มารู้จัก'ภิกษุณี'กันเถอะ
 เนื้อความ :


<center

มารู้จัก'ภิกษุณี'กันเถอะ!!
สำนักข่าวพระสงฆ์ไทยรายงานว่าภิกษุณี คือ หญิงที่ได้อุปสมบทแล้ว, พระผู้หญิงในพระพุทธศาสนา เกิดขึ้นในพรรษาที่ 5 แห่งการบำเพ็ญพุทธกิจ
     ภิกษุณี คือ หญิงที่ได้อุปสมบทแล้ว, พระผู้หญิงในพระพุทธศาสนา เกิดขึ้นในพรรษาที่ 5 แห่งการบำเพ็ญพุทธกิจ โดยมีพระมหาปชาบดีโคตรมีพระมาตุจฉา ซึ่งเป็นพระมารดาเลี้ยงของเจ้าชายสิทธัตถะ เป็นพระภิกษุณีรูปแรก ดังเรื่องปรากฏในภิกษุณีขันธกะและอรรถกถา สรุปได้ความว่า หลังจากพระเจ้าสุทโธทนะ ปรินิพพานแล้ว วันหนึ่งขณะที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่นิโคร ธาราม ในเมืองกบิลพัสดุ์ พระนางมหาปชาบดีโคตรมี เสด็จเข้าไปเฝ้า และทูลขออนุญาตให้สตรีสละเรือนออกบวชในพระธรรมวินัย แต่การณ์นั้นมิใช่ง่าย พระพุทธเจ้าตรัสห้ามเสียถึง 3 ครั้ง
    ต่อมาพระพุทธเจ้าเสด็จไปยังเมืองเวสาลี ประทับที่กูฎาคารศาลาในป่ามหาวัน พระนางมหาปชาบดีโคตรมี ไม่ละความพยายาม ถึงกับปลงผม นุ่งห่มผ้ากาสาวะเอง ออกเดินทางพร้อมด้วยเจ้าหญิงศากยะจำนวนมาก (อรรถกถาว่า 500 นาง) ไปยังเมืองเวสาลีและได้มายืนกันแสงอยู่ที่ซุ่ม ประตูนอกกูฏาคารศาลาพระบาทบวม พระวรกาย เปรอะเปื้อนธุลี พระอานนท์มาพบเข้า สอบถามทราบความแล้ว รับช่วยไปกราบทูลขออนุญาตให้ แต่เมื่อพระอานนท์กราบทูลต่อพระพุทธเจ้าก็ถูกพระองค์ตรัสห้ามเสียถึง 3 ครั้งในที่สุด พระอานนท์ เปลี่ยนวิธีใหม่ โดยกราบทูลถามว่า "สตรีออกบวชในพระธรรมวินัยแล้วจะสามารถบรรลุโสดาปัตติผลจนถึงอรหัตผลได้หรือไม่" พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าได้ พระอานนท์จึงอ้างเหตุผลนั้น พร้อมทั้งการที่พระนางมหา ปชาบดีโคตรมีเป็นมาตุจฉาและเป็นพระมารดาเลี้ยง มีอุปการะมากต่อพระองค์ แล้วขอให้ทรงอนุญาตให้สตรีออกบวชพระพุทธเจ้าทรงอนุญาตโดยมีเงื่อนไขว่า พระนางจะต้องรับปฏิบัติตาม "ครุธรรม 8 ประการ" พระนางยอมรับตามพุทธานุญาตที่ให้ถือว่าการรับคุณธรรมนั้นเป็นการอุปสมบท ของพระนาง
     ส่วนเจ้าหญิงศากยะ ที่ตามมาทั้งหมดพระพุทธเจ้าตรัสอนุญาตให้ภิกษุสงฆ์อุปสมบทให้ในคราวนั้น พระพุทธเจ้าได้ตรัสแก่พระอานนท์ว่า การให้สตรีบวชและเป็นเหตุให้พรหมจรรย์ คือ พระศาสนาหรือสัทธรรมตั้งอยู่ไม่ได้ยั่งยืนจะมีอายุสั้นเข้าเปรียบ เหมือนตระกูลที่มีบุรุษน้อยมีสตรีมากถูกผู้ร้ายทำลายได้ง่าย หรือเหมือนนาข้าวที่มีหนอนขยอกลง หรือเหมือนไร่อ้อยที่มีเพลี้ยลง ย่อมอยู่ได้ไม่ยืนนานพระองค์ทรงบัญญัติ ครุธรรม 8 ประการ กำกับไว้ก็เพื่อเป็นหลักคุ้มกันพระศาสนาเหมือนสร้างคันกั้นสระใหญ่ ไว้ก่อน เพื่อกันไม่ให้น้ำไหลล้นออกไป(พระศาสนาจักอยู่ได้ยั่งยืนเช่นเดิม) และได้ทรงแสดงเหตุผลที่ไม่ให้ภิกษุไว้ภิกษุณีให้ภิกษุณีไว้ภิกษุได้ฝ่ายเดียว เพราะนักบวชในลัทธิศาสนาอื่นทั้งหลาย ไม่มีใครไหว้สตรีกันเลย กล่าวโดยสรุปว่า หากถือเหตุผลทางด้านสภาพสังคมศาสนาแล้ว จะไม่ทรงอนุญาตให้สตรีบวช แต่ด้วยเหตุผลในด้านความสามารถโดยธรรมชาติ จึงทรงอนุญาตให้สตรีบวชได้เมื่อภิกษุณีสงฆ์ เกิดขึ้นแล้ว สตรีที่จะบวชต่อมาต้องเป็น สิกขมานา รักษาศีล 6 ( คือ 6 ข้อแรกในศีล 10) ไม่ให้ขาดเลยตลอด 2 ปีก่อน จึงขออุปสมบทได้ และต้องรับการอุปสมบทโดยสงฆ์สองฝ่าย คือ บวชโดยภิกษุณีสงฆ์แล้ว ต้องบวชโดยภิกษุสงฆ์ เจริญแพร่หลายในชมพูทวีปอยู่ช้านาน เป็นแห่งให้การศึกษาแหล่งใหญ่แก่สตรีทั้งหลาย
    ภิกษุณีสงฆ์เจริญรุ่งเรืองในลังกาทวีปยาวนานไม่น้อยกว่า 1,000 ปี แต่ในที่สุดได้สูญสิ้นไปด้วยเหตุใดไม่ปรากฏชัด ส่วนในประเทศไทยไม่ปรากฏหลักฐานว่าได้เคยมีการ ประดิษฐานภิกษุณีสงฆ์



 จากคุณ : ปฏิบัติธรรม [ 28 ต.ค. 2546 / 18:03:45 น. ]
     [ IP Address : 202.59.248.50 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (ปฏิบัติธรรม)

   ขอโทษด้วยนะครับ  ที่ทำตัวหนังสือใหญ่เกินไป

 จากคุณ : ปฏิบัติธรรม [ 28 ต.ค. 2546 / 18:19:49 น. ]
     [ IP Address : 192.168.0.153 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (บรรพต อ.)


ขอให้เอาจริงก็แล้วกันนะครับ

 จากคุณ : บรรพต อ. [ 28 ต.ค. 2546 / 23:25:35 น. ]
     [ IP Address : 203.113.36.8 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (TU)

วัตรทรงธรรมกัลยาณี
เลขที่ 195 ถนนเพชรเกษม
ต. พระประโทน อ. เมือง
จ. นครปฐม 73000
โทร (034) 258-270
โทรสาร (034) 284-315

การสืบสายภิกษุณี
http://www.thaibhikkhunis.org/a1.html  

 จากคุณ : TU [ 29 ต.ค. 2546 / 07:18:14 น. ]
     [ IP Address : 202.133.142.3 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (บรรพต อ.)



รศ.ดร. ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์
มีฉายาในเพศบรรพชิตว่า ธัมมนันทา
ความจริงคณะสงฆ์ก็เป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้า น่าจะบวชได้เหมือนกัน
สำหรับในประเทศไทย ประชาธิปไตย จะได้ครบสี่ คุณว่าไง!

 จากคุณ : บรรพต อ. [ 29 ต.ค. 2546 / 09:48:07 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.13 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (TU)

ถ้าผู้หญิงคนใดมี บุญบารมี+ความตั้งใจจริง+ศักยภาพ มากพอที่จะบวชเป็น ภิกษุณี (ไม่ว่าจะนิกายใด) ก้อน่าจะสนับสนุนมากๆๆๆ นะค่ะ

ดร.ฉัตรสุมาลย์/สามเณรีธัมมนันทา ท่านก้อวางตัวได้ดี+น่านับถือ+น่าศรัทธา ทั้งตอนที่เป็นฆาราวาสและบรรพชิต ท่านน่าจะเป็นผู้นำทางด้านความคิด+แนวทางปฎิบัติธรรม ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ให้กับผู้หญิงในทางธรรมได้ไม่มากก้อน้อย ท่านมีความพร้อมรอบด้าน น่าสนับสนุนท่านนะค่ะ

ปัจจุบันความเป็นอยู่ของแม่ชีจะค่อนข้างลำบากมาก ในด้านปัจจัยสี่ เพราะได้รับการสนับสนุนจากชาวพุทธเราไม่มากเท่าไหรนัก ดูๆแล้ว ก้อน่าเห็นใจแม่ชีท่านมากๆ ค่ะ แสดงให้เห็นว่าชาวพุทธบางกลุ่ม อาจจะไม่ค่อยยอมรับมากนักสำหรับผู้หญิงในทางธรรม (เคยได้ยินหลายคนๆ พูด<ซึ่งก้ออาจจะเป็นจริง> ว่า.........ทำบุญกับแม่ชีได้บุญน้อยกว่า ทำบุญกับพระ คนเลยแห่กันไปทำบุญกับพระ แม่ชีเลยกลายเป็นพลเมืองชั้นสองไป ไม่ค่อยมีใครเลียวแล แสดงให้เห็นว่าผู้หญิงในทางธรรมนี่ ส่วนใหญ่มีชีวิตอยู่ค่อนข้างจะลำบากจริงๆ ทั้งที่ๆ แม่ชีหลายๆ รูป ก้อทำประโยชน์ให้กับโลกมากๆๆๆ ไม่น้อยไปกว่าพระท่านเลยค่ะ) 

ในเมื่อผู้หญิงคนใด (ภิกษุณี) มีความตั้งใจจริงในการปฎิบัติธรรม+รักษา/จรรโลง หลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนา เราเห็นว่าควรสนับสนุนมากกว่านะค่ะ

สรุป การบวชเป็นภิกษุณี (ไม่ว่าจะนิกายใด) ของ ดร.ฉัตรสุมาลย์/สามเณรีธัมมนันทา ก้อน่าจะสนับสนุนค่ะ

ไม่แน่นะค่ะ การบวชเป็นภิกษุณีของท่านอาจทำให้ชาวพุทธ ให้ความสนใจ/ใส่ใจ/สนับสนุน ผู้หญิงในทางธรรม มากๆๆๆ ขึ้น เพราะปัจจุบันดูเหมือนว่า.....ผู้หญิงในทางธรรมจะเป็นพลเมืองชั้นสองไป รวมทั้งเป็นการจุดประกายความมั่นใจให้กับผู้หญิงอีกหลายๆคน ที่คิดจะเดินทางเข้าสู่เส้นทางธรรม น่ะค่ะ ขอบอกว่าน่าสนับสนุนอีกทีค่ะ !!!!!!!  

 จากคุณ : TU [ 29 ต.ค. 2546 / 12:00:48 น. ]
     [ IP Address : 210.86.216.249 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (._.)

ไม่ทราบว่าท่านในฐานะภิกษุณีเข้าร่วมพิธีสวดปาฏิโมกข์ที่ไหน ?
และใครเป็นผู้สวดหรือท่องภิกษุณีปาฏิโมกข์ ?
การปลงผมและนุ่งห่มสีเหลืองแค่นั้นก็ยอมรับเรียกเป็นภิกษุ/ภิกษุณี แล้วหรือ ?

 จากคุณ : ._. [ 29 ต.ค. 2546 / 12:23:00 น. ]
     [ IP Address : 203.151.96.86 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (คิดเอาเอง)

ผมเคยได้อ่านหนังสือที่ อจ.เสฐียรพงษ์ฯ เคยเขียนเกี่ยวกับภิกษุณีไว้
โดยสรุปแล้วก็เหมือนกับผู้ตั้งกระทู้เขียนไว้
แต่ท่านอาจารย์ฯ ได้เสนอ(แนวความคิดไว้หรือเป็นพระดำริของพระศาสดาเองอันนี้ผมไม่แน่ใจ)ว่าที่พระศาสดาทรงตั้งกฎต่าง ๆ มากมายสำหรับภิกษุณีก็เพราะต้องการให้จำนวนภิกษุณีมีน้อยและหมดไปในที่สุด(และตามที่เคยอ่านเจอ ในฝ่ายเถรวาทแล้วภิกษุณีได้ขาดการสืบต่อไปแล้ว เมื่อภิกษุณีขาดการสืบต่อไปแล้วก็ไม่สามารถจะมีได้อีกเพราะการบวชภิกษุณีต้องกระทำในสงฆ์ทั้ง 2 ฝ่าย) เพราะเหตุผลตามที่ผู้ตั้งกระทู้ได้กล่าวไว้ ในความเห็นส่วนตัวของผมแล้วเห็นด้วยกับ อจ.เสฐียรพงษ์ฯ ครับ และขอเพิ่มแถมท้ายเป็นความเห็นส่วนตัวอีกนิดว่าหากจะปฏิบัติธรรมแล้วแม้การครองเพศบรรพชิตจะเกื้อกูลต่อการปฏิบัติ แต่หากมีความตั้งใจจริงแล้ว แม้อยู่ในเพศฆราวาสก็สามารถทำได้อาจจะลำบากกว่าแต่เพื่อเกื้อกูลต่อพระศาสนาก็ยอมลำบากที่ตัวเองก็ดีเหมือนกันนะครับ

 จากคุณ : คิดเอาเอง [ 29 ต.ค. 2546 / 14:34:14 น. ]
     [ IP Address : 202.47.247.130 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (บ้องแบ๊ว)

นิทานในพุทธกาลเรื่องหนึ่ง
ขณะที่เน้องเณรเดินตามพระอาจารย์อยู่  ได้คำนึงเอาว่าท่านจะปรารถพุทธภูมิ  พระอาจารย์ของท่านผู้เป็นอรหันต์บุคคล  ก็ลดตัวลงมาเดินตามหลังน้องเณร
แต่เมื่อคิดถึงความยากลำบากแล้ว ทำให้ท้อใจ  ปรารถนาเพียงอรหันตถูมิ  พระอาจารย์ท่านรู้วาระจิต  ก็ขยับตัวมาเดินนำหน้าดังเก่า
การกระทำของพระอาจารย์  ทำให้เณรน้อยสงสัยยิ่ง
พระอาจารย์จึงบอกว่า  เมื่อเณรน้อยหวังพุทธภูมินั้นแม้แต่พระอรหัตน์ก็ยังต้องอนุโมทนา  แต่เมื่อเณรน้องหวังอรหันตภูมิ  อาตมาผู้เป็นอรหันต์อยู่ก่อน  จึงควรเดินนำหน้า เพราะเป็นผู้ไปถึงก่อนแล้ว
ทำให้น้องเณรซาบซึ้งและปรารถนาพุทธภูมิอย่างมุ่งมั่น  ก่อนที่ท่านจะได้กลับมาเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง

เราจะเห็นได้ว่ายุคนี้ใครๆ ก็อ้างพุทธพจน์ แล้วแต่จะยกมาสนับสนุนความคิด
ต่างจากเซนที่ทิ้งคัมภีร์ มุ่งสู้พุทธะโดยตรง มากว่างจะถกเถียงกันเรื่องไกลตัว

ภูมิอรหันต์ก็ยากมากแล้ว  แต่ภิกษุณียังเลือกเส้นทางโพธิสัตต์
การจะปรามาสผู้เอาจริง ผมว่าควรวินิจฉัยหรือศึกษาพระธรรมคำสั่งสอนให้ดีเสียก่อนทุกแง่มุม  จะอ้างมุมใดมุมเดียวจะเป็นวิบากต่อความคิดของตนนะครับ
การช่วยเหลือชาวบ้านโดยเฉพาะผู้หญิงด้วยกันรวมถึงสอนธรรมะด้วย  ผมเห็นแต่จะเป็นเรื่องดีกับดีเท่านั้น  แม้แต่ผู้ชายหลายคนที่ช่วยเหลือชาวบ้านก็ยังเห็นหนทางว่าการบวชเป็นพระจะทำได้ง่าย (แต่ลำบากเหมือนเดิม) เพราะชาวพุทธให้ความยอมรับนักบวชมากกว่า  ยิ่งถ้าเป็นนักบวชที่ดีด้วยแล้วมีแต่จะนำพาความเจริญมาสู่สังคมครับผม

 จากคุณ : บ้องแบ๊ว [ 29 ต.ค. 2546 / 16:43:27 น. ]
     [ IP Address : 202.133.167.114 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (บ้องแบ๊ว)

นิทานในพุทธกาลเรื่องหนึ่ง
ขณะที่เน้องเณรเดินตามพระอาจารย์อยู่  ได้คำนึงเอาว่าท่านจะปรารถพุทธภูมิ  พระอาจารย์ของท่านผู้เป็นอรหันต์บุคคล  ก็ลดตัวลงมาเดินตามหลังน้องเณร
แต่เมื่อคิดถึงความยากลำบากแล้ว ทำให้ท้อใจ  ปรารถนาเพียงอรหันตถูมิ  พระอาจารย์ท่านรู้วาระจิต  ก็ขยับตัวมาเดินนำหน้าดังเก่า
การกระทำของพระอาจารย์  ทำให้เณรน้อยสงสัยยิ่ง
พระอาจารย์จึงบอกว่า  เมื่อเณรน้อยหวังพุทธภูมินั้นแม้แต่พระอรหัตน์ก็ยังต้องอนุโมทนา  แต่เมื่อเณรน้องหวังอรหันตภูมิ  อาตมาผู้เป็นอรหันต์อยู่ก่อน  จึงควรเดินนำหน้า เพราะเป็นผู้ไปถึงก่อนแล้ว
ทำให้น้องเณรซาบซึ้งและปรารถนาพุทธภูมิอย่างมุ่งมั่น  ก่อนที่ท่านจะได้กลับมาเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง

เราจะเห็นได้ว่ายุคนี้ใครๆ ก็อ้างพุทธพจน์ แล้วแต่จะยกมาสนับสนุนความคิด
ต่างจากเซนที่ทิ้งคัมภีร์ มุ่งสู้พุทธะโดยตรง มากว่างจะถกเถียงกันเรื่องไกลตัว

ภูมิอรหันต์ก็ยากมากแล้ว  แต่ภิกษุณียังเลือกเส้นทางโพธิสัตต์
การจะปรามาสผู้เอาจริง ผมว่าควรวินิจฉัยหรือศึกษาพระธรรมคำสั่งสอนให้ดีเสียก่อนทุกแง่มุม
การช่วยเหลือชาวบ้านโดยเฉพาะผู้หญิงด้วยกันรวมถึงสอนธรรมะด้วย  ผมเห็นแต่จะเป็นเรื่องดีกับดีเท่านั้น  แม้แต่ผู้ชายหลายคนที่ช่วยเหลือชาวบ้านก็ยังเห็นหนทางว่าการบวชเป็นพระจะทำได้ง่าย (แต่ลำบากเหมือนเดิม) เพราะชาวพุทธให้ความยอมรับนักบวชมากกว่า  ยิ่งถ้าเป็นนักบวชที่ดีด้วยแล้วมีแต่จะนำพาความเจริญมาสู่สังคมครับผม

 จากคุณ : บ้องแบ๊ว [ 29 ต.ค. 2546 / 16:49:16 น. ]
     [ IP Address : 202.133.167.114 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (._.)

         ปัญหาของท่านอยู่ที่ว่า ท่านแสดงตัวอย่างชัดเจนว่าจะเป็นภิกษุณีเถรวาท หรือ มหายาน มากกว่า เพราะการปฏิบัติตนสองแนวต่างกัน   ไม่มีการปฏิบัติตนแบบโพธิสัตว์ ในเถรวาทนี้เป็นวินัยที่ต้องรู้ เช่น การไม่ฉันอาหารหลังเที่ยงวัน และการรู้จักทำความเคารพและลุกรับพระภิกษุทุกรูป  ไม่ใช่เจอพระภิกษุแล้วเฉยๆ (นี้เป็น comment ของพระภิกษุที่ได้พบท่านมา) 
     

 จากคุณ : ._. [ 29 ต.ค. 2546 / 17:04:53 น. ]
     [ IP Address : 203.151.96.25 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (บ้องแบ๊ว)

ลองไปสัมผัสตัวท่านซิครับ

 จากคุณ : บ้องแบ๊ว [ 29 ต.ค. 2546 / 17:40:26 น. ]
     [ IP Address : 202.133.167.114 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (บ้องแบ๊ว)

หมายถึงไปทำความรู้จักพูดคุย ปรึกษาธรรมน่ะครับ
สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น

 จากคุณ : บ้องแบ๊ว [ 29 ต.ค. 2546 / 17:43:30 น. ]
     [ IP Address : 202.133.167.114 ]


 ความคิดเห็นที่ 13 : (คนเคยไป)

>>ความคิดเห็นที่ 10 : (._.)
         ปัญหาของท่านอยู่ที่ว่า ท่านแสดงตัวอย่างชัดเจนว่าจะเป็นภิกษุณีเถรวาท หรือ มหายาน มากกว่า เพราะการปฏิบัติตนสองแนวต่างกัน<<   *>>>  ไม่มีการปฏิบัติตนแบบโพธิสัตว์ ในเถรวาทนี้เป็นวินัยที่ต้องรู้ เช่น การไม่ฉันอาหารหลังเที่ยงวัน ( ข้อนี้ท่านคงไม่ได้ฉันอาหารหลังเที่ยงวัน )  และการรู้จักทำความเคารพและลุกรับพระภิกษุทุกรูป  ไม่ใช่เจอพระภิกษุแล้วเฉยๆ (นี้เป็น comment ของพระภิกษุที่ได้พบท่านมา)<<<*  ท่านผู้นี้กล่าวมาถูกต้อง  การวางตัวในสังคมสงฆ์ถือว่าสำคัญมาก   จากการเคยไปกราบท่านหลายครั้ง  และเคยพาอาจารย์หญิงจากสถาบันหนึ่งไปกราบท่านด้วย  เหตุการณ์และความทรงจำได้ยังติดตรึงอยู่ในจิตใจ  หลังจากกลับมา  อาจารย์หญิงบอกผมว่า  ท่านพูดจาวางตัวไม่ค่อยจะถูกต้องนัก   ขนาดผมเป็นผู้ชายยังอาย  เพียงแต่ผมไม่พูดเท่านั้น   แต่พระพุทธศาสนาไม่ใช่ต้องอาศัยผู้หญิงคนนี้คนเดียว  ในโอกาสหน้าอาจจะมีคนที่ดีกว่านี้เข้ามาจรรโลงพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืน

 จากคุณ : คนเคยไป [ 29 ต.ค. 2546 / 19:07:24 น. ]
     [ IP Address : 210.86.201.113 ]


 ความคิดเห็นที่ 14 : (ตันหยง)

ขอบคุณค่ะสำหรับเนื้อหา ผู้หญิงสนใจธรรมและปฏิบัติธรรมสนับสนุนค่ะ
แต่ถ้าเรื่องการบวชไม่สนับสนุนค่ะ เคยทราบเหตุผลจากหลวงพ่อที่วัด คล้ายๆความเห็น คุณคิดเอาเองเหตุที่พระพุทธเจ้าบัญญัติกฏต่างๆให้กับภิกษุณีมากมายก็เพื่อต้องการให้พระพุทธศาสนาดำรงอยู่ได้นานที่สุด  เพราะผู้หญิงในเพศนักบวชจะสร้างปัญหาให้กับพระพุทธศาสนาค่ะ

ดังนั้นแม้จะต้องลำบากกับเพศหญิงแต่คิดว่า การ
มีโอกาสได้บวชชีคงจะเป็นอีกทางเลือกที่ดีของผู้หญิงที่ละทางโลกหมดภาระแล้วต้องการเข้าสู่ทางธรรมแท้จริงค่ะ

หรืออีกนัยก็ปฏิบัติธรรมในระหว่างเป็นฆราวาสนี่เอง
เพราะอาจจะสะดวกกว่าการไปบวชชี แม้ว่า การเป็น ฆราวาสปฏิบัติธรรมอาจจะไม่อำนวยมากนักทุกอย่างค่ะ

 จากคุณ : ตันหยง [ 29 ต.ค. 2546 / 20:20:10 น. ]
     [ IP Address : 128.252.41.27 ]


 ความคิดเห็นที่ 15 : (ว่างจากเวปอื่น)

ถ้ายอมให้สตรีบวชเป็นภิกษุณีได้ เวลาของพระพุทธศาสนาจะสั้นลง หมู่เทวดาที่จะต้องจุติในเวลานั้น จะไม่ได้ทันพบพระพุทธศาสนา

แต่ถ้าไม่ยอมให้สตรีออกบวชเป็นภิกษุณี สตรีก็ต้องมั่นทำบุญ และขออธิษฐานให้ได้เกิดเป็นบุรุษ เพื่อให้ได้มีโอกาสได้บวชในสมัยต่อต่อไป

ใครได้ออกบวชและได้ถึงนิพพาน ก็นับได้ว่าท่านมีบุญสูงส่งจริงๆ ครับ สาธุ

 จากคุณ : ว่างจากเวปอื่น [ 29 ต.ค. 2546 / 21:25:48 น. ]
     [ IP Address : 203.156.49.70 ]


 ความคิดเห็นที่ 16 : (tung+)

ขอวิงวอนผู้ต้องการให้มีภิกษุณี ได้ศึกษาพระวินัยให้มากเถิดครับ
เพราะเงื่อนไขการเป็นภิกษุณีมีมาก หากผิดพระวินัยจะสำเร็จเป็นภิกษุณีได้หรือครับ
และหากแก้พระวินัยก็ไม่ควรนับตัวเองเป็นเถรวาทแล้วครับ กรุณาพิจารณา

 จากคุณ : tung+ [ 30 ต.ค. 2546 / 00:25:32 น. ]
     [ IP Address : 203.113.33.8 ]


 ความคิดเห็นที่ 17 : (บรรพต อ.)

เคยอ่านเจอเหมือนกันครับ ทำให้ศาสนาอายุสั้น เห็นด้วยครับ


ขอขอบพระคุณอย่างมากอีกครั้งครับคุณตันหยง ขอยืมคุณมาครับ ไม่ลืมเลยครับ
ความคิดคุณตันหยง เป็นความคิดที่ดีที่สุดครับ สำหรับผู้หญิง

 จากคุณ : บรรพต อ. [ 30 ต.ค. 2546 / 00:26:45 น. ]
     [ IP Address : 203.113.36.8 ]


 ความคิดเห็นที่ 18 : (จบไปแล้ว)

เรื่องภิกษุณี  ได้มีการศึกษาและตัดสินอย่างเป็นทางการ  จากบุคคลหลายฝ่าย  ทั้งผู้รู้ฆราวาส และพระภิกษุสงฆ์  ตลอดทั้งบุคคลที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย  ได้ข้อสรุปว่า ไม่ถูกต้อง  ไม่ได้รับการยอมรับ  ถ้าจะดื้อด้านต่อไป 
ก็ให้ถือว่าเป็นนักบวชจำพวกหนึ่งที่มาอาศัยแผ่นดินไทย และใช้ชื่อว่า..ภิกษุณีไทย

ส่วนตัวที่ได้ศึกษามาทั้งส่วนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยพบว่า
นักบวช...ภิกษุณีไทย  มีรากฐานมาจาก  ลูกสาวของมิชชันนารี
น่าเป็นห่วง  พวกอลัชชีนอกพุทธศาสนา  ที่ตามล้าง  ตามล่าข้ามภพข้ามชาติ
แม้ในชาตินี้จะมาเกิดในแผ่นดินไทย  ภายใต้ร่มเงาแห่งพระพุทธศาสนาของไทยอันสงบและร่มเย็น  ตนเองก็อาศัยคราบแห่งผู้รู้  ผู้มีการศึกษา  ฐานะทางสังคมก็ดี
มาสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายใน พุทธศาสนาของไทยเรา 

คอยติดตามดูดี ๆ  และคอยช่วยกันปกป้องพระศาสนานะ
นักบวชจำพวกที่ใช้ชื่อว่า...ภิกษุณีไทย   จะอาศัยศักยภาพของตนเอง
และเจ้ากูที่เป็นพวกพ้องมิจฉาทิฏฐิทั้งหลาย  และอาศัยจังหวะแห่งความอ่อนแอ
ขององค์กรสงฆ์ไทย ยกเลิกประกาศ พ.ศ. 2471 ของพระสังฆราช กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ ิ  เมื่อนั้นพระพุทธพจน์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าจะชัดเจนดังว่า
........พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์ ก็ถ้าสตรีจักไม่ได้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว พรหมจรรย์จักตั้งอยู่ได้นานสัทธรรมจะพึงตั้งอยู่ตลอดพันปี ก็เพราะสตรีออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว บัดนี้ พรหมจรรย์จักไม่ตั้งอยู่ได้นาน สัทธรรมจักตั้งอยู่ได้เพียง 500 ปีเท่านั้น ดูกรอานนท์ สตรีได้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยใด ธรรมวินัยนั้นเป็นพรหมจรรย์ไม่ตั้งอยู่ได้นาน
             เปรียบเหมือนตระกูลเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่มีหญิงมาก มีชายน้อย ตระกูลเหล่านั้นถูกพวกโจรผู้ลักทรัพย์กำจัดได้ง่ายอีกประการหนึ่ง เปรียบเหมือนหนอนขยอกที่ลงในนาข้าวสาลีที่สมบูรณ์ นาข้าวสาลีนั้นไม่ตั้งอยู่ได้นาน อีกประการหนึ่ง
             เปรียบเหมือนเพลี้ยที่ลงในไร่อ้อยที่สมบูรณ์ ไร่อ้อยนั้นไม่ตั้งอยู่ได้นานน ดูกรอานนท์บุรุษกั้น ทำนบแห่งสระใหญ่ไว้ก่อน เพื่อไม่ให้น้ำไหลไป แม้ฉันใด เราบัญญัติครุธรรม 8 ประการแก่ภิกษุณี เพื่อไม่ให้ภิกษุณีละเมิดตลอดชีวิตฉันนั้นเหมือนกัน .........นั้นแล

