วิชชา 8 และปฏิสัมภิทาญาณ 4
 เนื้อความ :

   วิชชา 8 และปฏิสัมภิทาญาณ 4 คืออะไรครับ ช่วยบรรยายด้วยนะครับ

 จากคุณ : ผู้มาใหม่ [ 10 ต.ค. 2546 / 18:15:21 น. ]
     [ IP Address : 202.59.248.50 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (ขุนแผน ๛)

วิชชา ๘ เป็นปัญญ่าวิเสสเหนือมนุษย์ธรรมดา มี ๘ ประการ ได้แก่
๑. การรู้ผลลัพธ์ของสรรพสิ่งโดยไม่ต้องคิดวิเคราห์ตามวิธีการทางวิทยาศาสตร์  เช่น อยากทราบคำตอบของโจทย์คณิตศาสตร์ก็เห็นคำตอบที่ถูกต้องทันที มาตรว่าสงสัยสิ่งใดก็มีคำตอบสิ้น ปัญญานี้ ท่านว่าทำลายความสงสัยทั้งปวงฯ สามารถรู้การเกิดตายของสัตว์ คือ รู้ว่าตนจักตายเมื่อใด หรือใครก็ตามจะตายเมื่อใด แลจะไปเกิดเมื่อใดก็รู้ ข้อนี้มีประโยชน์เวลาเข้านิโรธสมาบัติ ซึ่งต้องกำหนดว่าจะไม่เข้าสมาบัติระหว่างที่ตนต้องดับขันธ์ฯ (เพราะจะดับขันธ์ในสมาบัติไม่ทันได้ทำกิจอื่นๆ--ถ้ามี แลตั้งใจจะทำหลังออกสมาบัติ)
๒. การแสดงฤทธิ์ทางใจ เช่น การสร้างภาพนิมิตให้บุคคลคนใดคนหนึ่งหรือหลายคนเห็น เช่น ตอนที่พระพุทธองค์ทรงเผยมหาบุรุษลักษณะ ๒ อย่างให้ปรากฏแก่ตาพรหามณ์ฯ อนึ่ง จะเนรมิตวัตถุใดๆ ก็ได้ เสกดินให้เป็นทอง เสกน้ำขุ่นให้ใส เสกน้ำเค็มให้จืด เรียกฝน เรียกลม หยุดฝน หยุดลม ได้ทั้งปวงฯลฯ
๓. มีฤทธิ์ทางกาย เหาะ หาย ดำดิน เดินบนน้ำ เดินใต้น้ำ หดกาย ขยายกาย จะพากายไปไหนก็ได้ ร่นระยะทาง เดินเร็ว ฟันแทงไม่เข้า (สังเกตที่พระพุทธเจ้าเพียงห้อพระโลหิตเพราะถูกหินกระทบเท่านั้น โลหิตไม่ได้หลั่งออกจากกาย) ฯลฯ
๔. มีหูทิพย์ ไว้ใช้ฟังเสียงเทวดา เวลาเทวดามาถามคำถาม ใครนินทาก็รู้ ใครสรรเสริญก็รู้ ใครจะสนทนาอะไรกันอยู่ทีไหนก็รู้แจ้งสิ้นฯ
๕. รู้ใจผู้อื่นไม่ว่าใจคน สัตว์ เทวดา หรือ พรหมฯ บุคคลนี้ๆ ชอบฟังสิ่งใด ไม่ชอบฟังสิ่งใดก็รู้ ใครสัทธา ไม่สัทธาก็รู้  ถ้าแก่กล้ามาก ใครสำเร็จธรรมหรือยังไม่สำเร็จก็รู้แจ้งสิ้นฯ
๖. ระลึกอดีตล่วงภพชาติได้ ขึ้นกับความกล้าแข็งเฉพาะบุคคล ยิ่งกล้าแข็งยิ่งระลึกได้มากชาติ กล่าวกันว่า พระพุทธเจ้า ทรงระลึกได้กี่ชาตินั้นไม่พึงต้องนับ เห็นจากที่พระองค์สรุปโดยนัยว่าเบื้องต้นของปฏิจจสมุปบาท (สงสารวัฏของจิตสัตว์แต่ละจิต) ไม่ได้ปรากฏฯ อนึ่ง ปัญญาอันนี้ถ้ากระทำให้พิสดารจักระลึกชาติของผู้อื่นได้ด้วย คือรู้ ว่าเขาเคยเกิดเป็นอะไร แลจะมีภพหน้าอีกกี่ภพกี่ภพเป็นอย่างไรก็รู้แจ้งสิ้นฯ
๗.มีตาทิพย์ ผู้มีตบะแก่กล้า สามารถเห็นทั่วตลอดสามภพไม่มีผู้ใดปิดบังได้เลย มาตรว่าเทพไท้องค์ใดจักบังอยู่ก็บังไม่ได้ฯ ผู้มีตาทิพย์นี้จะสามารถแยกแยะได้ว่านิมิตรนี้จริงฤาเท็จ เป็นผู้ใดจำแลงเนรมิตกายมาก็เห็นสิ้นฯ
๘. รู้ดับกิเลส คือ ทำลายสังโยชน์เบื้องสูง (กิเลสที่ฝังลึกที่สุดในจิต) ได้โดยสิ้นเชิง แลการบรรลุธรรมในศาสนาพุทธนั้น นับถือ องค์ณาณนี้เป็นที่สิ้นสุดฯ
=====
ถ้ามีที่ใดผิดพลาด โปรดงดโทษแก่ผมด้วยครับฯ

