ช่วยด้วยค่ะ พี่ดังตฤณและท่านผู้รู้
 เนื้อความ :

พอเริ่มมาทางสายธรรม  คือเริ่มปฎิบัติบูชา
ก็โดนมาร / กิเลส  เล่นงานหนักเลย  แต่ก่อนไม่เคยเป็นค่ะ

คือเวลากราบพระสงฆ์   จะมีจิตคิดอกุศลต่างๆ นา ๆ 
ทั้งๆ ที่หนูไม่ได้มีเจตนาลบหลู่ท่านทั้งหลายเลย  ที่สำคัญคือพระที่หนูได้มีโอกาสกราบนั้นเป็นพระปฎิบัติดี ปฎิบัติชอบด้วย  พอดีหนูกับครอบครัวมีโอกาสได้กราบครูบาอาจารย์บ่อยๆ ค่ะ

ตอนนี้ก็เลยใช้วิธีกำหนดรู้   หรือบริกรรมบ้าง
ทันบ้างไม่ทันบ้าง   กำลังสติยังไม่แข็งเพราะหนูเพิ่งเริ่มฝึกค่ะ

ก็เลยอยากถามทุกท่านว่า  หนูควรทำอย่างไรดีคะ 
หลังๆ นี่ไม่ค่อยอยากไปทำบุญกับที่บ้าน แล้ว  เพราะบางทีกราบพระพุทธรูปก็เป็นค่ะ   ล่าสุดนี่ไปกราบพระบรมสารีริกธาตุก็คิดอีก

การที่หนูสั่งสมความคิดเหล่านี้ไว้  มันจะติดตัวไปถึงชาติหน้าไหมคะ  ( แม้จะไม่มีเจตนาก็ตาม )

กิเลสเหล่านี้มาจากไหน หนูก็ไม่รู้จริงๆ   กลุ้มมากค่ะ

 จากคุณ : มีกรรม [ 15 ม.ค. 2547 / 10:35:05 น. ]
     [ IP Address : 202.183.190.243 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (z)

หากเป็นอีก ก็กราบจนกว่าจะเลิกคิด
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่จิตเราคิดเอง ไม่ได้มีมารอะไร การแก้ไขก็ต้องรู้เท่าทันความคิดนั้นๆ
1. เปลี่ยนเรื่องคิด
2, เปลี่ยนไมได้ก็ต้องคิดถึงโทษของการคิดนั้น
3. ถ้ายังไม่ได้อีกก็กลั้นหายใจ กัดฟัน หรือหาวิธีที่เราทำแล้วความคิดนั้นหายไป

เมื่อมันหายไปแล้ว ก็พิจารณาว่า สิ่งที่เราคิดนั้นมันเป็นเพราะจิตเราปรุงแต่งขึ้นมาเอง ไม่ควรนำมายึดติด

การที่เรารู้ว่า สิ่งที่เราทำนั้นไม่ดี แล้วพยายามแก้ไขตัวเองถือได้ว่า ถือได้ว่าเป็นการชนะตัวเราเอง ซึ่งเอาชนะได้ยาก

ไม่มีอะไรที่จะไม่เปลี่ยนแปลง

 จากคุณ : z [ 15 ม.ค. 2547 / 11:43:17 น. ]
     [ IP Address : 210.86.208.72 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (สติ)

ฝึกการเจริญสติดีที่สุดครับ ให้รู้เท่าทันจิต ตามแนวหลวงพ่อเทียน ลัดสั้นดีครับ

 จากคุณ : สติ [ 15 ม.ค. 2547 / 12:32:31 น. ]
     [ IP Address : 203.113.62.7 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (มาม่า)

