พระลูกชายนายช่างทอง บรรลุอรหัตผลด้วยกสิณสีแดง
 เนื้อความ :


พระธรรมเกษีพุทธะ



พระสูตรก่อนนิทรา 3

พระลูกชายนายช่างทอง
ภิกษุสามเณรทั้งหลาย บรรดาญาติโยมพุทธบริษัท วันนี้มาคุยกันก่อนหลับตามเดิม วันนี้เอาเรื่องสัทธิวิหาริก ท่าน พระสารีบุตร พูดไทย ๆ เขาเรียกว่าลูกศิษย์ของ พระสารีบุตร ก็แล้วกัน ใช้ศัพท์ภาษาบาลีจะไม่ใคร่รู้เรื่อง บางทีท่านผู้ฟังท่านรู้มากกว่าผมนะ ไม่แน่นอนนะ ผมก็ไม่ใช่ผู้วิเศษวิโสอะไร
ความมีว่าเมื่อสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จประทับอยู่ที่ พระเชตวัน พระเชตวันสวนเจ้าเชต เขต เมืองพาราณสี ทรงปรารภ สัทธิวิหาริก พระสารีบุตร ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า อุจฉินทะ เป็นต้น
เนื้อความในท้องเรื่องมีว่า บุตรของนายช่างทองคนหนึ่งมีรูปร่างสวย บวชในสำนักของ พระสารีบุตร พระสรีบุตรท่านก็ดำริว่า คนนี้เป็นคนหนุ่ม รูปร่างหน้าตาสวยมีราคาจริตหนาคือ มีราคะหนา เข้าใจว่าอย่างนั้น แล้วท่านก็ให้เอา อสุภกรรมฐาน แก่เธอเพื่อกำจัดราคะ แต่พระกรรมฐานไม่เป็นที่สบายใจของท่าน คือไม่เหมาะแก่จริต เพราะฉะนั้นท่านเข้าไปสู่ป่าแล้ว พยายามอยู่สิ้น 3 เดือน เอาเจริญ อสุภกรรมฐานไม่ได้
พระสารีบุตร จึงได้นำพระองค์เข้าไปหาสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอประทาน กราบทูลให้ทรงทราบ สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพิจารณาแล้วก็ทราบว่า องค์นี้ไม่ใช่มี ราคะจริต เป็นคนที่มี โทสะจริต นี่มันผิดกันอย่างนี้ แล้วเวลาเจริญพระกรรมฐาน บรรดาท่านพุทธบริษัททุกคนต้องระมัดระวังให้ดี การที่หวังผลจริง ๆ ในพระกรรมฐานต้องเข้าใจในจริตของตัวเอง มีหลายคนมาถามผมว่า ผมควรจะปฎิบัติจริตกองไหนก่อนครับ ผมก็ส่ายหน้าแล้วบอกไปดูเอาเอง จริตของคนมันมีด้วยกันทั้งหมด 6 อย่าง แต่ว่ามันหนักอย่างไหนทำลายอย่างนั้นก่อน
ต่อมาองค์สมเด็จพระชินวรก็ตรัสกับพระสารีบุตร ดูกรท่านสารีบุตร กุลบุตรที่มีศรัทธาที่ตถาคตสงเคราะห์ไม่ได้นั่นไม่มี ฉะนั้นเธอจงกลับไป เป็นหน้าที่ของตถาคตเอง ต่อมาพระพุทธเจ้าจึงให้บทกรรมฐานแก่พระองค์นั้น โดยให้กรรมฐานเกี่ยวกับโทสะจริต เพื่อเป็นการทำลายโทสะจริต ก็ได้แก่ กสิณ 4 กสิณ 4 กสิณสีแดง สีเหลือง สีเขียว สีขาว เลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือว่าพรหมวิหาร 4 แต่เวลานั้นพระพุทธเจ้าทรงเลือกเอา กสิณสีแดง เป็นที่ถูกใจของเธอ กสิณ ทั้ง 4 อย่างนี้ ทำทั้ง 4 อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่งถูกใจเราทำแบบนั้น
