บรรพต อ. กล่าวตู่ พุทธพจน์ อีกแล้วครับ
 เนื้อความ :




ความคิดเห็นที่ 23 : (กำลังฟุ้ง)


ผมเห็นว่าการที่คุณบรรพต อ. กล่าวตู่และบิดเบือนพุทธพจน์ถึงขั้นนี้ (คือข้อที่ 4 ในความเห็นที่ 21) เป็นเรื่องร้ายแรงนะครับ หากพุทธบริษัทนิ่งเฉยไม่รู้ร้อนรู้หนาว ก็คงจะมีการจาบจ้วงและแอบอ้างว่าเป็นพุทธพจน์ต่อไป แทนที่จะแปลว่ามรรค 8 เป็นทางสู่มรรคผล ก็กลายเป็นเพ่งไอ้โน่นไอ้นี่จนได้ฤทธิ์ ถอดจิตไปเที่ยวสวรรค์แล้วจะได้มรรคผลโดยไม่ต้องอาศัยมรรค 8 ก็ได้ (ผิดอะไรกับลัทธิหนึ่งแถวปทุมธานีครับ?) อีกประการหนึ่งดูจากรูปประโยคที่ต่อเติม ผมสันนิษฐานว่าคุณบรรพต อ. คงทราบความหายเดิมของพระสูตรดีอยู่แล้ว จึงตัดมันออกเสียเพื่อให้ได้ความหมายที่ตัวเองต้องการ (เพราะถ้าคงประโยคเดิมไว้ ความหมายมันจะเป็นอีกอย่าง)

พระธรรมวินัยหรือพระพุทธศาสนา ไม่มีกฎหมายทางโลกใดๆคุ้มครอง จึงปล่อยให้อสัชชีบ้าง มิจฉาทิฐิบ้าง บิดเบือนเหยียบย่ำได้ตามสบาย อยู่ๆ ใครจะประกาศว่า "พระไตรปิฏกผิดพลาด ต้องตีความใหม่" "พระนิพพานอันเป็นเป้าหมายสูงสุดทางพระพุทธศาสนาเป็นสวรรค์อันเลิศหรูอยู่บนโน้น" ก็ย่อมทำได้ไม่มีกฎหมายใดเอาผิดในฐานะบิดเบือนพระพุทธศาสนา แถมยังปกป้องกันอีก พระธรรมวินัยจึงไม่ได้รับการคุ้มครองป้องกัน ทีเปลือกกระพี้อสุจิเน่าเหม็นละก็คุ้มครองกันดีนัก (ข้อความส่วนนี้คัดมาจากบทความของคุณเสฐียรพงษ์ วรรณปกครับ ประจำคอลัมน์ "รื่นรม รมเยศ" ในมติชน)

จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 11 ธ.ค. 2546 / 08:28:36 น. ]
     [ IP Address : 203.118.80.175 ] 






ความคิดเห็นที่ 24 : (กำลังฟุ้ง)


ก็ที่เคยบอกนั่นแหละครับ ผมปล่อยคุณบรรพต อ. กล่าวตู่พุทธพจน์มาระยะเวลาหนึ่งแล้ว เมื่อเขาบังอาจถึงขนาดบิดเบือนพุทธพจน์อย่างเห็นชัดขนาดนี้ก็คงปล่อยต่อไปไม่ได้

อีกประการหนึ่ง คำถาม 4 ข้อที่ผมให้ไว้ ก็ยังไม่ได้รับคำตอบแต่อย่างใด ถ้า 4 ข้อนั้นจริง คุณบรรพต อ. ก็ได้ชื่อว่าผู้ทำร้ายศาสนาและกล่าวตู่พุทธพจน์จริงครับ

จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 11 ธ.ค. 2546 / 08:30:44 น. ]
     [ IP Address : 203.118.80.175 ] 

 จากคุณ : บรรพต อ [ 11 ธ.ค. 2546 / 10:59:04 น. ]
     [ IP Address : 203.113.36.9 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (บรรพต อ.)


ทำไมพระสาวกจึงเคารพพระศาสดา

เพราะเหตุไร บรรดาพระสาวกของพระพุทธเจ้า จึงมีความเคารพยำเกรงในพระพุทธองค์อย่างสูง นับว่าขณะที่พระองค์กำลังทรงแสดงธรรม ภิกษุแม้รูปเดียวจะไอหรือจามก็ไม่กล้า ?

พุทธดำรัส“ ดูก่อนอุทายี ถ้าสาวกทั้งหลายจะพึงสักการะ เคารพ นับถือ บูชาเราแล้ว พึ่งเราอยู่ด้วยเข้าใจว่า พระสมณโคดมทรงเป็นผู้มีอาหารน้อย และทรงสรรเสริญความเป็นผู้มีอาหารน้อย อุทายี แต่สาวกทั้งหลายของเรามีอาหารเพียงเท่าโกสะ (จุในผลกระเบา) หนึ่งก็มี เพียงกึ่งโกสะ ก็มีเพียงเท่าเวลุวะ (จะในผลมะตูม) หนึ่งก็มี เพียงกึ่งเวลุวะก็มี ส่วนเราและ บางครั้งบริโภคหารเสมอขอบปากบาตรนี้ก็มี ยิ่งกว่าก็มี ถ้าสาวกทั้งหลายจะพึงสักการะเคารพ...เรา ด้วยเข้าใจว่า พระสมณโคดมทรงมีอาหารน้อย... บรรดาสาวกของเราผู้มีอาหารเพียงเท่าโกสะหนึ่งบ้าง..... เพียงกึ่งเวลุวะบ้าง ก็จะไม่เคารพสักการะ... เรา

“ ดูก่อนอุทายี ถ้าสาวกทั้งหลายจะพึงเคารพ สักการะ.......เรา ด้วยเข้าใจว่า พระสมณโคดมทรงสันโดษด้วยจีวรตามมีตามได้ อุทายี แต่สาวกทั้งหลาย ของเราเป็นผู้ถือผ้าบังสุกุล ทรงจีวรเศร้าหมอง เธอเหล่านั้นเลือกเก็บเอาผ้าเก่าแต่ป่าช้าบ้าง แต่กองหยากเยื่อบ้าง แต่ที่เขาทิ้งไว้ตามที่ต่าง ๆ บ้าง มาทำเป็นสังฆาฎิ ส่วนเราแล บางคราวก็ใช้คหบดีจีวรที่เนื้อแน่น....... ถ้าสาวก
ทั้งหลายจะพึงสักการะเคารพ...เรา ด้วยเข้าใจว่า พระสมณโคดมทรงสันโดษด้วยจีวรตามมีตามได้ บรรดาสาวกของเราที่ทรงผ้าบังสุกุล..... ก็จะไม่เคารพสักการะ... เรา


“ ดูก่อนอุทายี ถ้าสาวกทั้งหลายจะพึงเคารพ สักการะ.......เรา ด้วยเข้าใจว่า พระสมณโคดมทรงสันโดษด้วยบิณฑบาตตามมีตามได้.... แต่สาวกทั้งหลาย ของเราเป็นผู้ถือบิณฑบาตเป็นวัตร คือเที่ยวบิณฑบาตตามลำดับตรอกเป็นวัตร....... เธอเหล่านั้น เมื่อเข้าไปถึงละแวกบ้านแล้ว ถึงใครจะนิมนต์ด้วยอาสนะก็ไม่ยินดีมีอยู่ ส่วนเราแล บางครั้งก็ฉันในที่นิมนต์ แต่ล้วนเป็นข้าวสุกแห่งข้าวสาลีที่เขาเก็บเมล็ดดำออกแล้ว มีแกงกับหลายอย่าง ถ้าสาวก
ทั้งหลายจะพึงสักการะเคารพ...เรา ด้วยเข้าใจว่า พระสมณโคดมทรงสันโดษด้วยบิณฑบาตตามมีตามได้ บรรดาสาวกของเราที่ถือบิณฑบาตเป็นวัตร.......ก็จะไม่เคารพสักการะ... เรา


“ ดูก่อนอุทายี ถ้าสาวกทั้งหลายจะพึงเคารพ สักการะ.......เรา ด้วยเข้าใจว่า พระสมณโคดมทรงสันโดษด้วยเสนาสนะตามมีตามได้ แต่สาวกทั้งหลาย ของเราเป็นผู้ถืออยู่โคนต้นไม้เป็นวัตร ถืออยู่กลางแจ้งเป็นวัตร เธอเหล่านั้น ไม่เข้าสู่ที่มุงตลอดแปดเดือนมีอยู่ ส่วนเราแล บางครั้งอยู่ในเรือนยอดที่ฉาบทาทั้งข้างในข้างนอก ลมเข้าไม่ได้ มีลิ่มชิดสนิท มีหน้าต่างเปิดปิดได้ ถ้าสาวกทั้งหลายจะพึงสักการะเคารพเรา เพราะเข้าใจว่า พระสมณโคดมทรงสันโดษด้วยเสนาสนะตามมีตามได้ บรรดาสาวกของเราที่ถือโคนต้นไม้เป็นวัตร..... ก็จะไม่เคารพสักการะ... เรา

“ ดูก่อนอุทายี ถ้าสาวกทั้งหลายจะพึงเคารพ สักการะ.......เรา ด้วยเข้าใจว่า พระสมณโคดมเป็นผู้สงัดและทรงสรรเสริญความเป็นผู้สงัด...... แต่สาวกทั้งหลาย ของเราเป็นผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตร ถือเสนาสนะอันสงัด ถือป่าชัฏอยู่ เธอเหล่านั้นย่อมมาประชุมในท่ามกลางสงฆ์ เฉพาะเวลาสวดปฏิโมกข์ทุกกึ่งเดือนมีอยู่ ส่วนเราแล บางครั้งก็อยู่เกลื่อนกล่นไปด้วยภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา พระราชา มหาอำมาตย์ของพระราคา เดียรถีย์ สาวกของเดียรถีย์ ถ้าสาวกทั้งหลายจะพึงสักการะเคารพเรา ด้วยเข้าใจว่า พระสมณโคดมเป็นผู้สงัดและทรงสรรเสริญความเป็นผู้สงัด...... บรรดาสาวกของเราที่ถืออยู่ป่าเป็นวัตร..... ก็จะไม่เคารพสักการะ... เรา

“ ดูก่อนอุทายี มีธรรม ๕ ประการอย่างอื่นอันเป็นเหตุให้สาวกทั้งหลายของเราสักการะเคารพเรา ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน ?
“ ดูก่อนอุทายี สาวกทั้งหลายของเราในธรรมวินัยนี้ ย่อมสรรเสริญในพระอธิศีลว่า พระสมณโคดมเป็นผู้มีศีล ประกอบด้วยศีลขันธ์อย่างยิ่ง........


“ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง สาวกทั้งหลายของเรา ย่อมสรรเสริญในเพราะความรู้ความเห็นที่แท้จริงว่า พระสมณโคดมเมื่อทรงรู้เองก็ตรัสว่ารู้ เมื่อทรงเห็นเองก็ตรัสว่าเห็น ทรงแสดงธรรมเพื่อความรู้ยิ่ง มิใช่ทรงแสดงธรรมเพื่อความไม่รู้ยิ่ง ทรงแสดงธรรมมีเหตุ มิใช่ทรงแสดงไม่มีเหตุ ทรงแสดงธรรมมีความอัศจรรย์ มิใช่ทรงแสดงไม่มีความอัศจรรย์.....
.

“ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง สาวกทั้งหลายของเรา ย่อมสรรเสริญในเพราะปัญญาอันยิ่งว่า พระสมณโคดมทรงมีพระปัญญา ทรงประกอบด้วยปัญญาขันธ์อย่างยิ่ง....

“ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง สาวกทั้งหลายของเรา ผู้อันทุกข์ท่วมท้นแล้ว..... เธอเหล่านั้นเข้ามาหาเราแล้วถามทถึงทุขอริยสัจ...... ถามถึงทุกขสมุทัยอริยสัจ........ ทุกขนิโรธอริยสัจ.......... ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ..... เราอันเธอเหล่านั้นถาม...... ก็พยากรณ์ให้ยังจิตของเธอให้ยินดีด้วยการพยากรณ์ปัญหา

“ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมเจริญสติปัฏฐานสี่.........

“ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมเจริญสัมมัปปธานสี่....... สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่

“ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมเจริญอิทธิบาทสี่....... สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่

“ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมเจริญอินทรีย์ห้า....... สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่

“ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมเจริญพละห้า....... สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่

“ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมเจริญโพชฌงค์เจ็ด....... สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่

“ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมเจริญอริยมรรคมีองค์แปด....... สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่

“ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมเจริญวิโมกข์แปดสี่....... สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่

“ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมเจริญอภิภายตนะแปดประการ....... สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่

“ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมเจริญกสิณายตนะสิบประการ....... สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่

“ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมเจริญฌานสี่....... สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่

“ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า กายของเรานี้แลมีรูปประกอบด้วยมหาภูตสี่ เกิดแต่บิดามารดา...... มีอันทำลายและกระจัดกระจายเป็นธรรมดา และวิญญาณของเรานี้ก็อาศัยอยู่ในกายนี้ เนื่องอยู่ในกายนี้.... เปรียบเหมือนแก้วไพฑูรย์อันงาม...... มีด้ายเขียวเหลือแดงขาวหรือนวล ร้อยอยู่ในนั้น..... สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญา ......

“ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมนิรมิตกายอื่นจากกายนี้ มีรูปเกิดแต่ใจ มีอวัยวะน้อยใหญ่ครบถ้วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง..... เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงชักไส้ออกจากหญ้าปล้อง ...... สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่

“ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมได้บรรลุอิทธิวิธีหลายประการ....... สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่

“ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมได้ยินเสียงสองชนิด คือเสียงทิพย์ และเสียงมนุษย์....... ย่อมกำหนดรู้ใจของสัตว์อื่น ของบุคคลอื่นด้วยใจ..... ย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก....... ย่อมเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติ..... ย่อมทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะสิ้นไป ....... สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่

“ ดูก่อนอุทายี ธรรมห้าประการนี้แล เป็นเหตุให้สาวกทั้งหลายของเราสักการะ เคารพ นับถือ บูชาแล้วพึ่งเราอยู่”

มหาสกุลุทายิสูตร ม. ม. (๓๒๕-๓๕๔)
ตบ. ๑๓ : ๓๑๘-๓๔๐ ตท.๑๓ : ๒๖๘-๒๘๖
ตอ. MLS. II : ๒๐๘-๒๒๒

 จากคุณ : บรรพต อ. [ 11 ธ.ค. 2546 / 10:59:28 น. ]
     [ IP Address : 203.113.36.9 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (จุ๊)

อนุโมทนาสาธุในพุทธพจน์ แต่ไม่อนุโมทนาในอัตตามานะของใครๆ ครับ

การถกเถียงเพราะความเห็นไม่ตรงกัน เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ทั้งหลาย ซึ่งการถกเถียงอาจจบลงได้ด้วยดี ถ้าอภิปรายอยู่ในประเด็นเดียวกัน แต่โดยที่คนส่วนมากหลงยึดถืออัตตา โดยไม่รู้เท่าทัน จึงมักแตกประเด็นการถกเถียงออกไป ทำให้การอภิปรายไม่สามารถได้ข้อสรุป

ประเด็นที่คุณกำลังฟุ้งกล่าวหา และสอบถามให้คุณบรรพตอธิบาย คือ กล่าวหาว่าคุณบรรพตตัดข้อความบางตอนของพุทธพจน์ ทำให้เสียใจความสำคัญ แทนที่คุณบรรพตจะชี้แจงในประเด็นนั้น ว่าพุทธพจน์เต็มๆ เป็นอย่างนี้ การตัดข้อความตรงนี้ ไม่ทำให้เสียใจความสำคัญ แต่คุณบรรพตกลับแตกประเด็นไปว่า คุณกำลังฟุ้งกล่าวเช่นนั้น เป็นการไม่เคารพพระพุทธองค์ แล้วก็ตั้งกระทู้นี้ เพื่ออธิบายว่า "ทำไมพระสาวกจึงเคารพพระศาสดา"

เมื่อถามประเด็นหนึ่ง แต่กลับตั้งอีกประเด็นมาตอบ แล้วเมื่อไหร่จะได้ความเข้าใจอันดีต่อกันล่ะครับ

หากคุณบรรพตไม่อยากอธิบาย ว่าสิ่งที่คุณกำลังฟุ้งกล่าวหานั้นไม่จริงอย่างไร ว่าการตัดข้อความบางส่วนที่คุณกำลังฟุ้งอ้างนั้น ไม่ทำให้เสียความหมายจริงแต่อย่างใด ก็อาจเพียงตอบสั้นๆ ว่า "ไม่เห็นจะเสียความหมายนี่ครับ ทุกท่านลองไปอ่านดูเต็มๆ ก็ได้ ที่ ...(URL)" แล้วก็เลิกมาตั้งกระทู้ต่อความยาวสาวความยืด ที่สร้างบรรยากาศแห่งการทะเลาะกัน กระทู้แล้วกระทู้เล่า ซึ่งก็คงไม่พ้นต้องถูกปิดกระทู้อย่างรวดเร็วอีกเหมือนเดิม

คงเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้าย ที่ผมจะกล่าวเช่นนี้ต่อคุณบรรพตแล้วล่ะครับ หากกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ของผม ล่วงละเมิดความรู้สึกคุณบรรพต ผมขอกราบขอขมาขออโหสิไว้ ณ ที่นี้ แต่หากกรรมนี้ของผม เกิดกระตุ้นเตือนให้คุณบรรพตได้เห็น ได้รู้ทันอุปาทานอัตตา ก็คงนับได้ว่าความร้อนในจิตผมครั้งนี้ คุ้มค่าแล้ว

ขอกราบแทบเท้าพุทธองค์ ขอขอบพระคุณที่ประทานทางรอดไว้ให้พวกเราทั้งหลาย ได้ดำเนินตามรอยบาท

 จากคุณ : จุ๊ [ 11 ธ.ค. 2546 / 13:48:55 น. ]
     [ IP Address : 203.144.163.170 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (บรรพต อ.)


 จากคุณ : บรรพต อ. [ 11 ธ.ค. 2546 / 13:52:20 น. ]
     [ IP Address : 203.113.36.7 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (กอบ)

สาธุครับ พี่จุ๊

 จากคุณ : กอบ [ 11 ธ.ค. 2546 / 14:40:48 น. ]
     [ IP Address : 202.57.174.237 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (เห็นแล้วจิตตก)

ผมคร่ำหวอดมาในแวดวงเว็บไซด์ธรรมะ      มานานนนนนนนนมากแล้วครับ
อย่างหนึ่งที่ผมเห็นอยู่บ่อยๆก็คือ    ความขัดแย้งระหว่างสมาชิก  
ก็เคยคิดอยู่ในใจว่าทำไมต้องเป็นอย่างนี้ล่ะ
นี่ใฝ่ธรรมกันทั้งนั้น      หามานานนนนนนนนนนแล้วไม่ใช่หรือ  เพื่อนดีๆอย่างนี้

ก็ปรากฏว่าเห็นเกล็ดเล็กๆที่ทำให้บาดหมางใจน่ะครับ
มันก็คือการยืนอยู่คนละมุม     โดยไม่ได้มองอีกมุมหนึ่งนั่นเอง

ลองทำใจให้เป็นกลางๆกันสิครับ     เพราะธรรมะไม่อาจจะทำให้ใครเป็นทุกข์ได้หรอก       มีแต่อัตตามานะทิฏฐิเท่านั้น    ที่ทำให้เป็นทุกข์

 จากคุณ : เห็นแล้วจิตตก [ 11 ธ.ค. 2546 / 14:57:02 น. ]
     [ IP Address : 203.113.67.70 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (bomba)

สาธุ ครับคุณจุ๊

 จากคุณ : bomba [ 11 ธ.ค. 2546 / 16:10:04 น. ]
     [ IP Address : 203.144.168.162 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (บรรพต อ.)

เชิญแสดงความเห็นตาม สบายนะครับ

BRRPTa@hotmail.com




 จากคุณ : บรรพต อ. [ 11 ธ.ค. 2546 / 16:48:17 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.8 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (พอเถอะ)

ถ้าคิดว่า  "ถูกของเขา แต่ไม่ถูกของเรา"  ก็คงดีนะ

 จากคุณ : พอเถอะ [ 11 ธ.ค. 2546 / 16:55:10 น. ]
     [ IP Address : 203.107.156.57 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (ผ่านมา)

ปวดตา

 จากคุณ : ผ่านมา [ 11 ธ.ค. 2546 / 17:12:44 น. ]
     [ IP Address : 172.30.20.94 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (บรรพต อ)

ถอดจิตออกจากตา ด้วยฌาน ๔ นะครับ
แล้วพิจารณาว่า ตา ไม่ใช่ตัวตนของเรา ตาก็จะหายปวดครับ

 จากคุณ : บรรพต อ [ 11 ธ.ค. 2546 / 17:31:46 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.8 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (จุ๊)

สาธุคุณเห็นฯ ครับ

อนุโมทนาในกุศลจิตของทุกท่านครับ

 จากคุณ : จุ๊ [ 11 ธ.ค. 2546 / 17:55:49 น. ]
     [ IP Address : 203.144.163.170 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (กอบ)

สาธุครับ คุณเห็นแล้วจิตตก

 จากคุณ : กอบ [ 11 ธ.ค. 2546 / 18:06:40 น. ]
     [ IP Address : 202.57.173.42 ]


 ความคิดเห็นที่ 13 : (กำลังฟุ้ง)

ก็เพราะโมฆะบุรุษผู้นั้นกล่าวตู่และบิดเบือนพุทธพจน์จริงนะสิครับ ถึงไม่ยอมตอบคำถามที่ตั้งไว้...

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 11 ธ.ค. 2546 / 18:14:47 น. ]
     [ IP Address : 202.133.141.241 ]


 ความคิดเห็นที่ 14 : (กำลังฟุ้ง)

ผมเขียนเหตุผลมากมายทั้งกระทู้ที่ 10653 กระทู้ที่ 10582 แม้แต่กระทู้ที่ 10683 ก็มีเขียนถึง นี่อะไรกัน อยู่ๆก็มาตั้งเป็นกระทู้ใหม่แบบนี้ก็ลำบากคนอ่านเขาต้องไปย้อนดูเหตุผลที่ผมโพสไว้อีก และคำถามที่ผมตั้งไว้ทั้ง 4 ข้อก็ไม่นำมาด้วย แหมโมฆะบุรุษผู้นี้ช่างมีน้ำใจเป็นนักกีฬาจริงๆ (นักกีฬาประเภทขี้โกงหรือแพ้แล้วพาล)

มิหนำซ้ำยังไม่พอโมฆะบุรุษผู้นี้ยังบิดเบือนพุทธพจน์ซ้ำในกระทู้นี้อีก เรื่องของเรื่องก็มาจากพระสูตรเหตุผลที่สาวกเคารพพระพุทธเจ้านี่แหละครับ สูตรนี้พระพุทธเจ้าทรงตรัสแก่เหล่าปาริพาชก (นักบวชนอกพุทธศาสนา) ครั้งแรกพระพุทธเจ้าท่านก็ถามพระอุทายีก่อนว่าพระอุทายีคิดว่ามีเหตุไหนที่คนเคารพพระพุทธเจ้า ท่านอุทายีก็บอกมา 5 ข้อ(ฉันอาหารน้อย จีวรเศร้าหมอง ฯลฯ) แต่ก็ไม่ใช่สักกะข้อ พระพุทธเจ้าก็ทรงตรัสว่าเหตุที่สาวกนับถือพระองค์ก็มี 5 ข้อเหมือนกัน ทีนี้เรื่องของเรื่องมันอยู่ตรงข้อที่ 5 ครับ พระพุทธเจ้าบอกว่าเหตุที่พระสาวกนับถือท่านก็เพราะเมื่อปฏิบัติตามคำปฏิปทาของพระองค์แล้วจะบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญา (พระอรหัต)

