โยนิโสมนสิการ คืออะไร
 เนื้อความ :

ได้ยินคำว่า "โยนิโสมนสิการ" เป็นประจำค่ะ  แต่ยังไม่เข้าใจแจ่มแจ้งนัก  เราสามารถจำแนกแจกแจงธรรมข้อนี้อย่างละเอียดได้อย่างไรค่ะ  เพื่อจะได้เป็นประโยชน์แก่ผู้ฝึกปฏิบัติยิ่ง ๆ ขึ้นไป

ขอเชิญผู้รู้ทุกท่านเข้ามาถกธรรมข้อนี้กันค่ะ

 จากคุณ : ลูกแก้ว [ 3 ธ.ค. 2546 / 09:50:12 น. ]
     [ IP Address : 210.4.144.66 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (kaan)

พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ของท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฎก ค้นผ่านลานธรรม
วันหลังสามารถใส่คำไปในหน้ากระทู้หลักของลานธรรมเสวนา ด้านบน แล้วค้นได้เองเลย
โยนิโสมนสิการ คือ การทำในใจโดยแยบคาย, กระทำไว้ในใจโดยอุบายอันแยบคาย,
การพิจารณาโดยแยบคายคือพิจารณาเพื่อเข้าถึงความจริงโดยสืบค้นหาเหตุผลไปตามลำดับจนถึงต้นเหตุ แยกแยะองค์ประกอบจนมองเห็นตัว
สภาวะและความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย หรือตริตรองให้รู้จักสิ่งที่ดีที่ชั่วยังกุศลธรรมให้เกิดขึ้นโดยอุบายที่ชอบ ซึ่งจะมิให้เกิดอวิชชาและตัณหา, ความรู้จักคิด, คิดถูกวิธี

 จากคุณ : kaan [ 3 ธ.ค. 2546 / 13:00:50 น. ]
     [ IP Address : 203.157.72.251 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (เพื่อนธรรมในกระดาน)

๑. ความหมาย จาก พจนานุกรมพุทธศาสตร์ โดยท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต)

โยนิโส โดยแยบคาย,โดยถ่องแท้, โดยวิธีที่ถูกต้อง, ตั้งแต่ต้นตลอดสาย, โดยตลอด

มนสิการ การทำในใจ,ใส่ใจ, พิจารณา

โยนิโสมนสิการ การทำในใจโดยแยบคาย, กระทำไว้ในใจโดยอุบายอันแยบคาย, การพิจารณาโดยแยบคายคือ พิจารณาเพื่อเข้าถึงความจริงโดยสืบค้นหาเหตุผลไปตามลำดับจนถึงต้นเหตุ แยกแยะองค์ประกอบจนมองเห็นตัวสภาวะและความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย หรือตริตรองให้รู้จักสิ่งที่ดีที่ชั่วยังกุศลธรรมให้เกิดขึ้นโดยอุบายที่ชอบ ซึ่งจะมิให้เกิดอวิชชาและตัณหา, ความรู้จักคิด, คิดถูกวิธี

อโยนิโสมนสิการ การทำในใจโดยไม่แยบคาย, การไม่ใช้ปัญญาพิจารณา, ความไม่รู้จักคิด, การปล่อยให้อวิชชาตัณหาครอบงำ

๒. จากหนังสือ “อธิบายมิลินทปัญหา” โดย อ.วศิน อินทสระ

พระนาคเสนกล่าวว่า มนสิการมีลักษณะยกขึ้น ปัญญามีลักษณะตัด ยกขึ้น ก็คือ ยกขึ้นพิจารณา เช่น ยกอารมณ์ขึ้นสู่วิปัสสนาวิถี คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แล้วตัดกิเลสด้วยปัญญา เปรียบเหมือนคนเกี่ยวข้าวด้วยเคียว เอามือหนึ่งจับกอข้าว จับเคียวด้วยมืออีกข้างหนึ่ง แล้วตัดกอข้าวให้ขากจากกัน ข้าที่ตัดแล้วย่อม ไม่งอกขึ้นอีก ฉันใด พระโยคาวาวรตัดกิเลสด้วยอรหัตตมรรคก็ฉันนั้น กิเลสที่ตัดได้แล้วเป็นสมุจเฉทปหาน ไม่เกิดขึ้นอีก เป็นอันตัดได้เด็ดขาด