แต่พระองค์นั้นจิตใจชอบใจกสิณสีแดง ซึ่งจะถูกกับใจ พระพุทธเจ้าทรงให้กสิณสีแดง ที่เรียกว่า โลหิตกสิณ คือเนรมิตดอกบัวทองคำขึ้นดอกหนึ่งแล้วให้เป็นสีแดง อธิษฐานให้เป็นสีแดงก็เป็นสีแดง แล้วมอบให้แก่พระองค์นั้น ให้ไปที่กองทรายหน้าวิหาร หลังจากนั้นให้มองกองทราย โดยเอาก้านดอกบัวจิ้มลงไปในกองทรายแล้วก็ลืมตาดู จำภาพสีแดงให้ได้ หลังจากนั้นก็หลับตา ภาวนาว่า สีแดง สีแดง สีแดง โลหิตกสิณัง โลหิตกสิณัง เป็นต้น บาลีเรียกว่า โลหิตกสิณัง แล้ว โลหิตกสิณัง ก็ได้ กสิณัง ก็ได้ แปลว่าสีแดง นึกในใจว่าสีแดง จำไว้สีแดง สีแดง สีแดง จะได้เป็นสมาธิในคำภาวนา แล้วใจก็จับภาพสีแดง พอภาพเลือนไป ก็ลืมตามาดูใหม่
ไอ้แบบนี้ผมเคยบอกไป บางคนบอกว่าเพ่งซะน้ำตาไหล แสบตา อันนี้ไม่ถูก คือลืมตาตั้งใจจำแล้วก็หลับตานึกถึงภาพ วิธีปฎิบัติกสิณจริง ๆ เขาทำแบบนี้ คือเรามีที่ใดที่หนึ่งตั้งกสิณไว้ ก็ไปนั่งหลับตาลืมตานึกถึงภาพกสิณ จนกระทั่งติดใจ พอติดใจแล้วกลับมานอนที่เดิม นั่งที่เดิม นั่งก็ได้ นอนก็ได้ เดินก็ได้ นึกถึงภาพกสิณกองนั้นให้ขึ้นใจ อย่างกสิณสีแดงนี่ กสิณทุกกองหรือกรรมฐานทุกกองจะมีสภาพเหมือนกัน มันจะคลายจากสีเดิม สีแดงคลายจากสีแดงลงมา สีจะค่อย ๆ คลาย ถ้าจิตเข้าถึง อุปจารสมาธิ ถ้ายังเป็น ขณิกสมาธิ อยู่มันก็เป็นสีแดงตามเดิม
ถ้าเริ่มเป็น อุปจารสมาธิ จะคลายจากสีแดงอ่อนลง อ่อนลงจนกระทั่งกลายเป็นสีเหลือง จิตดีขึ้น อุปจารสามาธิเข้มขึ้น จะค่อย ๆ ขาวขึ้นทีละน้อย จนกระทั่งขาวโพลนหมด เมื่อขาวโพลนหมดทีนี้เมื่อกำลังจิตดีขึ้นกว่านั้น ก็จะบังคับสี ขยายให้เล็กก็ได้ ให้ใหญ่ก็ได้ อยู่สูงก็ได้ อยู่ต่ำก็ได้ อยู่ข้าง ๆ ก็ได้ อยู่ข้างหน้าก็ได้ อยู่ข้างหลังก็ได้ จิตจะเห็นภาพอันนั้นอยู่ที่ๆ เราต้องการ อย่างนี้ถือว่าเป็น อุปจาระ เต็มที่
ต่อไปสีขาวจะคลายไปทีละน้อย ๆ จนเป็นประกายขึ้นแวววาวเป็นระยับสะท้อนแสงพระอาทิตย์ ผมก็ไปจำเอาภาษานักประพันธ์เขามาพูด แพรวพราวเป็นระยับตอนนี้เป็นฌาน เป็นฌานนี่ต้องสังเกตว่า ถ้าฌานที่ 1 เห็นภาพแพรวพราวเป็นระยับ หูได้ยินเสียงชัดเจนแจ่มภายนอกมาก จิตยังภาวนาเป็นสีแดง สีแดงอยู่แต่ว่าไม่รำคาญในเสียงนั้น อย่างนี้เป็น ปฐมฌาน แล้วจิตก็ยังรู้ลมหายใจเข้าออก