ผมก็เคยเป็นครับ อาการดังกล่าว ตามคณะไปหาพระที่เขาว่าดี ว่างาม แต่จิตกลับคิดอกุศลกับพระรูป นั้น ๆ ว่า ไม่เชื่อในสรรพคุณที่ชาวบ้านเขาอวดอ้าง ไม่ทราบว่า ทำไม จึงเป็นอย่างนั้น  แต่เมื่อปฎิบัติไปนาน ๆ ตอนนี้ ผมกลับไม่มีความคิดรู้สึกเฉยๆ ไม่คิดอะไรเลย มันก็แปลกดีเหมือนกันนะ จิตนี่ 

 จากคุณ : มาม่า [ 15 ม.ค. 2547 / 12:40:06 น. ]
     [ IP Address : 57.72.66.21 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (ิbomba)

เป็นสังขารครับ คือการปรุงแต่งของจิตโดยมีสัญญาในอดีตร่วมด้วย ต้องเจริญสติครับ เพื่อจะได้เฝ้าดูจิตทันว่าจะเริ่มปรุงแต่งเมื่อไหร่ ก็จะรู้ทัน และสังขารก็จะดับเองครับ เพราะโดยธรรมของสังขาร ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตรัสรู้แล้วนั้น  มันไม่เที่ยงครับ เกิดขึ้น  ตั้งอยู่ และดับไปครับ

 จากคุณ : ิbomba [ 15 ม.ค. 2547 / 13:01:21 น. ]
     [ IP Address : 203.144.168.162 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : ((ธรรม))

เป็นความคิดที่ผิดมากๆ จงพยายามเลิกครับโดยให้มีสติทุกลมหายใจเข้าออกและที่สำคัญคืออย่าให้มีเราเพราะเราเป็นอนัตตาเราคือสิ่งที่ว่างเปล่ามันเป็นการปรุงแต่งของจิตเท่านั้นและควรอ่านหนังสือธรรมสายวิปัสสนาของหลวงปู่ต่างๆ เช่น หลวงปู่ชา หลวงตามหาบัว หลวงปู่ดูลย์และหลวงปู่องค์อื่น ๆ จิตใจจะได้อ่อนลงและคิดในทางที่ถูกต้อง

 จากคุณ : (ธรรม) [ 15 ม.ค. 2547 / 13:52:15 น. ]
     [ IP Address : 203.113.62.7 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (ดอกดิน)

ถ้าจะห้ามความคิดๆผิดแล้ว
ให้น้องแก้วรู้คิดปลิดไม่หมาย
คิดดีรู้คิดชั่วรู้อยู่มิวาย
จะสบายถ้ารู้คิดแล้วปลิดไป

หากคิดชั่วโดยมิได้ตั้งใจคิด
โอ้หนอฤทธิ์กิเลสพาลื่นไหล
มันคิดชั่วนั่นแหละตัวจัญไร
ปล่อยมันไปอย่าไปหมายใส่กมล

จงตั้งจิตขอขมาลงก้มกราบ
บอกท่านทราบจะไม่คิดอกุศล
จะสำรวมความคิดรู้จิตตน
ความร้อนรนก็จะหายสบายใจ

เผลอคิดผิดก็ขอขมาอีก
นี่การหลีกสิ่งชั่วร้ายมารทั้งหลาย
คิดไม่ดีรู้ความคิดจิตสบาย
ศีลธรรมใช้เป็นเครื่องกรองตรองดูใจ

เห็นความคิดทั้งดี-ชั่วเกิดแล้วดับ
เกิดแล้วลับดับไปสิ้นสลาย
ช่างไม่เที่ยงแท้หนอทั้งใจ-กาย
นิมิตหมายการรู้แจ้งแห่งสัจธรรม

แล้วจะเกิดเบื่อหน่ายคลายกำหนัด
เมื่อรู้ชัดจิตปล่อยวางไม่ถลำ
จิตหลุดพ้นไม่ยึดมั่นจิตถึงธรรม
จิตชุ่มฉ่ำด้วยรสสุข    ทุกข์มลาย

