หลักธรรม(หลักๆ) ของพระพุทธศาสนาเรา มีอะไรบ้างครับ
 เนื้อความ :

แล้วหลักธรรม แบ่งเป็นกี่หมวด  ลำดับไม่ถูกเลยครับ  ผมจำได้ว่า  ธรรมแบ่งเป็นหลายหมวดด้วยกัน  และไม่รู้ว่าจำสับสนหรือเปล่า  ว่ามีหมวดธรรมสำหรับ ฆราวาสอยู่หมวดหนึ่งด้วย 
ช่วยลำดับให้ผมได้เข้าใจด้วยครับ  ลำดับไม่ถูกจริง ๆอยากสว่างในธรรมบ้าง (แม้สักนิดก็ยังดี)  เลยอยากจะรู้ทางเข้าถึงและเริ่มศึกษา ถือปฎิบัติอย่างเคร่งครัด  ต่อไป  เพราะเท่าที่อ่านในพระไตรปิฏกแล้วรู้สึกว่า มันก็เป็นเรื่องๆที่เราๆท่านสัมผัสอยู่ทุกวัน  ๆไม่ใช่เรื่องที่ยาก ถึงขั้นจะปฏิบัติไม่ได้เสียเลย  เพียงแต่ว่า เราจะปฏิบัติหรือมีความเพียรในการปฎิบัติหรือไม่เท่านั้น
ทุกสิ่งผมว่าอยู่ที่การนี้

ถามต่อเลยนะครับ

พระไตรปิฏก นั้น มีหลายอย่างมาก  แต่ผมมีความเข้าใจว่า
1. พระวินัยปิฏก  หมายถึงพระธรรมวินัย(หรือกฏ ตามภาษาชาวบ้าน)ที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ใช่หรือเปล่าครับ  ผมอ่านแล้วรู้สึกว่า เป็นเหมือนกฏหมายของสงฆ์อย่างไรอย่างนั้น  แต่รู้สึกว่า  หลายหน้ามากเลย เล่ม1 มีประมาณ  700 กว่าหน้า 
ส่วนเล่มต่อไป มีน้อยลงไปบ้าง  (มีทั้งหมด 8 เล่ม)
2. พระสุตตันตปิฏก (25 เล่ม )  มีหลายหน้ามากครับ  ไม่มีความเข้าใจในหมวดนี้เลย  ไม่รู้จุดมุ่งหมาย ของหมวดนี้ครับว่าสอนเกี่ยวกับเรื่องอะไร  แต่ละเล่มถ้าเป็นหนังสือผมว่า หนามากเลยครับ
3. พระอภิธรรมปิฏก ( 12 เล่ม )  อันนี้ก็ไม่รู้จุดมุ่งหมายเหมือนกันครับ  ไม่รู้ว่าสอนเกี่ยวกับเรื่องอะไร

ขอท่านผู้รู้ช่วยแนะนำหน่อยครับ  เพราะที่ผ่านมานั้น  ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน  ไม่รู้ว่าตัวเองถามครั้งนี้ถูกต้องหรือเปล่า
ขอผู้เจริญธรรมทุกท่านมีแต่ความสุขครับ

 จากคุณ : ปัญญา [ 16 ม.ค. 2547 / 12:01:47 น. ]
     [ IP Address : 202.133.176.90 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (สัจธรรม)

ถ้าอยากศึกษาธรรมมะจริง ๆ อย่าคิดว่ายิ่งเราอ่าน  เราศึกษาจากหนังสือยิ่งจะทำให้เราเก่งหรือทำให้เราเข้าถึงธรรมได้มาก  คิดอย่างงี้เข้าใจผิด   ( แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าห้ามอ่าน   จะอ่านก็อ่านได้เพื่อรู้  รู้มากจะยากนาน  จะเฝือ  แต่การจะเข้าใจจริง ๆ ต้องเผชิญ ต้องสัมผัส ต้องรู้จักความจริงด้วยตนเอง )   พระไตรปิฎกนั้นหลัก  ๆ  ก็มีเรื่องของพระวินัย  ,เรื่องตัวอย่างหรือบุคคลตัวอย่าง (พระสูตร)  , หลักของธรรมมะปฎิบัติ (พระอภิธรรม) 