หลังจากนั้นเมื่อเข้าถึง ฌานที่ 2 คำภาวนาจะหายไป ลมหายใจเข้าออกจะเบา จิตจะมีความ ชุ่มชื่นดีกว่าเก่า ภาพชัดเจนดีกว่าเก่า แพรวพราวดีกว่าเก่า อันนี้เป็นลักษณะของฌานที่ 2
พอถึง ฌานที่ 3 ความอิ่มเอิบหายไป จิตสงัดมากขึ้น ลมหายใจเบา รู้สึกเบามาก เสียงภายนอกที่สะท้อน ที่สะท้อนเข้ามาถึงหูได้ยินเสียงแว่ว ๆ เบาลงไปทุกที อาการทางกายตึงเป๋ง เครียด นอน ธรรมดา นั่งธรรมดาเหมือนกับใครจับมัดติดกับเสาแน่น อย่างนี้เป็นอาการของ ฌานที่ 3
พอถึงอาการของ ฌานที่ 4 จิตจะผ่องใส กสิณจะโพลง แจ่มมาก จิตจะทรงตัว หูไม่ได้ยินเสียงภายนอก ลมหายใจไม่รู้สึกหายใจ เป็นอาการของฌานที่ 4 ที่สุดของกสิณ ต้องทำให้คล่อง
พระองค์นั้นเข้าถึงจิตตอนนั้นพอดีสมเด็จพระชินศรี อยู่พระเชตวันวิหาร ก็ทรงพิจารณาว่า ฌานของเธอถึงที่สุดแล้ว ถ้าว่าเราจะไม่ช่วย จะทำวิเศษขึ้นได้ไหม เป็นพระอริยะได้ไหม ก็ทรางทราบว่าถ้าไม่ช่วย ไม่สามารถจะเป็นพระอริยเจ้าได้ แล้วก็ทรงอธิษฐานว่าขอดอกบัวนั้นจงเหี่ยวแห้งไป ดอกบัวดอกนั้นก็เหี่ยว ความสดใสก็หายไป แล้วก็กลายเป็นสีดำเหมือนดอกบัวที่ถูกขยี้ด้วยมือ ภิกษุองค์นั้นออกจากฌานแล้วแลดูดอกบัวนั้น นึกถึงเป็นอนิจจัง ลักษณะนี้เป็นอาการไม่เที่ยง เอ๊ะ เมื่อกี้นี้ก็สดใสนี่นา แล้วทำไมก็เหี่ยวไปแล้ว ก็สีดำปรากฎขึ้นได้แปลกจริง ๆ ต่อมาเมื่อปรากฎว่า อนุปปาทินนกะ แม้สังขารมาเทียบกับร่างกายของตน ไอ้ร่างกายของเรามันก็เป็นแบบนี้ เมื่อก่อนเราเป็นเด็ก ตอนนี้เราเป็นหนุ่ม ไม่ช้าก็แก่เหมือนพ่อ ก็ย่ำแย่เหมือนยาย ผลที่สุดก็ตายแน่ ในที่สุดก็เห็นว่าไม่เป็นเรื่อง การเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพต่าง ๆ ไม่ได้ความ มันเต็มไปด้วยความทุกข์ หาความแน่นอนไม่ได้ ไอ้ดอกบัวมันดีกว่า เนื้อหนังของเรายังเป็นแบบนี้ ผลที่สุดท่านก็ตัดอารมณ์ความรู้สึกในร่างกายเสียได้ เป็นพระอรหันต์ประกอบไปด้วยปฎิสัมภิทาญาณ
เรื่องนี้ที่ผมนำมาเล่าสู่ท่านฟัง บรรดาญาติโยมพระภิกษุทั้งหลาย อย่าประมาทในการปฎิบัติของตน คิดว่าเราได้มโนมยิทธิเข้าใจเรื่องสวรรค์ เรื่องพรหมโลก เรื่องพระนิพพาน เรื่องเทวดา เรื่องนรก เปรต อสุรกาย สามารถทำปุพเพนิวาสานุสสติญาณ เกิดขึ้นได้ ถอยหลังชาติได้ อะไรก็ตามทั้งหมดนี่เรายังดีไม่พอ อันนี้เป็นเรื่องของ สมถภาวนา ควบวิปัสสนาภาวนา ต้องเร่งรัดให้สมถภาวนากับวิปัสสนาภาวนาให้ขึ้นใจตามจริตของเรา
คำสอนของ หลวงพ่อพระราชพรหมยาน

