การทำสมาธิ ไม่นั่งท่าขัดสมาธิได้ใหมครับ ผมปวดขามากเลย
 เนื้อความ :

อยากเรียนถามท่านผู้เจริญธรรมทุกท่านครับ  ผมกำลังหัดทำสมาธิอยู่ โดยนั่งท่าขัดสมาธิ แล้ว  แต่รู้สึกปวดขามาก เหมือนเลือดมันไม่วิ่งเลย  ผมเป็นคนเลือดจาง  เลยนั่งไม่ค่อยถนัด  แล้วการทำสมาธิ  ท่านให้เราเปลี่ยนเป็นท่าอื่นได้หรือเปล่าครับ

ขอบคุณครับ

 จากคุณ : ปัญญา [ 13 ม.ค. 2547 / 23:10:47 น. ]
     [ IP Address : 202.133.165.161 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (jo_swu)

ขัดสมาธิ 1 ชั้น หรือ พับเพียบ โดยเอาปลายทางมาลองที่ก้น ก็ไม่เลว ...
ปล. 1ชั้น หมายถึง ยกขาขวาไว้ด้านหน้า ขนาน กัน ทั้ง 2 เท้า ไม่ต้องทับกัน ...
................................................................................................................

 จากคุณ : jo_swu [ 13 ม.ค. 2547 / 23:53:00 น. ]
     [ IP Address : 203.209.111.80 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (ปางบุญ)

ปวดนั่นแหละดี ไม่ปวด จะ ทำให้รู้เวทนาได้อย่างไร

โสตายเลยนะ

 จากคุณ : ปางบุญ [ 13 ม.ค. 2547 / 23:59:51 น. ]
     [ IP Address : 203.146.169.20 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (yoyo)

นั่งเก้าอี้ ที่ดูแล้วเหมาะสม
แบบ ที ผู้มีปัญหาแบบนี้บางคน
เวลาฟังเทศน์ ต้องนั่งเก้าอี้แทน

สิ่งที่สำคัญอยู่ที่การ มีสติ ต่อเนื่อง ค่อยๆ พิจารณา
กาย เวทนา จิต และธรรม และ ดูความไม่เที่ยง ดูความทุกข์ ดูความไม่ใช่ตัวตน
ดูความรู้สึกต่างๆ ที่เกิดขึ้นจริงๆ รับรู้จริงๆ ในขณะนั้น

 จากคุณ : yoyo [ 14 ม.ค. 2547 / 00:52:30 น. ]
     [ IP Address : 202.133.172.219 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (ศิษย์ อ.)


สมาธิภาวนามี ประการ

พุดำรั:-ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมาธิภาวนามีอยู่ ๔ ประการ คือ สมาธิภาวนาที่บุคคลเจริญแล้วเพิ่มพูนแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่ออยู่เป็นสุขในปัจจุบัน ๑.... ย่อมเป็นไปเพื่อให้เกิดจากเป็นแจ้งด้วยญาณ ๑.... ย่อมเป็นไปเพื่อ (ความสมบูรณ์แห่ง) สติสัมปชัญญะ ๑.... ย่อมเป็นไปเพื่อความหมดสิ้นแห่งอาสวะ ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ (มีจิต) สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม แล้วบรรลุฌานที่หนึ่ง อันประกอบด้วยความตรึก ความครอง ความอิ่มเอิบใจ และความสุขที่เกิดแต่ความสงบดำรงในฌานนั้น
แล้วบรรลุถึงฌานที่สอง ซึ่งจิตมีความเป็นหนึ่งแน่วแน่ ผ่องใสอยู่ภายใน ไม่มีความตรึกความตรอง เพราะความตรึกความตรองระงับไป มีแต่ความอิ่มเอิบใจ และความสุขที่เกิดแต่สมาธิ ดำรงอยู่ในฌานนั้น
ต่อจากนั้นก็มีใจสงบนิ่ง เพราความอิ่มเอิบใจระงับไว้ มีความตื่นตัว ความรู้ตัว เสวยสุขด้วยนามกาย แล้วบรรลุฌานที่สาม ที่พระอริยสรรเสริญรู้ได้ฌานนี้ ย่อมมีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุขเป็นประจำ
ต่อจากนั้นก็บรรลุฌานที่สี่ ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์ได้ และดับโสมนัสโทมนัสเดิมได้ มีแต่อุเบกขาและสติอันบริสุทธิ์ ดำรงอยู่ในฌานนั้น

