วิธีลดอัตตา (๑) สักกายทิฏฐิ - วิจิกิจฉา
 เนื้อความ :

ขอคัดธรรมะมาฝากเพื่อนชาวลานธรรมฯ ครับ

วิธีลดอัตตา
เพื่อความเข้าใจถึงวิธีลด "อัตตา" ได้อย่างง่ายๆ โดยอาศัยหลักเกณฑ์ที่รัดกุม จึงจะได้พิจารณากันถึงสิ่งที่เรียกว่า "สังโยชน์" ๑๐ ประการ แล้วผู้ปฏิบัติธรรมก็จะทราบได้เองว่า พุทธศาสนามีความมุ่งหมายที่จะลด "ตัวตน" อย่างมีประสิทธิภาพเพียงไร

สังโยชน์ประการที่ ๑ มีชื่อโดยภาษาบาลีว่า "สักกายทิฏฐิ" หมายถึง ความยึดถือว่า กายกับใจนี้เป็นของตน เมื่อมีความรู้สึกคิดเช่นนั้นแล้ว เขาก็หวงแหน อยากให้มันดีให้มันเที่ยงแท้ถาวร เพื่อประโยชน์แก่ "ตัวเขา" โดยธรรมชาติที่แท้นั้น มันไม่มีอะไรที่จะเป็นของเขาได้เลย แต่ความหลงผิด ทำให้เขาเข้าใจว่ามันมีอะไรๆ เป็นของเขาจนได้ โดยเหตุนี้ สิ่งที่เป็นเพียงธาตุดินน้ำลมไฟ อากาศธาตุ วิญญาณธาตุ ที่รวมกลุ่มกันอยู่ ก็ถูกยึดถือเป็นกายและใจ "ของเขา" มันจึงมีลักษณะเป็น ความเห็นแก่ตัว แล้วก็ทำอะไรๆ ไปในลักษณะที่เป็นความทุกข์ยากลำบากแก่ตัวเองและแก่ผู้อื่น ปัญญาอย่างโลกๆ ก็ส่งเสริม "ตัวตน-ของตน" ให้หนักยิ่งขึ้น ต่อเมื่อได้รับการศึกษาอบรมที่ถูกทาง หรือปฏิบัติที่ถูกต้องตามหลักแห่งพุทธศาสนา เขาจึงจะไม่อาจมี "ตัวตน-ของตน" ชนิดที่จะไปฆ่าไปลัก หรือเบียดเบียนผู้อื่น และจะเริ่มนึกถึงการที่กายทุกกาย หรือธาตุทุกกลุ่ม เป็นเพื่อเกิดแก่เจ็บตายอย่างเดียวกัน จึงลดความหมายมั่นปั้นมือที่จะเอาประโยชน์ จากผู้อื่นมาเป็นของตนเองล้วนๆ ดังแต่ก่อน

ความลดไปแห่งสักกายทิฏฐินี้ ทำให้เกิดความสงบเย็น ความสงบเย็นทำให้เกิดสติสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะก็ทำความปลอดภัยให้แก่ตนเองและผู้อื่น ถ้าเพียงแต่คนเราสามารถ ละสังโยชน์ข้อที่ ๑ นี้ได้เท่านั้น โลกนี้ก็จะเปลี่ยนแปลงไป อย่างหน้ามือเป็นหลังมือ อย่างน้อยที่สุด การเบียดเบียนกันจะหายไปจากโลก มีแต่การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันอย่างแท้จริง เข้ามาแทน

ต่อไปก็คือ ความลดไปแห่ง "ตัวตน" ในรูปของสังโยชน์ประการที่ ๒ ที่เรียกว่า "วิจิกิจฉา" ซึ่งหมายถึง ความลังเล เนื่องจากความสงสัยหรือความกลัว ถ้าไม่พิจารณาให้ดี ก็จะไม่เห็นว่ามันเกี่ยวกับเรื่อง "ตัวตน" หรือ "ของตน" ยิ่งกว่านั้น ยังมองข้ามไปเสียว่า ความลังเลนี้ ไม่มีความสำคัญอะไรในเรื่องความทุกข์และความดับทุกข์ แต่แท้ที่จริงนั้น วิจิกิจฉา ก็มีความสำคัญเช่นเดียวกันอีก ถ้าเป็นการปฏิบัติในขั้นสมาธิ วิจิกิจฉานี้ก็เป็นนิวรณ์ปิดกั้น หรือรบกวนจิตไม่ให้เป็นสมาธิ ถ้าเป็นการปฏิบัติในขั้นปัญญา วิจิกิจฉาก็เป็นเครื่องรบกวน ความเชื่อและปัญญาไม่ให้อยู่ในร่องในรอยได้ คนเราจึงไม่สามารถเอาชนะความทุกข์ได้ และตัวความลังเลนั้นเอง ก็เป็นเครื่องรบกวนความสุข หรือเป็นความทกข์ชนิดหนึ่งอยู่ในตัวมันเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทางศาสนาหรือเรื่องตามธรรมดาของชาวโลก