 จากคุณ : ศิษย์ อ.บรรพต [ 16 ม.ค. 2547 / 06:04:56 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.13 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (กอบ)

เรื่องลูกชายนายช่างทองนี่ จำได้ว่าเคยอ่านเหมือนกัน
แต่จำไม่ได้ว่าอยู่ในพระสูตรไหน

ขอรบกวนคุณศิษย์ อ. ช่วยบอกพระสูตรให้หน่อยได้หรือเปล่าครับ

 จากคุณ : กอบ [ 16 ม.ค. 2547 / 07:40:26 น. ]
     [ IP Address : 202.57.167.65 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (ดังตฤณ)

เป็นเรื่องน่าสนใจครับ
เรื่องลูกนายช่างทองนี้มักเป็นที่มาของการกล่าวว่า
"ไม่ต้องทำอสุภกรรมฐานก็ได้ โดยเฉพาะผู้มีราคจริต"
ผมอยากให้พิจารณาจากสูตรนี้ในพระสุตตันตปิฎกเล่ม ๒๑ ด้วยครับ

พระผู้มีพระภาคมีพระจักษุแม้ด้วยพุทธจักษุอย่างไร? พระผู้มีพระภาคเมื่อทรงตรวจดู
สัตวโลกด้วยพุทธจักษุ ได้ทรงเห็นสัตว์ทั้งหลายผู้มีกิเลสธุลีน้อยในปัญญาจักษุ มีกิเลสธุลีมาก
ในปัญญาจักษุ มีอินทรีย์แก่กล้า มีอินทรีย์อ่อน มีอาการดี มีอาการทราม ผู้ควรแนะนำได้โดย
ง่าย ผู้แนะนำได้โดยยาก บางพวกเป็นผู้เห็นโทษและภัยในปรโลกอยู่. ในกอบัวเขียว ในกอ
บัวแดง หรือในกอบัวขาว ดอกอุบล ดอกบัวแดง หรือดอกบัวขาว บางดอกเกิดในน้ำ เจริญ
ในน้ำ ขึ้นตามน้ำ จมอยู่ในน้ำ อันน้ำหล่อเลี้ยงไว้ บางดอกเกิดในน้ำ เจริญในน้ำ ตั้งอยู่
เสมอน้ำ บางดอกเกิดในน้ำ เจริญในน้ำ โผล่ขึ้นพ้นน้ำ น้ำไม่ติด แม้ฉันใด พระผู้มีพระภาค
เมื่อทรงตรวจดูสัตวโลกด้วยพระพุทธจักษุ ได้ทรงเห็นสัตว์ผู้มีกิเลสธุลีน้อยในปัญญาจักษุ มีกิเลส
ธุลีมากในปัญญาจักษุ มีอินทรีย์กล้า มีอินทรีย์อ่อน มีอาการดี มีอาการทราม ผู้แนะนำได้โดย
ง่าย ผู้แนะนำได้โดยยาก บางพวกเป็นผู้เห็นโทษและภัยในปรโลกอยู่ ฉันนั้นเหมือนกัน. พระ
ผู้มีพระภาคย่อมทรงทราบว่า บุคคลนี้เป็นราคจริต บุคคลนี้เป็นโทสจริต บุคคลนี้เป็นโมหจริต
บุคคลนี้เป็นวิตักกจริต บุคคลนี้เป็นศรัทธาจริต บุคคลนี้เป็นญาณจริต. พระผู้มีพระภาคย่อม
ตรัสบอกอสุภกถาแก่บุคคลผู้เป็นราคจริต.
ย่อมตรัสบอกเมตตาภาวนาแก่บุคคลผู้เป็นโทสจริต.
ทรงแนะนำบุคคลผู้เป็นโมหจริตให้ตั้งอยู่ในการเรียน ในการไต่ถาม ในการฟังธรรมตามกาลอัน
ควร ในการสนทนาธรรมตามกาลอันควร ในการอยู่ร่วมกับครู. ย่อมตรัสบอกอานาปาณสติแก่
บุคคลผู้เป็นวิตักกจริต. ย่อมตรัสบอกพระสูตรอันเป็นนิมิตดี ความตรัสรู้ดีแห่งพระพุทธเจ้า
ความเป็นธรรมดีแห่งพระธรรม ความปฏิบัติดีแห่งพระสงฆ์ และศีลทั้งหลายของตน อันเป็นที่
ตั้งแห่งความเลื่อมใส แก่บุคคลผู้เป็นศรัทธาจริต. ย่อมตรัสบอกธรรมอันเป็นนิมิตแห่งวิปัสสนา
ซึ่งมีอาการไม่เที่ยง มีอาการเป็นทุกข์ มีอาการเป็นอนัตตา แก่บุคคลผู้เป็นญาณจริต.

