วิธีลดอัตตา (๗) อานาปานสติ
 เนื้อความ :

ส่วนการฝึกจิตให้เป็นสมาธินั้น ไม่มีอะไรดีไปกว่าลมหายใจเข้าออก เพราะถ้าเราต้องการที่จะให้มีความรู้ความเข้าใจและความเห็นแจ่มแจ้งแทงตลอด ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่นโดยความเป็นตัวตนหรือของตน ให้มาประทับใจอยู่ตลอดเวลาอย่างแน่นแฟ้นเฉียบขาด พอที่จะดับ หรือจะทำลายกิเลสตัณหาอุปาทาน หรือแม้อย่างน้อยที่สุด ก็ป้องกันมันไม่ให้เกิดขึ้นมาได้แล้ว เราจะต้องหัดกำหนดสิ่งที่เราจะต้องการกำหนดให้ได้อยู่ทุกลมหายใจเข้า-ออก แต่ต้องเลือกเอาสิ่งที่ง่ายๆ มาทำให้สำเร็จก่อน สิ่งที่เหมาะสมในระยะแรกที่สุดนี้ก็คือ ตัวลมหายใจของเราเอง เพราะมันเนื่องอยู่ในกายของเราและมันก็หายใจเป็นจังหวะอยู่แล้ว ในระยะแรกนี้ เพียงมุ่งอย่างเดียวว่า จะกำหนดมันให้ได้ทุกครั้งที่มันหายใจเข้าหายใจออก ไม่ให้สติผละหนีออกไปจากลมหายใจนั้นได้นานตามที่เราต้องการ นี้เรียกว่า เราประสบความสำเร็จ ในขั้นที่จะฝึกจิตของเรา ให้กำหนดอยู่ที่อะไรตามที่เราต้องการให้กำหนด (รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้ พึงศึกษาจากบทที่ ๑๐ เรื่องการฝึกจิต ในหนังสือ "วิธีระงับดับทุกข์")การฝึกจิตในลักษณะเช่นนั้น เมื่อทำได้ถูกวิธีแล้ว จิตใจก็จะสงบลงเป็นความสงบที่เป็นสุข ที่ไม่เคยรู้รสมาแต่ก่อนชนิดที่ใครไปลิ้มรสเข้า ก็จะพอใจหลงใหลด้วยกันทั้งนั้น จนกล่าวได้ว่า ไม่มีสุขเวทนาชนิดไหนจะเสมอเหมือน แม้ที่สุดแต่สุขเวทนาที่เกิดมาจากกามารมณ์ ดังนั้น ก็เกิดมีหลักขึ้นมาว่าถ้าสามารถเอาชนะสุขเวทนาชนิดที่สูงสุดได้จริงๆ สุขเวทนาที่ต่ำๆ เตี้ยๆ รองๆ ลงมา ก็จะหมดปัญหาไปเอง แต่ถึงกระนั้นก็ต้องพิจารณาสุขเวทนาชั้นยอดเยี่ยมนี้ให้เห็นเป็นอนิจจังทุกขัง อนัตตา เห็นเป็นสักว่ามายา ไม่ควรแก่การยึดถือโดยประการทั้งปวงครั้นเสร็จการปฏิบัติในขั้นควบคุมจิตแล้ว ก็เลื่อนขึ้นไปฝึกกำหนดสัจจธรรมหรือความจริงที่ควรรู้อยู่ทุกครั้งที่หายใจเข้า-ออก เช่นการเพ่งให้เห็นความไม่เที่ยงของสิ่งทั้งปวงอยู่มีขึ้นได้เพราะธรรมะอะไร หรือดูที่ธรรมะอันเป็นเครื่องมือทำความจางคลายแก่กิเลส ตามที่ปรากฏชัดแก่ตนมาแล้วอย่างไร แล้วพิจารณาดูความดับไปแห่งกิเลส และความทุกข์ (ซึ่งเราเรียกกันว่า ความดับไปแห่ง "ตัวตน-ของตน") ว่าเป็นสิ่งที่มีได้ด้วยธรรมะอะไร และโดยวิธีใด ในสภาวะหรือปรากฏการณ์เช่นไร และในที่สุดก็พิจารณาถึงอาการที่จิตปล่อยวางสิ่งทั้งปวงว่ามีภาวะเช่นไร เป็นไปได้เพราะอำนาจแห่งธรรมอะไร ทั้งหมดนี้ ล้วนแต่พิจารณาให้เห็นชัดอยู่ตลอดเวลาที่หายใจเข้า-ออกนี้เราจะมองเห็นได้ว่า การฝึกให้มีสติสัมปชัญญะหรือความรู้แจ้งนั้น ย่อมเป็นศีล เป็นสมาธิ เป็นปัญญาไปในตัวตลอดถึงเป็นสัทธา เป็นพละ เป็นความเพียร ฯลฯ รวมอยู่ในการฝึกสติเพียงสั้นๆ เท่านั้นเอง