ทีนี้เวลาที่ท่านบอกกล่าวท่านก็จะบอกกล่าวเช่นว่า ปฏิบัติตามปฏิปทาของท่านแล้ว เจริญสิปัฏฐานสี่ จะทำเช่นนั้นเช่นนี้ได้ พอจบประโยคนี้ท่านก็จะขึ้นประโยคใหม่ (มีเครื่องหมาย "." กำกับ) ว่าปฏิบัติตามปฏิปทาที่ท่านบอกแล้ว เจริญสติปัฏฐานสี่นั้นแล สาวกของเราเป็นอันมากจึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญา แล้วก็กำกับด้วยเครื่องหมาย "." อีกที

ย่อหน้าถัดไปท่านก็บอกในรูปแบบเดิม เปลี่ยนจากสติปัฏฐาน 4 เป็นสัมมัปปธาน 4 แล้วก็เป็น อิทธิบาท 4, อินทรีย์ 5, พละ 5, โพชฌงค์ 7, อริยมรรค 8, วิโมกข์ 8, อภิภายตนะ 8, กสิณายตนะ 10, ญาณ 4 เมื่อเจริญสิ่งเหล่านี้จะทำเช่นนั้นเช่นนี้ได้ พอจบประโยคโดยกำกับไว้ด้วยเครื่องหมาย "." ก็ขึ้นประโยคใหม่ ว่าปฏิบัติตามปฏิปทาที่ท่านบอกแล้ว เจริญ...(สัมมัปปธาน4 อิทธิบาท 4 ฯลฯเรื่อยไปจนถึงญาณ4)

ย่อหน้าในส่วนถัดมาพระองค์ก็จะบอกว่าปฏิบัติตามปฏิปทาของท่านแล้ว ย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า กายของเรานี้แล มีรูป ประกอบด้วยมหาภูต ๔ เกิดแต่บิดามารดา เติบโตขึ้นด้วยข้าวสุกและขนมสด ไม่เที่ยง ต้องอบ ต้องนวดฟั้น มีอันทำลายกระจัดกระจายเป็นธรรมดาและวิญญาณของเรานี้ ก็อาศัยอยู่ในกายนี้ เนื่องอยู่ในกายนี้ พบจบประโยคด้วยเครื่องหมาย "." แล้ว ก็ท่านบอกว่า ก็เพราะสาวกทั้งหลายของท่าน ปฏิบัติตามปฏิปทาที่ท่านบอกแล้วย่อมรู้ชัดอย่างนี้แล สาวก
ของท่านเป็นอันมากจึงได้บรรลุบารมี อันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่ (จบประโยคด้วยเครื่องหมาย "." อีกที

ต่อไปเป็นเรื่องที่เป็นปัญหาอยู่ครับ (ตรงนี้แหละครับที่โมฆะบุรุษกล่าวตู่) คือสาวกของท่านปฏิบัติตามปฏิปทาของท่านจะนิมิตกายอื่นจากกายนี้ มีรูปเกิดแต่ใจ มีอวัยวะน้อยใหญ่ครบถ้วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง (จบพระโยคด้วยเครื่องหมาย "." พอจบประโยคนี้ก็ตามด้วยประโยคอุปมาอุปมัย) พอเสร็จแล้วพระพุทธเจ้าท่านก็พูดอีกประโยคว่า ก็เพราะสาวกทั้งหลายของท่าน ปฏิบัติตามปฏิปทาที่ท่านบอกนั้นแล สาวกของท่านเป็นอันมากจึงบรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่ (จบประโยคด้วยเครื่องหมาย ".") จะสังเกตุได้ว่าตอนนี้ท่านสรุปแค่ทำตามปฏิปทาของท่านไม่ได้บอกว่าปฏิบัติตามปฏิปทาแล้วตามด้วยนิมิตกายหรืออะไร

จากนี้ก็จะเป็นรูปประโยคทำนองนี้ครับ คือปฏิบัติตามที่ท่านบอกสาวกจะบรรลุอิทธิวิธีหลายประการ คือ คนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ ทำให้ปรากฏก็ได้ ทำหายไปก็ได้ ทะลุฝากำแพงภูเขาไปได้ไม่ติดขัดเหมือนไปในที่ว่างก็ได้. ผุดขึ้นดำลงในแผ่นดินเหมือนในน้ำก็ได้ เดินบนน้ำไม่แตกเหมือนดินบนแผ่นดินก็ได้. เหาะไปในอากาศ เหมือนนกก็ได้. ลูบคลำพระจันทร์พระอาทิตย์ซึ่งมีฤทธิ์
มีอานุภาพมากด้วยฝ่ามือก็ได้ ใช้อำนาจทางกายไปตลอดพรหมโลกก็ได้, ย่อมได้ยินเสียง ๒ ชนิด คือเสียงทิพย์และเสียงมนุษย์ทั้งที่อยู่ไกลและใกล้ ด้วยทิพยโสตธาตุอันบริสุทธิ์ล่วงโสตของมนุษย์, ย่อมกำหนดรู้ใจของสัตว์อื่นของบุคคลอื่นด้วยใจ, ย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก, ย่อมเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติ เลว ประณีต ฯลฯ (ยาวครับใรสนใจอ่านในพระสูตรได้) , มาถึงอันสุดท้ายคือย่อมทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้เพราะอาสวะสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งของตนเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่

ซึ่งพอจบส่วนหนึ่งท่านก็จะบอกอีกประโยคว่า ก็เพราะสาวกทั้งหลายของท่าน ปฏิบัติตามปฏิปทาที่ท่านบอกนั้นแล สาวกของท่านเป็นอันมากจึงบรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่ (จบประโยคด้วยเครื่องหมาย ".")

นี่ก็พยายามย่อแล้วนะครับพระสูตรนี้ (มหาสกุลุทายิสูตร) ตอนนี้แหละที่โมฆะบุรุษผู้นี้ตัดต่อข้อความเสียใหม่ จากที่เป็นปฏิบัติตามปฏิปทาของพระองค์แล้วจะได้ฤทธิ์ต่างๆอย่างหนึ่ง กับปฏิบัติตามปฏิปทาของพระองค์แล้วจะบรรลุพระอรหัตอีกอย่างหนึ่ง โมฆะบุรุษนี้ก็เปลี่ยนข้อความใหม่เป็นว่า ปฏิบัติตามปฏิปทาของพระพุทธเจ้าท่านจนได้ฤทธิ์ ดังนี้สาวกเป็นอันมากจึงบรรลุพระอรหัต (เพราะฤทธิ์) ซึ่งเห็นว่าไม่ตรงกับความหมายเดิมในพระสูตร

เห็นได้อีกจุดก็คือ ข้อความตั้งแต่นิมิตกายเรื่อยมาจนถึงทำให้แจ้งฯ เป็นข้อความที่แสดงถึงผลของการปฏิบัติตามปฏิปทาของพระองค์ (แตกต่างจากตอนที่พระองค์ตรัสถึงสติปัฏฐาน 4, อิทธิบาท 4 ฯลฯ)

ข้อสงสัยอีกประการคือจากที่มีการตัดแต่งข้อความนี้ เจตนาของโมฆะบุรุษผู้ตัดแต่งข้อความเป็นอย่างไร? เจตนาตัดแต่งเพราะต้องการบิดเบือนความหมายให้ตรงกับที่ตนเองต้องการหรือไม่? ด้วยเหตุใด?

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 11 ธ.ค. 2546 / 19:04:42 น. ]
     [ IP Address : 202.133.141.241 ]


 ความคิดเห็นที่ 15 : (กำลังฟุ้ง)

ทีนี้ก็มาถึงคำถามที่โมฆะบุรุษผู้นี้ไม่ยอมตอบ การที่ผมกล่าวว่าโมฆะบุรุษผู้นี้กล่าวตู่พุทธพจน์นั้น ท่านผู้อ่านก็สามารถพิจารณาดูกันว่าจริงหรือไม่ผ่านคำถามทั้ง 4 คำถามนี้

1. พระพุทธเจ้าไม่ทรงรับรองว่าตายเกิดหรือตายสูญจริงหรือ? และโมฆะบุรุษผู้นี้เคยกล่าวว่าพระพุทธเจ้ารับรองว่าตายเกิดหรือไม่?
2. พระพุทธเจ้าท่านตรัสถึงนรกชื่อผัสสายตนิกะ สวรรค์ชื่อผัสสายตนิกะ หรือไม่? และโมฆะบุรุษเคยกล่าวว่านี่ไม่ใช่นรกสวรรค์ตามหลักของศาสนาพุทธหรือไม่?
3. พระพุทธเจ้าทรงตรัสเรื่องกาลามสูตรหรือไม่? และกล่าวว่าดูหมิ่นไม่ยอมรับกาลามสูตรหรือไม่?
4. ข้อความที่โมฆะบุรุษ โพส โดยยกมหาสกุลุทายิสูตรมาที่กระทู้ 10683 รวมทั้งมอบหมายให้ลูกศิษย์นำมาเผยแพร่ที่กระทู้ 10582 (รู้สึกยังมีอีกกระทู้หนึ่งในช่วงกลางปี) นั้น มีการตัดต่อข้อความจนทำให้ความหมายในพระสูตรเปลี่ยนแปลงหรือไม่?

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 11 ธ.ค. 2546 / 19:12:26 น. ]
     [ IP Address : 202.133.141.241 ]


 ความคิดเห็นที่ 16 : (กำลังฟุ้ง)

อันดับต่อไปมาพิจารณาข้อความที่โมฆะบุรุษผู้นี้กล่าวตู่บ้าง ก็ขอผู้อ่านพิจารณาเปรียบเทียบกับข้อความในพระไตรปิฏกแล้วดูว่าความหมายจะผิดเพี๊ยนไปหรือไม่ครับ ในกระทู้ที่ 10582 โมฆะบุรุษผู้นี้ได้ฝากลูกศิษย์มาโพสข้อความดังนี้

พระรัตนตรัย
พุทโธ ธัมโม สังโฆ (เป็นภาพ)

มหาสกุลุทายิสูตร

“ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมนิรมิตกายอื่นจากกายนี้ มีรูปเกิดแต่ใจ มีอวัยวะน้อยใหญ่ครบถ้วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง..... เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงชักไส้ออกจากหญ้าปล้อง ...... สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่

มโนมยิทธิ
พระจูฬปันถกเถระ เอตทัคคะในทางผู้ชำนาญในมโนมยิทธิ (เป็นตัวหนังสือสี ไม่ได้เกี่ยวกับพระสูตร น่าสงสัยว่านำมาแทรกไว้ด้วยจุดมุ่งหมายอะไร?)

“ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมได้ยินเสียงสองชนิด คือเสียงทิพย์ และเสียงมนุษย์....... ย่อมกำหนดรู้ใจของสัตว์อื่น ของบุคคลอื่นด้วยใจ..... ย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก....... ย่อมเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติ..... ย่อมทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะสิ้นไป ....... สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่
“ ดูก่อนอุทายี ธรรมห้าประการนี้แล เป็นเหตุให้สาวกทั้งหลายของเราสักการะ เคารพ นับถือ บูชาแล้วพึ่งเราอยู่”

พุทธดำรัส (เป็นภาพ)

ในกระทู้ที่ 10683 โมฆะบุรุษได้โพสข้อความดังนี้

พุทธดำรัส (เป็นภาพ)

“ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมเจริญกสิณ ๑๐ สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่
“ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมเจริญฌาน ๔ สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่
“ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมได้ยินเสียงสองชนิด คือเสียงทิพย์ และเสียงมนุษย์....... ย่อมกำหนดรู้ใจของสัตว์อื่น ของบุคคลอื่นด้วยใจ..... ย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก....... ย่อมเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติ..... ย่อมทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะสิ้นไป ....... สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่
“ ดูก่อนอุทายี ธรรมห้าประการนี้แล เป็นเหตุให้สาวกทั้งหลายของเราสักการะ เคารพ นับถือ บูชาแล้วพึ่งเราอยู่”

มหาสกุลุทายิสูตร (ตัวหนังสือสี)

พุทธดำรัส (เป็นภาพ)

กระทู้ที่ 9936 (อันนี้เขียนว่าตัดขันธ์ 5 ด้วยวิธีถอดจิต แล้วก็ว่ามาจากพุทธพจน์ อันนี้ชัดเจน)

พี่ปางบุญ แนะนำดีแล้วนะครับ ทางตรงเลยครับ
แต่ถ้าถามผม ก็ได้แต่เล่าประสบการณ์ให้ฟังให้อ่านครับ แต่ก็ไม่ต้องกลัวอะไร
นะครับคุณ aki รับรองไม่หลงทาง ผมเองก็ตัดขันธ์ ๕ ด้วยวิธีการถอดจิต ครับ
ดั่งในพุทธพจน์ที่ว่า
                            ดูก่อนอุทายี เราได้บอกปฎิปทาแก่ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลาย
ปฎิบัติตามแล้วย่อมเนรมิตกายอื่นจากกายนี้    มีรูปเกิดแต่ใจ   มีอวัยวะน้อยใหญ่ครบถ้วน   มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง    เปรียบเหมือนบุรุษพึงชักใส้ออกจากหญ้าปล้อง
ภิกษุทั้งหลายเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่
ย่อมทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้
                                                   มหาสกุลุทายิสูตร เล่ม ๑๓

กระทู้ที่ 10008 (อันนี้ตีความเอง กล่าวตู่เองว่าปฏิปทาหมายถึงกสิน 10 แล้วแอบอ้างว่าเป็นพุทธพจน์อีก ทั้งที่ความเดิมในพระไตรปิฏกคือปฏิบัติตามปฏิปทาแล้วเจริญกสิน นี่ก็เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน)

ขอลงอีกครั้งหนึ่งนะครับ
พุทธพจน์
              ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราได้บอกปฎิปทา คือ กสิณ ๑๐ แก่ภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุทั้งหลายของเรา   ได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่      ย่อมบรรลุเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้
อีกบทที่ว่า พระพุทธองค์ทรงให้กสิณสีแดงแก่ พระลูกชายนายข่างทอง เมื่อเธอได้
ฌาน ๔ แล้วจึงให้ไตรลักษณ์แก่ พระลูกชายนายช่างทอง ก็สำเร็จอรหัตตผลในที่นั้นนั่นเอง สังเกตุได้ว่า พระพุทธเจ้าทรงรอจนพระลูกชายนายช่างทองได้ฌาน ๔
ก่อน จึงค่อยให้ไตรลักษณ์ทีหลัง อันนี้หลุดพ้นด้วยกสิณนะครับ เร็วครับ
พุทธพจน์อีกบทที่ว่า
                             ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเจริญซึ่งปฐวีกสิณ แม้เพียงชั่วลัดนิ้วมือเดียว  เรากล่าวว่า  เป็นผู้ไม่เหินห่างจากฌาน  ทำตามคำสอนของพระศาสดา
ปฎิบัติตามโอวาทของเรา ย่อมไม่ฉันข้าวของเชาบ้านเสียเปล่าเลย จะกล่าวไปไย
ถึงผู้ที่ทำปฐวีกสิณให้มากเล่า
ดังนั้นผมกลับเห็นว่า การใช้สติเพียงอย่างเดียว พิจารณา เกิดดับของขันธ์ ๕ ไม่มีทางบรรลุธรรมได้เลยครับ

กระทู้ที่ 10280, 10484 (ความเดียวกันกับที่กล่าวตู่ในกระทู้อื่น)
กระทู้ที่ 10347 (ความเดียวกันอีก แต่มีเพิ่มว่า พระพุทธเจ้าทรงยกย่องการถอดจิต แล้วก็อ้างตนว่าเป็นผู้ถอดจิตได้)
กระทู้ที่ 10543 (อันนี้หนักครับ ภิกษุชรากล่าวไว้ว่า มรรค ๘ และสิกขา ๓ ศีล สมาธิ ปัญญา นี่หลักพระพุทธศาสนา นอกเหนือกว่านั้นไม่ใช่พระพุทธศาสนา แล้วโมฆะบุรุษก็ยกมหาสกุลุทายิสูตรนี้(ฉบับตัดต่อ) มาแย้ง ซึ่งแท้จริงแล้วจะว่าโมฆะบุรุษกล่าวผิดก็ไม่เชิง เพราะพระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้หลายที่ว่าธรรมของพระองค์เพื่อประโยชน์ เพื่อความหน่าย คลายกำหนัด เพื่อนิพพาน ฯลฯ ผมเห็นว่าถ้าเป็นสิ่งที่เอื้อกับการทำให้กิเลสน้อยลงท่านก็สอน แต่หัวใจคือมรรค 8 และศีลสมาธิปัญญาน่ะถูกแล้ว แต่ในกระทู้นี้โมฆะบุรุษกลับพยายามเน้นเรื่องอภิญญา(ทำไม?) หรือเป็นเพราะโมฆะบุรุษผู้นี้อ้างว่าตนเองได้ตัดขันธ์ 5 ได้โดยใช้ฤทธิ์)

ก็ถ้าปล่อยให้โมฆะบุรุษผู้อ้างตนว่าตัดขันธ์ 5 ได้โดยการถอดจิตผู้นี้ กล่าวโจมตีหัวใจหลักของพระพุทธศาสนา ดังกระทู้ 10543 นี้ก็คงไม่ดีแน่ (พออ่านเจอผมก็คิดว่าไม่น่าเชื่อว่าโมฆะบุรุษผู้นี้) จะบ้าได้ขนาดนี้

อันนี้เฉพาะส่วนของคำถามข้อ 4 นะครับ ข้อ 1, 2 และ 3 นี่ถ้าโมฆะบุรุษไม่ตอบก็จะพยายามหาข้อมูลมาแจกแจงกัน ว่าที่ผมกล่าวหาโมฆะบุรุษว่ากล่าวตู่พุทธพจน์นี้มีมูลหรือไม่

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 11 ธ.ค. 2546 / 20:18:41 น. ]
     [ IP Address : 202.133.141.241 ]


 ความคิดเห็นที่ 17 : (กำลังฟุ้ง)

ประการต่อไป (โพสยาวจังวันนี้) อันนี้เป็นเรื่องฝากไปถึงผู้ดูแลลานธรรม

ในกรณีที่มีโมฆะบุรุษมาประกาศตัวว่าดับขันธ์ 5 ได้ด้วยวิธีถอดจิต (ผมไม่แน่ใจว่าโมฆะบุรุษหมายถึงถอดจิตโดยส่วนเดียวโดยไม่ปฏิบัติศีลสมาธิปัญญาหรือไม่ เพราะรูปประโยคที่โมฆะบุรุษโพสมันไม่ชัด) แล้วกระทำการตู่พุทธพจน์ บังอาจถึงขนาดตัดต่อพุทธพจน์ให้ผิดเพี๊ยนจากความหมายเดิมเช่นนี้ หลายต่อหลายกระทู้  ผู้ดูแลลานธรรมจะมีมาตรการอย่างไร ถ้าจะใช้วิธี "จบกระทู้บริบูรณ์" ก็คงไม่อาจต้านความบ้าของโมฆะบุรุษผู้นี้ได้ เดี๋ยวมันก็ตั้งกระทู้ใหม่มาอีก อย่างกระทู้นี้เป็นต้น ดูเอาละกันว่าโมฆะบุรุษผู้นี้มีมารยาทถึงเพียงไหน

ในฐานะที่ลานธรรมเสวนาเป็นที่กล่าวถึงกันมากในวงการเวบบอร์ดธรรมะ ผู้ดูแลควรจะมีมาตรการอันใดหรือยังเพื่อที่จะสกัดกั้นมิจฉาทิฏฐิทั้งหลายมิให้ว่าร้ายพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์? ไม่เช่นนั้นวันดีคืนดีก็มีผู้ประกาศตัวอีกว่าดับขันธ์ 5 ได้ด้วยฤทธิ์ ต้องมีฤทธิ์ทางใจถึงจะบรรลุมรรคผลนิพพานได้

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 11 ธ.ค. 2546 / 20:45:14 น. ]
     [ IP Address : 202.133.141.241 ]


 ความคิดเห็นที่ 18 : (บรรพต อ.)


พุทธดำรัส“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนแม่น้ำคงคาไหลไปสู่ทิศตะวันออก หลั่งไปสู่ทิศตะวันออก บ่าไปสู่ทิศตะวันออกฉันใด ภิกษุเจริญพอกพูนซึ่งฌาน ๔ ย่อมเป็นผู้น้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพานฉันนั้น....
“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฌาน ๔ อันภิกษุพึงเจริญเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไป เพื่อละสังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องบน ๕ (คือ รูป ราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา) เหล่านี้แล”
ฌานสังยุต

ความเป็นพระอรหันต์ ไม่ได้คิดง่ายๆแบบที่คุณว่ามาหรอกนะครับ
ผมรู้ดีครับ เพราะสอนระดับพระอรหันต์อยู่ครับ

 จากคุณ : บรรพต อ. [ 11 ธ.ค. 2546 / 21:27:55 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.10 ]


 ความคิดเห็นที่ 19 : (บรรพต อ.)

เชิญแสดงความเห็นต่อตามสบายนะครับ

 จากคุณ : บรรพต อ. [ 11 ธ.ค. 2546 / 21:30:57 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.10 ]


 ความคิดเห็นที่ 20 : (กำลังฟุ้ง)

งั้นโมฆะบุรุษ เธอจงตอบคำถาม 4 ข้อที่เราตั้งไว้ และถ้าโมฆะบุรุษจะประกาศตนเองว่าเป็นพระอรหันต์ก็พูดมาตรงๆ ถ้าโมฆะบุรุษจะยืนยันว่ามรรคผลนิพพานบรรลุได้ด้วยวิชาถอดจิตของโมฆะบุรุษเพียงอย่างเดียวละก็จงพูดมา ประกาศให้ทุกคนทราบว่าโมฆะบุรุษคิดเห็นเช่นนี้ อย่ามัวใช้คำก้ำกึ่งอยู่

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 11 ธ.ค. 2546 / 21:31:44 น. ]
     [ IP Address : 202.133.152.159 ]


 ความคิดเห็นที่ 21 : (บรรพต อ)

ก็ทำไมไม่อ่านให้ดีล่ะครับ คนหยาบคายจริงๆ ลูกศิษย์ พุทธทาส นี่ ไม่ไหว

 จากคุณ : บรรพต อ [ 11 ธ.ค. 2546 / 21:53:09 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.10 ]


 ความคิดเห็นที่ 22 : (บรรพต อ.)

ถามจริง พุทธทาส สอนใช่ไหม

 จากคุณ : บรรพต อ. [ 11 ธ.ค. 2546 / 21:54:00 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.10 ]


 ความคิดเห็นที่ 23 : (บรรพต อ)

ตอบมาเลยนะว่าใช่มั๊ย

 จากคุณ : บรรพต อ [ 11 ธ.ค. 2546 / 21:56:51 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.10 ]


 ความคิดเห็นที่ 24 : (บรรพต อ.)