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 16 ม.ค. 2547 / 08:57:05 น. ]
     [ IP Address : 202.133.160.116 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (กำลังฟุ้ง)

อ่านแล้ว...พระองค์นั้นไม่ได้บรรลุเพราะกสิณ แต่บรรลุเพราะเห็นความจริงด้วยปัญญาต่างหาก

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 16 ม.ค. 2547 / 09:36:35 น. ]
     [ IP Address : 203.209.90.66 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (ศิษย์ อ.)


 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 16 ม.ค. 2547 / 10:30:31 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.7 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (ศิษย์ อ.)

 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 16 ม.ค. 2547 / 10:37:31 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.7 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (นิว )

อนุโมทนาครับ  เอาธรรมะดีๆ มาให้อ่านเรื่อยเลยครับ   เพิ่มความรู้ดีครับ ไม่เคยฟังก็ได้ฟัง    ขอบคุณ คุณ ศิษย์ อ. ครับ 

 จากคุณ : นิว [ 16 ม.ค. 2547 / 11:45:31 น. ]
     [ IP Address : 203.209.41.10 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (โฆษกนิมมาน)

สาธุครับ

 จากคุณ : โฆษกนิมมาน [ 16 ม.ค. 2547 / 18:50:42 น. ]
     [ IP Address : 203.148.187.134 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (สมบูรณ์ ต.)


            ขอบคุณคุณดังตฤณมากครับ  ที่กรุณาแก้ไขให้เห็นระหว่างความถูกต้องและความผิดพลาด   ผมเชื่อว่าหลายคนเหมือนกันที่แบ่งแยกไม่ออก

 จากคุณ : สมบูรณ์ ต. [ 17 ม.ค. 2547 / 12:59:50 น. ]
     [ IP Address : 210.86.199.193 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (z)