ด้วยเหตุนี้ โยนิโสมนสิการจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งประการหนึ่งในการปฏิบัติธรรมทั้งขั้นต้น และขั้นสูง ในขั้นต้น พระพุทธองค์แสดงว่า โยนิโสมนสิการ เห็นเหตุเกิดของสัมมาทิฏฐิ ส่วน อโยนิโสมนสิการ เป็นเหตุเกิดของมิจฉาทิฏฐิ

๓. จากหนังสือ “พุทธธรรม” โดย ท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) และ พระไตรปิฎก

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๑ สุตตันตปิฎกที่ ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค

[๔๕๕] ธรรม ๙ อย่างที่มีอุปการะมาก เป็นไฉน ได้แก่ธรรมอันมีมูลมา แต่โยนิโสมนสิการ ๙ คือ เมื่อกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย ปราโมทย์ย่อมเกิดปีติย่อมเกิดแก่ผู้ปราโมทย์ กายของผู้มีใจกอปรด้วยปิติย่อมสงบ ผู้มีกายสงบ ย่อมเสวยสุข จิตของผู้มีสุขย่อมตั้งมั่น ผู้มีจิตตั้งมั่น ย่อมรู้เห็นตามเป็นจริง ผู้รู้เห็นตามเป็นจริง ตนเองย่อมหน่าย เมื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัดย่อมหลุดพ้น ธรรม ๙ อย่างเหล่านี้มีอุปการะมาก ฯ

ตามนัยพระพุทธพจน์เขียนให้ดูง่าย เป็น โยนิโสมนสิการ -> ปีติ  -> ปัสสัทธิ -> สุข -> สมาธิ -> ยถาภูตญาณทัสสนะ นิพพิทา -> วิราคะ -> วิมุติ

๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๙ สุตตันตปิฎกที่ ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค

โยนิโสมนสิการเป็นนิมิตแห่งอริยมรรค
http://dharma.school.net.th/cgi-bin/tread.pl?start_book=19&start_byte=46738
โยนิโสมนสิการเป็นเบื้องแรกแห่งโพชฌงค์
http://dharma.school.net.th/cgi-bin/tread.pl?start_book=19&start_byte=163869

[๔๔๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุมนสิการโดยแยบคาย กามฉันทะที่ยังไม่เกิดย่อมไม่เกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้ว เธอย่อมละเสียได้ พยาบาท ... ถีนมิทธะ ... อุทธัจจกุกกุจจะ ...วิจิกิจฉาที่ยังไม่เกิด ย่อมไม่เกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้ว เธอย่อมละเสียได้.

๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๐ สุตตันตปิฎกที่ ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต

[๒๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่งที่จะเป็นเหตุให้วิจิกิจฉาที่ยังไม่เกิด ไม่เกิดขึ้น หรือวิจิกิจฉาที่เกิดขึ้นแล้วอันบุคคลย่อมละได้ เหมือนการใส่ใจโดยแยบคาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลใส่ใจโดยแยบคาย วิจิกิจฉาที่ยังไม่เกิด ย่อมไม่เกิดขึ้น และวิจิกิจฉาที่เกิดขึ้นแล้ว อันบุคคลย่อมละได้ ฯ

[๖๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นเหตุให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรืออกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เสื่อมไป เหมือนการใส่ใจโดยแยบคาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลใส่ใจโดยแยบคาย กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเสื่อมไป ฯ

[๗๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นเหตุให้โพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือโพชฌงค์ที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ เหมือนการใส่ใจโดยแยบคาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลใส่ใจโดยแยบคาย โพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และโพชฌงค์ที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ ฯ