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมาธิภาวนาอย่างนี้ ย่อมเป็นไปเพื่ออยู่เป็นสุข ในปัจจุบัน
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาให้เกิดความเข้าใจหมายรู้ว่ามีแสงสว่างภายในใจ (อาโลกสัญญาพยายามสร้างความจำหมายว่าเป็นกลางวัน (ทิวาสัญญา) ให้เกิดขึ้นในใจ คิดว่า กลางคืนเหมือนกลางวัน กลางวันเหมือนกลางคืน มีใจสงบระงับปราศจากเครื่องผูกมัด อบรมจิตให้มีความสว่างไสวอยู่

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมาธิภาวนาอย่างนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อเกิดการเห็นแจ้งด้วยญาน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้แจ้งเวทนาที่กำลงเกิดขึ้น รู้แจ้งเวทนาที่กำลังตั้งอยู่ รู้แจ้งเวทนาที่กำลังดับไป รู้แจ้งสัญญาที่กำลังเกิดขึ้น รู้แจ้งสัญญาที่กำลังตั้งอยู่ รู้แจ้งสัญญาที่กำลังดับไป รู้แจ้งวิตกที่กำลังเกิดขึ้น รู้แจ้งวิตกที่กำลังตั้งอยู่ รู้แจ้งวิตกที่กำลังดับไป

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมาธิภาวนาอย่างนี้ ที่บุคคลเจริญพัฒนาแล้วย่อมเป็นไปเพื่อสติสัมปชัญญะ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปในอุปาทานขันธ์ห้าอยู่เป็นประจำว่า รูปเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งรูปเป็นดังนี้ ความดับแห่งรูปเป็นดังนี้
เวทนา    ความเกิดขึ้นแห่งเวทนา    ความดับแห่งเวทนาเป็นดังนี้
สัญญา   ความเกิดขึ้นแห่งสัญญา   ความดับแห่งสัญญาเป็นดังนี้
สังขาร   ความเกิดขึ้นแห่งสังขาร   ความดับแห่งสังขารเป็นดังนี้
วิญญาณ  ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณ  ความดับแห่งวิญญาณเป็นดังนี้
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมาธิภาวนาอย่างนี้  ย่อมเป็นไปเพื่อสิ้นอาสวะ
สมาธิสูตร จ. อํ. (๔๑)
ตบ. ๒๑ : ๕๗ ตท. ๒๑ : ๕๒
ตอ. G.S. II : ๕๑-๕๓

 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 14 ม.ค. 2547 / 01:01:27 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.13 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (มาม่า)

การปฎิบัติให้ลงที่จิต ถ้ากายลำบาก ก็เป็นการทรมานกาย ไม่ใช่ทางสายกลาง
สมควรหรือที่จะทำอย่างนั้น การปฎิบัติสามารถทำได้ในทุกอริยาบท ไม่จำเป็นต้องนั่งอย่างเดียว  ยืน เดิน นอน วิ่ง ทานอาหาร ขับถ่าย ดื่มน้ำ ทำได้ทั้งนั้น ขอเพียงให้มีสติเฝ้าดูกาย ดูจิต ให้เห็นกาย เห็นจิต ว่า ทั้งปวงจบลงที่ไตรลักษณ์

 จากคุณ : มาม่า [ 14 ม.ค. 2547 / 07:03:16 น. ]
     [ IP Address : 57.72.66.21 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (เจริญธรรม)

