ถามเกี่ยวกับ "มิจฉาทิฏฐิ"
 เนื้อความ :

1   พวกมิจฉาทิฏฐิต้องลงนรกอย่างเดียวเลยใช่ไหมครับ

2   กรรมที่หนักกว่าอนันตริยกรรมก็คือ "มิจฉาทิฏฐิ"  จริงหรือครับ

3  พวกมิจฉาทิฏฐิเวลาลงไปในนรกแล้ว  พวกเขาจะรู้หรือเปล่าครับว่าสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน เช่น เรื่องกฏแห่งกรรม 9ล9  เป็นเรื่องจริง  

 จากคุณ : cf' [ 14 ม.ค. 2547 / 22:02:00 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.12 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (ศิษย์ อ.)


พุดำรั:- ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นมิจฉาทิฐิมีความเห็นวิปริตว่า ทานที่ให้แล้วไม่มีผล ยัญที่บูชาแล้วไม่มีผล การเช่นสรวงไม่มีผล ผลวิบากของกรรมที่บุคคลทำดีทำชั่วไม่มี โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี มารดาไม่มี บิดาไม่มี สัตว์พวกที่เกิดผุดขึ้นไม่มี สมณะพราหมณ์ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ทำโลกนี้และโลกหน้าให้แจ้งชัดด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้ว สอนหมู่สัตว์ให้รู้ตามไม่มีในโลก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าทิฐิวิบัติ.... เพราะทิฐิวิบัติเป็นเหตุ สัตว์ทั้งหลายเมื่อกายแตกตายไป ย่อมเข้าถึงอบายทุคติ วินิบาต นรก.....ฯ”
อยสูตร ติ. อํ. (๕๕๗)
ตบ. ๒๐ : ๓๔๕ ตท. ๒๐ : ๓๐๒

 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 14 ม.ค. 2547 / 22:39:29 น. ]
     [ IP Address : 203.113.36.10 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (ดังตฤณ)

๑) ถ้าเป็นมิจฉาทิฏฐิประเภททำให้คนอื่นเดือดร้อน
ทำให้กล้าทำศีล ๕ ขาดทะลุเป็นประจำ
นรกก็เป็นอันหวังได้
แต่โลกนี้มีมิจฉาทิฏฐิหลายประเภท
ผมเคยเจอบ่อยๆ ที่ไม่เชื่อนรกสวรรค์และภพภูมิ
แต่ก็เป็นคนดีของสังคม ไม่ทำความเดือดร้อนให้คนอื่น
แบบนี้ก็คงอยู่ระหว่างๆ ไม่เที่ยงที่จะไปนรกหรอกครับ

๒) พระพุทธเจ้าโปรดมิจฉาทิฏฐิให้เป็นสัมมาทิฏฐิได้มากมาย
หรือแม้แต่พระสารีบุตรก็กลับไปโปรดมารดามิจฉาทิฏฐิ
ให้บรรลุถึงโสดาปัตติผลก่อนท่านเสียชีวิต (อรรถกถา)
ทว่าแม้แต่พระพุทธองค์ก็โปรดพระเจ้าอชาตศัตรูที่ฆ่าพ่อไม่ได้
และบอกว่าถ้าพระราชานี้ไม่ทำปิตุฆาตเสียก่อน
ก็จะได้บรรลุโสดาปัตติผลต่อเบื้องพระพักตร์ครั้งแรกทีเดียว
นี่แสดงให้เห็นว่าอนันตริยกรรมทำแล้วเป็นนิยตะ
คือเที่ยงที่จะเป็นผู้เสวยผลในนรกก่อน
กรรมดีแม้กระทั่งเป็นองค์อุปถัมภ์เอกของศาสนา
ก็ไม่ได้ช่วยลบล้างหรือกระทั่งเจือจางความผิดลงได้

แต่มีมิจฉาทิฏฐิขั้นรุนแรงบางประเภท
เช่นบั่นทอนกำลังใจคนไม่ให้กล้าภาวนาให้ถึงนิพพานในชาตินี้
หรือติเตียนพระพุทธเจ้าด้วยถ้อยคำรุนแรง
เรียกว่าต่อต้านมรรคผลนิพพานและพระศาสดาแบบหน้ามืด
อันนี้ถ้ามองยาวๆอาจหนักกว่าอนันตริยกรรมจริงๆ
เพราะถ้าฆ่าพ่อแม่แล้วสำนึกยังกลับลำเข้านิพพานได้หลังพ้นนรก
แต่อาฆาตมาดร้ายอริยเจ้านี่ไม่รู้เมื่อไหร่จะเลิกเคราะห์ร้าย

๓) ตอนฝันร้ายไม่สามารถสำนึกผิดชอบชั่วดีอย่างไร
เมื่อทรมานในนรกก็ไม่สามารถรู้ผิดชอบชั่วดีได้ยิ่งกว่านั้นครับ
แต่จะมีหลายขุม ที่สัญญาเก่าแบบมนุษย์ยังติดอยู่
ยังจำได้ว่าตนเคยทำอะไรไว้บ่อยๆและเหมือนๆกับที่กำลังรับกรรม
อันนั้นก็ทำให้ตระหนักในกรรมวิบากได้เหมือนกัน
แต่ไม่ใช่ตระหนักด้วยปัญญาขณะพัฒนาจิตได้
เป็นแค่ตระหนักชั่วคราวเหมือนเด็กถูกตีแรงๆเป็นการทำโทษ
หายเจ็บแล้วก็ซ่าใหม่ได้อีก

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 14 ม.ค. 2547 / 23:09:55 น. ]
     [ IP Address : 203.113.80.14 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (กำลังฟุ้ง)

มิจฉาทิฐฐิเป็นคำที่กว้างครับ อย่างพวกเราที่ไม่ใช่พระอริยเจ้าล้วนเป็นมิจฉาทิฐฐิ เพราะมีความเห็นผิดว่านี่เป็นตัวเราของเรา เมื่อมิจฉาทิฐฐิเป็นคำที่กว้างเช่นนี้คงตอบได้ว่าคนที่ไม่ใช่พระอริยเจ้าคงไม่ลงนรกกันทุกคนกระมัง ขึ้นสวรรค์ก็เยอะแยะ

ต่อไปเอาคำว่าคนทำชั่วดีกว่า คำนี้ความหมายแคบกว่ามิจฉาทิฐฐิหน่อย คนทำชั่วย่อมไปนรก แต่ไปอบายไปนรกเสมอไปหรือไม่พระพุทธเจ้าก็ไม่ทรงรับรองนะครับ เหมือนกับคนทำดีจะไปสุคติไปสวรรค์เสมอไปพระพุทธเจ้าท่านก็ไม่ทรงรับรอง เพราะเรื่องนี้มีหลายเหตุหลายปัจจัยด้วยกัน

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 14 ม.ค. 2547 / 23:21:01 น. ]
     [ IP Address : 203.118.83.46 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (กำลังฟุ้ง)

แก้คำผิดมิจฉาทิฏฐิครับ...แหม เบลอปล่อยไก่ไปจนได้ ดึกๆแบบนี้

2. เมื่อมิจฉาทิฏฐิเป็นคำที่กว้าง เรื่องหนักกว่าอนันตริยกรรมหรือไม่คงต้องดูเป็นเรื่องๆไปครับ แต่โดยส่วนตัวแล้วผมเชื่อว่าไม่มีอะไรที่เป็นกรรมที่หนักกว่าอนันตริยกรรมอีกแล้วครับ มีมิจฉาทิฏฐิก็กลับมาเป็นสัมมาทิฏฐิให้ได้สิ

3. อันนี้ไม่ทราบจะตอบอย่างไรดี แต่อยากจะเปลี่ยนคำว่ากฏแห่งกรรมเป็นสัจธรรมเรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มากกว่า เพราะนี่แหละคือหัวใจของศาสนาพุทธ

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 14 ม.ค. 2547 / 23:27:54 น. ]
     [ IP Address : 203.118.83.46 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (ศิษย์ อ.)

พระพุทธเจ้า ทรงบรรลุเตวิชโช คือ วิชาสาม
พุดำรัส:-ดูก่อนวัจฉะ ชนที่กล่าวอย่างนี้ว่า พระสมณโคดมเป็นสัพพัญญู มีปกติเห็นธรรมทั้งปวง ทรงปฏิญาณญาณทัสสนะไม่มีส่วนเหลือว่า เมื่อเราเดินไปก็ดี หยุดอยู่ก็ดี หลับก็ดี ตื่นก็ดี ญาณทัสสนะปรากฏแล้วเสมอติดต่อกันไปดังนี้ ไม่เป็นอันกล่าวตามคำที่เรากล่าวแล้วและชื่อว่ากล่าวตู่เราด้วยคำที่ไม่มี ไม่เป็นจริงดูก่อนวัจฉะ เมื่อบุคคลพยากรณ์ว่า พระสมณโคดมเป็นเตวิชชะ (ผู้ได้วิชชา ๓ ) ดังนี้แล เป็นอันกล่าวตามคำที่เรากล่าวแล้ว ชื่อว่าไม่กล่าวตู่เราด้วยคำไม่เป็นจริง ชื่อว่าพยากรณ์ถูกสมควรแก่ธรรม
ดูก่อนวัจฉะ ก็เราเพียงต้องการเท่านั้น ย่อมจะระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง..... ตลอดสังวัฎวิวัฎกัปเป็นอันมาก ในภพโน้นเรามีชื่อย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้วได้ไปเกิดในภพโน้น... เราย่อมระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศด้วยประการฉะนี้
ดูก่อนวัจฉะ ก็เราเพียงต้องการเท่านั้น ย่อมจะเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติกำลังอุบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดีตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ซึ่งเป็นไปตามกรรมว่าสัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ติเตียน พระอริยเจ้า เป็นมิจฉาทิฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจมิฉาทิฐิ เขาเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ส่วนสัตว์เหล่านี้ ประกอบด้วยกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไม่ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นสัมมทิฐิ..... เบื้องหน้า แต่ตายเพราะกายแตก เข้าถึงสุคติ โลกสวรรค์
ดูก่อนวัจฉะ เมื่อบุคคลพยากรณ์ว่า พระสมณโคดมเป็นเตวิชชะ เป็นอันกล่าวตามคำที่เรากล่าวแล้ว ชื่อว่าไม่กล่าวตู่เราด้วยคำไม่เป็นจริง
จูฬวัจฉโคคตสูตร ม. ม. (๒๔๑-๒๔๒)
ตบ. ๑๓ : ๒๓๗-๒๓๘ ตท.๑๓ : ๒๐๓-๒๔๒
ตอ. MLS. II : ๑๖๐

 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 15 ม.ค. 2547 / 00:02:37 น. ]
     [ IP Address : 203.113.36.13 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (กำลังฟุ้ง)

เรื่องที่ว่าพระพุทธเจ้าไม่รับรองว่าคนทำชั่วต้องไปนรกอย่างแน่นอน หรือคนทำดีต้องไปสวรรค์อย่างแน่นอนอยู่ในพระสูตรชื่อ มหากัมมวิภังคสูตร สามารถ search อ่านดูได้ที่ลิงค์ของลานธรรมด้านบน ไม่นำมาลงเพราะพระสูตรค่อนข้างยาว

รู้สึกหนังสือชื่อ "พระพุทธศาสนาจากพระโอษฐ์" ที่ผมเคยวิจารณ์ว่าควรอ่านด้วยความรอบคอบอย่างยิ่งเนื่องจากผู้รวบรวมไม่มีความเข้าใจพอบางึครั้งก็เอาความเห็นของตนสรุประสูตรอย่างผิดๆ ก็มีลงไว้ในหัวข้อว่า "ทำดีไปนรก-ทำชั่วไปสวรรค์"

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 15 ม.ค. 2547 / 00:40:21 น. ]
     [ IP Address : 203.118.83.46 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (yoyo)

====

พระสุตตันตปิฎก
  เล่ม ๖
มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์
เทวทหวรรค  ๑. เทวทหสูตร (๑๐๑)