รู้ความคิดแต่ไม่ยึดสบายแท้
รู้แล้วแก้รู้ไม่แย่  รู้ทั้งหลาย
รู้แล้วปล่อยรู้วางสางทุกข์ไป
รู้อะไรสักว่ารู้ๆดับไป

มีอะไรกระทบรู้ก็เกิด
ไม่เตลิดหลงพอใจไม่มั่นหมาย
นั่นรู้ตื่นรู้เบิกบานสำราญใจ
นั่นแหละใช่ผู้รู้แจ้งแห่งสัจธรรม



 จากคุณ : ดอกดิน [ 15 ม.ค. 2547 / 14:09:36 น. ]
     [ IP Address : 68.42.154.57 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (อนุโมทนา)

คุณดอกดินกล่าวดีแล้วครับ
เจริญสติ รู้ว่าดินไม่ดี นั้นดีกว่าไม่รู้ว่าตัวเองคิดไม่มี
คุณดังตฤณเขียนเรื่องนี้ไว้ใน 7 เดือนบรรลุธรรมนะครับ ดีมาก
ลองไปอ่านดู เรื่องแบบนี้มันทรมานครับ เป็นกรรมเก่า

 จากคุณ : อนุโมทนา [ 15 ม.ค. 2547 / 15:00:32 น. ]
     [ IP Address : 203.185.128.74 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (ดังตฤณ)

มีคนต้องทรมานกับเรื่องนี้เยอะมากจริงๆครับ
ผมเขียนไว้โดยเฉพาะอย่างที่คุณอนุโมทนากล่าวไว้ที่นี่
http://202.44.204.76/7months/last.html

ขอสรุปคำแนะนำคร่าวๆดังนี้
๑) อย่าย้ำคิดกังวลกลุ้มใจ
เพราะยิ่งย้ำคิดจะยิ่งขันเกลียวให้แน่นขึ้น
ไม่ใช่คลายเกลียวให้หลวมลง

๒) ถามตัวเองว่า "ใจจริง" ที่มีต่อพระนั้น
เราอยากไหว้หรืออยากคิดไม่ดี
สำรวจบ่อยๆให้แน่ใจในตัวเองว่าที่แท้คิดดีต่างหาก
เมื่อเห็นแจ้งในใจจริงก็ยกมือไหว้ไปด้วย
ยิ่งบ่อยก็ยิ่งคลายออกได้เองครับ
ลองอ่าน ๗ เดือนบรรลุธรรมดูด้วยนะครับ

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 15 ม.ค. 2547 / 15:11:54 น. ]
     [ IP Address : 203.113.80.144 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (วิโรจน์)

สวด   เช้า - เย็น  ครับ           
            คำขอขมาพระรัตนตรัย
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เมภันเต
อุกาสะ ทะวารัตเยนะ กะตัง
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เมภันเต
อุกาสะ ขะมามิภันเต

กรรมใดที่ข้าพเจ้าได้เคยประมาทพลาดพลั้งล่วงเกินพระรัตนตรัย

อันมีพระพุทธเจ้าทุก ๆพระองค์ พระธรรม พระอริยสงฆ์ทั้งหลาย

ตั้งแต่อดีตกาลมาจนถึงปัจจุบัน ด้วยกายหรือวาจาก็ดี ด้วยเจตนาก็ดี

ไม่มีเจตนาก็ดี รู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ดี ขอองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์

พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พระธรรม พระอริยสงฆ์ทั้งหลาย

และผู้มีพระคุณทุกท่าน ได้โปรดอดโทษแก่ข้าพเจ้า นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพานด้วยเทอญ....




