วิธีลดอัตตา (๔) ปฏิจจสมุปบาท
 เนื้อความ :

วิธีปฏิบัติเกี่ยวกับความดับไม่เหลือแห่ง "อัตตา" นั้น ได้แก่สิ่งที่เรียกว่า "มรรค" (แปลว่าทาง) หรือ "พรหมจรรย์" ศาสนา และ ธรรมก็ได้ ธรรมะนั่นแหละเป็นตัวทาง เห็นธรรมะก็คือเห็นทาง การเดินไปตามทางคือการเดินไปตามธรรมะ และการลุถึงจุดหมายปลายทางก็คือความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ หรือพระนิพพาน (ซึ่งในที่นี้ เราเรียกกันว่า ความดับไม่เหลือแห่ง "อัตตา")อริยมรรคมีองค์ ๘ ประการ ที่เป็นอริยสัจขนาดย่อม หรือ ขนาดธรรมดานั้น พระพุทธเจ้าชี้เอา "ความเกิด" เป็นความทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ก็คือ ความโลภโกรธหลงงมงาย ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ ทรงชี้ไปยังความดับไม่เหลือแห่งโลภโกรธหลงงมงาย วิธีปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์ก็คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ ส่วนอริยสัจขนาดใหญ่หรือที่เรียกได้ว่าเต็มภาคภูมินั้น ได้ตรัสไว้ในรูปของ ปฏิจจสมุปบาท แต่เหตุให้เกิดทุกข์นั้น ทรงระบุ ชาติ ภพ อุปาทาน ตัณหา เวทนา ผัสสะ อายตนะ นามรูป วิญญาณ สังขาร และอวิชชา เป็นที่สุด และจะดับทุกข์ได้ก็ต้องดับ ชาติ ภพ อุปาทาน ตัณหา เวทนา ผัสสะ อายตนะ นามรูป วิญญาณ สังขาร และ อวิชชา คือได้แก่ อริยมรรคมีองค์ ๘ อีกนั่นเอง เพราะการเป็นอยู่อย่างถูกต้องตามหลักอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น ย่อมมีผลทำให้อวิชชาเกิดไม่ได้ หรือดับไปอยู่ตลอดเวลาสำหรับมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งมีสัมมาทิฏฐิเป็นข้อต้น และมีสัมมาสมาธิเป็นข้อสุดท้ายนั้น องค์ที่สำคัญที่สุดอยู่ที่สัมมาทิฏฐิ กล่าวคือ วิชชาซึ่งตรงกันข้ามจากอวิชชา หมายความว่าอย่างน้อยก็ต้องเริ่มปฏิบัติธรรมด้วยการดับอวิชชา แม้บางส่วนแล้วสิ่งต่างๆ ที่เนื่องด้วยอวิชชาก็จะดับไปตาม หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า เมื่อมีวิชชาเกิดขึ้นมาแล้ว ความถูกต้องอย่างอื่นๆ ก็เกิดตามขึ้นมาได้โดยง่าย จนรวมกันครบเป็น ๘ องค์ กลายเป็นมรรคหรือเป็นวิชชาที่เต็มที่ขึ้นมาตามลำดับ กลายเป็นปฏิจจสมุปบาทฝ่ายดับอยู่ในนั้น อย่างมองไม่เห็นตัวและเป็นอย่างอัตโนมัติด้วย
ปฏิจจสมุปบาทก็คือการบอกให้ทราบว่าอะไรเกิดขึ้นเพราะอะไรๆ และอะไรดับลงไปเพราะการดับแห่งอะไร ส่วนวิธีของการปฏิบัตินั้นต้องไม่ให้ปฏิจจสมุปบาทฝ่ายเกิด เกิดขึ้นมาได้ หรือให้ปฏิจจสมุปบาทฝ่ายดับเป็นไปได้นั่นเอง เช่นเมื่อเวลาที่อารมณ์กระทบ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสทางกาย และสัมผัสทางใจ ก็จงทำให้อารมณ์เหล่านั้นไม่ปรุงเป็นความรู้สึกสุขทุกข์ขึ้นมาได้ หรือถ้าปรุงเป็นสุขทุกข์ขึ้นมาได้เสียแล้ว ก็ต้องไม่ให้ปรุงเป็นความอยากขึ้นมาได้ คือให้มันหยุดเสียเพียงแค่ความรู้สึกที่เป็นสุขทุกข์นั่นเอง เมื่อความอยากเกิดขึ้นไม่ได้ การยึดความเป็นนั่นเป็นนี่ และการเกิดความรู้สึกว่าเป็น "ตัวตน" ก็เกิดขึ้นไม่ได้ แต่การที่จะทำให้เวทนาไม่ปรุงตัณหานั้น ก็ต้องอาศัยวิชชาหรือสัมมาทิฏฐิ ที่ทำให้เห็นแจ้งชัดว่า เวทนาทั้งหลายไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา หรือเป็นเพียงมายาหลอกลวงล้วนๆ สัมมาทิฏฐิซึ่งเป็นหัวใจของอริยมรรคมีองค์ ๘ จึงเป็นหัวใจของปฏิจจสมุปบาทด้วย
ดังนั้น การปฏิบัติที่มีหลักแต่เพียงว่าไม่ให้ "ตัวตน-ของตน" เกิดขึ้นเท่านั้น ก็เป็นการปฏิบัติในปฏิจจสมุปบาทฝ่ายดับตลอดสาย และเป็นอริยมรรคมีองค์ ๘ อย่างครบถ้วนรวมอยู่ในนั้นเสร็จ เพราะอำนาจของสัมมาทิฏฐิที่ทำให้ความรู้สึกว่าเป็น "ตัวตน-ของตน" เกิดขึ้นไม่ได้นั่นเอง ในขณะนั้นสัมมาสังกัปโป สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว สัมมาวายาโม สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ จึงเป็นไปเองอย่างสมบูรณ์และอย่างอัตโนมัติ และการปฏิบัติเพียงเท่าที่จะไม่เกิดความรู้สึกว่า "ตัวตน-ของตน" ขึ้นมาได้นี้แหละ คือการปฏิบัติทั้งสิ้นในพระพุทธศาสนา ซึ่งจะถือเป็น ศีลสมาธิปัญญา เป็นอริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นปฏิจจสมุปบาทหรือเป็นอะไรๆ ก็ตาม ได้อย่างครบถ้วน และยิ่งไปกว่านั้นอีกก็คือในความดับไปแห่ง "ตัวตน-ของตน" นั้นเอง ย่อมมีความเป็นพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ หรือมรรคผลนิพพาน ซึ่งเป็นผลของการปฏิบัติรวมอยู่ในนั้นแล้วอย่างครบถ้วนการปฏิบัติเพื่อความดับไปแห่ง "อัตตา" ในขณะที่เผชิญกับอารมณ์ มีรูปกระทบตาเป็นต้นนั้น โดยใจความสำคัญก็อาศัยหลักพุทธภาษิตที่ตรัสแก่พระพาหิยะว่า "ดูก่อนพาหิยะ! เมื่อใดเธอเห็นรูปแล้ว ก็ขอให้เป็นเพียงสักแต่ว่าได้เห็น ลิ้มรสแล้ว ก็สักแต่ว่าได้ลิ้ม ได้รับสัมผัสทางผิวกายแล้ว ก็สักแต่ว่าสัมผัสดังนี้แล้ว เมื่อนั้น เมื่อใด "เธอ" ไม่มี เมื่อนั้น "เธอ" ก็ไม่ปรากฏอยู่ในโลกนี้ ไม่ปรากฏอยู่ในโลกอื่น และไม่ปรากฏในระหว่างแห่งโลกทั้งสอง นั่นแหละคือที่สิ้นสุดแห่งทุกข์ละ" ดังนี้ (อุ.ขุ. ๒๕/๘๓/๔๙) จากพระพุทธภาษิตนี้ เราจะเห็นได้ว่าในขณะที่มีการกระทบกันกับอารมณ์นั้น มีวิธีปฏิบัติที่จะทำไม่ให้เกิดความรู้สึกว่ามี "ตัวตน" ที่นั่นก็เป็นที่สุดแห่งทุกข์ (คือนิพพาน) ใจความสำคัญของการปฏิบัตินั้นมีอยู่ตรงข้อที่ไม่ทำให้อารมณ์นั้นๆ มีอิทธิพลขึ้นมาในการที่จะครอบงำจิตใจของตน ให้การเห็นเป็นแต่สักว่าเห็น เป็นต้น ไม่ให้การเห็นนั้นปรุงจิตจนเกิดความรู้สึกรักหรือชัง เป็นสุขเวทนา หรือทุกขเวทนาขึ้นมานั่นเอง เรียกสั้นๆ ว่าไม่ให้ปรุงเป็นเวทนาขึ้นมา ให้เป็นสักแต่ว่าการเห็นเฉยๆ แล้วก็หยุดไป กลายเป็นรูปเป็นสติปัญญาเกิดขึ้นมาแทน คือว่าจะจัดการกับสิ่งนี้อย่างไร ก็จัดการไปด้วยสติปัญญา ไม่มีความรู้สึกที่เป็นกิเลสตัณหาหรืออุปาทานว่ามี "ตัวตน" หรือถ้าไม่ควรจัดการแต่ประการใดเลยก็เลิกกันการปฏิบัติอย่างที่เรียกว่า "เห็นสักแต่ว่าเห็น" นั้นคือเมื่อได้เห็นสิ่งใดและรู้ว่ามันเป็นอะไรแล้ว ก็ให้มีความรู้สึกหรือความเข้าใจที่ถูกต้องว่า มันเป็นสักแต่ว่ารูปหรือภพ เช่น เห็นดอกกุหลาบสวยงาม หรือเห็นมนุษย์เพศตรงข้ามที่น่ารักหรือของน่าเกลียดเช่นอุจจาระปัสสาวะ ให้นึกว่ามันเป็นเพียงสักว่ารูปหรือภาพที่ได้เห็น ไม่ปล่อยให้จิตไปถือเอา "ความหมาย" ของมันว่าดีเลวอย่างนั้นอย่างนี้ ชนิดที่ก่อให้เกิดความอยากหรือความเกลียดหรือความยึดมั่นถือมั่นอย่างนี้อย่างนั้นขึ้นมา (คำอธิบายละเอียดมีอยู่ในหนังสือวิธีระงับดับทุกข์) แล้วก็เลิกกัน จะกระทำอย่างนี้ได้ด้วยการฝึกให้เห็นว่า สุขเวทนาทุกขเวทนานั้นเป็นมายาหลอกลวงอยู่เป็นประจำ (แต่สำหรับทุกขเวทนานั้น เป็นผลอีกอันหนึ่งซึ่งเกิดขึ้น เนื่องจากความยึดมั่นถือมั่นในสุขเวทนาที่ไม่ได้อย่างใจนึก ถ้าความยึดมั่นถือมั่นในสุขเวทนาไม่มีแล้ว ทางที่จะเกิดทุกขเวทนาก็ย่อมไม่มี)เมื่อสุขเวทนาหมดความหมายไปแล้ว ก็ไม่ยั่วให้เกิดความยึดถืออารมณ์ ในเมื่อได้สัมผัสสิ่งที่ชอบใจ อันเป็นที่ตั้งแห่งกิเลสตัณหา นั่นแหละคือการเห็นที่สักแต่ว่าเห็น ส่วนการได้ยินที่สักแต่ว่าได้ยิน การได้กลิ่นที่สักแต่ว่าได้ดม ฯลฯ ก็มีหลักเกณฑ์อย่างเดียวกัน ซึ่งมีใจความสำคัญอยู่ตรงที่เขาไม่ตกเป็นทาสของสุขเวทนา นี้เรียกว่าไม่มี "ตัวตน" อยู่ในโลกนี้หรือในโลกไหนกลายเป็นความว่างจาก "ตัวตน" เป็นนิพพาน เพราะไม่ก่อเป็น ปฏิจจสมุปบาทฝ่ายเกิด ขึ้นมาได้นั่นเองเมื่อสัมผัส (การกระทบ) เป็นเพียงสักแต่การกระทบเฉยๆ แล้ว อายตนะ (คือตาและรูปที่เป็นที่ตั้งแห่งกระทบนั้น) มันจะไม่มีค่าหรือไม่มีความหมายอะไร นั่นแหละคือความดับไปของอายตนะ เมื่ออายตนะมีลักษณะเป็นหมันไปเช่นนี้แล้ว นามรูปอันเป็นที่ตั้งของอายตนะนั้นก็เป็นหมันไปด้วย เมื่อนามรูปเป็นหมัน วิญญาณธาตุที่ปรุงแต่งนามรูปในกรณีนั้นก็เป็นหมัน เมื่อวิญญาณธาตุเป็นหมัน สังขารที่ปรุงแต่งให้เกิดวิญญาณธาตุนั้นก็พลอยเป็นหมัน เมื่อสังขารเป็นหมัน อวิชชาซึ่งปรุงแต่งสังขารในกรณีนั้นก็เป็นหมัน คือมีค่าเท่ากับไม่มีหรือดับอยู่ ทั้งหมดนี้ก็เพราะอาศัยเหตุนิดเดียวที่มีอยู่ตรงกลางของปฏิจจสมุปบาท กล่าวคือ ผัสสะที่จะต้องทำให้เป็นหมันไปเสีย เมื่อผัสสะเป็นหมัน จึงไม่เกิดเวทนา ปฏิจจสมุปบาททั้งสายก็เป็นหมัน นี้เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาทฝ่ายดับทุกข์ฉะนั้น ขอให้มองเห็นจุดสำคัญเร้นลับที่สุดตรงข้อที่ว่า ในขณะแห่งการสัมผัสนั้น มันจะมีอวิชชาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ ถ้าผัสสะใดมีอวิชชาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ผัสสะนั้นก็จะเป็นที่ตั้งแห่งปฏิจจสมุปบาทฝ่ายเกิดทุกข์จนตลอดสายทีเดียว ในทางตรงกันข้ามถ้าผัสสะใดถูกควบคุมไว้ดีจนอวิชชาเข้ามาเกี่ยวข้องไม่ได้ผัสสะนั้น ก็เป็นที่ตั้งแห่งปฏิจจสมุปบาทฝ่ายดับทุกข์ จนตลอดสายอย่างเดียวกัน ฉะนั้น ผัสสะของคนพาลคนโง่คนหลง ก็คือผัสสะที่มีอวิชชาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ผัสสะของพระอริยเจ้าหรือของคนมีปัญญา ก็เป็นผัสสะที่ไม่มีอวิชชาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย มันจึงเป็นเพียงสักว่าผัสสะ (คือการกระทบ) ไม่มี "ตัวตน" หรือ "ของตน" เกิดขึ้นมาได้ จึงเป็นการดับแห่งทุกข์อยู่ตลอดไป ถ้าผิดไปจากนี้แล้ว ก็เป็นปฏิจจสมุปบาทที่พูดเพ้อไปตามตัวหนังสือ หรือตามคารมปากที่แย่งกันอธิบาย ซึ่งใช้ประโยชน์แก่การปฏิบัติเพื่อดับทุกข์สักนิดก็ไม่ได้

