.133.161.126 ]


 ความคิดเห็นที่ 18 : (เด็กฟุ้ง)

ไม่อยากต่อปากต่อคำกับมิจฉาทิฏฐิอย่างกำลังฟุ้งหรอก  แต่สงสารที่ปรามาสพระอริยสงฆ์เข้าแล้ว มันจะเป็นโทษมหันต์  จะคิดอะไรก็ขอให้พอดีเป็นกลางๆอย่าตกขอบจนเกินไป  จะถามว่าตอนนี้ครูบาอาจารย์ท่านสอนว่าอย่างไร ให้เพ่งโทษคนอื่นหรือครับ  คำกล่าวที่ท่านยกมา " ศาสนาทางมิจฉาทิฏฐิ ก็นับวันจะแสดงปฏิหาริย์
คนที่โง่เขลาก็จะถูกจูงไปอย่างโคและกระบือ...." นั้นคุณตีความผิดไปหรือเปล่า เขาอาจจะกล่าวถึงคำสอนอาจารย์ที่สอนคุณก็ได้ จริงเท็จรู้หรือว่าท่านหมายถึงอะไร แน่ใจหรือ อ้างบาลีมาลองฟันธงออกมาเป็นภาษาไทยฟังง่ายๆหน่อยสิครับ ว่านิพพานเป็นยังไง ถ้าไม่รู้ก็ไม่เป็นไรหรอก เพราะผมก็ไม่รู้เหมือนกัน  แค่สวรรค์ก็ไปชิงภพมาให้ได้แล้วกัน ถ้ามัวแต่เพ่งโทษเขา สนใจแต่เรื่องคนอื่นอย่างนี้ จิตเศร้าหมอง ระวังลงไปภพต่ำจะหาว่าไม่เตือนนะครับ กว่าจะได้ขึ้นมาอีกที คราวนี้ผ่านองค์สมเด็จองค์ไหนแล้วก็ไม่รู้นะ  เตือนด้วยความหวังดีนะจ๊ะ  

 จากคุณ : เด็กฟุ้ง [ 19 ม.ค. 2547 / 05:41:08 น. ]
     [ IP Address : 203.148.187.132 ]


 ความคิดเห็นที่ 19 : (กำลังฟุ้ง)

หึหึ พระฤาษีลิงดำจะเป็นอริยะจริงหรือเปล่าผมไม่รู้ แต่ผมนั้นบอกตำหนิพระฤาษีลิงดำครั้งเผยแพร่ความเห็นมิจฉาทิฏฐิ ไม่ได้ตำหนิท่านตอนกล่าวธรรมถูกต้อง หึหึวิชามารนอกพระพุทธศาสนาเช่นนี้มีโคและกระบือเดินตามกันเยอะทีเดียว

นิพพานเป็นเมือง...นิพพานเข้าได้ออกได้... ความเห็นของคนปัญญาเบาแท้ๆ

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 19 ม.ค. 2547 / 09:34:07 น. ]
     [ IP Address : 202.133.162.56 ]


 ความคิดเห็นที่ 20 : (เด็กฟุ้ง)

คนที่ทำผิดกฎหมายจะอ้างว่าไม่รู้แล้วทำผิดไม่ได้ คนที่ไม่รู้แล้วไปปรามาสพระผู้เปี่ยมไปด้วยเนื้อนาบุญ ท่านมีคุณอนันต์ฉันใด ทางกลับกันก็มีโทษมหันต์ฉันนั้น จะปฏิบัติยังไงก็ไม่เกิดผลหรอกครับ อย่าประมาทจะดีกว่า

 จากคุณ : เด็กฟุ้ง [ 19 ม.ค. 2547 / 10:19:02 น. ]
     [ IP Address : 203.148.187.132 ]


 ความคิดเห็นที่ 21 : (genomic man)

ถึง คุณกำลังฟุ้ง

อยากจะเข้ามาแจงในกรณีที่คุณกล่าวว่า "หลวงพ่อฤาษีลิงดำกล่าวธรรมชอบผมก็สาธุ วิชามโนมยิทธิแบบคนทรงเจ้าเห็นว่านอกพระพุทธศาสนาก็บอกนอกพระพุทธศาสนา "