 จากคุณ : วิโรจน์ [ 15 ม.ค. 2547 / 16:31:07 น. ]
     [ IP Address : 202.57.187.42 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (ปุถุชน)

ความคิดที่เกิดขึ้นเป็น "ฝ่ายต่ำ"  ในใจของเรามีทุกคน  เกิดได้ทุกคน
พระพุทธองค์สอนให้เอาใจ "ฝ่ายสูง" ชนะ "ฝ่ายต่ำ"  เมื่อความคิดเกิดขึ้นก็ให้หยุดคิดทันที  คนเราทุกข์เพราะความคิด (คำสอนของพระอริยสงฆ์) ไม่คิดก็ไม่ทุกข์  ตัดความคิดนั้นให้ได้เหมือน "ทหารฟันข้าศึก"  ข้าพเจ้าก็ประสบมาแล้ว
ทุกวันนี้ก็เป็นอยู่  แต่ความคิดนั้นไม่ได้ทำให้เราทุกข์ เพราะรู้ว่ามันเป็น "ฝ่ายต่ำ"
เหมือนที่มีคนเคยเรียนถามหลวงปู่ดุลย์ว่า  "หลวงปู่ยังมีอารมณ์โกรธอยู่ไม๊"
ท่านตอบว่า "มี แต่ไม่เอา"  กรณีนี้ก็เช่นกัน  ลองพยายามดูนะคะ

 จากคุณ : ปุถุชน [ 15 ม.ค. 2547 / 17:05:49 น. ]
     [ IP Address : 203.149.16.202 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (อสรี)

เป็นผลของการปฏิบัติที่ตั้งใจจริง ไม่ใช่มารอะไรหรอก ขยะเก่า ๆ ของตัวเองน่ะ พอมีเวลามาเก็บกวาดทำความสะอาด ก็เริ่มเห็นว่าตรงนั้นตรงนี้ไม่สะอาด... ตั้งใจต่อไปเถอะ จะหายไปเอง หากเจตจำนงค์ในปัจจุบันนั้นบริสุทธิ์...โชคดีนะ

 จากคุณ : อสรี [ 15 ม.ค. 2547 / 18:25:54 น. ]
     [ IP Address : 203.156.42.101 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (พิท)

ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัยและครูบาอาจารย์ทั้งหลาย..._/|\_ พี่ดังตฤณได้กล่าวไว้ดีแล้วครับและขออนุโมทนากับทุกๆความเห็น ผมขอแสดงความคิดเห็นจากประสบการณ์ของผมเองนะครับ

สิ่งที่คุณมีกรรมกำลังประสบอยู่นี้ขอให้คิดว่าเป็นสิ่งที่ผู้ปฏิบัติธรรมหลายต่อหลายคนได้เผชิญมาแล้วทั้งนั้น อย่าคิดท้อใจว่าตนเองคงทำกรรมไว้มากในอดีตชาติหรือว่าชาตินี้นั้นคงจะไม่มีโอกาศก้าวหน้าในธรรมครับ ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่าสิ่งที่มากระทบความคิดนั้นมาจากไหน หากพิจารณาแล้วจะเห็นว่าสิ่งที่เป็นนั้นก็คงไม่พ้นเรื่องของกรรม แต่เป็นกรรมในชาตินี้ที่เห็นผลทันตาครับ...กรรมที่ว่านี้ก็คือกรรมที่ทำจนเคยชิน จนเป็นนิสัย เช่นการสบถ การพูดจาหยาบคาย การชอบปรามาสผู้อื่นจนเป็นนิสัย...

การพูดคำหยาบคาย คำทะลึ่งจนเป็นนิสัย อันนี้อาจจะอยู่บนพื้นฐานหลายประการ ตัวอย่างเช่น บุคคลผู้นั้นอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยคำพูดเช่นนั้น หรือ บุคคลผู้นั้นต้องการทำให้เพื่อนฝูงสนุกสนาน กับมุขตลกที่แฝงความคิดเหล่านั้น  ก็ขอให้อย่าพยายามไปบังคับตัวกิเลสอันทำให้สภาวะของเราต้องกระเพื่อม ทั้งนี้เป็นเพราะว่าหากเราพยายามที่จะบังคับตัวกิเลส มันก็เหมือนกับจะทวีความรุนแรงทำให้เราต้องรู้สึกกระทบหนักขึ้นไปอีก