1. เรื่องการนั่งภาวนา
ถ้าการปวดไม่ใช่โรคประจำตัว...สาเหตุคือจิตยังไม่เข้าที่...
หมั่นนั่งบ่อยๆ...ช่วงแรกครั้งละประมาณ15-20นาที...
ไม่เน้นปริมาณแต่เน้นจำนวนครั้งของการนั่ง...
แต่ละครั้งไม่ต้องนานนัก...
เมื่อจิตเข้าที่สงบดีแล้วจะไม่ปวดเพราะจิตมีอารมณ์เดียว
ความรู้สึกทางร่างกายจะลดน้อยลง...เสียงที่ได้ยินภายนอกจะแผ่วเบาลง
ต่อจากนั้นค่อยเพิ่มเวลาแต่ละครั้งเป็น 30-45 นาที ไม่ให้เกินจากนี้แม้ชำนาญแล้ว..
สลับเปลี่ยนอิริยาบถเป็นเดินจงกรมเสมอเป็นการออกกำลังหลังจากการนั่ง...
2.การเดินจงกรมจำเป็นและสำคัญมาก (ครั้งละ 30นาที) ควรทำทั้งก่อนและหลังนั่งสมาธิ
การเดินจงกรมก่อนนั่งสมาธิเป็นการกรองอารมณ์บางส่วนที่เรารับอารมณ์ต่างๆ
ในชีวิตประจำวันออกไป ความคิดอะไรต่างๆจะถูกปลดปล่อยออกช่วงนี้ ถ้าไปนั่ง
เลยแล้วกดทับความคิดไว้จะเกิดความเครียดได้...พอถึงเวลานั่งจริงๆความคิดจะลดน้อยลง...ทำความผ่อนคลายสบายเหมือนตอนจะนอนหลับไม่ต้องเคร่งเกร็ง
เพราะตอนที่เราหลับนอนนั้นแหละคือสมาธิธรรมชาติแต่เราควบคุมไม่ได้ แต่จิตขณะหลับนั้น จิตได้เข้าไปสัมผัสกายละเอียดทุกวันที่เราหลับแต่เอามาใช้งานไม่ได้ฉะนั้นเราจึงต้องฝึกให้เกิดการหลับเพื่อเข้าไปสัมผัสกายละเอียดโดยที่ยังรู้ตัว...
3. การสังเกตุว่าจิตมีความก้าวหน้าหรือไม่
สังเกตุได้จากการควบคุมอารมณ์ เมื่อประสบเหตุการณ์ต่างๆ หรือการได้ยินเสียงดังต่างๆ เช่นเสียงฟ้าผ่า เสียงระเบิด แล้วไม่ตกใจ เพราะอารมณ์หรือเสียงที่เป็นอายตนะภายนอกที่เข้ามากระทบ ไม่สามารถวิ่งเข้าถึงจิตผู้รู้โดยตรง มันเหมือนมีเกราะป้องกันอีกชั้นหนึ่ง
4. ช่วงเวลาอื่นที่ไม่ได้นั่งสมาธิหรือเดินจงกรมแล้วก็สามารถทำสมาธิได้
เรียกว่าวิทิสาสมาธิ เช่น มีช่วงเวลาว่าง 10-15 นาทีก็ทำเลย โดยขณะอยู่อิริยาบถอื่นๆ จะเข้าห้องน้ำ เดินทาง ทำงาน ก็สามารถทำได้ ให้เกิดความเคยชินในการตั้งจิตอยู่
5. กรรมฐานที่ใช้ แบบใดก็ได้ที่ง่ายแก่การตั้งจิตมั่น เพราะไม่ว่าคุณจะเลือกกรรมฐานใดจะได้ทั้งสติและสมาธิ ทั้งการบริกรรมใช้คำบริกรรม การเพ่งนิมิต การดูความเคลื่อนไหว ดูจิต ดูอารมณ์ หรือการยกมือ เพราะจะได้ทั้งสมถะและวิปัสนาอยู่แล้ว ในเบื้องต้นจะเป็นสมถะจนจิตตั้งเป็นฐานกำลังแล้ววิปัสสนาจะเห็นชัด
สาธุชน...เจริญธรรมทุกท่าน

 จากคุณ : เจริญธรรม [ 14 ม.ค. 2547 / 08:14:23 น. ]
     [ IP Address : 203.144.198.66 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (JaY)

นำมาฝากครับ
http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=3183

 จากคุณ : JaY [ 14 ม.ค. 2547 / 10:40:13 น. ]
     [ IP Address : 10.21.3.33 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (ศลิษา)

คิดว่าจะเข้ามาให้ความเห็น แต่อ่านคำแนะนำของทุกท่านแล้วต้องร้องสาธุเลยค่ะ คุณปัญญา คุณมีบุญมากแล้วที่ได้พบกัลยาณมิตรที่รู้จริงเช่นนี้ ที่เหลือก็คือคุณจะตั้งใจจริงแค่ไหน ไม่ทราบจะแนะนำอะไรดีนอกจากว่า ไม่มีใครตายเพราะการนั่งสมาธิมาก่อนเลยค่ะ ถึงแม้มันจะปวดแสนสาหัส ประสบการณ์การเลยความตายนั้น บอกกันก็คงไม่เชื่อ ต้องลองเองด้วยความพยายามค่ะ