ทีนี้ ก็มาถึงสิ่งที่เป็นอารมณ์สำหรับใช้ในการฝึก มีอยู่ ๔ อย่างคือ ลมหายใจ (กาย) เวทนา จิต และ ธรรม (ลมหายใจนั้นเรียกโดยบาลึว่า "กาย" เพราะว่าเป็นส่วนสำคัญของกายเนื่องอยู่กับกาย (คนส่วนมากมักแปลผิดว่าเป็นร่างกาย) ดังนั้นจึงเรียกการฝึกกำหนดลมหายใจว่า กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน การกำหนดเวทนา กระทั่งถึงการฝึกควบคุมไม่ให้เวทนานั้นปรุงแต่งจิตทั้งหมดนั้นเรียกว่า เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน การกำหนดจิตและการฝึกจิตโดยวิธีดังกล่าวแล้ว เรียกว่า จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน การกำหนดสัจธรรมหรือกฏเกณฑ์ต่างๆ เหล่านั้น เรียกว่า ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน การกำหนดหรือพิจารณาทุกขั้นทุกตอน ทั้งหมดนี้ล้วนแต่เป็นการกำหนดในขณะที่มีการหายใจเข้า-ออก อยู่ตลอดเวลาติดต่อกัน ไม่มีระยะว่างเว้น และเพราะเหตุที่เป็นการกำหนดอยู่ทุกลมหายใจเข้า-ออกนั่นเอง การปฏิบัติทั้ง ๔ ประการนี้จึงได้นามว่า อานาปานสติ สำหรับชาวบ้านที่ไม่มีเวลาว่างพอจะมาทำกรรมฐานแล้ว จะทำอย่างไร ? ข้อนี้ถ้ากล่าวอย่างสั้นๆ และตรงๆ ก็คือว่าต้องอาศัยวิธีปฏิบัติลัดดังบรรยายมาแล้วทั้งหมด อันจะนำไปสู่ผลอย่างเดียวกัน คือการควบคุม "ตัวเรา-ของเรา" เรื่อยไปจนกว่าจะดับมันได้โดยเด็ดขาดในที่สุด โดยการถือหลักว่าจะไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดๆ ทั้งสิ้น หรือว่าไม่มีอะไรที่น่าเข้าไปเอา หรือเข้าไปเป็นด้วยความยึดมั่นถือมั่น ข้อนี้หมายความว่า แม้เราจะมีอะไร หรือเป็นอะไรอยู่ ก็ให้มีหรือเป็นแต่สักว่าตามโลกสมมติหรือตามกฏหมาย อย่าไปมีหรือไปเอาหรือไปเป็นเข้าด้วยชีวิตจิตใจ หรือด้วยความยึดมั่นถือมั่น คอยควบคุมตัวเองให้มีความระลึกหรือมีสติสัมปชัญญะเช่นนี้อยู่เสมอ นี้เรียกว่า การเป็นอยู่ที่ถูกต้องอยู่ทุกลมหายใจเข้า-ออกการเป็นอยู่อย่างถูกต้องอยู่ทุกลมหายใจเข้า-ออกชนิดนี้ มันเป็นการตัดอาหารของกิเลส ทำให้กิเลสไม่ได้รับอาหารเลยทั้งที่เราก็ไม่มีความยุ่งยากลำบากแต่ประการใด ดุจ "เลี้ยงแมวเท่านั้น หนูก็หมดไปเอง" โดยที่เราไม่ต้องยุ่งยากอะไรกับหนู จึงถือว่าเป็นวิธีลัดและแน่นอนที่สุด ในการที่จะกำจัดสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา แล้วคนแก่ที่ไม่รู้หนังสือก็ปฏิบัติได้ เพราะเป็นตัวการปฏิบัติที่แท้จริง มีผลประเสริฐกว่าการปฏิบัติของพวกมหาบาเรียญ ที่ความรู้ท่วมหัวแต่เอาตัวไม่รอด ซึ่งมีอยู่ทั่วๆ ไปมากมาย