 จากคุณ : สาธร [ 12 ม.ค. 2547 / 23:56:42 น. ]
     [ IP Address : 202.129.56.182 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (ศิษย์ อ.)

เชื่อพุทธวจนะลดอัตตได้
เชื่อพุทธวจนะลดอัตตได้

 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 13 ม.ค. 2547 / 05:11:15 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.12 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (เฉลิมศักดิ์)

จากการแสดงธรรมที่เจ้าของกระทู้นำเสนอ  ผู้แสดงพยายามจะอธิบายว่า  ชาติคือความรู้สึกที่เกิด  "ตัวตน-ของตน"  นี้คือ ปฏิจจสมุปบาท ฝ่ายเกิด
--------------------------------------------------------
180 ปฏิจจสมุปบาทและอริยสัจhttp://www.84000.org/true/180.html
“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะถือมั่นธาตุ ๖ ปถวี อาโปเตโช วาโย อากาศ วิญญาณ สัตว์จึงลงสู่ครรภ์ เมื่อมีการลงสู่ครรภ์ ถึงมีนามรูป เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ ..........................
-------------------------------------------------------
มหานิทานสูตร (๑๕)http://202.44.204.76/cgi-bin/stshow.pl?book=10&lstart=1455&lend=1887&word1=มหานิทานสูตร
ก็คำนี้ว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงเกิดนามรูป เรากล่าวอธิบายดังต่อไปนี้-
ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าว
ไว้ว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงเกิดนามรูป ดูกรอานนท์ ก็วิญญาณจักไม่หยั่งลง
ในท้องแห่งมารดา นามรูปจักขาดในท้องแห่งมารดาได้บ้างไหม ฯ
ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ
ดูกรอานนท์ ก็ถ้าวิญญาณหยั่งลงในท้องแห่งมารดาแล้วจักล่วงเลยไป
นามรูปจักบังเกิดเพื่อความเป็นอย่างนี้ได้บ้างไหม ฯ
ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ
ดูกรอานนท์ ก็ถ้าวิญญาณ ของกุมารก็ดี ของกุมาริกาก็ดี ผู้ยังเยาว์วัยอยู่
จักขาดความสืบต่อ นามรูปจักถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ ได้บ้างไหม ฯ
ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ
เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งนามรูป
ก็คือวิญญาณนั่นเอง ฯ
ก็คำนี้ว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดวิญญาณ เรากล่าวอธิบายดังต่อ
ไปนี้-
ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าว
ไว้ว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดวิญญาณ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าวิญญาณจักไม่ได้
อาศัยในนามรูปแล้ว ความเกิดขึ้นแห่งชาติชรามรณะและกองทุกข์ พึงปรากฏ
ต่อไปได้บ้างไหม ฯ
ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ
เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งวิญญาณ
ก็คือนามรูปนั่นเอง ด้วยเหตุผลเพียงเท่านี้แหละ อานนท์ วิญญาณและนามรูป
จึงยังเกิด แก่ ตาย จุติ หรืออุปบัติ ทางแห่งชื่อ ทางแห่งนิรุติ ทางแห่งบัญญัติ
ทางที่กำหนดรู้ด้วยปัญญาและวัฏฏสังสาร ย่อมเป็นไปด้วยเหตุเพียงเท่านี้ๆ ความ
เป็นอย่างนี้ ย่อมมีเพื่อบัญญัติ คือนามรูปกับวิญญาณ ฯ
-------------------------------------------------
หรือจะลองพิจารณาดูคำอธิบายจาก อรรถกถาจารย์  และท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฏก  ในกระทู้http://dharma.school.net.th/cgi-bin/kratoo.pl/010539.htm

 จากคุณ : เฉลิมศักดิ์ [ 13 ม.ค. 2547 / 05:43:11 น. ]
     [ IP Address : 203.113.81.169 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (เฉลิมศักดิ์)

หวังว่าผู้ที่ศึกษาคำอธิบายของอาจารย์ที่ตนเห็นว่าถูกต้องที่สุดแล้ว    คงจะไม่ไปกล่าวโจมตีแบบอื่น  ที่คร่อมภพชาติ   ว่าบิดเบือนพระพุทธพจน์   ดังเช่น    การที่ท่านพุทธทาส  กล่ามโจมตีพระพุทธโฆษาจารย์ นะครับhttp://dharma.school.net.th/cgi-bin/kratoo.pl/008637.htm

 จากคุณ : เฉลิมศักดิ์ [ 13 ม.ค. 2547 / 05:49:08 น. ]
     [ IP Address : 203.113.81.169 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (กำลังฟุ้ง)

คุณเฉลิมศักดิ์ตรวจสอบมาดีแล้วหรือครับว่าที่ท่านพุทธทาสกล่าวนั้นขัดแย้งกับพุทธพจน์ และที่พระพุทธโฆษาจารย์กล่าวนั้นชอบกับพุทธพจน์? ท่านพุทธทาสไม่เคยโจมตีเรื่องคร่อมภพชาตินะครับ ท่านไม่เห็นด้วยกับเรื่อง 3 ชาติ ไม่ใช่เรื่อง 2 ชาติ และพระสูตรเกี่ยวกับปฏิจจสมุปบาทที่สอดคล้องกับที่ท่านพุทธทาสอธิบายก็มี เช่นที่ว่า มองแล้วแยกออกว่าเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง แต่เรื่องคร่อม 3 ชาตินี่มีพระสูตรไหนสอดคล้องบ้างครับ? จะเหมาเอาว่าวิสุทธิมรรคคือพุทธพจน์ย่อมไม่ถูกต้อง เพราะพระพุทธโฆษาจารย์ก็เป็นอรรกถาจารย์เช่นเดียวกับท่านพุทธทาส

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 13 ม.ค. 2547 / 08:12:18 น. ]
     [ IP Address : 203.209.110.19 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (กำลังฟุ้ง)

