พระอริยเจ้า
 เนื้อความ :


พระธรรมเกษีพุทธะ

เพื่อนพระโยคาวจรทั้งหลาย วันนี้มาฟังถึงหมวดพระอริยเจ้า หมวดนี้ให้นามว่า หมวดพระอริยเจ้า จะพูดถึงความเป็นพระอริยเจ้าโดยตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปฏิบัติพระกรรมฐาน ถ้าผู้สอนฉลาดในการสอน หรือว่าผู้ปฏิบัติฉลาดในการปฏิบัติ ก็ควรจะเริ่มตั้งแต่หมวดนี้เป็นต้นไป ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าการปฏิบัติเราหวังผลกัน คือ "พระนิพพาน" หรืออย่างน้อยเป็นพระอริยเจ้าเบื้องต้น
ที่บรรดาท่านทั้งหลายหรือหลายท่านจดหมายมาที่วัดบอกว่าปฏิบัติพระกรรมฐานมา ๒๐ ปีเศษ ไม่มีอะไรคืบหน้า ก็เลยสงสัยเหมือนกันว่า การปฏิบัติของท่านปฏิบัติแบบไหน การจะเป็นพระอริยะหรือว่าการตัดกิเลส จะเป็นพระอริยะต้องตัดกิเลส ๑๐ อย่าง หรือตัดกิเลสเพื่อความเป็นพระอริยะมี ๑๐ อย่าง ท่านเรียกว่า สังโยชน์
คำว่า สังโยชน์ แปลว่า กิเลสเป็นเครื่องร้อยรัด มันรัดใจจนกระทั่งเราต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ มี ๑๐ อย่างด้วยกันคือ
๑. สักกายทิฏฐิ
๒. วิจิกิจฉา
๓. สีลัพพตปรามาส
๔. กามราคะ
๕. ปฏิฆะ
สองข้อหลังนี่ต้องได้ ๑, ๒, ๓ ด้วยนะ ได้ ๑, ๒, ๓ แล้ว ๔, ๕ ถ้าได้ ๔, ๕ มานี่จะได้เป็นพระอนาคามี ต่อไปจะเป็นพระอรหันต์ก็
๖. รูปราคะ
๗. อรูปราคะ
๘. อุทธัจจะ
๙. มานะ
๑๐. อวิชชา
ที่พูดอยู่นี่กำลังป่วย เสียงก็ยังไม่ลงตัว แอมๆ ไอ ก็ขอนำสังโยชน์มาพูดกัน คำว่า สักกายทิฏฐิ ในพระโสดาบัน สักกายทิฏฐินี่จริงๆ เป็นตัวกิเลสที่ตัดโดยเฉพาะ ตอนที่ พระสารีบุตร ท่านแนะนำพระสงฆ์ ที่พระสงฆ์ไปลาพระพุทธเจ้า แล้วพระพุทธเจ้าทรงให้ไปลาพระสารีบุตรเพื่อจะเข้าป่า พระได้ถามพระสารีบุตรว่า "พวกผมเป็นปุถุชน ถ้าต้องการปฏิบัติให้เป็นพระอริยเจ้าเพื่อพระโสดาบัน จะทำยังไงขอรับ"
พระสารีบุตรก็บอกว่า "จงปฏิับัติตามนี้ คือมีความรู้สึกว่า ร่างกาย ขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ทั้ง ๕ ประการนี้ ไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา ถ้าเธอคิดอย่างนี้ได้อันดับต่ำ มีความทรงตัวอันดับต่ำ เธอก็เป็นพระโสดาบัน" พระก็ถามต่อไปว่า "ถ้าพวกผมเป็นพระโสดาบันแล้ว ต้องการเป็นพระสกิทาคามี จะมีความรู้สึกยังไง ต้องปฏิบัติแบบไหน"
พระสารีบุตรก็บอกว่า "ข้อเดียวกันน่ะแหละ ถ้าเธอมีความรู้สึกว่า ร่างกายนี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา จิตละเอียดลง ปัญญาเกิดมากขึ้น เธอก็เป็นพระสกิทาคามี" พระก็ถามว่า "ถ้าผมเป็นพระสกิทาคามีแล้ว ต้องการเป็นพระอนาคามี จะทำยังไง" ท่านก็บอกเหมือนกัน จะทำยังไงท่านก็บอกข้อเดียวกัน ก็รวมความว่า ให้พิจารณาขันธ์ ๕ ว่า ร่างกายนี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา
วันนี้ถ้าพูดเร็วไปก็ต้องขอโทษ มันป่วย ป่วยแล้วก็คอไม่ดี บรรดาท่านทั้งหลายฟังข้อนี้แล้ว ท่านอาจจะคิดว่า ความเป็นพระอริยเจ้านี่เป็นของไม่ยาก แต่ความจริงมันก็ไม่ยาก แต่ทั้งนี้อย่าไปนึกว่าคนพูดเป็นพระอริยเจ้าไปด้วยก็แล้วกัน ว่ากันไปตามตำราของท่าน ไม่ยากจริงๆ ทีนี้เพื่อความเข้าใจง่ายไปกว่านั้น หวนกลับมาจับอารมณ์ของพระโสดาบันใหม่ว่า คนที่จะเป็นพระโสดาบันจริงๆ จะมีอารมณ์เยือกเย็นจริงๆ สามารถจะตัดกิเลสได้จะทำยังไง
ก็ต้องไปดูบาลีจุดหนึ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า พระโสดาบัน ก็ดี พระสกิทาคามี ก็ดี ทั้งสองประการนี้ มีปัญญาเล็กน้อย มีสมาธิเล็กน้อย แล้วก็มีศีลบริสุทธิ์ ถ้าว่ากันถึงตามนี้ ก็จะเห็นว่าพระโสดาบันเป็นไม่ยากนัก ท่านบอกใช้สมาธิไม่มาก ไม่ต้องนั่งเครียด มีสมาธิเล็กน้อยขั้นปฐมฌานก็พอ แล้วก็มีปัญญาเล็กน้อยไม่มากนัก คำว่า ปัญญาเล็กน้อย มีความสำคัญ ต้องหวนกลับมาว่า ปัญญาเล็กน้อยมีความรู้สึกยังไง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สักกายทิฏฐิ มีความสำคัญมาก
สักกายทิฏฐิ ซึ่งแปลว่า มีความรู้สึกว่าร่างกายนี้ไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา ตอนนี้ก็มาตั้งจุดกันแค่เล็กๆ อันดับแรกถ้าเราจะทำ แรกที่สุดหาทางรู้จัก นิวรณ์ ๕ ประการเสียก่อน ว่านิวรณ์ ๕ ประการมีอะไรบ้าง อย่าให้มันกวนใจตลอดวัน ยังไงๆ มันก็กวนใจแน่ ขั้นพระโสดา สกิทาคา อนาคา นี่หลีกนิวรณ์ไม่พ้น แล้วก็หาทางยับยั้งมัน
วิธีหาทางยับยั้งก็คือว่า ไม่รู้จักหน้ามันเลย ใช้เวลาประเดี๋ยวเดียว สักครู่เดียว นั่นคือว่า อันดับแรก ก่อนจะทำอะไรทั้งหมด หมวดนี้มีความสำคัญนะ จิตนึกถึง พรหมวิหาร ๔ ก่อน ทางที่ล่ะก็ลืมตาขึ้นมา เอาจิตเข้าไปตั้งไว้ในพรหมวิหาร ๔ ก่อน พรหมวิหาร ๔ ถ้าท่านมีกันแล้วนะเป็นประจำ ทานก็ดี ศีลก็ดี ภาวนาก็ตามทรงตัวหมด การตัดกิเลสก็เป็นของง่าย พรหมวิหาร ๔ มีอะไรบ้าง คือ
๑. เมตตา ความรัก มีความรู้สึกจากการตื่นนอน ก็ตั้งใจทีเดียวว่า วันนี้เราจะรักตัวเดียว คำว่าเกลียดไม่มี ในใจของเรา เราจะมีความรักในตัวเราเองด้วย มีความรักในตัวบุคคลอื่นด้วย มีความรักในสัีตว์ด้วย มีความรักในวัตถุด้วย ความรักในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงกามารมณ์ หมายถึงเมตตาตัวรักในฐานะเป็นเพื่อน ในฐานะเป็นมิตรที่ดี เรารักตัวเราคือเราไม่ทำลายตัวเรา เรารักคนอื่นคือไม่ทำลายคนอื่น เรารักสัตว์เราไม่ทำลายสัตว์ เรารักวัตถุึเราไม่ทำลายวัตถุ ทำจิตรักเป็นอันดับแรกว่า เราจะเป็นมิตรที่ดี หรือรักคนทั้งโลก รักสัตว์ทั้งโลกเหมือนกัน รักวัตถุที่เขาใช้ของใช้ของหวงแหนเขาแต่ละคน ของเราก็ดี ของคนอื่นก็ดี เราจะรัก ไม่ทำลายไม่ยื้อแย่งของเขา ตั้งใจตามนี้นะครับ เช้ามืดเริ่มตอนนี้เลย และต่อมาเมื่ออารมณ์นี้ทรงตัวดีแล้ว แล้วเราก็คิดว่า ความรักก็ดี กฎ ๔ ข้อก็ตามจะประจำเราตั้งแต่ตื่นจนกว่าจะหลับ