 จากคุณ : สัจธรรม [ 16 ม.ค. 2547 / 13:59:05 น. ]
     [ IP Address : 202.133.166.145 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (จุ๊)

สวัสดีคุณปัญญาครับ ขอลองแลกเปลี่ยนความเห็นและความจำนะครับ

คำถามว่าพระธรรมมีกี่หมวด เป็นคำถามที่ตอบยาก เพราะพุทธองค์กล่าวสอนธรรมไว้มาก จึงสามารถจัดประเภทได้หลายแบบ แต่ก่อนที่จะคุยกันถึงการแบ่งหมวด ขออนุญาตทบทวนว่า แก่นแท้ของพุทธธรรมที่พระองค์สอน คือ

พรหมจรรย์นี้มีเจโตวิมุติอันไม่กำเริบ เป็นประโยชน์ เป็นแก่น เป็นที่สุด[จูฬสาโรปมสูตร]
(แก่นพุทธศาสนาคือความหลุดพ้นแห่งใจอย่างไม่กลับกำเริบขึ้นอีก)

ดังนั้นไม่ว่าจะจัดหมวดหมู่แบบใด แต่เราผู้ศึกษาต้องระลึกถึงแก่นไว้เสมอ ว่าเราศึกษาและฝึกฝน เพื่อให้จิตใจหลุดพ้น เลิกทุกข์ มีแต่สุขอันไม่กลับกลายเป็นทุกข์ได้อีก เป็นจุดหมายที่แท้จริง

การจัดหมวดพระธรรมที่รู้จักกันมากที่สุดคือ การจัดเป็นไตรปิฎก (สามตระกร้า) ได้แก่
- พระวินัย (กฎเกณฑ์เพื่อสร้างและดำรงสังคมพระสงฆ์ ให้เป็นสังคมตัวอย่าง ของกลุ่มคนผู้มุ่งหวังพ้นจากทุกข์ พบแต่สุข ด้วยการเข้าใจความจริงสูงสุด)
- พระสูตร (รวบรวมคำสอนที่กล่าวเรื่องราวต่างๆ แก่บุคคลทั้งหลาย สมัยที่พุทธองค์ยังทรงพระชนม์ชีพ ส่วนนี้เรียกว่า พระธรรม คู่กับพระวินัย)
- พระอภิธรรม (แยกคำอธิบายศัพท์และข้อธรรมต่างๆ มารวบรวมเป็นหมวดนี้ แต่เดิมเข้าใจว่าเป็นคำหมวดคำอธิบายพระธรรมเท่านั้น คู่กับอภิวินัยที่เป็นหมวดอธิบายพระวินัย แต่ในสมัยต่อๆมา ได้รับการยกขึ้นเป็นหมวดต่างหากจากพระสูตร)

การจัดแบ่งแบบนี้ มีจุดประสงค์หลักเพื่อรวบรวมคำสั่งสอนและบทบัญญัติของพุทธองค์ ไว้ให้ตกทอดถึงคนรุ่นหลัง ไม่ได้มีจุดประสงค์ให้เกิดลำดับการศึกษาจากง่ายไปหายาก ดังนั้นหากต้องการศึกษาด้วยการอ่านทีละหมวดจนจบ อาจทำให้การศึกษาพระธรรมเพื่อฝึกจิตให้พ้นจากทุกข์ เป็นไปด้วยความยากลำบาก



มีการจัดแบ่งอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งมีจุดประสงค์จะจัดหมวดพระธรรมในรูปแบบของวิชาการ (นิยมใช้จัดทำบทความวิชาการในปัจจุบัน) ชื่อหนังสือ "พุทธธรรม" (มีทั้งเล่มเล็กและเล่มใหญ่ที่ขยายความเล่มเล็ก) จัดทำโดย ท่านพระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตโต) แบ่งเป็นสองหมวดใหญ่คือ มัณเชนธรรมเทศนา (คำสอนสายกลาง) และ มัฌชิมาปฏิปทา (ทางปฏิบัติสายกลาง) โดย
- หมวดคำสอนสายกลาง เป็นการยกคำสอนที่พุทธองค์อธิบายว่า "ความจริง" ของชีวิตคืออะไร อะไรทำให้ชีวิตเป็นทุกข์ สภาวะที่เป็นสุขไม่เจือด้วยทุกข์เป็นอย่างไร
- หมวดทางปฏิบัติสายกลาง ยกคำสอนในการฝึกตนเพื่อเข้าใจความจริง เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตจิตใจ จนมีจิตใจเป็นอิสระ มีคุณภาพชีวิตดีที่สุด ไม่กลับเป็นทุกข์ได้อีก


