เวทนา - ดังตฤณ
 เนื้อความ :

เวทนา


ดังตฤณ
* * * * *

          กลไกสำคัญอันเปรียบเหมือนหมุดยักษ์ที่ยึดพวกเราไว้ในสังสารวัฏ คือ ความอยากได้สิ่งที่ชอบ สิ่งใดที่เราชอบสิ่งนั้นให้เป็นเวทนาอันเป็นสุข สิ่งใดให้เวทนาอันเป็นสุข สิ่งนั้น คือ ความเป็นที่รักของจิตอันชุ่มกิเลส

        เวทนา แปลว่า ความเสวยอารมณ์ ความรู้สึก

         ความรู้สึกสุขทุกข์ มีอยู่สามชนิดด้วยกัน คือ สุขเวทนา (สุขเวทนา) ทุกขเวทนา (ทุกข์ร้อน) และ อทุกขมสุขเวทนา (ไม่ทุกข์ไม่สุข)

          แต่ถ้าแบ่งตามนัยของกายและใจแยกกัน ก็ซอยย่อยลงไปได้อีก คือ สุขเวทนาแบ่งเป็นสุข (กาย) กับ โสมนัส (สบายใจ) ส่วนทุกขเวทนาแบ่งเป็นทุกข์ (กาย) กับโทมนัส (ไม่สบายใจ)

          และอทุกขมสุขเวทนา (ทั้งใจทั้งกายเฉยอยู่ เสวยอารมณ์ที่ไม่เร้าความรู้สึกให้ฟูขึ้น หรือแฟบลง อาจใช้คำว่า อุเบกขา แต่เป็นคนละความหมายกับ การวางใจเป็นกลาง)

          ถ้าดูตามนิยามแล้ว ความรู้สึกก็แบ่งเพียงสามประเภทใหญ่ คือ สุข ทุกข์ และ เฉย ซึ่งนั่นเป็นที่ยอมรับกันอย่างปราศจากข้อโต้แย้ง เกิดกายโตมาทุกคนรู้จักกันแล้วทั้งนั้น ไม่มีใครในโลกที่เกิดมาไม่รู้จักความรู้สึกทั้งสาม

         พระท่านว่าเวทนาเกิดขึ้นทุกณะ เมื่อมีการเสวยอารมณ์ก็มีเวทนาตามมาด้วยเสมอ แต่ถ้าดูความจริงที่ปรากฏขึ้นในใจ เราแต่ละขณะแล้ว บางทีเราก็ไม่อาจแยกแยะได้ว่าขณะไหนเกิดความรู้สึกใด ถ้ามันไม่ลอยเด่นขึ้นมาหรือจมหายลงไปชัด ๆ

          อย่างเช่นเมื่อกำลังอ่านหนังสืออยู่เดี๋ยวนี้ ใครตอบได้บ้างเล่าว่า เป็นสุข เป็นทุกข์ หรือเฉยเมย?

          หากเป็นคนอ่านหนังสือเร็ว เป็นหนอนหนังสือประเภทอ่านเก่ง อ่านเร็ว อ่านทน ความรู้สึกเป็นสุขจะปรากฏค่อนข้างชัด เนื่องจากเมื่อตานิ่ง กวาดรับตัวอักษรได้มาก และรวดเร็วเต็มประสิทธิภาพ

          สายตากับมันสมอง คลื่นความคิดอ่านจะเป็นระเบียบ มีความรับรู้คมชัด มีสติความระลึกได้แจ่มใส ปัจจัยเหล่านี้ยังให้เกิดภาวจิต เป็นสมาธิชั่วขณะขึ้นมา

          เนื่องจากมีองค์สมาธิเบื้องต้นครบ คือ ความนึก (เริ่มจากนึกให้ตากวาดไปบนแผ่นกระดาษ นึกให้จิตรับรู้กลุ่มอักษรและตีความ) ความมีใจแนบติดกับเนื้อความ (ถ้าเนื้อหาไหลเรียงตรงเข้าสู่ใจอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย ก็เรียกว่าอยู่ในช่วงของความมีใจแนบอารมณ์)

          ความนึกอารมณ์กับความมีใจแนบอารมณ์ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า ปัสสัทธิขึ้นมา นั่นคือมีความสงบกายสงบใจ เยือกเย็นและผ่อนคลาย ไม่ต้องเครียด ไม่ต้องฟุ้งซ่าน จมจ่อมอยู่ในโลกของตัวหนังสือได้ เป็นเวลานาน ๆ

        ทว่าหากเป็นคนอ่านหนังสือช้า นิยมใช้ธรรมะเป็นยานอนหลับประจำคืน ก็อาจมีบางย่อหน้า ที่ทำให้เป็นสุขบ้างเมื่อเกิดความสนใจ และเข้าอกเข้าใจเนื้อหาต่อเนื่องดี

          แต่คงมีหลายย่อหน้า ที่ก่อให้เกิดความเหม่อลอย จับตาไม่ติด อ่านไม่เข้าใจ บางทีไปสะดุดตาตรงไหน จังหวะใดเข้าแล้วรู้สึกตัวว่าอ่านไม่ต่อเนื่อง ก็อาจอยากรู้เนื้อความก่อนหน้า จำต้องย้อนกลับไปอ่านใหม่ เป็นที่เสียเวลาและความรู้สึก

          ต้องบังคับสายตาอันไม่ค่อยจะอยากทำงาน อย่างนี้ความรู้สึกเป็นทุกข์มันก็เกิดขึ้นได้ง่าย ๆ เหมือนกัน

          แต่หากอ่านอย่างเดาได้ อ่านอย่างรู้อยู่แล้วว่าอะไรจะเป็นอะไรต่อไป ก็จะไล่สายตาไปเรื่อย ไม่เร่งต้อนเนื้อความเข้าสู่ใจ และก็ไม่อ่อนสติ จนตกกลุ่มอักษรตอนใด อย่างนี้ความรู้สึกเฉย ๆ ก็น่าจะได้ที่เกิด

          ในความเป็นจริง เวทนาเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างซับซ้อน และก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นดับไปต่อเนื่องกันอย่างรวดเร็วมากด้วยเป็นไปไม่ได้ที่เราจะตามรู้โดยปราศจากสติ กำหนดดู

         ทั่วร่างกายมนุษย์เต็มไปด้วยถิ่นเกิดของเวทนาหลากหลาย นับได้ทุกแห่ง แตกต่างกันทุกที่ นับแต่ซอกเท้า น่อง  แขนอ่อน ปาก คอ หัว หู

         วัตถุอ่อนแข็งต่าง ๆ ในโลกก็ล้วนก่อให้เกิดเวทนาได้สารพัดชนิด เมื่อถูกต้องเข้าตรงที่ใดก็เกิดความรู้สึกอย่างนั้น ๆ หากไม่พิจารณาดูตรงความเกิดผัสสะ ก็จะไม่เข้าใจ ความแตกต่างของเวทนาแต่ละชนิด โดยแจ่มแจ้ง จะทราบก็เฉพาะผัสสะอันก่อนให้เกิดสุขเวทนาหรือทุกขเวทนาขั้นรุนแรงเท่านั้น

          และภาวจิตของมนุษย์ ก็ล้วนก่อเวทนาภายในให้ผู้เป็นเจ้าอัตตามากมายหลายแบบ ดังที่อาทิไปแล้วว่าภาวะสงบนิ่งไล่รู้เนื้อความอย่างต่อเนื่องย่อมก่อให้เกิดความอิ่มใจเป็นสุขขึ้นได้ เนื่องจากได้องค์สมาธิขั้นต้น ส่วนภาวะกระสับกระส่ายฟุ้งซ่านก็นำมาซึ่ง เวทนาอันเป็นตรงข้าม

          สิ่งเร้าจิตในโลกก็มีทางเข้ามาถึงหกชนิด มาได้ทั้งแบบเดี่ยวและแบบผสม คือปรากฏรูปอย่างเดียว หรือบางทีทั้งรูปและเสียง บางทีก็รุมพร้อมกันทั้งรูปเสียง กลิ่น รส สัมผัส และความคิด

         คำถามที่น่าสนใจคือส่วนใหญ่ เรามีเวทนามาจากอะไรกันแน่ ระหว่างผัสสะ หรือสภาวจิต?