ลองหาดูในพระไตรปิฎกนะครับ จะพบหลายแห่งกล่าวเรื่อง มโนมยิทธิญาณไว้
ถ้าหาแล้วไม่เจอจะช่วยบอกให้ว่าหาที่ไหนครับ เช่น
http://www.geocities.com/thaiok1/index.htm  คุณจะเจอหลายแห่ง
จะยกตัวอย่างให้ดูด้วยนะครับเผื่อยังไม่เชื่อว่าพระพุทธเจ้ากล่าถึง มโนมยิทธิญาณไว้

"ผลการค้นหา "มโนมยิทธิ"
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๙ สุตตันตปิฎกที่ ๑ ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค
(ตัดตอน)
พระไตรปิฎก เล่มที่ 09
...
...
วิชชา ๘
วิปัสสนาญาณ

ภิกษุนั้นย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อญาณทัสนะ เธอย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า กายของเรานี้แล
มีรูป ประกอบด้วยมหาภูต ๔ เกิดแต่มารดาบิดา เติบโตขึ้นด้วยข้าวสุกและขนมสด ไม่เที่ยง
ต้องอบ ต้องนวดฟั้น มีอันทำลายและกระจัดกระจายเป็นธรรมดา และวิญญาณของเรานี้ก็อาศัย
อยู่ในกายนี้ เนื่องอยู่ในกายนี้ ดูกรอัมพัฏฐะ เปรียบเหมือนแก้วไพฑูรย์อันงาม เกิดเองอย่าง
บริสุทธิ์แปดเหลี่ยม นายช่างเจียระไนดีแล้ว สุกใส แวววาว สมส่วนทุกอย่าง มีด้ายเขียว
เหลือง แดง ขาว หรือนวลร้อยอยู่ในนั้น บุรุษมีจักษุจะพึงหยิบแก้วไพฑูรย์นั้น วางไว้ในมือ
แล้วพิจารณาเห็นว่าแก้วไพฑูรย์นี้งาม เกิดเองอย่างบริสุทธิ์ แปดเหลี่ยม นายช่างเจียระไนดีแล้ว
สุกใส แวววาว สมส่วนทุกอย่าง มีด้ายเขียวเหลือง แดง ขาวหรือ นวลร้อยอยู่ในแก้วไพฑูรย์นั้น
ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล ย่อมน้อมโน้มจิตไปเพื่อญาณทัสนะ เธอย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า กายของเรา
นี้แล มีรูป ประกอบด้วยมหาภูต ๔ เกิด แต่มารดาบิดา เติบโตขึ้นด้วยข้าวสุกและขนมสด
ไม่เที่ยง ต้องอบ ต้องนวดฟั้น มีอันทำลายและกระจัดกระจายเป็นธรรมดา และวิญญาณของเรา
นี้ก็อาศัยอยู่ในกายนี้ เนื่องอยู่ในกายนี้ แม้ข้อนี้ก็เป็นวิชชาของเธอประการหนึ่ง.

มโนมยิทธิญาณ

ภิกษุนั้น ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อนิรมิตรูปอันเกิดแต่ใจ คือ นิรมิตกายอื่นจากกายนี้
มีรูปเกิดแต่ใจ มีอวัยวะน้อยใหญ่ครบถ้วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง ดูกรอัมพัฏฐะ เปรียบเหมือน
บุรุษจะพึงชักไส้ออกจากหญ้าปล้อง เขาจะพึงคิดเห็นอย่างนี้ว่า นี้หญ้าปล้อง นี้ไส้หญ้าปล้อง
อย่างหนึ่ง ไส้อย่างหนึ่ง ก็แต่ไส้ชักออกจากหญ้าปล้องนั่นเอง อีกนัยหนึ่ง เปรียบเหมือนบุรุษ
จะพึงชักดาบออกจากฝัก เขาจะพึงคิดเห็นอย่างนี้ว่า นี้ดาบ นี้ฝัก ดาบอย่างหนึ่ง ฝักอย่างหนึ่ง
ก็แต่ดาบชักออกจากฝักนั่นเอง อีกนัยหนึ่ง เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงชักงูออกจากคราบ เขาจะพึง
คิดเห็นอย่างนี้ว่า นี้งู นี้คราบ งูอย่างหนึ่ง คราบอย่างหนึ่ง ก็แต่งูชักออกจากคราบนั่นเอง
ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อนิรมิตรูปอันเกิดแต่ใจ คือนิรมิตกายอื่นจาก
กายนี้ มีรูปเกิดแต่ใจ มีอวัยวะน้อยใหญ่ครบถ้วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง แม้ข้อนี้ก็เป็นวิชชา
ของเธอประการหนึ่ง. 