๒. กรุณา อารมณ์สงสาร เราไม่ทำร้ายใคร เราไม่ทำร้ายร่างกายเรา ไม่ทำบุคคลอื่น ไม่ทำร้ายสัตว์ ไม่ทำร้ายวัตถุ ไม่ทำอันตรายกับเขา เพราะความสงสาร มีความปรารถนาจะเกื้อกูลให้ทุกคนมีความสุข เห็นใครมีทุกข์อยากจะให้มีสุข ถ้าช่วยได้ไม่เกินวิสัยที่เราจะช่วย แล้วข้อต่อไป
๓. มุทิตา มีจิตอ่อนโยน ไม่อิจฉาริษยาใคร เห็นคนอื่นได้ดีพลอยยินดีด้วย ตั้งใจไว้ตามนี้ อย่าไปแย่งความดีของเขา เขาทำความดีแบบนั้นเราตั้งใจทำแบบนั้น เพื่อมีความดีเสมอเขา หรือเลวกว่าเขา แต่ว่าอย่าให้เป็นมานะทิฐิ ว่าเธอทำได้ดีแค่นี้น่ะหรือฉันทำได้ดีกว่า กลายเป็นมานะทิฐิไม่ถูกต้อง อย่างนี้ผิด ไปอบายภูมิจิตหมอง ต้องคิดว่าความดีมีอยู่เราต้องทำความดีอย่างเขา แต่บังเอิญมันจะดีกว่าเขาได้ ก็เป็นความปลื้มใจของเรา ไม่เหยียดหยามเขา
๔. อุเบกขา อารมณ์็วางเฉย นั่นหมายความว่าทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าเกินวิสัยที่เราจะช่วยได้ จะเป็นคนก็ตามสัตว์ก็ตาม เราจะไม่ซ้ำเติม เราจะช่วยเขาให้มีความสุข ถ้าเกินวิสัยที่เราจะพึงช่วยได้ เราก็เฉยไว้ก่อนไม่ซ้ำเติมเขา พร้อมที่จะช่วยเหลือ อารมณ์อย่างนี้ต้องประจำใจของทุกท่าน ตั้งแต่ลืมตาใหม่ๆ จนกว่าจะหลับตานอนหลับไปเลย
นี่เป็นอันดับที่หนึ่งที่เราจะเข้าถึงความเป็นพระอริยเจ้า และก็อันดับนี้พรหมวิหาร ๔ นี้ หรือการกั้นนิวรณ์ เราจะทรงตลอดไป มันก็เผลอบ้างอะไรบ้างเป็นของธรรมดาใหม่ๆ แต่ถ้าเป็นพระอริยเจ้าจริงๆ ไม่มีคำว่าเผลอ พรหมวิหาร ๔ นี่พระอริยเจ้าไม่เผลอ ยิ่งเป็นพระอริยเจ้าเบื้องสูงขึ้นไป พรหมวิหาร ๔ อย่างหนักต้องเป็นประจำใจ เพื่อประโยชน์ในการเป็นพระอนาคามี หรือพระอรหันต์
ต่อมาก็อารมณ์ที่ต้องการจริงคือ อานาปานุสสติ การรู้ลมหายใจเข้าออก พอตื่นนอนปั๊บจับลมหายใจเข้าออกทันที พร้อมกับคิดถึงเรื่องพรหมวิหาร ๔ เรื่องลมหายใจเข้าออกนี่มีความสำคัญมาก สติสัมปชัญญะจะทรง ความดีจะทรงตัวเพราะลมหายใจเข้าออก จิตใจจะมีความเยือกเย็นก็เพราะพรหมวิหาร ๔ อย่าลืมว่าพระอริยเจ้ามีอารมณ์เยือกเย็น
ถ้าพระโสดาบันก็มี ๓ ขั้น สัตตักขัตตุง โกลังโกละ เอกพิชี มีความเย็นเหนือขึ้นไปตามลำดับ พระสกิทาคามีก็เย็นกว่าพระโสดาบัน อนาคามีก็เย็นกว่าสกิทาคามี อรหันต์เย็นที่สุด ก็รวมความว่าเราต้องมีจิตเยือกเย็น อารมณ์เยือกเย็นจะมีได้เพราะพรหมวิหาร ๔ พรหมวิหาร ๔ จะทรงตัวได้เพราะ อานาปานุสสติ จำให้ดี เมื่อทรงอานาปานุสสติแล้ว จิตเราก็ยอมรับนับถือ นึกถึงพระพุทธเจ้าเป็น พุทธานุสสติ นึกถึงพระธรรมด้วยความเคารพ เคารพด้วยกันทั้งหมดนะ เป็น ธัมมานุสสติ นึกถึงพระอริยสงฆ์ด้วยความเคารพเป็น สังฆานุสสติ อย่างนี้เป็นการตัด วิจิกิจฉา ตัดสงสัย
มาถึงสักกายทิฏฐิทางด้านร่างกาย ขอย้อนกลับนิดหนึ่ง สักกายทิฏฐิ เห็นว่าร่างกายไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา อย่างนี้กำลังจะหนักเกินไปสำหรับพระโสดาบัน อารมณ์อย่างนี้ถ้าทรงตัวละเอียดจริงๆ ต้องเป็นพระอรหันต์ แต่การมีความรู้้สึกว่าไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ต้องมีความทรงตัว ถ้าจะคิดให้ง่ายลงมา เพราะว่าท่านบอกว่าใช้ปัญญาเล็กน้อย พระโสดาบันกับสกิทาคามี ถ้าไปล่อขนาดไม่ใช่เราไม่ใช่ของเราเข้าจะกลุ้ม แต่ว่าทำคล่องตัวก็ดี ถ้าทำถนัดควรทำเพราะมีความสำคัญมาก
ถ้ากำลังจิตยังอ่อนก็คิดตามนี้ว่า ร่างกายมันเป็น อนิจจัง หาความเที่ยงไม่ได้ มีความเสื่อมเป็นปกติ ไอ้เรื่องความเสื่อมเป็นไงหาเอาเองก็แล้วกันนะ อย่าให้อธิบายเลยมันจะเกินพอดีไป การไม่รู้ตัวแก่ ไม่รู้ร่างกายทรุดโทรมนี่ ก็ไม่ควรจะเข้ามาเป็นพระอริยเจ้า ไม่ต้องปฏิบัติกับเขา เวียนว่ายตายเกิดไปตามเรื่องก็แล้วกัน ร่างกายมันเกิดมาแล้วก็มีความเสื่อม จากเด็กเล็กเป็นเด็กใหญ่ จากเด็กใหญ่เป็นหนุ่มเป็นสาว จากเป็นหนุ่มเป็นสาวเป็นวัยกลางคน จากวัยกลางคนเป็นคนแก่ จากคนแก่เป็นคนตาย นี่มันไม่เที่ยง ขณะที่ทรงร่างกายอยู่ก็เป็นทุกข์ ทุกข์อะไรบ้าง ย้อนกลับฟังอนุสสติ และในที่สุดก็เป็น อนัตตา คือสลายตัว
ไหวไหม ถ้ายังคิดไม่ไหวใช้ต่ำลงมาอีกนิดหนึ่งเป็นพระโสดาบันขั้นต้นคือ สัตตักขัตตุง มีความรู้สึกว่า ร่างกายนี้มันต้องตาย ตายกับอนัตตานี่มันตัวเดียวกัน อาจจะมีบางคนบอกคำว่าตายนี่มันมรณานุสสติ เป็นสมถภาวนา ก็ต้องขอตอบว่าถ้าไม่โง่เสียอย่างมันก็เหมือนกัน ตายก็สลายตัว อนัตตาก็เหมือนกัน อนัตตาก็คือตาย ตายก็ค่อยๆ ย่อยไป ในที่สุดก็หายไป มันก็เหมือนกัน อย่าติดศัพท์มากเกินไป ใช้ปัญญาด้วย
ปัญญามีอยู่ควรจะใช้ให้มันเป็นประโยชน์ รู้จักใช้จะเบา ให้มีความรู้สึกว่าชีวิตนี้ต้องตายก็ได้ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาก็ได้ เห็นร่างกายไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเราก็ได้ ให้นึกเอาตามชอบ มีความรู้สึกอย่างนี้แต่ตอนเช้ามืด ต่อไปนี้ก็ยึดอารมณ์ให้มันแน่นอน เอาจริงเอาจัง ยอมรับนับถือพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์เป็นที่พึ่งจริงๆ แล้วอย่าปล่อยนะ นึกแต่เช้าให้ยันหลับ