 

 จากคุณ : ขุนแผน ๛ [ 10 ต.ค. 2546 / 19:35:46 น. ]
     [ IP Address : 202.12.73.6 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (ขุนแผน ๛)

ข้อที่เหลือโปรดทดลองอ่านที่นี้ครับฯ
http://dharma.school.net.th/cgi-bin/dict.pl?word=%BB%AF%D4%CA%D1%C1%C0%D4%B7%D2

 จากคุณ : ขุนแผน ๛ [ 10 ต.ค. 2546 / 19:42:22 น. ]
     [ IP Address : 202.12.73.6 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (บรรพต อ.)

ปฎิสัมภิทาญาณ
สามารถ ย่อความ ๑
ขยายความให้มีความวิจิตรพิศดาร ๒
แตกฉานในภาษา บางท่านพูดได้ทุกภาษาทั้งคนและสัตว์ ๓
มีปฎิภาณไหวพริบเป็นเลิศ ๔

 จากคุณ : บรรพต อ. [ 10 ต.ค. 2546 / 23:16:49 น. ]
     [ IP Address : 203.113.36.11 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (http://www.palungjit.com/)

http://www.palungjit.com/

 จากคุณ : http://www.palungjit.com/ [ 10 ต.ค. 2546 / 23:26:08 น. ]
     [ IP Address : 203.113.36.11 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (บรรพต อ.)

http://www.praruttanatri.com/web2board/showthisques.php?datfile=t01236.txt
พระแก้วมรกต เรืองแสง

 จากคุณ : บรรพต อ. [ 11 ต.ค. 2546 / 01:10:43 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.8 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (บรรพต อ.)

http://www.praruttanatri.com/web2board/showthisques.php?datfile=t01246.txt
ขอยืมจาก www.palungjit.com ภาพอภิญญา

 จากคุณ : บรรพต อ. [ 11 ต.ค. 2546 / 01:36:37 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.8 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (ฐานาฐานะ)

แนะนำ :-

        วิชชา 8 ควรศึกษาใน พระไตรปิฏก เล่มที่ ๙  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑ ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค
        สามัญญผลสูตร

http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=9&A=1072&Z=1919

        ปฏิสัมภิทาญาณ
                ควรศึกษาใน พระไตรปิฏก เล่มที่ ๓๑  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๓
                ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค
                หน้า 87 ข้อ [๑๘๖] เป็นต้นไป
http://84000.org/tipitaka/pitaka_page/book=27&page=87&pages=2

 จากคุณ : ฐานาฐานะ [ 11 ต.ค. 2546 / 04:44:41 น. ]
     [ IP Address : 203.107.203.131 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (ตามตะวัน)

ถ้า "ปฎิสัมภิทาญาณ" ตามที่คุณ บรรพต อ. บอก (เพราะเห็นรอบรู้ในเรื่องของคัมภีร์  ตำรา  พระไตรปิฎก  พุทธประวัติ) เป็นอย่างนั้น 
คุณสมบัติอย่างนี้มีอยู่ครบในตัวของ "อาจารย์  ดร.สนอง   วรอุไร" เพราะครูบาอาจารย์  พระสุปฏินโน  หลายองค์หลายรูปได้เคยบอกกล่าวไว้
สนใจอยากพบอาจารย์ก็ดูที่หัวข้อ 010022