คุณเฉลิมศักดิ์ไปเปิดพระสูตรก่อนเถิดครับว่าคร่อม 3 ชาติมันอยู่ตรงไหนของพระไตรปิฏก (ไม่เอา 2 นะ ท่านพุทธทาสบอกชัดแล้วว่าไม่ใช่ 2 แต่เป็น 3 ชาติหรือหลายชาติกว่านั้น)

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 13 ม.ค. 2547 / 08:13:42 น. ]
     [ IP Address : 203.209.110.19 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (กำลังฟุ้ง)

ตั้งแต่ถกเถียงเรื่องนี้กันมานานแสนนานที่คุณเฉลิมศักดิ์ยกมาน่ะมัน 2 ชาติทั้งนั้นเลย แล้วท่านพุทธทาสปฏิเสธเรื่อง 2 ชาติตรงไหนกัน ท่านไม่เห็นด้วยกับเรื่อง 3 ชาติ แล้ว 3 ชาติมันมีอยู่ในพระไตรปิฏกสูตรไหน เปิดดูในพระไตรปิฏกก็เห็นมี 2 ชาติ กับขณะจิต (ตามภาษาของบางท่าน)

ถ้าจะตีท่านพุทธทาสเรื่องนี้ต่อว่าโจมตีพระพุทธโฆษาจารย์ คุณเฉลิมศักดิ์ก็ไปเอามาให้ผมดูทีเถิดึครับยว่าเรื่อง 3 ชาติมันอยู่ส่วนไหนของพระไตรปิฏก หรือเป็นเรื่องที่อรรถกถาจารย์ท่านเพิ่มขึ้นมา ผมเองก็อยากจะรู้เรื่องนี้เหมือนกันว่าที่ท่านพุทธทาสไม่เห็นด้วยกับ 3 ชาตินั้นมันเป็นอย่างไร?

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 13 ม.ค. 2547 / 08:18:29 น. ]
     [ IP Address : 203.209.110.19 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (เด็กทุ่ง)

กำลังฟุ้ง ชื่อนี้ใครตั้งให้นะ  สมชื่อจริงๆ

 จากคุณ : เด็กทุ่ง [ 13 ม.ค. 2547 / 09:30:23 น. ]
     [ IP Address : 203.148.187.133 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (ศิษย์ อ.)


ปฏิจจสมุปบาท


พุทธดำรัส“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ชราและมรณะเป็นไฉน ความแก่ ภาวะของความแก่ ฟันหลุด ผมหงอก.... นี้เรียกว่าชรา ก็มรณะเป็นไฉน ความเคลื่อน ภาวะของความเคลื่อน ความทำลาย.... ความแตกแห่งขันธ์.... นี้เรียกว่ามรณะ
“ก็ชาติเป็นไฉน ความเกิด ความบังเกิด.... ความปรากฏแห่งขันธ์.... นี้เรียกว่าชาติ
“ก็ภพเป็นไฉน ภพ ๓ เหล่านี้ คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ นี้เรียกว่าภพ
“ก็อุปาทานเป็นไฉน อุปาทาน ๔ เหล่านี้คือ กามุปาทาน ทิฏฐปาทาน สีลัมพพตุปาทาน อัตตาวาทุปาทาน นี้เรียกว่าอุปาทาน
“ก็ตัณหาเป็นไฉน ตัณหา ๖ หมวดเหล่านี้คือ รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธัมมตัณหา นี้เยกว่าตัณหา
“ก็เวทนาเป็นไฉน เวทนา ๖ หมวดเหล่านี้คือ จักขุสัมผัสสชาเวทนา โสตสัมผัสสชาเวทนา ฆานสัมผัสสชาเวทนา ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา กายสัมผัสสชาเวทนา มโนสัมผัสสชาเวทนา นี้เรียกว่าเวทนา
“ก็ผัสสะเป็นไฉน ผัสสะ ๖ หมวดเหล่านี้คือ จักขุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส นี้เรียกว่าผัสสะ
“ก็สฬายตนะเป็นไฉน อาตนะ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้เรียกว่า สฬายตนะ
“ก็นามรูปเป็นไฉน เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ นี้เรียกว่า นาม มหาภูตรูป ๔ และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔ นี้เรียกว่ารูป
“ก็วิญญาณเป็นไฉน วิญญาณ ๖ หมวดเหล่านี้คือ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ นี้เรียกว่าววิญญาณ
“ก็สังขารเป็นไฉน สังขาร ๓ เหล่านี้ คือ กายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขาร นี้เรียกว่าสังขาร
“ก็อวิชชาเป็นไฉน ความรู้ทุกข์ ความไม่รู้ในเหตุเกิดแห่งทุกข์ ความไม่รู้ในความดับทุกข์ ความไม่รู้ในปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับทุกข์ นี้เรียกว่า อวิชชา.....”

วิภังคสูตร นิ. สํ. (๖-๑๗)
ตบ. ๑๖ : ๓-๕ ตท. ๑๖ : ๓-๔
ตอ. K.S. II : ๓-๔

 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 13 ม.ค. 2547 / 11:06:26 น. ]
     [ IP Address : 203.113.36.7 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (เฉลิมศักดิ์)

ชาตินี้ - ชาติหน้า (โดยท่านพุทธทาส)http://dharma.school.net.th/cgi-bin/kratoo.pl/010622.htm
----------------------------------------------
คำว่า ชาตินี้ คำว่า ชาติหน้า มีความหมายเป็น ๒ อย่าง อยู่อย่างนี้ คือ ความหมาย ทางภาษาคน คนโง่ คนไม่รู้ธรรม ก็ดูจะเป็นเรื่อง เนื้อหนังร่างกาย ตายแล้ว เข้าโลงไปแล้ว จึงจะเป็นชาติหน้า ส่วนชาติหน้า ตามภาษาธรรม คือ ภาษาของคนที่รู้ธรรมะ นั้น จักไม่ใช่อย่างนั้น จักต้องเป็นเรื่อง การเกิดตามทางธรรม เกิดได้เมื่อไรก็ได้ แล้วเกิดได้มากๆ ในวันหนึ่งๆ แล้วก็มีปัญหา เป็นเรื่องไป เป็นกรณีๆ ไป เขาจะต้องรู้จัก จัดทำ ในปัญหาประจำวัน ในชีวิตประจำวันนี้ อย่าให้ตกอบาย ให้เป็นที่พอใจ คือเป็นสวรรค์ อย่างใด อย่างหนึ่ง อยู่ จนกว่าจะถึงขั้นสุดท้าย คือ ไม่เป็นอะไรหมด เพราะว่า การที่ต้องเป็นอะไร อย่างใด อย่างหนึ่ง ไว้เสมอไป สู้ไม่เป็นอะไร ไม่ได้ คือ เป็นโลกกุตตระ หรือ เป็นนิพพาน อยู่เหนือสิ่งใดหมด
-------------------------------------------------------------
คุณกำลังฟุ้งลองยกพระพุทธพจน์ขึ้นอ้างหน่อยสิครับ  ว่า ชาติ ในความหมายของท่านพุทธทาสอันเป็นภาษาธรรม  ไม่ใช่การเข้าใจว่าเกิดท้องแม่  หรือ การเกิดใน ๓๑  ภูมิ อันเป็นภาษาคนที่ไม่รู้ธรรมะ

 จากคุณ : เฉลิมศักดิ์ [ 13 ม.ค. 2547 / 12:23:38 น. ]
     [ IP Address : 127.0.0.1 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (วิภาช)

ปฏิจจสมุปบาท  เป็นภูมิหนึ่งในวิปัสสนาภูมิใช่ไหมครับ

เมื่อเป็นภูมิของวิปัสสนา  ก็ต้องรู้ได้ประจักษ์ได้  อย่างที่เรียกว่าเป็น "สันทิฏฐิโก" ใช่ไหมครับ  แต่หากอธิบายเป็น 3 ภพชาติ  แล้ว  จะไปประจักษ์ในภพชาติที่เป็นอดีตและอนาคต ได้อย่างไรครับ ?  ไม่เช่นนั้นแม้แต่พระอรหันต์ประเภทสุกขวิปัสสก  ก็ยังไม่สามารถพิจารณาได้เลย

ความจริงแม้แต่เรื่องของภูมิ 31 อย่างที่คุณเฉลิมศักดิ์ยกขึ้นมา  คุณเฉลิมศักดิ์ก็คงยอมรับด้วยใช่ไหมครับ  ว่ามีนัยะทั้งในความหมายที่เป็น ภาษาคน และ ภาษาธรรม อย่างที่ท่านพุทธทาสนำเสนอ  กล่าวคือ ในภาษาคน  มีความหมายว่าเป็นสถานที่  แต่ในภาษาธรรม  มีความหมายว่าเป็นระดับของจิต  ดังนั้นในคนๆเดียวกันนั่นแหละ  ในวันหนึ่งๆสามารถเปลี่ยนภูมิได้หลายๆแบบ  เดี๋ยวอยู่ในภูมิของเปรค  ซึ่งเต็มไปด้วยความโลภ  เดี๋ยวไปอยู่ในภูมิของมนุษย์  ซึ่งเป็นผู้อยู่ในศีลธรรม  และหากไปทำสมาธิจนถึงระดับฌาน  ก็กลายเป็นเปลี่ยนภูมิจิตไปอยู่ในระดับพรหม  และเมื่อมีภูมิทางจิตแล้ว  ทำไมจะมี "ชาติ"ทางจิตต่อไปไม่ได้ครับ  ในเมื่อการเปลี่ยนภูมิทางจิต  ไม่เห็นจะต้องไปเกิดในท้องแม่ที่ไหน  ซึ่ง "ชาติ" ในทางจิตนี้  ที่ท่านพุทธทาสได้อธิบายไว้ก็คือ ความรู้สึกหมายมั่นว่า เป็น "ตัวกู"  หรือมีความรู้สึกที่เป็น"ตัวกู" ผู้เป็นหรือมีสภาวะตามภูมิที่รับรู้อยู่นั่นเอง  และเมื่อมีชาติคือความรู้สึกว่า "ตัวกู" เกิดขึ้น  ก็เป็นปัจจัยให้เกิด ชรา มรณะ โสกะ  ปริเทวะ ฯลฯ  คือไปยึดเอาว่า มี"ตัวกู" ผู้แก่ ผู้ตาย ผู้เศร้าโศก ฯลฯ  กองทุกข์ทั้งหมดก็บังเกิดขึ้นด้วยประการฉะนี้ 

พระอรหันต์  เป็นผู้หมดสิ้นแล้วซึ่ง "อหังการ- มมังการ" ซึ่งก็คือความรู้สึกว่า "ตัวกู-ของกู" จึงหมดสิ้นแล้วซึ่งกองทุกข์ทั้งปวง 

ผมจึงเห็นว่าที่ท่านพุทธทาสอธิบายปฏิจจสมุปบาทตามนัยะที่อธิบายนั้น  สอดคล้องกับคำสอนของพระพุทธองค์เป็นอย่างยิ่งครับ.