 จากคุณ : จบไปแล้ว [ 30 ต.ค. 2546 / 07:41:44 น. ]
     [ IP Address : 202.28.21.4 ]


 ความคิดเห็นที่ 19 : (TU)

กมธ. สตรีชี้ “ภิกษุณี” ไม่ขัดพระธรรมวินัย
*** จี้ยกเลิกประกาศ 2471 – บรรจุในตำราเรียน

กมธ. สตรีฯ วุฒิสภา สรุปการบวช “ภิกษุณี” ไม่ขัดพระธรรมวินัย เตรียมเสนอนายกฯ ยกเลิกประกาศปี 2471 ปิดกั้นสตรีเข้าสู่การปฏิบัติธรรม พร้อมจี้บรรจุคำว่า “ภิกษุณี” เข้าไปในร่าง พ.ร.บ. สงฆ์ และในหลักสูตรตำราเรียน ก. ศึกษาฯ

เมื่อวันที่ 27 กันยายน นางระเบียบรัตน์ พงษ์พานิช ส.ว. ขอนแก่น ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการกิจการสตรี เยาวชนและผู้สูงอายุ วุฒิสภา กล่าวถึงผลการศึกษาการบวชภิกษุณีในประเทศว่า หลังจากที่ได้ตั้งคณะอนุกรรมาธิการด้านสตรี ที่มีตนเป็นประธาน ศึกษาเรื่องดังกล่าวนาน 6 เดือน โดยเชิญทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้ามาให้ข้อมูลและชี้แจง ได้ผลสรุปว่า การบวช “ภิกษุณี” ไม่ขัดพระธรรมวินัยและเป็นไปตามพุทธานุญาตขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ยังไม่เคยยกเลิกพุทธานุญาตภิกษุสงฆ์บวชภิกษุณี การฟื้นฟูการบวชภิกษุณี เป็นการฟื้นฟู ส่งเสริมเสรีภาพในการให้โอกาสสตรีในการปฏิบัติธรรมอย่างเท่าเทียมและเสมอภาคกับผู้ชาย

นางระเบียบรัตน์กล่าวต่อว่า แต่ก็ยังมีปัญหาและอุปสรรคในประเด็นทางด้านกฎหมายที่อยากเรียกร้องให้รัฐบาลจะต้องยกเลิกประกาศ พ.ศ. 2471 ของพระสังฆราชกรมหลวงชินวรณ์สิริวัฒน์ ที่จากการศึกษาพบว่าเป็นการประกาศเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น ไม่ได้มีการรับรองในระดับสากล หากมหาเถรสมาคมยืนยันว่าจะคัดค้านก็คงต้องฟัง นอกจากนั้นยังเรียกร้องให้รัฐบาลออกกฎหมายรองรับภิกษุณี โดยเฉพาะร่าง พ.ร.บ. สงฆ์ ที่กำลังจะเข้าสภาในมาตรา 4 ควรใส่คำว่า ภิกษุณี เข้าไปในคำจำกัดความของคำว่า คณะสงฆ์ด้วย อีกทั้งกำลังดำเนินการให้กระทรวงศึกษาธิการ พิจารณาบรรจุเรื่องของภิกษุณีลงไปในหลักสูตรการเรียนด้วย

“ข้อสรุปทั้งหมดได้เรียนให้รองนายกฯ วิษณุ เครืองาม ที่ดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งท่านก็เห็นตามแนวทางที่เสนอ และยืนยันว่า คณะสงฆ์ต้องมีคำตอบเพราะสังคมต้องการคำตอบที่ชัดเจน สังคมไทยต้องเลิกคิดว่าสตรีที่ต้องการบวชเพราะ อกหัก ผิดหวัง ความจริงไม่ใช่ สตรีส่วนใหญ่ที่อยากบวชเพราะต้องการอยากปฏิบัติธรรมก็มีจำนวนมาก แต่สังคมไทยปิดโอกาส” นางระเบียบรัตน์กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุด คณะอนุกรรมาธิการด้านสตรี ได้จัดทำเอกสารข้อสรุปของการบวชเป็นภิกษุณีในประเทศไทย เป็นหนังสือและซีดี-รอม ส่งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด ศึกษาธิการจังหวัดทั่วประเทศแล้ว

***** เอามาฝาก เอามาให้อ่านเล่น แบบไม่มีความเห็นใดๆ *****

ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2546 หน้า 8

 จากคุณ : TU [ 30 ต.ค. 2546 / 08:06:36 น. ]
     [ IP Address : 210.86.217.133 ]


 ความคิดเห็นที่ 20 : (ลองดูข้อมูลที่นี้บ้าง)

ลองดูข้อมูลที่นี้บ้าง  กล่าวเรื่องภิกษุณีไว้ว่า
1. ภิกษุณี แม้จะบวชมาได้ 100 พรรษาแล้ว ก็ต้องแสดงความเคารพพระภิกษุแม้เพิ่งบวชได้วันเดียว

2. ภิกษุณีจะอยู่ในวัดที่ไม่มีพระภิกษุไม่ได้

3. ภิกษุณีต้องถามวันอุโบสถและเข้ารับโอวาทจากพระภิกษุ ทุกกึ่งเดือน

4. ภิกษุณีอยู่จำพรรษาแล้ว ต้องปวารณา (ยอมให้ว่ากล่าวตักเตือน) ในสงฆ์สองฝ่าย คือฝ่ายพระภิกษุสงฆ์ และฝ่ายพระภิกษุณีสงฆ์

5. ภิกษุณีทำผิดพระวินัย อาบัติสังฆาทิเลส ต้องประพฤติมานัตต์ (อยู่กรรม) ในสงฆ์ 2 ฝ่าย คือฝ่ายพระภิกษุสงฆ์ และฝ่ายพระภิกษณีสงฆ์

6. ก่อนบวชเป็นภิกษุณี สตรีจะต้องบวชเป็นสิกขมานา รักษาศีล 6 ข้อ ครบ 2 ปี แล้ว จึงจะบวชได้ถ้าทำผิดศีลข้อใดข้อหนึ่งในระหว่าง 2 ปี ต้องตั้งต้นรักษาศีลใหม่อีก 2 ปี เมื่อเป็นสิกขมานาครบ 2 ปี แล้วจึงจะบวชได้ แต่ต้องบวช(อุปสมบท)จากสงฆ์ 2 ฝ่าย คือ อุปสมบทจากฝ่ายพระภิกษุณีสงฆ์ก่อน แล้วอุปสมบทจากฝ่ายพระภิกษุสงฆ์ซ้ำอีกครั้งหนึ่ง

7. ภิกษุณีต้องไม่ด่าหรือบริภาษ(ติเตียน) ภิกษุไม่ว่ากรณีใดก็ตาม

8. ไม่ให้ภิกษุณีว่ากล่าวพระภิกษุ แต่ให้พระภิกษุ ว่ากล่าวสั่งสอนภิกษุณีได้

เหตุที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติครุธรรม 8 พระผู้มีพระภาคตรัสว่า "อานนท์ ถ้ามาตุคาม(สตรี)จะไม่ออกจากเรือน บวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศไว้แล้ว พรหมจรรย์จะดำรงอยู่ได้นาน สัทธรรมจะดำรงอยู่ถึง 1000 ปี แต่เพราะมาตุคาม(สตรี) ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศไว้แล้ว บัดนี้ พรหมจรรย์จะดำรงอยู่ได้ไม่นาน สัทธรรมจะตั้งอยู่ได้เพียง 500 ปีเท่านั้น อานนท์ ธรรมวินัยที่มีมาตุคาม (สตรี) ออกจากเรือน บวชเป็นบรรพชิต จะไม่ตั้งอยู่ได้นานเปรียบเหมือนตระกูลหนึ่งที่มีสตรีมาก มีบุรุษน้อย จะถูกโจรปล้นทรัพย์ ทำร้ายได้ง่าย... อานนท์ เราบัญญัติครุธรรม 8 แก่ภิกษุณี ทั้งหลาย ซึ่งภิกษุณีทั้งหลายไม่พึงละเมิดไปจนตลอดชีวิต ก็เหมือนคนกั้นทำนบที่สระใหญ่ เพื่อป้องกัน ไม่ให้น้ำไหลออกไป ฉันนั้นเหมือนกัน" ที่มา... พระไตรปิฏกภาษาไทยฉบับหลวง เล่ม 7 หน้า 258 พระไตรปิฏกภาษาไทยฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม 7 หน้า 319 พระไตรปิฎกและอรรถกถาฉบับมหามกุฎฯ เล่ม 7 หน้า 447 พระวินัย โอวาทวรรค สิกขาบทที่ 7 ภิกษุชวนนางภิกษุณี เดินทางด้วยกัน แม้สิ้นระยะบ้านหนึ่งต้องปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่ทางเปลี่ยว สิกขาบทที่ 8 ภิกษุชวนนางภิกษุณี ลงเรือลำเดียวกัน ขึ้นน้ำก็ดี ล่องน้ำก็ดี ต้องปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่ข้ามฟาก อายุพระพุทธศาสนา คำว่า"สัทธรรม จะตั้งอยู่ได้เพียง 500 ปี" นั้นคัมภีร์ตติยสมันตปาสาทิกา อรรถกถาพระวินัยอธิบายว่า ถ้าให้สตรีบวชโดยไม่ได้บัญญัติครุธรรม ป้องกันไว้ก่อน เวลาผ่านไป 500 ปี ก็จะไม่มีพระอรหันต์ผู้บรรลุปฏิสัมภิทา แม้เมื่อบัญญัติครุธรรมไว้ก่อนที่สตรีจะบวชในระยะเวลา 1000 ปี ก็ยังมีพระอรหันต์ผู้บรรลุปฏิสัมภิทาอยู่ ผ่านไปอีก 1000 ปี ก็ยังมีพระอรหันต์สุกขวิปัสสกอยู่ ผ่านไปอีก 1000 ปี ก็ยังมีพระอนาคามีอยู่ ผ่านไปอีก 1000 ปี ก็ยังมีพระสกทาคามีอยู่ ผ่านไปอีก 1000 ปี ก็ยังมีพระโสดาบันอยู่ สรุปว่า ปฎิเวธสัทธรรมจะดำรงอยู่ได้ 5000 ปี เพราะปริยัติกับปฏิเวธต่างเกื้อกูลกัน
ที่มา... พระไตรปิฏกฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม 7 หน้า 319 พระไตรปิฎกฉบับมหามกุฎฯ เล่ม 7 หน้า 499
การบวชภิกษุณี
1. ภิกษุณี ผู้เป็นอุปัชฌาย์ เรียกว่า ปวัตตินี
2. ปวัตตินี จะต้องมีพรรณา 12 ปีขึ้นไป และได้รับการคัดเลือกและแต่งตั้งให้เป็นปวัตตินี โดยการสวดวุฏฐาปนสมมติ ในที่ประชุมภิกษุณีแล้ว จึงจะทำหน้าที่เป็นปวัตตินีได้
3. ภิกษุณี ผู้ได้รับการสวดแต่งตั้งให้เป็นปวัตตินีแล้วนั้นให้การอุปสมบทได้ปีละรูปเดียว จะให้อุปสมบทในปีเดียวกัน 2 รูปไม่ได้
4. ปวัตตินี จะให้การอุปสมบททุกปีไม่ได้ ต้องเว้นไป 1 ปี (บวชได้ปีเว้นปี) เหตุที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทข้อนี้ เพื่อคุมกำเนิดภิกษุณีไม่ให้มีจำนวนมากเกินไป จนเป็นเหตุให้ที่อยู่ไม่เพียงพอ
5. การบวชภิกษุณีที่ขัดพระวินัย คือ 1) ปวัตตินี (อุปัชฌาย์) ยังมีพรรษาไม่ครบ 12 พรรษา 2) ปวัตตินี ไม่ได้รับการสวดสมมติ แต่งตั้งให้เป็นปวัตตินี 3) ปวัตตินี ให้การอุปสมบทปีละมากกว่า 1 รูป 4) ปวัตตินี ให้การอุปสมบทติดต่อกันทุกปี ปวัตตินี และภิกษุณีผู้ให้อุปสมบทต้องอาบัติปาจิตตีย์ สังฆกรรมที่ทำไปโดยขัดต่อพระวินัย ถือว่าไม่เป็นสังฆกรรม ทำแล้วไม่เป็นอันทำ (อุปสมบทไม่ขึ้น)

ขั้นตอนการบวชภิกษุณี

1. หญิงที่จะอุปสมบทเป็นภิกษุณี จะต้องได้รับอนุญาตจากบิดามารดา และถ้ามีสามีต้องได้รับอนุญาตจากสามีด้วย

2. กว่าจะได้เป็นภิกษุณี จะต้องผ่านพิธีบวชถึง 4 ครั้ง คือ 1) หญิงผู้มุ่งจะอุปสมบทเป็นภิกษุณี ต้องบรรพชาเป็นสามเณรีก่อน 2) สามเณรีที่มีอายุ 18 ปีเต็มแล้วจะต้องทำพิธีบวชเป็นสิกขมานาในท่วมกลางภิกษุณีสงฆ์เรียกว่า ขอสิกขาสมมติต่อภิกษุณีสงฆ์ ตั้งแต่นั้นสามเณรีนั้นได้ชื่อว่า สิกขมานา แปลว่า "นางกำลังศึกษา" สิกขมานารักษาศีล 10 เหมือนสามเณร แต่ต้องรักษาศีล 6 ข้อต้น คือ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติล่วงพรหมจรรย์ไม่พูดเท็จ ไม่ดื่มสุราเมรัย ไม่บริโภคอาหารหลังเวลาเที่ยง ทั้ง 6 ข้อ นี้ต้องรักษาอย่างเคร่งครัด ถ้าขาดข้อใดข้อหนึ่ง ต้องตั้งต้นรักษาใหม่ เมื่อรักษาสิกขาบท 6 ไม่ขาดเลย ครบ 2 ปี จึงจะอุปสมบทได้ 3)
การอุปสมบทขั้นที่ 3 คือ สิกขมานาขออุปสมบทในภิกษุณีสงฆ์ 4)
ขั้นตอนที่ 4 คือ ภิกษุณีทั้งหลายพึงพานางผู้อุปสมบทแล้วในฝ่ายภิกษุณีสงฆ์นั้น ไปขออุปสมบทในฝ่ายภิกษุสงฆ์ เมื่อทำพิธีบรรพชา อุปสมบทครบ 4 ขั้นตอนแล้ว จึงจะเป็นภิกษุณีที่สมบูรณ์ถูกต้องตามพระวินัยบัญญัติ ข้อปฏิบัติของภิกษุณี 1. หญิงที่จะอุปสมบทเป็นภิกษุณี ต้องมีอายุครบ 20 ปี 2. ก่อนอุปสมบทเป็นภิกษุณี ต้องบวชเป็นสิกขมานา เป็นเวลา 2 ปี

