วิธีลดอัตตา (๖) สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น
 เนื้อความ :

ทีนี้ ก็มาถึงประโยคที่ว่า "สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น" (สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย) คำกล่าวประโยคนี้ ควรจะถือว่าเป็นหัวใจของพุทธศาสนา เพราะมีเรื่องราวกล่าวอยู่ในบาลีว่า เมื่อมีผู้มาทูลขอให้พระพุทธองค์ทรงประมวลคำสอนทั้งสิ้น ให้เหลือเพียงประโยคสั้นๆ เพียงประโยคเดียว พระองค์ก็ตรัสประโยคนี้ และทรงยืนยันว่า นี่แหละคือใจความของคำสอนทั้งหมด ถ้าได้ปฏิบัติในข้อนี้ ก็คือได้ปฏิบัติทั้งหมดของพระองค์ ทรงยืนยันว่า ถ้าได้ฟังคำนี้ ก็คือได้ฟังทั้งหมด ถ้าได้รับผลจากการปฏิบัติข้อนี้ ก็คือได้รับผลจากการปฏิบัติทั้งหมด ฉะนั้น เราจะมองเห็นได้ทันทีว่า การศึกษาธรรมะทั้งหมด ก็คือเรียนเพื่อไม่ให้ยึดมั่นในสิ่งใดๆ นอกนั้นก็เป็นการเรียนที่เฟ้อเมื่อมาถึงการปฏิบัติธรรม ก็ต้องปฏิบัติเพื่อละความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้งปวง นอกนั้นเป็นการปฏิบัติเฟ้อ เพราะการงมงายหรือความคดโกงอย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ เช่นจะรักษาศีลก็จะต้องให้มีผลเป็นไปเพื่อบรรเทาความยึดมั่นถือมั่น "ที่กำลังมีอยู่อย่างมากมายนั้นเสีย (การฆ่าเขา การลักขโมยของเขา การประพฤติผิดในกาม ฯลฯ นี้ล้วนมีมูลมาจากยึดมั่นถือมั่นทั้งสิ้น) ถ้าเจริญสมาธิ ก็ต้องเป็นไปเพื่อหยุดความยึดมั่นถือมั่น ถ้าผิดไปจากนี้ก็ไม่เป็นสมาธิ ที่ตรงตามจุดหมายของพุทธศาสนา ถ้าเป็นการเจริญปัญญา หรือวิปัสสนา ก็ต้องเป็นการขุดรากเง่าของความยึดมั่นถือมั่นขึ้นมาทำลายเสีย ไม่ให้กลับงอกงามขึ้นมาอีกต่อไป จึงจะเป็นปัญญาที่ถูกต้องตามหลักของพุทธศาสนา ผิดไปจากนี้ก็เป็นปัญญาหลอกลวงหรือปัญญางมงายส่วนผลของการปฏิบัติธรรมที่เรียกว่า มรรคผลนิพพาน นั่นก็คือตัวสภาพที่อยู่เหนือความยึดมั่นถือมั่น หรือเป็นผลที่มาจากการทำลายความยึดมั่นได้โดยสิ้นเชิงแล้ว (หรือว่าเหลืออยู่เพียงบางส่วนในกรณีของพระอริยบุคคลชั้นต้นๆ) ดังนั้นถ้าถูกถามว่า จะดับตัณหาหรืออุปาทานด้วยอะไร ก็ตอบอย่างไม่ผิดว่า จะดับมันด้วยความไม่ยึดมั่นถือมั่น เมื่อเห็นเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ปานนี้แล้ว เราก็ควรจะได้ศึกษากันโดยละเอียดว่า เราจะนำมันมาใช้ดับตัณหาได้อย่างไร และเมื่อไร
วิธีที่ ๑. ในขณะที่ไม่มีอารมณ์ใดๆ รบกวนใจ เราก็ศึกษาพินิจพิจารณาให้รู้ว่า สิ่งทั้งปวงนั้นคืออะไร และทำไมสิ่งทั้งปวงจึงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ให้เห็นชัดแจ่มแจ้งยิ่งขึ้นไปตามลำดับ จนถึงขั้นที่เกิดความรู้สึกสลดสังเวช ต่อความที่สิ่งทั้งปวงเป็นมายา ไม่น่ายึดมั่นถือมั่นจริงๆ และเกิดความสังเวชในความโง่หลงของตัวเอง ที่เข้าไปยึดมั่นถือมั่นในสิ่งเหล่านั้น ให้ทำอย่างนี้อยู่เป็นประจำจนมีทั้งความรู้ ความเข้าใจ และความรู้แจ้งแทงตลอด ในความจริงข้อนี้อยู่เสมอ มีความจางคลายของโลภะ โทสะ โมหะ เพราะอำนาจความสลดสังเวชนั้นๆ กระทำอย่างนี้เรื่อยๆ ไป จนเคยชินเป็นนิสัย ถึงขนาดที่ว่า มีความวางเฉย ต่อสิ่งทั้งหลายทั้งปวงได้เอง
วิธีที่ ๒ ได้แก่วิธีที่จะต้องปฏิบัติเมื่อได้รับอารมณ์ทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ โดยการดึงเอาความรู้ที่ได้จากวิธีปฏิบัติที่ ๑ นั้นมาใช้ในขณะที่กระทบอารมณ์ให้ทันท่วงที ด้วยอำนาจของสติสัมปชัญญะ จนเกิดความเห็นแจ้งว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนี้ ไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นจริงๆ แล้วก็จะเกิดความสลดสังเวชขึ้นมาต่อการที่ตนจะยึดมั่นถือมั่นในอารมณ์นั้นๆ และเกิดนิพพิทาความเบื่อหน่าย และความจางคลายของกิเลสตามสมควรแก่กรณี
สำหรับผู้มีปัญญาโดยกำเนิด แต่ปัญญานั้นยังไม่ถึงขนาด ถ้าจะรอให้ถึงขนาดก็ยังจะต้องใช้เวลาอีกนาน ดังนั้นควรผนวกวิธีทำกรรมฐาน คือการฝึกจิตให้เหมาะสมแก่ปัญญา โดยมีการฝึกเพื่อให้จิตตั้งมั่นมีอารมณ์เดียวที่บริสุทธิ์ และพร้อมที่จะใช้พลังทางจิตนั้นได้อย่างว่องไวถึงที่สุด
ส่วนการเจริญปัญญานั้น หมายถึงการทำให้รู้อย่างแจ่มแจ้งแทงตลอด ในความจริงของสังขารทั้งปวง ถึงขนาดที่ทำไม่ให้เกิดความรู้สึกว่าเป็น "ตัวเรา-ของเรา" ขึ้นมาได้โดยเด็ดขาด จนเกิดความสลดสังเวช เกิดความเบื่อหน่ายต่อการยึดมั่นถือมั่นสิ่งทั้งหลายว่าเป็น "ตัวตน-ของตน" มีความจางคลายออกของกิเลสด้วยอำนาจแห่งความรู้และความเบื่อหน่ายนั้นๆ ถึงขั้นที่ไม่อาจจะหลงกลับมายึดมั่นถือมั่นได้อีกต่อไป จนหมดกิเลสโดยสิ้นเชิง เพราะอำนาจของความรู้ที่เพิ่มมากขึ้นทุกที แก่กล้าและเฉียบขาดยิ่งขึ้นทุกที การทำให้รู้นั้นเรียกว่าการเจริญปัญญา ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่า ตัวการที่ปฏิบัติที่เป็นประธานหรือเป็นหลักนั้น มีอยู่ ๓ อย่าง คือ ศีลสมาธิปัญญา ส่วนข้อปฏิบัติที่มีชื่อเรียกเป็นอย่างอื่นอีกมากมายนั้น ก็รวมลงได้ในข้อปฏิบัติ ๓ ชื่อนี้ทั้งนั้น