แล้วต่อไป สีลัพพตปรามาส ก็มานั่งดูศีล ศีล ๕ ก็ดี กรรมบถ ๑๐ ก็ดี เราครบถ้วนไหม พระโสดาบันนี่จะมีแต่ศีล ๕ ไม่ได้ สังเกตดูปาก ปากพระโสดาบัน ไม่ใช่ปากชั่วเป็นปากดี จะเห็นได้ว่า อนาถบิณฑิกเศรษฐี ก็ดี นางวิสาขา ก็ดี ทุกท่านก็ตามที่เป็นพระโสดาบัน ท่านรักษาปากด้านกรรมบถ ๑๐ ปากดีไม่ใช่ปากเลว ไอ้ปากเลวถือเป็นปากหมาก็ไม่ได้ มันปากเลวกว่าปากหมา เพราะหมาด่าคนคนไม่รู้เรื่อง ไม่กลุ้ม ถ้าคนด่าคนนี่คนมันรู้เรื่องมันกลุ้ม
ในด้านปากก็คือว่า ข้อที่ ๑. ไม่พูดปด ข้อ ๒. ไม่พูดคำหยาบ ข้อ ๓. ไม่นินทาชาวบ้า่น คือส่อเสียดให้เขาแตกร้าวกัน และข้อที่ ๔. ไม่เพ้อเจ้อเหลวไหล นี่ทางวาจา ทางใจก็ไม่นึกอยากจะได้ทรัพย์สมบัติของใครมาครอบครองโดยไม่ชอบธรรม และก็ไม่โลภอยากได้ทรัพย์สมบัติ นี่ข้อ ๑ นะ ข้อ ๒ ไม่คิดประทุษร้ายใคร คือความโกรธยังมีอยู่ แต่การจองล้างจองผลาญไม่มี แล้วข้อที่ ๓ ทางใจมีความเห็นไม่ค้านคำสอนของพระพุทธเจ้าที่เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ คือพระพุทธเจ้าตรัสมา ใช้ปัญญาพิจารณาตามแล้วปฏิบัติตามด้วย ในที่สุดก็เห็นว่าพระพุทธเจ้าตรัสถูก มีความสุข
นี่เป็นอันว่าครบแล้วนะ ครบพระโสดาบัน ขอย้อนอีกครั้งหนึ่ง อันดับแรก ตั้งอารมณ์ไว้ในด้านกัน เรียกว่ากันนิวรณ์ ๕ ประการ นิวรณ์ ๕ ประการจะกันไว้ชั่วคราวประเดี๋ยวเดียว แล้วก็เข้ามาทับใหม่ก็ช่างมัน มันเผลอก็เอาใหม่ ประการที่สอง ทรงพรหมวิหาร ๔ ประการที่สาม เห็นว่าร่างกายนี้ตายหรือร่างกายเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือว่าร่างกายนี้ไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา ๓ อย่างนี้อย่างใดอย่างหนึ่งใช้ได้
และประการต่อไป ยอมรับนับถือพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ นี่ตัดวิจิกิจฉา ร่างกายตัดสักกายทิฏฐิเบื้องต้น แล้วก็ต่อมารักษาศีล ๕ กรรมบถ ๑๐ กรรมบถ ๑๐ ก็ได้แก่ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม เอาศีล ๕ เข้ามาบวก ไม่ดื่มสุราและเมรัย ไม่พูดปด ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดนินทา ไม่เพ้อเจ้อเหลวไหลไร้ประโยชน์ แล้วก็ไม่คิดอยากได้ทรัพย์สมบัติของใคร ไม่คิดจองล้างจองผลาญใคร มีความเห็นตรงที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไม่ฝืน
อย่างนี้เป็นอันว่าครบองค์ของพระโสดาบันกับสกิทาคามี คือตัดสังโยชน์ ๓ ได้ แต่ว่าจะเป็นหรือไม่เป็น นักปฏิบัติก็สังเกตตามนี้ ขณะที่ทำไปขณะใดที่จิตทรงสมาธิหรือว่าจิตทรงตัว เวลาที่ปฏิบัติอยู่ในตอนต้นอารมณ์จับพระนิพพานรู้สึกว่ามันยาก การนึกถึงพระนิพพานเป็นของยาก แต่ว่าพอจิตเข้ามาใกล้ความเป็นพระโสดาบัน ท่านเรียกว่า โคตรภูญาณ ในตอนนี้บรรดาท่านทั้งหลาย จิตจะรักพระนิพพานเป็นกรณีพิเศษ จิตมีความต้องการอย่างเดียวคือ นิพพาน อย่างอื่นเราไม่มีความต้องการ
เมื่อจิตมีอารมณ์หน่วงเหนี่ยวพระนิพพานเป็นอารมณ์เป็นปกติอย่างนี้ ท่านเรียกว่าโคตรภูญาณ คือเป็นผลระหว่างจะถึงความเป็นพระโสดาบัน ต่อมาจิตเลื่อนขึ้นมาเป็นพระโสดาบันจริงๆ ตอนนี้อารมณ์ธรรมดาจะเกิด คำว่า ธรรมดา หมายความตอนก่อนจากนี้ความรุนแรงของจิตยังมีอยู่ ยกตัวอย่างเฉพาะ โทสะ สังเกตง่าย ใครพูดอะไรมาไม่ถูกใจอาจจะโกรธ อาจจะฉุนเฉียวง่าย แต่ว่าพอถึงความเป็นพระโสดาบันมันเกิดขึ้น อารมณ์ธรรมดาย่อมเข้ามาถึงใจง่ายขึ้น
นั่นคือใครเขาด่า ใครเขาว่า ใครเขานินทา อย่าลืมว่าพระโสดาบันยังรู้สึกโกรธ พระสกิทาคามีก็ยังรู้สึกโกรธ แต่ความโกรธของพระโสดาบันไม่รุนแรงเท่าปุถุชน ความไม่พอใจพระสกิทาคามีมีนิดหน่อย น้อยกว่าพระโสดาบันมาก ก็รวมความว่า พระโสดาบันยังมีความโกรธ แต่ความโกรธของท่านมันเบา แค่พั๊บเดียวก็หายไป การจองล้างจองผลาญจองเวรจองกรรมจะแก้มือ ไม่มีในพระโสดาบัน ฉะนั้นคนที่จะเป็นพระโสดาบันได้ต้องคิดตามนี้นะ
นี่คือกฎธรรมดา คือความเป็นธรรมดาเกิดขึ้น ในบางขณะรู้สึกโกรธบ้าง แต่มันหายเร็ว ถือว่าการถูกด่า ถูกว่า ถูกนินทาเป็นของธรรมดา ความอยากรวยยังมีในพระโสดาบัน แต่ว่าการรวยก็ไม่ลักไม่ขโมย ไม่ยื้อแย่งไม่คดโกงใคร ทำมาหากินจนรวย ดูตัวอย่างนางวิสาขาหรืออนาถบิณฑิกเศรษฐี สองคนนี่รวยมาก แต่ก็ยังทำมาหากินอยู่ ยังมีคนงาน ฉะนั้น ท่านนักปฏิบัติอย่าเมาเกินไป จงอย่าคิดว่าเป็นพระอริยเจ้าแล้วไม่ต้องทำมาหากิน อย่างนี้อดตาย ยังไม่เต็มขั้นยังต้องทำมาหากิน แต่ทำมาหากินในความซื่อสัตย์สุจริต สิ่งใดต้องจ่ายก็จ่าย สิ่งใดควรรับก็รับ จ่ายเป็นค่าแรงงานก็ดี ค่าวัตถุก่อสร้าง ค่าวัตถุทำมาหากิน พืชต่างๆ ก็ตามหรือการค้าก็ตาม ภาษีอากร เราก็จ่ายตามปกติ ไม่เบียดไม่บังไม่คดไม่โกงใคร อย่างนี้เป็นอารมณ์พระโสดาบัน
ทีนี้พระโสดาบันกับพระสกิทาคามียังไม่จำกัดเขต นั่นก็หมายความว่าพระโสดาบันยังมีความรักในระหว่างเพศ นี่คนที่มีความรักในระหว่างเพศจะมีความรู้สึกว่าร่างกายไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรามันไม่ได้แน่ เพราะร่างกายไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา ถ้ามีความรู้สึกอย่างนี้ความรักมันก็ไม่มี ความรักในระหว่างเพศมันก็ไม่มี นี่ยังมีอยู่