3. ภิกษุณีถูกห้ามไม่ให้อยู่ป่า

4. ภิกษุณี ไม่มีอาวาสอยู่ต่างหาก ภิกษุณีจะอยู่ในอาวาสที่ไม่มีภิกษุไม่ได้ คือต้องอยู่ในวัดที่มีพระภิกษุ ที่อยู่ของภิกษุณีไม่เรียกว่า อาวาส เรียกว่า ภิกขุนูปสฺสโย แปลว่า ส่วนที่อยู่ของภิกษุณี แยกอยู่เป็นเอกเทศหนึ่งต่างหาก ไม่ปะปนกับภิกษุ แต่อยู่ภายในวัดเดียวกับภิกษุสงฆ์ เหมือนวัดที่จัดตั้งสำนักชีในปัจจุบัน

5. ภิกษุณีต้องศึกษาพระธรรมวินัยจากพระภิกษุ คือให้เรียนจากพระภิกษุ ไม่ให้เรียนจากภิกษุณีด้วยกัน

6. เมื่อเกิดอธิกรณ์ขึ้นในภิกษุณีสงฆ์ ต้องให้พระภิกษุเป็นผู้ระงับ คือไต่สวน พิจารณาตัดสินปรับโทษผู้ผิด ไม่ให้ภิกษุณีสงฆ์ตัดสินโทษกันเอง

7. ภิกษุณีลาสิกขา (สึก) แล้ว อุปสมบทอีกไม่ได้ ถึงอุปสมบทใหม่ก็ไม่เป็นภิกษุณี

8. พระนางมหาปชาบดีโคตมี (ผู้เป็นพระน้านาง และพระมารดาเลี้ยงของพระพุทธเจ้า) ทูลขอบวชในพระพุทธศาสนาในชั้นแรก พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธ แต่ในที่สุดทรงอนุญาต โดยทรงวางเงื่อนไขไว้ 8 ประการ เรียกว่าครุธรรม 8 ไม่ให้สตรีได้บวชง่าย ๆ ก็ได้ผล คือภายหลังพุทธปรินิพพานแล้ว ไม่นานนัก ก็หมดเชื้อสายของนางภิกษุณี ประกาศ ห้ามพระเณรไม่ให้บวชหญิงเป็นบรรพชิต หญิงซึ่งจักได้สมมติตนเป็นสามเณรี โดยถูกต้องพระพุทธานุญาตนั้น ต้องสำเร็จด้วยนางภิกษุณีให้บรรพชา เพราะพระองค์ทรงอนุญาตให้นางภิกษุณีมีพรรษา 12 ล่างหน้าเป็นปวัตตินี คือ เป็นอุปัชฌาย์ไม่ได้ทรงอนุญาตให้ภิกษุเป็นอุปัชฌาย์

- นางภิกษุณีหมดสาบสูญขาดเชื้อสายมานานแล้ว เมื่อนางภิกษุณีผู้รักษาขนบธรรมเนียมสืบต่อสามเณรีไม่มีแล้ว สามเณรีผู้บวชสืบต่อมาจากภิกษุณีก็ไม่มี เป็นอันเสื่อมสูญไปตามกันผู้ใดให้บรรพชาเป็นสามเณรี ผู้นั้นชื่อว่าบัญญัติสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่บัญญัติ เลิกถอนสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้แล้ว เป็นเสี้ยนหนามแก่พระศาสนา เป็นตัวอย่างที่ไม่ดี ฯ เพราะเหตุนี้ ห้ามไม่ให้พระเณรทุกนิกาย บวชหญิงเป็นภิกษุณีเป็นสิกขมานา และเป็นสามเณรีตั้งแต่นี้ไป ฯ ประกาศแต่วันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2471 กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์

- ศีลของภิกษุณี ภิกษุณีถือศีล 311 สิขาบท (พระภิกษุถือศีล 227 สิกขาบท) ตัวอย่างสิกขาบทของภิกษุณีบางข้อ
1. ภิกษุณีใด มีความกำหนัดยินดีการจับต้อง การลูบคลำ การจับ การต้อง หรือการบีบของชายผู้กำหนัด บริเวณใต้รากขวัญ (ไหปลาร้า) ลงมาเหนือเข่าขึ้นไป เป็นปาราชิก
2. ภิกษุณีใด รู้อยู่ว่าภิกษุณีล่วงอาบัติปาราชิกไม่โจทก์ด้วยตนเอง ไม่บอกแก่คณะ ไม่บอกภิกษุณีอื่นเป็นปาราชิก
3. ภิกษุณีใด ฉันกระเทียม เป็นปาจิตตีย์
4. ภิกษุณีใด ยืนเคียงคู่กัน หรือสนทนาสองต่อสอง ( คือหนึ่งต่อหนึ่ง ) กับชาย ในสถานที่กำบัง ( ที่ลับตา ) เป็นปาจิตตีย์
5. ภิกษุณีใด ร้องไห้ ทุบตีตนเอง เป็นปาจิตตีย์
6. ภิกษุณีใด เปลือยกายอาบน้ำ เป็นปาจิตตีย์
7. ภิกษุณีใด สองรูปนอนเตียงเดียวกัน เป็นปาจิตตีย์
8. ภิกษุณีใด จำพรรษาอยู่ในอาวาสที่ไม่มีภิกษุ เป็นปาจิตตีย์
9. ภิกษุณีใด ไม่มีผ้ารัดถัน เข้าบ้าน เป็นปาจิตตีย์
10. ภิกษุณีใด ใช้สิกขมานา สามเณรรี สตรีคฤหัสถ์ ให้บีบหรือนวด เป็นปาจิตตีย์

ภิกษุณีสงฆ์ในลังกา เมื่อทำการสังคายนา (รวบรวม ชำระ ตรวจสอบ) พระธรรมวินัยครั้งที่ 3 เมื่อ พ.ศ. 303 แล้ว พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ ผู้เป็นประธานในการสังคายนา ได้คัดเลือกพระเถระผู้มีความสามารถส่งไปเป็นสมณทูต ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างประเทศ 9 สาย ภายใต้พระบรมราชูปถัมภ์ของพระเจ้าอโศกมหาราช แต่ละสายมีพระภิกษุไม่น้อยกว่า 5 รูป เพื่อให้ครบองค์สงฆ์ในการอุปสมบท สายที่ 8 มีพระโสณะและพระอุตตรเถระ เป็นหัวหน้าคณะไปสุวรรณภูมิ คือดินแดนประเทศไทย พม่า มอญ เขมร และลาว สายที่ 9 มีพระเถระ 6 รูป ปรากฏชื่อในหนังสือเรื่อง ประดิษฐานพระสงฆ์สยามวงศ์ในลังกาทวีป คือ พระมหินทเถระ (เป็นประธาน) พระอิติยเถระ พระอุติยเถระ พระสัมพลเถระ พระภัททสาลเถระ และ พระ....เถระ(ไม่ปรากฏชื่อ) พระสงฆ์คณะนี้ได้ให้บรรพชาอุปสมบท ประดิษฐานสังฆมณฑลให้มีขึ้นในลังกาทวีป ในรัชกาลของพระเจ้าเทวานัมปิยดิส เมื่อมีคณะสงฆ์แล้ว พระนางอนุฬาเทวีผู้เป็นชายาของพระมหาอุปราช (พระอนุชาของพระเจ้าเทวานัมปิยดิส) มีศรัทธาที่จะอุปสมบทเป็นภิกษุณี พระมหินทเถระจึงทูลแนะนำพระเจ้าเทวานัมปิยะดิส ให้ส่งทูตไปขอคณะภิกษุณีสงฆ์จากอินเดีย พระเจ้าอโศกจึงส่งพระนางสังฆมิตตาเถรี พระธิดาของพระเจ้าอโศกเอง ไปเป็นปวัตตินี (เป็นประธานในการอุปสมบท) ให้การอุปสมบทแก่พระนางอนุฬาเทวีและบริวาร ภิกษุณีสงฆ์จึงได้มีขึ้นในลังกาทวีป(ประเทศศรีลังกา) ตั้งแต่ครั้งนั้น ที่มา... เรื่องประดิษฐานพระสงฆ์สยามวงศ์ในลังกาทวีป พระนิพนธ์กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พ.ศ. 2457

ภิกษุณีสงฆ์ในปัจจุบัน

1. ภิกษุณีสงฆ์นิกายเถรวาท มีในประเทศอินเดีย และประเทศศรีลังกา

2. ภิกษุณีไม่เคยมีในประเทศไทย พม่า มอญ เขมร และลาว

3. หนังสือพุทธประวัติสำหรับนักศึกษา เขียนโดยพระภิกษุสีลาจาระ (J.F Mckechnie) ชาวอังกฤษ แต่งขึ้นสำหรับใช้สอนเด็กในประเทศศรีลังกา เมื่อ พ.ศ. 2484 แปลโดยพุทธทาสภิกขุ จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์แพร่พิทยา พ.ศ. 2525 หน้า 200 กล่าวถึงภิกษุณีสงฆ์ว่า "การบวชของภิกษุณี ซึ่งมีพระนางมหาปชาบดีเป็นองค์แรกนั้น มีอายุยืนยาวประมาณ 500 ปี แล้วก็สาบสูญไป"

4. หนังสือ พระพุทธศาสนาในศรีลังกาเขียนโดย อาจารย์ชูศักดิ์ ทิพย์เกษร ซึ่งไปศึกษาอยู่ในประเทศศรีลังกา เมื่อ พ.ศ. 2496 - 2501 ได้เขียนหนังสือประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาในลังกามหาจุฬา ฯ จัดพิมพ์จำหน่าย พ.ศ. 2508 หน้า 198 - 213 กล่าวถึงลังกาถูกโปรตุเกสและฮอลันดายึดครองเบียดเบียนกดขี่ไม่ให้นับถือพระพุทธศาสนาจนปรากฏว่าพระสงฆ์ในลังกาสูญวงศ์ลง เพราะไม่ได้อุปสมบทกันช้านาน เหลือแต่สามเณรรูปหนึ่ง ชื่อสรณังกร อายุ 55 ปี ต่อมาพระเจ้ากิตติศิริราชสิงห์กษัตริย์ลังกาได้แต่งคณะทูตอัญเชิญพระราชสาส์นของพระสงฆ์ไทยไปตั้งพระพุทธศาสนาให้อุปสมบทชาวลังกา พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ โปรดให้พระอุบาลีวัดธรรมาราม กับ พระอริยมุนี พร้อมกับพระสงฆ์อีก 16 รูป รวม 18 รูป และสามเณรอีก 7 รูป ไปตั้งคณะสงฆ์สยามวงศ์ เมื่อ พ.ศ. 2296

ภิกษุณีลังกาในวรรณกรรมปัจจุบัน

1. หนังสือ อันว่า ..... ศรีลังกา โดยพระอมตานันทะ พระครูสังฆกิจวิสุทธิ์ (วีรยุทธ์ ประชุมสอน) วัดอัปสรสวรรค์วรวิหาร กทม. หน้า 135 กล่าวถึง นักบวชสตรีในลังกา ที่พบ ณ วัดศรีมหาโพธิวิหาร ประเทศศรีลังกา หน้า 135 โรงพิมพ์เลี่ยงเชียง พ.ศ. 2533 "....นั้นใช่มั้ยเจ้าคะภิกษุณี" อุบาสิกาผู้สนใจชี้ไปที่สตรีที่นุ่งเหลืองห่มเหลืองคล้าย ๆ กับพระดูอายุอานามคราวรุ่นสาว กำลังเดินเข้ามา เพื่อจะนำดอกไม้บูชาพระในวิหาร "มิได้ โยม นั่นไม่ใช่ภิกษุณี" พระผู้ถือไมโครโฟนไม่ยอมวางรีบตอบ พร้อมกับชี้แจงต่อไปเลยว่า สุภาพสตรีนุ่งห่มสีเหลืองที่เห็นนั้น เขาเรียกว่า ดาสะ ศีละ (Dasa Sila) เป็นแค่เพียงนักบวชสตรีถือศีล 10 เท่านั้น ทศศีลก็คือศีล 10 นั่นเอง ส่วนภิกษุณีถือศีลมากกว่ากันเป็นร้อยเท่า คือ 311 ข้อ"

2.หนังสือ นี่แหละลังกา โดยกาญจนานาคนันท์ หน้า 124 - 125 สำนักพิมพ์แพร่พิทยา พ.ศ. 2526 "....ปัจจุบันนี้ยังมีสตรีชาวศรีลังกาเป็นนักบวช นุ่งสบง ห่มจีวรเหมือนพระ แต่สวมเสื้อแขนยาวถามได้ความว่า ถือศีล 10 เรียกกันว่า ดาสะศีล... และพวกดาสะศีลนี้ เขาก็ถือว่าเขาสืบต่อมาจากพระนางสังฆมิตตาเถรี ถ้าจะเรียกสตรีทรงศีลเหล่านี้ว่า ภิกษุณี ก็คงไม่ถูก แม้จะแต่งกายแบบเดียวกับพระเพราะถือศีล 10 เท่านั้น ถ้าเป็นภิกษุณีจะต้องถือศีลกว่าสามร้อยข้อ"

ยังไม่จบรออ่านตอนต่อไปเร็วๆนี้

 จากคุณ : ลองดูข้อมูลที่นี้บ้าง [ 30 ต.ค. 2546 / 08:09:05 น. ]
     [ IP Address : 202.28.21.4 ]


 ความคิดเห็นที่ 21 : (khern)

เผอิญเป็นลูกน้องพระอานนท์นะ
การมีความเมตตาต่อผู้อื่น (จิตที่มีความรัก) จิตเช่นนี้จึงจะบรรลุธรรมได้ เพราะเป็นการปล่อยวางอัตตาตัวเอง
หากท่านทั้งหลายต้องการปกป้องพระรัตนตรัย  โปรดทำความเข้าใจกับพระรัตนตรัยนั้นว่าคือสิ่งใดให้ถ่องแท้  การปกป้องจะได้ไม่สูญเปล่า
การกระทำต่างๆ ถ้ามาจากความเมตตาแล้ว ย่อมเกิดปัญญา (การปล่อยวางที่แท้) และเข้าใจว่าจะทำอย่างไรให้เหมาะสมกับระบบสมมุติ
หากเกิดจากจิตที่คับแคบ ไม่พิจารณาให้กว้าง (อัปปมัญา) ย่อมมีข้อจำกัดในความคิด 
ไม่คิดว่าผู้หญิงจะต้องไปเกิดเป็นผู้ชายก่อนถึงจะบรรลุ  (ถ้ามุ่งมั่นบารมีเป็นอีกเรื่องหนึ่ง)
หรือแม้แต่ทั้งผู้หญิงผู้ชาย จะไปรอเกิดยุคพระศรีอาริย์  ก็แปลกประหลาด
พระเกจิอาจารย์สายปัญญา หลายท่านพูดเรื่องนี้มานับไม่ถ้วนแล้ว

ธรรมะ คือปัจจุบันนี้ เดี๋ยวนี้ และขณะนี้
พระชั่วๆ มีอีกมากไม่ยักจะมีคนจัดการ  

 จากคุณ : khern [ 30 ต.ค. 2546 / 12:34:21 น. ]
     [ IP Address : 202.133.168.154 ]


 ความคิดเห็นที่ 22 : (ปางบุญ)

เหนื่อยเนาะ

ทุกคนมีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นผู้ติดตาม มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย

เอ้า สตรีใด บ่มีวัด บ่มีที่พึ่ง ต้องการพื้นที่วางก้น วางเท้า เพื่อปฏิบัติภาวนาจริง ๆ (นะเจ้าคะ)
เชิญทางนี้ ไม่ต้องเสียเงินใด ๆ ทั้งสิ้น
มาแต่ตัวกับหัวใจก็พอ ผ้าขาวก็พอจะมีให้อยู่

มีพระบิณฑบาตเลี้ยง(ด้วยซีเอ้า) พระท่านก็ต้องการสงเคราะห์ หญิงที่ภาวนาเก่งจริง ๆ ด้วยเหมือนกัน เพื่อสร้างสมบารมีของท่าน

ขอให้ทำจริงเต๊อะ

 จากคุณ : ปางบุญ [ 30 ต.ค. 2546 / 12:48:38 น. ]
     [ IP Address : 203.113.81.68 ]


 ความคิดเห็นที่ 23 : (._.)