 จากคุณ : ศลิษา [ 14 ม.ค. 2547 / 10:45:58 น. ]
     [ IP Address : 161.200.255.163 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (บางใบ)

เคยนั่งสมาธิแล้วปวดขาเหมือนกัน  แต่พอปวดก็ไม่ต้องสนใจคะ  นาน ๆ ไป มันก็ไม่รู้สึกเอง  แล้วจะนั่งได้เป็นชั่วโมงโดยไม่รู้สึกเลยคะ (เราก็เป็นโรคเลือดจางคะ ไม่เป็นอุปสรรคคะ) อยู่ที่ความเพียร พยายามเข้านะคะ เริ่มจาก 10 นาที แล้ว่อยเพิ่ม

 จากคุณ : บางใบ [ 14 ม.ค. 2547 / 11:00:42 น. ]
     [ IP Address : 203.158.154.44 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (ละกิเลส)

การนั่งสมาธิหัดใหม่ให้นึกคำบริกรรม เพื่อบังคับให้จิตมีสมาธิที่กายไม่ส่งออกนอกกาย แรกๆสติตามไม่ทันมีอาการเผลอสติจิตจะไม่อยู่กับคำบริกรรม มันจะคิดนึกไปตามอารมณ์ภายนอกตลอดเวลา โดยที่เจ้าของไม่รู้สึกตัว แต่เมื่อมีความเจ็บปวดขึ้นมาจิตจะกลับมาไม่ล่องลอยตามอารมณ์ จิตกลับมาอยู่ที่กายคืน มีสมาธิไม่ต้องนึกคำบริกรรม ดังนั้นความเจ็บปวดก็มีประโยชน์สามารถบังคับจิตของเราไม่ให้ล่องลอยไปตามอารมณ์ภายนอกได้นะครับ

 จากคุณ : ละกิเลส [ 14 ม.ค. 2547 / 11:44:50 น. ]
     [ IP Address : 203.113.57.69 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (ปัญญา )

นั่งมาได้ หลายวันแล้ว  รู้สึกอย่างนี้ครับ
1. นั่งได้สัก30 นาที รู้สึกว่า  ร้อนในท้องน้อย  (เหมือนหิวข้าว แต่ไม่ใช่)
2. ต่อมาสักครู่  รู้สึกว่าหูอื้อ  (ไม่ได้ยินเสียงเลย)
3. อีกสักครู่  รู้สึกว่า ผิวหนัง มันวูบวาบๆ (เหมือนขนลุก)แล้วตัวเราเหมือนจะล้ม มันโอนเอนๆอย่างไรบอกไม่ถูกครับ  อาการอย่างนี้เป็นอะไรหรือเปล่าครับ ส่วนอาการปวดขานั้นปวดน้อยลงแล้วครับ 
ขอบคุณที่ทุกท่านชี้ทางสว่างให้ครับ
สาธุ....

 จากคุณ : ปัญญา [ 14 ม.ค. 2547 / 12:44:03 น. ]
     [ IP Address : 202.133.164.212 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (ว่างจากเวปอื่น)

มารที่ขัดขวางการปฏิบัติธรรม มีอยู่ 5 จำพวกคือ

1. ขันธมาร             (คือ ความไม่พร้อมของขันธ์ เช่น เจ็บ ปวดขา หิว เป็นต้น)
2. กิเลสมาร            (คือ กิเลสใหญ่น้อย ของผู้ปฏิบัติธรรม)
3. อภิสังขารมาร      (คือ เกิดอารมณ์ต่างๆขัดขวางการเจริญธรรม อยู่ในรูปของนิวรณ์ 5)
4. เทวปุตตมาร      (คือ พวกเทวดามิจฉาทิฐิ ที่ชักชวนไม่ให้เข้านิพพาน แต่ชักชวนให้มาเสพกาม)
5. มัจจุราช    (คือ ความตายมาเยือนก่อน)