[๙๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนการใส่ใจโดยแยบคาย ดูกรภิกษุทั้งหลายการใส่ใจโดยแยบคาย ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ

[๑๐๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะชี้แจงถึงเหตุภายใน เราไม่เล็งเห็นเหตุอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนการใส่ใจโดยแยบคาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย การใส่ใจโดยแยบคาย ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ

[๑๒๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อความดำรงมั่น เพื่อความไม่เสื่อมสูญ เพื่อความไม่อันตรธานแห่งสัทธรรม เหมือนการใส่ใจโดยแยบคาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย การใส่ใจโดยแยบคาย ย่อมเป็นไปเพื่อความดำรงมั่น เพื่อความไม่เสื่อมสูญ เพื่อความไม่อันตรธานแห่งสัทธรรม ฯ

[๑๘๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไม่เล็งเห็นธรรมอย่างอื่นแม้ข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นเหตุให้สัมมาทิฐิที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือสัมมาทิฐิที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเจริญยิ่งขึ้น เหมือนการทำในใจโดยแยบคายนี้เลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลทำในใจโดยแยบคาย สัมมาทิฐิที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และสัมมาทิฐิที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเจริญยิ่งขึ้น ฯ

ติตถิยสูตร ข้อ ๕๐๘ http://dharma.school.net.th/cgi-bin/tread.pl?start_book=20&start_byte=17857

๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕ สุตตันตปิฎกที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน

[๑๙๔] จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุผู้เป็นเสขะยังไม่บรรลุอรหัตผล ปรารถนาความเกษมจากโยคะอันยอดเยี่ยมอยู่ เราไม่พิจารณาเห็นแม้เหตุอันหนึ่งอย่างอื่น กระทำเหตุที่มี ณ ภายในว่ามีอุปการะมาก เหมือนโยนิโสมนสิการนี้เลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุมนสิการโดยแยบคาย ย่อมละอกุศลเสียได้ ย่อมเจริญกุศลให้เกิดมี ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระผู้มีพระภาค ตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า

ธรรมอย่างอื่นอันมีอุปการะมาก เพื่อบรรลุประโยชน์อันสูงสุดแห่งภิกษุผู้เป็นพระเสขะ เหมือนโยนิโสมนสิการ ไม่มีเลย ภิกษุเริ่มตั้งไว้ซึ่งมนสิการโดยแยบคาย พึงบรรลุนิพพานอันเป็นที่สิ้นไปแห่งทุกข์ได้ ฯ เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วฉะนี้แล ฯ

๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙

กล่าวโดยสรุป สำหรับคนทั่วไป ผู้มีปัญญายังไม่แก่กล้า ยังต้องอาศัยการแนะนำชักจูงจากผู้อื่น การพัฒนาปัญญา นับว่าเริ่มต้นจาก องค์ประกอบภายนอก คือ ความมีกัลยาณมิตร (กัลยาณมิตตตา) สำหรับให้เกิดศรัทธา (ความั่นใจด้วยเหตุผลที่ได้พิจารณาเห็นจริงแล้ว) ก่อน

จากนั้น จึงก้าวมาถึงขั้น องค์ประกอบภายใน เริ่มแต่นำความเข้าใจตามแนวศรัทธาไปเป็นพื้นฐาน ในการใช้ความคิดอิสระ ด้วย โยนิโสมนสิการ ทำให้เกิดสัมมาทิฏฐิ และทำให้ปัญญาเจริญยิ่งขึ้น จนกลายเป็นญาณทัสสนะ คือ การรู้การเห็นประจักษ์ในที่สุด

เมื่อกระจายลำดับขั้นในการพัฒนาปัญญาตอนนี้ออกไป จึงตรงกับ ลำดับอาหารของวิชชา และวิมุตติ คือ การเสวนาสัตบุรุษ -> การสดับเล่าเรียนสัทธรรม -> ศรัทธา -> โยนิโสมนสิการ -> สติสัมปชัญญะ -> อินทรียสังวร -> สุจริต๓ -> สติปัฎฐาน๔ -> โพชฌงค์๗ -> วิชชาและวิมุตติ