          การวิเคราะห์ต้องเริ่มที่ตัวบุคคล ไม่ใช่เริ่มที่ประเด็นหลัก หรือประเด็นรองอื่นใด อย่างเช่น เมื่อสังเกตตัวเองแล้ว บอกได้หรือไม่ว่าปกติเป็นคนฟุ้งซ่าน เป็นคนช่างคิด เป็นคนชอบพินิจพิจารณาสิ่งต่าง ๆ รอบตัว หรือว่าเป็นคนชอบรับสัมผัสจากโลกภายนอก ?

         เวทนาเป็นสิ่งละเอียดอ่อน ซับซ้อนพอ ๆ กับกิริยาทางกายและใจ อย่างบางคนชอบกัดนิ้วตัวเอง เพราะมีความสุขกับคมฟันที่จิกเข้าเนื้ออย่างไม่รู้ตัว บางคนชอบมองฟ้า เพราะการทอดตาไปไกลทำให้เกิดภาวะว่างโล่ง

          บางคนช่างคิดช่างย้ำเรื่องขุ่น เรื่องเคือง เมื่อย้ำคิดก่อทุกข์ ก่อความคับข้องให้ ก็ยิ่งทวีความเกลียดความโกรธ แล้วก็ย้อนไปเป็นตัวเร่งให้วนคิดอีกและอีกอย่างหาทางออกไม่ได้ หากอัดอั้นจนไม่มีช่วงคลายตัวก็ต้องระเบิดออกมา ปรากฏเป็นเรื่องน่าสมเพชต่าง ๆ นานา ที่เห็นกันได้ไม่ยาก ในข่าวหน้าหนึ่งยุคนี้

          การเสพเวทนาจากความเป็นมนุษย์นั้นพิสดารนัก ไม่แต่ความสุขหรือทุกข์หยาบ ๆ ที่พบเจอได้ด้วยกันทุกรูปนาม ยังอาจมีสุขทุกข์เหนือประสบการณ์ของสามัญมนุษย์ทั่วไป

          สุขอันเหมือนกระแสทิพย์นั้น ประจักษ์ได้จริงแก่ผู้อบรมจิตจนสามารถถึงภาวะสมาธิ เริ่มนับแต่อุปจารสมาธิไปจนถึงอัปปนาสมาธิ มีสุขเย็นอันแปลกประหลาด เหมือนอยู่คนละโลกกับตัวตนเดิม

          ส่วนทุกข์อันสาหัสนั้นอาจเกิดได้จากความรวนแห่งจิต และกายตนเอง จิตและกายทำตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อผู้ครอง อาจเป็นทัณฑ์ จากกรรมเก่าหรือกรรมใหม่อันล้วนแล้วแต่เกิดจากความไม่รู้บุญ ไม่รู้บาป จาระไนกันไม่ไหวว่ามีอาการปางตายอย่างไร บางคนมีจิตถึงนรก ทั้งยังครองกายอยู่ก็เคยบันทึกกล่าวขานกันไว้

         ปัญหาที่น่าตีให้แตกก็คือ เวทนาชนิดใดเป็นประโยชน์ เสพแล้วจิตเป็นกุศล เกิดขึ้นแล้วเหนี่ยวนำให้ใจใฝ่ดี พัฒนาตัวพุ่งหาที่สูง ?

          คำตอบคือ เวทนาที่ไม่นำความร้อนรุ่ม เวทนาที่ไม่ถือกำเนิดจากผัสสะหรือนิมิตลามกชั่วร้าย เวทนาที่เตือนให้นึกถึงสันติวรบท อยากดับทุกข์ดับร้อนให้สิ้นเชิง

          สถานที่ในโลกนี้น้อยนักจะนำผัสสะอันก่อเวทนาดังกล่าวมาสู่มนุษย์ สภาพสังคม เหตุการณ์ในเมือง ระบบการสื่อสารชนิดต่าง ๆ ล้วนแล้วแต่นำมาซึ่งเวทนาฝ่ายทุกข์หรือฝ่ายสุข ซึ่งเอียงข้างไปทางอกุศล

          แม้ในป่าเขาปราศจากความวุ่นวายแบบเมือง ก็ยังมีภัยธรรมชาติคอยรุกราน ทั้งฝนฟ้าสัตว์มีพิษ เหลือบยุงริ้นไร เห็บหมัดหนอนไหน่ หนามแหลมพืชร้าย หากจู่ ๆ คิดว่าจะหาที่บำเพ็ญธรรมหาสุขเย็นในป่าเขาลึก ๆ แต่ใช้ชีวิตในป่าไม่เป็น ก็เชื่อได้ว่าคงเจ็บ หรือ ตาย หรือหนีกลับเมือง ภายในอาทิตย์เดียว

          ดังนั้นความหวังที่จะให้เวทนาฝ่ายกุศลเกิด จึงไม่ควรหมายเอาสถานที่เป็นหลัก เพราะไม่เป็นสาธารณะและไม่แน่นอน เปลี่ยนไปได้ตามพื้นหลังและวันเวลาของแต่ละคน

          การปรับสภาวจิตจึงเป็นทางเดียวในการก่อเวทนาอันเป็นกุศล การปรับสภาวจิตนำมาซึ่งกระแสความคิดเชิงบวก ความใคร่อยากสงบเย็น เมื่อติดใจมาก เสพความวิเวกแห่งภาวจิตมากเข้า ก็ทำให้มีกำลังใจอยากประคอง ไม่ว่าจะอยู่เมืองหรืออยู่ป่า ไม่ว่าจะเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้รส หรือสัมผัส แตะต้องอะไร  ๆ ก็พร้อมที่จะละความสนใจ เอาจิตผละ ออกห่าง

          คำถามที่น่าสนใจประการสุดท้ายคือ เราจะใช้เวทนาเป็นตัวปรับสภาวจิตได้หรือไม่ ?

         คำตอบคือ ได้ เพราะหลักการสำคัญในการปรับสภาวจิตให้เป็นสมาธิคือเอาจิตไปจับอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง ถ้าจับได้นาน จิตก็อาจเข้าสู่สภาวะนิ่งเย็นเงียบงัน แต่ต้องยอมรับว่าอารมณ์ที่เป็นนามธรรมนั้นจับยาก อย่างน้อยควรมีพื้นฐานการภาวนาถึงขั้นชำนิชำนาญในการ 'วางจิต' ประกบอารมณ์บ้างแล้ว

          อะไรก็ตามที่จิตจับรู้ได้ ถือว่าเป็นอารมณ์จิตได้หมด ก็ลองสังเกตดูว่าจิตจับรู้อะไรได้บ้าง จะเห็นว่าสุขทุกข์หรือไม่สุขไม่ทุกข์ที่เกิดขึ้นในดวงจิตแต่ละขณะก็ถูกรู้ได้ ดังนั้นเวทนาจึงเป็นอารมณ์จิต ถูกจิตพิจารณาและยึดจับเพื่อเหนี่ยวนำให้เกิดสภาวะเงียบนิ่งได้

          การฝึกจับเวทนาเป็นอารมณ์ เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ เพราะทำให้เราไม่ติด ไม่เห็นว่าสุขเวทนาประเสริฐ ไม่เห็นว่ามันน่าใฝ่หา เพราะทราบชัดออกมาจากอารมณ์สุขว่า มันเป็นของเปลี่ยนได้ เมื่อผัสสะหมดเวทนาก็หมดตาม ไม่ใช่ธรรมชาติอันเป็นนิรันดร์อย่างที่กิเลสลวงให้รู้สึกเพ้อเห็นไป