============================================
[๒] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์
พวกหนึ่ง มีวาทะอย่างนี้ มีทิฐิอย่างนี้ว่า ปุริสบุคคลนี้ย่อมเสวยเวทนาอย่างใด
อย่างหนึ่ง เป็นสุขก็ดี เป็นทุกข์ก็ดี มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ดี ข้อนั้นทั้งหมดเป็นเพราะ
เหตุแห่งกรรมที่ตนทำไว้ในก่อน ทั้งนี้ เพราะหมดกรรมเก่าด้วยตบะ ไม่ทำกรรมใหม่
จักมีความไม่ถูกบังคับต่อไป เพราะไม่ถูกบังคับต่อไป จักมีความสิ้นกรรม เพราะ
สิ้นกรรม จักมีความสิ้นทุกข์ เพราะสิ้นทุกข์ จักมีความสิ้นเวทนา เพราะสิ้น
เวทนา ทุกข์ทั้งปวงจักเป็นของอันปุริสบุคคลนั้นสลัดได้แล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย
พวกนิครนถ์มักมีวาทะอย่างนี้ ฯ
.....
[๕] ดูกรนิครนถ์ผู้มีอายุ เปรียบเหมือนบุรุษถูกยิงด้วยลูกศรที่มียาพิษ
อาบไว้อย่างหนาแล้ว พึงเสวยเวทนาอันเป็นทุกข์ กล้าเจ็บแสบ เพราะเหตุการ
เสียดแทงของลูกศร มิตร อำมาตย์ ญาติสาโลหิตของเขาพึงให้หมอผ่าตัดรักษา
หมอผ่าตัดใช้ศาตราชำแหละปากแผลของเขา เขาพึงเสวยเวทนาอันเป็นทุกข์กล้า
เจ็บแสบ แม้เพราะเหตุถูกศาตราชำแหละปากแผล หมอผ่าตัดใช้เครื่องตรวจค้น
หาลูกศร เขาพึงเสวยเวทนาอันเป็นทุกข์กล้า เจ็บแสบ แม้เพราะเหตุถูกเครื่อง
ตรวจค้นหาลูกศร หมอผ่าตัดถอนลูกศรออก เขาพึงเสวยเวทนาอันเป็นทุกข์กล้า
เจ็บแสบ แม้เพราะเหตุถอนลูกศรออก หมอผ่าตัดใส่ยาถอนพิษที่ปากแผล เขา
พึงเสวยเวทนาอันเป็นทุกข์กล้า เจ็บแสบ แม้เพราะเหตุใส่ยาถอนพิษที่ปากแผล
สมัยต่อมา เขามีแผลหาย มีผิวหนังสนิท จึงไม่มีโรค มีความสุข เสรี เป็น
อยู่ได้ตามลำพัง ไปไหนไปได้ จึงมีความคิดอย่างนี้ว่า เมื่อก่อน เราถูกยิงด้วย
ลูกศรที่มียาพิษอาบไว้อย่างหนา ได้เสวยเวทนาอันเป็นทุกข์กล้า เจ็บแสบ แม้
เพราะเหตุการเสียดแทงของลูกศร มิตร อำมาตย์ ญาติสาโลหิตของเราให้หมอผ่าตัด
รักษา หมอผ่าตัดใช้ศาตราชำแหละปากแผล เรานั้นได้เสวยเวทนาอันเป็นทุกข์กล้า
เจ็บแสบ แม้เพราะเหตุถูกศาตราชำแหละปากแผล หมอผ่าตัดใช้เครื่องตรวจค้น
หาลูกศร เรานั้นได้เสวยเวทนาอันเป็นทุกข์กล้า เจ็บแสบ แม้เพราะเหตุถูก
เครื่องตรวจค้นหาลูกศร หมอผ่าตัดถอนลูกศรออก เรานั้นได้เสวยเวทนาอันเป็น
ทุกข์กล้า เจ็บแสบ แม้เพราะเหตุถอนลูกศรออก หมอผ่าตัดใส่ยาถอนพิษที่
ปากแผล เรานั้นได้เสวยเวทนาอันเป็นทุกข์กล้า เจ็บแสบ แม้เพราะเหตุใส่ยา
ถอนพิษที่ปากแผล เดี๋ยวนี้ เรานั้นมีแผลหาย มีผิวหนังสนิท จึงไม่มีโรค
มีความสุข เสรี เป็นอยู่ได้ตามลำพัง ไปไหนไปได้ ฉันใด ฯ
      ดูกรนิครนถ์ผู้มีอายุ ฉันนั้นเหมือนกันแล ถ้าพวกท่านพึงทราบว่า เรา
ทั้งหลาย ได้มีแล้วในก่อน มิใช่ไม่ได้มีแล้ว พึงทราบว่า เราทั้งหลายได้
ทำบาปกรรมไว้ในก่อน มิใช่ไม่ได้ทำไว้ พึงทราบว่า เราทั้งหลายได้ทำบาปกรรม
อย่างนี้บ้างๆ พึงทราบว่า ทุกข์เท่านี้เราสลัดได้แล้ว หรือว่าทุกข์เท่านี้
เราต้องสลัดเสีย หรือว่าเมื่อทุกข์เท่านี้เราสลัดได้แล้ว จักเป็นอันเราสลัดทุกข์
ได้ทั้งหมด พึงทราบการละอกุศลธรรม การบำเพ็ญกุศลธรรมในปัจจุบัน เมื่อเป็น
เช่นนี้ พวกนิครนถ์ผู้มีอายุ ควรจะพยากรณ์ได้ว่า ปุริสบุคคลนี้ย่อมเสวยเวทนา
อย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นสุขก็ดี เป็นทุกข์ก็ดี มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ดี ข้อนั้นทั้งหมด
เป็นเพราะเหตุแห่งกรรมที่ตนทำไว้ในก่อน ทั้งนี้ เพราะหมดกรรมเก่าด้วยตบะ ไม่
ทำกรรมใหม่ จักมีความไม่ถูกบังคับต่อไป เพราะไม่ถูกบังคับต่อไป จักมีความ
สิ้นกรรม เพราะสิ้นกรรม จักมีความสิ้นทุกข์ เพราะสิ้นทุกข์ จักมีความสิ้นเวทนา
เพราะสิ้นเวทนา ทุกข์ทั้งปวงจักเป็นของอันปุริสบุคคลนั้นสลัดได้แล้ว ฯ
      ดูกรนิครนถ์ผู้มีอายุ ก็เพราะเหตุที่พวกท่านไม่ทราบว่า เราทั้งหลายได้
มีแล้วในก่อน มิใช่ไม่ได้มีแล้ว ไม่ทราบว่า เราทั้งหลายได้ทำบาปกรรมไว้ในก่อน
มิใช่ไม่ได้ทำไว้ ไม่ทราบว่า เราทั้งหลายได้ทำบาปกรรมอย่างนี้บ้างๆ ไม่ทราบว่า
ทุกข์เท่านี้เราสลัดได้แล้ว หรือว่าทุกข์เท่านี้เราต้องสลัดเสีย หรือว่าเมื่อทุกข์เท่านี้
เราสลัดได้แล้ว จักเป็นอันเราสลัดทุกข์ได้ทั้งหมด ไม่ทราบการละอกุศลธรรม
การบำเพ็ญกุศลธรรมในปัจจุบัน ฉะนั้น พวกนิครนถ์ผู้มีอายุ จึงไม่บังควรจะ
พยากรณ์ว่า ปุริสบุคคลนี้ย่อมเสวยเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นสุขก็ดี เป็นทุกข์
ก็ดี มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ดี ข้อนั้นทั้งหมดเป็นเพราะเหตุแห่งกรรมที่ตนทำไว้ในก่อน
ทั้งนี้ เพราะหมดกรรมเก่าด้วยตบะ ไม่ทำกรรมใหม่ จักมีความไม่ถูกบังคับต่อไป
เพราะไม่ถูกบังคับต่อไป จักมีความสิ้นกรรม เพราะสิ้นกรรม จักมีความสิ้นทุกข์
เพราะสิ้นทุกข์ จักมีความสิ้นเวทนา เพราะสิ้นเวทนา ทุกข์ทั้งปวงจักเป็นของ
อันปุริสบุคคลนั้นสลัดได้แล้ว ฯ
[๑๑] พ. ดูกรนิครนถ์ผู้มีอายุ เท่าที่พูดกันมานี้เป็นอันว่า พวกท่านจะ
พึงปรารถนาไม่ได้ดังนี้ว่า กรรมใดเป็นของให้ผลในปัจจุบัน ขอกรรมนั้นจงเป็น
ของให้ผลในชาติหน้า ด้วยความพยายามหรือด้วยความเพียรเถิด ว่ากรรมใด
เป็นของให้ผลในชาติหน้า ขอกรรมนั้นจงเป็นของให้ผลในปัจจุบัน ด้วยความ
พยายามหรือด้วยความเพียรเถิด ว่ากรรมใดเป็นของให้ผลเป็นสุข ขอกรรมนั้น
จงเป็นของให้ผลเป็นทุกข์ ด้วยความพยายามหรือด้วยความเพียรเถิด ว่ากรรมใด
เป็นของให้ผลเป็นทุกข์ ขอกรรมนั้นจงเป็นของให้ผลเป็นสุข ด้วยความพยายาม
หรือด้วยความเพียรเถิด ว่ากรรมใดเป็นของให้ผลเสร็จสิ้นแล้ว ขอกรรมนั้น
จงเป็นของให้ผลอย่าเพ่อเสร็จสิ้น ด้วยความพยายามหรือด้วยความเพียรเถิด ว่า
กรรมใดเป็นของให้ผลยังไม่เสร็จสิ้น ขอกรรมนั้นจงเป็นของให้ผลเสร็จสิ้น
ด้วยความพยายามหรือด้วยความเพียรเถิด ว่ากรรมใดเป็นของให้ผลมาก ขอกรรม
นั้นจงเป็นของให้ผลน้อย ด้วยความพยายามหรือด้วยความเพียรเถิด ว่ากรรมใด
เป็นของให้ผลน้อย ขอกรรมนั้นจงเป็นของให้ผลมาก ด้วยความพยายามหรือ
ด้วยความเพียรเถิด ว่ากรรมใดเป็นของให้ผล ขอกรรมนั้นจงเป็นของอย่าให้ผล
ด้วยความพยายามหรือด้วยความเพียรเถิด ว่ากรรมใดเป็นของไม่ให้ผล ขอกรรม
นั้นจงเป็นของให้ผล ด้วยความพยายามหรือด้วยความเพียรเถิด เมื่อเป็นเช่นนี้
ความพยายามของพวกนิครนถ์ผู้มีอายุก็ไร้ผล ความเพียรก็ไร้ผล ฯ
...
[๑๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ภิกษุพิจารณาเห็นดังนี้ว่า
เมื่อเราอยู่ตามสบาย อกุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง กุศลธรรมย่อมเสื่อม แต่เมื่อเราเริ่ม
ตั้งตนเพื่อความลำบาก อกุศลธรรมย่อมเสื่อม กุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง อย่า-
กระนั้นเลย เราพึงเริ่มตั้งตนเพื่อความลำบากเถิด เธอจึงเริ่มตั้งตนเพื่อความลำบาก
เมื่อเธอเริ่มตั้งตนเพื่อความลำบากอยู่ อกุศลธรรมย่อมเสื่อม กุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง
สมัยต่อมา เธอไม่ต้องเริ่มตั้งตนเพื่อความลำบากได้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะภิกษุนั้นเริ่มตั้งตนเพื่อความลำบาก เพื่อประโยชน์ใด
ประโยชน์นั้นของเธอ เป็นอันสำเร็จแล้ว ฉะนั้น สมัยต่อมา เธอจึงไม่ต้อง
เริ่มตั้งตนเพื่อความลำบากได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนช่างศร ย่างลน-
ลูกศรบนข่าไฟ ๒ อัน ดัดให้ตรงจนใช้การได้ เพราะเหตุที่ลูกศรเป็นของอัน
ช่างศรย่างลนบนข่าไฟ ๒ อัน ดัดให้ตรงจนใช้การได้แล้ว สมัยต่อมา ช่างศร
นั้นไม่ต้องย่างลนลูกศรนั้นบนข่าไฟ ๒ อัน ดัดให้ตรงจนใช้การได้ ข้อนั้นเพราะ
เหตุไร  ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะช่างศรนั้นพึงย่างลนลูกศรบนข่าไฟ ๒ อัน
ดัดให้ตรงจนใช้การได้ เพื่อประโยชน์ใด ประโยชน์นั้นของเขาเป็นอันสำเร็จ
แล้ว ฉะนั้น สมัยต่อมา ช่างศรจึงไม่ต้องย่างลนลูกศรบนข่าไฟ ๒ อัน ดัดให้
ตรงจนใช้การได้ ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันแล ภิกษุย่อม
พิจารณาเห็นดังนี้ว่า เมื่อเราอยู่ตามสบาย อกุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง กุศลธรรม
ย่อมเสื่อม แต่เมื่อเราเริ่มตั้งตนเพื่อความลำบาก อกุศลธรรมย่อมเสื่อม
กุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง อย่ากระนั้นเลย เราพึงเริ่มตั้งตนเพื่อความลำบากเถิด เธอจึง
เริ่มตั้งตนเพื่อความลำบาก เมื่อเธอเริ่มตั้งตนเพื่อความลำบากอยู่ อกุศลธรรมย่อม
เสื่อม กุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง สมัยต่อมา เธอไม่ต้องเริ่มตั้งตนเพื่อความ
ลำบากได้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะภิกษุนั้นเริ่มตั้งตนเพื่อ
ความลำบาก เพื่อประโยชน์ใด ประโยชน์นั้นของเธอ เป็นอันสำเร็จแล้ว
ฉะนั้น สมัยต่อมา เธอจึงไม่ต้องเริ่มตั้งตนเพื่อความลำบากแล ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ความพยายามมีผล ความเพียรมีผล แม้อย่างนี้ ฯ
....
[๒๖] เธอ เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่มีกิเลสเครื่องยียวน
ปราศจากอุปกิเลส เป็นจิตอ่อนโยน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ถึงความไม่หวั่นไหว
อย่างนี้แล้ว ย่อมน้อมจิตไปเพื่ออาสวักขยญาณ รู้ชัดตามเป็นจริงว่า นี้ทุกข์
นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ที่ดับทุกข์ นี้ปฏิปทาให้ถึงที่ดับทุกข์ รู้ชัดตามเป็นจริงว่า
เหล่านี้อาสวะ นี้เหตุให้เกิดอาสวะ นี้ที่ดับอาสวะ นี้ปฏิปทาให้ถึงที่ดับอาสวะ
เมื่อเธอรู้อย่างนี้ เห็นอย่างนี้ จิตก็หลุดพ้นแม้จากกามาสวะ แม้จากภวาสวะ
แม้จากอวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่า
ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความ
เป็นอย่างนี้มิได้มี ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ความพยายามจึงมีผล ความเพียร
จึงมีผล ฯ
   [๒๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตมีวาทะอย่างนี้ วาทะ ๑๐ ประการ
อันชอบด้วยเหตุของตถาคตผู้มีวาทะอย่างนี้ ย่อมถึงฐานะควรสรรเสริญ ฯ
      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าหมู่สัตว์ย่อมเสวยสุขและทุกข์ เพราะเหตุแห่งกรรม
ที่ตนทำไว้ในก่อน ตถาคตต้องเป็นผู้ทำกรรมดีไว้ในก่อนแน่ ผลในบัดนี้ จึงเสวย
เวทนาอันเป็นสุขหาอาสวะมิได้เห็นปานนี้ ถ้าหมู่สัตว์ย่อมเสวยสุขและทุกข์ เพราะ
เหตุที่อิศวรเนรมิตให้ ตถาคตต้องเป็นผู้อันอิศวรชั้นดีเนรมิตแน่ ผลในบัดนี้ จึง
เสวยเวทนาอันเป็นสุขหาอาสวะมิได้เห็นปานนี้ ถ้าหมู่สัตว์ย่อมเสวยสุขและทุกข์
เพราะเหตุที่มีความบังเอิญ ตถาคตต้องเป็นผู้มีความบังเอิญดีแน่ ผลในบัดนี้ จึง
เสวยเวทนาอันเป็นสุขหาอาสวะมิได้เห็นปานนี้ ถ้าหมู่สัตว์ย่อมเสวยสุขและทุกข์
เพราะเหตุแห่งอภิชาติ ตถาคตต้องเป็นผู้มีอภิชาติดีแน่ ผลในบัดนี้ จึงเสวยเวทนา
อันเป็นสุขหาอาสวะมิได้เห็นปานนี้ ถ้าหมู่สัตว์ย่อมเสวยสุขและทุกข์ เพราะเหตุ
แห่งความพยายามในปัจจุบัน ตถาคตต้องเป็นผู้มีความพยายามในปัจจุบันดีแน่ ผล
ในบัดนี้ จึงเสวยเวทนาอันเป็นสุขหาอาสวะมิได้เห็นปานนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้า
หมู่สัตว์ย่อมเสวยสุขและทุกข์ เพราะเหตุแห่งกรรมที่ตนทำไว้ในก่อน ตถาคต
ต้องน่าสรรเสริญ ถ้าหมู่สัตว์ไม่ใช่เสวยสุขและทุกข์ เพราะเหตุแห่งกรรมที่ตนทำ
ไว้ในก่อน ตถาคตก็ต้องน่าสรรเสริญ ถ้าหมู่สัตว์ย่อมเสวยสุขและทุกข์ เพราะ
เหตุที่อิศวรเนรมิตให้ ตถาคตต้องน่าสรรเสริญ ถ้าหมู่สัตว์ไม่ใช่เสวยสุขและทุกข์
เพราะเหตุที่อิศวรเนรมิตให้ ตถาคตก็ต้องน่าสรรเสริญ ถ้าหมู่สัตว์ย่อมเสวยสุข
และทุกข์ เพราะเหตุที่มีความบังเอิญ ตถาคตต้องน่าสรรเสริญ ถ้าหมู่สัตว์ไม่ใช่
เสวยสุขและทุกข์ เพราะเหตุที่มีความบังเอิญ ตถาคตก็ต้องน่าสรรเสริญ ถ้า
หมู่สัตว์ย่อมเสวยสุขและทุกข์ เพราะเหตุแห่งอภิชาติ ตถาคตต้องน่าสรรเสริญ
ถ้าหมู่สัตว์ไม่ใช่เสวยสุขและทุกข์ เพราะเหตุแห่งอภิชาติ ตถาคตก็ต้องน่า
สรรเสริญ ถ้าหมู่สัตว์ย่อมเสวยสุขและทุกข์ เพราะเหตุแห่งความพยายามใน
ปัจจุบัน ตถาคตต้องน่าสรรเสริญ ถ้าหมู่สัตว์ไม่ใช่เสวยสุขและทุกข์ เพราะเหตุ
แห่งความพยายามในปัจจุบัน ตถาคตก็ต้องน่าสรรเสริญ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคต
มีวาทะอย่างนี้ วาทะ ๑๐ ประการ อันชอบด้วยเหตุของตถาคตผู้มีวาทะอย่างนี้
จึงถึงฐานะควรสรรเสริญ ฯ
      พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นต่างชื่นชมยินดี
พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล ฯ
                       จบ เทวทหสูตร ที่ ๑