 จากคุณ : เพื่อนธรรมในกระดาน [ 3 ธ.ค. 2546 / 13:10:52 น. ]
     [ IP Address : 203.145.2.82 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (บรรพต อ)

พิจาณาคา ว่าคำผู้ใดผิพี้ไปจา พุดำรับ้า
-----------------------------------------------------------------------------

 จากคุณ : บรรพต อ [ 3 ธ.ค. 2546 / 23:26:40 น. ]
     [ IP Address : 203.113.36.13 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (yoyo)

ด้วยเหตุนี้ โยนิโสมนสิการจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งประการหนึ่งในการปฏิบัติธรรมทั้งขั้นต้น และขั้นสูง ในขั้นต้น พระพุทธองค์แสดงว่า โยนิโสมนสิการ เห็นเหตุเกิดของสัมมาทิฏฐิ ส่วน อโยนิโสมนสิการ เป็นเหตุเกิดของมิจฉาทิฏฐิ

เราไม่พิจารณาเห็นแม้เหตุอันหนึ่งอย่างอื่น กระทำเหตุที่มี ณ ภายในว่ามีอุปการะมาก เหมือนโยนิโสมนสิการนี้เลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุมนสิการโดยแยบคาย ย่อมละอกุศลเสียได้ ย่อมเจริญกุศลให้เกิดมี ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว

ธรรมอย่างอื่นอันมีอุปการะมาก เพื่อบรรลุประโยชน์อันสูงสุดแห่งภิกษุผู้เป็นพระเสขะ เหมือนโยนิโสมนสิการ ไม่มีเลย

สาธุ

มีธรรมอย่างอื่นๆ อีกทีอุปการะ แต่ธรรมนี้ อุปการะมากมาย

 จากคุณ : yoyo [ 3 ธ.ค. 2546 / 23:48:45 น. ]
     [ IP Address : 202.133.172.182 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (JaY)

ขออนุโมทนากับคำตอบที่งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลางหมู่ชน
__/|\__

================================
โยนิโสมนสิกาโร ภิกฺขเว มหโต อตฺถาย สํวตฺตติ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความกระทำในใจโดยแยบคาย ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อันใหญ่หลวง===พุทธศาสนภาษิต

 จากคุณ : JaY [ 4 ธ.ค. 2546 / 01:11:09 น. ]
     [ IP Address : 10.21.3.154 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (JaY)



เชิญเจ้าของกระทู้คลิ๊กครับ
http://www.pantip.com/cafe/library/bookcase/preview/898.html

 จากคุณ : JaY [ 4 ธ.ค. 2546 / 04:03:11 น. ]
     [ IP Address : 10.21.3.239 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (เฉลิมศักดิ์)

ขออนุโมทนา  กับเพื่อนธรรมในกระดานธรรมและคุณเจ  ครับ
------------------------------------------------------------------
-*-มิลินทปัญหา-*-ถามเรื่องโยนิโสมนสิการ..มนสิการ..ปัญญาhttp://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=3646&page=1

ฏีกามิลินท์ “โยนิโสมนสิการ”


คำว่า โยนิโสมนสิการ ได้แก่การกระทำไว้ในใจอันให้อารมณ์ถึงเฉพาะ ด้วยสาธารณลักษณปฐม ด้วยอุบายว่า อะนิจจัง ทุกขัง อะนัตตา ดังนี้ ได้ใจความตามฎีกานี้ว่า โยนิโสมนสิการนั้น ได้แก่ การนึกถูกในทางธรรม เป็นต้นว่า นึกถึง อนิจจัง ทุกขัง อะนัตตา เก็บความนึกถึงซึ่งธรรมอย่างนี้ไว้ในใจ


จาก...มิลินทปัญหา ฉบับพร้อมด้วยอรรถกถา ฎีกา แปลโดย...ปุ้ย แสงฉาย
----------------------------------------------------------------
-                  อธิบาย “โยนิโสมนสิการ”