          การฝึกจับเวทนาเป็นอารมณ์ ก็ทำให้เราไม่ทุรนทุรายจนเกินไป แม้มีอะไรเสียบอยู่ทั่วตัว หรือมีอะไรแทงใจอยู่ตลอดเวลา เราก็จะไม่เกิดโทสะ ไม่บันดาลอาการวิกลจริต ไม่เกิดความมุ่งร้ายอาฆาตแก่คู่เวร

          เพราะทราบชัดออกมาจากอารมณ์ทุกข์ว่ามันเป็นของเปลี่ยนได้ เมื่อผัสสะหมดเวทนาก็หมดตาม ไม่ใช่ธรรมชาติอันโหดร้าย ไร้ความยุติธรรม อันปราศจากวันสิ้นสุด

          สิ่งที่ยากก็คือการเริ่มต้นจับเวทนา ในเมื่อส่วนมากมันคลุมเครือไม่ชัดเจน จะจับให้มั่นได้อย่างไร ในเมื่อไม่รู้ว่ามันอยู่ตรงไหน คำว่า 'สุข' หรือ 'ทุกข์' หรือ 'เฉย' ก็ดูคลุมเครือก้ำกึ่งกันอย่างไรชอบกล หลายครั้งบอกได้ยากด้วยซ้ำว่ากำลังรู้สึกอย่างไรกันแน่

          การปฏิบัติจิตให้เห็นธรรม หรือหน่วงธรรมให้เกิดสมาธินั้น อย่างไรก็หลีกหนีการนึกถึงภาษาพูดอันเป็นสัญลักษณ์ของตัวอารมณ์ไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นมือเก่าหรือมือใหม่ หากยังไม่เคยจับอารมณ์จนคล่องเป็นวสี ก็ต้องมีคำพูดให้ใจนึกถึงแง่ปรากฏของอารมณ์ขึ้นมาสักอย่าง

          อย่างเช่น อานาปาณสติ คือ การกำหนดลมเราก็ต้องมานึกกันก่อนว่าอย่างนี้เข้า อย่างนี้ออก อย่างนี้หยาบ อย่างนี้ละเอียด เมื่อนึกเอาภาษาพูดมานำจิตให้วางลงบนแง่มุมหนึ่ง ๆ ของตัวอารมณ์ได้ จิตก็มีที่จับที่แน่นอน ตามรู้อะไรอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นเรื่อง ๆ ไป ไม่สัดส่ายออกสู่ความกำหนดหมายประการอื่น

          ทว่าถ้อยคำที่ใช้แสดงแง่ปรากฏของลมหายใจนั้นยังมีอย่างอื่นอยู่อีก เช่น น้ำหนักลม ความเร็วลม หรือ ความพองยุบของหน้าท้อง เมื่อลมเข้าลมออก นำมาให้จิตจับเป็นนิมิตได้ทั้งนั้น

          ซึ่งก็แปลว่าขอให้เอาลักษณะความจริงบางประการของอารมณ์มากำหนดหมาย เป็นอันว่าใช้เหนี่ยวนำให้เกิดสมาธิได้ทั้งสิ้น ขึ้นอยู่กับความถนัดหรือความชอบใจว่าใครภาวนา อย่างไหนแล้วเกิดผลเร็ว เข้าใจอารมณ์ในแง่นั้น ๆ ได้ง่าย

          ทำนองเดียวกันกับการเสวยเวทนา แน่นอนหากจำแนกตามลักษณะเผิน ๆ เราก็มองแค่สุข ทุกข์หรือเฉย ซึ่งกล่าวแล้วว่าหลายครั้งมันไม่ชัดเจน จับเป็นอารมณ์ยาก เพราะมันเคลื่อนไหวคลุมเครือ ตัดสินด้วยใจธรรมดา ๆ ไม่ถูกว่าจะใช้คำว่าอะไรแน่

          ข้าพเจ้าจึงอยากแนะนำว่า หากเป็นความรู้สึกไม่แรงถึงขั้นสมาธิ หรือได้รับผัสสะอันก่อสุข อย่างชัดเจนแบบโลก ๆ ก็บอกตัวเองว่า 'สุข' ให้ใช้คำว่า 'ชอบ' เสียแทน

          และหากความรู้สึกไม่เลวร้าย ถึงขั้นกลัดกลุ้มรุ่มร้อน หรือได้รับผัสสะอันก่อทุกข์อย่างชัดเจน แบบโลก ๆ ก็อย่าบอกตัวเองว่า 'ทุกข์' ให้ใช้คำว่า 'ไม่ชอบ' เสียแทน

          ในระหว่างแห่งการปฏิบัติ เพื่อจับเวทนา ให้ตั้งความคิดไว้ว่า หากไม่ปรากฏคำว่า 'ชอบ' หรือ 'ไม่ชอบ' ก็แปลว่า 'เฉย'  มาเป็นอารมณ์ ที่ยากก็เพราะไปเพ่งเอาตัวความรู้สึกอันไม่ปรากฏนับว่าวางจิตผิดที่

          ที่ถูกต้องจับเอาเนื้อ ๆ ของรสผัสสะ ถ้าผัสสะหนึ่ง ๆ ใจไม่บอกว่า 'ชอบ' หรือ 'ไม่ชอบ' ก็เหลืออย่างเดียวคือ 'เฉย' อย่างนี้ ถึงมีหรือไม่มีสมาธิ ก็จับเงาสะท้อน ของเวทนาได้อย่างต่อเนื่อง แค่สังเกตทุกผัสสะที่เกิดขึ้นแล้วบอกตัวเองเป็นอย่าง ๆ ไปก็พอ

          เช่น เมื่อเอนตัวเอาศอกอิงพื้นแข็ง ถ้าให้บอกว่า 'สุข' หรือ 'ทุกข์' เราอาจตะขิดตะขวง จิตไม่ยอมรับ ถ้อยคำนำอารมณ์เต็มที่ แต่หากให้นึกดูตามจริงว่า 'ชอบ' หรือ 'ไม่ชอบ'  อย่างนี้ เราคงยอมรับได้เต็มใจ

          ไม่ว่าใครก็รู้ใจตัวเองได้ และยกความชอบหรือไม่ชอบนั้น ขึ้นเป็นอารมณ์พิจารณาได้เต็มตัว สามารถเห็นถนัดว่ามันกำลังเกิดขึ้น มันกำลังตั้งอยู่ และมันกำลังดับไปอย่างง่ายดาย

          สังเกตดูจะพบว่าผัสสะบนกายมนุษย์ส่วนใหญ่ หากเกิดขึ้นพอดี ๆ  และไม่มีความเกร็งจากภายใน มักโน้มเอียงไปทาง 'ชอบ' แค่ได้เกาในที่คันก็รู้สึกดีแล้ว

         อันนี้นับเป็นกุศลวิบากที่ส่งให้มีอัตภาพอันน่าปรารถนา สัตว์ในภพภูมิอื่นอีกมากมายมีเนื้อตัวที่กระทบกระทั่ง โลกภายนอกแล้วเกิดเป็นผัสสะไม่น่าพึงใจเลยสักนิดเดียว

          ทว่ามีธรรมชาติทางกายอยู่หลายประการที่เกิดขึ้นแล้วนำความรู้สึกไม่ดี หรือปรุงแต่งเป็นคำว่า 'ไม่ชอบ' มาให้ เป็นต้นว่าความรู้สึกง่วง สัญญาณความหิวที่ส่งออกมาจากช่วงท้อง อาการปวดอุจจาระปัสสาวะหน่วงหนัก

          แล้วก็มีผัสสะในธรรมชาติกายมนุษย์อยู่หลายประการที่ให้ความรู้สึก 'เฉย' อย่างเช่น การกลืนน้ำลาย การวางแขน วางขาไปในแนวราบ การเอี้ยวคอเป็นต้น

          จะเห็นได้ว่าเมื่อสังเกต และตามพิจารณากันอย่างต่อเนื่อง เราจะพบธรรมชาติความชอบ ชัง เฉย เกิดขึ้นวนไปเวียนมาอยู่ตลอดเวลา ในคืนวันของความเป็นมนุษย์ ไม่มีใครสุขตลอดไป ไม่มีใครทุกข์ ตลอดไป และไม่มีใครเฉยได้ตลอดไป