==============================================
==============================================
พระไตรปิฎก เล่มที่ 14
                         ------------
                    ๖. มหากัมมวิภังคสูตร (๑๓๖)
...
[๖๑๑] ดูกรอานนท์ ในสมณะหรือพราหมณ์ ๔ จำพวกนั้น เราไม่
อนุมัติวาทะของสมณะหรือพราหมณ์ที่กล่าวอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ เป็นอันว่า กรรมดี
ไม่มี วิบากของสุจริตไม่มี แต่วาทะของเขาที่กล่าวอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าได้เห็นบุคคล
โน้น ผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต ฯลฯ มีความเห็นชอบในโลกนี้ และผู้นั้นตายไป
แล้วเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ข้าพเจ้าก็เห็น นี้เราอนุมัติ ส่วนวาทะ
ของเขาที่กล่าวอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ เป็นอันว่า ผู้ใดเว้นขาดจากปาณาติบาต ฯลฯ
มีความเห็นชอบ ผู้นั้นทุกคนตายไปแล้วย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก นี้
เรายังไม่อนุมัติ แม้วาทะของเขาที่กล่าวอย่างนี้ว่า ชนเหล่าใดรู้อย่างนี้ ชนเหล่า
นั้นชื่อว่ารู้ชอบ ชนเหล่าใดรู้โดยประการอื่น ความรู้ของชนเหล่านั้นผิด นี้เราก็
ยังไม่อนุมัติ แม้วาทะของเขาที่พูดปักลงไปถึงเรื่องที่เขารู้เอง เห็นเอง ทราบเอง
นั้นแหละ ในที่นั้นๆ ตามกำลังและความแน่ใจว่านี้เท่านั้นจริง อื่นเปล่า นี้เราก็
ยังไม่อนุมัติ นั่นเพราะเหตุไร ดูกรอานนท์ เพราะตถาคตมีญาณในมหากัมมวิภังค์
เป็นอย่างอื่น ฯ
      [๖๑๒] ดูกรอานนท์ ในบุคคล ๔ จำพวกนั้น บุคคลที่เป็นผู้มักทำชีวิต
สัตว์ให้ตกล่วง ฯลฯ มีความเห็นผิดในโลกนี้ ตายไปแล้ว เข้าถึงอบาย ทุคติ
วินิบาต นรก นี้ เป็นอันว่า เขาทำกรรมชั่วที่ให้ผลเป็นทุกข์ไว้ในกาลก่อน หรือ
ในกาลภายหลัง หรือว่ามีมิจฉาทิฐิพรั่งพร้อม สมาทานแล้วในเวลาจะตาย เพราะ
ฉะนั้น เขาตายไป จึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ก็แหละบุคคลที่เป็นผู้
มักทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง ฯลฯ มีความเห็นผิดในโลกนี้นั้น เขาย่อมเสวยวิบาก
ของกรรมนั้นในชาตินี้ หรือในชาติหน้า หรือในชาติต่อไป ฯ
      [๖๑๓] ดูกรอานนท์ ในบุคคล ๔ จำพวกนั้น บุคคลที่เป็นผู้มักทำชีวิต
สัตว์ให้ตกล่วง ฯลฯ มีความเห็นผิดในโลกนี้ ตายไปแล้ว เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
นี้ เป็นอันว่า เขาทำกรรมดีที่ให้ผลเป็นสุขไว้ในกาลก่อนๆ หรือในกาลภายหลัง
หรือว่ามีสัมมาทิฐิพรั่งพร้อม สมาทานแล้วในเวลาจะตาย เพราะฉะนั้น เขาตาย
ไปจึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ก็แหละบุคคลที่เป็นผู้มักทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง ฯลฯ
มีความเห็นผิดในโลกนี้นั้น เขาย่อมเสวยวิบากของกรรมนั้นในชาตินี้ หรือในชาติ
หน้า หรือในชาติต่อไป ฯ
      [๖๑๔] ดูกรอานนท์ ในบุคคล ๔ จำพวกนั้น บุคคลที่เว้นขาดจาก
ปาณาติบาต ฯลฯ มีความเห็นชอบในโลกนี้ ตายไปแล้ว เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
นี้ เป็นอันว่า เขาทำกรรมดีที่ให้ผลเป็นสุขไว้ในกาลก่อนๆ หรือในกาลภายหลัง
หรือว่ามีสัมมาทิฐิพรั่งพร้อม สมาทานแล้วในเวลาจะตาย เพราะฉะนั้น เขาตาย
ไป จึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ก็แหละบุคคลที่เว้นขาดจากปาณาติบาต ฯลฯ มี
ความเห็นชอบในโลกนี้นั้น เขาย่อมเสวยวิบากของกรรมนั้นในชาตินี้ หรือในชาติ
หน้า หรือในชาติต่อไป ฯ
      [๖๑๕] ดูกรอานนท์ ในบุคคล ๔ จำพวกนั้น บุคคลที่เว้นขาดจาก
ปาณาติบาต ฯลฯ มีความเห็นชอบในโลกนี้ ตายไปแล้ว เข้าถึงอบาย ทุคติ
วินิบาต นรก นี้ เป็นอันว่า เขาทำกรรมชั่วที่ให้ผลเป็นทุกข์ไว้ในกาลก่อนๆ หรือ
ในกาลภายหลัง หรือว่ามีมิจฉาทิฐิพรั่งพร้อม สมาทานแล้วในเวลาจะตาย เพราะ
ฉะนั้น เขาตายไปจึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ก็แหละบุคคลที่เว้นขาด
จากปาณาติบาต ฯลฯ มีความเห็นชอบในโลกนี้นั้น เขาย่อมเสวยวิบาก ของกรรม
นั้นในชาตินี้ หรือในชาติหน้า หรือในชาติต่อไป ฯ
      [๖๑๖] ดูกรอานนท์ ด้วยประการนี้แล กรรมไม่ควร ส่องให้เห็นว่า
ไม่ควรก็มี ให้เห็นว่าควรก็มี และกรรมที่ควรแท้ๆ ส่องให้เห็นว่าควรก็มี ให้เห็น
ว่าไม่ควรก็มี ฯ
      พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว ท่านพระอานนท์จึงชื่นชมยินดี
พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล ฯ
                     จบ มหากัมมวิภังคสูตร ที่ ๖