ในทางที่ดีขอให้ทำในสิ่งที่เป็นทางเย็นมากกว่าเมื่อเกิดความคิดปรามาสขึ้นมาและไม่สามารถดับสภาวะร้อนที่เป็นอยู่ได้ ดังที่พี่ตุลย์ได้แนะนำไว้ว่าให้ยกมือไหว้ขอขมาเมื่อใดก็ตามที่มีความคิดเช่นนี้เกิดขึ้น แต่ว่าไม่เป็นการสมควรเลยหากเราคิดจะทำร้ายตนเองเช่นตำหนิตนเองอย่างรุนแรง หรือว่าทำอะไรเจ็บๆเพื่อให้ตนเองรู้สึกหลาบจำ อันนี้จากประสบการณ์ของตนเองที่ได้เคยพยายามต่อสู้กับความคิดแบบนี้เช่นกันครับ เมื่อความคิดปรามาสเกิดขึ้นมาก็ขอให้รู้ทันว่าความคิดนี้เกิดขึ้นมาและก็ขอให้นิ่งไปเรื่อยๆดูมันไปจนกว่าจะสงบลง แล้วจึงสวดมนต์ภาวนาต่อ

ในช่วงเดือนหรือสองเดือนแรกอาจจะรู้สึกอึดอัดบ้างนะครับ แต่หากทำไปเรื่อยๆแล้วก็จะทราบทันทีว่าความรู้สึกไม่พอใจหรืออึดอัดใจจะลดน้อยลง  เมื่อใดก็ตามที่เราทันต่อสภาวะที่เกิดขึ้นจนเคยชินแล้ว วันหนึ่งในขณะที่เราสวดมนต์ภาวนาหรือว่ากราบไหว้พระรัตนตรัย เราจะทราบเองว่าสิ่งนั้นจางหายไปแล้ว...มิได้มากระทบสภาวะของเราอีกต่อไปแล้ว ต่อจากนี้ไปเราไม่มีวันเป็นทุกข์เพราะความคิดปรามาสพระรัตนตรัยอีกต่อไป เพราะเนื่องด้วยความคิดเช่นนั้นจะถูกรู้ทันและก็ดับหายไปอย่างมิได้ติดใจเราแต่อย่างใด

ขอเสริมตรงนี้นะครับว่าตนเองต้องพยายามรู้ทันคำพูดคำจาให้อยู่ในขอบเขตของปิยะวาจาด้วยนะครับ เช่นหากว่าตนเองเมื่อก่อนชอบพูดแต่คำหยาบคาย คำผวน เรื่องใต้เข็มขัดต่างๆนานา ก็ขอให้ตั้งใจให้มั่นว่าต่อไปนี้ข้าพเจ้าจะไม่พูดจาทำนองนี้อีก เมื่อรู้ทันคำพูดคำจาในทางลบที่จะเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอแล้ว มันก็จะเป็นธรรมชาติในที่สุด เราจะทราบด้วยตนเองได้เลยว่าคำพูดคำจาเช่นนี้จางหายไปจากตัวเราแล้ว เช่นกันครับว่าตอนแรกคงจะอึดอัดมากอยู่เพราะกิเลสมันจะพยายามผลักความคิดในแง่ลบให้ถูกแสดงออก แต่หากว่าเราตั้งใจจริงสักวันหนึ่งเราจะมีความละอายใจเกิดขึ้นมาทุกครั้งที่จะพูดคำเช่นนี้ออกไปครับ

นอกจากนี้แล้วการสวดมนต์ขอขมาพระรัตนตรัยนั้นถือว่าเป็นทางออกอีกทางหนึ่งที่สามารถทำให้ผู้ที่ประสบปัญหาเกี่ยวกับการปรามาสพระรัตนตรัยรู้สึกดีขึ้นไม่มากก็น้อย ก็ขอให้ปฏิบัติประกอบกันไปนะครับ