___________________________
หวังว่าคงไม่หาว่าผมบิดเบือนพุทธพจน์แบบที่กล่าวหาคนอื่นนะครับ
ถ้าไม่เชื่อว่าจริง ช่วยแสดงหลักฐานว่า ไม่มี มโนมยิทธิในคำสอนของพุทธให้ผม
หนน่อยนะครับว่ามันไม่มีจริงๆ ถ้าเป็นเช่นนั้นผมก็จะได้พิจรณาอีกครัง

 จากคุณ : genomic man [ 21 ม.ค. 2547 / 14:16:17 น. ]
     [ IP Address : 210.238.18.69 ]


 ความคิดเห็นที่ 22 : (yoyo)

อันว่า สิ่งใด จะไปทางใด
แล้ว ถ้าไปต่อไม่ได้ 
สิ่งที่มาขัดขวาง
ถ้าขัดขวางมากพอ บางครั้ง ต้องมีชื่อเรียก

เช่น แรงกริยา แรงปฏิกริยา

ถ้าปกติ เราทำสิ่งใดไม่ได้ทั้งๆที่น่าจะทำได้
เราก็จะกล่าวว่า
มีอะไร หรือ ใคร มาทำอะไรกับ สิ่งนี้ สิ่งนั้นหรือเปล่า
เป็นปกติ 

บางครั้ง อาจมีผู้ขัดขวาง
แต่ บางครั้ง
ก็อาจเกิดจาก เราเอง ต้องฝึกเพิ่ม




 จากคุณ : yoyo [ 22 ม.ค. 2547 / 03:51:29 น. ]
     [ IP Address : 202.133.172.29 ]


 ความคิดเห็นที่ 23 : (.....)

อย่าไปฟุ้งตามเขาเลย อิอิ 
     แรกๆผมก็อยากจะบอกกล่าวเพื่อเตือนสติกัน เห็นว่าเข้ามาเว๊ปนี้ คงเคยร่วมทำบุญกันมาบ้าง ชีวิตของผมกลัวการปรามาสพระเป็นที่สุด ไม่อยากให้ใครไปปรามาสพระ จึงต้องมาพิมพ์แบบนี้   ยิ่งพูดบอกมากเขาก็ปรามาสมากขึ้น  เป็นการเพิ่มพูนไปซะอีก อย่างงี้เราก็ควรจะนิ่งเสียดีกว่า     เราเข้ามาในเว๊ปดูงานบุญ หาโอกาสไปกราบครูบาอารย์ให้ชื่นใจ ดีกว่า  

 จากคุณ : ..... [ 22 ม.ค. 2547 / 17:41:00 น. ]
     [ IP Address : 202.133.171.66 ]


 ความคิดเห็นที่ 24 : (กำลังฟุ้ง)

วิชามโนมยิทธิแบบที่สอนกันอยู่ในปัจจุบันเป็นพุทธหรือไม่ มีในพระไตรปิฏกหรือไม่? (ในเมื่อพระไตรปิฏกไม่เคยพูดถึงการใส่หน้ากากลงคาถาขอม เอาไฟฉายส่องหน้า เอาไม้อะไรก็ไม่รู้ที่ปลุกเสกโดยพระพุทธเจ้าองค์ปฐมมาเคาะๆ ฯลฯ)

เอาแค่นี้ก่อน

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 23 ม.ค. 2547 / 00:02:42 น. ]
     [ IP Address : 203.107.198.22 ]


 ความคิดเห็นที่ 25 : (ศิษย์ อ.)

วิสัยของผู้ได้ฌาน พูดไปก็เท่านั้น แล้วแต่ลีลาของแต่ละคน
อย่างผมฝึกมโนมยิทธิ คนละแบบกับที่วัดท่าซุง พูดไปก็ไม่ตรงกับพระไตรปิฏก
แต่ตรงกับพุทธดำรัสอยู่อย่างหนึ่ง คือ เป็นวิชชามโนมยิทธิ


 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 23 ม.ค. 2547 / 06:06:43 น. ]
     [ IP Address : 203.113.36.10 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!