 จากคุณ : ตามตะวัน [ 11 ต.ค. 2546 / 06:10:19 น. ]
     [ IP Address : 203.145.30.5 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (ขุนแผน ๛)

นะ โม พุท ธา ยะ
=========
"ปฏิสัมภิทาญาณ" มี ๒ ระดับ คือ ระดับโลกีย์๑ ระดับโลกุตร๑
ระดับโลกีย์นี้ผู้ที่ศึกษาทางโลกมาดีก็กระทำได้ ส่วนระดับโลกุตรนั้นขึ้นอยู่กับบุญบารมีเป็นสำคัญฯ ตัวอย่างเช่น
๑. สามารถล่วงรู้สาเหตุของเหตุการณ์หนึ่งได้ เช่น ทรัพย์สิ่งของถูกโจรกรรมก็รู้ชัดได้ว่าผู้ใดเป็นขโมยขโจรฯ หรือ เห็นชาวบ้านเดือดร้อนด้วยปัญหาต่างๆ ก็ทราบได้ว่ามีที่มาจากอะไร เช่น คนหนึ่งมีอากาศล้มป่วยกระทันหัน ไปพบแพทย์อาการก็หายทันที กลับมาบ้านเป็นอีก ก็รู้ว่า เขาผู้นั้นป่วยเพราะเคยไปปัสสวะรดบริเวณที่สถานศักดิ์สิทธิ์ เป็นต้น ข้อนี้แพทย์แผนปัจจุบันจะไม่สามารถล่วงรู้ได้โดยการวินิจฉัยโรค ซึ่งเป็นความรู้ระดับโลกีย์ฯ
๒. สามารถรู้ได้ว่าผลจากเหตุการณ์นี้จะเป็นอย่างไร เช่น กรณีพระกาฬเทวิลดาบสล่วงรู้ว่าพระกุมารนี้ต่อไปจะได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าฯ หรือพระทีปังกรพุทธเจ้าเห็นพระดาบสองค์หนึ่งนอนทับโคลนเพื่อมิให้พระพุทธองค์เหยียบก็ทราบได้ว่าพระดาบสผู้นี้จะได้เป็นพระโคดมพุทธเจ้าฯ
๓. แตกฉานภาษา คือ รู้ภาษาบรรดามีทุกอย่าง ภาษานาค ภาษาเทวดา ภาษาเซียน โดยไม่ต้องเรียนหรือฝึกฝน เช่น สมัยที่พระกุมารสิทธัสถะเรียนศีลปศาสตร์ วิชาภาษากับอาจารย์ อาจารย์มิพักสอนก็รู้หมดสิ้น แลรู้ยิ่งกว่าครูของพระองค์ ฯลฯ
๔.  การทำการได้โดยอัตโนมัติ เช่น การที่พระพุทธเจ้าทรงตอบคำถามของเดียรถีย์จนผู้มาไม่ดีต้องจนด้วยปัญญา โดยที่มิต้องคิดว่าเดียรถีย์ถามอย่างนี้ จะตอบอย่างนี้ ถามอย่างนั้นจะตอบอย่างนั้นเป็นการล่วงหน้า หากตอบเดี๋ยวนั้นเลยด้วยญาณ ซึ่งต่างกับพระนาคเสนที่สมัยโต้ตอบกับพระยามิลินท์ยังต้องกลับไปคิดเตรียมคำตอบไว้ก่อนฯ
=====
ถ้าผิดพลาดประการใด ขอทุกท่านโปรดงดโทษแก่ข้าพเจ้าด้วยเทอญฯ
คูชูกี เห็นก้อนหินตกมาก็ตวาดไปหินก็หยุด

 จากคุณ : ขุนแผน ๛ [ 11 ต.ค. 2546 / 11:07:23 น. ]
     [ IP Address : 202.12.73.6 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (bj)

...ปฏิสัมภิทาญาณ...มีได้เพียงพระอริยเจ้าระดับพระอนาคามีขึ้นไป...
...โลกียะ ไม่มีปฏิสัมภิทาญาน...

 จากคุณ : bj [ 11 ต.ค. 2546 / 17:37:15 น. ]
     [ IP Address : 203.151.226.162 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (...)