          และจากความจริงที่เกิดขึ้นในจิต เราจะเห็นได้ว่าการพิจารณาเวทนาตลอดสายต้องยอ้นไปดูว่าที่เกิดของเวทนาคืออะไร เราจะได้คำตอบว่า ผัสสะ คือ การเห็น ผัสสะ คือการได้ยิน ผัสสะคือการได้กลิ่น ผัสสะ คือ การลิ้นรส ผัสสะ คือ การแตะต้อง และผัสสะคือการผุดของความคิดในใจ เหล่านี้คือ ต้นเหตุของเวทนาคราวหนึ่ง ๆ

          การจับเวทนา ต้องมีต้นทางมาจากการจับสัมผัสและความเคลื่อนไหวของร่างกาย เริ่มมาจากการมอง อย่างเช่นกวาดตามมองกลุ่มหนังสืออยู่ในขณะนี้รู้สึกอย่างไร เมื่อแน่ใจว่าตากำลังเห็นกลุ่มตัวหนังสือ จึงจะสามารถให้คำตอบตัวเองได้

          ตอนแรก ๆ ที่ฝึกจะยังแยกแยะไม่ค่อยออกว่า เวทนามันอยู่ตรงไหน บอกได้แค่ว่า 'ชอบ' หรือ 'ไม่ชอบ' หรือ 'เฉย' ต่อเมื่อสังเกตไปดี ๆ หมั่นพินิจเข้าไปในความรู้สึก ขณะเกิดผัสสะต่าง ๆ ทั้งใหญ่น้อย จนเกิดภาวะตามรู้เห็นชัดอย่างละเอียดอ่อน

          เมื่อนั้นจะอ๋อขึ้นมาในใจว่าอย่างนี้เองเวทนา มันแฝงอยู่กับผัสสะเป็นเนื้อเดียวกันอย่างนี้เอง  ถ้าไม่มีความตั้งใจ ตามดู ก็ไม่มีวันแยกแยะออกมาได้เลย

          สุขมากและทุกข์มาก ของแต่ละคนต่างกัน ด้วยผัสสะอย่างเดียวกันสำหรับคนหนึ่งอาจเป็นสุข สำหรับอีกคนหนึ่งเป็นทุกข์ แต่ที่เหมือนกันทั้งคู่คือไขว่คว้าผัสสะ ที่ตนเองชอบ และผลักไสผัสสะที่ตนเองชัง

          ผัสสะในวัตถุและบุคคลย่อมเกิดขึ้นได้หลายทาง ผัสสะในบุคคลย่อมเกิดขึ้นได้มากทางที่สุด โดยเฉพาะกับเพศตรงข้าม เราอาจเสพได้ครบทั้งห้าผัสสะหยาบในคราวเดียวกัน

          ผนวกกันเข้ากับผัสสะละเอียด คือ ความรู้สึกทางใจว่า ได้ครอบครองบุคคล ผู้มีบุคคลิกอย่างนั้น มีค่าทางใจกับเราอย่างนี้ ความอยากในการได้มนุษย์ด้วยกัน จึงมากกว่า ความอยากวัตถุอื่น

          และในทางกลับกัน การเสพผัสสะที่เผ็ดร้อนได้มากที่สุดก็อาจมาจากมนุษย์อีก เราอาจทะเลาะวิวาท อาจถูกด่าว่าหรือแสดงกิริยาหยาบคาย อาจถูกทุบตีให้ได้รับความบาดเจ็บ ดังนั้น ความอยากในการหลบลี้หนีหน้ามนุษย์ด้วยกัน จึงอาจมากกว่าความอยากหลบเลี่ยงอะไรอื่นไปด้วย

          นี่เองคือ โลกและสังสารวัฏ นี่เองตัวก่อปฏิพันธ์ระหว่างวิญญาณ นี่เองทำให้มนุษย์เป็นสัตว์สังคม โดยกำเนิด ไม่ว่าความอยากได้ หรืออยากหนี ย่อมกระตุ้นมเราก่อกรรมบางอย่างขึ้นเสมอ

          ถ้าไม่ด้วยทางกายก็ทางวาจา ถ้าไม่ด้วยทางวาจาก็ทางใจ และด้วยการก่อกรรมลงไป เราย่อมได้รับผลเสมอ ทั้งที่ทันตาแบบเป็นเหตุเป็นผลทาง รูปธรรม และทั้งที่รอนานแบบที่เป็นเหตุเป็นผลทางนามธรรม

          พระพุทธองค์ตรัสว่า ถ้าไม่มีสุขอยู่บ้าง สัตว์ทั้งหลายคงไม่หลงยึด และเวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏ ถ้าไม่มีทุกข์อยู่บ้าง สัตว์บางเหล่าคงไม่แสวงหาทางหลุดพ้น

          เวทนาจึงเป็นเหตุสำคัญหนึ่ง เป็นแรงยึดหรือผลักดันอันทรงพลังให้สัตว์อยู่หรือไปวัฏฏะสงสารนี้ ถ้าเราจับเวทนาได้ พิจารณาและวางเฉย เห็นมันเปลี่ยนได้ ทนไม่ได้และเกิดขึ้นจากผัสสะเฉพาะหน้า ไม่ใช่ตัวตนควรยึดติด

          สามารถปล่อยวาง ไม่อยาก ไม่หลง ในเวทนาอันหยาบหรือประณีตใด ๆ ใจย่อมคืนกิเลสให้กับความว่างทีละน้อย จนอิ่มตัว แก่รอบถึงที่สุดพ้นเวทนาเข้าหาบรมสุขอันเหนือ คำพรรณาด้วยภาษามนุษย์ใดทั้งสิ้น

          สุขเวทนานั้นดี น่าปรารถนาใคร ๆ ก็อยากได้อยากมี แต่สภาวจิตที่เหนือเวทนาอันเป็นสุขนั้น เป็นความประณีตที่มีรสล้ำลึก ไม่ขึ้นกับผัสสะ หรือภาวจิต ให้ความอิ่มเอมเปรมใจยิ่งกว่าสุขเวทนา อย่างเทียบชั้นกันไม่ได้ ก็สภาวะใดที่มีจริงนั้นแหละ ข้าพเจ้าขอให้เกิดขึ้นในผู้ที่อ่านและไม่ได้อ่าน เรื่องนี้ทั้งสิ้นทั้งปวง

 จากคุณ : mayrin [ 16 ก.ค. 2546 / 09:59:36 น. ]
     [ IP Address : 203.148.252.248 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (คนใหม่)

มีคำถามดังนี้ ครับ
เราควรหลีกเลี่ยงผัสสะใดๆ ที่อาจจะทำให้จิตเกิดอกุศลไหมครับ ตัวอย่างเช่น ถ้าเรารู้ว่าการพูดอธิบายกับคนๆ หนึ่ง ซึ่งกำลังโกรธเรา ซึ่งอาจทำให้จิตเกิดอกุศล เช่น จิตใจเศร้าสร้อยเป็นทุกข์ (ถ้าตั้งสติจับเวทนาไม่ทัน) เราควรจะยังคงพูดกับเขาโดยพยายามมีสติตั้งจับเวทนาในตัวเองและพยายามไม่ก่อกรรมใหม่ ไหมครับ หรือเราควรพยายามหลีกเลี่ยงผัสสะที่จะเกิดขึ้น

 จากคุณ : คนใหม่ [ 16 ก.ค. 2546 / 11:14:34 น. ]
     [ IP Address : 203.144.217.1 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (ดังตฤณ)

ขอบคุณครับ mayrin
นี่เป็นบทความที่เคยลงในนิตยสารฉบับหนึ่งนานแล้ว
จำไม่ได้เหมือนกันว่าปีไหนและฉบับที่เท่าไหร่

คุณคนใหม่...