==========================

สรุปคร่าวๆ ไม่แน่ใจว่าถูกหรือเปล่าครับ
.....
เพราะเรามีกรรมเก่ามากมาย
และกรรมจากปัจจุบันมากมาย
ซึ่งล้วนก็ผมมีส่วนส่งผลด้วยกันทั้งสิ้นก่อนหลังสลับกันไปได้
แล้วแต่ประเภทการกระทำว่าส่งผลเร็วหรือช้า วันนี้หรืออีกหลายชาติ
และไม่ทราบเวลาจะตอบสนองที่แท้จริง ไม่สามารถระบุได้ชัด โดยบุคคลทั่วไป
เพราะเรายังไม่มีญาณทัศนะที่ชัดเจน ไม่อาจระบุได้ว่า
กรรมใดมาก่อนมาหลัง อันใดเป็นเหตุเป็นผล ของกันและกัน
กรรมนั้นห้ามกันไม่ได้มาช้ามาก่อนเมื่อไร เราก็ไม่รู้
การกระทำความเชื่อและความพยายามในสิ่งต่างๆ ย่อมมีผล
มีบางสิ่งเมื่อทำให้ครบ สำเร็จแล้วไม่ต้องทำต่อ เช่นนายช่างทำธนู
เมื่อทำเสร็จแล้วก็ไม่ต้องทำต่อเรื่อยๆไป เช่น การทำนิพพานให้แจ้ง
เป็นกิจที่เมื่อทำเสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นยิ่งกว่า ไม่มีกิจอื่นติดค้าง

จึงไม่ควรพยากรณ์ ว่า เมื่อไรที่เขาผู้นั้นจะได้รับกรรม ทันทีหรือไม่
เพราะกรรมเก่านั้นมากมายนัก

 จากคุณ : yoyo [ 15 ม.ค. 2547 / 02:18:59 น. ]
     [ IP Address : 203.118.85.67 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (JaY)

1   พวกมิจฉาทิฏฐิต้องลงนรกอย่างเดียวเลยใช่ไหมครับ

ลองเข้าใจความหมายของมิจฉาทิฐิดูนะครับ
http://www.dharma-gateway.com/dhamma/misc-sin_path_10_10.htm

คือการที่มีมิจฉาทิฐิมันมีหลายระดับอ่ะนะครับ
นัตถิกทิฏฐิ อเหตุกทิฏฐิ อกริยาทิฏฐิ . 
ทั้งหมดนี้มีอบายภูมิเป็นที่ไปแน่นนอน       แต่ก็ใช่ว่าจะต้องไปอบายภูมิ
ในภพชาติหน้าที่ต่อจากภพชาตินี้๑๐๐percentนะครับ    
อาจจะยังรอให้ผลอีกภพหลายๆชาติก็ได้      ต้องขึ้นอยู่กับระดับความหนักเบาของมิจฉาทิฐินั้นๆด้วย
====================================

2   กรรมที่หนักกว่าอนันตริยกรรมก็คือ "มิจฉาทิฏฐิ"  จริงหรือ

ผมเองก็เคยได้ยินครับว่า "มิจฉาทิฐินั้นมีโทษมากกว่าอนันตริยกรรม"  ครับ
---อยากให้ผู้รู้แสดงพระสูตร     หรือไม่ก็  ความเห็นของชั้น อรรถกาจารย์ ที่ได้แสดงไว้แล้วนั้นด้วยคับ

=======================================

3  พวกมิจฉาทิฏฐิเวลาลงไปในนรกแล้ว  พวกเขาจะรู้หรือเปล่าครับว่าสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน ?
 
การสอนเข้าถึงจิตสำนึกนั้นยากนะฮะ      ส่วนใหญ่กลัวเข็ญขยาดมากกว่า
เข้าถึงจิตสำนึกครับ
ยกตัวอย่างเช่น.........นักเรียนทุกคนรู้แล้วว่าลืมทำการบ้านโดนตี     แต่ก็มีคนลืมทำการบ้านอยู่ดี   ไม่ว่าครูคนไหนเฆี่ยนแรงก็ตาม

 จากคุณ : JaY [ 15 ม.ค. 2547 / 03:09:43 น. ]
     [ IP Address : 10.21.3.80 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (เฉลิมศักดิ์)

จาก  สารานุกรม  ซีดี พระไตรปิฏก ฉบับ ธรรมทาน
-----------------------------------------------------------------------------
มิจฉาทิฏฐิ, ความเห็นผิด,ความเห็นผิดจากคลองธรรม
        เจตนาชื่อว่า มิจฉาทิฏฐิ เพราะเห็นผิดโดยไม่มีการถือเอาตามความเป็นจริง. มิจฉาทิฏฐินั้น มีลักษณะเห็นผิด โดยนัยมีอาทิว่า ทานที่ให้แล้ว ไม่มีผล.
        มิจฉาทิฏฐินั้น มีองค์ประกอบ ๒ ประการ คือ
การที่เรื่องผิดไปจากอาการที่ยึดถือ ๑ [เรื่องที่เห็นนั้นเป็นเรื่องที่ผิด]การปรากฏขึ้นแห่งเรื่องนั้น โดยความไม่เป็นจริงตามที่ยึดถือ ๑.[ยึดหลักเห็นผิดนั้น ได้ปักใจเชื่อและเห็นตามนั้น]
        เรื่องมิจฉาทิฏฐิเป็นอกุศลกรรมบถ  ที่เป็นตัวนำทางชีวิตไปสู่ความมืดมน   เพราะคนที่ยึดมั่นในสิ่งที่ผิด   ย่อมหลงไปเข้ารีตเดียรถีย์      หลงเชื่อลัทธินอกพระพุทธศาสนา      หลงบิดเบือนคำสอนทางพุทธศาสนา  หลงเอาคำสอนบางส่วนในพุทธศาสนาไปแอบอ้างว่า เป็นคำสอนของศาสนาอื่น    หลงเอาคำเรียกพระสงฆ์ในพุทธศาสนา      ไปเรียกนักเผยแพร่ในศาสนาอื่น  เพื่อให้เกิดความสับสน   หลอกลวงประชาชนให้เข้าใจผิด  แล้วนำประเพณีของลัทธิต่าง ๆ เหล่านั้นเข้าครอบงำพุทธองค์ได้แยกทิฏฐิต่างๆ รวม ๖๒ อย่าง เป็นประเภทใหญ่ ๆ   ๓ ประเภทด้วยกัน คือ
        ๑.  นิตยมิจฉาทิฏฐิ เป็นทิฏฐิที่ร้ายแรงมากมี  ๓ อย่าง คือ 
        ๑.๑. อเหตุกทิฏฐิ  คือมีความเห็นว่า   ทานที่ให้แล้วไม่มีผล  ยัญที่บูชาแล้วไม่มีผล  บุญบาปไม่มี   จะดีหรือชั่ว ก็เป็นไปเอง ไม่มีเหตุ  ไม่มีปัจจัย   เมื่อเห็นเช่นนี้แล้ว จึงไม่ทำเหตุให้ดี เช่นไม่ทำบุญกุศล, ไม่ขวนขวายให้ตนหลุดออกจากวัฏฏะทุกข์นี้  เช่น อริฏฐะภิกษุและกัณฏกภิกษุ  เป็นต้น  เขาก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ ชนิดดิ่งทีเดียว  ห้ามทางสวรรค์  ทางพระนิพพาน.   สัตว์นี้เป็นผู้เฝ้าแผ่นดิน  ชื่อว่า  เป็นตอแห่งวัฏฏะ.
        ผู้มีความเห็นผิดเช่นนี้เพราะ ถือว่า ตัวตนมีอยู่ เพราะถือมั่นในรูปนั้น เพราะยึดมั่นรูปนั้น  จึงมีความเห็นผิดเช่นนั้น
        ๑.๒. อกิริยทิฏฐิ คือ มีความเห็นว่า กรรมไม่มีจริง ไม่มีผลของกรรม    บาปที่มีการทำเช่นนั้นเช่นนี้       ย่อมไม่มีแก่เขา    หรือมาถึงเขา   บุญที่มีการทำเช่นนั้นเช่นนี้   ย่อมไม่มีแก่เขา หรือมาถึงเขา  เพราะเป็นเรื่องธรรมชาติที่นำเรามาเกิดและเมื่อมีชีวิตอยู่  ก็ดิ้นรนหากินกันไป  ทำอะไรก็ได้ให้ตนสบายโดยไม่ต้องสนใจใครทั้งสิ้น  เมื่อแก่ชราก็ตายไปตามธรรมชาติ ผู้มีความเห็นผิดนี้จึงไม่กลัวบาป  ไม่มีหิริโอตตัปปะ  กล้าทำความชั่วได้ทุกอย่าง
        ผู้มีความเห็นผิดเช่นนี้เพราะเข้าใจผิดว่า ตัวตนมีอยู่ และถือมั่นในรูปนั้น  และยึดมั่นรูปนั้น  จึงมีความเห็นผิดเช่นนั้น
        ๑.๓. นัตถิกทิฏฐิ คือมีความเห็นว่า ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีทำชั่วไม่มี ทำดีไม่ได้ดี ทำชั่วไม่ได้ชั่ว โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี มารดาไม่มี บิดาไม่มี  สมณพราหมณ์ผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ กระทำโลกนี้และโลกหน้าให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งแล้ว สอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง ไม่มีในโลก คนเรานี้เป็นแต่ประชุมมหาภูตรูปทั้ง ๔เมื่อใด ทำกาลกิริยา      เมื่อนั้น ธาตุดิน  ธาตุน้ำ  ธาตุไฟ  ธาตุลม อินทรีย์ทั้งหลายย่อมเลื่อนลอยไปในอากาศ   เพราะกายสลาย ทั้งพวกคนพาล ทั้งบัณฑิตย่อมขาดสูญ พินาศสิ้น หลังจากตายไปย่อมไม่มี.
        ผู้มีความเห็นผิดนี้จึงไม่กลัวบาป  ไม่มีหิริโอตตัปปะ  กล้าทำความชั่วได้ทุกอย่าง.
        ผู้มีความเห็นผิดเช่นนี้เพราะเข้าใจผิดว่า ตัวตนมีอยู่ และถือมั่นในรูปนั้น  และยึดมั่นรูปนั้น  จึงมีความเห็นผิดเช่นนั้น
        ทิฏฐินี้มักเป็นของพวกอาจารย์หัวรุนแรง  แม้จะบอกกล่าว แนะนำอย่างไรก็ไม่ได้ผล     อีกทั้ง อาจโต้ตอบด้วยความรุนแรง โดยไม่คำนึงถึงสิ่งใด  นอกจากตนเอง.
        อเหตุกทิฏฐิ, อกิริยทิฏฐิ, นัตถิกทิฏฐิ  ทิฎฐินี้ห้ามสวรรค์ ,ห้ามมรรค หรือเรียกว่า มัคคาวรณ์  ห้ามมรรคห้ามผล  หรือเป็นโมกขาวรณ์  ห้ามนิพพาน    เป็นสัคคาวรณ์ ห้ามสวรรค์
         โทษทั้งหลายมีมิจฉาทิฏฐิเป็นอย่างยิ่ง           โดยเฉพาะ นิตยมิจฉาทิฏฐิ  ท่านยกตัวอย่างเช่น
         อนันตริยกรรม ๕  ซึ่งถือว่าเป็นกรรมหนักมากมีโทษมากแม้กระนั้น ก็ยังมีโทษและกรรมหนักสู้มิจฉาทิฏฐิ ไม่ได้  หาก ถามว่าเพราะอะไร   ตอบว่า  เพราะอนันตริยกรรม ๕  นั้น  มี เขตกำหนดหรือมีกำหนดของโทษนั้น ถึงแม้ว่าอนันตริยกรรม ๔+๑= ๕ อย่าง จะทำให้เกิดในนรก  หรือสังฆเภทก็เป็นกรรม ตั้งอยู่ในนรกชั่วกัปเท่านั้น.    
         แต่นิยตมิจฉาทิฏฐิคือ  ความเห็นผิดอันดิ่ง  ไม่มีเขตกำหนด เป็นรากเหง้าของวัฏฏะ การหลุดออกจากวัฏฏะย่อมไม่มีสำหรับ บุคคลผู้มีมิจฉาทิฐิเหล่านี้   แม้คราวกัปพินาศเมื่อมหาชนไปเกิด ในพรหมโลก    แต่บุคคลผู้มีนิยตมิจฉาทิฏฐิก็ไม่สามารถไปเกิด ในพรหมโลกได้   แต่ต้องถูกไฟไหม้อยู่ในโอกาสแห่งหนึ่ง  ใน อากาศซึ่งเป็นไฟยิ่งกว่าไฟในมหานรกเสียอีก.
         ท่านอุปมาว่า  ก้อนหินแม้เล็กขนาดเท่าถั่วเขียวโยนลงไป ในน้ำ  ชื่อว่าจะลอยอยู่ข้างบน ย่อมไม่มี  ย่อมจมลงไปข้างล่าง อย่างเดียว ฉันนั้น.       
         ๒. อันตคาหิกทิฏฐิ คือทิฏฐิที่ดิ่งรองมาจากนิตยมิจฉาทิฏฐิผู้มีทิฏฐิประเภทนี้   ไม่มีทางที่จะบรรลุมรรคผลนิพพานได้เลยแต่ถ้าทำความดีอื่นๆไว้  ก็สามารถไปเกิดบนสวรรค์ได้  ทิฏฐินี้คือความเห็นผิดที่ยึดถือเอาที่จุดสุดโต่งทั้งสองด้าน อย่างใดอย่างหนึ่ง  ซึ่งมีอยู่ ๑๐ อย่างคือ
        ๑. เห็นว่าโลกเที่ยง  ...  ๒. โลกไม่เที่ยง ...  ๓. โลกมีที่สุด ... 
        ๔.โลกไม่มีที่สุด  ...      ๕. ชีพอันนั้น  สรีระก็อันนั้น  ... 
        ๖. ชีพอย่างหนึ่ง สรีระก็อย่างหนึ่ง  ... 
        ๗. สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ ...
        ๘. สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปไม่มีอยู่ ...
        ๙.  สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มี ไม่มีอยู่ก็มี ...
        ๑๐.สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็หามิได้ ไม่มีอยู่ก็หามิได้
        อันตคาหิกทิฏฐิ  มีวัตถุ ๑๐  ห้ามมรรค แต่ไม่ห้ามสวรรค์.
        อรรถกถาจารย์บางท่านกล่าวว่า   อันตคาหิกทิฎฐิ  หรือสักกายทิฏฐิ    ซึ่งเป็นมิจฉาทิฏฐิชื่อว่า  ไม่สามารถนำไปสู่สวรรค์ หรือเจริญมรรคได้เลย.   
        มิจฉาทิฏฐินั้น ชื่อว่ามีโทษน้อยและมีโทษมากเหมือนสัมผัปปลาปะ.
        อีกอย่างหนึ่ง มิจฉาทิฏฐิที่ไม่แน่นอน (ยังไม่ดิ่ง) ชื่อว่ามีโทษน้อย   ที่แน่นอน (ดิ่ง) ชื่อว่ามีโทษมาก.
# องฺ.อ. ๑/๒/๑๘๕-๑๘๖,๑๙๔-๑๙๕; ม.อ. ๑/๑/๕๕๔-๕๕๕