อย่าง นางวิสาขา ท่านเป็นพระโสดาบันตั้งแต่อายุ ๗ ปี พออายุ ๑๖ ปีท่านก็แต่งงาน เป็นภรรยาของพรานกุกกุฏมิต เป็นลูกของมหาเศรษฐี เพียงแค่อายุ ๑๖ ปี เห็นนายพรานมาขายเนื้อเป็นคู่เก่าในชาติก่อน เกิดมีความรัก นั่นไม่ใช่ผู้ชายหาผู้หญิง ผู้หญิงไปดักทางผู้ชาย ไปมีสามีทิ้งความเป็นเศรษฐี ความจริงพระโสดาบันยังเป็นอย่างนี้ก็อย่าไปด่ากัน
ก็รวมความว่าพระโสดาบันยังมีการแต่งงาน พระสกิทาคามีก็เหมือนกัน คนที่แต่งงานแล้วก็ไม่ต้องเลิกการแต่งงาน ไม่ต้องพักผ่อน อยู่้ในฐานะสามีภรรยาไปตามปกติ คนที่ไม่มีสามีไม่มีภรรยาก็แต่งงานได้ แต่ว่าจิตใจในครอบครัวมันเยือกเย็นมีความรักเฉพาะคู่ตัวผัวเมีย ไม่นอกใจซึ่งกันและกัน เกิดความสุขได้ ก็รวมความว่าพระโสดาบันยังมีความรัก ยังมีอยากรวยก็ไม่ต้องเรียกว่าโลภ ถ้าโลภนี่อยากได้ทรัพย์สมบัติของคนอื่น แต่อยากรวยไม่ใช่โลภ คือทำมาหากินให้มันรวย พระโสดาบันยังมีความโกรธ พระโสดาบันยังมีความหลง เพราะยังมีการแต่งตัวให้สวย ยังรักคนอื่น อย่างนี้ไม่เรียกหลงไม่ได้ แต่อยู่ในขอบเขตของธรรมะและขอบเขตของศีล รวมความว่าอยู่ในขอบเขตของศีลและกรรมบถ ๑๐
ก็รวมความว่า ท่่านทั้งหลายวันนี้เราก็พูดจบกันแค่พระโสดาบัน ตอนนี้ตอนที่หนึ่ง เป็นอันว่าพระโสดาบันนี้ ควบกับพระสกิทาคามี ถ้าเป็นพระโสดาบันเบื้องต้น ความรุนแรงของจิตมีนิดหน่อย ความโกรธมีอาจจะแรงแต่หายเร็ว ความอยากได้มีแต่หายเร็ว ถ้าหากว่าพระโสดาบันโกลังโกละ เบาลงไป ถ้าเอกพิชี พระโสดาบันละเอียด ความรัก ความโลภ ความโกรธ ความหลงมันมีเหมือนกัน แต่รู้สึกว่าไม่ค่อยเกิด คนที่อยู่ระหว่างคู่ตัวผัวเมีย ระหว่างสามีภรรยา จะเฉยต่อกันมากในด้านของความรัก
พอถึงพระสกิทาคามีละเอียด สังเกตไว้ด้วยตอนนี้เอาทั้งสองอย่างติดกันไป พอถึงสกิทาคามีละเอียด ให้สังเกตตัวว่าอารมณ์มันเฉยหมด ความรักในระหว่างเพศมันก็เฉย ความอยากรวยมันก็เฉย ความโกรธมันก็เฉย ความหลงมันก็เฉย มันเฉยชืดๆ ไม่มีความรู้สึกในเรื่องนี้ทั้งหมด แต่ว่าในบางขณะบางครั้ง บางครั้งจะแสดงอารมณ์ออก บางครั้งซึ่งไม่มีอะไรสัมผัสกันต่อหน้านี่ไม่มีความรู้สึกเรื่องความรัก วัตถุทั้งหลายจะดีแสนดีขนาดไหน เป็นเพชรเป็นทองเป็นพลอยก็ตาม เจอะเข้าไม่มีความรู้สึก
แต่ทว่าบางทีขณะที่อารมณ์สงัด ความรักมันโผล่หน้าขึ้นมานิดหนึ่ง ทั้งๆ ที่ไม่มีวัตถุประจันหน้ากัน มันมีความรู้สึกว่าความรักนี่อาจจะดีเนาะ นึกถึงคนนั้นนิด คนนี้หน่อย มันจะตั้งอยู่เวลาอย่างนานไม่เกิน ๒ นาที ก็สลายตัวไป แต่ความจริงแล้วมันไม่เกิน ๑ วินาที ให้เวลามากๆ ว่าไม่เกิน ๒ นาทีก็สลายตัวไป จิตก็มีความเยือกเย็นตามปกติ
ฉะนั้น พระสกิทาคามีในระหว่างที่อยู่กับสามีภรรยา ก็คงจะอยู่กันอย่างคนอยู่กับพระพุทธรูป หรือคนอยู่กับตุ๊กตา ประโยชน์ในการความรักระหว่างเพศมันไม่มีเลย เกิดขึ้นมาไม่ได้ อารมณ์นี้เคยมีคนมาบ่นว่าความรู้สึกเป็นยังงี้แต่ภรรยาเขาต้องการ อันนี้ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เรามีภรรยาก็ต้องเป็นยังงั้น ทางที่ดีก็หาคนใหม่ให้เขาก็แล้วกัน เราไม่ไหว พอ ก็รวมความว่าวันนี้ก็พูดจบกันแค่พระโสดาบันกับสกิทาคามี เวลาก็เหลือไม่ถึง ๑ นาที ขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้
จากหนังสือ หมวดพระอริยเจ้า (ตอนที่ ๑) หลวงพ่อพระราชพรหมยาน
ท่านผู้ฟังทั้งหลาย วันนี้วันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๓๑ เป็นวันเสาร์ สองตอนนี่บันทึกวันเดียวกันไล่เลี่ยกัน ตอนแรกลืมบอกเพราะกำลังป่วย เวลาที่บันทึกนี่วันต้องล้างท้อง มันป่วยมาก แต่ก็ไม่เป็นไร ในเมื่อมันใกล้จะตายก็ตายกับธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นของดี
การพูดเรื่องตายรู้สึกจะเฟ้อไปหน่อย บรรดาญาติโยม แต่ความจริงไม่เฟ้อ ความตายเป็นของจริง แก่มากก็ตายเร็ว นั่นหมายความว่าความแก่คืบคลานเข้ามา มันก็หมายความว่าความตายมันใกล้เข้ามา มันก็ไม่เป็นไร แต่ก่อนจะตายถ้ามีแรงอยู่ ธรรมะของพระพุทธเจ้าที่มีความเข้าใจขนาดไหน ก็จะพยายามถ่ายทอดไว้
แต่ว่าถ้าจะให้หมดมันก็ไม่หมดแน่ เพราะความเข้าใจนี่ดึงเอามาใช้ให้หมดไม่ได้แน่ ในบางอย่างก็เกินวิสัยของบุคคลผู้รับฟัง ก็ขอพูดเท่าที่พึงพอจะพูดได้ มาถ่ายทอดกันไว้ ถ้าไม่เหมือนกับของใครก็ต้องขออภัยด้วย เพราะต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างได้
ก็รวมความว่าคำว่าได้ ไม่ได้หมายความว่าเป็นพระอริยเจ้า ก็หมายความว่าต่างคนคือว่าได้ก็หมายถึงว่าได้ในการปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านั่นเอง จะไปโมเมเปตานังว่าคนพูดเป็นพระอริยะ มันจะผิด มันจะผิดหรือไม่ผิดก็ไม่ควรคิด ก็คิดว่าไม่ควรพูดดีกว่า เรามาปฏิบัติตามท่าน จะเป็นอะไรหรือไม่นั้นอย่าไปสนใจ ถ้าไปสนใจกับการบรรลุนั่นบรรลุนี่ มันจะเป็นมานะกิเลส กิเลสตัวนี้ทำให้พวกเราพัง ลงอบายภูมิ
ก็เป็นอันว่า ต่อนี้ไปก็ขอพูดเรื่องอารมณ์ พระอนาคามี ไอ้เรื่องระงับนิวรณ์เห็นจะไม่ต้องบอกกันนะ แต่ว่าก็ควรพูด เพราะว่าคนฟัีงมีฐานะไม่เสมอกัน มีกำลังใจไม่เท่ากัน นิวรณ์ ๕ คือความรักระหว่างเพศ และก็ความโกรธ ความง่วง ฟุ้งซ่าน อารมณ์สงสัย อย่าให้มีในใจ ถ้าอยากฟังละเอียดถอยหลังไปฟังอนุสสติ ต่อนี้ไปก็เริ่มจับลมหายใจเข้าออก หายใจเข้าหายใจออกรู้ตามที่ฝึกมาแล้ว อย่าให้พูดมันจะช้า สิ่งที่ต้องทำเวลานี้สำหรับการเข้าถึงอนาคามี ที่สำคัญก็คือพรหมวิหาร ๔ อันนี้ต้องยกพรหมวิหาร ๔ ขึ้นมาเป็นพื้นฐานเป็นฌาน รวมรวบกับ กายคตานุสสติ กับ อสุภกรรมฐาน ทั้งสองอย่างนี้เป็นฌาน ถ้าอันนี้ไม่ถึงฌาน ๔ มันไม่มีหวังเป็นพระอนาคามี นี่ว่ากันตามแนวของตำรานะ ตามแนวของการปฏิบัติอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก
ถ้าตามแนวของการปฏิบัติจริงๆ เมื่อถึงพระโสดาบันแล้ว เขาไม่เข้าอนาคามีกัน เขาจับอารมณ์พระอรหันต์เลย อารมณ์พระอรหันต์เขาจับตัวท้ายคือ ตัดอวิชชา ตัดความรู้สึกพอใจในมนุษยโลก เทวโลก และพรหมโลก ที่มีความรู้สึกว่ามนุษยโลกดี เทวโลกดี พรหมโลกดีไม่มี เขาต้องการนิพพานตรง และหันเข้าไปตัดโลภะ โทสะ โมหะ เขาล่อกันย่อๆ แบบนี้นะ และก็เห็นร่างกายและก็เอาจิตเข้าไปวางเฉยในร่างกาย ในวัตถุทุกอย่าง
อย่าเพิ่งพูดเลย ที่ว่าเขาทำถึงพระโสดาบันแล้วเขาเข้าอย่างนี้ เขาไม่เข้าอนาคามีกัน และอารมณ์ของคนก็ไม่เท่ากัน กำลังใจวาสนาบารมีไม่เท่ากัน ถ้าไปพูดแบบนั้นคนที่กำลังใจไม่ถึง บารมีเต็มคือกำลังใจเต็ม ถ้าคนที่กำลังใจเต็มไม่ครบ วาสนาบารมีไม่ถึงอรหันต์ก็ยุ่ง อันนี้ทั้งหมดว่ากันตามตำรา ตาม วิสุทธิมรรค
ก็หันมาจับอารมณ์พระอนาคามี อันดับแรก พรหมวิหาร ๔ พรหมวิหาร ๔ นี่ต้องเป็นฌาน แต่พรหมวิหาร ๔ ที่พูดเมื่อกี้ต้องเป็นฌาน ๔ ถ้าอารมณ์คิดเป็นฌาน ๔ ไม่ได้ แต่เป็นฌาน ๑ ได้ แต่มีอารมณ์ทรงตัว คือมีพรหมวิหาร ๔ เกาะใจเต็มอัตรา ตัดความโกรธความพยาบาทออกไป นี่ความจริงจะข้ามตัวนี้ไม่เป็นไรนะ ตัดความโกรธ ความพยาบาทออกไปเสีย มีแต่อารมณ์ความรักความสงสารความหวังดี และก็เฉยในเมื่อเกินวิสัย อารมณ์ต่างๆ อยู่ในกฎเกณฑ์ของธรรมดา
จำไว้ให้ดีว่า นัตถิโลเก อนินทิโต ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า คนไม่ถูกนินทาเลยไม่มีในโลก ข้อนี้เป็นข้อที่สำคัญที่สุด คนจะตกในสภาพของความโกรธได้ก็เพราะถ้อยคำของคนอื่น ในเมื่อคนอื่นเขานินทาว่าร้าย เขาเสียดสี เขาด่า เราไม่ชอบใจเราก็โกรธ
ทั้งนี้ถ้าอารมณ์ของพระอนาคามี เห็นเขาเสียดสี เขาด่า เขานินทา เขาว่าร้าย แทนที่จะโกรธก็มีเมตตาอยู่แล้ว เมตตาความรัก ก็ไม่โกรธในคนรักแถมกลับสงสาร สงสารเพราะอะไร เพราะว่าคนยิ่งมีจิตบริสุทธิ์เกิดขึ้นมา ไปด่าเข้า ไปนินทาเข้า ไอ้ผลร้ายมันก็สะท้อนเข้าไปหาคนด่าคนนินทาหนัก ก็มีความสงสารคิดว่าคนนี้มีจิตวุ่้นวาย มีความหลงผิด เพราะถ้อยคำของคนจะทำให้คนอื่นเป็นไปตามถ้อยคำของเรามันเป็นไปไม่ได้
เราอยากจะแช่งให้เขาตาย เขาก็ไม่ยอมตาย จะด่าเขาเป็นสัตว์เขาก็ไม่ยอมเป็นสัตว์ จะแช่งให้เขาป่วยไข้ไม่สบาย เขาก็ไม่ป่วยไข้ไม่สบาย ในเมื่อเป็นไปไม่ได้ตามนั้น อารมณ์กลุ้มมันก็เกิด มันก็กลุ้มมาก กลุ้มมากหนักเข้าก็มีแต่ความเดือดร้อน กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ยิ่งคิดประทุษร้ายเขาแบบไหนก็ตาม คนที่ถูกเราคิดประทุษร้ายเขายังไม่มีอะไร เขายังกินได้นอนหลับตามปกติ แต่คนคิดในเมื่อมีความคิดยังไม่สมหวัง ก็วางแผนเรื่อยๆ ไป กินไม่ได้นอนไม่หลับ
อะไรเกิดขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นมาก็คือโรคประสาทติดตามมา เมื่อโรคประสาทเข้ามาถึง เป็นอะไรบ้าง เริ่มเป็นคนบ้า ปกติความบ้าก็มีอยู่แล้ว เพิ่มความบ้าเข้ามาอีกเพราะความโกรธ คนมีอารมณ์โกรธก็เหมือนคนบ้า สิ่งใดที่ไม่น่าจะทำ วาจาหยาบคายไม่น่าจะทำ อาการหยาบคายไม่น่าแสดงออกก็แสดงออก ก็เป็นความบ้าที่รักษาได้ยาก หมอแผนโบราณก็ดี หมอแผนปัจจุบันก็ดี ไม่มีความสามารถรักษาโรคนี้ได้
ฉะนั้น ขอท่านทั้งหลายจงละความบ้า หันมาจับความดีที่มีอารมณ์เยือกเย็น คืิอตั้งเมตตาความรักเป็นที่ตั้ง กรุณาความสงสาร มุทิตาจิตอ่อนโยน ยอมรับนับถือความดียินดีด้วย อุเบกขา สิ่งใดที่เกินวิสัย เขาด่าเขาว่ามาไม่ชอบใจ เราก็วางเฉย ก็คิดว่าเราจงอย่าต่อต้านคนบ้า ต้องคิดเหมือนที่พระพุทธเจ้าท่านคิด ท่านมีพราหมณ์ ๔ คนมาด่า ไม่ใช่เวลาเดียวกัน เพื่อนด่าแล้วเพื่อนอีก ๓ คนก็มาด่า ด่าเหมือนกัน เมื่อด่าจบเขาก็ชี้มือชี้หน้าพระพุทธเจ้าบอกว่า พระสมณโคดม แกแพ้ข้าแล้ว พระพุทธเจ้าถามว่า ตถาคตแพ้เธอตรงไหนล่ะ เขาก็บอกว่าข้าด่าแก แกไม่ด่าตอบ แกแพ้ข้า
พระพุทธเจ้าก็ทรงตรัสว่า พราหมณะ ดูก่อนพราหมณ์ ตถาคตมีความรู้สึกว่าบุคคลใดโกรธตถาคตมา ถ้าตถาคตโกรธตอบ ตถาคตน่ะเลวกว่าคนนั้นนะ ก็บังเอิญพราหมณ์ทั้ง ๔ คนเป็นบัณฑิตอยู่บ้าง ฟังถ้อยคำแบบนี้แล้วก็ตกใจ คิดว่าเราเลวมากเสียแล้ว นั่งกระโหย่งยกมือไหว้ขอขมา ขอฟังเทศน์แล้วก็บวชแล้วก็เป็นพระอรหันต์
ฉะนั้น ท่านนักปฏิบัติจงถือระบบตามพระพุทธเจ้าทรงปฏิบัติมา ทีแรกก็อาจจะนิ่งเฉยๆ อดใจ ทีหลังอดนานๆ เข้าใจมันชิน ใจจะมีอารมณ์ปกติ เห็นหน้าคนมีความรัก เห็นหน้าสัตว์มีความรัก รักมาแล้วเกิดความสงสาร ถ้าเขาได้ดีดีใจกับเขา ดีใจร่วมกับเขา ถ้าเขามีภัยช่วยไม่ได้ก็วางเฉยไม่ซ้ำเติม พรหมวิหาร ๔ นี้มีไว้สำหรับตัด ปฏิฆะ คือความไม่พอใจ อารมณ์ที่เข้ามากระทบกระทั่งทำให้เราไม่พอใจแม้แต่เล็กน้อย
ถ้าเราถูกด่าหนัก เราก็ไม่โกรธ ถูกด่าเบานินทาเบา เราก็ไม่โกรธ กระทบกระทั่งนิดหน่อย เราก็ไม่มีความรู้สึก อย่างนี้เป็นพระอนาคามีอันดับแรก ยังๆ ไม่ได้ครึ่งของพระอนาคามี ถ้าหากว่าเราใช้พรหมวิหาร ๔ ไม่เป็นที่ถูกใจกำลังใจไม่เข้มแข็งพอ ก็คุมพรหมวิหาร ๔ ไว้ ใช้ กสิณ เป็นกำลัง กสิณที่จะใช้คือ กสิณสีแดง สีเขียว สีขาว สีเหลือง ๔ สีนี่อย่างใดอย่างหนึ่งทำกสิณให้เป็นฌาน ๔ กสิณทำฌานง่าย เป็นกรรมฐานหยาบ