คำว่า โยนิโส แปลว่าโดยถูกอุบาย คือ โดยถูกทาง โดยถูกช่อง
คำว่า มนสิการ แปลว่า การทำไว้ในใจ
การทำไว้ในใจโดยถูกอุบาย ชื่อว่า โยนิโสมนสิการ หมายความว่า ได้แก่ การทำไว้ในใจ คือ ใส่ใจอารมณ์เฉพาะที่ควรใส่ใจ เป็นอารมณ์ที่ใส่ใจ แล้วก็เป็นเหตุให้เกิดความรู้ขึ้นได้ในเวลานั้น ไม่ปล่อยใจแส่ไปในอารมณ์ต่างๆ มามายภายนอก
ก็โยนิโสมนสิการนี้ ไม่ใช่วิปัสสนาปัญญา ทั้งไม่ใช่มัคคปัญญา เพราะฉะนั้น พระเถระครั้นปฏิเสธว่า “หามิได้ ขอถวายพระพร” ดังนี้แล้ว จึงถวายวิสัชชนาต่อไปว่า “โยนิโสมนสิการก็อย่างหนึ่ง ปัญญาก็อย่างหนึ่ง ขอถวายพระพร แม้พวกสัตว์เหล่านี้...แต่ว่าสัตว์เหล่านั้นหามีปัญญาไม่” ดังนี้
เพื่อความแจ่มแจ้งแห่งความที่ว่า สัตว์เดรัจฉานก็มีโยนิโสมนสิการได้ แต่ไม่อาจมีปัญญา (คือวิปัสสนาปัญญาและมัคคปัญญา) ได้นี้ บัณฑิตพึงสาธกเรื่องของนกแขกเต้าที่ภิกษุณีเลี้ยงไว้ในสำนัก สอนให้มนสิการกรรมฐานว่า “อัฏฐิ อัฏฐิ”-“กระดูก กระดูก” ทุกเมื่อเชื่อวัน วันหนึ่งถูกเหยี่ยวใช้กรงเล็บโฉบเอาตัวไป แม้มนสิการไปว่า กระดูกๆ เกิดความรู้ความเห็นว่า “มีแต่กองกระดูก กองกระดูกถูกกองกระดูกโฉบเอาไป” ดังนี้ก็ไม่อาจสืบต่อความรู้ความเห็นนั้นจนเป็นปัจจัยแก่วิปัสสนาปัญญาและมัคคปัญญาได้ ตามที่ท่านเล่าไว้ในอรรถกถามหาสติปัฏฐานสูตร เถิด
---------------------------------------------------------
                       -พึงทราบว่า สำหรับสัตว์เดรัจฉานทั้งหลายนั้น แม้ท่านจะกล่าวว่า ไม่มีปัญญา ก็ไม่ได้หมายเอาปัญญาทุกอย่าง หมายเอาเฉพาะวัปัสสนาปัญญาและมัคคปัญญา (รวมทั้งปัญญาอย่างอื่นที่เป็นผลเป็นอานิสงส์ของวิปัสสนาปัญญาหรือมัคคปัญญา) เท่านั้น เพราะว่าปัญญาที่ต่ำกว่านั้น สัตว์เดรัจฉานก็สามารถทำให้เกิดได้ด้วยอาศัยโยนิโสมนสิการที่มีได้นั้นนั่นแหละเป็นปัจจัย โยนิโสมนสิการไม่ใช่ปัญญา เป็นสภาวธรรมคนละอย่างกับปัญญา เป็นเพียงเหตุ เป็นเพียงปัจจัยแห่งปัญญาเท่านั้น ข้อนี้ สมจริงดังที่ครัสไว้ว่า
“นาหํ ภิกฺขเว อัญฺญํ เอกธมฺมํปิ สมนุปสฺสามิ เยน อนุปฺปนฺนา ว่า สมฺมาทฏฺฐิ อุปฺปชฺชติ อุปฺปนฺนา วา สมฺมาทิฏฺฐิ ปวฑฺฒติ ยถยิทํ ภิกฺขเว โยนิโสมนสิกาโร –
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไม่เล็งเห็นธรรมอย่างอื่น แม้สักอย่างเดียวที่เป็นเหตุให้สัมมาทิฏฐิอันยังไม่เกิดขึ้นได้เกิดขึ้น หรือสัมมาทิฏฐิอันเกิดขึ้นแล้วได้เจริญขึ้น เหมือนอย่างโยนิโสมนสิการนี้นะ ภิกษุทั้งหลาย”
ก็คำว่า “สัมมาทิฏฐิ” ที่ตรัสไว้ในสูตรนี้ ได้แก่วิปัสสนาสัมมาทิฏฐิ (สัมมาทิฏฐิอันเป็ฯวิปัสสนาปัญญา) และมัคคสัมมาทิฏฐิ (สัมมาทิฏฐิอันเป็ฯมัคคปัญญา) นั่นเอง