วิกาลโภชนา ในมหายาน คือการห้ามฉันอาหารก่อนพระอาทิตย์ตกดิน  ดังนั้น จึงฉันอาหารหลังเที่ยงได้อีกมื้อหนึ่ง (ข้อนี้เป็นข้อที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้  ผู้เขียนก็เพิ่งรู้หลังไปเยี่ยมชมวัดภิกษุณีมหายาน ในจีนเมื่อ 3ปีก่อน)
        ส่วนการที่ท่านได้ฉันอาหารหลังเที่ยงวันนั้น บังเอิญมีสายตาคนไทยเกือบ 100 คู่ ที่บังเอิญไปกินอาหารมื้อกลางวันที่โรงแรมที่อินเดียเห็นเข้า  ก็ด้วยความเคยชินในความรู้สึกของคนไทยต่อพระไทย ทำให้เกิดการยกนาฬิกาขึ้นดูเวลา พบเป็นเวลาบ่าย 2 โมง เทียบเวลาไทย= 4โมงเย็น
          ผลการเห็นวัตรปฏิบัติของท่านทำให้คนไทยกลุ่มนั้นแตกเป็น 4 ฝ่าย คือ
กลุ่มที่คัดค้าน- ยิ่งเสื่อมศรัทธา
กลุ่มที่เห็นด้วย-เริ่มลังเล โต้เถียงกลุ่มที่คัดค้านไม่ออก เหมือนถูกฉีกหน้า
กลุ่มที่เฉยๆ-เริ่มลังเลมากลุ่มที่คัดค้านส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งบอกว่าเอาเถอะให้โอกาสท่านแก้ตัว
       นี้เป็นการเห็นในกลุ่มบุคคลที่ศรัทธาในพุทธศาสนา  แล้วถ้าในสายตาของกลุ่มที่ไม่เคยศรัทธาพุทธศาสนาหล่ะ เช่นชาวอินเดียลัทธิต่างๆ เขาจะมองพุทธศาสนาเป็นอย่างไร  ซึ่งเราอาจจะคิดว่าเขาไม่รู้ว่านักบวชในพุทธศาสนาทำอะไรได้หรือไม่ได้ แต่จริงๆแล้วเขารู้   แม้กระทั่งพระภิกษุชายท่านหนึ่ง ท่านมีศรัทธาแรงกล้าบินไปบวชที่อินเดีย ยังต้องลาสิกขาภายในสามวัน เนื่องจากท่านติดบุหรี่มาก และที่อินเดียจะมองพระที่สูบบุหรี่อย่างรังเกียจว่าเป็นพระปลอม  ตำรวจเห็นต้องเข้าตรวจค้นขอดูหนังสือเดินทาง ทำให้ท่านไม่อาจพักอยู่ในอินเดียได้

 จากคุณ : ._. [ 30 ต.ค. 2546 / 13:01:42 น. ]
     [ IP Address : 203.151.96.27 ]


 ความคิดเห็นที่ 24 : (ปุกปุย)

พอดีอยู่ใกล้ๆวัตรทรงธรรมกัลยาณี  ไม่ทราบพระอาจารย์อยู่วัดแค่ไหนคะ
คืออยากไปกราบค่ะ(ถ้ามีโอกาศ)  รบกวนผู้รู้ตอบค่ะ เพราะรู้สึกน่าศรัทธามาก

 จากคุณ : ปุกปุย [ 30 ต.ค. 2546 / 14:29:13 น. ]
     [ IP Address : 203.157.254.2 ]


 ความคิดเห็นที่ 25 : (สัมมาทิฏฐิ)

ความเป็นนักบวช และเป็นพุทธสาวกนั้นถ้าหากคิดโดยความเป็นกลางว่า  การบวชเป็นภิษุณีนั้น ก็เป็นการดีถ้าหากสามารถทำได้ ข้อศีล ข้อวินัยต่างเป็นที่น่าเลื่อมใสเป็นอันมาก ซึ่งก็ขออนุโมทนา  การรักษาศีลปฏิบัติรรมการสำรวมในศีลนั้นเป็นที่น่าเลื่อมใสนัก  แม้แต่คนปกติธรรมดา บางท่านไม่มีโอกาสบวชก็ถือศีล  8  ศีล 10  ก้ยังมีเป็นเหตุด้วยจิตเจตนา ของบุคคลนั้นๆ  และสถานะภาพที่ทำได้
บางคนไม่ได้บวชแต่ได้ศึกษาปฏิบัติธรรมรักษาศีลสำรวมระวัง  ศึกษาจนรู้ดีในพระไตรปิฏก ก็เป้นที่ยกย่องของบุคคลทั่วไปได้  ภิกษุณี เป็นหนึ่งในบัญญัติ  ที่พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสไว้  พุทธบริษัท  4  อุบาสก  อุบาสิกา  ภิกษุ  ภิกษุณี   แล้วท่านที่ไม่อนุญาตให้มีนั้นท่านเอามาจากไหน  กีดกันด้วยเรื่องอะไร  แทนที่จะรวมแรงรวมใจกันจรรโลงพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง ต่อไป  แต่กลับมาแข่งโดยใช้กิเลสของตนเองเข้าว่า  พระที่ไม่ปฏิบัติธรรมวันๆมีวาจาเอดเชือนขาดความมีเมตตา  นั่นเรียกว่าพระรึเปล่า  ไม่มีใครใหญ่กว่าใครหรอกต่างฝ่ายต่างก็ต้องทำการเผยแผ่ศาสนา  มีประโยชน์อะไรต้องมาเถียงกันเรื่องนี้ ให้แสดงแต่กิเลสตนเองออกมา  ส่วนทางฝ่ายภิกษุณีนั้น  ท่านทำสิ่งใดดีอยู่แล้วก็จงทำต่อไป  สิ่งดีที่เราทำก็เป็นบุญของเรา  การออกมาถกเถียงกันเป้นการไม่ดีแน่ ทางที่ดีหมั่นปฏิบัติขัดเกลาใจของท่านทั้งหลายดีกว่า  คำไหนเป้นคำสอนของพระพุทธเจ้าควรจะปฏิบัติตามชื่อว่าเป็นพุทธบริษัทโดยแท้  แม้กายไม่ได้บวชเป็นภิกษุหรือภิกษุณี  แต่ใจเปี่ยมด้วยคำสั่งสอนของพระพุทธองค์เป็นผู้ปฏิบัติ เพื่อให้รู้แจ้งในพระสัทะรรมดีกว่า  ขอให้มีความสามัคคีในหมู่พระพุทธบริษัทเพื่อที่จะได้สืบทอดพระพุทธศาสนาสืบต่อไป  ใครเห็นด้วยบ้าง

 จากคุณ : สัมมาทิฏฐิ [ 30 ต.ค. 2546 / 16:31:07 น. ]
     [ IP Address : 203.113.50.141 ]


 ความคิดเห็นที่ 26 : (สัพเพ )

ใครที่มีความหลงผิด จะปฎิบัติให้ดูเคร่งครัดปานใด ก็ไม่อาจหลุดพ้น มีแต่จะเข้ารกเข้าพง  ดูภายนอกเหมือนดีสวยงามแต่ภายในเน่า เหมือนผลไม้เน่าใน ผู้มีตาดีเห็นแล้วก็วางทิ้ง ไม่นำมาเป็นอาหารแห่งตน แต่กลับเป็นที่โอชะแห่งหมู่หนอน 

 จากคุณ : สัพเพ [ 30 ต.ค. 2546 / 22:14:26 น. ]
     [ IP Address : 202.5.81.119 ]


 ความคิดเห็นที่ 27 : (อย่าทิ้งหลัก)

ขอให้ผู้ที่กำลังศึกษาเรื่อง   ความถูกต้องของภิกษุณี   อย่าได้ทิ้งหลัก 2 ประการ
..........ความถูกต้องตามพระธรรมวินัย  ที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้
.........ประกาศ พ.ศ. 2471 ของพระสังฆราช กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ 
              ซึ่งยังคงใช้มาถึงทุกวันนี้

อย่าตกเป็นเครื่องมือของบุคคลที่หลงผิด  มักอ้างหรือโน้มน้าวให้คนรุ่นใหม่ 
หรือผู้ที่ด้อยต่อการศึกษาค้นคว้าเรื่องนี้อย่างถ่องแท้  ด้วยข้ออ้างนาประการคือ
......สิทธิสตรีบ้าง
......ความเป็น/ความยอมรับในระดับสากลบ้าง
......มีผู้ศรัทธามากบ้าง  อย่าลืมว่าศิษย์ของพระเทวทัตก็มีมาก
          พวกอลัชชีก็มีมาก

ถ้าคณะสงฆ์ประเทศไทยไม่เป็นการยอมรับในระดับสากล 
ก็จงไปประพฤติในต่างประเทศเสียเถิด  จะได้สบายกายสบายใจทุก ๆ ฝ่าย
ขอให้นางระเบียบรัตน์  และนางฉัตรสุมาลย์  จงเป็นสุขเถิด

จงเคารพในพระพุทธเจ้า และพระธรรมวินัยที่ทรงวางไว้ดีแล้วนั้น
อย่าทิ้งหลักการในการตัดสินนะคะ 

 จากคุณ : อย่าทิ้งหลัก [ 31 ต.ค. 2546 / 07:08:50 น. ]
     [ IP Address : 202.28.21.4 ]


 ความคิดเห็นที่ 28 : (อย่าทิ้งหลัก)

และกรุณาจดจำ  กลุ่มบุคคลจำพวกนี้ว่า
เป็นกลุ่มนักบวชที่คณะมหาเถรสมาคมไทย  คณะสงฆ์ไทย 
ไม่ให้การยอมรับว่า  เป็นภิกษุณี

ควรจดจำ และสั่งสอนลูกหลานว่า
กลุ่มบุคคลจำพวกนี้คือ    นักบวชพันธุ์ใหม่ที่เรียกตัวเองว่า  ภิกษุณีไทย
สังกัดวัตรทรงธรรมกัลยาณี    วัตร  ไม่ใช่  วัด

 จากคุณ : อย่าทิ้งหลัก [ 31 ต.ค. 2546 / 07:14:48 น. ]
     [ IP Address : 202.28.21.4 ]


 ความคิดเห็นที่ 29 : (ปางบุญ)

ค่ะ ชอบใจประโยคที่ว่า

ถ้าคณะสงฆ์ประเทศไทยไม่เป็นการยอมรับในระดับสากล 
ก็จงไปประพฤติในต่างประเทศเสียเถิด  จะได้สบายกายสบายใจทุก ๆ ฝ่าย

นึกถึงครูบาที่ปางดูแล ท่านมักพูดเสมอว่า พระไทยในต่างประเทศนั้นย่อหย่อนในวินัย บางที่ก็ทำกับข้าวฉันกันเอง อ้างว่า ไม่มีคนใส่บาตร ท่านบอกว่า ถ้าไม่สัปปายะ ในด้านขบฉัน ก็กลับบ้านเรา ไปอยู่ทำไมต่างประเทศ

ค่ะ ที่ที่เขายอมรับสิ่งที่แต่ละคนทำก็มีอยู่
ให้แต่ละที่แต่ละแห่ง ย่อมเหมาะสมตามควร

พระไทยเราอยู่อย่างไทย มาช้านาน

ความจริงปางเฉย ๆ กับแต่ละท่านที่คิด และทำ เพราะเขารู้เท่าที่เขารู้
เป็นธรรมชาติของมนุษย์รวมทั้งเราเอง ตัวปางเอง... ที่มักจะคิดว่า สิ่งที่เราทำนั้นถูก
จนกว่า ค่ะ..จนกว่า เราจะรู้แจ้งแห่งธรรม และรู้ว่า อ้อ เรานั้นผิด เรานั้นโง่
ค่ะ ผู้ที่เดือดอยู่เพราะความคิดไม่ตรงกัน ก็น้อมมองดูจิตเรา ดูแลจิตตัวเอง

นึกไปถึงวันที่แผ่นดินแยกออกสูบร่างพระเทวทัต
เมื่อถึงวันนั้น วันที่ท่านเหลือเพียงส่วนคอ..ท่านจึงสำนึกผิด

เราทุกท่านควรมีเมตตาเป็นที่ตั้งแห่งจิตเรา
สาธุค่ะ

 จากคุณ : ปางบุญ [ 31 ต.ค. 2546 / 09:14:38 น. ]
     [ IP Address : 203.155.45.208 ]


 ความคิดเห็นที่ 30 : (บูชา // bujadham@hotmail.com)

ผมเคยแสดงความเห็นเรื่องภิกษุณีไว้ที่นี่ครับ
http://dharma.school.net.th/cgi-bin/kratoo.pl/006790.htm?14#14

มีรวมกระทู้เก่าที่เคยคุยกันเรื่องภิกษุณี
http://dharma.school.net.th/cgi-bin/kratoo.pl/006790.htm?9#9