 จากคุณ : พิท [ 15 ม.ค. 2547 / 19:06:01 น. ]
     [ IP Address : 81.78.218.158 ]


 ความคิดเห็นที่ 13 : (cf')

เคยมีการคุยกันแล้วครับ   ที่ลิ้งค์นี้ http://larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/005774.htm

 จากคุณ : cf' [ 15 ม.ค. 2547 / 21:21:31 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.8 ]


 ความคิดเห็นที่ 15 : (Vicha)

วิธีที่ 1. ทำความเคารพใหว้หรือกราบเมื่อเห็นพระหรือวัดวาอารามเมื่อเห็นทันทีให้มากขึ้น และไหว้พระสวดมนตร์เป็นประจำ เพื่อเอากายและกริยาของใจที่เป็นกุศล กำราบใจพยศที่เป็นอกุศล
วิธีที่ 2. ปฏิบัติกรรมฐาน

 จากคุณ : Vicha [ 16 ม.ค. 2547 / 13:39:28 น. ]
     [ IP Address : 203.118.87.224 ]


 ความคิดเห็นที่ 16 : (เรวัตตะ)

ผมเคยนะครับ
เพราะตอนหนุ่ม ๆ นั้นชอบเฮฮา  ทะลึ่งตึงตัง
ตลกลามก  ทำนองนั้น  เราจะชอบมารวมตัวกันที่สี่แยกของมหาวิทยาลัย
เรียกว่า...สี่แยกปาก...มา (สุนัข)  ปัจจุบันเขาเปลี่ยนเป็นสี่แยกคุณธรรมแล้ว
แล้วแซวสาว ๆ  เรียกว่าแกว่งปากหา....ไปเรื่อย ๆ
ผมชอบธรรมะอยู่บ้างก็มักจะตลกแบบเทศนา
โดยตั้งกระทู้บาลีให้สอดคล้องกับตลกลามก หรือแขวะสาว ๆ
จนเคยชิน  เมื่อมาปฏิบัติธรรม  ก็จะเกิดความรู้สึกนี้เกาะจิตอยู่
เช่น  เมื่อสวดมนต์ไหว้พระ ...สังฆัง  นะมามิ   พอสวดคำว่า  สังฆัง
จิตก็จะแล่นไปสู่โรค ๆ หนึ่งที่พ้องเสียงกันเสมอ ๆ
ยากครับ  กว่าจะแก้ได้   ต้องตั้งใจดี ๆ จริง ๆ
เฝ้าระลึกให้ดีจะเห็นว่า  การปรามาสด้วยความคะนองนั้น
เป็นการสร้างเหตุ  เภทภัยอย่างใหญ่หลวง
เมื่อตระหนักได้อย่างนี้แล้ว   ก็ขอขมาเป็นเบื้องต้น   
ฝึกสวดเพื่อแก้ตรงนั้นบ่อย  ๆ ด้วยความสำรวมระวัง 
และเห็นคุณเมื่อทำได้แล้ว  ระวังอย่าให้จิตใจไปจม หรือแล่นกลับไปสู่จุดนั้นอีก
นั้นคือ  ละเว้นความชั่ว  ประพฤติความดีและทำใจให้บริสุทธิ์นั้นเอง
เจริญในธรรมครับ

 จากคุณ : เรวัตตะ [ 16 ม.ค. 2547 / 17:01:10 น. ]
     [ IP Address : 203.113.44.71 ]


 ความคิดเห็นที่ 17 : (ศิษย์ อ.บรรพต)