และยังมีการแบ่งหมวดอีกประเภทหนึ่ง ที่ยกเอาความจริงสูงสุดคือ อริยสัจจ์สี่ ขึ้นมาเป็นแกนโดยยกมาทั้งลักษณะและหน้าที่ที่ผู้ฝึกตนต้องทำต่ออริยสัจจ์ข้อนั้นๆ คือ

- ทุกข์ คืออุปาทานขันธ์ ความหลงเข้าใจว่าขันธ์เป็นตัวตน หน้าที่ให้กำหนดรู้
- สมุทัย คือตัณหา ความทะยานอยากของจิต หน้าที่ให้ละ
- นิโรธ ความสิ้นไปแห่งทุกข์ หน้าที่ให้ทำให้แจ้ง
- มรรค ทางดำเนินเพื่อนิโรธ หน้าที่ให้เจริญให้มาก

โดยมรรคมีองค์แปด สามารถสรุปเป็นไตรสิกขาคือ ศีล สมาธิ ปัญญา มีข้อปฏิบัติคือ ทาน ศีล ภาวนา โดยมีหลักสูตรใหญ่ที่อธิบายการภาวนาอย่างเป็นระบบขั้นตอน คือ มหาสติปัฏฐานสูตร



ดังนั้นหากคุณปัญญาต้องการศึกษาพระธรรมให้ทั่วถึงหมวดธรรมทั้งหมด ผมขอแนะนำให้หาหนังสือ "พุทธธรรม" มาอ่าน เพราะท่านจัดเรียงทุกหมวดธรรมเป็นระบบแบบวิชาการปัจจุบัน ทำให้เราศึกษาจนทั่วได้ง่ายที่สุด และหากอยากศึกษาเพื่อการปฏิบัติตัวเป็นผู้ฝึกจิตใจ ให้หลุดพ้นอย่างไม่กำเริบ ไปพร้อมกับการศึกษาพระธรรมให้ทั่ว ขอแนะนำให้อ่าน "๗ เดือนบรรลุธรรม" http://www.larndham.net/7months ซึ่งนำหลักสูตร มหาสติปัฏฐาน มาแสดงให้เห็นว่า จะใช้ฝึกในชีวิตประจำวันของคนธรรมดาอย่างเราได้อย่างไร


อนุโมทนาในกุศลจิตครับ

 จากคุณ : จุ๊ [ 16 ม.ค. 2547 / 16:14:55 น. ]
     [ IP Address : 203.144.163.170 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (ศิษย์ อ.บรรพต)