ประเด็นเรื่องภิกษุณีนั้น เป็นข้อถกเถียงได้มาก
แต่ในความเห็นของผม คิดว่าประเด็นที่น่าจะสำคัญกว่านั้น คือประเด็นเรื่องผู้หญิงกับการปฏิบัติธรรม
ทำอย่างไรจะสามารถสร้างโครงสร้างที่เอื้อให้ผู้หญิงที่ต้องการปฏิบัติธรรมเพื่อการหลุดพ้น  สามารถมุ่งปฏิบัติธรรมให้ได้ผลจริงๆ
โดยไม่ต้องมีความห่วงกังวลเรื่องสวัสดิภาพทางกายภาพ  ไม่ต้องมีห่วงเรื่องความมั่นคงของชีวิต
แต่ก็ต้องเป็นโครงสร้างที่สามารถป้องกันคนที่ต้องการจะมาถือประโยชน์เพื่ออยู่อย่างสบายๆ ด้วย

 จากคุณ : บูชา // bujadham@hotmail.com [ 31 ต.ค. 2546 / 09:16:01 น. ]
     [ IP Address : 203.107.212.70 ]


 ความคิดเห็นที่ 31 : (pat)

_/|\_ อนุโมทนาค่ะ คุณบูชา
เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งในความคิดริเริ่มที่ดีๆอย่างนี้ค่ะ

 จากคุณ : pat [ 31 ต.ค. 2546 / 13:03:10 น. ]
     [ IP Address : 202.183.176.147 ]


 ความคิดเห็นที่ 32 : (ปฏิบัติธรรม)

   ผมก็ได้อ่านข้อคิดของหลายๆท่าน  ผมก็ได้รู้ถึงว่าท่านใดคิดอย่างไร  ส่วนตัวผมเองนั้นผมคิดว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการปฏิบัติให้ตัวเราได้เข้าถึงสภาวะธรรมที่แท้จริง  โดยไม่ต้องการให้ใครมายอมรับว่าเราเป็นผู้เข้าถึงหรือไม่เข้าถึง  เพราะการยึดติดในสิ่งที่ต้องการให้ใครยอมรับมากเกินไปก็จะเป็นอุปสรรคตัวสำคัญในการประพฤติ  ปฏิบัติธรรม   ดังนั้นไม่ว่าเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร  ผมก็ขอให้ทุกท่านตั้งใจปฏิบัติธรรมต่อไปและผมก็ขอกราบอนุโมทนาบุญกับผู้ที่ยังประโยชน์อย่างยิ่งให้เกิดกับตัวเอง  ไม่ใช่ยังประโยชน์อันเพื่อการเรียกร้องให้แก่ตนอง
    ธรรมสวัสดี  สาธุ

 จากคุณ : ปฏิบัติธรรม [ 31 ต.ค. 2546 / 13:29:44 น. ]
     [ IP Address : 192.168.1.46 ]


 ความคิดเห็นที่ 33 : (P)

การบวชภิกษุณีได้รับการสนับสนุนจากต่างชาติมากกว่าในเมืองไทยหรือ

http://www.peacecouncil.org/csmonitor.html
News > Reviving a Buddhist Tradition: Women's Ordination in Thailand (Dhammananda)

From the April 17, 2003 edition of the Christian Science Monitor


Bastion of Buddhism faces gender debate
A female monk enlists Thailand's Senate in her uphill battle against a ban on the ordination of women
By Simon Montlake | Special to The Christian Science Monitor

[This article in the April 17, 2003 Christian Science Monitor describes Peace Councilor Dhammananda's efforts to restore the tradition of women's ordination in Thailand, a project that has received financial assistance thanks to Peace Council contributors. There is more information at the project's web site: Thai Bhikkunis

The author writes that some male monks in Thailand oppose women's ordination because it would be an unsanctioned innovation. However, it is not true that women have never been ordained in the Theravada Buddhist tradition. The female monastic tradition in Buddhism can be traced back to the Buddha's ordination of his wife Yasodhara. There were female as well as male Theravada monks from the beginnings of Buddhism in South Asia, but only the male lineages were restored after Buddhism's temporary decline in South Asia several centuries ago.]
[Peace Council photo of Dhammananda Bhikkhuni]

from the April 17, 2003 edition of the Christian Science Monitor:

Bastion of Buddhism faces gender debate
A female monk enlists Thailand's Senate in her uphill battle against a ban on the ordination of women
By Simon Montlake | Special to The Christian Science Monitor
NAKHON PATHOM, THAILAND – From the outside, it looks like any other temple in Thailand, a country that considers itself a bastion of Buddhist culture. A cluster of modest wooden buildings and a well-kept lawn hide behind a 15-foot-high golden Buddha that faces the busy highway to Bangkok.
But this temple is breaking the mold of Thai Buddhism. Its nominal head is a female monk ordained two years ago in Sri Lanka as Dhammananda Bhikkhuni. One of only a few women to have challenged the male makeup of Thailand's 300,000 monks, she now wants to extend that right to other women, and has turned to the Senate for help.
As a result, a subcommittee is considering a proposal to permit the ordination of women as monks. The final say, however, lies not with lawmakers but with the country's Buddhist clergy, known as the Sangha, whose ruling council of elders has long opposed the idea.

Their opposition puts the elders on a collision course with modernizers inside and outside the Buddhist establishment, who argue that Thailand's clergy are too focused on doctrine and tradition, rather than the needs of their followers. They say conservative monks are missing a chance to update the faith in a time of rapid change in Thailand.

Sanitsuda Ekachai, a columnist and religious-affairs specialist at the Bangkok Post newspaper, argues that the Sangha won't drop their opposition. If so, she says, "monks will continue to fulfill our needs with rituals and rites, but they will play a narrower role in society ... if they can't understand that society is changing."

Thailand has grappled with this debate before. Dhammananda's own grandmother was among a group of educated women in the 1920s who created an order of female monks. In 1928, King Rama V followed the advice of Buddhist elders and banned the practice. That ban is still in place. Thai women can take the vows of a nun, who shave their heads and wear white robes, but they can expect lower status and fewer privileges than monks, who travel for free on public transport in Thailand.

Other Asian countries have in recent years revived an ancient order of female monks known as Bhikkhuni (PIK-koon-nee). Among those is Sri Lanka, where Dhamannanda was ordained.

Campaigners in Thailand point out that Sri Lanka practices the same school of Buddhism as Thailand, known as Theravada. Unlike Sri Lanka, though, Thailand has never ordained women as Bhikkhunis, making it more problematic to change course. Tuan Siridhammo, deputy director at Thailand's leading Buddhist school and a spokesman for the Sangha, says that any changes must be in accordance with sacred texts. "We can't change the rule from the Buddha's time because we respect the rule of Buddha."

Advocates of female ordination say the ban has less to do with doctrine than with dogma. "Women feel themselves outside the Sangha, which is not true. We are part of that Sangha. We must evolve. It is like the Buddha set up a company, and we are all shareholders," Dhammananda says.

As well as providing a place of worship for the local community, the temple, founded by Dhammananda's mother, is also a place of retreat for laywomen and aspiring nuns or monks. Fourteen women live there now. Local opinion on Dhammananda is mixed. Some men living nearby turn up their noses at the mention of the temple, saying that it's wrong for women to wear the saffron robes of a monk. Most are familiar with Dhammananda from her morning alms collection.
But Kanjana Charoensuitvimon, a local housewife, praises Dhammananda for bringing Buddhism back down to earth. "I used to go to other temples, but we can't talk about women's stuff with male monks. We can talk about anything with Dhammananda. She gives us confidence and support," she explains.

As the Sangha deliberates over the Senate proposal, a process expected to take six months, some observers are drawing parallels with a similar debate within Christianity over women priests. Thailand has had its share of scandals with monks, including cases of rape and murder, that have undercut public trust.

In the 1990s, when Britain's Anglican Church began ordaining women as priests, the move precipitated a split in the ranks amid public mudslinging. Analysts play down the threat of that happening in Thailand, saying that Buddhism is more adaptable, particularly in this country, where other beliefs are easily absorbed into daily rituals and rhythms.

"Buddhism is a flexible religion, it is a way of life, so it reflects more of a way of life, instead of what we call entrenched dogma," says Somchai Phagaphasvivat, a politics professor at Thailand's Thammasat University.

Home || About the Peace Council || Peace Councilors || Purpose and Commitments || Current Annual Report || Looking Ahead || News || Trustees || How You Can Help || Links || Contact ||

Page Published: 04/18/2003 · Page Last Modified: Monday, April 28, 2003
©2003 International Committee for the Peace Council

 จากคุณ : P [ 1 พ.ย. 2546 / 20:28:11 น. ]
     [ IP Address : 202.133.136.54 ]


 ความคิดเห็นที่ 34 : (คนดู)

• Women, Globalization & Religion: The Center for Health and Social Policy and the Peace Council will collaborate on an “international conversation” between civil and religious leaders that could become the foundation for similar “conversations” in all the places in the world where globalization and religion contribute to the oppression and suffering of women.

In many ways, women have been poorly served by both religion and economic globalization. The “conversations” will center on what is needed in a globalized world to achieve gender equity and to contribute to peace and how religious leaders can help.

Peace Councilor Dhamananda will be the hostess for this session, which will be held in Chiang Mai, Thailand, in early March of 2004.

 จากคุณ : คนดู [ 1 พ.ย. 2546 / 23:44:29 น. ]
     [ IP Address : 203.156.25.177 ]


 ความคิดเห็นที่ 35 : (รู้น้อย)

     ผมว่าเจตนาของพระพุทธองค์ก็คงไม่อยากให้บวช  ไม่อยากให้มีนะ 
เพราะดูจากการห้ามถึง 3 ครั้ง อีกทั้งกฎข้อบังคับก็เยอะ ศีลก็มากกว่าพระ
ถ้าอยากบรรลุ เป็นคนธรรมดาก็น่าจะปฏิบัติธรรมเพื่อบรรลุได้นะ
เพราะฉะนั้นเราน่าจะทำตามเจตนาของพระพุทธองค์นะครับ

 จากคุณ : รู้น้อย [ 2 พ.ย. 2546 / 23:47:53 น. ]
     [ IP Address : 203.147.59.31 ]


 ความคิดเห็นที่ 36 : (จบไปแล้ว)

ความคิดเห็นที่ 112 : (ครูข้างวัตรทรงธรรม)

เรียนคนทั่วไป
        พวกเราเป็นครูอยู่ในโรงเรียนของวัตรทรงธรรมกัลยานี ในนครปฐม วัดที่ผู้หญิงลูกสาวแม่ชีวรมัย ออกมาแต่งตัวเหมือนพระสงฆ์  แต่ถ้าจะให้พวกเราเล่าความจริงให้ฟังก็ได้ว่า  ลูกแม่ชีวรมัย คือฉัตรสุมาลย์นี้ไม่เคยเป็นคนมีคุณธรรมประจำใจ  พวกเราถูกครูใหญ่คือพี่บุญธรรมของเธอกะเกณฑ์ ให้มาช่วยงานกฐิน งานวันเกิด เพราะถ้าพวกเราไม่มาเธอก็จะด่าว่า ครูใหญ่  พวกเราทำอาหารให้เธอขายให้วัตรเธอมาเป็นสิบปี  ไม่เคยมีคำว่า “ขอบใจ” แม้แต่คำน้อย คำเดียวจากปากเธอ  บางครั้งเราจะเห็นครูใหญ่และครูมาริสาเพื่อนซี้ขอครูใหญ่นั่งร้องไห้ด้วยความเจ็บใจที่ถูกคุณฉัตรด่าว่าเจ็บๆแสบๆ  คิดดูแล้วกันพวกเราจะต้องเป็นยามเปิด ปิดประตูให้ครอบครัวนี้ ตั้งแต่นายพจน์สามีของเธอ  และลูกชายของเขาซึ่งมักจะแสดงอำนาจบาดใหญ่กับทุกคนและพ่อแม่ของเขาเห็นว่าเป็นการดี ที่มีลูกเป็นผู้คุมแก๊งเดินกร่างอยู่ในวัด  สามารถตบตีแม้ลูกบุญธรรมของครูใหญ่ได้  ส่วนเมียน้อยของนายพจน์หรือหลานสาวก็เอามายัดเยียดให้เป็นครูอยู่ที่โรงเรียนนี้ก็มีอภิสิทธิ์เหมือนกัน
        พวกเราดีใจที่ครูใหญ่ไม่บังคับเรา หรือให้เด็กๆ ต้องมาทำพิธีกรรมที่วัตรนี้  เพราะพวกเราไม่ศรัทธา และเอือมระอา  วัตรนี้มีทั้งผีเข้า  มีทั้งคนทรง และมีทั้งหมอดู  มีทั้งค้าขายตั้งแต่เพ็ชรพลอยทองรูปพรรณ จนถึงน้ำดื่ม  ลองไปดูสภาพเด็กที่คุณฉัตรสุมาลย์เอามาเลี้ยงดูสิ จะเห็นว่าเธอใช้เขายังกับขี้ข้า  ทาสหมดสมัยแล้วแต่ทาสที่ด้อยโอกาสยังมีอยู่คือเด็กๆในโครงการท้องแล้วไม่รู้จะทำอย่างไร  หรือเด็กที่พ่อแม่ยากจนหวังจะเอาลูกมาให้ส่งเรียน  แต่พวกเราคิดว่าควรเอาลูกส่งไปรับจ้างทำงานแล้วเอาสตังค์มาเรียนหนังสือจะดีกว่า  ส่วนลูกชายเธอก็จะก้อล้อก้อติกเด็กสาวรุ่นๆพวกนี้   ตัวเธอก็อยู่ในกรุงเทพ ปล่อยให้เด็กอยู่กับไอ้เฒ่าหัวงูคือสามีของเธอ ที่เด็กๆ ต้องเรียกว่า “พ่อพจน์”  และ “แม่พวง” คือเมียน้อยของนายพจน์ที่อยู่บ้านเดียวกันกับคุณฉัตร พอวันอาทิตย์คุณฉัตรก็จะขับรถมาที่วัตรเพื่อพูดคุยกับคนที่มาวัตรและเก็บเงินในวัตร  เด็กพวกนี้หรือ มีตั้งแต่หนีไปเที่ยว ดื่มเหล้า ทำทุกอย่างที่ไม่ควรทำ และเราก็ยังสงสัยว่า พ่อพจน์เอาไปสังเวยตัณหากี่คนแล้ว  ตอนนี้เห็นเหลือเพียงสองคน  นอกนั้นหายไปหมด ไม่รู้ว่าด้วยเหตุใด 
        ถ้าพวกคุณจะไปวัตรนี้กรุณาดูให้ดีว่าคุณมาถูกที่เพราะว่า คนวัตรนี้ถ้ากดขี่ข่มเหงพี่และน้องบุญธรรมได้  แต่ทำดี พูดจาเพราะต่อหน้าคนไม่รู้จักล่ะก็ เขาจะบวชมาเพื่ออะไร  และคิดว่าเธอคงได้แต่เอาจีวรพระมาคลุมตัวเพื่อหากิน หาเลี้ยงลูกต่อไปเพราะตอนนี้หาเงินได้ง่ายกว่าเดิมด้วยจีวร  และคงจะส่งลูกไปเทียวเมืองนอกได้ง่ายยิ่งขึ้น  เพราะแม่ชีแก่แล้วคนไม่สนใจเท่าไรแล้วนี่  พวกคุณลองคิดดูแล้วกันว่าคนนี้ใจบุญพอที่จะเป็นพระได้จริงหรือ  ดูจากแม่ชีก็แล้วกันเธอไม่เคยดูแลเลย จ้างเด็กรับใช้ดู พอมีพระมาอยู่ด้วยทีวัตรก็เห็นเอามาทำงานเหมือนเด็กในโครงการบ้านศานติรักษ์ ไม่เห็นดูแลให้เขาอยู่ดีมีสุขสมเป็นนักบวชผู้หญิงอย่างที่ตัวเองเขียนหนังสืออวดว่าสนับสนุนการบวชผู้หญิง  ลองไปดูก็แล้วกันว่าทำไมวัตรนี้ไม่มีแม่ชีไปอาศัยอยู่และแม้แม่ชีแก่ๆ ก็เพิ่งย้ายออกไปด้วยทำงานไม่ไหว  ตอนนี้เหลืออยู่คนเดียวทำสวน ทำครัว ทำความสะอาดวัตร และเดินซื้อของตามสั่ง  ถ้าวัตรนี้ดี ทำไมแม่ชีไม่ไปอยู่อย่างวัตรเสน่หา หรืออยู่อย่างปฐมอโศก  ไม่ต้องปล่อยให้วัตรร้างมาเป็นสิบปี จนไปหลอกเอาพระจากเมืองนอกมาช่วยทำงานพัฒนาวัตรให้  ตอนนี้ก็เห็นหยุดทำไปแล้วคงรู้ตัวว่าถูกฉัตรสุมาลย์หลอกใช้หรือไม่ก็ถูกด่าว่าจนทนไม่ได้
        ครอบครัวของคนวัตรนี้ชอบด่าว่าคน  ตอนที่เขาหย่าร้างกัน สามีคุณฉัตรก็เขียนบัตรสนเทห์ด่าว่าอาจารย์ใหญ่  บางครั้งก็ให้คนโทรศัพท์มาด่า  ครูใหญ่เธอใจดีเป็นพวกเราคงโต้ตอบไปบ้างแล้ว  อย่างดีเราก็เห็นครูใหญ่นั่งร้องไห้ แล้วพูดว่า “เห็นแก่คุณแม่คือแม่ชีวรมัย” ก็คนที่เลี้ยงท่านมาอย่างไรล่ะ  นี่ก็คงเป็นกรรมทำให้คนนครปฐมแม้พ่อแม่ผู้ปกครองนักเรียนก็ไม่มาวัตรนี้  ยิ่งเขารู้ว่าคุณฉัตรเป็นเจ้าของโรงเรียนและผู้จัดการเขายิ่งวิ่งหนีกันใหญ่ด้วยความขยะแขยงในความไม่บริสุทธิ์แล้วมาทำวัตร  แม้แต่พวกเราก็ไม่เคยคิดว่านี่คือ “วัด” ที่นักบวชอยู่เพราะมีอบายมุขครบอยุ่ในบริเวณ  และถ้าเป็นวัดเหมือนที่ใบสีมาล้อมรอบอยู่ทำไมมีครอบครัวอยู่ในเขตใบสีมาตั้งแต่ครอบครัวนายพจน์คุณฉัตรจนลูกของเขา