 จากคุณ : สาธร [ 13 ม.ค. 2547 / 20:44:48 น. ]
     [ IP Address : 203.107.215.121 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (ศิษย์ อ.)


ทำไมจึงไม่บรรลุมรรคผล

พุดำรัส:- ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุไม่หมั่นเจริญภาวนา แม้จะพึงเกิดความปรารถนาขึ้นอย่างนี้ว่า โอหนอ ขอจิตของเราพึงหลุดพ้นจากอาสวะเพราะไม่ถือมั่นก็จริง แต่จิตของภิกษุนั้นย่อมไม่หลุดพ้นจากอาสวะเพราะไม่ถือมั่น ข้อนั้นเพราะเหตุไร จะพึงกล่าวได้ว่าเพราะไม่ได้เจริญ เพราะไม่ได้เจริญอะไร เพราะไม่ได้เจริญ สติปัฏฐาน ๔  สัมมัปปธาน ๔  อิทธิบาท ๔  อินทรีย์ ๕  พละ ๕  โพชฌงค์ ๗  มรรคมีองค์ ๘
ภาวนาสูตร ส. อํ. (๖๘)
ตบ. ๒๓ : ๑๒๖-๑๒๗ ตท. ๒๓ : ๑๑๓-๑๑๔

 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 14 ม.ค. 2547 / 01:38:42 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.13 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (Seeker)

......."สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น"  (สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย).......

.......ชอบใจประโยคนี้ครับ เพราะเหมือนทอดแหแล้วไปรวบถูกจอมแหเข้าอย่างจัง ไม่ต้องเสียเวลาคลำสะเปะสะปะแบบไม่รู้เหนือรู้ใต้เหมือนแต่ก่อน.......

.......คุณสาธรครับ ผมขอชื่อหนังสือที่นำมาลงหน่อยได้ไหมครับ ทางอีเมล์ก็ได้ครับ......ขอบคุณครับที่นำมาลงให้ได้อ่าน ( pns2547@yahoo.com )

 จากคุณ : Seeker [ 14 ม.ค. 2547 / 10:25:00 น. ]
     [ IP Address : 203.113.61.102 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (ศิษย์ อ.)


เครื่องมือสำหรับการไม่ยึดมั่นถือมั่นคืออริยมรรคมีองค์แปด

 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 14 ม.ค. 2547 / 12:23:26 น. ]
     [ IP Address : 203.113.36.7 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (ปล่อยรู้)

ยอมรับได้ อะไรๆ มันก็จบ
ไม่มีรบ ไม่มีตี ชี้ว่ากัน
อะไรๆ สักว่าธาตุ สักว่าขันธ์
ไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่น มันก็จบ

รับไม่ได้ อะไรๆ ก็เป็นเรื่อง
มีขัดเคือง มีเรื่องต่อ มีก่อภพ
มีตัวตน วุ่นวาย ไม่รู้จบ
ความสงบ ไม่เคยพบ ไม่เคยเจอ

ยอมรับ ไม่ยอมรับ นับดูเถิด
ปัญหาเกิด ปัญหาดับ ตอนทีเผลอ
ถ้ายึดมั่น ถือมั่น มันก็เบลอ
สุขอยู่เสมอ ใจไม่เผลอ ยึดมั่นใด ...

 จากคุณ : ปล่อยรู้ [ 14 ม.ค. 2547 / 18:58:57 น. ]
     [ IP Address : 203.107.203.3 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (ศิษย์ อ.)



 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 18 ม.ค. 2547 / 09:33:37 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.8 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!