พระธรรมเกษีพุทธะ

หลวงพ่อตอบปัญหา
ปัญหาการปฏิบัติพระกรรมฐาน
ผู้ถาม:- แล้วเรื่องมหาสติปัฎฐานสูตร หมายความว่าบุคคลนั้นจะต้องเจริญอยู่เป็นนิจใช่ไหมครับ.?
หลวงพ่อ:-  อ๋อ..ใช่ๆ มหาสติปัฎฐานสูตรหมายความว่าเป็นทางตรงแน่วไปนิพพาน ถ้าเราจะอ่านทั้งหมดมันก็พัง จำไม่ได้ เขาต้องดูจุดสุดท้ายคือใช้อารมณ์ตัดจริงๆ เขาใช้อารมณ์ไม่หนัก เบาๆ ถ้าเราไม่เข้าใจก็มาอ่านหนังสือทุกตัว ไปไม่รอดในมหาสติปัฎฐานทั้งหมดแหละลงท้ายตัวเดียว พอลงท้ายก่อนจะสอนว่า
“เธอทั้งหลายจงอย่าสนใจกายในกาย คือกายของเราเอง”
คำว่า “ไม่สนใจ” นี่เวลามีชีวิตอยู่เราสนใจ เราเลี้ยงมันเรากินยาหาอาหาร มันหนาวมันร้อนเราก็ต้องประคับประคองอีก ถือว่าเป็นของธรรมดา
แต่ไอ้คำว่า “ไม่สนใจ” ในที่นี้หมายความว่า ถ้ามันสิ้นลมปราณแล้วเมื่อไรเราไม่สนใจมันอีก ถือว่ามันมีโทษ เวลานี้เราถือว่าเรามาเกิด เรามาเกิดเพราะถูกขัง เพราะทำความผิดมา แล้วไอ้ความผิดเช่นนี้การตัดสินใจผิด มันจะไม่มีข้างหน้า เรายอมรับโทษที่เราหลงผิดมาในกาลก่อนแค่ชาติเดียว ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย ตัดสินใจแค่นี้และต้องการพระนิพพาน
ความจริงเขาดูตัวสุดท้าย พระพุทธเจ้าสอนต้องดูตัวลง บางทีท่านเทศน์ชาดก เทศน์เสียยาวเหยียดอ่านเสียหลายวันก็ไม่จบ แต่เนื้อหาจริงๆ ท่านลงท้ายด้วยอริยสัจทุกเรื่อง ความมุ่งหมายจริงๆของท่านคือต้องการอริยสัจ
อริยสัจ สัจจะ คือ ความจริง ความจริงที่ทำให้บุคคลเป็นพระพุทธเจ้า ให้เป็นพระอริยเจ้า ก็ได้แก่ ทุกข์ ร่างกายเป็นเพียงแต่ธาตุ ๔ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ มันผสมกันเป็นเรือนร่างด้วยกำลังของตัณหาเป็นผู้สร้างขึ้นมา เพราะอารมณ์ชั่วเดิม คือจิตเราไม่สะอาดจึงต้องมีร่างกายแบบนี้
ทีนี้รู้ว่าชาติที่เรามีร่างกายนี้มันเป็นทุกข์ มันเป็นทุกข์ก็จริงแหล่ แต่ให้มันทรงตัวตลอดก็ยังดี แต่มันก็ไม่ทรงตัว มันเคลื่อนไหว มันทรุดตัวลงทุกวัน และในที่สุดมันก็ตาย ถ้าเราต้องการร่างกายประเภทนี้อีก กี่ชาติก็ตามเราก็มีสภาพแบบนี้เราก็ไม่หมดทุกข์ และไอ้แดนที่หมดทุกข์มันมีอยู่แดนหนึ่งคือ นิพพาน
และการจะไปนิพพาน ไปได้ยังไง ถ้าตัวยอดจริงๆ การจะไปนิพพาน คือไม่ห่วงร่างกายตัวเดียวคือตัด สักกายทิฎฐิมันตัดตัวเดียว
ทีนี้ในมหาสติปัฎฐานสูตร ตัดตัวท้ายตัวเดียว คือ ไม่สนใจกับร่างกาย เห็นว่าร่างกายเราก็ไม่ดี ร่างกายของคนอื่นก็ไม่ดี วัตถุธาตุทั้งหมดในโลกก็ไม่มีอะไรดี แต่ว่าเมื่อมันมีชีวิตอยู่เราต้องอาศัยมัน เราต้องประคับประคอง ถ้าร่างกายนี้พังเมื่อไรเราก็ไม่ห่วงกัน เท่านี้ง่ายๆไม่ยากนะ

จากหนังสือ หลวงพ่อตอบปัญญาธรรม ฉบับพิเศษ เล่ม 4
หลวงพ่อพระราชพรหมยาน

 จากคุณ : ศิษย์ อ.บรรพต [ 16 ม.ค. 2547 / 17:08:46 น. ]
     [ IP Address : 203.113.36.9 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (โชติปาละ)