 จากคุณ : เฉลิมศักดิ์ [ 15 ม.ค. 2547 / 05:13:58 น. ]
     [ IP Address : 203.113.81.169 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (เฉลิมศักดิ์)

บางส่วนจากหนังสือ  อันตรายร้ายแรงที่เกิดจากความเห็นผิด   ของ อาจารย์บุญมี  เมธางกูร

----------------------------------------------------------------
                               ในครั้งพุทธกาล  มีอาจารย์ที่เรียกว่า "เดียรถีย์"  (ผู้ข้ามไม่ถูกท่า) ก็ตกอยู่ในฐานะมีความเห็นผิดทั้ง  ๓   ประการนี้  ได้แก่
                   อาจารย์อชิตตเกสกัมพล  มีความเห็นผิดชนิดที่เป็น นัตถิกทิฏฐิ เห็นว่าการเวียนว่ายตายเกิดไม่มี
                   อาจารย์มักขลิโคศาล  มีความเห็นผิดชนิดที่เป็น  อเหตุกทิฏฐิ เห็นว่าสัตว์ทั้งหลายเป็นไปโดยมิได้อาศัยเหตุ
                   อาจารย์ปูรณกัสสป  มีความเห็นผิดชนิดที่เป็น อกิริยทิฏฐิ  เห็นว่าการกระทำทั้งหลายไม่สำเร็จเป็นบุญหรือเป็นบาปได้
                   บุคคลผู้มีความเห็นผิดชั้นอาจารย์  ย่อมมีความเห็นผิดที่หนักแน่นมากที่สุด  และบรรดาศิษย์ทั้งหลายก็หนักแน่นมากบ้างน้อยบ้างรองๆ กันลงมา   บรรดาอาจารย์และศิษย์ทั้งหลายผู้ไม่เปลี่ยนใจเหล่านี้จะหลีกหนี  นรก  ไปไม่พ้นอย่างแน่นอนภายหลังจากจุติ  คือดับหรือตายโดยไม่มีอะไรมาคั่น
                  แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะได้ทรงทรมานอาจารย์เหล่านี้ด้วยวิธีการต่างๆเพื่อจะได้ละ  ได้ถอนความเห็นที่แสนร้ายนี้  ออกไปจากจิตใจเสียแต่อาจารย์เหล่านี้ก็รับไม่ได้   ยกเว้นศิษย์ของอาจารย์เหล่านี้บางคนที่มีความเห็นผิดยังไม่เข้าขั้นหนักรุนแรง
                 บรรดาบุคคลผู้มีความเห็นผิดดังกล่าวนี้  นอกจากจะไม่มีหนทางเดินไปสู่ความพ้นทุกข์  เพราะขาดปัญญาในปัญหาของชีวิตแล้ว  ยังขึ้นๆลงๆ นรก ดังได้กล่าวมาแล้วอีก  อาจจะมากครั้งทีเดียว  จึงถือว่ามีโทษร้ายยิ่งกว่า  อนันตริยกรรม  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ในอังคุตตรพระบาลีว่า 
                 " ปรมานิ  ภิกฺขเว  วชฺชานิ" แปลความว่า  " ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ความเห็นผิดชนิดที่เป็นนิยตมิจฉาทิฏฐินี้มีโทษอันยิ่งใหญ่ที่สุด"
----------------------------------------------------------------
ประวัติอาจารย์บุญมี  เมธางกูรhttp://www.abhidhamonline.org/Ajan/BM.files/BM.htm

 จากคุณ : เฉลิมศักดิ์ [ 15 ม.ค. 2547 / 05:38:50 น. ]
     [ IP Address : 203.113.81.169 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (เฉลิมศักดิ์)

ต่อครับ
--------------------------------------------------------------------
แม้ว่าอนันตริยกรรมที่หนักที่สุด  เช่น ฆ่าพ่อ หรือ ฆ่าแม่ เป็นต้น อนันตริยกรรมจะนำไปเกิดในนรกแล้ว  กลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกเป็นต้น  ก็คงจะไม่ได้ทำอนันตริยกรรมซ้ำๆอีก  แต่ความเห็นผิดนั้นยากนักที่จะเปลี่ยนความคิดให้เป็นเห็นถูกได้   แม้จะเกิดเป็นมนุษย์หรือเกิดเป็นเทวดา  ความเห็นผิดก็ยังติดตามตัวไป  ดังนั้น  จึงขึ้นๆลงๆ นรก ครั้งแล้วครั้งเล่าจึงน่ากลัวอย่างจะสุดพรรณา
               สมัยหนึ่ง พราหมณ์ผู้หนึ่งได้เข้ามาเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  แล้วถามปัญหาเรื่องกรรม เรื่องการตายการเกิดเป็นสัตว์ในภพภูมิต่างๆ เช่น เป็นผีสางเทวดาได้  เป็นต้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงหลับพระเนตรเสียไม่ตอบ พราหมณ์ถามอยู่หลายครั้งไม่ได้รับคำตอบ  จึงได้หลีกไป  พระอานนท์จึงได้ถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า  คำถามก็ดีๆทั้งสิ้น เหตุใดพระองค์จึงไม่ตอบเขา  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสว่า  อานนท์เธอยังไม่รู้ว่าพราหมณ์ผู้นี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ ที่มีกำลังความเห็นผิดเหนียวแน่นมาก  ผ่านนรกมาหลายชาติแล้ว  ที่เข้ามาถามวันนี้ ก็มิได้ปรารถนาจะมาหาความรู้  หากแต่ต้องการจะมาโต้คารมแสดงความคิดเห็น   จะได้ไปโอ้อวดกับคนทั้งหลายว่า  ได้มาโต้กับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว  ต้องการสร้างพยานหลักฐานเพื่อจะให้คนทั้งหลายเชื่อในความคิดเห็นผิดๆ ของตน

 จากคุณ : เฉลิมศักดิ์ [ 15 ม.ค. 2547 / 05:57:11 น. ]
     [ IP Address : 203.113.81.169 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (z)

1. พวกมิจฉาทิฏฐิต้องลงนรกอย่างเดียวเลยใช่ไหมครับ
ไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับว่า เวลาตายคิดเรื่องใดอยู่
ทำดีตอนตายคิดเรื่องดี ไปสวรรค์
ทำไม่ดีตอนตายคิดเรื่องดี ไปสวรรค์
ทำดีตอนตายคิดไม่ดี ไปนรก
ทำไม่ดีตอนตายคิดไม่ดี ไปนรก

แต่ไปแล้วอยู่ได้นานไม่นานแล้วแต่บุญและบาป

2   กรรมที่หนักกว่าอนันตริยกรรมก็คือ "มิจฉาทิฏฐิ"  จริงหรือครับ
มิจฉาทิฏฐิ คือ ความเห็นผิดไปจาก อริยสัจ 4 อวิชชา กฎแห่งกรรม มรรค 8
มิจฉาทิฏฐิ จึง มีความหมายที่กว้างมาก
อนันตริยกรรม คือกรรมหนักที่ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าไม่สามารถที่จะทำให้ผู้นั้นบรรลุธรรมได้
อาจกล่าวได้ว่า อนันตริยกรรมก็อยู่ใน มิจฉาทิฏฐิ นั้นเอง แต่ว่าอนันตริยกรรมนั้นผู้กระทำไม่อาจบรรลุธรรมได้ในชาตินี้

ไม่ว่าอนันตริยกรรม หรือ มิจฉาทิฏฐิ ก็ล้วนเปลี่ยนแปลงได้ ไม่แน่นอน เช่น
อนันตริยกรรมของพระโมคคัลลานะในอดีต ท่างก็สามารถบรรลุอรหันต์ได้ในชาติสุดท้าย
มิจฉาทิฏฐิ ก็ได้แก่มิจฉาทิฏฐิของปุถุชนทั้งหลายก่อนที่จะได้ธรรมะจากพระพุทธเจ้า ก็เปลี่ยนเป็น สัมมาทิฏฐิได้

3  พวกมิจฉาทิฏฐิเวลาลงไปในนรกแล้ว  พวกเขาจะรู้หรือเปล่าครับว่าสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน เช่น เรื่องกฏแห่งกรรม 9ล9  เป็นเรื่องจริง  
อันนี้ต้องตอบว่า เขายอมรู้แน่นอน