 จากคุณ : วิภาช [ 13 ม.ค. 2547 / 16:44:46 น. ]
     [ IP Address : 161.200.130.83 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (ศิษย์ อ.)

ไม่ใช่อรหันต์เสมอไป
ผู้ที่รู้เห็นปฏิจจสมุปบาทอย่างแจ่มแจ้งทั้งสายทุกข์ ทั้งสายดับทุกข์ อย่างละเอียดถี่ถ้วน จะจัดว่าเป็นพระขีณาสพได้หรือยัง ?
พระนารทะ:- ท่านผู้มีอายุ ข้อว่าภพดับเป็นนิพพาน ผลเห็นดีแล้วด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริง แต่ว่าผมไม่ใช่พระอรหันต์ขีณาสพ ท่านผู้มีอายุเปรียบเหมือนบ่อน้ำในหนทางกันดาร ที่บ่อนั้นไม่มีเชือก โพงจะตักน้ำก็ไม่มี ลำดับนั้น บุรุษถูกความร้อนแผดเผา เหน็ดเหนื่อย หิวกระหายเดินมา เขามองดูบ่อน้ำนั้นก็รู้ว่ามีน้ำ แต่จะสัมผัสด้วยการไม่ได้ ฉันใด ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ข้อว่าภพดับเป็นนิพพาน ผมเห็นดีแล้วด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริง แต่ว่าผมไม่ใช่พระอรหันต์ขีณาสพ ฉันนั้นเหมือนกัน”
โกสัมพีสูตร

 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 13 ม.ค. 2547 / 17:29:46 น. ]
     [ IP Address : 203.113.36.13 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (ศิษย์ อ.)




 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 13 ม.ค. 2547 / 17:34:54 น. ]
     [ IP Address : 203.113.36.13 ]


 ความคิดเห็นที่ 13 : (เฉลิมศักดิ์)

จากหนังสือหลักกรรมและการเวียนว่ายตายเกิด ของ อ. วศิน  อินทสระ
-----------------------------------------------------------------------------------------
เรื่องหลักกรรมและสังสารวัฏเป็นซีกหนึ่งของพระพุทธศาสนา คือเป็นเป็นซีกโลกียะ เมื่อนำเอาหลักอริยสัจมาพิจารณาเรื่องตาย - เกิด  ก็เป็นเรื่องของอริยสัจ ๒ ข้อต้น คือ ทุกข์กับสมุทัย กล่าวคือตัณหาอันเป็นเหตุให้คนและสัตว์ยังต้องเกิดต่อไป เมื่อเกิดมาแล้วก็ต้องทุกข์ต่อไป
ในราตรีที่ตรัสรู้นั้น  พระพุทธเจ้าทรงได้ญาณ ๓   ,ญาณ ๒ ข้อต้นก็เป็นพระญาณอันเกี่ยวกับการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ทั้งหลาย และของพระองค์เอง ส่วนญาณที่ ๓ ( อาสวักขยญาณ)  เป็นพระญาณอันเป็นไปเพื่อความสิ้นสุดแห่งการเวียนว่ายตายเกิด
ถ้าการเวียนว่ายตายเกิดไม่มี คนเราเกิดมาเพียงชาติเดียวแล้ว   การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าจะมีความหมายอะไร  นิโรธและมรรคจะเป็นธรรมอันประเสริฐได้อย่างไร แต่เพราะมีกรรมมีการเวียนว่ายตายเกิดนั่นเอง  อริยสัจ ๔ จึงเป็นพระญาณอันล้ำลึกของพระบรมศาสดา
บางคนกล่าวว่าที่ว่าความเกิดเป็นทุกข์นั้นหมายถึง  ความเกิดขึ้นของกิเลสตัณหาในใจ ความเกิดของขึ้นของอหังการ มมังการ(ความยึดมั่นว่า ตัวกุ  ของกุ) ไม่ใช่การเกิดจากท้องแม่ ความเห็นนี้มีส่วนถูกเหมือนกันแต่แคบไป เพราะการเกิดจากท้องแม่ก็เป็นทุกข์เหมือนกัน อย่างที่เห็นๆกันอยู่แล้ว อนึ่ง ถ้าถือว่าความเกิดที่ตรัสในนิเทศแห่งอริยสัจ หมายถึงความเกิดของอหังการ มมังการแล้ว  ความแก่และความตายก็ควรจะหมายถึงความแก่และความตายของอหังการ มมังการด้วยเหมือนกัน  ความตายของอหังการ มมังการเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ด้วยหรือ ? ควรจะเป็นสุขอย่างยิ่งดังพระพุทธพจน์ว่า  " อสฺมิมานสฺส   วินโย เอตํ เว ปรมํ  สุขํ  - การถอนอัสสมิมานะเสียได้ เป็นความสุขอย่างยิ่ง"
อีกอย่างหนึ่งในนิเทศแห่ง "ชาติ" ในมหาสติปัฏฐานสูตร ก็ระบุชัดหมายถึงการเกิดจากท้องแม่ มีพระพุทธพจน์ดังนี้
" ภิกษุทั้งหลาย ทุกขอริยสัจเป็นไฉน?  ความเกิดเป็นทุกข์ ความแก่เป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์ .....   ที่ว่าความเกิดนั้น เป็นไฉน ? หมายถึงความเกิดขึ้น การหยั่งลง การบังเกิดขึ้นใหม่ของสัตว์ทั้งหลาย ในพวกสัตว์นั้นๆ คือการปรากฏขึ้นแห่งขันธ์ การมีอายตนะ(ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) "
พระพุทธภาษิตนี้ บ่งชัดทีเดียวว่า หมายถึงการเกิดเป็นตัวตนจากท้องมารดา นอกจากนี้ ยังมีหลักฐานอื่นอีกมาก อันแสดงว่าความเกิดที่พระพุทธเจ้าตรัสนั้น หมายถึงการเกิดเป็นตัวตน เป็นบุคคล มีขันธ์และอายตนะ
การเวียนว่ายตายเกิดจะสิ้นสุดลง ก็ต่อเมื่อบุคคลผู้นั้นได้พัฒนาจิตถึงที่สุดแล้ว(ตามแนวทางในมหาสติปัฏฐาน) ละกิเลสตัณหาได้สิ้นเชิง สิ้นกรรมอันเป็นเหตุให้เกิดอีก เรื่องกิเลส กรรมและการเวียนว่ายตายเกิด จึงมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดและอย่างจำเป็น คือแยกกันไม่ได้
-----------------------------------------------------------------------------------------

 จากคุณ : เฉลิมศักดิ์ [ 13 ม.ค. 2547 / 17:59:55 น. ]
     [ IP Address : 127.0.0.1 ]


 ความคิดเห็นที่ 14 : (ปล่อยรู้)

ถ้าจะปล่อย ปล่อยให้หมด อย่าให้เหลือ
อย่ามีเผื่อ อย่ามีเพื่อ เยื่อใยใด
ไม่อาวรณ์ ไม่อาลัย ไม่สงสัย
ไม่ว่ากาย ไม่ว่าใจ ปล่อยวางหมด

ไม่ห่วงภพ ไม่ห่วงชาติ ไม่ห่วงขันธ์
ทั้งปัจจุบัน ทั้งอดีต ทั้งอนาคต
วางสังขาร วางวิญญาณ ไม่จำจด
ไม่กำหนด ไม่บัญญัติ รูปนามใด


อย่าติดยึด ใช่-ไม่ใช่ ให้ใจยุ่ง
อย่าหมายมุ่ง ตัวอักษร ให้ร้อนใจ
ทุกข์หายได้ ก็ใช้ได้ นะสหาย
ทุกข์ไม่คลาย ใจก็ป่วน รวนร่ำไป...

 จากคุณ : ปล่อยรู้ [ 13 ม.ค. 2547 / 18:05:16 น. ]
     [ IP Address : 203.107.206.82 ]


 ความคิดเห็นที่ 15 : (ปล่อยรู้)

เป้าหมายของการภาวนา...อยู่ที่ไหน?
กระทบสัมผัสกับรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ แล้วเป็นไง?

สัมผัสกับความคิดเห็นที่แตกต่างจาก ความคิดเห็นที่เรายึดถืออยู่แล้วเป็นไง?
รับฟังได้ รับฟังไม่ได้...

การที่จะยอมรับเชื่อฟัง ความคิดเห็นใดๆ อยู่ตรงไหน?
ตัวบุคคล ชื่อเสียง หรือว่า เหตุและผลที่ยกนำมาแสดง...