อัชฌาสัยของท่านผู้มีความต้องการในความรู้พิเศษ ที่มีความรู้รอบตัวยิ่งกว่าท่านผู้ทรง
อภิญญา ๖ เรียกว่าอัชฌาสัยของท่านผู้ทรงปฏิสัมภิทัปปัตโต
          ท่านผู้ทรงปฏิสัมภิทัปปัตโตนี้ แปลว่ามีความรู้พร้อม คือท่านทรงคุณธรรมพิเศษกว่า
ท่านเตวิชโช ฉฬภิญโญหลายประการ  เช่น
          ๑. มีความสามารถทรงความรู้พร้อม ไม่บกพร่องในหัวข้อธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน
ไว้ได้โดยครบถ้วน แม้ท่านจะย่างเข้ามาอุปสมบทในพระพุทธศาสนาเพียงวันเดียว ทั้งๆ ที่ไม่เคยศึกษา
คำสอนมาก่อนเลย ตามนัยที่ปรากฏในพระสูตรต่างๆ ที่มาในพระไตรปิฎกว่า มีมากท่านที่มีความ
เลื่อมใสในสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วพอฟังเทศน์จบ ท่านก็ได้บรรลุอรหันต์ชั้นปฏิสัมภิทาญาณ
ท่านทรงพระไตรปิฏก คือเข้าใจในข้อวัตรปฏิบัติครบถ้วนทุกประการได้ทันท่วงที
          ๒. มีความฉลาดในการขยายความในธรรมภาษิต ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้โดยย่อให้พิสดาร
ได้อย่างถูกต้อง
          ๓. ย่อความในคำสอนที่พิสดารให้สั้นเข้า โดยไม่เสียใจความ
          ๔. สามารถเข้าใจ และพูดภาษาต่างๆ ได้ทุกภาษา ไม่ว่าภาษามนุษย์หรือภาษาสัตว์
          ตามข้อความในข้อ ๔ นี้ เคยพบพระองค์หนึ่งในสมัยปัจจุบันนี้ คือ พ.ศ. ๒๕๐๔ - ๒๕๐๕
ต่อกัน พระรูปนั้นมีชื่อว่า "พระสร้อย" ท่านบอกว่า ท่านเป็นชาวจังหวัดสระบุรี ไม่เคยเรียนหนังสือ
มาก่อนเลย แม้หนังสือไทยนี้ ปกติท่านก็อ่านไม่ออก ท่านว่าเมื่อท่านอายุได้ ๗ ปี มีพระในถ้ำเขตสระบุรี
ท่านหนึ่ง ไปเยี่ยมโยมท่านที่บ้าน ตัวท่านเองเมื่อเห็นพระรูปนั้นเข้าท่านก็เกิดความรักขึ้นมา เมื่อ
พระรูปนั้นจะกลับถ้ำ ได้ออกปากชวนท่านไปอยู่ด้วย ท่านก็ขออนุญาตโยมหญิง - ชายจะไปอยู่กับ
พระรูปนั้น โยมทั้งสองก็อนุญาตด้วยความเต็มใจ ท่านเล่าให้ฟังว่า เมื่อไปอยู่กับพระรูปนั้นก็ไม่มีโอกาส
ได้เรียนหนังสือ เพราะในถ้ำนั้นมีพระอยู่  ๒ - ๓ รูป ท่านบิณฑบาตกลับมาแล้ว ท่านฉันจังหันเสร็จ