ทำกสิณเป็นฌาน ๔ มีอารมณ์ทรงตัว กำลังของฌาน ๔ ของกสิณจะเข้ามาคุมพรหมวิหาร ๔ ได้ดีมาก และสามารถมีกำลังตัดกิเลสคือโทสะความโกรธได้ดี โทสะ ปฏิฆะนี่อารมณ์กระทบกระทั่ง โทสะคือความโกรธ ในเมื่อปฏิบัติในกสิณ ๔ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง กสิณทั้ง ๔ อย่างนี่ไม่ต้องใช้ทั้ง ๔ อย่างนะ ใช้อย่างใดอย่างหนึ่ง อยากจะทราบไปฟังรายละเอียดตอนที่พูดเรื่องกสิณ ในเมื่อกสิณทรงฌาน ๔ แล้ว อารมณ์ปกติจะสามารถทรงพรหมวิหาร ๔ ได้ดี
และเวลานั้นก็ต้องเข้ามาหา สักกายทิฏฐิ ความรู้สึกของร่างกาย คือต้องเข้ามาเห็นว่าร่างกายนี้เป็นอนิจจัง มันเป็นของไม่เที่ยง ทุกขังเป็นทุกข์ อนัตตา สลายตัวไปในที่สุด ร่างกายนี้มันไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา ไปนั่งโกรธหาตะบันตะบวยอะไร อารมณ์เป็นอารมณ์ของอบายภูมิ เราทิ้งมาจากพระโสดาบันแล้ว อารมณ์นี้คืออารมณ์ต้องการอบายภูมิ เราทิ้งมาจากพระโสดาบัน ถ้ามาโกรธตอนนี้เรากลับลงอบายภูมิอีก ความเป็นพระโสดาบันก็สลายตัว อย่าลืมว่าจิตเข้ามาถึงจุดนี้แล้ว ความเป็นพระโสดาบันไม่สลายนะ พระอริยเจ้านี่ถ้าได้แล้วก็ได้เลย ไม่มีคำว่าเสื่อม ไม่มีคำว่าถอยหลังมีแต่ดีขึ้น
ในเมื่อพรหมวิหาร ๔ มา ตั้งกสิณ ๔ ทรงตัว มาจับสักกายทิฏฐิ คือร่างกายมันต้องพัง มันต้องสลายตัว อารมณ์โกรธมันก็ไม่มี มีความรู้สึกตามความเป็นจริงว่า ไอ้คนด่ามันก็ตาย ไอ้คนถูกด่าก็ตาย วาจาด่าก็สลายตัวไปเป็นอนัตตา พูดแล้วก็หายไป ไม่มีอะไรเป็นเครื่องยึดถือ ไม่มีอะไรก่อตัว แค่นี้ก็พอเดี๋ยวจะไม่จบกันสิเนี่ย
ต่อไปก็เป็นการเข้ามาตัด กามฉันทะ ใช้กายคตานุสสติ กับ อสุภกรรมฐาน ตามที่กล่าวมาแล้วในอนุสสติ กายคตานุสสติ กายมีอาการ ๓๒ เอาธาตุ ๔ เข้ามารวมด้วย อาการ ๓๒ มาจากธาตุ ๔ คือ ธาตุน้ำ ธาตุดิน ธาตุลม ธาตุไฟ นี่จะไม่อธิบายไม่ใช่ตำรา มันไม่มีความแน่นอน เต็มไปด้วยความสกปรกโสโครก ทีนี้ความสกปรกมาจากไหน ร่างกายเราเลี้ยงด้วยอาหาร อาหารที่กินเข้าไปทั้งหมดเนี่ย มันเป็นอาหารมาจากพื้นฐานแห่งความสกปรก
ปุ๋ยที่ทำให้ต้นไม้เกิดพืชเกิดมันสกปรก ปลาและสัตว์มีน้ำเลือด น้ำเหลือง น้ำหนอง สกปรกทั้งหมด เวลาที่เรากินอาหารก็พิจารณาอาหาร ว่าอาหารนี่เป็นพื้นฐานมาจากความสกปรกโสโครก เรากินเข้าไปร่างกายสร้างด้วยอาหารก็สกปรก ในเมื่อร่างกายสกปรก อะไรบ้างเป็นที่รัก ดูร่างกายของเราและดูร่างกายคนอื่น ถ้าอย่างนี้เป็นเอกัคคตารมณ์ทั้งหมด ถ้าต้องการความละเอียดไปศึกษาใน อนุสสติ
เมื่อตัดได้สองอย่าง คือว่าตัดความรักในร่างกายเสียได้ ร่างกายมันสกปรกก็เป็นนิพพิทาญาณ เกิดอารมณ์เบื่อหน่ายในร่างกายทั้งหมด ร่างกายเราก็เบื่อมันสกปรก ร่างกายคนอื่นเราก็เบื่อมันสกปรก ร่างกายสัตว์เราก็เบื่อมันสกปรก แต่ก็ไม่คิดทำลาย เพราะเรามีเมตตา มีกรุณา เมตตาความรักมีอยู่ กรุณาความสงสารมีอยู่ เบื่อจนถึงที่สุดคล้ายกับว่าร่างกายของเราร่างกายคนอื่นเหมือนกับสุนัขเน่า มันเกาะร่างกายเหม็น อารมณ์ที่เป็นกามฉันทะมีความรักในเพศก็ดี ความโกรธก็ดีก็สลายตัวไป อย่างนี้เป็นพระอนาคามี
ขอพูดโดยย่อเพราะเวลามันน้อย เวลาประมาณ ๑๐ นาที ทีนี้ขอพูดเรื่องพระอรหันต์ ในเมื่อตัดสังโยชน์ได้ ๕ ข้อ คือว่ากามฉันทะกับปฏิฆะได้แล้วนะ ต่อมาเป็น พระอรหันต์ ว่ากันตามแบบ ก็มาตัดอีก ๕ คือ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา
รูปราคะ ความจริงตอนนี้ปัญญามีมากแล้ว เป็นของไม่หนัก รูปราคะได้แก่รูปฌาน อรูปราคะ คืออรูปฌาน คำว่า"ตัด" หมายความว่า ไม่หลงใหลในรูปฌานและอรูปฌาน โดยมากท่านที่ปฏิบัติกรรมฐาน ทำมาตั้ง ๒๐ ปี ไม่มีอะไรเป็นผลก็เพราะหลงในรูปฌานและอรูปฌาน เข้าใจว่ารูปฌานก็ดี อรูปฌานก็ดี เป็นของเลิศ เกาะอยู่ตามนั้นก็ไม่ไปถึงไหน คำว่าฌานโลกีย์ไม่มีการทรงตัว มันขึ้นกับร่างกาย ร่างกายดีฌานก็หนักแน่น ร่างกายไม่ดีฌานก็ไม่หนักแน่น ฌานก็สลายตัวบ้าง เสื่อมไปบ้าง ก็เกิดความกลุ้ม
ก็รวมความว่า รูปฌานและอรูปฌานทั้งสองประเภทนี้ เรามีไว้ เราต้องมีไม่ใช่ทิ้ง แต่ก็ไม่หลง ไม่คิดว่าเราเลิศแค่นี้ดีพอแล้ว คำว่ารูปฌาน อรูปฌาน ไม่ใช่ของเลิศ เป็นกำลังช่วยปัญญาห้ำหั่นกิเลส ทีนี้ในเมื่อเราพิจารณาแบบนี้แล้ว ก็คิดว่ารูปฌานก็ดี อรูปฌานก็ดี เป็นของดีไม่ใช่ของเลว แต่เราจะติดอยู่แค่นี้ไม่ได้ เราต้องก้าวต่อไป ใช้กำลังรูปฌานและอรูปฌานมันทั้งสองอย่าง หรืออย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ตามที่ได้นะ บางท่านยังไม่ได้อรูปฌานจะกลุ้ม ไม่ต้องกลุ้ม คือไม่จำเป็นต้องกลุ้ม ถ้ายังไม่ได้อรูปฌานก็ใช้แค่รูปฌานก็พอ เราไม่ต้องเป็นพระอรหันต์ขั้นสุดท้ายคือปฏิสัมภิทาญาณ
อรหันต์สุกขวิปัสสโก นี่เราสอนกันขั้นสุกขวิปัสสโกน่ะ วันนี้ก็ยังไม่สบายมากอยู่ มันจะตายวันนี้หรือยัง จะตายก็ตายไป ถ้าขั้นสุกขวิปัสสโกก็เอากันแค่รูปฌานก็พอ รูปฌานที่ผ่านมามันทรงตัว เราใช้กำลังรูปฌานหรืออรูปฌานด้วยก็ได้ เข้าไประงับตัดกิเลส ตัวต่อไปคือ มานะ การถือตัวถือตน การตัดกิเลสนี่ กำลังมโนมยิทธิช่วยตัดจะง่ายมาก จะพูดภายหลัง จะพูดต่อเทปหน้าไม่ใช่เทปนี้