การต่อสู้กันระหว่างความรู้สึกฝ่ายต่ำกับฝ่ายสูงนั่นเอง เรียกว่า วิจิกิจฉา ซึ่งอาจขยายความออกไปเป็นความไม่แน่ใจ ความไม่กล้าหาญ ความไม่ไว้ใจ หรือไม่เชื่อถือตัวเอง ฯลฯ วิจิกิจฉาชนิดที่เป็นอย่างชาวโลกๆ ที่สุด ก็เช่นไม่แน่ใจว่าจะประกอบอาชีพอะไร จะทำอะไร จะแสวงหาชื่อเสียงอะไรดี ฯลฯ และที่สูงขึ้นมาก็คือ ความไม่แน่ใจในการที่จะยึดเอาความดี หรือความยุติธรรม ว่าเป็นหลักที่แท้จริงได้หรือไม่ ความกลัวจะเสียประโยชน์ส่วนตัว กลัวจะเสียเปรียบเขา จะพ่ายแพ้เขา เป็นเหตุให้ไม่แน่ใจในการที่จะถือเอาความดีความจริงเป็นหลัก เป็นความกระอักกระอ่วนใจ ในทางหน้าที่หรือทางศีลธรรม

เราพอจะมองเห็นว่า ความระส่ำระสายทุกข์ยากลำบาก หรือวิกฤติการณ์ต่างๆ ในโลก ย่อมเกิดมาจากความไม่แน่ใจของชาวโลกนั่นเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็ของชนชั้นผู้นำกลุ่มต่างๆ ที่ไม่แน่ใจในการที่จะยึดมั่นในความดี หรือความจริง จนกระทั่ง ยอมเสียสัจจ์ เช่น พอเกิดสงคราม หวาดกลัวขึ้นมาก็หันไปหาพระเป็นเจ้าหรือศาสนา แต่พอเหตุการณ์นั้นผ่านไปก็หันหน้ากลับไปหาประโยชน์ให้แก่ "ตัวตน-ของตน" ไม่มีฝ่ายไหนแน่ใจในการที่จะยึดถือความดีความจริงเป็นหลัก ทั้งที่ตัวเองก็รู้อยู่ว่าอะไรเป็นอะไร โลกจึงตกอยู่ในห้วงแห่งความเท็จความโลเล หลอกลวงตัวเอง เพราะไม่สามารถบังคับความเชื่อ หรือสติปัญญาของตนให้แน่วแน่อยู่ในร่องในรอยได้ โลกจึงมีอาการเหมือนกับวิจิกิจฉา เคว้งคว้างไปตามความลังเลของคนในโลก ทั้งในกรณีที่เป็นไปทางโลกๆ และทางศาสนา

สำหรับวิจิกิจฉาในทางฝ่ายพุทธศาสนานั้น เมื่อกล่าวไปตามหลักที่ถือๆ กันอยู่ ก็ได้แก่ความลังเลใน พระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์ ลังเลในการตรัสรู้จริงของพระพุทธเจ้า ความสงสัยในพระพุทธเจ้าก็คือ ลังเลในการที่จะเชื่อ หรือปฏิบัติตามคำแนะนำของท่าน เพราะมันขัดต่อความรู้สึกของตนที่มีอยู่ก่อน ขัดต่อประโยชน์ที่ตนหวังจะได้รับ การลังเลในพระธรรมก็เป็นอย่างเดียวกัน เลยทำให้คนถือศาสนากันเพียงแต่ปาก หรือเล่นตลกกับพระเป็นเจ้าของตน จนอาการเช่นนี้มีอยู่ทั่วไป สำหรับความลังเลในพระอริยสงฆ์นั้น หมายถึงว่า เห็นท่านเป็นผู้พ้นทุกข์ได้อย่างนั้นๆ แล้ว ตนก็ยังลังเลที่จะเดินตาม โดยที่ไม่เชื่อว่าท่านเหล่านั้นพ้นทุกข์ได้จริงบ้าง หรือการพ้นทุกข์ของท่านเหล่านั้นจะนำมาใช้ได้แก่ตนบ้าง เมื่อยังลังเลในตัวผู้สอน ในสิ่งที่นำมาสอน และในหมู่คนที่เคยปฏิบัติตามคำสอนจนประสบความสำเร็จมาแล้ว คนโง่เหล่านี้ แม้จะศึกษาไปสักเท่าไรๆ ก็มีแต่จะยิ่งกลายเป็นคนลังเลมากขึ้น จนกลายเป็นโรคประสาทหรือโรคจิตขึ้นมาก็ได้

เท่าที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ย่อมจะเห็นได้ว่า การที่คนเราเกิดความคิดลังเลแม้ในพระศาสดาของตน ในหลักธรรมะหรือหลักปรัชญา ก็กล่าวได้ว่า "อัตตา" อีกนั่นเองที่เป็นมูลเหตุอันแท้จริงแห่งความลังเล ถ้าเราดับความลังเลหรือควบคุมมันได้ ก็ย่อมหมายความว่าเราดับ หรือควบคุม "อัตตา" ได้ เพราะอาการแห่งความลังเลก็คือลักษณะอย่างหนึ่งของ "อัตตา" หรือความเห็นแก่ตัวนั่นแหละ เป็นเหตุให้เกิดความลังเล ไม่ว่าทั้งในทางโลกและทางธรรม

 จากคุณ : สาธร [ 6 ม.ค. 2547 / 20:22:05 น. ]
     [ IP Address : 203.107.205.155 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (999)

โมทนาครับ

 จากคุณ : 999 [ 6 ม.ค. 2547 / 23:45:23 น. ]
     [ IP Address : 203.113.60.72 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (วิภาช)

การละสังโยชน์ของ พระโสดาบัน  ผมขอแสดงความเห็นแบบรวบยอดเอาอรรถะเป็นสำคัญ ดังนี้ว่า สังโยชน์3 มีตัวสักกายทิฏฐิเป็นหัวโจกใหญ่ ซึ่งอธิบายตามแบบก็อย่างที่ท่านเจ้าของกระทู้ได้อธิบายไปแล้ว  แต่หากจะถอดความเพื่อการทำความเข้าใจที่ง่ายขึ้น  "สักกายทิฏฐิ" ก็คือ ความรู้ความเข้าใจชีวิตที่ผิดจากความเป็นจริง โดยเฉพาะในประเด็นที่ว่า  ชีวิตคืออะไร –ต้องการอะไร-เพื่ออะไร ?