ถ้าไม่ใช่ พุทธทาส สอน แล้วใครเป็นคนสอนกันแน่ อยากรู้จริงๆ

 จากคุณ : บรรพต อ. [ 11 ธ.ค. 2546 / 22:09:16 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.10 ]


 ความคิดเห็นที่ 25 : (คนดิบ ๆ )

ท่านผู้เจริญธรรมทั้งหลาย
กระผมขอ งู ๆ ปลา ๆ ด้วยคน
จะเรียกว่า บิดเบือน ตู่ หรือ อะไร ๆๆๆๆๆ ก็ได้ครับ
อันจาลึกคำสอนของพระพุทธองค์ทั้งปวง
ไม่ได้จาลึก หรือ ตรวจทานโดยพระองค์เอง
ล้วนได้จากลึกกันต่อมาในภายหลัง
บางจาลึกเป็นของธิเบต      ความเชื่อเรื่องพุทธก็เป็นแบบธิเบต
บางจาลึกเป็นของหมู่เหล่าใด     ความเชื่อเรื่องพุทธก็เป็นแบบของหมู่เหล่านั้น
อย่านำเอาจาลึก  มาเป็นเครื่องยืนยันความผิดถูกเลย
ก่อนอื่นท่านปารถนาอะไร 
ในการใฝ่ธรรมของพระพุทธองค์
ถ้าใฝ่รู้  ก็ที่ท่านรู้มาจากจาลึกที่ท่านเชื่อนั้นแหละ
ถ้าใฝ่หารสของพระธรรมคำสอนของพุทธองค์
ก็ลองเอาผลของการปฏิบัติของตน ของตน มาสำรวจตนเองดูว่า สภาวะอารมณ์ของท่านเป็นเช่นไร
ถ้าท่านเชื่อว่าธรรมชาติของมันเป็นเช่นนั้น
ผลของมันมาจากเหตุของมัน
ท่านพิจารณาเห็นความเป็นจริงตามธรรมชาติของมัน
และเชื่อว่ามันเป็นเช่นนั้นจริง ๆ
ธรรมขั้นต้นของพุทธองค์สอนเช่นนี้
ท่านไม่ชื่นชอบกับความเป็นไปของธรรมชาตินั้น
ท่านเห็นว่าธรรมชาติทั้งหลายทั้งปวงเป็นทุกข์
แต่ด้วยกฏแห่งกรรม ทำให้ธรรมชาตินั้น ๆ ปลากฏให้ท่านเห็น
ท่านเบื่อหน่าย กับสิ่งที่ท่านเห็น
ท่านเชื่อมั่นว่านั้นคือทุกข์
ท่านไม่ต้องการเห็นธรรมชาติ ๆ นั้นอีก
ถ่านเบื่อการเกิต
ถ้าท่านเชื่อกฏแห่งกรรม ท่านหนีไม่พ้นหรอก
ท่านต้องกลับมาเกิด
จะเกิดในที่ใด ภพใด สภาพใด
ก็ตามแต่ผลแห่งกรรม
แต่เกิดมากี่ภพกี่ชาติ
ท่านต้องเบื่อการเกิด
ปราถนาการไม่เกิด
ท่านต้องปลดเปลื้องกรรมทั้งปวง
ไม่ก่อกรรมใด ๆ อีก
การปฏิบัติธรรม ตามคำสอนของพุทธองค์
ก็คือการฝึกพรากเพียร  การบำเพ็ญเพียร
เพื่อการไม่ก่อกรรมทั้งมวล
เมื่อทำได้เช่นนั้น
จะมีกรรมอะไรที่จะทำให้ท่านเกิดอีก
จะมีกรรมอะไรที่ท่านต้องชดใช้อีก
ท่านจะไม่เกิดอีกแล้ว
ท่านชดใช้กรรมเก่าทั้งมวลหมดแล้ว
ท่านไม่ก่อกรรมใหม่ขึ้นอีก
ปฏิบัติไปเช่นนี้  บำเพ็ญเพียรต่อไปเช่นนี้
เมื่อท่านสิ้น  ทุกย่างดับสิ้น
แม้คนดิบ ๆ อย่างกระผมจะคิดถึงท่านสักปานใด
ต้องการจพบกับท่านอีกในภพไหน ๆ ในชาติไหนๆ
ก็ไม่มีวันที่จะได้พบกับท่านอีก
ดังเช่นเราท่านทั้งหลาย กับ พระพุทธองค์








 จากคุณ : คนดิบ ๆ [ 11 ธ.ค. 2546 / 22:17:13 น. ]
     [ IP Address : 203.113.81.5 ]


 ความคิดเห็นที่ 26 : (บรรพต อ)

เชิญแสดงความเห็นต่อตามสบายนะครับ ไม่ต้องเกรงใจ อย่าใช้คำหยาบนะครับ

 จากคุณ : บรรพต อ [ 11 ธ.ค. 2546 / 22:19:49 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.10 ]


 ความคิดเห็นที่ 27 : (กำลังฟุ้ง)

โมฆะบุรุษ เราพอเข้าใจแล้วว่าเหตุใดเธอจึงชังท่านพุทธทาสนัก เราขอสันนิษฐานว่าทั้งนี้เพราะเธอหากินอยู่กับเรื่องฤทธิ์เหล่านั้นใช่หรือไม่? ทั้งนี้เพราะเธอแอบอ้างว่าเธอดับขันธ์ 5 ได้ด้วยฤทธิ์

กระนั้นโมฆะบุรุษเราเองก็หาเกี่ยวข้องอันใดกับท่านพุทธทาสอย่างที่เธอป้ายสีไม่ โมฆะบุรุษเธอพอใจแต่การกล่าวตู่ว่าผู้อื่นเขาด้วยคำไม่จริง โมฆะบุรุษการที่เธอกล่าวตู่พุทธพจน์นั้นเป็นสิ่งที่คนเขาเห็นคนเขาพิจารณากันได้

โมฆะบุรุษเธอทำร้ายพระศาสนาอย่างยิ่ง เธอบิดเบือนพุทธพจน์ เธอกล่าวสิ่งที่เป็นธรรมว่าไม่ใช่ธรรม เธอกล่าวสิ่งที่ไม่ใช่ธรรมว่าเป็นธรรม โมฆะบุรุษพฤติกรรมป้ายสีของเธอไม่ใช่พฤติกรรมของบัณฑิต เหล่าบัณฑิตย่อมไม่สรรเสริญพฤติกรรมป้ายสีของเธอ

โมฆะบุรุษป่วยการที่เธอจะบ่ายเบี่ยงไปถึงประเด็นอื่น ในเมื่อประเด็นหลักอยู่ที่เธอกล่าวตู่พุทธพจน์จริงหรือไม่ดังคำถามสี่ข้อที่เราว่ามา หากข้อหนึ่งข้อใดเป็นจริงดังที่เรากล่าวหา โมฆะบุรุษเธอจะได้ชื่อว่าเป็นคนบาปของศาสนา เป็นผู้บิดเบือนผู้กล่าวตู่พุทธพจน์

อนึ่ง โมฆะบุรุษ หากเธอเชื่อในผลของกรรมแล้ว กร%

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 11 ธ.ค. 2546 / 23:23:06 น. ]
     [ IP Address : 203.118.98.100 ]


 ความคิดเห็นที่ 28 : (กำลังฟุ้ง)

อนึ่ง โมฆะบุรุษ หากเธอเชื่อในผลของกรรมแล้ว กรรมชั่วที่เธอก่อไว้ย่อมส่งผลให้เธอห่างไกลจากพระนิพพานที่เธออ้าง

หมายเหตุ โมฆะบุรุษผู้นี้ได้อ้างว่าตนดับขันธ์ 5 ได้ด้วยการถอดจิต ไม่ทราบแปลว่าอะไร? และโมฆะบุรุษยังกล่าวอ้างอีกว่าธรรมที่ตนสอนเป็นธรรมระดับพระอรหันต์ อีกจุดหนึ่ง รูปประโยคบางประโยคของโมฆะบุรุษไม่ชัดเจน คล้ายกับจะกล่าวว่าโมฆะบุรุษนี้อ้างว่าตนสำเร็จมรรคผลเพราะฤทธิ์โดยส่วนเดียว พอถามโมฆะบุรุษว่าโมฆะบุรุษต้องการบ่งบอกเช่นนี้หรือไม่ โมฆะบุรุษก็พยายามเบี่ยงประเด็นอีก

แต่โมฆะบุรุษนี้ก็ไม่สามารถปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้ง 4 ข้อที่ผมให้ไว้ได้ครับ ผมเชื่อว่ากรรมชั่วที่โมฆะบุรุษผู้นี้ทำไว้ย่อมส่งผลแน่นอนครับ ขณะนี้ผมก็กำลังรออยู่ว่าผู้ดูแลเวบลานธรรมจะมีมาตรการใดๆในการจัดการกับกรณีของผมและโมฆะบุรุษผู้นี้

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 11 ธ.ค. 2546 / 23:30:24 น. ]
     [ IP Address : 203.118.98.100 ]


 ความคิดเห็นที่ 29 : (ขันธ์)

  ขอแสดงความคิดเห็น  เพื่ออาจทำให้ใครบางคนที่ไม่รู้ตัวเกิดมีสติขึ้นมาบ้าง
   ผู้อ่านอย่าคิดว่าเป็นการเติมเชื้อไฟนะครับ 
   1 ไม่ทราบว่า บรรพตต้องการอะไร หรือมีจุดประสงค์อะไรในการ พยายาม นำเสนอ ความรู้ที่ผิดแปลกไปจากพุทธธรรมที่แท้จริง ซึ่งนอกจากเป็นการปิดกั้นปัญญาของตนเองแล้วยังก่อให้เกิดกรรมแก่ผู้ซึ่งเชื่อแบบผิดๆ
   2  ธรรมะที่อ้างถึงพุทธพจน์ซึ่งหยิบมาจากพระไตรปิฎกนั้น บางครั้งบรรพต หยิบเอามาแบบผิดๆ ไม่ตรงประเด็น ทำให้เกิดการสับสนแก่ผู้ เพิ่งเริ่มศึกษาได้
   3  การกล่าวอ้าง แบบอ้อมๆ ว่าตนเองบรรลุอรหันต์บ้าง  เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตบ้าง อะไรทำนองนี้  เราว่า เราสงสารท่านมาก ที่ได้เอาชื่อ มาทิ้งในทางเสียๆ  ในเวบนี้
  4  ถ้าจะให้เดานะ  คิดว่าท่านเป็นพวกเดียวกับ   เวบสโนว์ หรือไม่ก็ตัวเวบสโนว์เอง  ขออภัยถ้ากล่าวอ้างผิดจากความจริงและเอ่ยชื่อบุคคลที่สาม แต่ด้วยสำนวน และ การตอบนั้น คล้ายกับ เด็กคนนั้นมาก ซึ่ง บอกตามตรงว่า ไม่เกิดประโยชน์อะไรเลยในการที่ท่านจะหยิบเอาธรรมะซึ่งเป็นแค่สะเก็ดของพุทธศาสนาซึ่งบางครั้งก็เป็นพวกเพลี้ยของพุทธศาสนาด้วย มาสอนบุคคลผู้ที่ มีปัญญพิจารณา
5 ไม่อยากกล่าวว่าอะไรอีก  ขอให้ พิจารณากันเอาเองตามสติ 

 จากคุณ : ขันธ์ [ 11 ธ.ค. 2546 / 23:38:07 น. ]
     [ IP Address : 203.156.46.95 ]


 ความคิดเห็นที่ 30 : (ศิริพร)

         บังเอิญเป็นคนชอบเดินเล่นในลานธรรมช่วงเช้าๆ  เพราะเห็นว่าเงิยบสงัดดีค่ะ
รู้สึกเหมือนว่าท่านผู้รู้ทั้งสองยังสนทนาธรรมกันไม่จบ เสียดายจริงๆ ที่ข้าผู้น้อยมิมีความรู้แจ้ง ในธรรม.....ขอเรียนเชิญท่านทั้งสองสนทนาธรรมต่อไปเถิด......
ข้าผู้น้อยชอบฟังและนำเอาความคิดที่ดี  คำแนะนำที่ดี  มีเมตตาของบรรดาท่านผู้รู้และผู้ที่เป็นกัลยาณมิตรทั้งหลายไปนำเยาวชนรุ่นหลังให้ปฏิบัติพอเป็นแนวทาง
     แต่สิ่งหนึ่งซึ่งได้จากท่านผู้เป็นกัลยาณมิตรได้ช่วยสอนให้ไปใช้สำหรับเด็กแล้วได้ผลก็ คือ..เพื่อนกัน   พลาดไป  ผิดใจ..ขอโทษ
                ..เพื่อนกันไม่โกรธ   ถือโทษ...ให้อภัย
      และจำได้อีกว่า...ในลานธรรมแห่งนี้หวังดีกับทุกๆคนไม่เคยผูกใจอาฆาตผู้ใด
ทะเลาะกันเล่นๆไปยังงั้นเอง....รู้สึกดีต่อชาวลานธรรมทุกคนเสมอ.....แล้วเหตุ
เวลาล่วงเลยมานานแล้ว.......พูดเรื่อยเปื่อยคงไม่ถือสานะคะ...ตามประสาคนชอบพูดกับเด็กๆ พอดีวันนี้วันศุกร์ นัดกับเด็กว่าจะเล่านิทานชาดกให้เขาฟัง....
บังเอิญมีกัลยาณมิตรหลายท่านแนะนำให้ วันนี้...คงจะพูดเรื่องนี้แน่ๆเลย....
.........หยุดก่อนตถาคต.......
..........เรา..หยุดตั้งนานแล้ว  ท่านต่างหากที่ไม่ยอมหยุด....
กราบขออโหสิกรรมต่อท่านผู้ปฏิบัติธรรมหากข้าผู้น้อยได้กล่าวสิ่งใดเป็นการล่วงเกิน   ขอให้ทุกท่านจงเจริญในการปฏิบัติธรรม  ปฏิบัติดี  ปฏิบัติชอบเถิด  อากาศช่วงนี้  กำลังสงบ  บริสุทธิ์และผ่องแผ้ว ทุกสรรพสิ่งกำลังตื่นจากความดำมืดของรัตติกาล  เพื่อรอรับแสงทองแห่งอรุณรุ่ง  ชอท่านผู้รู้แจ้งแห่งธรรมได้โปรดพิจารณา
ขออโหสิกรรมอีกครั้งนะคะ..สาธุ  สาธุ   สาธุ ( กราบงามๆ 3 ครั้งเจ้าค่ะ )

 จากคุณ : ศิริพร [ 12 ธ.ค. 2546 / 05:52:53 น. ]
     [ IP Address : 203.113.57.101 ]


 ความคิดเห็นที่ 31 : (อติ)

เฮือก... สอนระดับพระอรหันต์เลยหรอครับ

ึคุณบรรพต อ. สอนพระอรหันต์หรอครับ  .. !!!