      เคยมีคนถามคล้ายคุณปัญญาครับ เขาถามว่า " หลักธรรมพระพุทธศาสนามีอะไรบ้าง " เป็นคำถามที่ถามง่ายมาก แต่ตอบยากมาก
          แม้นแต่ปราชญ์ราชบัณฑิตทางพุทธศาสนา ( ที่รู้ ก็เพราะอยู่ด้วย ในระหว่างที่มีคนอื่นถามอย่างคุณปัญญานี้แหละครับ ) ท่านยังนิ่ง สักครู่  แล้วบอกว่า  " ขอเวลาไปหารายละเอียด พร้อมเมื่อไหร่แล้วจะมาตอบนะ " เวลาผ่านมานานมาก ประมาณ 6 เดือนได้แล้วครับ ปราชญ์ราชบัณฑิต เปรียญธรรม 9 ประโยคท่านนั้น ยังไม่ยอมตอบคนที่ถามเลยครับ
         แต่คุณปัญญาถามแต่ที่เป็นหลัก ๆ
         ผมเข้าใจปราชญ์ราชบัณฑิตท่านนั้น ทำไมท่านจึงหลีกเหลี่ยงไม่ตอบ เพราะถ้าคนที่สนใจพุทธศาสนาบ้าง และไม่เคยอ่านพระไตรปิฏก
       ถ้าท่านตอบว่า พระพุทธเจ้าทรงสอนอริยสัจจ์ 4 คือ ทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ และทางดับทุกข์ ก็ไม่จริงครับ เพราะมีบางพระสูตรในพระไตรปิฏก พระพุทธเจ้าทรงสอนในระดับของกุศลกรรมบถ การให้ทาน การทำบุญบ้าง แก่ผู้ครองเรือน เพียงเพื่อให้ผู้นั้นได้ไปสวรรค์เท่านั้น การตอบเพียงแค่อริยสัจจ์ 4 ก็ไม่ครบถ้วน
       ถ้าท่านตอบว่า สอนธรรม  ตอบถูกครอบคุมหมดเลย แต่ผู้ฟังไม่เข้าใจครับ

       ถ้าจะตอบให้สั้น และเข้าใจด้วย พระพุทธเจ้าทรงตอบไว้เองนานแล้วครับ ในโอวาทปาฏิโมกข์ครับ คือ
        1. ไม่พึ่งกระทำความชั่วทั้งปวง
        2.  กระทำความดีให้ถึงพร้อม
        3. ทำจิตใจให้บริสุทธิ์
        
         โดยคำสอนสำหรับผู้ครองเรือน ที่มีปรากฏในพระไตรปิฏกจะอยู่ในหมวดทาน ศีล และภาวนา ( ภาวนา ในบาลีแปลว่า ทำให้เจริญครับ  ไม่ได้แปลว่า ร้องขอต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้มาช่วยครับ ศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาของการบูชายัญ ที่ให้เพื่อต้องการให้เทวดาช่วยตอบแทนครับ ) ส่วนบรรพชิตผู้ออกบวช คำสอนจะมี ศีล สมาธิ และปัญญา
      โดยมีจุดมุ่งหมายคือ ประโยชน์ มี 3 ระดับครับ
     1. ประโยชน์ในปัจจุบัน
     2. ประโยชน์ในอนาคต
     3. ประโยชน์สูงสุด คือ นิพพาน ครับ

       หลักคำสอนของพระพุทธเจ้า มุ่งให้สัตว์ละเหตุให้ชั่วมากขึ้นเลย ๆ  ระวังรักษาเหตุที่ชั่วนั้นไม่ให้เกิดอีก ทำเหตุที่ดีให้เกิดยิ่ง ๆ ขึ้น รักษาเหตุที่ดีที่เกิดแล้วนั้นให้มีต่อไป เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่หมู่สัตว์ พัฒนาตนไปเรื่อย ๆ จนเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ตนได้

          ถ้ายังอยากได้ที่แจกแจงหัวข้อธรรมเลย ก็มีครับ มีพระสูตรอยู่ 2 สูตรที่สรุปรวบรวมหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าไว้ แบ่งตามข้อที่มี ตั้งแต่ มี 1 ข้อ ไปจนถึง มี 10 ข้อ ที่พระสารีบุตร อัครสาวกได้แสดงไว้ แล้ว พระพุทธเจ้าทรงรับรองแล้ว คือ สังคีตสูตร พระสูตรบทนี้ เป็นแนวทางในการทำสังคายนาต่อมาด้วย ถ้าสนใจก็เข้าไปอ่านได้เลยในพระไตรปิฏกครับ