เมื่อไม่รู้ว่าชีวิตคืออะไร –ต้องการอะไร-เพื่ออะไร ? ก็จะเกิด "วิจิกิจฉา"  คือ ความระแวง ลังเลสงสัย ขาดความมั่นใจในการดำรงชีวิต

และวิจิกิจฉานี้เองที่บีบคั้นให้เกิด "สีลัพพตปรามาส"  คือ ความงมงายที่ต้องยึดเอาสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือการกระทำพิธีรีตรองบางอย่าง …เพื่ออะไร?…ก็เพื่อให้จิตมีความอบอุ่นใจ มีความมั่นคง ให้พอมีความเป็นปกติสุขได้นั่นเอง

ชีวิตของปุถุชนทั้งหลายล้วนอยู่ในสภาพเช่นนี้ การละสังโยชน์3 จึงต้องเริ่มต้นที่การแสวงหาและเจริญสัมมาทิฏฐิ จนกว่าสัมมาทิฏฐิจะสมบูรณ์ กล่าวคือรู้เข้าใจว่า ชีวิตคืออะไร –ต้องการอะไร-เพื่ออะไร ตามธรรมชาติที่แท้จริง(=ละสักกายะทิฏฐิ) เมื่อรู้เข้าใจเช่นนี้ ก็จะมีความมั่นใจในการดำรงชีวิต (=ละวิจิกิจฉา) และการดำเนินชีวิตต่อไปก็ไม่ต้องอิงอยู่กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือพิธีรีตรองใดๆ แต่จะมีสัมมาทิฏฐินั่นเองที่เป็นตัวนำในการดำเนินชีวิต (=ละสีลัพพตปรามาส) การที่มีความรู้เข้าใจในเรื่องของชีวิตดังกล่าวถูกต้อง ก็จะทำให้รู้ถึงคุณค่าความหมายของสิ่งต่างๆที่มาเกี่ยวข้องกับชีวิตอย่างถูกต้อง ก็จะทำให้สามารถเกี่ยวข้อง(การเกี่ยวข้องก็คือ ใช้ กาย และ วาจา) กับสิ่งต่างๆได้ถูกต้องตามคุณค่าความหมายที่แท้จริงนั้น (=ศีลสมบูรณ์) ซึ่งเป็นคุณสมบัติของพระโสดาบัน  ที่พระพุทธองค์แสดงไว้ว่า เป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิสมบูรณ์ และศีลสมบูรณ์

ถ้าจะอุปมาเปรียบเพื่อให้เห็นภาพ บุคคลที่ยังละสังโยชน์3 ไม่ได้ ก็เหมือนกับบุคคลที่ลืมตาขึ้นมาแล้วไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน ทางข้างหน้าจะนำไปสู่อะไร จุดหมายที่สวัสดิภาพอยู่ตรงไหน (สักกายะทิฏฐิ) ก็จะเกิดความรู้สึกหวาดกลัว เต็มไปด้วยความลังเลสงสัย (วิจิกิจฉา) เมื่อเป็นหนักขึ้นก็ทนอยู่ในสภาพนี้ไม่ได้ต้องหาสิ่งปลอบประโลมใจ ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือสิ่งศักดิ์สิทธ์ที่จะมาช่วยหรือพิธีรีตรองอะไรบางอย่าง (สีลัพพตปรามาส) แต่บุคคลที่มีสัมมาทิฏฐิ เปรียบเสมือนมีแผนที่อยู่ในมือ รู้ว่าขณะนี้ตนอยู่ ณ ที่ใด ทางข้างหน้านำไปสู่อะไร ควรจะมุ่งไปสู่จุดหมายใด (ละสักกายะทิฏฐิ) ก็จะทำให้มีความมั่นใจในการดำเนินชีวิต (ละวิจิกิจฉา) และต่อไปก็อาศัยแผนที่นี้เองที่จะเป็นเครื่องนำทาง (ละสีลัพพตปรามาส) และหากมีแผนที่ในมือแล้ว ก็เป็นที่แน่นอนว่าจะสามารถเดินทางถึงจุดหมายที่ต้องการได้แน่ เพียงแต่จะเร็วหรือช้าเท่านั้น ( พระโสดาบัน ประเภทช้าที่สุดคือ 7 ชาติ)

 จากคุณ : วิภาช [ 7 ม.ค. 2547 / 09:00:53 น. ]
     [ IP Address : 161.200.130.211 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (CU)

คำพูดคล้ายๆท่านพุทธทาสเลย   เอามาจากหนังสือ ตัวกูของกู รึเปล่า?
คุณวิภาชเรียน จุฬา ใช่ไหม? (เห็น IP)

 จากคุณ : CU [ 7 ม.ค. 2547 / 09:09:42 น. ]
     [ IP Address : 161.200.64.2 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (ศิษย์ อ.)