ต่างก็บูชาพระแล้วนั่งภาวนากันตลอดวันตลอดคืน ไม่ใคร่มีเวลาพูดคุยกัน ท่านก็สอนให้ท่านอาจารย์
สร้อยภาวนาด้วย ทำอยู่อย่างนั้นจนครบบวช พระที่ท่านพาไปก็พาออกมาบวชที่บ้าน บวชแล้วก็พากลับ
มาอยู่ถ้ำ นั่งภาวนาตามเดิม ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๓ - ๒๕๐๔ ท่านป่วย ได้เดินธุดงค์มาปักกลดอยู่ที่
บางกะปิ พระนคร ใครจะนิมนต์ท่านเข้าไปในชายคาบ้านท่านไม่ยอมเข้า ต่อมาพลเรือตรีสนิท
จำนามสกุลไม่ได้ เจ้ากรมแพทย์ทหารเรือไปพบเข้ามีความเลื่อมใส นิมนต์ให้มารักษาตัวที่กรมแพทย์
ทหารเรือ ให้พักอยู่ที่ตึก ๑ เป็นตึกคนไข้พิเศษ ปฏิปทาของท่านอาจารย์สร้อยที่มาอยู่ที่กรมแพทย์
ทหารเรือก็คือ ตอนเช้าท่านจะต้องออกบิณฑบาตทุกวัน ท่านไม่ได้ไปไกล ออกจากตึก ๑ ไปที่ประตู
กรมแพทย์ฯ ที่ตรงนั้นมีต้นมะฮอกกานีอยู่ต้นหนึ่ง เป็นต้นไม้ มีพุ่มไสว สาขาใหญ่มาก ท่านเอาบาตร
ของท่านไปแขวนที่กิ่งมะฮอกกานี แล้วท่านก็ยืนหลับตาอยู่สักครู่ ไม่เกิน ๑๕ นาที ท่านก็ลืมตาขึ้นแล้ว
เอาบาตรมา เดินกลับเข้าห้องพักคนป่วย ที่ท่านไปยืนอยู่นั้นเป็นทางผ่านเข้าออกของคนไปมาเป็นปกติ
ไม่มีขาดระยะคนเดินผ่าน ทุกคนเห็นท่านยืนเฉยๆ ไม่เห็นใครเอาอะไรมาใส่ให้ แต่ทุกครั้งที่ท่าน
เอาบาตรกลับมา จะต้องมีข้าวสุกสีเหลืองน้อยๆ  และดอกไม้แปลกๆ  ที่ไม่เคยเห็นในภพนี้ติดมาด้วย
๒ - ๓ ดอกทุกครั้ง สร้างความแปลกใจแก่ผู้พบเห็นเป็นประจำ บาตรที่ท่านจะเอาไปแขวนนั้น
นายทหารเป็นคนจัดให้ นายทหารผู้นั้นยืนยันว่า ผมตรวจและทำความสะอาดทุกวัน ผมรับรองว่า
บาตรว่างไม่มีอะไรจริงๆ  เมื่อท่านเอาบาตรไปแขวนก็อยู่ในสายตาของพวกผมเพราะไปไม่ไกลห่าง
จากตึก ๑ ประมาณไม่ถึง ๑๐ เมตร และติดกับยามประตูกรมแพทย์ หมายถึงที่ท่านไปยืนเอาบาตร
แขวนต้นไม้ แต่แปลกที่พวกเราไม่เห็นว่าใครเอาของมาใส่เลย ทุกครั้งที่ท่านเอาบาตรมาส่งให้
กลับมีข้าวและดอกไม้ทุกวัน ปกติท่านสอนเตือนให้คณะนายทหารละชั่วประพฤติดีทุกวัน ทำเอา
นายทหารเลิกสุรายาเมาไปหลายคน