 จากคุณ : z [ 15 ม.ค. 2547 / 12:29:02 น. ]
     [ IP Address : 210.86.208.72 ]


 ความคิดเห็นที่ 13 : (JaY)

ขอบคุณครับคุณเฉลิมศักดิ์
และอนุโมทนาด้วยครับ

 จากคุณ : JaY [ 15 ม.ค. 2547 / 13:08:34 น. ]
     [ IP Address : 210.86.128.34 ]


 ความคิดเห็นที่ 14 : (เฉลิมศักดิ์)

บางส่วนจากหนังสือ  อันตรายร้ายแรงที่เกิดจากความเห็นผิด   ของ อาจารย์บุญมี  เมธางกูร
------------------------------------------------------------------
                ความเห็นผิดชนิดที่ล่วงอกุศลกรรมบทคือ นิยตมิจฉาทิฏฐิ  ๓  นั้นมีกำลังของการให้ผลมากจริงๆ  ผู้ที่มิได้ศึกษาจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  และมิได้มีความคิดพิจารณาในปัญหาของชีวิตให้ลึกซึ้งแล้วจะเข้าถึงความจริงของการให้ผลไม่ได้  เป็นเรื่องที่น่าหวั่นไหวเกรงอันตรายที่ร้ายแรงนี้เหลือเกิน   เพราะความเห็นผิดที่ฝังลึกอยู่ในจิตใจ  มันจะแสดงออกไปซึ่งความเห็นผิดนั้นอยู่เสมอในแต่ละชาติที่เกิดขึ้นมา   ผลร้ายแรงที่จะได้รับจึงได้เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า  คือตกนรกบ่อยครั้งจนจะมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นกับชีวิตแล้วจึงจะค่อยๆเปลี่ยนแปลงกลับเป็นตรงกันข้ามได้        เช่น   เกิดเป็นมนุษย์แล้ว   เพราะความยากจนมากจึงมัวยุ่งแต่การทำมาหากิน  หรือเจ็บป่วยมากอยู่เสมอ   มัวแต่ยุ่งเรื่องการรักษาพยาบาลตัวเอง  หรือมีเรื่องเศร้าหมองเร่าร้อนอยู่ไม่สร่างซาจนไม่มีเวลาที่จะครุ่นคิดถึงปัญหาชีวิตอันลึกซึ้งที่ตนมีความเห็นผิดติดมา   และเมื่อได้พบบัณฑิตย์ที่มีความสามารถเสนอความรู้ให้  ทั้งได้เกิดมาหลายชาติมิได้แสดงความเห็นผิดมากมายออกไป  และกุศลของตนเพิ่มขึ้นจึงได้มีโอกาสเปลี่ยนความคิดเสียใหม่
                   เปรียบเหมือนเสือโคร่งหนุ่มฉกรรจ์ย่อมจะหยิ่งผยองในศักดิ์ศรีของตน    เพราะในป่าอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้มิได้มีผู้ใดที่จะมีความเก่งกาจหรือมีความสามารถเท่าตนได้   จึงยืนผงาดวาดลวดลายว่าข้านี้เป็นผู้ยิ่งใหญ่ให้สัตว์ทั้งหลายเกรงขาม
                  ครั้นในบั้นปลายของชีวิต    เมื่อความชราได้เข้ามาเยือนจึงได้มีความรู้สึกสำนึกตัวว่าจะยิ่งใหญ่ต่อไปไม่ได้เสียแล้ว   เพราะเขี้ยวอันแหลมคมราวกับเหล็กกล้าภายในปากนั้น  บัดนี้ก็ได้หลุดถอน   เล็บทุกเล็บอันทรงพลังก็โยกคลอน  แม้ร่างกายก็อ่อนแอลงไปแล้วจะจับสัตว์ใหญ่กินได้อย่างไร  และจะวิ่งตามสัตว์เล็กก็ไม่ไหว   แล้วจะยืนผงาดโอ้อวดความยิ่งใหญ่อยู่ได้หรือ  ด้วยเหตุนี้เองเพื่อจะยังชีวิตของตนให้คงอยู่ต่อไป  จึงต้องค่อยๆย่องตามเสือหนุ่มสาวกัดกินสัตว์ทิ้งไว้แล้วไปนอนเฝ้าคอยอยู่ตามสุมทุมพุ่มไม้เพื่อจะได้กินในมื้อต่อไป  เสือแก่ก็จะย่องเข้ามากินเศษอาหารที่ทิ้งไว้  ถ้าเสือหนุ่มสาวกระโชกเข้ามาขับไล่   ก็ถอยหลบไป  ถ้าเสือหนุ่มสาวเผลอหรือนอนหลับ    ก็จะย่องเข้าไปแทะกินใหม่    พอให้ชีวิตรอดไปได้วันหนึ่งๆจนกว่าจะตายลงไป

 จากคุณ : เฉลิมศักดิ์ [ 16 ม.ค. 2547 / 05:09:16 น. ]
     [ IP Address : 203.113.81.169 ]


 ความคิดเห็นที่ 15 : (เฉลิมศักดิ์)

พูดถึงเรื่อง  นรกแล้ว  ก็ขอนำคำอธิบายจาก พระอภิธัมมัตถสังคหะ  ปริเฉทที่ ๕  วิถีวิมุตตสังคหวิภาคhttp://aphidham.mcu.ac.th/
---------------------------------------------------------------------------------
                                                     ๑. ภูมิของสัตว์นรก
            นรก หมายความว่า เดือดร้อน ไม่มีความสุข เพราะต้องถูกทรมานอยู่เป็นนิจ ภูมิของสัตว์นรกนี้ชื่อ นิรยภูมิ เป็นภูมิที่สัตว์ต้องถูกทรมานจนหาความสุขไม่ได้เลย นรกขุมใหญ่ ๆ เรียกว่า มหานรก นั้น มี ๘ ขุม คือ
๑. สัญชีวะนรก เป็นที่อยู่ของสัตว์ที่ต้องถูกประหารด้วยดาบฟาดฟันให้ตาย แล้วก็กลับเป็นขึ้นมาอีก และถูกฟันให้ตายอีก เป็นเช่นนี้ตลอดเวลา
๒. กาฬสุตตะนรก เป็นที่อยู่ของสัตว์ที่ต้องถูกตีเส้น ด้วยเชือกดำทำด้วย เหล็กแล้วก็ถาก หรือตัดออกด้วยเครื่องประหารมีขวาน มีด เลื่อยเป็นต้น อยู่เสมอ
๓. สังฆาตะนรก เป็นที่อยู่ของสัตว์ที่ถูกภูเขาเหล็กที่สูงใหญ่ มีเปลวไฟอัน ลุกโพลง บดให้ละเอียดเป็นจุณไป
๔. โรรุวนรก บ้างก็เรียกว่า จูฬโรรุวะนรก หรือธูมะโรรุวะนรก เป็นที่อยู่ของ สัตว์ที่ต้องถูกทรมานด้วยควันไฟ ให้เข้าไปสู่ทวารทั้ง ๙ ทำให้ร้องด้วยเสียงอันดัง
๕. มหาโรรุวะนรก บางทีก็เรียกว่า ชาลโรรุวนรก เป็นที่อยู่ของสัตว์ที่ต้อง ถูกไฟเผาตามทวารทั้ง ๙ ทำให้ต้องร้องครวญครางด้วยเสียงอันดังมาก
--------------------------------------------------------------------------------
หน้า ๕

๖. ตาปนนรก บางทีก็เรียกว่า จูฬตาปนะนรก เป็นที่อยู่ของสัตว์ที่ต้องถูก ตรึงด้วยหลาวเหล็กอันร้อนแดง และถูกไฟเผาอีกด้วย
๗. มหาตาปนะนรก บางทีก็เรียกว่า ปตาปนะนรก เป็นที่อยู่ของสัตว์ที่ต้อง ไต่ขึ้นไปบนภูเขาเหล็กที่กำลังร้อนแดง แล้วตกลงไปสู่หลาวที่อยู่ข้างล่าง ทั้งถูกไฟเผาอีกด้วย
๘. อเวจีนรก บางทีก็เรียก อวีจินรก เป็นที่อยู่ของสัตว์ที่ต้องถูกตรึงอยู่ด้วย หลาวเหล็กอันร้อนแดงทั้ง ๔ ด้าน และต้องถูกไฟเผาอยู่ตลอดเวลาอีกด้วย

มหานรกทั้ง ๘ ขุมนี้แต่ละขุมตั้งอยู่ห่างกัน ๑๕,๐๐๐ โยชน์ และแต่ละขุมก็มี ประตูทั้ง ๔ ทิศ ทิศละ ๑ ประตู รวม ๘ ขุมเป็น ๓๒ ประตูแต่ละประตูมีพระยา ยมราชประจำอยู่ประตูละ ๑ จึงมีพระยายมราช รวม ๓๒เมื่อสัตว์นรกได้เสวยทุกข์อยู่ในมหานรกตามควรแก่กรรมแล้ว ก็ยังไม่พ้นจาก นรก ต้องมาเสวยทุกข์ในอุสสทะนรก หรือจูฬนรก คือนรกขุมย่อยต่อไปอีก จนกว่า จะหมดกรรม

                     โทษที่ให้ไปนรก
๑. ฆ่ามนุษย์ ไป สัญชีวะนรก กาฬสุตตะนรก
๒. ฆ่าสัตว์ ไป สังฆาตะนรก จูฬโรรุวะนรก
๓. ลักทรัพย์ ไป มหาโรรุวนรก
๔. เผาบ้านเรือน ไป จูฬตาปนะนรก
๕. มิจฉาทิฏฐิ ไป มหาตาปนะนรก
๖. อนันตริยกรรม ไป อเวจีนรก

 จากคุณ : เฉลิมศักดิ์ [ 16 ม.ค. 2547 / 05:23:00 น. ]
     [ IP Address : 203.113.81.169 ]


 ความคิดเห็นที่ 16 : (เฉลิมศักดิ์)