พระธรรมเกษีพุทธะ

หลวงพ่อตอบปัญหา
เรื่องคิดปรามาสพระรัตนะตรัย
ผู้ถาม:-กราบเรียนหลวงพ่อที่เคารพ กระผมมีความเคารพนับถือหลวงพ่อเป็นอย่างมาก และมีความเคารพในพระรัตนะตรัยอย่างจริงใจ แต่ว่าในระยะมาไม่นานนี้ ไม่ทราบว่าเป็นเพราะเหตุใด ในดวงจิตของลูกอยากจะด่าหลวงพ่อ บางครั้งก็อยากจะว่าพระรัตนะตรัย อารมณ์ของจิตอย่างนี้แก้ไม่ตกเลยขอรับ ขอเมตตาจากหลวงพ่อช่วยแก้และอโหสิกรรมด้วยเถิดขอรับ
หลวงพ่อ:- แก้ตรงไหน...แก้ล่างหรือแก้บน....อารมณ์อย่างที่ว่าเมื่อกี้ที่ เขาเขียนมาเป็นธรรมดา แต่ก็ไม่มีกันทุกคนนะ มีกันหลายคน อารมณ์อย่างนี้เวลาเจริญพระกรรมฐานพอเข้าถึงปิติเต็มอัตรา กิเลสมาร เข้าสิงใจ นี่ไม่ใช่อารมณ์เดิมเขานะ พยายามหักห้ามใจไปตามระยะก็แล้วกัน ไม่ช้าก็หาย นี่ของธรรมดานะ ฉันเองก็เคยเจอะเลย ในตอนต้นมีเหมือนกัน ความจริงจิตเผลอย่อมมีนะ
นักเจริญกรรมฐานนี่บางคนแล้วก็บางวาระ จิตเป็นปฏิปักษ์ต่อพระศาสนา เห็นพระพุทธรูปบางทีอยากจะด่า อารมณ์อย่างนี้เขาเรียกว่า "กิเลสมาร"เข้าสิงใจ มันเป็นเฉพาะเวลา บางเวลาก็จากหายไป บางเวลาก็มีอารมณ์อย่างนี้ เป็นอยู่สักพักหนึ่งไม่นานนัก สัก 2-3เดือนก็จะหายไป
ผู้ถาม:- อย่างนี้เราจะขอขมาโทษต่อพระรัตนะตรัยทุกวันดีไหมครับ....? 

หลวงพ่อ:-  อย่างนั้นดีลูก...เวลาบูชาพระ ขอขมาโทษทุกวันเลยเป็นการป้องกัน เรื่องนี้พระพุทธเจ้าก่อนจะบรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณ ตอนท่านจะตัดราคะ โทสะ โมหะ ก็โดนท่านมาราธิราชสอบ มาท้าทาย แต่ความจริงเรื่องจริงๆ แล้วไม่มีตัว มันเป็นอารมณ์ ในปฐมสมโพธิ เขาเขียนให้มีตัวมีตนขึ้นมา ตอนนั้นกิเลสตีกลับ เขาเรียก กิเลสมาร ก็เกิดอารมณ์รัก ต่อมาก็โทสะเกิดโดยไม่มีเหตุผล ต่อมาท่านก็ตัดได้ เมื่อได้วิชชาสามแล้ว ต่อมาท่านก็บรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณ
จากหนังสือ หลวงพ่อตอบปัญญาธรรม ฉบับพิเศษ เล่ม 5
หลวงพ่อพระราชพรหมยาน

 จากคุณ : ศิษย์ อ.บรรพต [ 16 ม.ค. 2547 / 18:48:02 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.13 ]


 ความคิดเห็นที่ 18 : (โฆษกนิมมาน)

สาธุ ศิษย์ อ.บรรพต สำหรับการนำข้อธรรมดีๆมาให้อ่าน
คุณเรวัตตะ เคยเรียนที่มหาวิทยาลัยแถวภาคอีสานหรือเปล่าครับ ที่ผมเคยเรียนก็มีสี่แยกที่ว่ามาเหมือนกัน ครับ

 จากคุณ : โฆษกนิมมาน [ 16 ม.ค. 2547 / 18:57:33 น. ]
     [ IP Address : 203.148.187.134 ]


