ความคิดเห็นที่ 14 : (กำลังฟุ้ง)
ผมเขียนเหตุผลมากมายทั้งกระทู้ที่ 10653 กระทู้ที่ 10582 แม้แต่กระทู้ที่ 10683 ก็มีเขียนถึง นี่อะไรกัน อยู่ๆก็มาตั้งเป็นกระทู้ใหม่แบบนี้ก็ลำบากคนอ่านเขาต้องไปย้อนดูเหตุผลที่ผมโพสไว้อีก และคำถามที่ผมตั้งไว้ทั้ง 4 ข้อก็ไม่นำมาด้วย แหมโมฆะบุรุษผู้นี้ช่างมีน้ำใจเป็นนักกีฬาจริงๆ (นักกีฬาประเภทขี้โกงหรือแพ้แล้วพาล)
มิหนำซ้ำยังไม่พอโมฆะบุรุษผู้นี้ยังบิดเบือนพุทธพจน์ซ้ำในกระทู้นี้อีก เรื่องของเรื่องก็มาจากพระสูตรเหตุผลที่สาวกเคารพพระพุทธเจ้านี่แหละครับ สูตรนี้พระพุทธเจ้าทรงตรัสแก่เหล่าปาริพาชก (นักบวชนอกพุทธศาสนา) ครั้งแรกพระพุทธเจ้าท่านก็ถามพระอุทายีก่อนว่าพระอุทายีคิดว่ามีเหตุไหนที่คนเคารพพระพุทธเจ้า ท่านอุทายีก็บอกมา 5 ข้อ(ฉันอาหารน้อย จีวรเศร้าหมอง ฯลฯ) แต่ก็ไม่ใช่สักกะข้อ พระพุทธเจ้าก็ทรงตรัสว่าเหตุที่สาวกนับถือพระองค์ก็มี 5 ข้อเหมือนกัน ทีนี้เรื่องของเรื่องมันอยู่ตรงข้อที่ 5 ครับ พระพุทธเจ้าบอกว่าเหตุที่พระสาวกนับถือท่านก็เพราะเมื่อปฏิบัติตามคำปฏิปทาของพระองค์แล้วจะบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญา (พระอรหัต)
ทีนี้เวลาที่ท่านบอกกล่าวท่านก็จะบอกกล่าวเช่นว่า ปฏิบัติตามปฏิปทาของท่านแล้ว เจริญสิปัฏฐานสี่ จะทำเช่นนั้นเช่นนี้ได้ พอจบประโยคนี้ท่านก็จะขึ้นประโยคใหม่ (มีเครื่องหมาย "." กำกับ) ว่าปฏิบัติตามปฏิปทาที่ท่านบอกแล้ว เจริญสติปัฏฐานสี่นั้นแล สาวกของเราเป็นอันมากจึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญา แล้วก็กำกับด้วยเครื่องหมาย "." อีกที
ย่อหน้าถัดไปท่านก็บอกในรูปแบบเดิม เปลี่ยนจากสติปัฏฐาน 4 เป็นสัมมัปปธาน 4 แล้วก็เป็น อิทธิบาท 4, อินทรีย์ 5, พละ 5, โพชฌงค์ 7, อริยมรรค 8, วิโมกข์ 8, อภิภายตนะ 8, กสิณายตนะ 10, ญาณ 4 เมื่อเจริญสิ่งเหล่านี้จะทำเช่นนั้นเช่นนี้ได้ พอจบประโยคโดยกำกับไว้ด้วยเครื่องหมาย "." ก็ขึ้นประโยคใหม่ ว่าปฏิบัติตามปฏิปทาที่ท่านบอกแล้ว เจริญ...(สัมมัปปธาน4 อิทธิบาท 4 ฯลฯเรื่อยไปจนถึงญาณ4)
ย่อหน้าในส่วนถัดมาพระองค์ก็จะบอกว่าปฏิบัติตามปฏิปทาของท่านแล้ว ย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า กายของเรานี้แล มีรูป ประกอบด้วยมหาภูต ๔ เกิดแต่บิดามารดา เติบโตขึ้นด้วยข้าวสุกและขนมสด ไม่เที่ยง ต้องอบ ต้องนวดฟั้น มีอันทำลายกระจัดกระจายเป็นธรรมดาและวิญญาณของเรานี้ ก็อาศัยอยู่ในกายนี้ เนื่องอยู่ในกายนี้ พบจบประโยคด้วยเครื่องหมาย "." แล้ว ก็ท่านบอกว่า ก็เพราะสาวกทั้งหลายของท่าน ปฏิบัติตามปฏิปทาที่ท่านบอกแล้วย่อมรู้ชัดอย่างนี้แล สาวก ของท่านเป็นอันมากจึงได้บรรลุบารมี อันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่ (จบประโยคด้วยเครื่องหมาย "." อีกที