๑๐. เทวทูตสูตร (๑๓๐)http://larndham.net/cgi-bin/tread.pl?start_book=14&start_byte=463715
      [๕๐๔] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้-
      สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน อารามของ
อนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียก
ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสแล้ว ฯ
      [๕๐๕] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบ
เหมือนเรือน ๒ หลังมีประตูตรงกัน บุรุษผู้มีตาดียืนอยู่ระหว่างกลางเรือน ๒ หลัง
นั้น พึงเห็นมนุษย์กำลังเข้าเรือนบ้าง กำลังออกจากเรือนบ้าง กำลังเดินมาบ้าง
กำลังเดินไปบ้าง ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันแล เราย่อมมองเห็น
หมู่สัตว์กำลังจุติ กำลังอุบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี
ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อมทราบชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้
เป็นไปตามกรรมได้ว่า สัตว์ผู้กำลังเป็นอยู่เหล่านี้ประกอบด้วยกายสุจริต วจีสุจริต
มโนสุจริต ไม่ติเตียนพระอริยะ เป็นสัมมาทิฐิ เชื่อมั่นกรรมด้วยอำนาจสัมมาทิฐิ
เมื่อตายไปแล้ว เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ก็มี สัตว์ผู้กำลังเป็นอยู่เหล่านี้ประกอบ
ด้วยกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไม่ติเตียนพระอริยะ เป็นสัมมาทิฐิ เชื่อ
มั่นกรรมด้วยอำนาจสัมมาทิฐิ เมื่อตายไปแล้ว บังเกิดในหมู่มนุษย์ก็มี สัตว์ผู้
กำลังเป็นอยู่เหล่านี้ ประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ติเตียน
พระอริยะ เป็นมิจฉาทิฐิ เชื่อมั่นกรรมด้วยอำนาจมิจฉาทิฐิ เมื่อตายไปแล้ว
เข้าถึงปิตติวิสัยก็มี สัตว์ผู้กำลังเป็นอยู่เหล่านี้ ประกอบด้วย กายทุจริตวจีทุจริต มโนทุจริต ติเตียนพระอริยะ เป็นมิจฉาทิฐิ เชื่อมั่นกรรมด้วย
อำนาจมิจฉาทิฐิ เมื่อตายไปแล้ว เข้าถึงกำเนิดสัตว์เดียรัจฉานก็มี สัตว์ผู้
กำลังเป็นอยู่เหล่านี้ ประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ติเตียน
พระอริยะ เป็นมิจฉาทิฐิ เชื่อมั่นกรรมด้วยอำนาจมิจฉาทิฐิ เมื่อตายไปแล้ว
เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรกก็มี ฯ
---------------------------------------------------------------------------
ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระยายมครั้นปลอบโยน เอาอกเอาใจ ไต่ถามถึง
เทวทูตที่ ๕ กะสัตว์นั้นแล้ว ก็ทรงดุษณีอยู่ ฯ
      [๕๑๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เหล่านิรยบาลจะให้สัตว์นั้นกระทำเหตุชื่อ
การจำ ๕ ประการ คือ ตรึงตะปูเหล็กแดงที่มือข้างที่ ๑ ข้างที่ ๒ ที่เท้าข้างที่ ๑
ข้างที่ ๒ และที่ทรวงอกตรงกลางสัตว์นั้นจะเสวยเวทนาอันเป็นทุกข์กล้า เจ็บแสบ
อยู่ในนรกนั้น และยังไม่ตายตราบเท่าบาปกรรมยังไม่สิ้นสุด ฯ
      [๕๑๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เหล่านิรยบาลจะจับสัตว์นั้นขึงพืดแล้วเอาผึ่ง
ถาก...จะจับสัตว์นั้นเอาเท้าขึ้นข้างบน เอาหัวลงข้างล่างแล้วถากด้วยพร้า ... จะ
เอาสัตว์นั้นเทียมรถแล้วให้วิ่งกลับไปกลับมาบนแผ่นดินที่มีไฟติดทั่ว ลุกโพลง
โชติช่วง ... จะให้สัตว์นั้นปีนขึ้นปีนลงซึ่งภูเขาถ่านเพลิงลูกใหญ่ที่มีไฟติดทั่ว ลุก
โพลง โชติช่วง ... จะจับสัตว์นั้นเอาเท้าขึ้นข้างบนเอาหัวลงข้างล่าง แล้วพุ่งลงไป
ในหม้อทองแดง ที่มีไฟติดทั่ว ลุกโพลง โชติช่วง สัตว์นั้นจะเดือดพล่านเป็น
ฟองอยู่ในหม้อทองแดงนั้น เขาเมื่อเดือดเป็นฟองอยู่ จะพล่านขึ้นข้างบนครั้งหนึ่ง
บ้าง พล่านลงข้างล่างครั้งหนึ่งบ้าง พล่านไปด้านขวางครั้งหนึ่งบ้าง จะเสวยเวทนา
อันเป็นทุกข์กล้า เจ็บแสบ อยู่ในหม้อทองแดงนั้น และยังไม่ตายตราบเท่าบาป
กรรมยังไม่สิ้นสุด ฯ
--------------------------------------------------------------------------------------------
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เรื่องนั้น เรามิได้ฟังต่อสมณะหรือพราหมณ์อื่นๆ
แล้วจึงบอก ก็แล เราบอกเรื่องที่รู้เอง เห็นเอง ปรากฏเองทั้งนั้น ฯ
-----------------------------------------------------------------------------------------

 จากคุณ : เฉลิมศักดิ์ [ 16 ม.ค. 2547 / 05:39:01 น. ]
     [ IP Address : 203.113.81.169 ]


 ความคิดเห็นที่ 17 : (เฉลิมศักดิ์)

นรก ของท่านพุทธทาส ที่ท่านคิดว่าถูกต้องที่สุด เป็นภาษาธรรม ไม่ใช่ภาษาของคนโง่ ที่ไม่รู้ธรรมะ
ชาตินี้ - ชาติหน้า (โดยท่านพุทธทาส)
http://larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/010622.htm
-----------------------------------------------------------------------
อบายที่ ๑ คือ นรก ความหมายของนรกที่แท้จริง คือ ร้อนใจ เหมือนไฟเผา แม้จะถูกจับไปต้มไปแกง ถ้าไม่เป็นทุกข์ เดือดร้อน มันก็ไม่ใช่นรก ถ้าร้อนใจเป็นไฟเผาแล้ว แม้อยู่ที่นี่ นั่งอยู่ที่นี่เฉยๆ มันก็เป็นนรก ร้อนใจเมื่อไร ก็เป็นนรก เมื่อนั้น เพราะฉะนั้น วันหนึ่ง อาจจะตกนรกได้ หลายหน เพราะว่า มันเกิดหลายชาติ มันมีการรับผล หลายๆ ชาติ
-------------------------------------------------------------------
ทบทวนสั้นๆ ว่า ความร้อนใจเป็นนรก ความโง่เป็นสัตว์เดียรัจฉาน ความหิวเป็นเปรต ความกลัวเป็นอสุรกาย มีอยู่ใกล้ๆนี้ ตกลงไปในอบายนี้ เมื่อไรก็ได้
-------------------------------------------------------------------
คำว่า ชาตินี้ คำว่า ชาติหน้า มีความหมายเป็น ๒ อย่าง อยู่อย่างนี้ คือ ความหมาย ทางภาษาคน คนโง่ คนไม่รู้ธรรม ก็ดูจะเป็นเรื่อง เนื้อหนังร่างกาย ตายแล้ว เข้าโลงไปแล้ว จึงจะเป็นชาติหน้า ส่วนชาติหน้า ตามภาษาธรรม คือ ภาษาของคนที่รู้ธรรมะ นั้น จักไม่ใช่อย่างนั้น จักต้องเป็นเรื่อง การเกิดตามทางธรรม เกิดได้เมื่อไรก็ได้ แล้วเกิดได้มากๆ ในวันหนึ่งๆ แล้วก็มีปัญหา เป็นเรื่องไป เป็นกรณีๆ ไป เขาจะต้องรู้จัก จัดทำ ในปัญหาประจำวัน ในชีวิตประจำวันนี้ อย่าให้ตกอบาย ให้เป็นที่พอใจ คือเป็นสวรรค์ อย่างใด อย่างหนึ่ง อยู่ จนกว่าจะถึงขั้นสุดท้าย คือ ไม่เป็นอะไรหมด เพราะว่า การที่ต้องเป็นอะไร อย่างใด อย่างหนึ่ง ไว้เสมอไป สู้ไม่เป็นอะไร ไม่ได้ คือ เป็นโลกกุตตระ หรือ เป็นนิพพาน อยู่เหนือสิ่งใดหมด
---------------------------------------------------------------------------

                          ผมหวังว่า พวกธรรมทูต ที่ได้รับการอบรมจากท่านพุทธทาสคงจะไม่เห็นว่า พระพุทธพจน์จาก เทวทูตสูตร  เป็นภาษาคนที่ไม่รู้ธรรมะ นะครับ

 จากคุณ : เฉลิมศักดิ์ [ 16 ม.ค. 2547 / 05:48:07 น. ]
     [ IP Address : 203.113.81.169 ]


 ความคิดเห็นที่ 18 : (ศิษย์ อ.)



 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 16 ม.ค. 2547 / 06:13:49 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.13 ]


 ความคิดเห็นที่ 19 : (กำลังฟุ้ง)

นรกที่ท่านพุทธทาสแสดงมีในพระสูตรนะครับคุณเฉลิมศักดิ์...กล่าวคือท่านแสดงตรงกับพุทธพจน์อยู่แล้ว

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 16 ม.ค. 2547 / 09:22:01 น. ]
     [ IP Address : 203.209.90.66 ]


 ความคิดเห็นที่ 20 : (tung+)

เรื่องนรกสวรรค์ ตามพระไตรปิฎก สามารถอธิบายได้ทั้งสองแนว
1.เป็นนรกทางกายภาพมีจริง
2.เป็นสวรรค์ในอก นรกในใจ
   ถูกตามพระไตรปิฎกทั้งสองอัน กรุณาอ่าน พระไตรปิฎกวิเคราะห์ โดยอ.เสฐียรพงษ์

 จากคุณ : tung+ [ 16 ม.ค. 2547 / 23:52:14 น. ]
     [ IP Address : 203.113.32.6 ]


 ความคิดเห็นที่ 21 : (เฉลิมศักดิ์)

คุณกำลังฟุ้งครับ นรกในใจ ที่ท่านพุทธทาสอ้างว่าถูกต้องที่สุด  มีในพระสูตรไหนครับ
------------------------------------------------------------
คุณ tung  ครับ ตามพระไตรปิฎก สามารถอธิบายได้ทั้งสองแนว  แต่มีภิกษุบางท่านมาบิดเบือนพระพุทธพจน์ว่า อีกแนวหนึ่ง เป็นภาษาคนที่ไม่รู้ธรรมะ ละครับ
-----------------------------------------------------------

 จากคุณ : เฉลิมศักดิ์ [ 17 ม.ค. 2547 / 04:43:05 น. ]
     [ IP Address : 203.113.81.169 ]


 ความคิดเห็นที่ 22 : (กำลังฟุ้ง)

หึหึ ผมเคยบอกคุณเฉลิมศักดิ์ไปแล้ว เอาเถอะบอกอีกทีก็ได้...

ขณสูตร
      [๒๑๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เป็นลาภของเธอทั้งหลายแล้ว เธอทั้งหลาย
ได้ดีแล้ว ขณะเพื่อการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ เธอทั้งหลายได้เฉพาะแล้ว ดูกร
ภิกษุทั้งหลาย นรกชื่อว่าผัสสายตนิกะ ๖ อันเราเห็นแล้ว ในผัสสายตนิก-
นรกนั้น สัตว์จะเห็นรูปอะไรๆ ด้วยจักษุ ก็ย่อมเห็นแต่รูปอันไม่น่าปรารถนา ย่อม
ไม่เห็นรูปอันน่าปรารถนา ย่อมเห็นแต่รูปไม่น่าใคร่ ย่อมไม่เห็นรูปอันน่าใคร่ ย่อม
เห็นแต่รูปอันไม่น่าพอใจ ย่อมไม่เห็นรูปอันน่าพอใจ จะฟังเสียงอะไรๆ ด้วยหู...
จะดมกลิ่นอะไรๆ ด้วยจมูก... จะลิ้มรสอะไรๆ ด้วยลิ้น... จะถูกต้อง
โผฏฐัพพะอะไรๆ ด้วยกาย... จะรู้แจ้งธรรมารมณ์อะไรๆ ด้วยใจ ก็ย่อมรู้แจ้ง
แต่ธรรมารมณ์อันไม่น่าปรารถนา ย่อมไม่รู้แจ้งธรรมารมณ์อันน่าปรารถนา ย่อมรู้
แจ้งแต่ธรรมารมณ์อันไม่น่าใคร่ ย่อมไม่รู้แจ้งธรรมารมณ์อันน่าใคร่ ย่อมรู้แจ้งแต่
ธรรมารมณ์อันไม่น่าพอใจ ย่อมไม่รู้แจ้งธรรมารมณ์อันน่าพอใจ
      [๒๑๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เป็นลาภของเธอทั้งหลายแล้ว เธอทั้งหลาย
ได้ดีแล้ว ขณะเพื่อการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ เธอทั้งหลายได้เฉพาะแล้ว ดูกร
ภิกษุทั้งหลาย สวรรค์ชื่อว่า ผัสสายตนิกะ ๖ ชั้น เราได้เห็นแล้ว ในผัสสายต-
นิกสวรรค์นั้น บุคคลจะเห็นรูปอะไรๆ ด้วยจักษุ ก็ย่อมเห็นแต่รูปอันน่าปรารถนา
ย่อมไม่เห็นรูปอันไม่น่าปรารถนา ย่อมเห็นแต่รูปอันน่าใคร่ ย่อมไม่เห็นรูปอันไม่น่า
ใคร่ ย่อมเห็นแต่รูปอันน่าพอใจ ย่อมไม่เห็นรูปอันไม่น่าพอใจ ฯลฯ จะรู้แจ้ง
ธรรมารมณ์อะไรๆ ด้วยใจ ก็ย่อมรู้แจ้งแต่ธรรมารมณ์อันน่าปรารถนา ย่อมไม่รู้
แจ้งธรรมารมณ์อันไม่น่าปรารถนา ย่อมรู้แจ้งแต่ธรรมารมณ์ที่น่าใคร่ ย่อมไม่รู้แจ้ง
ธรรมารมณ์ที่ไม่น่าใคร่ ย่อมรู้แจ้งแต่ธรรมารมณ์อันน่าพอใจ ย่อมไม่รู้แจ้งธรรมารมณ์อันไม่น่าพอใจ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เป็นลาภของเธอทั้งหลายแล้ว เธอทั้งหลายได้ดีแล้ว ขณะเพื่อการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ เธอทั้งหลายได้เฉพาะแล้ว ฯ
                           จบสูตรที่ ๒


หึหึ ว่าแต่ 3 ชาติอยู่ส่วนไหนของพระไตรปิฏกครับคุณเฉลิมศักดิ์?