          หนังสือที่จะทำให้เข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้าได้ดี คือ  " พุทธธรรม " ที่พระธรรมปิฏก ท่านเขียนขึ้นเพื่อให้คนที่ไม่ค่อยเข้าใจศัพท์บาลีได้เข้าใจได้ ครับ อีกทั้งยังมีแนวทางปฏิบัติให้อีกด้วย

         ส่วนถ้าสนใจศึกษาพระไตรปิฏก ก็มีหนังสือ " พระไตรปิฏก สิ่งที่ชาวพุทธต้องรู้ " ของพระธรรมปิฏก ท่านอธิบายพระวินัย พระสูตร และพระอภิธรรม ประวัติความเป็นมาของพระไตรปิฏก และคัมภีร์อรรถกาจารย์ที่เกี่ยวข้องด้วย หนังสือเล่มนี้จะตอบคำถามเกี่ยวกับพระไตรปิฏกของคุณปัญญาได้หมด เข้าไปขอได้ที่ www.cdthamma.com ครับ

 จากคุณ : โชติปาละ [ 16 ม.ค. 2547 / 20:35:05 น. ]
     [ IP Address : 203.113.36.12 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (กำลังฟุ้ง)

อริยสัจจ์ 4

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 16 ม.ค. 2547 / 23:12:48 น. ]
     [ IP Address : 202.133.177.49 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (yoyo)

รูปนาม  รู้ว่าส่วนใดเป็นรูป ส่วนใดเป็นนาม
ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา
ปล่อยวาง
อริยสัจสี่  รู้ทุกข์ เพื่อพ้นทุกข์
ปฐมเทศนา เป็นภาพรวมของหลายอย่าง 
คิดตรองแบบว่า ทุกสิ่งย่อมมีเหตุปัจจัย ไม่มีสิ่งใดไม่มีเหตุปัจจัย
เพียงแต่เราจะเข้าใจมันหรือเปล่าเท่านั้น
สติปัฏฐาน อันนี้ขาดไม่ได้  
หนุนด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา

กองทัพ
กองกำลัง
ถามว่าสิ่งใดสำคัญสุด
แม่ทัพ หรือคนครัว หรือคนขนเสบียง หรือทหารราบ หรือพลธนู หรือหน่วยสอดแนม
ทั้งหมดก็มีหน้าที่ของเขา ประกอบกันเข้า ตามสัดส่วนที่เหมาะสม
จึงจะกลายเป็นกองทัพใหญ่ที่นำชัยชนะมาให้ 
ไม่อาจแบ่งแยกได้อย่างง่ายๆ 

แต่ถามว่าทั้งหมด ที่คิดว่าสำคัญคือ
เพื่อพ้นทุกข์   และรู้เท่าทันความทุกข์
รู้เท่าทันความเป็นจริง  โดยการปล่อยวาง 
โดยผ่านวิธีการต่างๆ โดยคิดตามเหตุผล 
อาจจะบอกว่า อริยสัจก็ได้ แต่ก็ดู น้อยไป
เพราะ เหมือนบอกแต่หัวข้อ แต่กลเม็ดเคล็ดลับนั้น
อยู่ในขั้นตอนต่างๆ อีกมากมาย ที่ต้องรู้ต้อง
อาศัยส่วนประกอบอื่นๆ แก้ไขไปทีจะจุด 
แต่เครื่องมือที่สำคัญที่สุดก็น่าจะเป็น สติปัฏฐานสี่ 

เป็นความคิดเห็นของผมเอง ครับ :)

 จากคุณ : yoyo [ 17 ม.ค. 2547 / 03:07:33 น. ]
     [ IP Address : 202.133.172.172 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (pisut85@hotmail.com)