จาก...มิลินทปัญหา เล่ม ๑ จัดพิมพ์เผยแผ่โดยมูลนิธิปราณี สำเริงราชย์

 จากคุณ : เฉลิมศักดิ์ [ 4 ธ.ค. 2546 / 04:48:17 น. ]
     [ IP Address : 203.113.81.169 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (เฉลิมศักดิ์)

โยนิโสมนสิการ  ภาคปฏิบัติ โดย อ. วิชิต   ธรรมรังษี
http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=2144&page=1
โยนิโสมนสิการ การพิจารณาธรรมในใจ โดยละเอียดและแยบคาย(ชาญฉลาด) เป็นปัญหาใหญ่ที่นักปฏิบัติสงสัยกันอยู่เสมอๆว่าปฏิบัติอย่างไร

และผู้เขียนได้เขียนเน้นแล้วเน้นเล่าในหนังสือนี้จนนับครั้งไม่ถ้วน เพราะได้เห็นความสําคัญของการพิจารณาธรรม(ธรรมะวิจยะ) อันเป็นธรรมในโพชฌงค์ ๗ โดยการโยนิโสมนสิการ

ปัญหาใหญ่สุดของนักปฏิบัติคือเมื่อได้อ่าน หรือฟังธรรมอันใดแล้ว เมื่อเกิดความสนใจในธรรมนั้น ก็จะพิจารณาให้เกิดความเข้าใจ อันเป็นความเข้าใจอันยังให้เกิดความสบายใจในระดับหนึ่ง

และเกิดความเข้าใจว่าเข้าใจธรรมนั้นๆดีแล้วจึงหยุดการพิจารณาเสีย อันเป็นธรรมชาติของจิต ซึ่งต้องเกิดเช่นนี้เป็นธรรมดา,

หรือเมื่อพิจารณาก็พิจารณาแต่ตรงประเด็นที่เข้าใจ หรือตามความเชื่อ นั้นทุกครั้งทุกที หรือตรงตามคําสอนหรือคําอ่าน นั้น โดยไม่ได้สนใจขยายความเข้าใจนั้นๆไปสู่ความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นไปอีก อันจักนําไปสู่ความเข้าใจถึงขั้นปรมัตถ์ในที่สุด

ลองพิจารณาจากตัวอย่างนี้ อย่างในกรณีผู้เขียนเกิดความเข้าใจในธรรม โดยเฉพาะขันธ์๕ ขึ้นมาจากการลองตีแขนตัวเองประกอบการพิจารณา

ท่าน ลองตีแขนตัวเองแรงๆ แล้วให้จับการรับรู้ความรู้สึกที่เกิดขึ้น เป็นความรู้สึกจริงๆ ไม่ใช่ความคิดใดๆ

เราจะจับแต่ความรู้สึกที่เกิดจากการกระทบสัมผัสอันไม่ชอบใจนั้นได้ นั่นแหละคือทุกขเวทนา อันเกิดแต่กายกระทบผัสสะกัน อันล้วนทํางานเฉกเช่นกันใน อายตนะทั้ง๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ( อันคือใจอันกระทบกับธรรมารมณ์-ความคิดนึก)