ท่านพุทธทาส กับ พุทธดำรัส ไม่ตรงกันครับ

พุทธดำรัส “..... ดูก่อนพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย บรรดาสมณพราหมณ์สองพวกนั้น สมณพราหมณ์ที่มีวาทะอย่างนี้ มีความเห็นอย่างนี้ว่าทานที่ให้แล้วไม่มีผล การบวงสรวงไม่มีผล การบูชาไม่มีผล ผลวิบากแห่งกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วแล้วไม่มี โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี มารดาไม่มี บิดาไม่มี อุปปาติกสัตว์ไม่มี สมณพราหมณ์ที่ไปโดยชอบ ปฏิบัติโดยชอบ ทำโลกนี้และโลกหน้าให้แจ้งชัดด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้ว ประกาศให้รู้ทั่ว ไม่มีในโลกดังนี้ เป็นอันหวังข้อนี้ได้คือ จักเว้นกุศลธรรม ๓ ประการ นี้ คือ กายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต จักสมาทานอกุศลธรรม ๓ ประการ นี้ คือ กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต แล้วประพฤติข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะท่านสมณพราหมณ์เหล่านั้น ไม่เห็นอานิสงส์ในเนกขัมมะ อันเป็นคุณฝ่ายขาวแห่งกุศลธรรม ก็โลกหน้าที่อยู่จริง ความเห็นของผู้นั้นว่าไม่มีความเห็นของเขานั้นเป็นมิจฉาทิฐิ ก็โลกหน้ามีอยู่จริง แต่เขาดำริว่าโลกหน้าไม่มี ความดำริของเขานั้นเป็นมิจฉาสังกัปปะ ก็โลกหน้ามีอยู่จริง แต่เขากล่าวว่าโลกหน้าไม่มี วาจาของเขานั้นเป็นมิจฉาวาจา ผู้นี้ย่อมทำตนเป็นข้าศึกต่อพระอรหันต์ ผู้รู้แจ้งโลกหน้า ก็โลกหน้ามีอยู่จริง เขายังให้ผู้อื่นเข้าใจว่า โลกหน้าไม่มี การให้ผู้อื่นเข้าใจของเขานั้นเป็นการให้เข้าใจผิดโดยไม่ชอบธรรม และเขายังจะยกตนข่มผู้อื่น ด้วยการให้ผู้อื่นเข้าใจผิด ไม่ขอบธรรมนั้นด้วย เขาละคุณคือ ความเป็นคนมีศีลแล้ว ตั้งไว้เฉพาะแต่ส่วนโทษ คือความเป็นคนทุศีลไว้ก่อนเทียว ด้วยประการฉะนี้ อกุศลธรรมอันลามกเป็นอเนกเหล่านี้ คือ มิจฉาทิฐิ มิฉาสังกัปปะมิจาวาจา ความเป็นข้าศึกต่อพระอริยะ การให้ผู้อื่นเข้าใจผิดโดยไม่ชอบธรรม การยกตน การข่มผู้อื่น ย่อมมีเพราะมิจฉาทิฐิเป็นปัจจัยด้วยประการฉะนี้ ฯ”
อปัณณกสูตร ม. ม. (๑๐๖)
ตบ. ๑๓ : ๑๐๒-๑๐๓ ตท.๑๓ : ๙๒
ตอ. MLS. II : ๗๑>

 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 7 ม.ค. 2547 / 10:48:13 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.6 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (ศิษย์ อ.)

คลิกเพื่ออ่าน สังโยชน์ ๑๐

 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 7 ม.ค. 2547 / 10:54:44 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.6 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (ปิ่น)

_/|\_ ขอบพระคุณครับ

 จากคุณ : ปิ่น [ 7 ม.ค. 2547 / 13:58:35 น. ]
     [ IP Address : 10.44.3.207 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (ให้ใช้ปัญญาบ้างครับ)

อ่านได้แต่ต้องคิดด้วย เราก็ไม่รู้ดอกนะว่าพระองค์ไหนสอนถูกสอนผิด ท่านผู้อ่าน อ่านแล้วก็ต้องคิดด้วย เราคลิกเข้าไปอ่านแล้ว เราไม่ขอแสดงความคิดเห็น บอกได้แต่ว่าคนไม่รู้ก็คือไม่เรา เราเองก็ไม่รู้ คือไม่รู้จะเตือนอย่างไร

 จากคุณ : ให้ใช้ปัญญาบ้างครับ [ 7 ม.ค. 2547 / 22:50:13 น. ]
     [ IP Address : 203.113.80.13 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (ศิษย์ อ.)


คิดง่ายๆ เทียบเคียงกับ พุทธดำรัสได้หรือเปล่า

 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 7 ม.ค. 2547 / 23:11:43 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.13 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (ผ่านมา)

ท่านพุทธทาส สอนไม่ตรงกับ พุทธพจน์ และปรัชญาทางพุทธศาสนา หลายเรื่องครับ

 จากคุณ : ผ่านมา [ 7 ม.ค. 2547 / 23:46:27 น. ]
     [ IP Address : 203.113.35.7 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (วิภาช)

คุณ CU ในความเห็นที่ 3 :-

ชีวิตผมก็วนเวียนอยู่ในรั้วจุฬาฯ จริงๆ ครับ  คุณ CU เองก็คงเช่นเดียวกัน

สำหรับผมเองสนใจธรรมะของอาจารย์ต่างๆ หลากหลายครับ  ผมเห็นว่าเป็นคำสอนที่ดีๆทั้งนั้น  ซึ่งก็ควรจะมีหลายๆแบบ  หลายๆระดับ  ให้เหมาะสมกับพื้นเพหรืออัธยาศัยของบุคคลทุกรูปแบบและทุกระดับ  และที่ผมสนใจเป็นพิเศษและรู้สึกว่าถูกกับอัธยาศัยของตนเองเป็นพิเศษ คือ ท่านพุทธทาสภิกขุ , ท่านพระอาจารย์มั่น และศิษย์ , ท่านอาจาย์ชา , ท่านพระธรรมปิฎก เป็นต้นครับ.