ต้องแยกให้ออกว่า การประพฤติตนในโลก นั้น แยกเป็นคนละชั้นกับงานภาวนา
มีความสืบเนื่องกัน แต่เป็นคนละระดับกัน
การประพฤติตนทางโลก ไม่ว่าทางกาย วาจา หรือใจนั้น
ที่จะนำมาสู่สติในกาย เวทนา จิต ธรรมอันถูกต้องได้
ควรมีลักษณะอันสอดคล้องกับการไม่จองเวร
มีใจเปิดกว้างเป็นทาน มีจิตสะอาดเป็นศีล
ความมีจิตตั้งมั่นรู้เห็นกาย เวทนา จิต ธรรม จึงจะเกิดขึ้นชัดเจน

สรุปคือไม่ใช่เราปล่อยไปหมด คิด พูด ทำอะไรก็ได้ อย่างนั้นไม่ดีแน่นอน
แม้การพูดอธิบายดีๆแต่ยังเจือด้วยโทสะ ก็อาจลุกลามเป็นเวรต่อกันได้
ทางที่ดีควรรอให้สงบก่อน มีใจคิดเป็นเมตตาก่อน
แล้วถึงค่อยพูดค่อยจา อย่างนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นจะเป็นความเย็นอันเกื้อกูลต่อสติรู้
หากขุ่นบ้างก็จะน้อย ดูทุกขเวทนาได้ทัน และเห็นมันเกิดดับสลับกับสงบได้
แต่หากพูดไปยัวะไป อย่างนี้ไม่มีหวังหรอกครับ เป็นไปไม่ได้เลยที่จะดูเวทนา
หรือกระทั่งตระหนักว่าลมหายใจปัจจุบันกำลังเป็นเข้าหรือออก
โทสะจะเหมือนม่านหมอกมืดทึบมาปิดบังแน่นหนาไปหมด

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 16 ก.ค. 2546 / 11:39:38 น. ]
     [ IP Address : 202.133.161.178 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (ปางก่อน)

ขอบคุณค่ะ

 จากคุณ : ปางก่อน [ 16 ก.ค. 2546 / 11:55:00 น. ]
     [ IP Address : 202.133.166.144 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (pat)

เริ่มฝึกปฏิบัติธรรมโดยเข้าคอร์สสำนักดูเวทนา แต่ไม่ยักเห็นเวทนาหรอกค่ะ
ไพล่ไปเห็นแต่กาย และธาตุ 4 แล้วก็เวทนาที่เป็นความปวดเจ็บตามร่างกายเท่านั้นเอง
เพิ่งจะได้เข้าใจในหมวดเวทนามากๆ ก็ตอนที่คุณดังตฤณฝึกให้นี่เองค่ะ
(ชำนาญมากค่ะ เรื่องหนีทุกข์ หนีจนเจอทางตันล่ะค่ะ)

 จากคุณ : pat [ 16 ก.ค. 2546 / 14:06:00 น. ]
     [ IP Address : 202.183.176.171 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (111)

คุณดังตฤณค่ะ ,
จากข้อความที่คุณเขียนนี้ ตรงใจมากเลยค่ะ  ถ้าเป็นคนลักษณะนี้  ควรจะปฎิบัติอย่างไรดีค่ะ  เมื่อก่อนแย่มาก  เดี่ยวนี้ฝึกพยายามให้รู้ตัว ( เป็นความคิดมากกว่ารู้ตัว ) ก็ดีขึ้นบ้างแต่ยังไม่สาทารถหลุดจากลักษณะอย่างที่คุณกล่าว
ขอคำชี้แนะด้วยค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ

บางคนช่างคิดช่างย้ำเรื่องขุ่น เรื่องเคือง เมื่อย้ำคิดก่อทุกข์ ก่อความคับข้องให้ ก็ยิ่งทวีความเกลียดความโกรธ แล้วก็ย้อนไปเป็นตัวเร่งให้วนคิดอีกและอีกอย่างหาทางออกไม่ได้ หากอัดอั้นจนไม่มีช่วงคลายตัวก็ต้องระเบิดออกมา

 จากคุณ : 111 [ 16 ก.ค. 2546 / 17:02:19 น. ]
     [ IP Address : 210.203.190.164 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (พิท)

สาธุ สาธุ สาธุ ครับพี่ดังตฤณ...

 จากคุณ : พิท [ 16 ก.ค. 2546 / 17:09:09 น. ]
     [ IP Address : 217.135.19.252 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (ปุกปุย)

เหมือนเช่นเคย...สาธุ...

 จากคุณ : ปุกปุย [ 16 ก.ค. 2546 / 17:53:23 น. ]
     [ IP Address : 203.113.67.68 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (ดังตฤณ)

บทความนี้ mayrin ไปพบในนิตยสารเก่าฉบับหนึ่ง เลยขอนำมาพิมพ์เป็นกระทู้
ผมเพิ่งมาอ่านและเห็นจุดที่ควรเสริมเล็กน้อยครับ

> ข้าพเจ้าจึงอยากแนะนำว่า หากเป็นความรู้สึกไม่แรงถึงขั้นสมาธิ
> หรือได้รับผัสสะอันก่อสุข อย่างชัดเจนแบบโลก ๆ
> ก็บอกตัวเองว่า สุข ให้ใช้คำว่า ชอบ เสียแทน

เพื่อความเข้าใจในทางปริยัติ ตรงนี้คือต้องการสื่อว่าให้เปลี่ยนจากดูเวทนามาเป็นดูสังขาร
เหมือนอย่างที่พระป่าบางท่านให้ดูตอนกระทบว่าเราชอบหรือชัง
ดูไปจนกว่ามันจะไม่มีชอบไม่มีชัง มีแต่กระทบแล้วรู้ รู้กระทบแล้วมาอยู่ที่จิต
การเห็นสังขารชัดเจน คือชอบหรือชัง แล้วมาอยู่ที่จิต จะทำให้เห็นเวทนาได้ชัดขึ้น
(จากเดิมที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้จะดูเวทนาตรงไหน เพราะเหมือนกับงั้นๆไปหมด)

สมัยที่เขียนบทความชิ้นนี้ผมยังไม่เห็นอานิสงส์ของการตามรู้เวทนามากนัก
แนวการภาวนาสมัยนั้นคือจะตามดูว่ากระทบแล้วมีปฏิกิริยาทางความคิดออกมาอย่างไร
แล้วดูว่าปฏิกิริยานั้นเสื่อมไป รู้สึกว่าดูง่ายมากจนสงสัยว่าทำไมเห็นอนัตตาง่ายเหลือเกิน
ต่อมาจึงพบครูบาอาจารย์หลายๆท่านที่เคารพนับถือ
แนะว่าปฏิบัติในเมืองในระหว่างใช้ชีวิตประจำวัน เอาแค่นี้ก็พอ จิตจะค่อยๆพัฒนาไปเรื่อยๆได้
อันนี้เสริมไว้สำหรับผู้อยู่ในเมือง ไม่ค่อยมีเวลา และไม่ถนัดในการนั่งสมาธิหรือเดินจงกรม

สำหรับคุณ 111 เรื่องย้ำคิดและเพิ่มทุกข์ให้ตนเองนั้น
มาจากปัจจัยหลายๆอย่าง เป็นกรรมอันเกี่ยวเนื่องด้วยความคิดของมนุษย์ทั่วไป
วิธีคิดของคนส่วนใหญ่คือไม่จบ คิดแล้วกลับมาวันคิดอีก
จนกลายเป็นนิสัยทางความคิดที่จะติดอยู่กับวังวนเดิมๆ
ขอแนะนำให้ลองคิดอย่างที่เป็นเมตตา กระทั่งสามารถเข้าใจกระแสเมตตา
และแผ่เมตตาออกไปได้ ก็จะหลุดจากกรรมทางความคิดชนิดนี้ได้ครับ
http://dharma.school.net.th/cgi-bin/kratoo.pl/003600.htm

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 16 ก.ค. 2546 / 20:42:02 น. ]
     [ IP Address : 202.133.161.45 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (จักร)