กระผมขอแจมด้วยคน ขอตอบว่าคือ สร้างกุศล ละอกุศล ทำใจบริสุทธิ์
อย่าประมาท

 จากคุณ : pisut85@hotmail.com [ 17 ม.ค. 2547 / 19:58:29 น. ]
     [ IP Address : 192.168.0.7, 210.203.190.68 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (เฉลิมศักดิ์)

จากคำนำหนังสือ  หลักธรรมอันเป็นหัวใจ  พระพุทธศาสนา  โดย อ.วศิน   อินทสระ
-----------------------------------------------------------------
                  ทางบริษัท  ปูนซิเมนต์ไทย  จำกัด ได้ขอร้องข้าพเจ้าช่วยเขียนประมวลหลักธรรมที่พอจะกล่าวได้ว่าเป็นหัวใจพระพุทธศาสนามาไว้อย่างสั้นๆ พอเป็นแนวทางสำหรับผู้สนใจ
                 ข้าพเจ้าจึงได้ประมวลหลักธรรมดังปรากฏในหนังสือเล่มนี้ขึ้น  เพื่อสนองเจตนาของบริษัทและเห็นว่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจทั่วไปด้วย  หลักธรรมดังกล่าวคือ  อริยสัจ๔,   ไตรลักษณ์,   ปฎิจจสมุปบาท,   ความไม่ประมาท,  พระพุทธโอวาท ๓ ข้อ,  ความไม่ยึดมั่นถือมั่น   และความหลุดพ้น  ได้เขียนไว้อย่างสั้นๆ พอเป็นแนวทางเท่านั้น
                อริยสัจ  นั้นเป็นหลักเหตุผลที่พิสูจน์ได้ด้วยตนเองอย่างแท้จริง   มรรคมีองค์  ๘  (ส่วนหนึ่งของอริยสัจ)  เป็นแนวทางดำเนินชีวิตที่ละเอียดอ่อนและสูงเยี่ยม
               ไตรลักษณ์   ช่วยให้เรามองเห็นโลกและชีวิตตามความเป็นจริง ไม่หลงงมงายอยู่กับความลวงของสิ่งที่ปรากฏภายนอก  อันเป็นมายาแห่งโลก  ความยึดมั่นในตัวตนอย่างมืดบอดซึ่งเป็นรากเหง้าแห่งอกุศลนั้น   จะถูกกร่อนรากให้คอดกิ่วไปทีละน้อย  เมื่อมาพิจารณาไตรลักษณ์ด้วยปัญญาอันชอบ  เป็นทางลัดไปสู่ความบริสุทธิ์แห่งดวงจิตที่เคยหมักหมมมานาน
                   ปฏิจจสมุปบาท   เป็นศูนย์กลางแห่งคำสอนอันถูกต้องทั้งหลายช่วยให้เรามองเห็นโลกและชีวิตในฐานะเป็นสิ่งอาศัยกัน  เกิดขึ้นชั่วคราวตามเหตุปัจจัย   และจะดับไปเมื่อสิ้นเหตุปัจจัย  ช่วยให้เรามองเห็นเรือน  คือโครงสร้างแห่งชีวิตทั้งหลัง   พร้อมทั้งเครื่องประกอบอันให้สำเร็จเป็นเรือน  ไม่ใช่เห็นเพียงผิวเผินภายนอกเท่านั้น  เป็นมงกุฏเพชรแห่งความรู้และความเข้าใจอันถูกต้องเกี่ยวกับปัญหาชีวิตอันลึกซึ้งละเอียดอ่อน   ถึงกับได้รับการยกย่องจากพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า  " ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท  ผู้นั้นชื่อว่าเห็นธรรม"  มีความหมายเท่ากับธรรมทั้งหมดของพระองค์
                        ความไม่ประมาท  นั้น  พระศาสดาตรัสว่า  เป็นมูลแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย  กุศลธรรมทั้งหลายรวมลงในความไม่ประมาท  มีความไม่ประมาทเป็นยอด  ทรงสอนให้พุทธบริษัทสร้างความไม่ประมาทคือ การรักษาจิตด้วยสติอยู่เสมอ เมื่อเป็นอยู่อย่างไม่ประมาท  ย่อมไม่หวาดหวั่นแม้ต่อความตายที่จะมาถึงข้างหน้า
                       พระพุทธโอวาท  ๓  ข้อ คือเว้นชั่ว  ทำดีและทำจิตใจให้บริสุทธิ์นั้น  กล่าวโดยองค์ธรรมก็คือ  ศีล  สมาธิและปัญญานั้นเอง  จะเว้นชั่วก็ต้องอาศัยศีล  จะทำความดีก็ต้องอาศัยความมั่นคงแห่งจิตใจ  และจะบริสุทธิ์แท้จริงก็ต้องอาศัยปัญญา
                     ความไม่ยึดมั่นถือมั่นและความหลุดพ้น(วิมุติ)  ความหลุดพ้นถือว่าเป็นแก่นแท้ของพระพุทธศาสนา  เพราะคำสอนทั้งปวงมุ่งไปสู่ความหลุดพ้นจากกิเลสและความทุกข์  เสมือนน้ำในมหาสมุทรมีรสเดียวคือรสเค็ม ความหลุดพ้นนี้ย่อมมีได้เพราะความไม่ยึดมั่นถือมั่น  ความไม่ยึดมั่นถือมั่นจึงเป็นปฏิปทาแห่งความหลุดพ้น