 จากคุณ : วิภาช [ 8 ม.ค. 2547 / 14:08:06 น. ]
     [ IP Address : 161.200.130.90 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (ศิษย์ อ.)


แต่ให้ถูกต้องตามพระธรรมวินัยไม่ดีกว่าหรือครับ
ในเมื่อ ของท่านพุทธทาส เทียบเคียงกับ พุทธดำรัส ไม่ได้อย่างนี้แล้ว

 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 8 ม.ค. 2547 / 15:48:53 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.10 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (วิภาช)

            เท่าที่ผมศึกษางานของท่านพุทธทาสมา  ก็เห็นว่าท่านอิงพระไตรปิฎกและพุทธวจนะมาโดยตลอด  คำสอนของท่านทุกเรื่องมีพุทธพจน์ยืนยันและรับรองทั้งนั้น  หนังสือที่ท่านทำในชุดจากพระโอษฐ์ คือ พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ , ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ , ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ และอริยสัจจากพระโอษฐ์  ย่อมเป็นเครื่องยืนยันชัดเจนว่าท่านเป็นผู้เห็นคุณค่าและให้ความสำคัญกับพุทธวจนะเพียงใด  และได้ช่วยให้พุทธบริษัทสามารถศึกษาหลักธรรมซึ่งเป็นคำสอนจากพระพุทธองค์ได้โดยตรงอย่างเป็นระบบ   นอกจากนั้นในส่วนของการปฏิบัติอานาปานสติ 16 ขั้นที่ท่านนำมาสอน  ก็เป็นการสอนตรงตามที่พระพุทธเจ้าสอนในพระไตรปิฎกอย่างยิ่งเช่นกัน 

ผมกลับมีความรู้สึกอย่างที่กล่าวมา  และไม่เห็นว่าจะขัดแย้งกับพุทธวจนะแต่ประการใด  ผมไม่ได้มาโต้แย้งแทนท่านพุทธทาสครับ  เพียงแต่แสดงความเห็นและความรู้สึกที่ได้ศึกษาธรรมจากท่านเท่านั้น  หรือจะเข้ากับสุภาษิตที่ว่า สองคนยลตามช่อง..... ก็ถือว่าเลือกเฟ้นกันเอาเองก็แล้วกันนะครับ.

 จากคุณ : วิภาช [ 8 ม.ค. 2547 / 18:55:27 น. ]
     [ IP Address : 161.200.130.87 ]


 ความคิดเห็นที่ 13 : (ผ่านมาอีกวัน)

ถ้าเอาคำสอนของท่านพุทธทาส ไปเทียบเคียงกับประไตรปิฎก ของท่าน ทำปิดก ก็เทียบกันได้สิครับ เพราะทำงานกันเป็นทีมนี่ครับ...เป็นปี่เป็นขลุ่ยกันขนาดนั้น

 จากคุณ : ผ่านมาอีกวัน [ 9 ม.ค. 2547 / 00:23:36 น. ]
     [ IP Address : 203.113.34.7 ]


 ความคิดเห็นที่ 14 : (สาธร)

ผมว่า ดูที่เนื้อหาธรรมะล้วนๆ  ว่าท่านผู้อ่านเข้าใจว่าอย่างไร เห็นถูกผิดอย่างไร ก็โต้แย้ง แสดงเหตุผลได้ ที่ตัวเนื้อหา , ถ้าเพียงยึดว่า ผู้พูดเป็นใคร แล้วจะเลือกที่จะเชื่อ หรือ ไม่เชื่อ เสียแล้ว ก็ไม่สามารถพิจารณาธรรมะ ได้อย่างละเอียดถ้วนถี่
ผมเลือกหยิบธรรมะมาฝาก โดยที่ไม่ได้บอกว่ามาจากอาจารย์ท่านใด ก็เพราะต้องการให้สนใจที่เนื้อหาธรรมะ เพราะอ่านแล้วมีเหตุมีผล ได้ความสว่างทางปัญญาครับ

 จากคุณ : สาธร [ 9 ม.ค. 2547 / 18:15:51 น. ]
     [ IP Address : 202.47.247.130 ]


 ความคิดเห็นที่ 15 : (ศิษย์ อ.)