จากคุณ : ครูข้างวัตรทรงธรรม [ 24 เม.ย. 2544 / 03:37:30 น. ]
     

 จากคุณ : จบไปแล้ว [ 3 พ.ย. 2546 / 06:42:49 น. ]
     [ IP Address : 202.28.21.4 ]


 ความคิดเห็นที่ 37 : (จบไปแล้ว)

ความคิดเห็นที่ 113 : (ทนไม่ได้)


เพื่อนบนจอ
พูดถึงกราบพระไม่สนิทใจแล้ว  ตอนนี้ผมก็มีปัญหาเหมือนกัน เพราะตอนนี้เรามีผู้หญิงบวชแล้วคือ คุณฉัตรสุมาลย์  ที่ไม่อาจเรียกเธอว่า พระหรือเณรได้เพราะเธอยังด่างพร้อยอีกมาก  คนส่วนมากเห็นแต่หน้ากากที่เธอสวมใส่ไว้  เห็นหน้าสวยๆ ทางทีวี  ฟังเสียงหวานๆ ทางวิทยุและทีวี  แต่มีใครกี่คนจะรู้ว่าเธอนั้นเอาความร่ำรวยมาจากไหน  ถ้าพวกคุณอยากรู้ลองไปถามอาจารย์มาดารัตน์ครูใหญ่ที่โรงเรียนข้างวัดดู  หรือถามนายจิตเข้มน้องชายที่ถูกโกงสมบัติ  หรือน้องชายอีกคนคือวรเมตดูก็ได้ว่าพวกนี้ถูกกระทำอย่างไรบ้าง  ทำไมคุณฉัตรสุมาลย์ถึงมาถึงดวงดาวตะกายฟ้าได้  เพราะอะไรใครรู้บ้าง  ถ้าอยากรู้ลองศึกษาดู  แล้วลองศึกษาดูว่าลูกสามคนของเธอนั้นเป็นลูกใคร  แม่ชีทำไมยังตายไม่ได้  และทำไมวัดนี้จึงร้อนเป็นไฟตลอด  ทำไมเธอต้องเอาลูกชายไปซ่อนไว้นอกวัด  เพราะกลัวคนรู้ใช่ไหมว่า ทุกคนเอาเงินวัดไปใช้เท่าไหร่  ทำไมลูกชายทุกคนมีเมียหลายคนได้ และทำไมลูกทุกคนมีบ้านหลายหลัง  มีรถยนต์ดีๆใช้  และตัวเธอเองก็เดินทางไปต่างประเทศได้เป็นว่าเล่น  ทำไมอาจารย์ธรรมศาสตร์คนอื่นๆ ในคณะเดียวกันทำไม่ได้  และทำไมคู่ควงของเธอจึงหลบไปซ่อนอยู่ข้างหลังฉาก หลังจากเธอหย่าจากผัวเธอ  ทำไมเธอมีเงินปลูกบ้านหลังใหญ่ในวัดเพื่อเตรียมไว้ให้เธอยู่หลังจากบวชได้  และทำไมเด็กในมหาวิทยาลัย และผู้หญิงโง่ๆ จึงลุ่มหลงเธอนัก  นี้คือข้อที่เราควรสนใจ 
การบวชของเธอผมไม่คิดว่าเป็นการบวชนอกจาการเปลี่ยนชุดทำงานมาใส่วีจรหากิน  และก็ไม่คิดว่าคนที่รักศาสนาจริงต้องออกทีวี วิทยุเพื่อเรียกร้องสิทธิบ้าบอคอแตก  พระของเราน่าจะออกมาอย่างเธอบ้าง  เธอจะได้หยุดพล่ามเสียที   ถ้าเราต้องมีพระภิกษุณีแล้วพระภิกษุณีทำเหมือนฉัตรสุมาลย์  ผมว่า อย่ามีดีกว่า  มีแค่พระก็ปวดหัวตายแล้ว ยังจะมีอาจารย์ระดับ ดร.เอาจีวรพระมาหากินเพื่อให้ลูกให้หลานใช้อีก  ทำไมเจ้าหน้าที่ไม่เห็นทำอะไรกับเธอ  ทีพระผู้ชายทำอะไรผิดนิดหน่อยยังถูกเจ้าหน้าที่สอบสวน ที่นี่วัดทั้งวัดมีเงินได้หลอกลวงคนเป็นสิบๆปี ยังอยู่ได้  และจะยอมให้หลอกกันถึงไหน  ถ้าเจ้าหน้าที่ทางบ้านเมืองไม่จัดการ  ใครเล่าจะรู้ความเป็นจริง 
พวกนักหนังสือพิมพ์นะหรือ เงินปิดปากและปิดปากกาไปนานแล้วสำหรับวัดนี้  เพราะคงเกรงอำนาจ ส.ศิวลักษณ์ คุ้มครองเธอและวัดเธออยู่ หรือว่ากลัวเด็กธรรมศาสตร์จะเผาเมืองเหมือนเมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว
หวังว่าผู้รู้และพระที่มีหน้าที่คงไม่ปล่อยให้คนอย่างนี้บวชมาเดินเพ่นพล่าน หรือหลอก ลวงคนต่อไป  ถ้าเธอคิดว่าเธอบวชก็เอาทุนทรัพย์ของเธอกินแล้วกัน  อย่าเอาทรัพย์ของคนต้องการทำบุญไปใช้เลย  นี่ได้ข่าวมาว่าร่ำรวยมากกว่าเดิมหลังจากเอาจีวรมาห่มให้เหมือนพระเหมือนเณรได้สักสองเดือน  ลูกก็มีรถใหม่  มีบ้านใหม่  มีเมียใหม่อีก  อะไรกันวะกับผู้หญิงคนนี้  


จากคุณ : ทนไม่ได้ [ 24 เม.ย. 2544 / 03:43:06 น. ]

 จากคุณ : จบไปแล้ว [ 3 พ.ย. 2546 / 06:43:32 น. ]
     [ IP Address : 202.28.21.4 ]


 ความคิดเห็นที่ 38 : (สมชาย)

      เรื่องการบวชภิกษุณีในประเทศไทยนี้ผมมีความคิดเห็นกับเรื่องนี้คือ

๑.เรื่องสภาวะธรรม ทั้งในผู้หญิงและผู้ชายไม่มีความแตกต่างกัน คือทั้งผู้หญิงและผู้ชายสามารถบรรลุธรรมในระดับเสขะหรืออรหันต์ได้เหมือนกัน

๒.การบรรลุธรรม ไม่จำเป็นต้องแปลงเพศ(บวช)ก็ได้  แต่การแปลงเพศ(บวช)จะช่วยสร้างสภาวะที่เอื้ออำนวยต่อการปฏิบัติธรรม และอยู่ท่ามกลางกัลยาณมิตรที่ช่วยส่งเสริมการปฏิบัติ

๓.สภาพสังคมในสมัยพุทธกาลหรือสมัยก่อนค่อนข้างปิดโอกาศผู้หญิงที่จะเข้ามาศึกษาธรรมะ ไม่เหมือนปัจจุบัน ที่มีสถานปฏิบัติธรรมให้ผู้หญิงเข้าไปปฏิบัติธรรมมากมาย และองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ปรินิพพานแล้วไม่สามรถให้คำวินิจฉัยได้

๔.พระพุทธเจ้าทรงมอบอำนาจการจัดการไว้กับสังฆ์(หมู่ของพระสงฆ์)เป็นกำลังหลักของพระพุทธศาสนา ในประเทศไทยเรามีกำลังหลักของพระพุทธศาสนาคือหมู่สงฆ์นิกายเถรวาท การสร้างข้อเรียกร้องอะไรก็ตามหากทำให้หมู่สงฆ์เกิดความแตกแยกขึ้น เราอาจจะทำลายพระพุทธศาสนาในประเทศไทยโดยไม่ตั้งใจก็ได้

๕.ในประเทศอื่นๆที่มีพระภิกษุณีนั้น ไม่ได้สร้างความแตกแยกขึ้น เพราะได้รับความยอมรับของหมู่สงฆ์ในนิกายของประเทศนั้นๆครับ

*(ผมคุยเฉพาะเรื่องสภาวะธรรมของผู้หญิงผู้ขาย ไม่คุยเรื่องสิทธิสตรีเพราะมันเป็นเรื่องภวตัณหา)

 จากคุณ : สมชาย [ 3 พ.ย. 2546 / 10:32:52 น. ]
     [ IP Address : 203.107.193.181 ]


 ความคิดเห็นที่ 39 : (._.)

          1. ผู้หญิงและผู้ชายสามารถบรรลุธรรมในระดับเสขะหรืออรหันต์ได้เหมือนกัน ข้อนี้เห็นด้วย ผู้เขียนก็ไม่ได้คัดค้าน แต่การบรรลุธรรมไม่ได้เกิดจากการต้องบวชเป็นภิกษุหรือภิกษุณี ข้อนี้คิดว่าทุกคนคนรู้ แม้เป็นฆราวาสก็สำเร็จพระอรหันต์ได้ เพราะการบรรลุธรรมอยู่ที่ระดับมโนที่ปราศจากกิเลส  ซึ่งเมื่อบรรลุธรรมเป็นขั้นๆไปแล้วแม้แต่ภาวะของผู้ชาย(ปุริสสภาวะ)เองก็ต้องละในระดับพระอนาคามี
         2.นักบวชในพุทธศาสนาถูกกำหนดโดยพระวินัย(สามเณร สามเณรี ศีล10 ภิกษุณี 311ข้อ)  และก็มีคำตรัสเกี่ยวกับโทษหรือผลของการผิดพระวินัยโดยพระพุทธองค์ในสมัยพุทธกาล  ซึ่งเราในปัจจุบันคงไม่อาจเอื้อมไปแก้ไข (ถึงอาจเอื้อมบุญบารมีของเราก็คงไม่ถึงที่จะไปแก้ไขได้)  ถ้านักบวชประพฤติผิดพระวินัยก็คงต้องได้รับผลตามที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ (อย่าลืมว่า คำพูดของพระพุทธเจ้าตรัสเป็นหนึ่งแท้จริง ไม่ผิดไปจากที่ทรงตรัส เช่นในกรณีของพระบิดาของพระเทวทัต)   ใครอยากเสี่ยงก็ตามใจ
       3. พุทธบริษัท มี 4 ผู้เขียนก็เห็นด้วย เพราะอดีตกาลมีภิกษุณี ไม่ใช่ไม่มี จะให้บอกพุทธบริษัท มี 3 ก็ต้องไม่ถูกต้อง  พุทธบริษัทคือผู้ที่รักษาพรพุทธศาสนาให้คงอยู่ ไม่ใช่แปลว่าต้องมีนักบวชสืบต่อ การเป็นผู้ที่รักษาพรพุทธศาสนาให้คงอยู่โดยภิกษุณีอาจแปลว่าการรักษาธรรมวินัยโดยการไม่มีภิกษุณีก็ได้  เหมือนการสร้างความมั่งมี โดยการบริจาคทาน (แปลว่าเป็นการให้หรือ เสียสละ)
    4.สงฆ์ แปลว่าคณะตามพระวินัย คือ ภิกษุ 4 รูป ขึ้นไป  และก็เป็นภิกษุชายจริงๆเสียด้วยตามพระวินัย (ถ้าได้อ่านกันนะ)  และพระพุทธเจ้าท่านก็ทรงบัญญัติดักไว้ก่อนแล้วพอดีอะไรจะปานนั้น ว่าการกระทำใดที่ต้องให้ครบองค์ของสงฆ์ เช่น 4 หรือ 5 หรือ 20 ถึงขาดภิกษุชายไปแม้เพียงรูปเดียว ภิกษุณีก็ไม่อาจใช้แทนให้ครบเป็นองค์สงฆ์ได้
       5.การยอมรับของภิกษุณีในเถรวาท ถ้าจะศึกษา สามารถดูได้จากการสังคยานาครั้งที่ 1 มีการปรับอาบัติทุกกฏแก่พระอานนท์ที่ขวนขวายให้สตรีบวช (พระไตรปิฎก เล่มที่ 07 ข้อ 622)  และพระอานนท์ก็ยอมแสดงอาบัติทุกกฏนั้น ก็ขอให้พิจารณาด้วย
        6.การบวชของสตรีเป็นอนาคาริกโดยมีพระพุทธเจ้าเป็นศาสดา ในสมัยก่อนที่จะมีภิกษุณีในสมัยพุทธกาลก็มีกระทำกัน เช่น พระนางที่เคยเป็นภรรยาของพระมหากัสสปะในสมัยที่เป็นฆราวาส (นึกชื่อตอนนี้ไม่ออก)  ตอนหลังที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้มีภิกษุณี และท่านก็แน่ใจว่าท่านทำตามครุธรรม 8 ได้จึงบวชเป็นภิกษุณี ในประเทศไทยการยอมหญิงบวชเป็นอนาคาริกก็มี จะมีข้อเสียที่สังคมเราไม่ได้ดูแลให้ดี จึงเกิดกรณีอยากที่จะมาอยู่ในภาวะที่ดูสูงกว่า  ต้องโทษใคร ?
         7.  ภาวะเพศหญิงไม่ได้เป็นภาวะที่เกิดตามไปทุกชาติแต่เป็นของที่เปลี่ยนแปรได้  ชาติหน้าอาจเกิดเป็นชายก็ได้  ชาตินี้บวชไม่ได้ ชาติหน้าบวชก็ได้
        8. ภาวะเพศหญิงในภพหน้าจะถูกทำลายด้วยจิตที่เป็นฌาน (ไม่ได้ถูกทำลายด้วยการบวชเป็นภิกษุณี)  แต่ฌานถูกคุมด้วยศีลวิสุทธิ   ถ้าเป็นภิกษุณี พระพุทธองค์กำหนดศีล311   ทำไม่ได้ ฌานก็ไม่ได้ ขอให้พิจารณา

 จากคุณ : ._. [ 4 พ.ย. 2546 / 16:39:58 น. ]
     [ IP Address : 203.151.96.28 ]


 ความคิดเห็นที่ 40 : ( ._.)