 จากคุณ : ปล่อยรู้ [ 13 ม.ค. 2547 / 18:31:12 น. ]
     [ IP Address : 203.107.206.82 ]


 ความคิดเห็นที่ 16 : (เฉลิมศักดิ์)

เหตุผลหนึ่งที่ท่านพุทธทาส  แสดงปฏิจจสมุปบาทธรรม ว่าไม่คร่อมภพชาติ คือ การแปลพระพุทธพจน์ คำว่า คันธัพพะ ว่า เชื้อของบิดา ไม่ใช่ปฏิสนธิวิญญาณ  วิญญาณและวงจรปฏิจจสมุปบาท พึ่งเริ่มตอนที่เด็กคลอดออกมาโตแล้ว  ดังความเห็นที่ผมเคยเสนอไว้ในกระทู้http://dharma.school.net.th/cgi-bin/kratoo.pl/010539.htm
----------------------------------------------------------------------------
อีกเหตุผลหนึ่งที่ท่านพุทธทาส ให้เหตุผลว่า ชาติในปฏิจจสมุปบาท ไม่เกี่ยวกับการเกิดจากท้องแม่ที่มีปฏิสนธิวิญญาณประกอบด้วย  เนื่องจากท่านได้อ้างความเห็นของพระสาติ ที่เชื่อว่า วิญญาณล่องลอยไปเกิด แล้วโดนพระพุทธเจ้าตำหนิ ตรงนี้เองที่ท่านพุทธทาส นำมาตีความว่า กล่าวกล่าวถึง ชาติคือการเกิดในภพภูมิต่างๆ  หรือ ปฏิสนธิวิญญาณถือว่า เป็นสัสสตทิฏฐิ ทั้งหมด แม้แต่พระพุทธพจน์ และอรรถกถา (จาก ปฏิจจสมุปบาทชุดลอยปทุม)
          ------------------------------------------------------------------            
                     ผมเห็นว่า "มหาตัณหาสังขยสูตร"ซึ่งกล่าวถึงความเห็นพระสาติ ที่เชื่อว่าวิญญาณล่องลอยไปเกิด โดยไม่มีการเกิดดับ ไม่มีเหตุปัจจัย บอกแต่เพียงว่ารับผลกรรมได้นั้น เป็นสัสสตทิฏฐิ   ซึ่งผมก็เห็นว่าชาวพุทธส่วนใหญ่ก็อาจจะเชื่อเช่นนั้น
---------------------------------------------------------------
-พระไตรปิฎก เล่มที่ 12พระไตรปิฏก เล่มที่ ๑๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๔
มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์
๘. มหาตัณหาสังขยสูตร
http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/sutta_name.php?name=มหาตัณหา&book=9&bookZ=33
หรือ
http://dharma.school.net.th/cgi-bin/tread.pl?start_book=12&start_byte=657203
จากพระสูตร ข้างบน เมื่อพระพุทธองค์ตำหนิพระสาติ  แล้ว ก็ทรงอธิบายเหตุปัจจัยต่างที่ทำให้เกิดวิญญาณ  ประกอบตามแนวปฏิจจสมุปบาท  รวมทั้งเหตุการเกิดครรภ์ ๓ ประการ ด้วย แต่ท่านพุทธทาสไม่รู้จะแปลคันธัพพะ ว่าอะไร  เลยแปลว่า เชื้อของบิดา  ถ้าท่านพุทธทาสแปลผิด แสดงว่า ปฏิจจสมุปบาท ตามความเข้าใจ ของท่านก็ผิดเป็นการบิดเบือนพระพุทธพจน์
-----------------------------------------------------
จากอรรถกถาเล่ม ๙ (จาก cd พระไตรปิฏกฉบับธรรมทาน)     อรรถกถาจารย์ท่านได้อธิบายไว้
มหาตัณหาสังขยสูตรมีบทเริ่มต้นว่า เอวมฺเม สุตํ.
พึงทราบวินิจฉัยในบทเหล่านั้น บทว่า ทิฏฺ€ิคตํ นี้ ในอลคัททสูตร
กล่าวบทว่า ทิฏฐิว่าเป็นลัทธิ. ในที่นี้ ท่านกล่าวว่า เป็นสัสสตทิฏฐิ. ก็ภิกษุนั้น
เป็นผู้สดับมาก แต่ภิกษุที่สดับน้อยกล่าวชาดก ฟังพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
ประชุมเรื่องชาดกว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้น เราได้เป็นเวสสันดร ได้เป็น
มโหสถ ได้เป็นวิธูรบัณฑิต ได้เป็นเสนกบัณฑิต ได้เป็นพระเจ้ามหาชนก
ดังนี้. ทีนั้น เธอได้มีความคิดว่า รูป เวทนา สัญญา สังขารเหล่านี้ ย่อมดับไป
ในที่นั้นๆ นั่นแหละ แต่วิญญาณย่อมท่องเที่ยว ย่อมแล่นไปจากโลกนี้สู่โลก
อื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้ ดังนี้ จึงเกิดสัสสตทิฏฐิ. เพราะเหตุนั้น เธอจึงกล่าว
ว่า วิญญาณนี้นั่นแหละย่อมท่องเที่ยวไป ย่อมแล่นไป ไม่ใช่อย่างอื่น ดัง
นี้. ก็พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า เมื่อปัจจัยมีอยู่ความเกิดขึ้นแห่ง
วิญญาณจึงมี เว้นจากปัจจัย ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณย่อมไม่มี ดังนี้. เพราะ
ฉะนั้น ภิกษุนี้ชื่อว่า ย่อมกล่าวคำที่พระพุทธเจ้ามิได้ตรัสไว้ ย่อมให้การประ
หารชินจักร ย่อมคัดค้านเวสารัชชาญาณ ย่อมกล่าวกะชนผู้ใคร่เพื่อจะฟังให้
ผิดพลาด ทั้งกีดขวางทางอริยะเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อสิ่งมิใช่ประโยชน์ เพื่อความ
ทุกข์แก่มหาชน มหาโจรเมื่อเกิดในราชสมบัติของพระราชา ย่อมเกิดขึ้นเพื่อ
สิ่งมิใช่ประโยชน์ เพื่อความทุกข์แก่มหาชนชื่อฉันใด บัณฑิตพึงทราบ
ว่า โจรในคำสั่งสอนของพระชินเจ้า เกิดขึ้นแล้วเพื่อสิ่งมิใช่ประโยชน์ เพื่อ
ความทุกข์แก่มหาชน ฉันนั้น.
บทว่า สมฺพหุลา ภิกฺขู ได้แก่ ภิกษุผู้บิณฑบาตเป็นวัตรผู้มีปกติอยู่
ในชนบท. บทว่า เตนุปสงฺกมึสุ ความว่า ภิกษุเหล่านั้นคิดว่า ภิกษุสาตินี้
ได้พวกแล้ว จะพึงยังพระศาสนาให้อันตรธานไป เธอยังไม่ได้พวกเพียง
ใด พวกเราจักปลดเปลื้องเธอจากความเห็นผิดเพียงนั้น ดังนี้ จึงไม่ยืนไม่
นั่ง เข้าไปหาจากที่ที่ตนฟังแล้วๆ นั่นแหละ.
บทว่า ยํ กตมนฺตํ สาติ วิฺาณํ ความว่า พระผู้มีพระภาค
เจ้าตรัสถามว่า ดูก่อนสาติ เธอกล่าวหมายเอาวิญญาณใด วิญญาณนั้น
เป็นไฉน. ข้อว่า ยฺวายํ ภนฺเต วโท เวเทยฺโย ตตฺร ตตฺร กลฺยาณปาปกานํ
กมฺมานํ วิปากํ ปฏิสํเวเทติ ความว่า สาติภิกษุกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้
เจริญ สภาวะใด ย่อมพูดได้ ย่อมเสวยอารมณ์ได้ ก็สภาวะนั้น ย่อมเสวย
วิบากของกุศลกรรม และอกุศลกรรมในที่นั้นๆ ได้ ข้าพระองค์กล่าวหมายถึง
วิญญาณอันใด ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นี้เป็นวิญญาณนั้นดังนี้. บทว่า
กสฺส นุ โขนาม ความว่า แก่ใครคือว่า แก่กษัตริย์ หรือว่า พราหมณ์ หรือ
ว่าแก่แพศย์ ศูทร คฤหัสถ์ บรรพชิต เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย คนใดคน
หนึ่ง.
บทว่า อถโข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ ถามว่า เพราะเหตุไร จึงตรัส
เรียกภิกษุทั้งหลาย. ตอบว่า ได้ยินว่า สาติภิกษุได้มีความคิดอย่างนี้ว่า
พระศาสดาตรัสเรียกเราว่า โมฆบุรุษ ดังนี้จะไม่มีอุปนิสสัยแห่งมรรคและ
ผลทั้งหลายโดยสักแต่คำที่กล่าวแล้วว่า โมฆบุรุษนี้เท่านั้น ก็หามิได้ เพราะ
ว่า แม้พระอุปเสนเถระ พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัส อย่างนี้ว่า ดูก่อนโมฆบุรุษ
เธอเวียนมาเพื่อความเป็นผู้มักมากเร็วนักดังนี้ ภายหลังสืบต่ออยู่ พยายาม
อยู่ ก็ได้กระทำให้แจ้งซึ่งอภิญญา ๖ แม้เราประคองความเพียรแล้ว ก็จักกระ
ทำให้แจ้งซึ่งมรรคและผลทั้งหลายดังนี้. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะ
แสดงแก่เธอว่า สาติภิกษุนี้ มีปัจจัยอันขาดแล้ว เป็นผู้มี ธรรมอันไม่งอกงาม
ในศาสนาดังนี้ จึงตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย. บทว่า อุสฺมีกโต เป็นต้น
บัณฑิตพึงทราบอธิบายตามที่ได้กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแหละ.
บทว่า อถโข ภควา ความว่า อนุสนธิแม้นี้เป็นของเฉพาะบุคคล.
ได้ยินว่าสาติภิกษุได้มีความคิดว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่า ธรรมอันเป็น
อุปนิสสัยแห่งมรรคและผลทั้งหลายของเราไม่มี ดังนี้ เมื่อธรรมอันเป็น
อุปนิสสัยไม่มีอยู่ เราอาจเพื่อจะแก้ไขธรรมอันเป็นอุปนิสสัยได้หรือ เพราะ
ว่า พระตถาคตทั้งหลาย ย่อมไม่แสดงธรรมแก่บุคคลผู้มีอุปนิสสัยเท่า
นั้น แสดงอยู่แก่ใครๆ นั่นแหละ เราได้โอวาทของพระสุคตจากสำนักของ
พระพุทธเจ้าแล้วจักกระทำกุศล เพื่อสวรรค์สมบัติดังนี้. ลำดับนั้น พระผู้
มีพระภาคเจ้า ตรัสแก่สาติภิกษุนั้นว่า ดูก่อนโมฆบุรุษ เราไม่ให้โอวาท
หรืออนุสาสนีแก่เธอ ดังนี้ เมื่อจะทรงระงับโอวาทของพระสุคตเจ้า จึงเริ่ม
เทศนานี้. เนื้อความแห่งพระดำรัสนั้น พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในหนหลัง
นั่นแหละ. บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงชำระลัทธิในบริษัท จึงตรัส
คำว่า อิธาหํ ภิกฺขู ปฏิปุจฺฉิสฺสามิ เป็นต้น. ถ้อยคำแม้ทั้งหมด บัณฑิตพึง
ทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแหละ.
จบสาติกัณฑ์
-------------------------------------------------
ท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฏก  ท่านแสดงความเห็นเกี่ยวกับคันธัพพะไว้ดังนี้http://www.clinicrak.com/birthcontrol/lady_abortion7.html
----------------------------------------------------
ตามความเข้าใจของผมนะครับ  เพื่อแก้ไขความเห็นผิดของพระสาติ ที่เชื่อว่าวิญญาณ ล่องลอยไปเกิด พระพุทธองค์จึงอธิบายเหตุให้เกิดปฏิสนธิวิญญาณ ในครรภ์มารดา มาจากเหตุปัจจัย คือ สังขาร คือ บุญบาป ที่สัตว์ทั้งหลายได้เคยทำไว้แล้ว
แต่ท่านพุทธทาสถือว่าการอธิบายเหตุปัจจัยตามแนวนี้เป็นสัสสตทิฏฐิ ครับ

 จากคุณ : เฉลิมศักดิ์ [ 14 ม.ค. 2547 / 05:43:29 น. ]
     [ IP Address : 203.113.81.169 ]


 ความคิดเห็นที่ 17 : (ปล่อยรู้)

"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
วิญญาณย่อมเกิดขึ้นเพราะอาศัยธรรมเป็นคู่กัน...
จักขุวิญญาณย่อมเกิดขึ้นเพราะอาศัยตาและรูป...
โสตวิญญาณย่อมเกิดขึ้นเพราะอาศัยหูและเสียง...
ฆานวิญญาณย่อมเกิดขึ้นเพราะอาศัยจมูกและกลิ่น...
ชิวหาวิญญาณย่อมเกิดขึ้นเพราะอาศัยลิ้นและรส...
กายวิญญาณย่อมเกิดขึ้นเพราะอาศัยกายและโผฏฐัพพะ...
มโนวิญญาณย่อมเกิดขึ้นเพราะอาศัยใจและธรรมารมณ์...