 จากคุณ : อติ [ 12 ธ.ค. 2546 / 10:09:39 น. ]
     [ IP Address : 203.170.157.129 ]


 ความคิดเห็นที่ 32 : (อติ)

อ่อ  อีกประการ  
ผมจำได้ว่า
คุณบรรพต อ. ลั่นวาจาไว้แล้วว่าจะไม่กล่าวล่วงเกิน หรือก้าวก่าย
สำนักอื่น ๆ นี่ครับ

 จากคุณ : อติ [ 12 ธ.ค. 2546 / 10:12:19 น. ]
     [ IP Address : 203.170.157.129 ]


 ความคิดเห็นที่ 33 : (กำลังฟุ้ง)

ผู้อ่านทุกท่านครับ อาการของโมฆะบุรุษผู้นี้ผมสงสัยว่าจะเป็นวิปัสสนูปกิเลส โมฆะบุรุษผู้นี้มักจะเอ่ยปากอ้างสัมมาสมาธิอยู่บ่อยครั้ง แต่ผมกลับเกิดเอะใจสงสัยว่าโมฆะบุรุษผู้นี้น่าจะติดมิจฉาสมาธิอยู่ต่างหาก จะตั้งเป็นกระทู้ใหม่ก็กลัวจะเป็นเรื่องราวที่ไม่พึงปราถนาของเวบบอร์ดโดยรวม เลยขอยกลิงค์ของกระทู้เก่าๆในลานธรรมมาดังนี้ครับ

http://dharma.school.net.th/cgi-bin/kratoo.pl/001764.htm

(ทำสมาธิไม่ถูกหลักจึงเพี้ยนไปไม่รู้ตัว--โดยพระอาจารย์ทูล )

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 12 ธ.ค. 2546 / 10:15:34 น. ]
     [ IP Address : 203.118.81.187 ]


 ความคิดเห็นที่ 34 : (กอบ)

คุณบรรพต อ.
สอนพระอรหันต์ หรือสอนธรรมสำหรับบรรลุเป็นพระอรหันต์ ครับ

ถ้าสอนพระอรหันต์ ยังต้องมีอะไรสอนท่านหรือครับ เพราะท่านเสร็จกิจของท่านแล้วนี่น่าครับ ก็เหลือแต่ช่วยเหลือผู้อื่นต่อไปเท่านั้นเอง


อันนี้ไม่ได้ว่า หรือตำหนิ น่ะครับ อยากรู้จริงๆ

 จากคุณ : กอบ [ 12 ธ.ค. 2546 / 11:40:30 น. ]
     [ IP Address : 202.57.168.192 ]


 ความคิดเห็นที่ 35 : (คนรู้น้อย)

ขอโอกาสทุกท่านครับ ขออนุญาตแสดงความเห็นแบบคนที่ยังไม่ค่อยรู้อะไรสักเท่าไหร่หน่อยนะครับ

หยุดเถอะครับ ทุกท่าน อย่างน้อยพระพุทธองค์ท่านก็ทรงเคยเน้นให้สำรวจความผิดของตนเองมากกว่าความผิดของผู้อื่นนะครับ ดังนั้นเรามาดูความไม่รู้ มาดูกิเลสของเราเองน่าจะดีกว่านะครับ อย่างน้อยผมก็เชื่อว่าขณะที่เรากำลังว่าผู้อื่นอยู่นั้น จิตเราเองก็คงไม่ดีสักเท่าไรใช่ไหมครับ

ผมเชื่อว่าทุกท่านคงหวังดีกับพุทธศาสนา อย่างน้อยการทำจิตใจของตนเองให้ดีที่สุดก็น่าจะเป็นการทำนุบำรุงศาสนาขั้นแรกสุดสำหรับทุกคนนะครับ

 จากคุณ : คนรู้น้อย [ 12 ธ.ค. 2546 / 15:17:19 น. ]
     [ IP Address : 192.168.1.34 ]


 ความคิดเห็นที่ 36 : (ศิรพร)

              ท่านทั้งหลาย.........เขาหยุดกันตั้งนานแล้ว
               คุณ..คนรู้น้อย..(แต่มีปัญญามาก ) เรามาแข่งกันหยุด.....นะคะ
              สาม...สอง....หนึ่ง...เริ่ม

 จากคุณ : ศิรพร [ 12 ธ.ค. 2546 / 17:07:37 น. ]
     [ IP Address : 203.113.57.102 ]


 ความคิดเห็นที่ 37 : (ว่าง (แต่ยังไม่หยุด)จากเวปอื่น)

จะให้ผมเปลี่ยนชื่อเป็น หยุดจากเวปอื่น รึคุณศิรพร

 จากคุณ : ว่าง (แต่ยังไม่หยุด)จากเวปอื่น [ 12 ธ.ค. 2546 / 17:27:15 น. ]
     [ IP Address : 203.107.207.240 ]


 ความคิดเห็นที่ 38 : (ศิรพร)

          เปล่าเจ้าค่ะ  ขออโหสิกรรมนะคะไม่ได้มีเจตนาจะล่วงเกิน  เพียงแต่คุยกับ
คุยกับคุณ....คนรู้น้อย...เท่านั้น ค่ะ ข้าผู้น้อย...มิบังอาจ...จริงๆนะคะ
ด้วยความบริสุทธิ์ใจเป็นที่ตั้ง  คุณว่างลองอ่านดูความคิดเห็นที่ 35 ก่อนนะคะ
ใจเย็นๆเจ้าค่ะ สวัสดีค่ะ






 จากคุณ : ศิรพร [ 12 ธ.ค. 2546 / 17:58:30 น. ]
     [ IP Address : 203.113.57.104 ]


 ความคิดเห็นที่ 39 : (กำลังฟุ้ง)

จากความคิดเห็นที่ 29

เมื่อสมัยก่อนจะมีคนๆหนึ่งที่ใช้ชื่อว่า "นารายณ์" ครับ ไม่น่าใช่เวบสโนว์หรอกน่าจะเป็นนายนารายณ์มากกว่า และผมก็ค่อนข้างจะแน่ใจว่าน่าจะเป็นนายนารายณ์เสีย 80% แล้ว

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 13 ธ.ค. 2546 / 20:35:58 น. ]
     [ IP Address : 202.133.141.6 ]


 ความคิดเห็นที่ 40 : (กำลังฟุ้ง)

ตอนนี้ผมมั่นใจแล้วว่าโมฆะบุรุษผู้นี้เคยใช้ชื่อเดิมว่า "นารายณ์" ครับ และข้อสงสัยที่มีมาโดยตลอดก็ได้รับการคลี่คลายแล้วว่าเหตุใดโมฆะบุรุษนี้จึงมีพฤติกรรมต่างๆแปลกๆ เช่น โจมตีผู้ใช้บริการเวบบอร์ดบางคน ทั้งนี้ก็เพราะแค้นฝังลึกในอดีตนั่นเอง

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 13 ธ.ค. 2546 / 21:40:29 น. ]
     [ IP Address : 202.133.141.6 ]


 ความคิดเห็นที่ 41 : (อภิมหา WebSnow ขวัญใจสาวไทย)

บรรพต อ. ไม่ใช่ผม ยังไม่รู้จักกัน
ผมอยู่อังกฤษดูได้จาก IP ที่แตกต่าง
-----------------------------------------------------------------
ที่แล้วๆผม ผมมาทดลองเพื่อเป็นการทดสอบเรื่องทางใจชาวลานธรรมครับ

[img]http://www.palungjit.com/ex/images/super_websnow.jpg[/img]

อภิมหาเวบสโนว์ โอเค___________สุดเท่ห์ เก๋ เก่ง เจ๋งไม่เหมือนใคร
ไวที่สุดในทางช้างเผือก__________เป็นผู้ถูกเลือกคนนับโกฐ
โคตรทรงอภิญญามหาอภินิหาร____ มนุษย์ดาวอังคารอวตารมา
ข้ามเวลาเป็นว่าเล่น______________โดดเด่นไม่เป็นรองใคร
ผู้เกรียงไกรแห่งโลกคู่ขนาน_______พิสดารสุดบรรยาย
ผู้ทำนายอนาคตแสนสดใส________ใจร่าเริง เปรียบเพลิงบรรลัยกันต์
เขาผู้นั้นใช่อื่นใด ก็คนไทยนะเธอ___Super WebSnow Open Worlds !!!
***************************************************************************


บรรพต อ. อาจจะชอบแนว วิชาสาม อภิญญา
ถ้าใครสนใจแนวนี้ไปเยี่ยมชมเว็ปพลังจิตบ้างนะครับ
http://www.palungjit.com/smati/
http://www.palungjit.com/board/

 จากคุณ : อภิมหา WebSnow ขวัญใจสาวไทย [ 14 ธ.ค. 2546 / 17:55:29 น. ]
     [ IP Address : 217.44.184.139 ]


 ความคิดเห็นที่ 42 : (WebSnow สุดหล่อ ขวัญใจของสาวๆ)



อภิมหาเวบสโนว์ โอเค___________สุดเท่ห์ เก๋ เก่ง เจ๋งไม่เหมือนใคร
ไวที่สุดในทางช้างเผือก__________เป็นผู้ถูกเลือกคนนับโกฐ
โคตรทรงอภิญญามหาอภินิหาร____ มนุษย์ดาวอังคารอวตารมา
ข้ามเวลาเป็นว่าเล่น______________โดดเด่นไม่เป็นรองใคร
ผู้เกรียงไกรแห่งโลกคู่ขนาน_______พิสดารสุดบรรยาย
ผู้ทำนายอนาคตแสนสดใส________ใจร่าเริง เปรียบเพลิงบรรลัยกันต์
เขาผู้นั้นใช่อื่นใด ก็คนไทยนะเธอ___Super WebSnow Open Worlds !!!

 จากคุณ : WebSnow สุดหล่อ ขวัญใจของสาวๆ [ 14 ธ.ค. 2546 / 17:58:34 น. ]
     [ IP Address : 217.44.184.139 ]


 ความคิดเห็นที่ 43 : (ว่างจากเวปอื่น)

เวปสโน อยู่อังกฤษต่ออีกอย่าเกิน 9 ปีนะ และกลับมาเมืองไทยดีกว่า และจะพ้นจาก เพลิงบรรลัยกันต์ จ๊ะ

 จากคุณ : ว่างจากเวปอื่น [ 15 ธ.ค. 2546 / 11:30:35 น. ]
     [ IP Address : 203.107.203.227 ]


 ความคิดเห็นที่ 44 : (บรรพต อ.)