รู้ภาษาต่างประเทศ
          วันหนึ่งผู้เขียนได้ไปที่กรมแพทย์ทหารเรือ พอไปถึงพวกนายทหารก็เล่าให้ฟังแล้วคิดในใจว่า
ท่านผู้นี้อาจจะไม่ใช่ปุถุชนคนธรรมดา ประเภทไม่เป็นเรื่องเป็นราวอย่างผู้เขียน คิดว่าอย่างน้อยท่าน
อาจจะได้ฌานโลกีย์ อย่างสูงอาจเป็นพระอริยะก็ได้ ที่คิดอย่างนั้นไม่ใช่หมายความว่าผู้เขียนมีฌานพิเศษ
เป็นเครื่องรู้ ความจริงไม่มีอะไรนอกจากสนใจและสงสัยเท่านั้น จึงคุยกับบรรดานายทหารว่าเอาอย่างนี้
ซิ  เรามาลองท่านดูสักวิธีหนึ่ง คือลองพูดภาษาต่างๆ กับท่าน ถ้าท่านรู้เรื่องและพูดได้ทุกภาษาแล้ว
ฉันคิดว่าพระองค์นี้เป็นพระอริยะขั้นปฏิสัมภิทาญาณ เพราะท่านผู้ได้ปฏิสัมภิทาญาณนั้นต้องเป็น
พระอรหันต์ก่อน คุณสมบัติปฏิสัมภิทาญาณจึงปรากฏ ไม่เหมือนเตวิชโชและฉฬภิญโญทั้งสองอย่างนี้
ได้ตั้งแต่ฌานโลกีย์ จึงรวบรวมนายทหารที่พูดภาษาต่างประเทศได้ ๖ ภาษา คือ
          ๑. ภาษาอังกฤษ
          ๒. ภาษาฝรั่งเศส
          ๓. ภาษาเยอรมัน
          ๔. ภาษาสเปน
          ๕. ภาษาญี่ปุ่น
           ๖. ภาษามลายู
          ได้ส่งนายทหารที่ชำนาญภาษานั้น ๆ ไปพูดกับท่าน ท่านก็พูดด้วยได้ทุกภาษา และพูดได้
อย่างเขาเหล่านั้น เล่นเอานายทหารชุดนั้นงงไปตาม ๆ กันเมื่อท่านถูกถามว่าท่านเรียนภาษาต่าง ๆ
มาจากไหน ? ท่านตอบว่า ท่านไม่เคยเรียนมาก่อนเลย เห็นเขาพูดมาก็มีความเข้าใจ และพูดได้
ตามต้องการ ท่านว่ามีความรู้สึกเช่นเดียวกับพูดภาษาไทย  เมื่อพบเข้าอย่างนี้ทำให้คิดถึงตำรา คือ
พระไตรปิฎก ว่าท่านผู้นี้อาจเป็นพระอรหันต์ขั้นปฏิสัมภิญาณตามนัยที่ท่านอธิบายไว้ก็ได้  แต่ท่านจะเป็น
พระอรหันต์หรือไม่ ผู้เขียนไม่รับรอง แต่ก็ต้องมานั่งคิดนอนตรองค้นคว้าหาหลักฐานเป็นการใหญ่
แต่ละเล่มท่านก็เขียนว่า ท่านที่จะได้ปฏิสัมภิทาญาณมีการรู้ภาษาต่าง ๆ  เป็นเครื่องสังเกตต้องเป็น
พระอรหันต์ก่อน ท่านอาจารย์สร้อยท่านรู้ภาษาอย่างไม่จำกัดได้ ท่านจะเป็นพระอรหันต์ไหมหนอ
โปรดช่วยกันค้นคว้าหาเหตุผล มายืนยันด้วย ใครพบเหตุผลหลักฐานก่อนกันก็ควรบอกกันต่อ ๆ ไป
เพื่อความเข้าใจถูกในผลของการปฏิบัติสมณธรรม