มานะ การถือตัวถือตน ไม่ควรมีในเรา ถือไปก็ไร้ประโยชน์ คนเกิดมาในฐานะเช่นไร รูปร่างแบบไหน ก็ตายกันหมด ร่างกายก็สกปรกเหมือนกันหมดตามหลักของพระอนาคามี ร่างกายก็ทรุดโทรมแก่เฒ่าเหมือนกันหมด ตามหลักของอนิจจัง ร่างกายไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา ตามหลักของพระอรหันต์ ในเมื่อร่างกายมันต้องพัง จะถือตัวถือตนถือร่างกายไม่มีประโยชน์ วางทิ้งไปเลย กับคน กับหมู กับหมา คบได้หมดไม่รังเกียจกัน คำว่าไม่รังเกียจ คือไม่รังเกียจในฐานะที่ร่างกายมีธาตุ ๔ เหมือนกัน
และต่อไปก็ อุทธัจจะ อารมณ์ฟุ้งซ่าน ตอนนี้เป็นอรหัตมรรคนะ ที่พูดนี่ไม่ใช่คนพูดนะ เป็นหลักการของวิชาการเป็นอรหัตมรรค ตอนนี้อารมณ์อรหัตมรรคยังมีอารมณ์ฟุ้งซ่านอยู่ จะถามว่าฟุ้งซ่านเหลวไหลในนิวรณ์หรือ ก็ต้องตอบว่าไม่เหลวไหล ความฟุ้งซ่านของท่านยังมี มีบ้างเล็กน้อย คือมีไม่เหมือนเรา คือว่าไม่ฟุ้งซ่านในด้านของอกุศล บางทีเวลาภาวนาบ้าง พิจารณาบ้าง ก็คิดเฉื่อยไปนิดหนึ่ง ไม่เกี่ยวกับกามารมณ์ ไม่เกี่ยวกับความโกรธ บางครั้งมันเหนื่อยหนักๆ เข้า ก็เออ นอนแค่นี้ก็พอว่ะ มันตายแค่ตอนนี้เราก็ไปนิพพานได้แล้ว ทำให้เหนื่อยทำไม มันยังไม่ไปนิพพาน ไม่ได้ไปก็ไปอยู่โน้น สหัมบดีพรหม ไปอยู่พรหมชั้นที่ ๑๖ แล้วก็ไปนิพพาน ไปเอง อาจจะฟุ้งไปนิดหนึ่ง และต่อมาถ้ากำลังดีขึ้น บอก ไม่เอาแล้วว่ะ ไปนิพพานเสียชาตินี้เลยดีกว่า อีกนิดเดียวก็เป็นอรหัตผลแล้ว แค่ฟุ้งเล็กน้อย
ต่อมาก็ตัดตัวสุดท้ายคือ อวิชชา ตัวนี้ตัดไม่ยาก มันง่ายแล้ว เพราะทุกอย่างมีความเข้าใจหมด แต่ว่าสุกขวิปัสสโกนี่รู้สึกหนักๆ ไปนิดหนึ่ง เพราะมองไม่เห็นของจริง ยังไม่รู้จักเทวดา ไม่รู้จักพรหม รู้จักตามพูดตามบอก แต่ไม่เคยไป ไม่เคยเห็น ขาดทิพจักขุญาณ ก็ต้องนั่งนึกใช้ปัญญาหนักหน่อย ว่าเกิดเป็นมนุษย์ เป็นเทวดา เป็นพรหม มันก็ไม่ดีนะ มันมีทุกข์อย่างนี้ เวลานี้เราเข้าถึงตอนนี้แล้ว ธรรมะมันก็มีทุกข์ ทุกข์ประจำก็คือหิว มันหิวทุกวัน หนาวทุกวัน ร้อนทุกวัน ปวดอุจจาระ ปวดปัสสาวะ มันทุกข์ ร่างกายมันป่วยไข้ไม่สบายมันเป็นทุกข์ ถ้าเราจะทิ้งมันไว้ บังเอิญไปเผลอไปเกิดอีกชาติหนึ่ง มันเกิดเข้ามันก็มีทุกข์อีก แต่เข้ามาถึงนี่แล้วเราไม่เกิด เราไปเป็นเทวดาและพรหม เกิดเป็นเทวดาและพรหม ก็ต้องมีอารมณ์ ต้องมีงานของเทวดาหรือพรหม ไม่เกิดประโยชน์ เราลัดไปตัดไปหาพระนิพพานเลย คือตัดอวิชชา เห็นว่ามนุษยโลก เทวโลก พรหมโลก ไม่มีอะไรดีหมดดี น่ารักก็ไม่น่ารัก ชอบใจก็ไม่ชอบใจ จิตใจมีอารมณ์เป็นสุข
ตอนถึงอรหันต์นี่ไม่ใช่นิพพิทาญาณแล้ว ตัวนิพพิทาญาณหายไป คือกำลังนิพพิทาญาณของพระอนาคามียังหยาบอยู่ ยังถือว่าหยาบ ตอนนี้มีความรู้สึกอย่างเดียวคือ สังขารุเปกขาญาณ สังขารุเปกขาญาณอารมณ์มันเฉยทุกอย่าง ความรู้สึกน่ะมีไม่ใช่ไม่คิด มีคนมาถามว่า ถ้าเราเลิกคิดกิเลสไม่กวนใจใช่ไหม ถามอย่างนี้ก็ไม่อยากตอบ ไม่ใช่เกลียด มันเกินวิสัย คนถ้ายังมีลมหายใจอยู่มันต้องคิด แล้วถ้าถามว่าเฉยยังไง ก็ตอบว่าอารมณ์มันเฉย คิดเหมือนกัน คิดแบบคนเฉย นั่นก็หมายความว่าทุึกอย่าง เห็นคนก็เฉย ความรักในเพศไม่เกิดขึ้น ความเกลียดไม่เกิดขึ้น ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาของร่างกาย มีธาตุ ๔ เข้ามาประชุมกันแบบนี้ มีอาการ ๓๒ มีความสกปรกโสโครก เป็นอนิจจัง ไม่เที่ยง ทุกขังเป็นทุกข์ อนัตตาสลายตัว
เมื่อมีความรู้สึกอย่างนี้มันก็เฉย มันจะเป็นยังไงก็ช่างหัวมัน ร่างกายเป็นหน้าที่ของร่างกาย จิตใจเป็นหน้าที่ของจิตใจ ร่างกายจะแก่เป็นหน้าที่ของร่างกาย จิตใจไม่ต้องไปช่วยให้มันแก่ ร่างกายจะป่วยก็เป็นหน้าที่ของร่างกาย ไม่ใช่ใจไปช่วยให้มันป่วย ร่างกายจะตายเป็นหน้าที่ของร่างกาย ไม่ใช่หน้าที่ของใจ ใจไม่ต้องไปช่วยให้มันตาย
รวมความว่าถ้ามันไม่ตาย อยากตายมันก็ไม่ตาย รวมความว่าอารมณ์อยากผิดปกติไม่มีในพระอรหันต์ มีอารมณ์เป็นสุข มีความเยือกเย็นเพราะสังขารุเปกขาญาณ คำว่าดีพิเศษในโลก ไม่มีสำหรับพระอรหันต์ ทุกอย่างท่านถือเป็นกฎธรรมดาไปหมด เมื่อธรรมดาเป็นยังไง จิตใจยอมรับนับถือธรรมดา จิตใจก็ไม่วุ่นวาย ร่างกายแก่ก็เรื่องของมัน ร่างกายป่วยก็เรื่องของมัน ร่างกายตายก็เรื่องของมัน
ก็รวมความว่าเป็นหน้าที่ของมันไม่ใช่หน้าที่ของเรา กำลังใจพระอรหันต์อยู่จุดเดียวคือพระนิพพาน และก็มีพรหมวิหาร ๔ ครบถ้วน แต่ว่าจะเมตตาควรแก่การเมตตา กรุณาควรแก่การกรุณา ไม่ใช่เมตตาส่งเดช สิ่งใดถ้าผิดธรรมผิดวินัย อรหันต์ก็เมตตาไม่ได้ ต้องวางเฉย ใช้สังขารุเปกขาญาณ หรืออุเบกขา
รวมความว่า ตอนนี้ก็เข้าเขตอรหันต์ก็จบกัน ขอบรรดาท่านผู้ฟังและผู้ศึกษาทุกท่านจงปฏิบัติตามอัธยาศัยของท่าน เพราะการปฏิบัติจริงๆ ไม่ต้องเอาไกล เริ่มจับตั้งแต่พระโสดาบันมาเลยดีกว่า ไม่ต้องอ้อมเข้ามาใกล้เข้ามาหาจุด แล้วก็จะรู้จุดจบ สำหรับนักปฏิบัติที่กลุ้ม คือไม่รู้จุดจบ
เอาละบรรดาท่านพุทธบริษัท ลิ้นมันก็ไม่ฟัง บังคับมันไม่ได้ มันรัวไปบ้าง พูดเร็วไปบ้าง เสียงเบาไปบ้าง หนักไปบ้าง เวลานี้ก็เหลืออีก ๒๕ วินาที ขอลาก่อน ขอความสุข สวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผล จงมีแด่บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนผู้รับฟังทุกท่าน สวัสดี
จากหนังสือ หมวดพระอริยเจ้า (ตอนที่ ๒) หลวงพ่อพระราชพรหมยาน