 จากคุณ : สาธร [ 14 ม.ค. 2547 / 20:02:08 น. ]
     [ IP Address : 202.129.56.182 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (ชัย)

สาธุ

 จากคุณ : ชัย [ 14 ม.ค. 2547 / 20:14:26 น. ]
     [ IP Address : 203.113.60.71 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (ดอกดิน)

ขออนุญาติ    ติติงบทความตอนท้ายที่ว่า     
คนแก่ที่ไม่รู้หนังสือก็ปฏิบัติได้   เพราะเป็นตัวการปฏิบัติที่แท้จริง  มีผลประเสริฐกว่าพวกมหาบาเรียญ   มีความรู้ท่วมหัวแต่เอาตัวไม่รอดซึ่งก็มีอยู่ทั่วๆไปมากมาย.

ถึงแม้จะเป็นจริงอย่างคุณว่าแต่ก็ไม่ควรดูหมิ่นดูแคลน   ท่านมหาปเรียญผู้ทรงไว้ซึ่งปริยัติธรรมที่ถูกต้อง    เป็นแนวทางแก่ผู้ศึกษาปฏิบัติธรรม
ผู้เข้าถึงกระธรรมบรรลุธรรม  จะเห็นคุณค่าของพระธรรมคำสอนเป็นอย่างยิ่ง
และมองเห็นคุณประโยชน์ของผู้ทรงไว้ซึ่งปริยัติธรรมนั้น ที่ เผยแผ่คำสอนที่ถูกต้อง
นี่คือความรู้สึกของผู้บรรลุธรรม   ท่านจะไม่ได้มีความรู้สึกว่าตัวเองเลิศกว่าใครและด้อยกว่าใคร  เพราะความยึดมั่นสำคัญตนไม่มีแล้ว     ยกตัวอย่างเช่นหลวงปู่มั่น   ภูริทัตโต    ท่านบอกลูกศิษย์ไม่เหยียบกระดาษ   เพราะกระดาษนั้นเป็นที่จารึกพระธรรมคำสอน    นั่นผู้บรรลุธรรมจะเห็นคุณค่าแห่งพระธรรมคำสอนและผู้ทรงไว้ซึ่งคำสอนที่ถูกต้อง     นักปฏิบัติธรรมนั้นจะปฏิบัติดีขนาดไหนถ้ายังว่าตัวเองดีกว่าผู้อื่นจะมองว่าผู้อื่นด้อยกว่า  นั้นคือตัณหา  อุปาทานขั้นละเอียด  มันนอนเนื่องอยู่ในจิตนั้น   ถึงแม้จิตจะไม่ยินดีในการมณ์และความโกธรพยาบาทก็
ตามแต่สิ่งที่ฝังในจิตนั้นคือความหลงที่ละเอียด  ที่สังเกตได้ยากแทบมองไม่เห็น
จนหลงตายใจว่าตัวเองหลุดพ้นจากกิเลสก็มี   ที่แท้หลงติดในจิต(ผู้รู้)นั้นว่าเป็นตน
จึงสำคัญตนว่าตนที่แท้คือจิต(ผู้รู้)ถ้าเราพิจารณาแล้วจะเห็นว่ามันเป็นภาวะอย่างหนึ่งที่มีปฏิกิริยารับรู้เท่านั้น   เมื่อมีปัจจัยภายนอกกระทบ   จะเห็นภาวะมันผุดขึ้นและสลายลงอย่างเร็วมาก   ภาวะนี้ก็ไม่เที่ยง   เป็นทุกข์   ไม่ใช่ตนตัว  พิจารณาเห็นความหลงที่ละเอียดนั้นให้รู้ตามเป็นจริง  จึงจะผ่านด่านแห่งไตรลักษณ์นี้ได้
จึงจะเห็นตัวตนที่แท้จริงของเราเสมอด้วยความว่างเปล่า  ไม่มีที่หมายไม่มีที่ยึดมั่นถือมั่นว่า  อะไรเป็นตัวเราอะไรเป็นของเรา  จะเห็นว่าไม่มีอะไรให้สำคัญตนว่านี่ตัวเรานี่ของๆเรา   นั้นเรียกว่าสุญญตาธรรม    ธรรมชาติที่ว่างเปล่าจากความยึดมั่น
สำคัญตน   ว่านี่เป็นตัวเรา   เขา   สัตว์  บุคคล   เห็นเพียงแต่ว่า  ไม่ใช่ตัวตน(อนัตตา)  สัพเพธัมมา   อนัตตา    สภาวะธรรมทั้งหลายไม่ใช่ตัวตน
ถ้ามีความรู้แจ้งเห็นแจ้งด้วยปัญญาอย่างที่กล่าวมานี้  จะจะเรียกได้ว่าเป็นสัมมาทิฎฐิเต็มภูมิ    จิตบรรลุถึงอรหันตภูมิ
ที่บรรยายมานี้เป็นการกล่าวโดยรวม  เป็นการบงชี้บอกทางแก่นักปฏิบัติธรรมทั้งหลายจะได้พิจารณาเห็นความบกพร่องที่มีในตน     ตลอดถึงผู้บรรยายเองก็พิจารณาอยู่เหมือนกันเพราะธรรมชาติที่แท้จริงก็เป็นอย่างนี้เอง