 ความคิดเห็นที่ 19 : (yoyo)

ฝึกนอบน้อมที่กาย
แล้วก็คำพูด
แล้วก็ที่ใจ ตามลำดับ
เพราะทำที่กายน่าจะง่ายกว่า
รอเวลาให้มีผลกระทบกับที่ใจ
ทำ  พร้อมกับ ขอขมาพระรัตนไตร

 จากคุณ : yoyo [ 17 ม.ค. 2547 / 02:50:16 น. ]
     [ IP Address : 202.133.172.172 ]


 ความคิดเห็นที่ 20 : (yoyo)

แก้คำผิดครับ
ทำ  พร้อมกับ ขอขมาพระรัตนตรัย

 จากคุณ : yoyo [ 17 ม.ค. 2547 / 02:50:54 น. ]
     [ IP Address : 202.133.172.172 ]


 ความคิดเห็นที่ 21 : (เรวัตตะ)

เจริญธรรมครับ  คุณโฆษกนิมมาน
ไม่ใช่ครับ  ผมเรียนที่พิษณุโลก  ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อไปแล้ว
สี่แยกนั้นปัจจุบัน  มหาวิทยาลัยทำสวนหย่อม
แล้วทำป้ายแสดงคุณธรรม 4 ประการ  ของพระเจ้าอยู่หัวฯ องค์ปัจจุบันครับ
สี่แยกนั้นจึงได้ชื่อติดปากกันว่า...สี่แยกคุณธรรม

 จากคุณ : เรวัตตะ [ 17 ม.ค. 2547 / 08:10:33 น. ]
     [ IP Address : 203.113.44.9 ]


 ความคิดเห็นที่ 22 : (สมบูรณ์ ต.)


             เพิ่งรู้ว่าคนอื่นเขาก็เป็นอย่างนี้เหมือนกัน  ผมเองมีทั้ง 2 แบบเลย  คือบางครั้งก็มีอาการในแง่ลบ  บางครั้งก็มีอาการในแง่บวก 

            แง่ลบ  เช่น  มองเห็นพระพุทธรูปแล้วเราคิดในด้านโทสะใส่พระพุทธรูป  ตอนเกิดอาการถึงจะตามรู้ก็ยังรู้สึกตำหนิตนเอง

            แง่บวก  เช่น  มองเห็นพระพุทธรูปหรือบางครั้งไม่ต้องอาศัยพระพุทธรูป  ระลึกว่าพระพุทธองค์ทรงประทับอยู่ใกล้แม่น้ำหรือราวป่า  ประทับนั่งห้อยพระบาทหรือคู้บัลลังก์อยู่บนอาสนะพื้นบ้าน   แล้วผมหมอบกราบพระพุทธองค์อยู่  เมื่อเกิดอาการเช่นนี้ก็ปลื้มใจ  แต่ขณะเดียวกันก็เห็นว่าและแล้วพระองค์ก็ต้องทรงจากเราไป

            สรุปแล้วทั้งแง่ลบหรือแง่บวก  ก็ติดทุกข์ด้วยกันทั้งคู่  

 จากคุณ : สมบูรณ์ ต. [ 17 ม.ค. 2547 / 13:42:17 น. ]
     [ IP Address : 210.86.199.193 ]


 ความคิดเห็นที่ 23 : (ดอกบัว)

สมัยวัยรุ่นผมเคยเป็นครับ ยิ่งกังวลก็ยิ่งเป็นผมแก้โดยการไปสนใจเรื่องอื่นไปเลย หันไปศึกษาฟิสิกส์ขั้นสูงไปเลยก็หายไปได้
พอแก่มากขึ้นผมหายครับตอนนี้มีแต่ตถาคตโพธิศรัทธาครับ

 จากคุณ : ดอกบัว [ 22 ม.ค. 2547 / 01:17:01 น. ]
     [ IP Address : 202.133.160.50 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!