นักปฏิบัติมักจะเข้าใจจับความรู้สึกรับรู้หรือเวทนานั้นได้ เข้าใจแล้วเวทนาคืออะไร แต่ก็จบเพียงเท่านั้น

แต่ถ้าเราโยนิโสมนสิการจริงๆแล้ว เราอาจจักพบสัจจธรรมอันแท้จริงมากกว่าการแค่รู้จักเวทนา-การรับรู้ความรู้สึกในสิ่งที่กระทบสัมผัส ได้ลึกซึ้งขึ้น คือพบสภาวะธรรมแท้จริงของเวทนา

ดังตัวอย่างต่อไปนี้ เช่น ถ้าเราโยนิโสมนสิการต่อไปในเวทนานี้ เมื่อกายกระทบผัสสะเกิดความรู้สึกรับรู้ในการกระทบสัมผัสนั้น(เวทนา)อันเกิดขึ้นขณะแรกกระทบ ,

สังเกตุความรู้สึกนั้นดีๆ จะเห็นว่า ตั้งอยู่ คือยังมีความรู้สึกเจ็บที่กําลังจางคลายไปอยู่ , สังเกตุว่าความรู้สึกรับรู้นั้นได้ ดับไป

อันแสดงพระไตรลักษณ์ ในแบบวงจรชีวิตสั้นๆ คือ
เกิดขึ้น
ตั้งอยู่ชั่วขณะ
แล้วดับไป

 จากคุณ : เฉลิมศักดิ์ [ 4 ธ.ค. 2546 / 04:52:05 น. ]
     [ IP Address : 203.113.81.169 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (ลูกแก้ว)

อนุโมทนากับทุกท่านค่ะ _/|\_ อ่านแล้วรู้สึกซาบซึ้งในการแจกแจงธรรมอย่างละเอียด  ช่วยให้ผู้ที่ไม่เข้าใจได้เข้าใจ  และผู้ที่เข้าใจอยู่แล้วได้เข้าใจยิ่ง ๆ ขึ้นไปค่ะ

ตอนที่ตั้งกระทู้ขึ้นมาก็ยังไม่แน่ใจว่าจะมีผู้เข้ามาตอบหรือปล่าว  เพราะจริงๆแล้วคำว่า "โยนิโสมนสิการ" ก็สามารถค้นได้ในพจนานุกรมตามที่คุณ kaan บอก  แต่ก็ต้องขอบอกตรง ๆ ว่า  หลังจากที่อ่านตามนั้นแล้วทำให้เกิดความรู้สึกเหมือนกับเป็นคำอธิบายเบื้องต้น  ซึ่งน่าจะมีคำอธิบายที่แจกแจงได้อย่างละเอียดกว่านี้....   เมื่อตั้งกระทู้ไปแล้วกลับมาอ่านใหม่ก็ยังกลัวอีก  ว่าผู้อ่านจะเข้าใจประเด็นที่ตัวเองถามไหมนี่  กลัวจะได้คำตอบประมาณว่า"เปิดพจนานุกรมดูเองซิจ๊ะ"   แหม...พออ่านคำตอบแล้วรู้สึกชื่นใจจังค่ะ

_/|\_ _/|\_ _/|\_

 จากคุณ : ลูกแก้ว [ 4 ธ.ค. 2546 / 13:56:46 น. ]
     [ IP Address : 210.4.144.66 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (ควันหลง)

โยนิ = แดนเกิด
โส = หาศัพท์ไม่เจอ
มน = มโน คือ ใจ
สิการ = สักการะคือน้อมไป
โยนิโสมนสิการ = พิจารณาสิ่งทั้งลายไปที่ต้นเหตุของมัน
ขอแปลแบบง่ายๆยังงี้ละเด้อ!

 จากคุณ : ควันหลง [ 17 ธ.ค. 2546 / 11:19:31 น. ]
     [ IP Address : 203.113.81.169 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!