ตา...หู...จมูก...ลิ้น...กาย..ใจ ไม่เที่ยง มีความแปรปรวน
มีความเป็นอย่างอื่นไป
รูป..เสียง..กลิ่น..รส..โผฏฐัพพะ..ธรรมารมณ์ ไม่เที่ยง มีความแปรปรวน
มีความเป็นอย่างอื่นไป
จักขุวิญญาณ..โสตวิญญาณ..ฆานวิญญาณ..ชิวหาวิญญาณ..กายวิญญาณ..มโนวิญญาณ ที่เกิดเพราะอาศัยปัจจัยอันไม่เที่ยง จักเป็นของเที่ยงได้แต่ไหน?..

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
บุคคลถูกกระทบแล้วจึงเสวยเวทนา
ถูกกระทบแล้วจึงคิด
ถูกกระทบแล้วจึงจำได้หมายรู้
แม้นธรรมเหล่านี้ก็เคลื่อนไหว เสื่อมสิ้น ไม่เที่ยงแปรปรวน.."
(ทวยสูตรที่2)
................................................................................

ความเชื่อที่ว่า"ในตัวคนเรามีวิญญาณอันถาวรซึ่งเป็นตัวตนแท้ เป็นผู้พูด ผู้ทำ ผู้รู้
ผู้เสวยผลกรรม ผู้เกิดในภพใหม่ ....

พระพุทธองค์ทรงมีความเห็นดั่งนี้
ดูก่อนโมฆบุรุษ วิญญาณอาศัยปัจจัยประชุมกันเกิดขึ้น
เรากล่าวโดยปริยายเป็นเอนกมิใช่หรือ ความเกิดแห่งวิญญาณ เว้นปัจจัยมิได้มี
ดูก่อนโมฆบุรุษ ก็เมื่อเป็นดังนั้น เธอกล่าวตู่เราด้วย ขุดตนเสียด้วย จะประสบบาปมิใช่บุญมากด้วย เพราะทิฏฐิที่ตนถือชั่วแล้ว
ดูก่อนโมฆบุรุษ ความเห็นของเธอจักเป็นไปเพื่อโทษไม่เป็นประโยชน์ เพื่อทุกข์ตลอดกาลนาน...

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วิญญาณอาศัยปัจจัยใดๆเกิดขึ้น ก็ถึงความนับ(เรียกชื่อ) ด้วยปัจจัยนั้นๆ วิญญารอาศัยจักษุและรูปเกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่าจักขุวิญญาณ...
(มหาตัณหาสังขยสูตร)

วิญญาณที่กล่าวถึงในปฏิจจสมุปบาท
นั้นหมายถึงวิญญาณทั้งหกนี้...
มิได้หมายถึงวิญญาณที่ไม่มีที่มา ไม่มีที่ไป 
มิได้หมายถึงวิญญาณอันเป็นตัวตน ที่ล่องลอย รอคอยการผสมสืบพันธ์แต่อย่างใด
มิได้หมายถึงวิญญาณที่เข้าใจว่า มีตัวตนอาศัยอยู่ในร่างกายแต่ประการใด...

 จากคุณ : ปล่อยรู้ [ 14 ม.ค. 2547 / 18:16:55 น. ]
     [ IP Address : 203.107.203.3 ]


 ความคิดเห็นที่ 18 : (กำลังฟุ้ง)

หึหึ อ่านจนถึงตรงนี้ผมก็พบว่าคุณเฉลิมศักดิ์ยังมิอาจแสดงให้ผมทราบได้ว่าแบบ 3 ชาติอยู่ตรงส่วนไหนหรือหลืบไหนในพระไตรปิฏก และคุณเฉลิมศักดิ์ก็คงหาที่มาของ 3 ชาติในพระไตรปิฏกไม่ได้ต่อไป เลยต้องเบี่ยงประเด็นอ้างโน่นอ้างนี่แต่สุดท้ายแล้วก็ตอบคำถามผมไม่ได้เสียทีว่า 3 ชาติมีอยู่ในพระไตรปิฏกตรงไหน? ถึงตรงนี้ผมจึงเห็นว่าท่านพุทธทาสซื่อตรงต่อพุทธพจน์เป็นที่ยิ่ง อะไรที่ว่าน่าจะแต่งเพิ่มก็บอกแต่งเพิ่ม อะไรที่ไม่มีในพระไตรปิฏกก็บอกไม่มี อะไรแตกต่างก็บอกแตกต่าง

พระไตรปิฏกคันธัพพะไม่มีอธิบายนะครับว่าแปลว่าอะไร มีแต่อรรถกถาจารย์ที่บอกว่าเป็นปฏิสนธิวิญญาณ หึหึ พูดมากเดี๋ยวก็พาดพิงอรรถกถาอีก

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 14 ม.ค. 2547 / 23:57:05 น. ]
     [ IP Address : 203.118.83.46 ]


 ความคิดเห็นที่ 19 : (กำลังฟุ้ง)

ถามอีกทีชัดๆและกรุณาตอบชัดๆด้วย

"3 ชาติ มันอยู่ตรงไหนของพระไตรปิฏกหรือครับคุณเฉลิมศักดิ์?"

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 14 ม.ค. 2547 / 23:58:01 น. ]
     [ IP Address : 203.118.83.46 ]


 ความคิดเห็นที่ 20 : (เฉลิมศักดิ์)

จากความเห็นที่  ๑๗ ของคุณปล่อยรู้
---------------------------------------------------------
วิญญาณที่กล่าวถึงในปฏิจจสมุปบาท
นั้นหมายถึงวิญญาณทั้งหกนี้...
--------------------------------------------------------
ในบทขยายาความ  หนังสือพุทธธรรม  ของท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฏก หน้า ๑๐๗ ได้อธิบาย วิญญาณ ๖  ตามนัยอภิธรรมไว้ดังนี้
------------------------------------------------------
วิญญาณ ๖  กระจายออก = โลกียวิญญาณ  ๓๒  (วิญญาณ  ๕  ฝ่ายกุศลวิบาก และ อกุศลวิบาก =๑๐ + มโนวิญญาณ  ๒๒)      หรือ    เป็นไปในปวัตติกาล  (ระยะระหว่าง ปฏิสนธิ  ถึง จุติ)  กับวิญญาณ  ๑๙  ที่เหลือ  เป็นไปทั้งในปวัตติกาล และ ปฏิสนธิกาล
---------------------------------------------------
วิญญาณ  ๖  นี้ จึงไม่ใช่วิญญาณ  ที่เกิด ณ  ปัจจุบัน อย่างเดียวอย่างที่ท่านพุทธทาสอธิบายไม่  หมายถึง ตั้งแต่ปฏิสนธิกาล และปวัตติกาลด้วยซึ่งสอดคล้องกับพระพุทธพจน์ในมหานิทานสูตร
http://202.44.204.76/cgi-bin/stshow.pl?book=10&lstart=1455&lend=1887&word1=มหานิทานสูตร
------------------------  ขณะปฏิสนธิกาล
"เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงเกิดนามรูป ดูกรอานนท์ ก็วิญญาณจักไม่หยั่งลง
ในท้องแห่งมารดา นามรูปจักขาดในท้องแห่งมารดาได้บ้างไหม ฯ"
-----------------------  ขณะปวัตติกาล   (ภายหลังการเกิด)
เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดวิญญาณ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าวิญญาณจักไม่ได้
อาศัยในนามรูปแล้ว ความเกิดขึ้นแห่งชาติชรามรณะและกองทุกข์ พึงปรากฏ
ต่อไปได้บ้างไหม ฯ
-------------------------------------------------------------------------------------
ขณะปฏิสนธิกาล  วิญญาณที่เกิดขึ้น น่าจะเป็น มโนวิญญาณ เพราะขณะปฏิสนธิ  อายตนะ ที่จะต่อให้เกิดวิญญาณ ทางตา  หู จมูก  ลิ้น  กาย ยังไม่สมบูรณ์
(รูปที่เกิดขณะนี้  เรียกว่า กลละ ลักษณะเป็นหยาดน้ำใสๆ มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น)ดูคำอธิบายของท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฏกhttp://www.clinicrak.com/birthcontrol/lady_abortion7.html
---------------------------------------------------------------------------
ซึ่งขัดแย้งกับความเห็นของท่านพุทธทาส  ที่ยืนยันว่า  วิญญาณและวงจรของปฏิจจสมุปบาท  เกิดมาภายหลังการคลอด(จากหนังสือ ปฏิจจสมุปบาท ชุดลอยปทุม)
-----------------------------------------------------------------------------

 จากคุณ : เฉลิมศักดิ์ [ 15 ม.ค. 2547 / 04:55:23 น. ]
     [ IP Address : 203.113.81.169 ]


 ความคิดเห็นที่ 21 : (ปล่อยรู้)

เรากำลังพูดกันถึงเรื่องวิญญาณ ในปฏิจจสมุปบาทอยู่มิใช่หรือ
และก็กำลังพูดถึงวิญญาณทั้งหกอยู่...