ท่านพุทธทาสเห็นว่า การบวงสรวงไม่มีผล ใช่ไหมครับ
ถ้าเห็นว่าการบวงสรวงไม่มีผล ก็เป็น มิจฉาทิฏฐิ แน่นอนครับ

ความเป็นข้าศึกต่อพระอริยะ การให้ผู้อื่นเข้าใจผิดโดยไม่ชอบธรรม การยกตน การข่มผู้อื่น ย่อมมีเพราะมิจฉาทิฐิเป็นปัจจัยด้วยประการฉะนี้ ฯ”
อปัณณกสูตร

 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 10 ม.ค. 2547 / 11:37:03 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.8 ]


 ความคิดเห็นที่ 16 : (ผิดอีกคนก็มี)

ส่วนตัวผมก็คิดว่าหลวงพ่อฤาษีนั้นสอนผิดทางมากกว่าท่านอาจารย์พุทธทาส
หากจะว่าท่านอาจารย์พุทธทาสสอนผิดทางหรือไม่ ผมไม่ขอออกความเห็น แต่มีความแน่ใจมาก  มากซะเต็มใจว่าหลวงพ่อฤาษีลิงดำสอนผิด ไม่ทราบว่าในที่นี้มีลูกศิษย์ของท่านอยู่หรือเปล่า ถ้ามีก็ขออภัยด้วย ตัวผมเองก็เคยเตือนลูกศิษย์ของหลวงพ่อฤาษีลิงดำหลายครั้ง แต่เขามีศรัทธามากกว่าปัญญา จึงไม่เป็นอะไร บางคนก็คิดว่าตนเองเป็นอริยเจ้าด้วยซ้ำไป  ในที่นี้ก็น่าจะมี ที่ผมว่าท่านสอนผิดก็คือที่ท่านบอกว่าการเป็นอริยเจ้านั้นไม่ยาก แค่เชื่อทุกอย่างที่พระพุทธเจ้าสอน ถือศิลห้า เห็นกายในกาย ก็เป็นโสดาบันได้แล้ว เคยอ่านคำสอนท่านมา อ่านแล้วรู้สึกตกใจว่าคิดได้อย่างไร  เอาอะไรมาสอน สงสัยวัดท่านคงมีอริยเต็มวัน ท่านบอกว่าแค่เชื่อก็เป็นโสดาบันแล้วท่านว่าเป็นศรัทธาวิมุติ ....
        หลังๆก็ไม่เตือนแล้วลูกศิษย์ของท่าน  คิดเอาว่ากรรมของใครกรรมของมัน ในที่นี้ก็น่าจะมีนะอริยเจ้าแบบนั้น อย่างนี้ผมก็คงเป็นโสดาบันด้วยซิ ผมเองก็เชื่อพระพุทธเจ้าทุกอย่าง แม้ว่าผมจังไม่เห็นมันเลย และผมก็เห็นกายในกาย เห็นความไม่น่าเอาในกายนี้เหมือนกัน ศิลผมก็มีเหมือนกัน .............ดีจังผมได้เป็นโสดาบันแล้ว............ ขอบคุณครับท่านหลวงพ่อฤาษีลิงคำ
          แต่ผมยอมรับนะครับว่าท่านมีฤทธิ์จริง แต่ธรรมนั้นท่านเข้าใจผิด ท่านจะผิดไม่ว่าครับ แต่ท่านเข้าใจผิดแล้วคิดว่าตนได้บรรลุธรรมแล้วเอามาสอนคนอื่น  แต่ท่านก็มีลูกศิษย์มากนะครับ เพราะคนที่เดินทางผิดมีมาก มีศรัทธาในความเป็นพระมาก จนสามารถเข้าใจเอาเองว่าคำสอนในพระไตรปิฎกในมีอย่างที่หลวงพ่อฤาษีลิงดำสอน แปลเข้าข้างตนเอง ไม่เป็นกลางแปลอย่างไรมันก็ตรง  ได้มีโอกาสได้ออกความเห็นอยากให้ลูกศิษย์ท่านได้มีสติคิดบ้าง กำลังเข้าใจผิดคิดว่าตนเป็นอริยเจ้าแล้ว ตายไปหากไม่เป็นจริงเกิดมาก็จะเสียเวลาเปล่า ไม่เชื่อไม่ว่า แต่เปิดใจบ้าง....ขอบคุณครับที่มีที่ให้บอกกล่าว

 จากคุณ : ผิดอีกคนก็มี [ 11 ม.ค. 2547 / 23:49:31 น. ]
     [ IP Address : 203.113.80.14 ]


 ความคิดเห็นที่ 17 : (วิภาช)

ขออภัยที่ 2-3 วันนี้ ไม่ได้เข้ามาดูเลย  เห็นความเห็นที่ 15 ของคุณศิษย์ อ. ที่กล่าวถึง การบวงสรวง  ผมไม่ทราบว่าคุณศิษย์ อ. จะเข้าใจและให้ความหมายอย่างไร? 

ผมได้อ่านคำแปลบาลีในท่อนนี้ในหนังสือพุทธธรรม  เห็นว่าท่านใช้คำแปลที่ไม่เหมือนกับที่คุณศิษย์ยกมา  ท่านไม่ได้ใช้คำว่า "บวงสรวง" ครับ  แต่ท่านแปลโดยใช้คำว่า "การบำเพ็ญทาน" ครับ ซึ่งผมเห็นว่าน่าจะถูกต้องกว่าในแง่ที่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า  ซึ่งเป็นกรรมวาที  วิริยวาที  ส่วนการบวงสรวง  ดูความหมายจะเป็นไปในทางอ้อนวอน หวังพึ่งอำนาจดลบันดาลมากกว่า  ซึ่งไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า

ผมขอคัดลอกให้กันอ่านเพื่อช่วยกันพิจารณาด้วยครับ

        "...สัมมาทิฏฐิที่ยังมีอาสวะ จัดอยู่ในฝ่ายบุญ อำนวยวิบากแก่ขันธ์ เป็นไฉน ? คือความเห็นว่า ทานที่ให้แล้วมีผล การบำเพ็ญทานมีผล การบูชามีผล กรรมที่ทำไว้ดีและชั่วมีผลมีวิบาก โลกนี้มี ปรโลกมี มารดามี บิดามี สัตว์ที่เป็นโอปปาติกะมี สมณพราหมณ์ผู้ประพฤติชอบปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้และปรโลกให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง มีอยู่ นี้แล สัมมาทิฏฐิที่ยังมีอาสวะ จัดเป็นฝ่ายบุญ อำนวยวิบากแก่ขันธ์....."