สวัสดีครับ Web snow
ยินดีที่ได้รู้จักครับ ว่างๆจะไปเยี่ยมครับ
ตอบรวมนะครับ ผมสอนให้เป็นพระอรหันต์ครับ ทุกสายนะครับ รับนรองผลครับ
แต่ตอนนี้ขอหยุดก่อนนะครับ เพราะไปเปิด mail แล้วเครื่องเจ๊ง!ครับ ตอนนี้เอา
เครื่องไปแคมครับ ยังไม่ได้ครับ
คุณว่างจากเว็ปอื่น เมื่อไหร่จะได้ไปนั่งกินข้าวด้วยกัน

 จากคุณ : บรรพต อ. [ 15 ธ.ค. 2546 / 18:31:34 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.11 ]


 ความคิดเห็นที่ 45 : (บรรพต อ.)

จาก มหาสกุลุทายิสูตร  ด้านบนจะเห็นว่าการจะบรรลุอรหัตผลนั้นต้องอาศัย ฌาน ๔ เพราะ ฌาน ๔ คือ สัมมาสมาธิ นั่นเอง

ดังนั้น การถอดจิต ก็คือ สัมมาสมาธิ ที่ใช้ร่วมกับ มรรคอีก ๗ ข้อ ครับ
จากผลการปฎิบัติ ผมจึงไม่เชื่อ พุทธทาส ครับ

 จากคุณ : บรรพต อ. [ 16 ธ.ค. 2546 / 05:58:57 น. ]
     [ IP Address : 203.113.36.12 ]


 ความคิดเห็นที่ 46 : (ว่างจากเวปอื่น)

ด้วยความยินดีครับ คุณบรรพต แต่เปลี่ยนเป็นการสนทนาธรรมตามวาระนะครับ และคุณบรรพตอย่าคาดหวังคุณวิเศษในตัวผมมาก เพราะผมไม่ปรารถนาคุณวิเศษใดๆ ครับ (ขอทราบ email ของท่านด้วย)

 จากคุณ : ว่างจากเวปอื่น [ 16 ธ.ค. 2546 / 09:01:44 น. ]
     [ IP Address : 203.107.206.215 ]


 ความคิดเห็นที่ 47 : (บรรพต อ.)


BRRPTa@thaimail.com


 จากคุณ : บรรพต อ. [ 16 ธ.ค. 2546 / 11:31:10 น. ]
     [ IP Address : 203.113.36.9 ]


 ความคิดเห็นที่ 48 : (กำลังฟุ้ง)

การถอดจิตไม่ใช่สัมมาสมาธิ และการถอดจิตก็ไม่ใช่ณาน 4 โมฆะบุรุษอย่างนายนารายณ์กล่าวตู่พระธรรม(อีกแล้ว)

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 16 ธ.ค. 2546 / 15:55:42 น. ]
     [ IP Address : 202.133.162.157 ]


 ความคิดเห็นที่ 49 : (ว่างจากเวปอื่น)

577 พระเสขะอาจเสื่อมได้

ปัญหา พระเสขะจะเสื่อมจากมรรคผลชั้นต่ำได้หรือไม่ เพราะอาศัยอะไร ?

พุทธดำรัสตอบ “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้เป็นไปเพื่อความเสื่อมแก่ภิกษุผู้ยังเป็นพระเสขะ ธรรม ๒ อย่างคืออะไร คือ ความโกรธ ๑ ความผูกโกรธไว้ ความลบหลู่ท่าน ๑ ความดีเสมอ ๑ ความริษยา ๑ ความตระหนี่ ๑.... มายา ๑ โอ้อ้วด ๑... ความไม่ละอายบาป ๑ ความไม่เกรงกลัวบาป ๑....


พระสูตรนอกปัณณาสก์ ทุก. อํ. (๔๒๙)
ตบ. ๒๐ : ๑๒๑ ตท. ๒๐ : ๑๐๘
ตอ. G.S. ๑ : ๘๒-๘๓

 จากคุณ : ว่างจากเวปอื่น [ 16 ธ.ค. 2546 / 16:29:26 น. ]
     [ IP Address : 203.107.209.6 ]


 ความคิดเห็นที่ 50 : (กำลังฟุ้ง)

"ถ้าฝึกได้แล้ว อย่าได้มี มานะคิดว่ากูแน่แล้ว เก่งแล้ว ถ้ายังตัดกิเลสไม่หมดใจเพียงใด อย่าคิดว่าแน่เป็นอันขาด เพราะว่าฌานโลกีย์ย่อมมีการเสื่อมได้"

เอามาจากเวบของนาย WebSnow นั่นแหละ หลวงพ่อฤาษีลิงดำของโมฆะบุรุษ(นายนารายณ์)ยังบอกเลยว่าณานโลกีย์และก็บอกอีกว่าเสื่อมได้ พวกฤทธิ์พวกนี้น่ะพึ่งไม่ได้หรอก ครูบาอาจารย์พระป่ากี่คนๆก็บอกว่าพึ่งไม่ได้ ระวังมันจะติด ระวังมันจะหลอกเอา

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 16 ธ.ค. 2546 / 16:29:31 น. ]
     [ IP Address : 202.133.177.108 ]


 ความคิดเห็นที่ 51 : (ว่างจากเวปอื่น)

322 ผู้ไม่วิวาทกับใคร

ปัญหา มีผู้กล่าวว่า พระพุทธเจ้าทรงขัดแย้งกับโลกในการสั่งสอน จริงหรือไม่ ?

พุทธดำรัสตอบ “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่ทะเลาะวิวาทกับโลกแต่โลกย่อมวิวาทกับเรา บุคคลผู้สอนแต่ธรรมอยู่ไม่วิวาทกับใคร ๆ ในโลก สิ่งใดที่บัณฑิตในโลกสมมติว่าไม่มี แม้เราก็กล่าวสิ่งนั้นว่าไม่มี สิ่งในที่บัณฑิตในโลกสมมติว่ามี แม้เรากล่าวสิ่งนั้นว่ามี..””
“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดที่บัณฑิตในโลกสมมติว่าไม่มี คืออะไร ? คือ รูปที่เที่ยง ยั่งยืน มั่นคง มีความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา บัณฑิตในโลกสมมติว่าไม่มี แม้เราก็กล่าวรูปนั้นว่าไม่มี เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่เที่ยง ยั่งยืน โลกสมมติว่าไม่มี แม้เราก็กล่าวว่าไม่มี....
“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดที่บัณฑิตในโลกสมมติว่ามี คืออะไร ? คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ที่บัณฑิตในโลกสมมติว่ามี แม้เราก็กล่าวว่า มี....


ปุปผสูตร ขันธ. สํ. (๒๓๘)
ตบ. ๑๗ : ๑๖๙-๑๗๐ ตท. ๑๗ : ๑๔๘
ตอ. K.S. ๓ : ๑๑๗

 จากคุณ : ว่างจากเวปอื่น [ 16 ธ.ค. 2546 / 16:41:18 น. ]
     [ IP Address : 203.107.209.6 ]


 ความคิดเห็นที่ 52 : (กำลังฟุ้ง)

จากความเห็นที่ 49

ไม่ควรด่วนสรุปว่าเป็นการเสื่อมจากมรรคผลนะครับคุณว่างจากเวปอื่น หนังสือเล่มนั้นที่คุณอ้างอิง หัวข้อกับคำในพระไตรปิฏกบางทีก็ไม่สัมพันธ์กัน

ในความเห็นส่วนตัวของผม เสื่อมในที่นี้อาจจะหมายความว่าไม่ก้าวหน้าจากจุดที่เป็นอื่นมากกว่า คือเป็นพระเสขะเช่นโสดาบัน ก็ไม่อาจก้าวเป็นพระเสขะชั้นอื่นที่สูงกว่า หรือไม่ก็อาจเป็นเรื่องเสื่อมในความหมายอื่น เช่น เสื่อมลาภ ยศ สรรเสริญ ฯลฯ ในพระไตรปิฏกไม่ได้บอกชัดว่าเสื่อมจากความเป็นพระเสขะ สังเกตุดูตรวจสอบดูได้ไม่ได้บอกเช่นนั้นเลย ผู้รวบรวมหนังสือกล่าวสรุปเอาเองทั้งนั้นครับ

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 16 ธ.ค. 2546 / 16:44:06 น. ]
     [ IP Address : 202.133.177.108 ]


 ความคิดเห็นที่ 53 : (กำลังฟุ้ง)

ความเห็นที่ 51 เป็นเรื่องที่อ่านแล้วยิ้ม พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าท่านไม่ขัดแย้งกับบัณฑิต แต่บัณฑิตตามนัยของพระพุทธเจ้าท่านในโลกมีสักกี่คนกัน? คนโง่ซึ่งเป็นชนส่วนใหญ่ในโลกย่อมบอกว่าขันธ์ 5 เที่ยง แต่บัณฑิตซึ่งเป็นชนส่วนน้อยในโลกบอกว่าขันธ์ 5 ไม่เที่ยง

คนเราทุกวันนี้เขาเป็นบัณฑิตตามนัยของพระพุทธเจ้าท่านไหมเล่า?

ปล. ใช้หนังสือเล่มนั้นอ้างอิงต้องพิจารณาด้วยความรอบคอบนะครับ เรื่องบางเรื่องผู้รวบรวมเขาสรุปเอาเองเฉยเลย

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 16 ธ.ค. 2546 / 16:51:07 น. ]
     [ IP Address : 202.133.177.108 ]


 ความคิดเห็นที่ 54 : (บรรพต อ.)


ทำไมไม่อ่านความ คิดเห็นที่
มหา สุกุลุทายิสูตร
ถอดจิตนี่ พุทธดำรัส แท้ๆเลย บาปจริงๆ


 จากคุณ : บรรพต อ. [ 16 ธ.ค. 2546 / 17:45:13 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.9 ]


 ความคิดเห็นที่ 55 : (บรรพต อ.)

เพราะมีอาจารย์ผิด จึงกล้าลบหลู่ พุทธพจน์

 จากคุณ : บรรพต อ. [ 16 ธ.ค. 2546 / 17:47:06 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.9 ]


 ความคิดเห็นที่ 56 : (บรรพต อ.)

เรื่องพระเดชพระคุณหลวงพ่อฤาษีลิงดำ ไปคุยกับ Web Snow
ผมไม่ได้สอน มโนมยิทธิ นะครับ ผมสอน เฉพาะ วิญญาณัญจายตนฌาน
กับ สติปัฎฐาน ๔ ฌาน ๔ และไตรลักษณ์ นะครับ


 จากคุณ : บรรพต อ. [ 16 ธ.ค. 2546 / 17:52:32 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.9 ]


 ความคิดเห็นที่ 57 : (ศิริพร)

        ขอเรียนถามว่าอีเมล์ในความคิดเห็นที่47  ทำไมถึงส่งไม่ได้คะ   สวัสดีค่ะ
ถ้างั้นก็ขอถือโอกาสอวยพรปีใหม่เลยนะคะ  ขอให้มีความสงบสุขในการปฏิบัติธรรมค่ะ  ขอให้ทั้งอาจารย์และลูกศิษย์  จงมีสุขภาพที่แข็งแรงปลอดภัยนะคะ
ตลอดปีและตลอดไปค่ะ  สวัสดีค่ะ  ขอเจริญในธรรมค่ะ    

 จากคุณ : ศิริพร [ 16 ธ.ค. 2546 / 21:41:52 น. ]
     [ IP Address : 203.113.57.101 ]


 ความคิดเห็นที่ 58 : (กำลังฟุ้ง)

โมฆะบุรุษนารายณ์(บรรพต อ.)นี่มิจฉาทิฏฐิสุดกู่จริงๆ ขนาดพุทธดำรัสยังกล้าบิดเบือน หนำซ้ำยังบิดเบือนแล้วบิดเบือนเล่า

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 16 ธ.ค. 2546 / 23:00:17 น. ]
     [ IP Address : 203.107.198.152 ]


 ความคิดเห็นที่ 59 : (บรรพต อ.)