พระองค์นั้นเข้าถึงจิตตอนนั้นพอดีสมเด็จพระชินศรี อยู่พระเชตวันวิหาร ก็ทรงพิจารณาว่า ฌานของเธอถึงที่สุดแล้ว ถ้าว่าเราจะไม่ช่วย จะทำวิเศษขึ้นได้ไหม เป็นพระอริยะได้ไหม ก็ทรางทราบว่าถ้าไม่ช่วย ไม่สามารถจะเป็นพระอริยเจ้าได้ แล้วก็ทรงอธิษฐานว่าขอดอกบัวนั้นจงเหี่ยวแห้งไป ดอกบัวดอกนั้นก็เหี่ยว ความสดใสก็หายไป แล้วก็กลายเป็นสีดำเหมือนดอกบัวที่ถูกขยี้ด้วยมือ ภิกษุองค์นั้นออกจากฌานแล้วแลดูดอกบัวนั้น นึกถึงเป็นอนิจจัง ลักษณะนี้เป็นอาการไม่เที่ยง เอ๊ะ เมื่อกี้นี้ก็สดใสนี่นา แล้วทำไมก็เหี่ยวไปแล้ว ก็สีดำปรากฎขึ้นได้แปลกจริง ๆ ต่อมาเมื่อปรากฎว่า อนุปปาทินนกะ แม้สังขารมาเทียบกับร่างกายของตน ไอ้ร่างกายของเรามันก็เป็นแบบนี้ เมื่อก่อนเราเป็นเด็ก ตอนนี้เราเป็นหนุ่ม ไม่ช้าก็แก่เหมือนพ่อ ก็ย่ำแย่เหมือนยาย ผลที่สุดก็ตายแน่ ในที่สุดก็เห็นว่าไม่เป็นเรื่อง การเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพต่าง ๆ ไม่ได้ความ มันเต็มไปด้วยความทุกข์ หาความแน่นอนไม่ได้ ไอ้ดอกบัวมันดีกว่า เนื้อหนังของเรายังเป็นแบบนี้ ผลที่สุดท่านก็ตัดอารมณ์ความรู้สึกในร่างกายเสียได้ เป็นพระอรหันต์ประกอบไปด้วยปฎิสัมภิทาญาณ

 จากคุณ : z [ 17 ม.ค. 2547 / 21:17:05 น. ]
     [ IP Address : 169.210.5.239 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (เหอๆๆ)

  นั่นท่านสะสมบารมีมาเต็มแล้ว  แต่เราล่ะ  เหอๆๆ

 จากคุณ : เหอๆๆ [ 19 ม.ค. 2547 / 10:16:42 น. ]
     [ IP Address : 161.200.64.2 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (apacer)

กสิณสีแดง เปรียบเหมือน สมาธิ เห็นตามความจริง คือ ปัญญา

ไม่มีสมาธิมีแต่ปัญญา ก็ได้แต่นั่งคิดธรรมะแบบฟุ้งซ่าน ตรึกไปตรึกมา แบบที่ผมและหลายท่านเป็นกันบ่อยๆ

มีสมาธิ แต่ไม่มีปัญญา จิตสงบไร้กิเลสก็เฉพาะเวลามีสมาธิ พอออกจากสมาธิก็บ้ากิเลสได้ต่อเนื่อง

จะข้ามฝั่งแม่น้ำต้องอาศัยเรือฉันใด จะบรรลุธรรมด้วยปัญญายิ่งก็ต้องอาศัยสมาธิอันตั้งมันฉันนั้น

การสร้างสมาธิมีหลายวิธีนับไม่ถ้วน การดูลมหายใจ การเพ่งสีแดง การระลึกถึงลูกแก้ว การบริกรรมภาวนา พุทโธ สัมมาอระหัง หยุบหนอ นะมะพะธะ เอาใจจรดจ่อกับสิ่งใดสิ่งเดียวเสมอๆ ถือเป็นสมาธิหมด ใครถนัดแบบไหนเลือกแบบนั้นเถิด

 จากคุณ : apacer [ 20 ม.ค. 2547 / 10:18:40 น. ]
     [ IP Address : 203.172.66.14 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (กอบ)

มีใครจะช่วยผมหาพระสูตรเรื่องพระลูกชายนายช่างทอง กับดอกบัวแดงนี้ให้ผมได้บ้างหรือครับ

 จากคุณ : กอบ [ 20 ม.ค. 2547 / 11:20:32 น. ]
     [ IP Address : 202.57.173.179 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!