 จากคุณ : ศิษย์ อ.บรรพต [ 14 ม.ค. 2547 / 00:12:47 น. ]
     [ IP Address : 203.113.36.9 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (ประสกใต้โพธิ์)

หลักปฎิบัติเนื้อ ๆ ทั้งนั้น  _/\_  

 จากคุณ : ประสกใต้โพธิ์ [ 14 ม.ค. 2547 / 09:02:03 น. ]
     [ IP Address : 202.133.137.26 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (teeradach )

สาธุ....._/\_

 จากคุณ : teeradach [ 14 ม.ค. 2547 / 10:43:16 น. ]
     [ IP Address : 81.218.109.101 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (นิว)

อนุโมทนา ครับ

 จากคุณ : นิว [ 14 ม.ค. 2547 / 12:26:43 น. ]
     [ IP Address : 202.183.225.244 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (ว่างจากเวปอื่น)

อนุโมทนา สาธุ ครับ

 จากคุณ : ว่างจากเวปอื่น [ 14 ม.ค. 2547 / 13:23:58 น. ]
     [ IP Address : 203.107.207.43 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (เด็กทุ่ง)

สาธุ 

 จากคุณ : เด็กทุ่ง [ 14 ม.ค. 2547 / 18:02:47 น. ]
     [ IP Address : 203.148.187.135 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (กำลังฟุ้ง)

เนื้อความในกระทู้นี้ผมต้องสาธุครับ และสามารถเรียกพระราชพรหมยานในกระทู้นี้ว่า "หลวงพ่อ" ได้เสียที เป็นธรรมที่ดีมากไม่มีเรื่องมโนมยิทธิแบบคนทรงเจ้าหรือนิพพานแบบเป็นบ้านเมืองเข้ามาเกี่ยวเลยแม้แต่น้อย

รู้สึกแปลกใจอยู่บ้างที่ท่านเทศน์เหมือนท่านพุทธทาส โดยเฉพาะเหมือนตรงจุดที่มารศาสนาโจมตีท่านพุทธทาสเสียด้วย หึหึ แปลกจริงหนอ

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 14 ม.ค. 2547 / 23:48:46 น. ]
     [ IP Address : 203.118.83.46 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (_/|\_)

กสิณ เป็นกำลัง กสิณที่จะใช้คือ กสิณสีแดง สีเขียว สีขาว สีเหลือง ๔ สีนี่อย่างใดอย่างหนึ่งทำกสิณให้เป็นฌาน ๔
**** กสิณทำฌานง่าย เป็นกรรมฐานหยาบ ****

 จากคุณ : _/|\_ [ 14 ม.ค. 2547 / 23:56:29 น. ]
     [ IP Address : 203.156.75.47 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (ศิษย์ อ.)

พระจูฬปันถกเถระเอตทัคคะผู้ชำนาญในมโนมยิทธิ
พุดำรั:- ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมนิรมิตกายอื่นจากกายนี้ มีรูปเกิดแต่ใจ มีอวัยวะน้อยใหญ่ครบถ้วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง..... เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงชักไส้ออกจากหญ้าปล้อง ...... สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่
ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมได้ยินเสียงสองชนิด คือเสียงทิพย์ และเสียงมนุษย์....... ย่อมกำหนดรู้ใจของสัตว์อื่น ของบุคคลอื่นด้วยใจ..... ย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก....... ย่อมเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติ..... ย่อมทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะสิ้นไป ....... สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่
                 ดูก่อนอุทายี ธรรมห้าประการนี้แล เป็นเหตุให้สาวกทั้งหลายของเราสักการะ เคารพ นับถือ บูชาแล้วพึ่งเราอยู่
มหาสกุลุทายิสูตร

 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 15 ม.ค. 2547 / 00:32:18 น. ]
     [ IP Address : 203.113.36.13 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (ศิษย์ อ.)

คลิก
มโนมยิทธิ จาก พระพุทธดำรัส

 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 15 ม.ค. 2547 / 00:37:16 น. ]
     [ IP Address : 203.113.36.13 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (...)

สาธุ หลวงพ่อ และ คนที่นำมาเผยแพร่

 จากคุณ : ... [ 15 ม.ค. 2547 / 10:10:34 น. ]
     [ IP Address : 202.133.131.25 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (กำลังฟุ้ง)

ศาสนาทางมิจฉาทิฏฐิ ก็นับวันจะแสดงปฏิหาริย์
คนที่โง่เขลาก็จะถูกจูงไปอย่างโคและกระบือ....

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 18 ม.ค. 2547 / 22:55:32 น. ]
     [ IP Address : 202.133.161.126 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (...)

ยอมรับว่ายังโง่อยู่ ......แต่ถ้าไม่ได้มีผู้ชักจูงคนหนึ่งที่ดีก็คงไม่ไปสนใจธรรมะ คงเอาเวลาไปเที่ยวเล่นสนุกสนานจนเตลิดไปไหนแล้วก็ไม่รู้...แล้วจะให้เนรคุณพระอาจารย์ได้อย่างไร....ผมนับถือ หลวงปู่มั่น หลวงตามหาบัว พระทางสายภาคเหนือ หลวงพ่อพุธ เจ้าคุณนร วัดเทพศิรินทร์  หลวงพ่อคำพอง พระมหาถาวร จิตถาวโร หลวงปู่เหรียญ หลวงปู่ท่อน พระราชพรหมยาน หลวงพ่อปาน และอื่นๆรวมถึงทางในเน็ทนี้ที่มีผู้รู้ที่พอนับเป็นอาจารย์เช่น คุณ vicha คุณaratana คุณดังตฤณ ป้าปางบุญ และคนอื่นๆ.....แล้ว ถ้าใครจะว่าผมก็เชิญเถอะ(รำคาญบ้าง) แต่จะให้เนรคุณครูบาอาจารย์ บิดา มารดา ผู้มีพระคุณแล้วไม่เอาดีกว่า....หลักธรรมไหนดี ผมคิดว่าคงไม่เชื่อทันที ต้องลองพิจารณา แล้วนำไปพิสูจน์ ปฏิบัติตาม อันไหนเรายังไม่รู้ เราก็ดูๆไปก่อน.......แล้วผมภูมิใจตนเองอย่างหนึ่ง คือไม่ได้ไปเบียดเบียน หรือสร้างความเดือดร้อนอะไรให้ใคร....สวัสดี

 จากคุณ : ... [ 19 ม.ค. 2547 / 16:37:17 น. ]
     [ IP Address : 202.133.134.29 ]


 ความคิดเห็นที่ 13 : (กำลังฟุ้ง)

"ศาสนาทางมิจฉาทิฏฐิ ก็นับวันจะแสดงปฏิหาริย์
คนที่โง่เขลาก็จะถูกจูงไปอย่างโคและกระบือ...."

เป็นคำกล่าวของหลวงปู่มั่นครับ

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 19 ม.ค. 2547 / 23:32:19 น. ]
     [ IP Address : 202.133.160.21 ]


 ความคิดเห็นที่ 14 : (กำลังฟุ้ง)

ที่มา
http://larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/010938.htm

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 19 ม.ค. 2547 / 23:42:55 น. ]
     [ IP Address : 202.133.160.21 ]


 ความคิดเห็นที่ 15 : (บาปสองต่อ)

บาปสองต่อ

 จากคุณ : บาปสองต่อ [ 20 ม.ค. 2547 / 09:39:34 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.8 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!