สาธุครับ

 จากคุณ : จักร [ 16 ก.ค. 2546 / 22:38:20 น. ]
     [ IP Address : 169.210.6.174 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (ติสโร)

อนุโมทนา สาธุ ครับพี่ดังตฤณ _/|\_

 จากคุณ : ติสโร [ 17 ก.ค. 2546 / 01:36:25 น. ]
     [ IP Address : 203.113.35.10 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (คนไกลวัด)

ดิฉันพบว่า identify ด้วยคำ “ชอบ / ไม่ชอบ / เฉย ๆ “  ทำให้แยกเวทนาได้ง่ายกว่า “สุข / ทุกข์ / ไม่สุขไม่ทุกข์”  ในชีวิตประจำวัน  เพราะเป็นความรู้สึกที่ชัดและคุ้นเคยกันมาตลอดชีวิต   มองปุ๊บหรือได้ยินปั๊บจะตอบได้ทันทีว่า ชอบ / ไม่ชอบ / เฉย ๆ  แต่ยังไม่หยั่งลึกลงไปถึงกับรู้สึก สุข / ทุกข์ / ไม่สุขไม่ทุกข์   ดิฉันสังเกตตัวเองว่ามีอีก step หนึ่งค่ะ  ชอบอาจจะไม่ถึงกับสุขแต่จะหยุดแค่ชอบเท่านั้นเอง   ไม่ชอบก็เช่นกันแต่ไม่ถึงกับทำให้ทุกข์  หรือแค่ระดับสุขนิด ๆ ทุกข์หน่อย ๆ ทำนองนั้น   ถ้าดู “ชอบ / ไม่ชอบ / เฉย ๆ ” นี่จะมีให้เห็นการเกิดดับถี่ยิบตลอดเวลา  ภาพเดียวกันดูไปดูมา มีทั้ง 3 ความรู้สึกสลับกลับไปกลับมาก็มีบ่อยค่ะ  ^_^   ไม่มีอะไรให้ยึดจริง ๆ 

“สามารถปล่อยวาง ไม่อยาก ไม่หลง ในเวทนาอันหยาบหรือประณีตใด ๆ ใจย่อมคืนกิเลสให้กับความว่างทีละน้อย”
ประโยคนี้สะดุดใจค่ะ  ทำให้ดิฉันเห็นว่ากิเลสนั้นจิตเราไป “สร้าง” มันมาจากความว่างนี่เอง  มันไม่ได้มี “ตัวตน” มาก่อนจนมันมาอยู่ในใจของเรา  พอใจปล่อย (ไม่สนใจ) มันก็ละลายหายไปกับความว่าง  

สาธุค่ะ  _/|\_ 

 จากคุณ : คนไกลวัด [ 17 ก.ค. 2546 / 08:54:17 น. ]
     [ IP Address : 12.87.153.47 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (กอบ)

สาธุครับพี่ดังตฤณ
ขอบคุณคุณ mayrin ที่นำบทความนี้มาลงด้วยครับ

 จากคุณ : กอบ [ 17 ก.ค. 2546 / 11:43:26 น. ]
     [ IP Address : 202.57.167.53 ]


 ความคิดเห็นที่ 13 : (นายโจโจ้)

สาธุกับพี่ดังตฤณและคุณเมครับ :-D

 จากคุณ : นายโจโจ้ [ 17 ก.ค. 2546 / 23:35:30 น. ]
     [ IP Address : 203.170.146.84 ]


 ความคิดเห็นที่ 14 : (Bo)

Thank you ka Khun Mayrin.
Satu ka Khun Dungtrin. :)

 จากคุณ : Bo [ 18 ก.ค. 2546 / 01:02:18 น. ]
     [ IP Address : 128.252.237.20 ]


 ความคิดเห็นที่ 15 : (หน่อมแน้ม)

ผมเจริญอาปานสติสูตรมา 10 กว่าปี
อาการใน 4 ขั้นแรก (ตรงกับอานาปานบรรพ) ผมนับตัวเลข และพุทโธ
หลังลมหายใจหายไป จะเกิดที่ว่างขึ้นมาแทน (ดูกระทู้ที่ผ่านมา) แล้วก็เกิดนิมิต แล้วก็เกิดปีติ สุข เอกัคคตา  (จิตมีสภาวะอารมณ์เป็นหนึ่งเดียว)
5 ปีแรก สังเกตแต่เพียงว่า จิตคนเราที่ทำสมาธิ จะขึ้นลงตามอานาปานสติสูตร เวลาจิตเราตกก็มาวูบเลย แต่เวลาขึ้นกลับค่อยขึ้นอย่างเชื่องช้ามาก
พอติดสุข จึงทดลองเล่นกสิณ (เพ่งรูปพระพุทธรูปปางมารวิชัย) หลังจากบีบภาพในใจที่เป็นรูปพระพุทธรูปดังกล่าวได้ ให้มีขนาดเล็กเท่าเม็ดถั่วเขียวได้ จิตก็ตั้งมั่นมาก ที่สำคัญคือ จิตมีสภาวะอารมณ์เป็นหนึ่งเดียว ตอนนี้จิตผมจะตกอย่างไร ก็จะอยู่ที่ต่ำกว่านี้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
หลังจากนั้นจึงสังเกตว่า หมวดกาย ตรงกับปฐมฌานในสัมมาสมาธิ หมวดเวทนา ตรงกับทุติยฌาน หมวดจิต ตรงกับตติยฌาน 
ผมทดลองทั้งธรรมกาย ยุบพอง ในตอนแรกจะมีอาการไม่เหมือนกัน แต่จะมีอาการเหมือนกันคือเกิดที่ว่าง แล้วก็เกิดนิมิต นอกนั้นก็เหมือนๆ กัน จึงเข้าใจว่าการทำสมาธิของเราเป็นทางเอกตามที่พระพุทธเจ้ากล่าวไว้ในสติปัฏฐานสี่
ผมเคยเจริญวิปัสสนามาก่อน ก็คิดแบบหลายๆ ท่านในที่นี้ว่า พอนั่งไปได้หน่อย ลมหายใจยังไม่ทันหายก็เอากาย เวทนา จิต และธรรมมาพิจารณา แต่พอปฏิบัติมากๆ แล้วกลับไม่ใช่
อย่างเช่นในหมวดกาย หลังจากลมหายใจหายไปจึงจะพิจารณาครบตามที่พระพุทธเจ้ากล่าวไว้ในหมวดกายว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย นายช่างกลึงหรือลูกมือของนายช่างกลึงผู้ขยัน เมื่อชักเชือกกลึงยาว ก็รู้ชัดว่า เราชักยาว เมื่อชักเชือกกลึงสั้น ก็รู้ชัดว่า เราชักสั้น
แม้ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่า เราหายใจออกยาว เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่า เราหายใจเข้ายาว เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่า เราหายใจออกสั้น เมื่อหายใจ เข้าสั้น ก็รู้ชัดว่า เราหายใจเข้าสั้น ย่อมสำเนียกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลม ทั้งปวงหายใจออก ย่อมสำเนียกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดกองลมทั้งปวงหายใจเข้า ย่อมสำเนียกว่า เราจักระงับกายสังขารหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เรา จักระงับกายสังขารหายใจเข้า ดังพรรณนามาฉะนี้

ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายภายในบ้าง (ภายในร่างกายผู้พิจารณาเอง - ธัมมโชติ) พิจารณาเห็นกายในกายภายนอกบ้าง (ภายนอกร่างกายผู้พิจารณา - ธัมมโชติ) พิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในกายบ้าง พิจารณาเห็น ธรรมคือความเสื่อมในกายบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อม ในกายบ้าง

โดยเฉพาะท่อนหลังคุณเติมที่ใดมีกายคุณเติมลมไปได้เลย (ลมหายใจภายนอกเป็นลมหายใจที่อยู่นอกฐานลม)