 จากคุณ : ว่างจากเวปอื่น [ 14 ม.ค. 2547 / 13:09:39 น. ]
     [ IP Address : 203.107.207.43 ]


 ความคิดเห็นที่ 13 : (ศลิษา)

คุณปัญญามีความพยายามดีค่ะ ทำใหม่ๆก็จะมีสิ่งน่าสงสัยเยอะแยะไปหมด ท่าจะให้ดี น่าจะมาเข้าคอร์สอบรมที่มีครูบาอาจารย์ควบคุมใกล้ชิด จะได้สอบถามได้สะดวก (และไม่ต้องรอเปิด internet) ลองเปิดกระทู้เก่าๆถึงที่ปฏิบัติธรรมดูนะคะ ทีนี้มาตอบสิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณ ขอให้คุณกำหนดรู้เท่านั้นค่ะว่ามีสิ่งนั้นเกิด ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม (เพราะทำไปเรื่อยๆ จะมีอะไรแปลกๆอีกมากมาย) เหมือนกับตอนรู้ว่าความคิดเกิดนั่นเอง (แค่รู้เท่านั้น)

 จากคุณ : ศลิษา [ 14 ม.ค. 2547 / 14:19:25 น. ]
     [ IP Address : 161.200.255.163 ]


 ความคิดเห็นที่ 14 : (สามเณร)

สามเณร .........
นั่งหลับโลด  ........
สามเณร       นั่งหลับตลอด 
สามเณร       นั่งหลับจนเป็นนิสัย

เอวัง .  ขอให้สมาชิกลานธรรมฝึกนั่งหลับเอาไว้

 จากคุณ : สามเณร [ 14 ม.ค. 2547 / 19:00:09 น. ]
     [ IP Address : 203.113.35.9 ]


 ความคิดเห็นที่ 15 : (shi63)

   ไม่จำเป็นต้องนั่งขัดสมาธิค่ะ  อย่างพระสารีบุตรตอนที่ท่านบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์  ตอนนั้นท่านก็ไม่ได้นั่งขัดสมาธิ  ตอนนั้นท่านกำลังถวายงานพัดให้พระพุทธเจ้าอยู่

 จากคุณ : shi63 [ 19 ม.ค. 2547 / 10:30:33 น. ]
     [ IP Address : 161.200.64.2 ]


 ความคิดเห็นที่ 16 : (จัตตาโร)

ขออนุญาต ขอโอกาส
1)  ลองเดิน จงกรมดู   เดินให้ได้ วันละ 1 ชั่วโมง ...เป็นการ บ่มจิต   เป็นการหัดไม่ให้ คิดมาก....มี"สติ" กับการกำหนดรู้ในการเดิน ..
จิต ใหม่ๆ ก็เหมือนลิง  ต้องจับเข้าโรงเรียนฝึก...เดินจงกรม
 
2)  ลอง ฝึก ดูกาย   มี "สติ" กับการเคลื่อนไหว การเปลี่ยนอิริยาบท
หา หนังสือ ที่เขียนโดย หลวงพ่อเทียน  ดูนะครับ
ลองถาม พี่น้อง ในลานฯ นี้ ดูก็ได้  ว่าใครมีบ้าง

ขอให้โชคดี  ..ขยันๆ ฝึกครับ

 จากคุณ : จัตตาโร [ 21 ม.ค. 2547 / 23:01:03 น. ]
     [ IP Address : 203.155.239.147 ]


 ความคิดเห็นที่ 17 : (ตชบ)

ถ้ายิ่งนั่ง  แล้วยิ่งแจ่ม  ดี 
ถ้ายิ่งเดิน  แล้วยิ่งแจ่ม  ดี
เหมือนมีเรี่ยวแรงมากๆ  ยิ่งดี
สติแสดงความว่องไวให้เห็น

แต่ถ้าปวดก็ดี  เรียกสติดีเหมือนกัน  อายุขนาดคุณปัญญา
สู้ปวดสบายมาก  สามชั่วโมงก็น่าจะสบาย  แล้วอาจจะเห็นของดี
กำหนดปวดดีๆ  ดูเฉยๆ  หรือกลับมาอยู่ที่ลมก็ได้ 

 จากคุณ : ตชบ [ 24 ม.ค. 2547 / 12:42:47 น. ]
     [ IP Address : 202.133.167.165 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!