ปฏิสัมภิทาญาณปฏิบัติ

          ปฏิสัมภิทาญาณ หรือปฏิสัมภิทัปปัตโตนี้ เป็นระดับของท่านผู้ทรงคุณพิเศษครอบงำเตวิชโช
และฉฬภิญโญทั้งหมด เพราะเหตุนี้ ท่านผู้ทรงปฏิสัมภิทาญาณนี้ จึงต้องปฏิบัติในกสิณทั้งสิบได้ครบถ้วน
ตามนัยที่กล่าวมาแล้วในฉฬภิญโญ เมื่อชำนาญในฉฬภิญโญคือชำนาญในกสิณแล้ว ท่านเจริญใน
อรูปฌานอีก ๔ คือ

๑. อากาสานัญจายตนะ

          ท่านเพ่งอากาศเป็นอารมณ์ โดยกำหนดหมายจิตคิดไว้เสมอว่า ในโลกนี้ไม่มีอะไรเป็นแท่งทึบ
ไม่มีอะไรคงสภาพเป็นก้อนเป็นแท่งอยู่ตลอดกาลสมัย ไม่ช้านานเท่าใดก็ต้องอันตรธานสูญไป
คล้ายอากาศ   ท่านไม่มีความนิยม   ในรูปสังขารเห็นสังขารเป็นโทษ  เพราะพิจารณาเห็นว่าสังขาร
ทั้งหลายเป็นแหล่งของความทุกข์  และความชั่วช้าสารเลว  สังขารเต็มไปด้วยความทุกข์อันเกิดจาก
ความอยากไม่มีสิ้นสุด ความร้อน ความหนาว ความป่วยไข้ ทุกขเวทนาอย่างสาหัส  จะพึงมีมาก็เพราะ
สังขารเป็นปัจจัย  ท่านมีความเกลียดชังในสังขารเป็นที่สุด  กำหนดจิตคิดละสังขารในชาติต่อ ๆ ไป
ไม่ต้องการสังขารอีกถือเป็นอากาศธาตุเป็นอารมณ์ คิดว่าสังขารนี้เรายอมเป็นทาสรับทุกข์ของสังขาร
เพียงชาตินี้ชาติเดียว  ชาติต่อ ๆ  ไปเราไม่ต้องการสังขารอีก ความต้องการก็คือ หวังความว่างเปล่า
จากสังขาร ต้องการมีสภาพเป็นอากาศเป็นปกติ
          การเจริญอรูปกรรมฐานนี้  ทุกอย่างจะต้องยกเอากสิณอย่างใดอย่างหนึ่งมาเป็นอารมณ์ก่อน
เสมอ คือเข้าฌานในกสิณนั้นๆ จนถึงฌาน ๔ แล้วเอานิมิตในกสิณนั้นมาเป็นอารมณ์ในอรูปกรรมฐาน
เช่น อากาสานัญจายตนะนี้ท่านให้กำหนดนิมิตในรูปกสิณก่อน แล้วพิจารณารูปกสิณนั้นให้เห็นเป็นโทษ
โดยกำหนดจิตคิดว่า หากเรายังต้องการรูปอยู่เพียงใด  ความทุกข์อันเนื่องจากรูปย่อมปรากฏแก่เรา
เสมอไปหากเราไม่มีรูปแล้วไซร้ทุกข์ภัยอันมีรูปเป็นเหตุก็จะไม่ปรากฏแก่เรา แล้วก็เพิกคืออธิษฐาน
รูปกสิณนั้นให้เป็นอากาศ ยึดถืออากาศเป็นอารมณ์ ทำอย่างนี้จนจิตตั้งอยู่ในฌาน ๔ เป็นปกติชื่อว่าได้
กรรมฐานกองนี้

๒. วิญญาณัญจายตนะ

          วิญญาณัญจายตนะนี้ เป็นอรูปฌานที่สอง ท่านผู้ปฏิบัติมุ่งหมายกำหนดเอาวิญญาณเป็นสำคัญ
คือพิจารณาเห็นโทษของรูป และมีความเบื่อหน่ายในรูปตามที่กล่าวมาแล้ว ในอากาสานัญจายตนะ
ท่านกำหนดจิตคิดว่า เราไม่ต้องการมีรูปต่อไปอีก ต้องการแต่วิญญาณอย่างเดียว เพราะรูปเป็นทุกข์
์วิญญาณต้องรับทุกข์อย่างสาหัสก็เพราะมีรูปเป็นปัจจัย ถ้ารูปไม่มี มีแต่วิญญาณ ทุกข์ก็จะไม่มี
มาเบียดเบียน เพราะทุกข์ต่างๆ ต้องมีสังขารจึงเกาะกุมได้ ถ้ามีแต่วิญญาณทุกข์ก็หมดโอกาส
จะทรมานได้ แล้วท่านก็จับรูปกสิณเป็นอารมณ์  แล้วกำหนดวิญญาณเป็นสำคัญจนตั้งอารมณ์อยู่ใน
ฌาน  ๔ เป็นปกติ ท่านที่ได้ฌานนี้มีประโยชน์ในการตรวจสอบจิตวิญญาณของตนเอง และของผู้อื่น
ได้อย่างชัดเจน

๓. อากิญจัญญายตนะ

          อากิญจัญญายตนะนี้ ท่านพิจารณาว่าไม่มีอะไรเลย หรือไม่มีอะไรเหลือต่างจากอากาสานัญ--
จายตนะ เพราะ อากาสานัญจายตนะยังมีการกำหนดว่ามีอากาศเป็นอารมณ์ อากิญจัญญายตนะนี้ ท่าน
ไม่กำหนดหมายอะไรเลย ไม่ต้องการอะไรทั้งสิ้น ไม่ต้องการรูปและแม้แต่มีวิญญาณ ด้วยท่านคิดว่า
แม้รูปไม่มี วิญญาณยังมีอยู่ วิญญาณก็ยังรับสุข รับทุกข์ทางด้านอารมณ์ เพื่อตัดให้สิ้นไปท่านไม่ต้องการ
อะไรเลยแม้แต่ความหวังในอารมณ์ ปล่อยอารมณ์จากความหวังใดๆ ทั้งหมด โดยกำหนดจิตจับอารมณ์
ในรูปกสิณอย่างใดอย่างหนึ่งในรูปฌานแล้วต่อไปก็เพิกรูปกสิณนั้นเสีย กำหนดจิตให้ว่างเปล่าจากอารมณ์
เป็นปกติ จนอารมณ์จิตตั้งอยู่ในฌาน ๔ เป็นปกติ