ในหมวดเวทนานี้เกิดในขั้นที่ 7 คือรู้จิตสังขาร ของอานาปานสติสูตร เห็นการปรุงแต่งเป็นเวทนาชัดเจน แต่เป็นการเห็นด้วยใจ แต่ไม่ได้เห็นด้วยความคิดเหมือนที่หลายท่านกล่าวมาตั้งแต่ต้น
ผมอยากให้ทุกท่านเอาตัวเข้าพิสูจน์ว่าผมพูดจริงหรือไม่ ใครที่แนะนำมาไม่รู้จริงจะพูดฟุ้งเฟ้อ พระบางองค์ที่รู้จริง ท่านพูดแค่สองคำ จะแทงใจเลย ซึ่งจะเป็นลักษณะที่ท่านเห็นกาย เวทนา จิต และธรรมในสติปัฏฐานสี่ก็เป็นลักษณะเหมือนถูกแทงใจ คำที่ว่า รู้ชัด น่าจะมาจากคำนี้

การปฏิบัติของหลายๆ ท่านในห้วงนี้ อ่านแล้วสงสาร ผมอยากจะแนะนำว่า อารมณ์อะไรที่มันเข้าในระหว่างนั่งสมาธิ ให้จับเหวี่ยงลูกเดียว ไม่ต้องไปพิจารณาให้มันฟุ้ง ภาวนาปัญญาที่จะเกิดยังอยู่อีกไกลมากๆ เมื่อมีสติไม่เผลอไผลจึงจะเห็นปัญญาชนิดนี้ เห็นอะไรมีคำตอบมาเลย
เมื่อใดเห็นอินทรีย์เริ่มปรากฏแก่ท่าน ลักษณะที่แสดงให้เห็นเริ่มกลัวความชั่ว เริ่มระแวดระวังความชั่ว เป็นสิ่งบอกเหตุแสดงว่า สมาธิท่านเริ่มสูงแล้ว
สำนวนแม้ห้าวหาญไปนิด แต่ใจไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย
ด้วยความปรารถนาดี

 จากคุณ : หน่อมแน้ม [ 18 ก.ค. 2546 / 06:09:30 น. ]
     [ IP Address : 202.133.139.77 ]


 ความคิดเห็นที่ 16 : (...)

อยากให้คุณหน่อมแน้มลองนัดเจอพูดคุยกับคุณดังตฤณดูครับ ลองดูสิครับที่ศาลาลุงชินก็ได้ ถือว่าได้พบปะพูดคุยกับผู้ที่ศึกษาธรรมะด้วยกัน

ด้วยความปรารถนาดี เหมือนกัน ^__^

 จากคุณ : ... [ 18 ก.ค. 2546 / 12:34:14 น. ]
     [ IP Address : 202.12.73.6 ]


 ความคิดเห็นที่ 17 : (ชยทินโน)

มีความเห็นสอดคล้องกับคุณหน่อมแน้ม แต่ขออนุญ่ติใช้คำว่า ฐานะ และอฐานะ
คือการรู้ชัดนั้นมีฐานะที่จะรู้ได้เป็นเหตุ แต่ถ้ายังเป็นอฐานะก็ยังไม่สามารถเข้าไปรู้ชัดได้ แต่ก็เป็นเรื่องธรรมดาของผู้ที่ปฏิบัติ อย่างไรเสียก็ต้องผ่านเส้นทางของความลังเลสงสัยเมื่อยังไม่มี ฐานะ เข้าไปรองรับ ยังไม่เคยได้ยินใครบอกว่าผมพึ่งทำมาได้เดือนเศษรู้ชัดแล้ว อย่างไรเสียถ้าไม่ทิ้ง "วิริยารัมภะ" เสียก่อนก็คงจะได้รู้ชัดในชาตินี้ด้วยกันทั้งนั้นแหละครับ

 จากคุณ : ชยทินโน [ 18 ก.ค. 2546 / 13:50:49 น. ]
     [ IP Address : 203.113.33.10 ]


 ความคิดเห็นที่ 18 : (ปุกปุย)

ด้วยความเคารพคุณหน่อมแน้ม..
ฟังดูคล้ายอัตตา...
ขอให้ผู้รู้มากกว่านี้มาช่วยตอบด้วยจะดีกว่า 
ตนเอง...ซึ่งยังใหม่ในแนวสติปัฏฐานสี่นี้
สุ-จิ-ปุ-ลิ กัลยาณมิตร โยนิโสมนสิการ เป็นคาถาที่ดีนะคะ

 จากคุณ : ปุกปุย [ 18 ก.ค. 2546 / 16:36:06 น. ]
     [ IP Address : 203.113.67.70 ]


 ความคิดเห็นที่ 19 : (หน่อมแน้ม)

ขอแก้ไขหน่อยว่า
"เมื่อใดท่านเริ่มเห็นอินทรีย์สังวรณ์ ซึ่งมีลักษณะให้เห็นว่า เราเริ่มกลัวความชั่ว เริ่มระแวดระวังความชั่ว เป็นสิ่งบอกเหตุแสดงว่า สมาธิท่านเริ่มสูงแล้ว"

ให้ผมกับคุณดังตฤณคงคุยกันไม่รู้เรื่อง คุณดังตฤณก็คงเข้าใจคำนี้ เพราะต่างคนต่างมีอัตตา ตามที่คุณปุกปุยกล่าวไว้

คุณดังตฤณคุยเรื่องวิปัสสนา ที่เอากาย เวทนา จิต ธรรม มาพิจารณาในขณะที่ทำสมาธิไปได้นิดหน่อย
ส่วนผมคุยเรื่องอานาปานสติสูตร ทุกคนที่ทำสมาธิ จะเป็นไปตามลำดับ 16 ขั้นของอานาปานสติ จะรู้ว่าอานาปานสติเป็นอันเดียวกับสติปัฏฐานสี่ จะรู้ว่ากาย เวทนา จิต ธรรม เกิดที่ใจ หรือเกิดการพิจารณา รู้ว่ากาย เวทนา จิต ธรรมเป็นอันเดียวกับสัมมาสมาธิ จะรู้ว่ามรรคสัมพันธ์กันอย่างไร
ผมมองสมถะเป็นอานาปานบรรพในหมวดกาย มองวิปัสสนาเป็นขันธ์บรรพในหมวดธรรมของสติปัฏฐานสี่ เป็นการพิจารณาขันธ์ห้าในแง่ของไตรลักษณ์ โดยมีธาตุบรรพ ปฏิกูลบรรพเป็นกาย หรือรูป แลบะก็มองสมถะวิปัสสนากรรมฐานเป็นตัวเดียวกับสติปัฏฐานสี่

ผมท้าให้ทุกคนลองแบบที่ผมลองมาก่อน ว่าจริงหรือไม่ วิธีการก็ไม่ยาก อารมณ์ใดเข้ามา "วางกับจับเหวี่ยงลูกเดียว" เป็นวิธีของหลวงพ่อชา ซึ่งผมใช้ได้ผลมาแล้ว พอลมหายใจหายไปก็เอาที่ว่างที่ปรากฏอยู่เป็นอารมณ์กรรมฐาน เห็นนิมิตเป็นคนสัตว์ ก็อุทิศส่วนกุศลให้ พอนิมิตหายไปก็เกิดปีติ เกิดสุข พอติดสุขก็หากสิณมาเพ่ง ให้จำภาพกสิณที่เอาได้ แล้วบีบให้เล็กเท่าเม็ดถั่วเขียวหรือไข่จิ้งจกก็ได้ แล้วต่อไปท่านจะเห็น "ปีติ กับ และเอกัคคตา" รอบที่สอง และจะเห็นการปรุงแต่งเป็นเวทนาตามที่กล่าวไว้ในสติปัฏฐานสี่เอง พบจิต 8 คู่ในหมวดจิต เจอสุข เอกัคคตา และเปลื้องจิตได้ เมื่อมีสติไม่เผลอเรอตามที่กล่าวไว้ในหมวดจิต ของอานาปานสติสูตร จะเห็นภาวนาปัญญาตามที่กล่าวไว้ในโพชฌงค์เจ็ดตามที่กล่าวไว้ท้ายพระสูตร ปัญญาตัวนี้จะเห็นความไม่เที่ยง เห็นอนัตตาของอารมณ์ที่มาสัมผัส ถ้าคุณดังตฤณเห็นคงจะเขียนได้หลายเล่ม ที่กล่าวมาเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยวิริยะรัมภะ ตามที่ท่าน ชยทินโน กล่าวไว้ ผมก็ต้องอาศัยตัวนี้มาก่อน