ปีม่นี้ห้มีแต่วาสุวาริช่ดีกัรัรูศิริ

ทางโลกร่ำรวย ทางธรรมพ้นทุกข์ เรื่องเล็กเรื่องใหญ่ทำสำเร็จทุกเมื่อ

-----------------------------------------------------------------------------
BRRPTa@hotmail.com
BRRPTa@thaimail.com

 จากคุณ : บรรพต อ. [ 17 ธ.ค. 2546 / 08:45:06 น. ]
     [ IP Address : 203.113.36.9 ]


 ความคิดเห็นที่ 60 : (ศิริพร)

      สวัสดีค่ะ  ได้รับเมล์แลวนะคะ แต่ตัวอักษร เป็นตัวพิมพ์เล็กนะคะ
     แบบนี้ค่ะ  brrbta @hotmail. com  พอดีว่ามีคุณ pisute85
    ถามถึงเรื่องการพิจารณาวัดที่ควรจะทำบุญนะค่ะ  ตอบไม่ได้ก็เลยคิดว่าจะเรียนถามผู้ที่มีความรู้ต่ออีกทีค่ะ   ขอให้คุณบรรพต อ. จงเจริญในธรรมที่ได้ปฏิบัตินะคะ  ขอบพระคุณค่ะ

 จากคุณ : ศิริพร [ 17 ธ.ค. 2546 / 17:53:14 น. ]
     [ IP Address : 203.113.57.100 ]


 ความคิดเห็นที่ 61 : (สาธร)

คุณบรรพต น่าจะตอบคำถามคุณกำลังฟุ้ง ด้วยเหตุด้วยผล ในเนื้อหาธรรมะ มากกว่า มุ่งโจมตี กล่าวร้าย ตัวบุคคล ซึ่งไม่ได้อะไรขึ้นมา นอกจากจะเป็นการอาฆาตมาดร้ายกัน ซึ่งคงไม่เหมาะสมกับลานสนทนาธรรม

คนดูรอบนอกอย่างผม คอยฟังอยู่ครับ ถ้าอธิบายพุทธดำรัส ที่ยกมาอ้างอิงได้ก็จะเป็นประโยชน์แก่ผู้ศึกษามาน้อยอย่างผม และคนทั่วๆ ไป ครับ

 จากคุณ : สาธร [ 18 ธ.ค. 2546 / 20:32:19 น. ]
     [ IP Address : 203.107.205.136 ]


 ความคิดเห็นที่ 62 : (บรรพต อ.)

งง!

 จากคุณ : บรรพต อ. [ 18 ธ.ค. 2546 / 20:51:21 น. ]
     [ IP Address : 203.113.36.12 ]


 ความคิดเห็นที่ 63 : (เลือก)

บัณฑิต กับ พาล ต่างกันอย่างไร
บัณฑิต เมื่อใกล้ชิด พูดคุย ทำให้ฉลาดขึ้น ทำให้มีปัญญา แม้ในทางโลกหรือธรรม
พาล เมื่อใกล้ชิด พูดคุย ทำให้เสื่อม ทำให้ร้อน หาความสงบมิได้ ไม่เป็นมงคล

 จากคุณ : เลือก [ 18 ธ.ค. 2546 / 21:38:40 น. ]
     [ IP Address : 203.156.21.191 ]


 ความคิดเห็นที่ 64 : (เพิ่มเติม)

พาล มักไม่เคารพเหตุผล  เมื่อจำนนด้วยเหตุผล ก็พาลหาเรื่องอื่นต่อไปไม่จบ
โบราณว่า เอาสีข้างเข้าถู  เห็นจริงดังโบราณสอน  เหนื่อยเปล่า 
พ่อจึงสอนไม่ให้คบคนพาล

 จากคุณ : เพิ่มเติม [ 18 ธ.ค. 2546 / 22:26:16 น. ]
     [ IP Address : 203.156.21.191 ]


 ความคิดเห็นที่ 65 : (เห็นด้วยกับความเห็นที่61)

คุณบรรพต น่าจะตอบคำถามคุณกำลังฟุ้ง ด้วยเหตุด้วยผล ในเนื้อหาธรรมะ มากกว่า มุ่งโจมตี กล่าวร้าย ตัวบุคคล ซึ่งไม่ได้อะไรขึ้นมา นอกจากจะเป็นการอาฆาตมาดร้ายกัน ซึ่งคงไม่เหมาะสมกับลานสนทนาธรรม

คนดูรอบนอกอย่างผม คอยฟังอยู่ครับ ถ้าอธิบายพุทธดำรัส ที่ยกมาอ้างอิงได้ก็จะเป็นประโยชน์แก่ผู้ศึกษามาน้อยอย่างผม และคนทั่วๆ ไป ครับ

 จากคุณ : เห็นด้วยกับความเห็นที่61 [ 18 ธ.ค. 2546 / 22:39:07 น. ]
     [ IP Address : 203.156.21.191 ]


 ความคิดเห็นที่ 66 : (บรรพต อ.)

งง! 2

 จากคุณ : บรรพต อ. [ 18 ธ.ค. 2546 / 23:12:30 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.12 ]


 ความคิดเห็นที่ 67 : (nothing)

อย่าทำให้  "พุทธพจน์"  กลายเป็น "บรรพตพจน์" ก็แล้วกัน...

 จากคุณ : nothing [ 19 ธ.ค. 2546 / 13:51:58 น. ]
     [ IP Address : 203.113.60.8 ]


 ความคิดเห็นที่ 68 : (บรรพต อ.)


พุน์ท้รัไม่ล้าคิรั
 

 จากคุณ : บรรพต อ. [ 19 ธ.ค. 2546 / 14:21:36 น. ]
     [ IP Address : 203.113.36.11 ]


 ความคิดเห็นที่ 69 : (สาธร)

พุทธศาสนา คือวิชา ที่เปลื้องปลุก
มิให้คน ทนทุกข์ เท่าเส้นขน
แต่คนรับ รับมา ท่าสัปดน
มาทำตน ให้ทุกข์ รุกขึ้นไป

ให้ยึดมั่น ขลาดเขลา เมาศาสนา
สอนเป็นบ้า เรียนเป็นบ้า คว้ากันใหญ่
สร้างเป็นบ้า จนเป็นฝ้า บังจิตใจ
เกิดฝักฝ่าย พวกพรรค รักสู้กัน

ส่วนพระธรรม คำสอน สิ่งดับทุกข์
ไม่สนใจ ทำให้ถูก ตามหลักนั่น
หลงส่งเสริม เพิ่มทุกข์ ลุกเป็นควัน
นี่แหละพันธุ์ พวกบ้า เจ้าข้าเอยฯ

 จากคุณ : สาธร [ 20 ธ.ค. 2546 / 21:24:13 น. ]
     [ IP Address : 61.19.208.108 ]


 ความคิดเห็นที่ 70 : (สาธร)

ไอ้จ๋อหนึ่ง กัดมังคุด ทั้งเปลือกฝาด
ก็อาละวาด ขว้างทิ้ง กลิ้งหลุนหลุน
ไอ้จ๋อหนึ่ง มีปัญญา รู้ค่าคุณ
หยิบบิดุน กินเนื้อใน ชื่นใจลิง

คนโง่งับ ศาสนา ร้องว่าฝาด
ก็อาละวาด โกรธใจ คล้ายผีสิง
สัตบุรุษ ขุดพระธรรม ได้ความจริง
ดื่มธรรมยิ่ง ดื่มสุข ทุกวันคืน

ลิงหรือคน ก็วิกล ได้ด้วยกัน
กลืนถูกมัน ก็กลืนคล่อง ไม่ต้องฝืน
กลืนทั้งเปลือก ตาเหลือก ตายทั้งยืน
กลืนเนื้อใน ชื่นมื่น รื่นเริงธรรมฯ

คัดบางตอนจาก หนังสือ หัวข้อธรรมในคำกลอน โดย พุทธทาสภิกขุ

 จากคุณ : สาธร [ 20 ธ.ค. 2546 / 21:26:08 น. ]
     [ IP Address : 61.19.208.108 ]


 ความคิดเห็นที่ 71 : (ต้นตอคำหยาบอยู่นี่เอง)

ว่าแล้วต้นตอมาจากอาจารย์จริงๆ

 จากคุณ : ต้นตอคำหยาบอยู่นี่เอง [ 20 ธ.ค. 2546 / 22:10:02 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.8 ]


 ความคิดเห็นที่ 72 : (สัมมาวาจา)

สัมมาวาจา

 จากคุณ : สัมมาวาจา [ 20 ธ.ค. 2546 / 22:20:48 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.8 ]


 ความคิดเห็นที่ 73 : (สาธร)

กราบขออภัยชาวลานธรรมที่นำ กลอนธรรมะในความคิดเห็นที่ 70 มาลงไว้ ในกระทู้ที่ร้อนๆ อย่างนี้ เลยทำให้เข้าใจผิดได้ ผมไม่ได้เจตนาให้มองว่าเป็นการกล่าวถึงผู้ใดเลย เห็นว่าตัวธรรมะน่าจะเตือนสติกันได้ ถ้าพิจารณาให้ดี ในความหมาย
กลอนธรรมะนี้มุ่งเน้นให้พิจารณาว่า สิ่งๆเดียวกันนั้น ถ้านำมาใช้ไม่ถูกต้อง ก็จะได้คุณได้โทษต่างกันไป มังคุดนั้น เป็นผลไม้ที่มีเปลือกที่ฝาด ห่อหุ้มเนื้อในที่หวานอร่อยไว้ ถ้าไม่รู้จักวิธีที่จะกินมังคุด กัดกินแบบผลแอปเปิล ก็จะบอกว่ารสชาดมังคุดไม่อร่อย มีรสฝาด แต่ถ้ารู้จักแกะเปลือกมังคุดออก เลือกกินแต่เนื้อในมัน ก็จะบอกว่า รสมังคุดนั้นอร่อย
เปรียบเสมือนเรื่องของศาสนา ถ้าเรารู้จักนำธรรมะมาปฏิบัติเพื่อให้ได้รับผล เป็นการดับทุกข์ หรือ ลด ละ ทำให้ทุกข์น้อยลง เบาบางลง ลด โลภ โกรธ หลง ลง เราก็ถือว่า ได้รับผล ได้รับ รสอันประเสริฐของศาสนานั้นๆ  แต่ถ้านำเรื่องศาสนามาเป็นเรื่องของการอวดตัว หรือไปข่มว่าศาสนาของตนดีกว่า ศาสนาอื่น อาจารย์ของตนดีกว่าอาจารย์ของผู้อื่น โดยไม่มุ่งเรื่องของตัวธรรมะที่นำไปปฏิบัติ เพื่อนำไปสู่จุดหมายของศาสนาแล้ว ก็เป็นเรื่องของการนำศาสนามาใช้ไม่ถูกต้อง ซึ่งเป็นเหตุวุ่นวายอยู่ในขณะนี้ ในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก
กราบขออภัยอีกครั้งครับ .. ทราบแล้วเปลี่ยน.

 จากคุณ : สาธร [ 21 ธ.ค. 2546 / 10:19:13 น. ]
     [ IP Address : 61.19.209.166 ]


 ความคิดเห็นที่ 74 : (ปีวอกด้วย)


ปีนี้ปีวอกด้วย มีเสื้อปีวอกของพระเทพจำหน่ายด้วยครับ

 จากคุณ : ปีวอกด้วย [ 21 ธ.ค. 2546 / 10:28:22 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.13 ]


 ความคิดเห็นที่ 75 : (สนับสนุนคุณสาธร)

กลอนไม่ได้ใช้คำหยาบ  คนที่เห็นว่าเป็นคำหยาบเพราะใจ    นี่เอง

 จากคุณ : สนับสนุนคุณสาธร [ 21 ธ.ค. 2546 / 15:22:12 น. ]
     [ IP Address : 203.170.191.1 ]


 ความคิดเห็นที่ 76 : (สัมมาวาจา)


“เจตนาเครื่องงดเว้นจากการพูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ นี้เรียกว่า สัมมาวาจา...

 จากคุณ : สัมมาวาจา [ 21 ธ.ค. 2546 / 15:43:59 น. ]
     [ IP Address : 203.113.36.9 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!