 จากคุณ : ดอกดิน [ 15 ม.ค. 2547 / 02:00:22 น. ]
     [ IP Address : 68.42.154.57 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (ปล่อยรู้)

สาธุครับคุณดอกดิน...

ขอแก้ตัวแทนบทความที่คุณสาธรนำมากล่าวไว้สักนิดหนึ่ง
เจ้าของบทความคงมิได้จงใจที่จะว่ากล่าวตำหนิท่านมหาบาเรียญทุกคนไป...
ท่านคงจะหมายเอาแต่ท่านมหาที่เอาตัวไม่รอดเท่านั้น

เรียนรู้ตัวโน็ตดนตรีจนช่ำชอง
แต่เล่นดนตรีเป็นเพลงไม่ได้ ก็เสียดายเวลาที่เล่าเรียนไป...

 จากคุณ : ปล่อยรู้ [ 15 ม.ค. 2547 / 06:21:50 น. ]
     [ IP Address : 203.107.203.173 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (ศิษย์ อ.)


มูฬฺโห อตฺถํ น ชานาติ     มูฬฺโห ธมฺมํ ปสฺสต
อนฺธตมํ ตทา โหติ     ยํ โมโห สหเต นรํ
ผู้หลงย่อมไม่รู้อรรถ ผู้หลงย่อมไม่เห็นธรรม
ความหลงครอบงำคนใดเมื่อใด ความมืดมิดย่อมมีเมื่อนั้น


 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 15 ม.ค. 2547 / 13:34:24 น. ]
     [ IP Address : 203.113.36.11 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (สาธร)

สาธุ ครับคุณดอกดิน
ข้อความตอนนี้ คงเป็นเพียงการกล่าวเปรียบเทียบเฉพาะ ระหว่างผู้ปฏิบัติที่ไม่รู้หนังสือ กับผู้เรียนที่เรียนแต่ตำราแต่ไม่เคยได้ลงมือปฏิบัติ นั้น ผู้ปฏิบัติที่แม้ว่าไม่รู้หนังสือ หรือ หลักวิชาใดๆ แต่ได้รับผลของการปฏิบัตินั้น ย่อมดีกว่าผู้รู้แต่หลักวิชาแต่ไม่ได้ปฏิบัติ ไม่ได้รับผลของความรู้ที่อุตส่าห์ร่ำเรียนมา
ส่วนผู้ที่มีความรู้ในหลักวิชาแตกฉาน รวมทั้งได้ลงมือปฏิบัติ นอกจากได้รับผลของการปฏิบัติแล้ว ย่อมมีคุณประโยชน์เต็มที่ที่สุด เพราะยังสามารถถ่ายทอดแก่ผู้อื่นได้อย่างเป็นระบบ ส่วนผู้ไม่รู้หนังสือ แม้ว่าจะได้รับผลของการปฏิบัติ แต่ก็เป็นผลเฉพาะตน อาจไม่สามารถถ่ายทอดแก่ผู้อื่นได้ดีเท่า
(เนื่องจาก บทความนี้ มีที่มาจาก การบรรยายให้กลุ่มผู้ฟังธรรม ในวงจำกัด เฉพาะที่ ในช่วงเวลาหนึ่ง แล้วนำมาถอดความเป็นหนังสือ ในเวลาต่อมา การเปรียบเทียบอย่างนี้ อาจฟังดูแล้วหนักไปนิด เมื่ออยู่ในรูปหนังสือบทความ แต่หวังว่าโดยรวมยังคงมีสาระน่าสนใจอยู่นะครับ)

 จากคุณ : สาธร [ 15 ม.ค. 2547 / 22:13:42 น. ]
     [ IP Address : 61.19.209.126 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (ดอกดิน)

อนุโมทนาด้วยครับ     คุณสาธร

 จากคุณ : ดอกดิน [ 16 ม.ค. 2547 / 06:10:59 น. ]
     [ IP Address : 68.42.154.57 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (ศิษย์ อ.)



 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 18 ม.ค. 2547 / 09:31:54 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.8 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!