แบบทดสอบความเข้าใจคำสอนของพระพุทธองค์ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช                                       

                                          พระไตรปิฎก เล่มที่ 37
[๒๕๗] ส. เพราะในหมู่เทวดาไม่มีการบรรพชา ฉะนั้น การประพฤติพรหมจรรย์จึง ไม่มีในหมู่เทวดา หรือ?
            ป. ถูกแล้ว
            ส. ในที่ใดมีการบรรพชา ในที่นั้นแลมีการประพฤติพรหมจรรย์ ในที่ใดไม่
               มีการบรรพชา ในที่นั้นไม่มีการประพฤติพรหมจรรย์ หรือ?
            ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
            ส. ในที่ใดมีการบรรพชา ในที่นั้นแลมีการประพฤติพรหมจรรย์ ในที่ใดไม่
               มีการบรรพชา ในที่นั้นไม่มีการประพฤติพรหมจรรย์ หรือ?
            ป. ถูกแล้ว
            ส. ผู้ใดบรรพชา ผู้นั้นแลมีการประพฤติพรหมจรรย์ ผู้ใดไม่บรรพชา ผู้นั้น
               ไม่มีการประพฤติพรหมจรรย์ หรือ?
            ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
      [๒๕๘] ส. เพราะในหมู่เทวดาไม่มีการปลงผม ฉะนั้น การประพฤติพรหมจรรย์จึง
               ไม่มีในหมู่เทวดา หรือ?
            ป. ถูกแล้ว
            ส. ในที่ใดมีการปลงผม ในที่นั้นแลมีการประพฤติพรหมจรรย์ ในที่ใดไม่มี
               การปลงผม ในที่นั้นไม่มีการประพฤติพรหมจรรย์ หรือ?
            ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
            ส. ในที่ใดมีการปลงผม ในที่นั้นแลมีการประพฤติพรหมจรรย์ ในที่ใดไม่มี
               การปลงผม ในที่นั้นไม่มีการประพฤติพรหมจรรย์ หรือ?
            ป. ถูกแล้ว
            ส. ผู้ใดปลงผม ผู้นั้นแลมีการประพฤติพรหมจรรย์ ผู้ใดไม่ปลงผม ผู้นั้นไม่
               มีการประพฤติพรหมจรรย์ หรือ?
            ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

 จากคุณ : ._. [ 6 พ.ย. 2546 / 09:05:40 น. ]
     [ IP Address : 203.151.96.25 ]


 ความคิดเห็นที่ 41 : ( ._. )

      ไม่ทราบว่าตอบกันแล้วหรือยัง ว่าเลือกเป็น  ส. หรือ   ป.
        ป.  คือ นักบวชลัทธิอื่นๆ ที่ไม่ใช่เถรวาท
        ส.  คือ พระโมคคัลลาติสสะเถระ

 จากคุณ : ._. [ 7 พ.ย. 2546 / 14:07:05 น. ]
     [ IP Address : 203.151.96.28 ]


 ความคิดเห็นที่ 42 : (._.)

     เหตุที่เขียนยืดยาว จนบางท่านบอกว่าขาดเมตตา เพราะอยากจะฝากบอกท่านว่าขอให้รักษา Form นักบวชในพุทธศาสนาหน่อยโดยเฉพาะในดินแดนที่ไม่ค่อยมีผู้ที่ศรัทธาพุทธศาสนา และให้เกียรติสตรี  เพราะการปฏิบัติตนในพุทธศาสนาไม่ใช่เป็นทั้ง กามสุขัลลิกานุโยค ที่ผู้ที่อยู่ในวรรณะสูงสุดจะได้ประโยชน์ทางโลกเต็มที่ และอีกไม่ใช่ทั้งอัตตกิลมถานุโยค ที่จะเรียกจะเรียกศรัทธาจากดินแดนที่มีผู้แสดงตนว่ามักน้อย สันโดษกว่าเช่นนักบวชในพวกเชน   ท่านคงไม่รู้ว่าภิกษุบางรูป ต้องใช้เวลากว่า 30 พรรษาและเงินบริจาคที่ไม่มากในความพยายามที่จะนำพุทธศาสนากลับคืนสู่ประเทศอินเดีย ซึ่งจนบัดนี้ได้เพียงแต่สอนให้ชาวอินเดียในวรรณะที่ถูกจัดว่าเป็นเศษมนุษย์ รู้จักการสวดมนต์ ไหว้พระ เวียนเทียน และเป็นผู้ให้ (ไม่ใช่ผู้ขอ) อะไรกับเขา เท่านั้น   อีกทั้งต้องอยู่อย่างเสี่ยงจากการถูกปล้นและฆ่า (ถ้าใครไม่เชื่อ ลองถามพระที่ไปอยู่ที่นั่นดู) โดยผู้ที่ไม่ศรัทธาในพุทธศาสนา  แต่ภิกษุเหล่านั้นก็ยังคงอยู่ด้วยความหวังที่จะนำพุทธศาสนากลับคืนสู่ประเทศที่เป็นที่เกิดให้ได้ 
          ท่านอาจไม่รู้ตัวว่าการปรากฏกายของท่านโดยไม่ระมัดระวังและสำรวม อาจทำลายชีวิต และทานที่ได้มาโดยลำบากของพระภิกษุเหล่านี้ เพราะที่นั้นไม่ใช่คนไทยที่พร้อมจะกราบไหว้บูชาต้นไม้ใบหญ้า หรือสัตว์แปลกๆ โดยสนิทใจเมื่อไรก็ได้...และก็ขอจบเพียงเท่านี้

 จากคุณ : ._. [ 7 พ.ย. 2546 / 14:46:53 น. ]
     [ IP Address : 203.151.96.28 ]


 ความคิดเห็นที่ 43 : (เขมา)

เรื่องที่คุณจบไปแล้วนำมาลงเกี่ยวกับชีวิตปูมสลังของภิกษุณีธัมมนันทานั้น ดูเหมือนนิยายน้ำเน่าที่เคยอ่านพบในกระดานเสวนาธรรมแห่งนี้เมื่อ 3 ปีก่อน .. น่าแปลกที่ไม่กล้าแสดงชื่อเสียงเรียงนาม .. เรื่องที่จบไปแล้วก็ยังขุดคุ้ยอยู่ร่ำไป.. คงเป็นคนที่จมอยู่กับอาจมหรือกองคูจอยู่เสมอ จึงไม่ยกระดับจิตเสียที...น่าเวทนา ที่ยังพยายามเข้ามาเวียนว่ายอยู่ในหมู่นักปฏิัีบัติธรรม ..

 จากคุณ : เขมา [ 7 พ.ย. 2546 / 19:16:01 น. ]
     [ IP Address : 203.107.153.214 ]


 ความคิดเห็นที่ 44 : (จิตติมา)

...อดีตคือบทเรียนของอนาคต...
หากมองอย่างใจเป็นกลาง บางเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับ อ. ฉัตรสุมาลย์ นั้น อาจเป็นเพียงความผิดบาปในอดีตก่อนบวช .. หากบวชแล้ว ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น พัฒนาขึ้น ... โจรยังได้รับการอภัย แล้วนี่ทำไมผู้ที่คิดจะเข้ามาสู่ครรลองแห่งความงดงาม กลับถูกทำร้ายเช่นนี้ ... มองในมุมกลับอีกทาง หากชีวิตเช่นนี้ .. เป็นบทเรียนชีวิตของคนที่เป็นน้องสาว หรือเป็นพี่สาวของคุณบ้าง .. จะไม่ให้อภัยเชียวหรือ จะไม่เปิดโอกาสให้เกิดการพลิกผันสู่ชีวิตที่งดงามเชียวหรือ... อย่าจิตตก.. เพียงเพราะติดยึดกับอัตตาบางประการเลยเถิด..

 จากคุณ : จิตติมา [ 7 พ.ย. 2546 / 22:27:38 น. ]
     [ IP Address : 203.107.153.214 ]


 ความคิดเห็นที่ 45 : (จิตติมา)

..เคยฟังเรื่องเล่าทางฝ่ายคริสต์เรื่องหนึ่งในความเมตตาต่อสัตว์โลก...
.. ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ชาวบ้านกำลังพยายามที่จะเข้ากลุ้มรุมทำร้ายหญิงสาวผู้ทำผิดต่อชุมชน .. ทุกคนลงความเห็นว่าให้ลงประชาทัณฑ์ โดยให้คนในหมู่บ้านเอาก้อนหินคนละ 1 ก้อน ขว้างปาใส่เธอ .. ก่อนที่เธอจะถูกประชาทัณฑ์ .. พระเยซูเดินผ่านเข้ามาพอดี พอทราบเรื่องราวทั้งหมด ... พระองค์ก็ถามขึ้นว่า .. หากใครไม่เคยทำผิดเลย ขอให้ก้าวออกมาเป็นคนแรก เพื่อเอาก้อนหินขว้างน้องหญิงผู้นี้ .. ปรากฏว่าไม่มีใครก้าวออกมาสักคน ..
นั่นแสดงให้เห็นว่า ก่อนที่จะกล่าวโทษหรือทำร้ายผู้อื่น ขอให้พิจารณาด้วยจิตเมตตาเสียก่อนว่า .. ตนเองก็เคยผ่านการทำผิดมาแล้ว มากบ้างน้อยบ้าง .. หากต้องตกอยู่ในฐานะของผู้ถูกประชาทัณฑ์ .. เราจะรู้สึกอย่างไร .. แล้วทำไมจึงไม่ให้โอกาสแก่คนที่เคยทำผิดบ้าง.... เอวัง...  แล้วความเมตตาของคนที่ประกาศตัวว่าเป็นชาวพุทธนั้นอยู่ที่ใดกันเล่า .. ขอให้เรื่องราวของการติเตียนตำหนินั้น เกิดขึ้นด้วยใจที่ยุติธรรม .. เหรียญมี 2 ด้านฉันใด .. ปุถุชนก็ยังมีทั้งด้านมืดและด้านสว่างเฉกเช่นเดียวกัน ... ภิกษุ หรือภิกษุณีก็ตาม .. หากท่านยังนับเป็นผู้บวชเข้ามาสู่กาสวพัสตร์ได้ไม่นาน ความเป็นปุถุชนก็ยังคงถูกขัดเกลาไปไม่มากนัก .. ให้เวลาและให้โอกาสแก่ผู้บวชใหม่จะไม่ดีกว่าหรือ... อยากวิงวอนให้เห็นว่าอย่าเห็นผู้สวมจีวรว่าต้องสูงส่งกว่าฆราวาสทั่วไป เพียงแต่สีเหลือง สีกลัก ของท่านนั้นเป็นเพียงเครื่องเตือนใจให้ท่านมีอินทรีย์สังวรมากกว่าฆราวาส ให้ท่านอยู่ในข้อวัตรสิกขามากกว่าเท่านั้น .. แต่หากถ้าการทำผิดนั้น .. เป็นเพียงอาบัติเบาก็ขอให้ละเว้นโทษจาบจ้วงเถิด .. บาปเวรจะได้ไม่เกิดขึ้นทางมโนกรรม และวจีกรรม ... อยากให้ทุกท่านได้พิจารณาด้วยใจที่เป็นกลาง..สาธุ...

 จากคุณ : จิตติมา [ 7 พ.ย. 2546 / 22:38:55 น. ]
     [ IP Address : 203.107.153.214 ]


 ความคิดเห็นที่ 46 : (คนดู)

คุณจิตติมา คุณเขมา ใช้ IP เดียวกันเลย และเขียนไปในทิศทางเดียวกันด้วย
รู้สึกว่า กระทู้นี้ ไม่เกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจเรื่องภิกษุณีเสียแล้ว
แต่กลายเป็นกระดาน ตอบโต้ และแก้ตัว
น่าสงสัยว่า ทำไมจึงมีคน ต่อต้านตัวบุคคล อย่างเด่นชัดกว่าการต่อต้าน การบวชภิกษุณี
อ่านเรื่องนี้ทีไร ไม่ได้ประโยชน์เลย ไม่อ่านดีกว่า น่าเบื่อมาก

 จากคุณ : คนดู [ 8 พ.ย. 2546 / 08:08:54 น. ]
     [ IP Address : 203.156.25.112 ]


 ความคิดเห็นที่ 47 : (คนเก่ง)

ทีหลังช่วยกรุณาบอกเกี่ยวกับศีล  ของภิกษุณีด้วยได้ก็จะเป็นพระคุณอย่างสูงเลยย่ะ

 จากคุณ : คนเก่ง [ 9 พ.ย. 2546 / 13:32:43 น. ]
     [ IP Address : 203.113.36.11 ]


 ความคิดเห็นที่ 48 : (่jiradachpapi@chaiyo.com)

อยากรู้ว่าพระภิกษุณีในประวัติศาสตร์มีทั้งหมดกี่คน แล้วมีใครบ้าง ทำไมต้องออกบวชด้วยละคะ

 จากคุณ : ่jiradachpapi@chaiyo.com [ 22 พ.ย. 2546 / 13:41:06 น. ]
     [ IP Address : 203.113.45.68 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!