๔. เนวสัญญานาสัญญายตนะ

          ฌานนี้ท่านว่า มีวิญญาณก็ไม่ใช่ หรือจะว่าไม่มีวิญญาณก็ไม่ใช่ สร้างความรู้สึกเหมือนคน
ไม่มีวิญญาณ คือไม่ยอมรับรู้อะไรทั้งหมด ใครจะชม หรือนินทาว่าร้าย เอาของดีของเลวมาให้
หรือนำไป หนาว ร้อน หิว กระหาย เจ็บ ป่วย รวมความว่าเหตุของความทุกข์ความสุขใดๆ ไม่มีความ
ต้องการรับรู้ ทำเสมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น แบบในสมัยนี้เคยพบ อาจารย์กบ วัดเขาสาริกา
องค์หนึ่ง ท่านเจริญแบบนี้ วิญญาณท่านมี ท่านรู้หนาวรู้ร้อน แต่ท่านทำเหมือนไม่รู้ ฝนตกฟ้าร้อง
ท่านก็นอนเฉย ลมหนาวพัดมาท่านไม่มีผ้าห่ม ท่านก็นอนเฉย ใครไปใครมาท่านก็เฉย ทำไม่รู้เสีย
บางรายไปนอนเฝ้าตั้งสามวันสามคืน ท่านไม่ยอมพูดด้วย ถึงเวลาออกมาจากกุฎี ท่านก็คว้าฆ้องตี
โหม่งๆ ปากก็ร้องว่า ทองหนึ่งๆๆๆ แล้วท่านก็นอนของท่านต่อไป คนเลื่อมใสมากถึงกับตั้งสำนักศิษย์
หลวงพ่อกบขึ้น เดี๋ยวนี้คณะศิษย์หลวงพ่อกบมากมาย สามัคคีกันดีเสียด้วย ทำอะไรก็พร้อมเพรียงกันทำ
น่าสรรเสริญ ก่อนที่จะกำหนดจิตคิดว่าไม่มีอะไรเป็นจุดหมายของจิต ท่านก็ต้องยกรูปกสิณ จับนิมิต
ในรูปกสิณเป็นอารมณ์ก่อนเหมือนกัน การเจริญในอรูปฌานนี้ ท่านผู้อ่านที่ยังไม่เคยได้รูปฌานในกสิณ
คงจะคิดว่ายากมาก ความจริงถ้าได้ฌานในรูปกสิณแล้วไม่ยากเลย เพราะอารมณ์สมาธิก็ทรงอยู่
ขั้นฌาน ๔ เท่านั้นเอง เพราะช่ำชองมาในกสิณสิบแล้ว มาจับทำเข้าจริงๆ ก็จะเข้าถึงจุดภายในสามวัน
เจ็ดวันเท่านั้น
          เมื่อทรงอรูปฌานได้ครบถ้วนแล้ว ก็ฝึกเข้าฌานออกฌาน ตั้งแต่กสิณมา แล้วเลยเข้าอรูปฌาน
ตามนัยที่กล่าวมาแล้วในบทว่าด้วยอภิญญาหก สำหรับอภิญญาหรือญาณในวิชชาสามย่อมใช้ให้เป็น
ประโยชน์ได้ตั้งแต่ทรงฌานโลกีย์ สำหรับปฏิสัมภิทาญาณคือคุณพิเศษ ๔ ข้อในปฏิสัมภิทาญาณนี้
จะได้ก็ต่อเมื่อสำเร็จอรหัตตผลแล้ว ในขณะที่ทรงฌานโลกีย์อยู่ คุณพิเศษ  ๔ อย่างนั้นยังไม่ปรากฏ
ปฏิสัมภิทาญาณแปลกจากเตวิชโชและฉฬภิญโญตรงนี้

http://www.palungjit.com/smati/k40/arahan4.htm

 จากคุณ : ... [ 12 ต.ค. 2546 / 03:47:00 น. ]
     [ IP Address : 81.152.99.171 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (ของแถม อภิญญา)

 จากคุณ : ของแถม อภิญญา [ 12 ต.ค. 2546 / 17:41:01 น. ]
     [ IP Address : 203.113.36.11 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!