ทำไมคุณเฉลิมศักด์ถึงลืมนึกถึงว่า...แล้วอะไรทำให้เกิดวิญญาณทั้งหก
สังขาร ความนึกคิดปรุงแต่ง ทำให้เกิดวิญญาณทั้งหกมิใช่หรือ
นึกคิดปรุงแต่งทางไหน ก็เกิดวิญญาณขึ้นทางนั้น

พ่อเห็นแม่ แล้วไม่ปรุงแต่งเกิดอารมณ์ทางเพศ รับรองไม่มีเกิดกลละหยาดน้ำใสๆ
ตามแบบที่คุณเฉลิมศักดิ์เข้าใจ

มีธรรมารมณ์ มีใจ ก็เกิดมโนวิญญาณ
ยังไม่มีธรรมารมณ์ ไม่ใจ ก็ไม่มีมโนวิญญาณ

อย่าเหมารวมเอาวิญญาณอื่นๆมารวมเป็นมโนวิญญาณตัวเดียวกัน...

ดูให้ทัน วิญญาณอะไรกำลังเกิด วิญญาณอะไรกำลังดับ
จักขุวิญญาณก็ส่วนจักขุวิญญาณ
มโนวิญญาณก็ส่วนมโนวิญญาณ

ขณะที่กำลังอ่านกระทู้อยู่นี้ วิญญาณอะไรเกิด?
และในขณะที่กำลังอ่าน ก็อาจจะเกิดวิญญาณอื่นๆ
สอดแทรกเข้ามาเกิดดับได้ตลอดเวลา...



 จากคุณ : ปล่อยรู้ [ 15 ม.ค. 2547 / 06:02:13 น. ]
     [ IP Address : 203.107.203.173 ]


 ความคิดเห็นที่ 22 : (กำลังฟุ้ง)

คำว่าน่าจะทั้งหลายแหล่เป็นสิ่งที่คุณเฉลิมศักดิ์คิดขึ้นเอง คำว่า"วิญญาณ"นั้น อรรถกถาจารย์ทั้งหลายเช่นท่านเจ้าคุณธรรมปิฏกก็บอกชัดอยู่แล้วว่าหมายความทำนองถึงความรู้ผ่านทางตาหูจมูกลิ้นกายใจต่างๆ ความจริงไม่ต้องอ้างท่านเจ้าคุณธรรมปิฏกก็ได้เพราะพระไตรปิฏกท่านก็บอกไว้ชัด วิญญาณที่ท่านพุทธทาสอธิบายก็สอดคล้องกับพระไตรปิฏก

บทความของท่านเจ้าคุณที่คุณเฉลิมศักดิ์ยกมาในเวบคลีนิครักท่านก็บอกชัดครับว่าส่วนนั้นเป็นส่วนที่อรรถกถาจารย์อธิบายไว้ ถามต่อไปว่าอรรถกถาจารย์เอามาจากไหนถึงได้อธิบายเช่นนี้ แล้วมันถูกต้องตามพุทธประสงค์ไหม? คราวนี้ไม่มีใครอยากตอบแล้วเพราะกลัวไปกระทบถึงโบราณจารย์

เห็นอยู่ชัดตอนนี้ก็คือคุณเฉลิมศักดิ์กำลังเอาความเห็นส่วนตัวไปตีความพระไตรปิฏกอยู่ และตราบใดที่คุณเฉลิมศักดิ์หาไม่ได้ว่า 3 ชาติมันอยู่ส่วนไหนของพระไตรปิฏกก็อย่ามาตีเรื่องที่ท่านพุทธทาสไม่เห็นด้วยกับเรื่อง 3 ชาติเลย เรื่องคันธัพพะ พระไตรปิฏกให้เพียงแค่ศัพท์ อรรถกถาจารย์แต่โบราณก็เคยหาญกล้าให้ความหมายมาคราวหนึ่งแล้ว มีการฎีกากันด้วยมิใช่หรือ มาถึงอรรถกถาจารย์ในยุคปัจจุบันเมื่อพิจารณาเห็นแล้วให้ความหมายบ้างจะเป็นอย่างไร? เรื่ออภิธรรมที่มีคนกล่าวหาท่าน ผมอ่านดูแล้วในหนังสืออภิธรรมคืออะไรก็เป็นที่ชัดเจนว่านอกจากท่านจะไม่ดูหมิ่นยังช่วยเหลือไม่ให้คนงมงายอีกต่างหาก คำว่าเกินก็มีคำอธิบายไว้ เกินสำหรับคนเช่นไร เหมาะสมกับคนเช่นไร มีเหตุมีผล มีเอกสารอ้างอิงจากโบราณจารย์ มีการเทียบเคียงกับพระไตรปิฏกฉบับบาลีโดยตรง

ขอปิดท้ายด้วยคำถามอีกคราว... 3 ชาติ มันอยู่ตรงไหนสูตรไหนของพระไตรปิฏกครับ?

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 15 ม.ค. 2547 / 08:22:04 น. ]
     [ IP Address : 203.118.80.98 ]


 ความคิดเห็นที่ 23 : (p.o.p)

ฮ่ะๆๆๆ คุณกำลังฟุ้งคงกำลังหนักหัวตัวเองมากเรื่องที่ว่า..3ชาติมันอยู่ตรงไหนของพระไตรปิฎก หนักหัวตัวเองต่อไปนะคุณกำลังฟุ้ง  555

 จากคุณ : p.o.p [ 17 ม.ค. 2547 / 01:40:18 น. ]
     [ IP Address : 203.113.60.14 ]


 ความคิดเห็นที่ 24 : (เฉลิมศักดิ์)

คุณกำลังฟุ้งครับ ผมไม่ได้บอกว่า ๓  ชาตินะครับ  ตราบใดที่ยังมี อวิชชา สังขาร(คือ ทำบาปและบุญอยู่)  อย่าแต่ ๓ ชาติเลยครับ วัฏฏะสงสาร คือการเวียนว่ายตายเกิดนั้นยังคงมีอยู่โดยไม่สิ้นสุด  ดังพระพุทธพจน์ที่ว่า
----------------------------------------------------------------------------
)http://202.44.204.76/cgi-bin/stshow.pl?book=10&lstart=1455&lend=1887&word1=มหานิทานสูตร
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เธออย่าพูดอย่างนั้น อานนท์ เธออย่าพูดอย่างนั้น
อานนท์ ปฏิจจสมุบาทนี้ ลึกซึ้งสุดประมาณและปรากฏเป็นของลึก ดูกรอานนท์
เพราะไม่รู้จริง เพราะไม่แทงตลอด ซึ่งธรรมอันนี้ หมู่สัตว์นี้ จึงเกิดเป็นผู้ยุ่งประดุจ
ด้ายของช่างหูก เกิดเป็นปมประหนึ่งกระจุกด้าย เป็นผู้เกิดมาเหมือนหญ้ามุง
กระต่ายและหญ้าปล้อง จึงไม่พ้นอุบาย ทุคติ วินิบาต สงสาร
-------------------------------------------------------------------------
http://202.44.204.76/cgi-bin/stshow.pl?book=14&lstart=6262&lend=6699&word1=พาลบัณฑิตสูตร
[๔๘๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุรุษโยนทุ่นมีบ่วงตาเดียวไป
ในมหาสมุทร ทุ่นนั้นถูกลมตะวันออกพัดไปทางทิศตะวันตก ถูกลมตะวันตกพัด
ไปทางทิศตะวันออก ถูกลมเหนือพัดไปทางทิศใต้ ถูกลมใต้พัดไปทางทิศเหนือ
มีเต่าตาบอดอยู่ในมหาสมุทรนั้น ล่วงไปร้อยปีจึงจะผุดขึ้นครั้งหนึ่ง ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย พวกเธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เต่าตาบอดตัวนั้นจะพึงเอาคอ
สวมเข้าที่ทุ่นมีบ่วงตาเดียวโน้นได้บ้างไหมหนอ ฯ
      ภิกษุเหล่านั้นทูลว่า ข้อนั้นเป็นไปไม่ได้เลย พระพุทธเจ้าข้า ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ ถ้าจะเป็นไปได้บ้างในบางครั้งบางคราว ก็โดยล่วงระยะกาลนาน
แน่นอน ฯ
      พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เต่าตาบอดตัวนั้นจะพึงเอาคอสวมเข้าที่ทุ่นมีบ่วง
ตาเดียวโน้นได้ ยังจะเร็วกว่า เรากล่าวความเป็นมนุษย์ที่คนพาลผู้ไปสู่วินิบาต
คราวหนึ่งแล้วจะพึงได้ ยังยากกว่านี้ นั่นเพราะเหตุไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะ
ในตัวคนพาลนี้ไม่มีความประพฤติธรรม ความประพฤติสงบ การทำกุศล การ
ทำบุญ มีแต่การกินกันเอง การเบียดเบียนคนอ่อนแอ ฯ
      [๔๘๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพาลนั้นนั่นแล ถ้าจะมาสู่ความเป็น
มนุษย์ในบางครั้งบางคราว ไม่ว่ากาลไหนๆ โดยล่วงระยะกาลนาน ก็ย่อมเกิด
ในสกุลต่ำ คือ สกุลคนจัณฑาล หรือสกุลพรานล่าเนื้อ หรือสกุลคนจักสาน
หรือสกุลช่างรถ หรือสกุลคนเทขยะ เห็นปานนั้น ในบั้นปลาย อันเป็นสกุลคน
จน มีข้าวน้ำและโภชนาหารน้อย มีชีวิตเป็นไปลำบาก ซึ่งเป็นสกุลที่จะได้ของ
กิน และเครื่องนุ่งห่มโดยฝืดเคือง และเขาจะมีผิวพรรณทราม น่าเกลียดชัง ร่าง
ม่อต้อ มีโรคมาก เป็นคนตาบอดบ้าง เป็นคนง่อยบ้าง เป็นคนกะจอกบ้าง เป็น
คนเปลี้ยบ้าง ไม่ได้ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่
นอน ที่อยู่อาศัย และเครื่องตามประทีป เขาจะประพฤติกายทุจริต วจีทุจริต
มโนทุจริต ครั้นแล้วเมื่อตายไป จะเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ฯ
------------------------------------------------------------------

ยิ่งพวกไหนที่มีความเห็นผิด บิดเบือนพระพุทธพจน์ ติเตียนพระอริยะสงฆ์ หรือพระสงฆ์ผู้ประพฤติพรหมจรรย์   เป็นคนพาล  โอกาศที่จะเกิดมาเป็นมนุษย์อีกยาก คุณกำลังฟุ้งลองนึกภาพถึงเต่าตาบอดในมหาสมุทร ที่ ๑๐๐ ปี จะโผล่ขึ้นมาทีหนึ่ง โอกาศที่จะเอาคอสวมเข้าที่ทุ่นมีบ่วงตาเดียวยากแค่ไหน นั้นแหละโอกาศของคนพาลที่จะเกิดเป็นมนุย์อีก ส่วนมากไปเกิดในอบายภูมิเสียมากกว่า ถ้าได้มาเกิดเป็นมนุษย์โอกาศพบพระพุทธศาสนาก็น้อยเต็มที