 จากคุณ : วิภาช [ 13 ม.ค. 2547 / 08:39:00 น. ]
     [ IP Address : 161.200.130.129 ]


 ความคิดเห็นที่ 18 : (ศิษย์ อ.)

โอวาทหลวงพ่อพระราชพรหมยาน
ความแก่ของพ่อเป็นตำราที่ดีของลูก ความไม่เที่ยงแท้แน่นอนในขันธ์ 5 ของพ่อ ก็เป็นตำราที่ดี
ของลูกและก็ในที่สุด พ่อถูกด่า ถูกว่า ถูกนินทา ถูกตำหนิ ถูกโจมตี ก็เป็นตำราที่ดีของลูก ขอลูก
รักทั้งหมดจงอย่าสนใจกับคำนินทาสรรเสริฐ ลูกรักของพ่อทุกคนจงจำไว้ว่าถ้าร่างกายยังมีอยู่จง
อย่าปรารภว่าตนเป็นคนดี เพราะว่าสิ่งที่เราเกาะอยู่นี่มันเลวคือ ขันธ์ 5ได้แก่ ร่างกาย มันสกปรก
มันทั้งไม่เที่ยงมีการเปลียนแปลงมีการป่วยไข้ไม่สบาย มีการตายไปในที่สุด ร่างกายมันเป็นส่วน
รับทุกขเวทนา ฉะนั้น ขอลูกรักทุกคนจงอย่าสนใจกับร่างกายของตนเองและของบุคคลอื่นคำว่า
ไม่สนใจ หมายความว่า เมื่อยังมีชิวิตอยู่ ก็เลี้ยงดูมัน  ไปตามสภาพมันหิวก็ให้มันกินมันร้อนก็หา
ของเย็นให้ มันหนาว ก็หาของอุ่นให้ และ ก็จงบอกกับมันว่า เอ็งตายคราวนี้ ฉันเลิกคบเอ็งละนะ
ทั้งนี้ เพราะเอ็งไม่ดีเลย เอ็งมันเลว มาก ประคองเท่าไร เอ็งก็ไม่ตามใจข้า ถ้าภาษาไทยชัดๆ ก็
พูดว่า เมื่อมึงไม่ตามใจกู กูก็ไม่คบมึงอีกต่อไป...........................
หลวงพ่อพระราชพรหมยาน

 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 14 ม.ค. 2547 / 22:09:48 น. ]
     [ IP Address : 203.113.36.10 ]


 ความคิดเห็นที่ 19 : (เด็กทุ่ง)

ท่านใดที่คิดว่าตัวเองปฏิบัติถูก ปฏิบัติตรง ปฏิบัติดีแล้ว ก็ปฏิบัติต่อไปเถิด
คำสอนใดที่พระท่านนำมาสอนถ้าท่านเห็นว่ายังไม่ถูกต้องก็เลือกนำไปปฏิบัติเฉพาะที่ท่านเห็นว่าถูกก็สิ้นเรื่อง เปรียบธรรมะเหมือนมังคุดท่านจะทานทั้งเปลือกหรือจะเลือกทานเนื้อใน กลัวแต่บางท่านศึกษาคำสอนของท่านยังไม่ถ่องแท้แล้วมาตะแบงว่าท่านสอนผิดนั่นแหละ ดังท่านความเห็นที่ 16 เป็นต้น

 จากคุณ : เด็กทุ่ง [ 15 ม.ค. 2547 / 09:50:12 น. ]
     [ IP Address : 203.148.187.135 ]


 ความคิดเห็นที่ 20 : (ผิดอีกคนก็มี)

หมดวาจาจะบอกกล่าว ..... ผมก็แต่คนธรรมดา
เห็นว่าในลานธรรมแห่งนี้ปัจจุบันเปลี่ยนไปมาก ปีสอง ปีที่ผ่านมา ผมก็ได้แต่ดู ไม่ได้เข้ามาอะไร พอปีนี้เห็นว่าน่าจะเตือนก้เคยเข้ามาก เพราะเห็นว่าคนเก่าเริ่มหายไปที่ละท่านสองท่าน ที่เหลือก็มีแต่คำสอนอะไรต่ออะไรที่ผู้รู้จริงเขาระอา เพราะเห็นหลายต่อหลายท่านพยายามจะบอกกล่าว แต่ก็ไม่เป็นผลแถมยังถูกตอกกลับ ท่านเหล่านั้นก็เลยระอา ผมเองก็ระอาเหมือนกันขอไปก่อนละนะ  ฝากผู้ดูแลด้วยหากตั้งใจทำเพื่อธรรม ก็อย่าให้ทำผิดมากเกินไป เข้าใจว่าเปิดกว้าง แต่ปัจจุบันไม่เหลือใครแล้ว ที่มีอยู่ก็เห็นกันอยู่ ที่มาใหม่ก็น่าเป็นห่วง ผู้มาใหม่ขอให้ใช้ปัญญาให้มาก เพราะที่นี้เริ่มเป็นเช่น pantip แล้ว แต่โชคดีที่ยังไม่ร้องแรงขนาดนั้น มีเป็นบางวัน ไปละ พูดไปก็ไม่ได้สติ แถมยังตอกกลับมาอีก ขอฝากไว้ซักนิด ผู้ไม่รู้ธรรมจริงไม่ควรจะสอนผู้อื่น .... รู้และเข้าใจเขียนเช่นนี้เขาก็ยังไม่ได้สติ ... จากมนุษย์ธรรมดา