                     เหล่านี้ล้วนเป็นหัวใจแห่งพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น

 จากคุณ : เฉลิมศักดิ์ [ 18 ม.ค. 2547 / 07:18:23 น. ]
     [ IP Address : 203.113.81.169 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (เฉลิมศักดิ์)

ฟังคำสอนของอาจารย์แล้ว  มาฟังในแนวอรรถกถาจารย์บ้าง

อริยสัจจhttp://www.toursong.com/aphitham/p7/065.htm
--------------------------------------------------------------------
โพธิปักขิยธรรม จึงมีความหมายว่า ธรรมที่เป็นฝ่ายให้รู้ถึงฌานและให้รู้ถึง มัคคผล เลยแปลกันสั้น ๆ ว่า ธรรมที่เป็นเครื่องให้ตรัสรู้http://www.toursong.com/aphitham/p7/025.htm

---------------------------------------------------------------------
ความไม่ประมาท= สติปัฏฐานhttp://www.toursong.com/aphitham/p7/026.htm
สติปัฏฐาน ก็คือ ความตั้งมั่นในการระลึกรู้อารมณ์ที่เป็นฝ่ายดี มี ความหมายโดยเฉพาะถึงอารมณ์อันเป็นที่ตั้งมั่นแห่งสติ ๔ ประการคือ กาย เวทนา จิต ธรรม
------------------------------------------------------------------------------

ปฏิจจสมุปบาทhttp://www.toursong.com/aphitham/p8/003.htm
--------------------------------------------------------------------------------

ไตรลักษณ์ http://www.toursong.com/aphitham/p9/074.htm
สิ่งที่ปิดบังไตรลักษณ์http://www.toursong.com/aphitham/p9/075.htm
----------------------------------------------------------------------------------
พูดถึงเรื่องความประมาทแล้ว แต่ก่อนคิดว่าเป็นเพียงระวังต่างๆ ไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ  เป็นต้น
แต่ครูบาอาจารย์สอนว่า  เมื่อใดเมื่อไม่ได้เจริญสติปัฏฐาน อยู่ เมื่อนั้นชื่อว่า ประมาทในชีวิตอยู่

ชีวิตผมที่ผ่านมา ก็ตกอยู่ในความประมาทเป็นส่วนใหญ๋
แล้วทุกท่านละ  สร้างความไม่ประมาทในชีวิตบ้างหรือยัง ?

 จากคุณ : เฉลิมศักดิ์ [ 18 ม.ค. 2547 / 07:41:27 น. ]
     [ IP Address : 203.113.81.169 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (shi63)

   ปรมัตถธรรม(จิต  เจตสิก  รูป  นิพพาน) อริยสัจ 4   ขันธ์ 5   อายตนะ   ไตรลักษณ์   ปฏิจจสมุปบาท   สติปัฏฐาน   ฯลฯ

 จากคุณ : shi63 [ 19 ม.ค. 2547 / 10:13:38 น. ]
     [ IP Address : 161.200.64.2 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!