คุณกำลังฟุ้ง และ ผม โชคดีเหลือเกิน ที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา ฉะนั้นควรเร่งศึกษาและปฏิบัติ   อันเป็นธุระที่สำคัญของพระพุทธศาสนา เพื่อปรับทิฏฐิให้เห็นตรง  จะได้ไม่ทิฏฐิวิบัติ

 จากคุณ : เฉลิมศักดิ์ [ 17 ม.ค. 2547 / 05:34:48 น. ]
     [ IP Address : 203.113.81.169 ]


 ความคิดเห็นที่ 25 : (เฉลิมศักดิ์)

คุณกำลังฟุ้งครับ   ลองยกพระสูตรมายืนยันความเห็นของท่านพุทธทาสหน่อยครับ  ว่าปฏิจจสมุปบาท แบบอึดใจเดียวครบ ๑๑  อาการ ถูกต้องที่สุด

 จากคุณ : เฉลิมศักดิ์ [ 17 ม.ค. 2547 / 05:39:36 น. ]
     [ IP Address : 203.113.81.169 ]


 ความคิดเห็นที่ 26 : (กำลังฟุ้ง)

สรุปว่าจนถึงบัดนี้คุณเฉลิมศักดิ์ก็หาไม่พบใช่ไหมว่า 3 ชาติอยู่ตรงไหนของพระไตรปิฏก ในเมื่อท่านพุทธทาสไม่เห็นด้วยกับ 3 ชาติ ส่วน 2 ชาติท่านไม่ปฏิเสธ คุณเฉลิมศักดิ์จะมาตีท่านพุทธทาสหาพระแสงอะไร? ถ้ารักพระไตรปิฏกจริงก็ไปหามาดีกว่าว่าวิสุทธิมรรคที่สอน 3 ชาติน่ะมีในพระไตรปิฏกตรงไหน

แบบอึดใจเดียวน่ะผมเคยยกพระไตรปิฏกมาแล้ว หึหึ มีเยอะไปหมด แทบจะเป็นข้อความเดียวกับที่คุณเฉลิมศักดิ์ตีท่านพุทธทาสเลยครับ หึหึ เรื่องเด็กทารกไงถ้าจำได้แล้วผมก็ยกเรื่องมองคนแล้วแยกออกว่าชายหญิงมา เอาเหอะวันนี้จะยกอีกเรื่องที่ชัดๆมาอีกก็ได้

[๖๔] ดูกรอานนท์ คราวใดเล่า ภิกษุไม่เล็งเห็นเวทนาเป็นอัตตา ไม่
เล็งเห็นอัตตาว่าไม่ต้องเสวยเวทนาก็ไม่ใช่ ไม่เล็งเห็นว่าอัตตายังต้องเสวยเวทนา
อยู่ เพราะว่า อัตตาของเรามีเวทนาเป็นธรรมดา ภิกษุนั้น เมื่อเล็งเห็นอยู่อย่างนี้
ย่อมไม่ยึดมั่นอะไรๆ ในโลก และเมื่อไม่ยึดมั่น ย่อมไม่สะทกสะท้าน เมื่อไม่
สะทกสะท้านย่อมปรินิพพานได้เฉพาะตน ทั้งรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์
อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี อานนท์
ผู้ใดกล่าวอย่างนี้ว่า ทิฐิว่าเบื้องหน้าแต่ตาย สัตว์ยังมีอยู่ ว่าเบื้องหน้าแต่ตาย
สัตว์ไม่มีอยู่ ว่าเบื้องหน้าแต่ตาย สัตว์มีอยู่ด้วย ไม่มีอยู่ด้วย ว่าเบื้องหน้าแต่ตาย
สัตว์มีอยู่ก็หามิได้ ไม่มีอยู่ก็หามิได้ ดังนี้ กะภิกษุผู้หลุดพ้นแล้วอย่างนี้ การ
กล่าวของบุคคลนั้นไม่สมควร ฯ
      ข้อนั้น เพราะเหตุไร
      ดูกรอานนท์ ชื่อ ทางแห่งชื่อ ทางแห่งนิรุติ บัญญัติ ทางแห่งบัญญัติ
การแต่งตั้ง ทางที่กำหนดรู้ด้วยปัญญา วัฏฏะยังเป็นไปอยู่ตราบใด วัฏฏสงสาร
ยังคงหมุนเวียนอยู่ตราบนั้น เพราะรู้ยิ่ง วัฏฏสงสารนั้น ภิกษุจึงหลุดพ้น ข้อที่มี
ทิฐิว่า ใครๆ ย่อมไม่รู้ ย่อมไม่เห็นภิกษุผู้หลุดพ้น เพราะรู้ยิ่งวัฏฏสงสารนั้น
นั้นไม่สมควร ฯ

แต่...3ชาติมันอยู่ตรงไหนในพระไตรปิฏกหนอ หึหึ

สรุป แบบอึดใจเดียวมีในพระไตรปิฏก แบบ 3 ชาติยังหาไม่เจอเลยว่ามีในพระไตรปิฏกส่วนไหน?

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 17 ม.ค. 2547 / 22:45:49 น. ]
     [ IP Address : 203.209.107.79 ]


 ความคิดเห็นที่ 27 : (ศิษย์ อ.)



 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 18 ม.ค. 2547 / 09:34:58 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.8 ]


 ความคิดเห็นที่ 28 : (กำลังฟุ้ง)

ถ้ายังหาไม่เจอว่าเรื่อง 3 ชาติอยู่ตรงไหนในพระไตรปิฏกก็หุบปากคุณไปก่อนเหอะครับคุณเฉลิมศักดิ์ เดี๋ยวจะสร้างบาปสร้างกรรมอย่างที่มารศาสนากำลังทำอยู่

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 18 ม.ค. 2547 / 22:36:56 น. ]
     [ IP Address : 202.133.161.126 ]


 ความคิดเห็นที่ 29 : (เฉลิมศักดิ์)

คุณกำลังฟุ้งครับ  เรื่อง ๓  ชาตินี้ต้องไปถามท่านพุทธทาสเองละครับ เพราะผมไม่ได้บัญญัติศัพท์นี้ขึ้นมา  ท่านพุทธเรียกการอธิบาย ปฏิจจสมุปบาทธรรม แบบ หมุนเวียนไปยังภพต่างๆ อันได้แก่  ภูมิทั้ง ๓๑  ภูมิ  ซึ่งเรียกว่า  สงสาร  วัฎฎสงสาร  วัฏฏทุกข์ เป็นต้น
---------------------------------------------------------------------
ดังเช่นพระพุทธพจน์ที่คุณกำลังฟุ้งยกมาhttp://202.44.204.76/cgi-bin/stshow.pl?book=10&lstart=1455&lend=1887&word1=มหานิทานสูตร
"ดูกรอานนท์ ชื่อ ทางแห่งชื่อ ทางแห่งนิรุติ บัญญัติ ทางแห่งบัญญัติ
การแต่งตั้ง ทางที่กำหนดรู้ด้วยปัญญา วัฏฏะยังเป็นไปอยู่ตราบใด วัฏฏสงสาร
ยังคงหมุนเวียนอยู่ตราบนั้น เพราะรู้ยิ่ง วัฏฏสงสารนั้น ภิกษุจึงหลุดพ้น ข้อที่มี
ทิฐิว่า ใครๆ ย่อมไม่รู้ ย่อมไม่เห็นภิกษุผู้หลุดพ้น เพราะรู้ยิ่งวัฏฏสงสารนั้น
นั้นไม่สมควร ฯ"
*****    แล้วก็พระสูตรนี้ผมเห็นว่าไม่เกี่ยวกับการอธิบายปฏิจจสมุปบาทแบบอึดใจเดียวเลยครับ   คุณเชื่อตามท่านพุทธทาสอย่างเดียวเลยครับ   คุณลองศึกษาการอธิบายเรื่องชาติ ในหัวข้อ ๕๘   และวิญญาณ ในหัวข้อ ๖๐ จะเป็นอึดใจเดียวได้ไง  ตั้งแต่วิญญาณหยั่งลงครรภ์  จนถึงเป็นความกุมาร   กุมารี   ผู้ยังเยาว์วัยอยู่
--------------------------------------------------------------------
แล้วท่านพุทธทาสเรียกการ  ตรัสอธิบายปฏิจจสมุปบาทแบบนี้ว่า  เป็นสัสสตทิฏฐิ
-----------------------------------------------------------
ฉะนั้นจึงเท่ากับว่า ท่านพุทธทาสบิดเบือนพระพุทธพจน์   ? และคุณกำลังฟุ้งก็เช่นกัน
-----------------------------------------------------------
จากความเห็นที่ ๑๐  ของคุณในกระทู้http://larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/011102.htm?9#9
  "หึหึ ยังคงโบ้ยผมต่อ เอาเถอะจะเริ่มใส่ความผู้อื่นเหมือนมารศาสนาบรรพต อ.อีกคนแล้วหรืออย่างไรกัน "
------------------------------------------------------------
ระวังความเห็นที่เรียกคนอื่นว่าเป็นมารศาสนาจะเข้าตัวเองนะครับ คุณกำลังฟุ้ง

 จากคุณ : เฉลิมศักดิ์ [ 19 ม.ค. 2547 / 05:53:11 น. ]
     [ IP Address : 203.113.81.169 ]


 ความคิดเห็นที่ 30 : (กำลังฟุ้ง)

3 ชาติอยู่ตรงไหนของพระไตรปิฏกหว่า...หึหึ ตอบไม่ได้ละสิ

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 19 ม.ค. 2547 / 09:38:11 น. ]
     [ IP Address : 202.133.162.56 ]


 ความคิดเห็นที่ 31 : (กำลังฟุ้ง)

คุณเอาเรื่องอึดใจนี่ไปปรึกษาโรงเรียนอภิธรรมก่อนเหอะ...อ้อ 3 ชาติอยู่ตรงไหนของพระไตรปิฏก ตอบมาสิเฉลิมศักดิ์

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 19 ม.ค. 2547 / 09:39:36 น. ]
     [ IP Address : 202.133.162.56 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!