ต่อไปเป็นเรื่องที่เป็นปัญหาอยู่ครับ (ตรงนี้แหละครับที่โมฆะบุรุษกล่าวตู่) คือสาวกของท่านปฏิบัติตามปฏิปทาของท่านจะนิมิตกายอื่นจากกายนี้ มีรูปเกิดแต่ใจ มีอวัยวะน้อยใหญ่ครบถ้วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง (จบพระโยคด้วยเครื่องหมาย "." พอจบประโยคนี้ก็ตามด้วยประโยคอุปมาอุปมัย) พอเสร็จแล้วพระพุทธเจ้าท่านก็พูดอีกประโยคว่า ก็เพราะสาวกทั้งหลายของท่าน ปฏิบัติตามปฏิปทาที่ท่านบอกนั้นแล สาวกของท่านเป็นอันมากจึงบรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่ (จบประโยคด้วยเครื่องหมาย ".") จะสังเกตุได้ว่าตอนนี้ท่านสรุปแค่ทำตามปฏิปทาของท่านไม่ได้บอกว่าปฏิบัติตามปฏิปทาแล้วตามด้วยนิมิตกายหรืออะไร
จากนี้ก็จะเป็นรูปประโยคทำนองนี้ครับ คือปฏิบัติตามที่ท่านบอกสาวกจะบรรลุอิทธิวิธีหลายประการ คือ คนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ ทำให้ปรากฏก็ได้ ทำหายไปก็ได้ ทะลุฝากำแพงภูเขาไปได้ไม่ติดขัดเหมือนไปในที่ว่างก็ได้. ผุดขึ้นดำลงในแผ่นดินเหมือนในน้ำก็ได้ เดินบนน้ำไม่แตกเหมือนดินบนแผ่นดินก็ได้. เหาะไปในอากาศ เหมือนนกก็ได้. ลูบคลำพระจันทร์พระอาทิตย์ซึ่งมีฤทธิ์ มีอานุภาพมากด้วยฝ่ามือก็ได้ ใช้อำนาจทางกายไปตลอดพรหมโลกก็ได้, ย่อมได้ยินเสียง ๒ ชนิด คือเสียงทิพย์และเสียงมนุษย์ทั้งที่อยู่ไกลและใกล้ ด้วยทิพยโสตธาตุอันบริสุทธิ์ล่วงโสตของมนุษย์, ย่อมกำหนดรู้ใจของสัตว์อื่นของบุคคลอื่นด้วยใจ, ย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก, ย่อมเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติ เลว ประณีต ฯลฯ (ยาวครับใรสนใจอ่านในพระสูตรได้) , มาถึงอันสุดท้ายคือย่อมทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้เพราะอาสวะสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งของตนเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่
ซึ่งพอจบส่วนหนึ่งท่านก็จะบอกอีกประโยคว่า ก็เพราะสาวกทั้งหลายของท่าน ปฏิบัติตามปฏิปทาที่ท่านบอกนั้นแล สาวกของท่านเป็นอันมากจึงบรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่ (จบประโยคด้วยเครื่องหมาย ".")
นี่ก็พยายามย่อแล้วนะครับพระสูตรนี้ (มหาสกุลุทายิสูตร) ตอนนี้แหละที่โมฆะบุรุษผู้นี้ตัดต่อข้อความเสียใหม่ จากที่เป็นปฏิบัติตามปฏิปทาของพระองค์แล้วจะได้ฤทธิ์ต่างๆอย่างหนึ่ง กับปฏิบัติตามปฏิปทาของพระองค์แล้วจะบรรลุพระอรหัตอีกอย่างหนึ่ง โมฆะบุรุษนี้ก็เปลี่ยนข้อความใหม่เป็นว่า ปฏิบัติตามปฏิปทาของพระพุทธเจ้าท่านจนได้ฤทธิ์ ดังนี้สาวกเป็นอันมากจึงบรรลุพระอรหัต (เพราะฤทธิ์) ซึ่งเห็นว่าไม่ตรงกับความหมายเดิมในพระสูตร
เห็นได้อีกจุดก็คือ ข้อความตั้งแต่นิมิตกายเรื่อยมาจนถึงทำให้แจ้งฯ เป็นข้อความที่แสดงถึงผลของการปฏิบัติตามปฏิปทาของพระองค์ (แตกต่างจากตอนที่พระองค์ตรัสถึงสติปัฏฐาน 4, อิทธิบาท 4 ฯลฯ)
ข้อสงสัยอีกประการคือจากที่มีการตัดแต่งข้อความนี้ เจตนาของโมฆะบุรุษผู้ตัดแต่งข้อความเป็นอย่างไร? เจตนาตัดแต่งเพราะต้องการบิดเบือนความหมายให้ตรงกับที่ตนเองต้องการหรือไม่? ด้วยเหตุใด?
|