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 17 ม.ค. 2547 / 22:19:41 น. ]
     [ IP Address : 203.209.107.79 ]


 ความคิดเห็นที่ 23 : (เฉลิมศักดิ์)

คุณกำลังฟุ้งครับ  จาก ขณสูตรที่ยกมา   พระพุทธองค์ก็ไม่ได้ไปตำหนิ  นรก  ใน เทวทูตสูตรที่พระพุทธองค์ไปเห็นมาด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์

มีแต่ท่านพุทธทาสไปตำหนิ ว่านรกในเทวทูตสูตร เป็นความเชื่อของคนที่ไม่รู้ภาษาธรรม(ของท่านพุทธทาส)
ผมจึงไม่แปลกใจหรอกครับ ที่ท่านพุทธทาสจะตัดพระไตรปิฏก ออกสัก ๖๐% ในส่วนที่ท่านไม่เห็นด้วย

 จากคุณ : เฉลิมศักดิ์ [ 18 ม.ค. 2547 / 05:12:15 น. ]
     [ IP Address : 203.113.81.169 ]


 ความคิดเห็นที่ 24 : (เฉลิมศักดิ์)

คราวนี้มาฟังความเห็นของ อรรถกถาจารย์ ท่านอธิบาย ขณสูตร ว่าอย่างไร
------------------------------------------------------------------------
อรรถกถาขณสูตรที่  ๒   (จาก ซีดี พระไตรปิฏก)
        ในขณสูตรที่  ๒  มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.                                              
        บทว่า  ฉ  ผสฺสายตนิกา  นาม  ความว่า  นรก  ชื่อว่า  ผัสสายตนะ  ๖
ไม่มี  นรกทั้งหลายที่ชื่อฉผัสสายตนิกาแต่ละชื่อไม่มี.  จริงอยู่  บัญญัติว่า
ผัสสายตนะทางทวาร  ๖  ย่อมมีในมหานรก  แม้ทั้งหมด  ๓๑  ขุมนั่นเอง.
แต่คำนี้  ท่านกล่าว  หมายเอาอเวจีมหานรก.  แม้ในบทว่า  สคฺคา  (สวรรค์)
นี้  ท่านประสงค์เอาเฉพาะ  บุรีดาวดึงส์เท่านั้น.  แต่ชื่อว่าบัญญัติแห่ง
อายตนะหก  แม้แต่ละอย่าง  ในกามาวจรเทวโลกไม่มีก็หาไม่.  ถามว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง  ฉผัสสายตนิกานี้ไว้ทำไม.  ตอบว่า  ใคร  ๆ
ไม่อาจจะอยู่ประพฤติมรรคพรหมจรรย์ในนรกได้  เพราะได้รับแต่ทุกข์โดย
ส่วนเดียว  และไม่อาจอยู่ประพฤติมรรคพรหมจรรย์ในเทวโลกได้  เพราะ
เกิดความประมาทด้วยสามารถความยินดีในการเล่นโดยส่วนเดียว  เพราะ
ได้รับความสุขโดยส่วนเดียว  ส่วนมนุษยโลก  มีความสุขและความทุกข์
ระคนกัน  ในมนุษยโลกนี้เท่านั้น  ย่อมมีทั้งอบายและสวรรค์ปรากฏ.
นี้  ชื่อว่า  เป็นกรรมภูมิ  ของมรรคพรหมจรรย์.   กรรมภูมินั้น  พวกท่าน
ได้แล้ว  เพราะฉะนั้น  ขันธ์ซึ่งเป็นของมนุษย์  ที่พวกเธอได้กันแล้ว  จัดเป็น
ลาภของพวกท่าน  และภาวะเป็นมนุษย์ที่พวกเธอได้แล้วนี้  ก็เป็นขณะ
เป็นสมัยของการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์  ที่พวกเธอได้.  สมจริงดังคำที่
พระโปราณาจารย์ทั้งหลายกล่าวไว้ว่า.
                                การเจริญมรรคในที่นี้  นี้ก็เป็นกรรมภูมิ  ธรรม
                        เป็นที่ตั้งแห่งความสังเวชเป็นอันมาก  ในที่นี้ก็เป็น
                        ฐานะอยู่  ท่านเกิดความสังเวชแล้ว  ก็จงประกอบ
                        ความเพียรโดยแยบคายในวัตถุอันเป็นที่ตั้งแห่ง
                        ความสลดสังเวชเถิด.
        บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า  สํเวคา  แปลว่า  ความสังเวช.
                                จบ   อรรถกถาขณสูตรที่  ๒
------------------------------------------------------------------------------------------
แต่อรรถกถาจารย์ ก็ถูกท่านพุทธทาสโจมตีว่า เป็นพราหมณ์ที่เข้ามาบิดเบือนพระพุทธพจน์อีกนั่นแหละ  ท่านพุทธทาสคงจะไม่เชื่อมั่นในพระไตรปิฏกฉบับเถรวาท 
             แล้วคุณกำลังฟุ้งเชื่อใครครับ ?

 จากคุณ : เฉลิมศักดิ์ [ 18 ม.ค. 2547 / 05:20:32 น. ]
     [ IP Address : 203.113.81.169 ]


 ความคิดเห็นที่ 25 : (ศิษย์ อ.)



 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 18 ม.ค. 2547 / 09:30:32 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.8 ]


 ความคิดเห็นที่ 26 : (กำลังฟุ้ง)

3 ชาติอยู่ส่วนไหนของพระไตรปิฏกหนอ แล้วพระไตรปิฏกก็บอกชัดถึงขณสูตรแล้ว อรรถกถาจารย์ท่านใดหนอจึงได้อธิบายธรรมส่วนนี้ให้ผิดไป หึหึ

3 ชาติอยู่ตรงไหนของพระไตรปิฏกครับ?
วิสุทธิมรรคสอน 3 ชาติใช่ไหม?
แล้วมันมีในพระไตรปิฏกไหม?

ที่คุณเฉลิมศักดิ์ยกมาว่าอรรถกถาจารย์ว่าอย่างนั้นอย่างนี้ อรรถกถาจารย์ไม่ใช่พระพุทธเจ้าใช่ไหม อรรถกถาจารย์ที่คุณเฉลิมศักดิ์ยกมาอธิบายธรรมแตกต่างจากพระไตรปิฏกใช่ไหม? หึหึ แล้วก็ หึหึ

อย่าเบี่ยงประเด็นอีกเลย ยอมรับเหอะว่าหาเรื่อง 3 ชาติไม่เจอว่าอยู่ส่วนไหนของพระไตรปิฏก

เอ...3 ชาติ มันอยู่ตรงไหนของพระไตรปิฏกหว่า เอ้อหนอ 3 ชาติ หึหึ

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 18 ม.ค. 2547 / 22:24:21 น. ]
     [ IP Address : 202.133.161.126 ]


 ความคิดเห็นที่ 27 : (กำลังฟุ้ง)

ขณสูตรน่ะชัดอยู่แล้ว...แต่อรรถกถาจารย์ท่านใดหนอที่ตีความขณสูตรให้แปลกไป เอ...3 ชาติอยู่ตรงไหนในพระไตรปิฏกหว่า ตอบไม่ได้ใช่ไหมคุณเฉลิมศักดิ์...หึหึ

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 18 ม.ค. 2547 / 22:25:44 น. ]
     [ IP Address : 202.133.161.126 ]


 ความคิดเห็นที่ 28 : (กำลังฟุ้ง)

ขนาดแค่หาว่าอยู่ตรงไหนยังหาไม่เจอ แล้วถ้าเจอยังต้องเทียบกับหลักตัดสินพระธรรมวินัยอีก เหอๆ

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 18 ม.ค. 2547 / 22:26:45 น. ]
     [ IP Address : 202.133.161.126 ]


 ความคิดเห็นที่ 29 : (ว่างจากเวปอื่น)

ในปัจจุบัน ไม่มีใครที่จะไปตัด พระไตรปิฏกออกไปได้ครับ

เพราะพระไตรปิฏก ที่เป็นพระพุทธดำรัส นั้นเป็นหนทางสว่างแก่มวลมนุษย์ และเหล่าเทวดา ที่จะจุติลงมา เป็นขุนสมบัติและทางพ้นทุกข์โดยแท้

พระไตรปิฏก ไม่ถูกตัดออกช้านาน เพราะผู้ปฏิธรรมตามนั้นแล้ว บรรลุเป็นพระอรหันต์มากมายนัก

พระอรหันต์มีอยู่จริง เพราะพระธรรมนั้นถูกต้องจริง สาธุ

 จากคุณ : ว่างจากเวปอื่น [ 19 ม.ค. 2547 / 15:45:25 น. ]
     [ IP Address : 203.107.207.111 ]


 ความคิดเห็นที่ 30 : (เฉลิมศักดิ์)

คุณกำลังฟุ้งต้องไปถามท่านพุทธทาสเองแล้วครับ  เพราะท่านบัญญัติ ศัพท์นี้ขึ้นมาเรียก การอธิบายปฏิจจสมุปบาทธรรม แบบภวจักร ว่า  " ๓ ชาติ "   แบบที่ท่านเข้าใจว่าถูกต้องที่สุดว่า  " อึดใจเดียว"  บ้าง "สายฟ้าแลบ"  บ้าง ในหนังสือ ปฏิจจสมุปบาท ชุดลอยปทุม
------------------------------------------------------------------------
พระไตรปิฏก ไม่มีพระพุทธพจน์แบบนี้ครับ
--------------------------------------------------------------
ก็คงจะแบบเดียวกับเรื่อง นรก สวรรค์ ที่ท่านพุทธทาสบอกว่า แบบใน ๓๑  ภูมิ ที่พระพุทธองค์ไปเห็นมาด้วย ทิพยจักษุ ในเทวทูตสูตร เป็นเรื่องเหลวไหล เป็นภาษาคนที่ไม่รู้ธรรมะ    ไม่ใช่ภาษาธรรม( ของตัวข้า)
------------------------------------------------------------
เอะ !    คุณกำลังฟุ้งครับ  หรือว่าอรรถกถาจารย์ ท่านแต่งเติมเข้าไปทีหลัง  เพื่อบิดเบือนพระพุทธพจน์ให้เป็นสัสสตทิฏฐิ  ให้กลายเป็นอย่างพราหมณ์  ทำให้พระพุทธศาสนาสูญจากอินเดีย
                  แบบเดียวกับที่ท่านพุทธทาสเห็นว่า  พระพุทธโฆษาจารย์ บิดเบือนหลักธรรมของปฏิจจสมุปบาทhttp://larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/008637.htm

 จากคุณ : เฉลิมศักดิ์ [ 20 ม.ค. 2547 / 06:02:03 น. ]
     [ IP Address : 203.113.81.169 ]


 ความคิดเห็นที่ 31 : (ศิษย์ อ.)


ขอโมทนาครับอาจารย์เฉลิมศักดิ์ อาจารย์ว่างจากเว็ปอื่น
เท่าที่รู้มา สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ท่านเป็นพระอรหันต์ปฏิสัมภิทาญาณ



 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 20 ม.ค. 2547 / 09:34:43 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.8 ]


 ความคิดเห็นที่ 32 : (กำลังฟุ้ง)

คุณเฉลิมศักดิ์ตอบเช่นนี้แสดงว่าวิสุทธิมรรคสอนเรื่องปฏิจจสมุปบาทผิดจริงใช่ไหม?

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 20 ม.ค. 2547 / 21:38:34 น. ]
     [ IP Address : 202.59.255.238 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!