 จากคุณ : ผิดอีกคนก็มี [ 16 ม.ค. 2547 / 19:55:14 น. ]
     [ IP Address : 203.113.80.142 ]


 ความคิดเห็นที่ 21 : (999)

ไครจะเป็นยังไง ไปวิจารณ์ไคร ปรามาสไคร ก็ปล่อยให้เป็นกรรมของคนนั้นแล้วกัน ลงนรกก็ลงไป ผมคงไม่บารมีพอจะกล่าวเตือนไครได้ ปล่อยให้กรรมเป็นเครื่องสอนคุณแล้วกันคุณผิดอีกคนก็มี(ยังไม่รู้สึกตัวอีกแหนะ มีสติยังไงฟะ)  ส่วนคุณศิษย์ อ. ก็เลิกเอาคำสอนของครูบาอาจารย์มาโพสเล่นๆ เหมือนเป็นสิ่งไร้สาระได้แล้วนะ ถ้ายังไม่ปฏิบัติ มันจะมีโทษมากกว่าคุณ..ต่อตัวคุณเอง
   ก่อนจะโพสอะไร ระวังให้มาก ตระหนักให้ดีว่าจำเป็นที่จะต้องมีคนรู้ไหมกับสิ่งที่เรานำมาโพส เขารู้แล้วจะเกิดโทษหรือเกิดคุณ เขารู้แล้วเขามีปัญญาพอที่ยอมรับฟัง ยอมพิจารณา เห็นพ้องต้องกันไหม ถ้าไม่ ก็ไม่ต้องโพส โดยเฉพาะคำสอนของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ เพราะผู้คนทั่วไปยังไม่ยอมรับ เดี๋ยวเขาอ่านแล้วจะเอาอัตตาเข้ามาตอบพานลงนรกเหมือนความคิดเห็นข้างบน ส่วนพระองค์ไหนท่านจะเป็นอย่างไร ผมไม่พูดหรอกนะ ถ้าท่านดีจริง ผมก็โมทนา ถ้าท่านไม่จริง มันก็เป็นเรื่องของท่านไป แล้วตัวเองมั่งล่ะ ตนเองดีหรือยัง กำจัดความเลวในจิตใจตนได้หรือยัง

 จากคุณ : 999 [ 17 ม.ค. 2547 / 01:46:03 น. ]
     [ IP Address : 203.113.60.14 ]


 ความคิดเห็นที่ 22 : (ศิษย์ อ.)



 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 18 ม.ค. 2547 / 09:38:06 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.8 ]


 ความคิดเห็นที่ 23 : (กำลังฟุ้ง)

หน้าหนาเกินบรรยายจริงหนอ เปลี่ยนชื่อสนับสนุนความคิดตัวเองก็เป็น

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 18 ม.ค. 2547 / 22:52:19 น. ]
     [ IP Address : 202.133.161.126 ]


 ความคิดเห็นที่ 24 : (ผ่านมาอีกทีน่า)

ผมยอมรับนะครับว่าเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อฤษีลิงดำอีกคน จริง ๆแล้วศึกษาของหลวงพ่อวัดปากน้ำด้วย เพราะเหตุ พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งการพิสูจน์ด้วยตัวเอง ไม่ทำตัวเป็นใบลานเปล่า ที่หาประโยชน์ แง่คิด จากพระธรรมคำสั่งสอนมิได้ จึงต้องปฏิบัติควบคู่ไปกับการพิจารณา เหตุ และ ผลไปด้วย หลวงพ่อ ท่านมีฤทธิ์จริง ยอมรับ แต่อภิญญาที่ท่านสอนนั้นมีว่า
อภิญญา ความรู้ยิ่ง,ความรู้เจาะตรงยวดยิ่ง, ความรู้ชั้นสูง มี ๖ อย่างคือ
๑. อิทธิวิธิแสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้
๒. ทิพพโสต หูทิพย์
๓. เจโตปริยญาณ ญาณที่ให้ทายใจคนอื่นได้
๔. ปุพเพนิวาสานุสติญาณที่ทำให้ระลึกชาติได้
๕. ทิพพจักขุ ตาทิพย์
๖. อาสวักขยญาณ ญาณที่ทำให้อาสวะสิ้นไป
ใน ๕ อย่างแรกเป็นโลกียอภิญญาข้อสุดท้ายเป็นโลกุตตรอภิญญา
ในข้อ ๖นั้นดูสำคัญไหมครับกับการหลุดพ้น โลกียะ ถามท่านหน่อย

 จากคุณ : ผ่านมาอีกทีน่า [ 18 ม.ค. 2547 / 23:04:03 น. ]
     [ IP Address : 203.113.35.12 ]


 ความคิดเห็นที่ 25 : (ศิษย์ อ.)

คุณกำลังฟุ้ง คุณเอาเหตุผลมาคุยกับเขาสิ! เอาแต่ว่าคนนั้นคนนี้อย่างเดียว
ขอให้เจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไปครับ

 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 20 ม.ค. 2547 / 09:47:00 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.8 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!