ปฏิบัติได้แล้วมาคุยกันดีกว่า เพราะคุณดังตฤณต้องใช้เวลาอีกนาน ตอนนั้นอาจจะเปลี่ยนความคิดไปแล้ว  ใครปฏิบัติได้จนมีสมาธิต่อเนื่องแล้วก็จะรู้เองผมพูดจริงหรือไม่ ถึงตอนนั้นผมกลัวอย่างเดียวว่าคุณจะไม่คุยกับผม จะปลีกวิเวก ไม่กลับมาสอนผม ก็เท่านั้นเอง

 จากคุณ : หน่อมแน้ม [ 18 ก.ค. 2546 / 21:30:47 น. ]
     [ IP Address : 10.1.0.108 ]


 ความคิดเห็นที่ 20 : (neo)

เอ.. ไม่ทราบว่าคุณ หน่อมแน้ม มีความเห็นว่า วิธีที่คุณได้ทำมาเท่านั้น คือ         สติปัฏฐาน 4 หรือเปล่าครับ? ถ้าเข้าใจผิดก็ขออภัยด้วยครับ

สติปัฏฐาน 4 มีหลายบรรพ ไม่ใช่หรือครับ?

 จากคุณ : neo [ 18 ก.ค. 2546 / 23:38:28 น. ]
     [ IP Address : 203.107.203.28 ]


 ความคิดเห็นที่ 21 : (ปุกปุย)

ด้วยความเคารพคุณหน่อมแน้ม
โดยส่วนตัวก็ปฏิบัติมาหลายปี(สมถะ)แต่ไม่ต่อเนื่อง
พิจารณาแล้วในสติปัฏฐานสี่ เห็นว่าถูกจริต
เป็นการมองความจริงตามความเป็นจริงให้รู้ชัด
คิดว่าคงเพียงพอตรงนี้สำหรับตนเอง
ไม่โต้เถียงนะคะแต่เป็นว่าขอเดินทางนี้
อารมณ์กำหนดความคิด ความคิดกำหนดพฤติกรรม พฤติกรรมก็มาที่อารมณ์อีกต่อเนื่องกันไปไม่จบสิ้น
ถ้ารู้ความจริงชัดเจนก็สามารถละได้ คิดอย่างนี้นะคะ
การอยู่กับปัจจุบันธรรมจริงๆ จะดึงศักยภาพตามความจริงได้ จนถึงที่สุดแห่งทุกข์ก็รู้ชัด
ขอบพระคุณที่มีความรู้สึกอยากบอกกล่าวสิ่งดีๆให้(ตามที่คุณคิด)
แต่ขอเลือกเดินตามทางของตนค่ะ

 จากคุณ : ปุกปุย [ 20 ก.ค. 2546 / 05:34:16 น. ]
     [ IP Address : 203.113.67.69 ]


 ความคิดเห็นที่ 22 : (Neeno)

ขอบคุณสำหรับบทความดีๆแบบนี้ค่ะ  Neenoก็กำลังพยายามพิจารณาอยู่  แต่อาจเป็นความเพียรยังมีไม่มากพอ  ก็เลยยังฟุ้งๆ ยังย้ำคิดอยู่เหมือนกัน 
        แต่ถ้าเทียบกับเมื่อก่อน ก่อนเข้าลานธรรม  ตอนที่ไม่มีความรู้อะไรเลย ก็เรียกได้ว่า ตัวเองพอจะมีพัฒนาการด้านความคิดอยู่บ้างค่ะ 
         ถ้ามีเรื่องดีๆอย่างนี้อีก   อย่าลืมมา เล่าสู่กันฟัง อีกนะคะ  :)

 จากคุณ : Neeno [ 20 ก.ค. 2546 / 13:15:02 น. ]
     [ IP Address : 202.57.177.19 ]


 ความคิดเห็นที่ 23 : (หน่อมแน้ม)

สติปัฏฐานสี่ มีหลายบรรพจริง แต่การปฏิบัติตามสติปักฐานสี่ได้ 3 แนวทางคือ
1. อานาปานบรรพ จะปฏิบัติอย่างไรก็จะเป็นตามไปครรลองฃองอานปานสติสูตร 16 ขั้น
ผมทดลองเจริญด้วยแนวยุบพอง และธรรมกาย จะไปพบกันที่กายหายไป เหลือแต่จิต เห็นที่ว่าง แล้วก็เกิดนิมิต ซึ่งในอานาปานสติสูตรหลังจากลมหายใจหายไปก็เกิดอาการเหมือนกัน แล้วก็เป็นไปตามที่กล่าวไว้ในอานาปานสติ 16 ขั้น
ก่อนจะเจริญอานาปานสติ และการเจริญนวิธีนี้จะเห็นว่า มีกรรมฐานอยู่หลายอย่าง ได้แก่ อุปมานุสติ (เป็นการตั้งปณิธานว่าจะปฏิบัติจนถึงนิพพานหรือไม่) ก่อนทำสมาธิต้องสวดมนต์ระลึกพระคุณ เป็น พุทธานุสติ ธัมมานุสติ สังฆานุสติ  เทวตานุสติ (คนที่ทำเราให้เป็นเทวดา สามารถกราบตนเองได้ คืออาจารย์เรานั่นเอง) หลังลมหายใจหายไปเกิดที่ว่าง เอาที่ว่างมาเป็นอารมณ์กรรมฐานต่อจากลมหายใจ (แต่เริ่มทุกครั้งต้องใช้ลมหายใจ ตอนนี้แค่หายใจเข้าหายใจออกไม่ทันจะเต็มดี ก็ยกจิตเอาที่ว่างเป็นอารมณ์กรรมฐาน) ติดสุข ต้องใช้กสิณ 10 (ผมเล่นมากกว่า 10  แต่ไม่ครบสิบ คือเอาอย่างอื่นมาเล่นจนเกิน)

วิธีที่ 2 คือ อิริบถบรรพกับสัมปชัญญะบรรพ คุณจะเรียกว่าอะไรก็ได้ บางท่านเรียกว่า "สมาธิเคลื่อนไหว" บางท่านเรียกว่า "ปัจจุบันธรรม" "ความรู้สึกตัวอยู่ทั่วพร้อม"  สมาธิของหลวงปู่เทียนก็แนวนี้ ไม่ว่าคุณจะยืน เดิน นั่ง นอน หรืออยู่ในอริยาบถใดๆ ให้มีสติอยู่ตลอดเวลา เมื่อมีสติตัวสัมปชัญญะจะตามมาเอง
ใครปฏิบัติแนวนี้ ถ้านั่งสมาธิประกอบไปด้วย
หลังจากได้ฌาน หลัง อานาฯ ขั้นที่ 4 ก่อนเกิดปีติ (ขั้นที่ 5) ถ้าเจริญสมาธิด้วยวิธีนี้ จะเห็นอินทรีย์สังวรเริ่มจะชัดเจน
ถ้าเกิดปีติ สุข รอบที่สอง ถึงขั้นที่ 7 รู้จิตสังขาร หลังจากออกจากสมาธิ แล้วทำสมาธิด้วยวิธีนี้จะเห็นการปรุงแต่งชัดเจน ใครทำสมาธินั่งได้ถึงขั้นที่ 9 จะเห็นจิต 8 คู่ ตามที่กล่าวไว้ในหมวดจิต
วิธีที่ 2 เมื่อมีสติต่อเนื่องจะเกิดภาวนาปัญญา ตามโพชฌงค์เจ็ด จะรู้เท่าทันอารมณ์ทุกอย่างเกิดขึ้น ขบวนการเป็นไปตามโพชฌงค์เจ็ด วนเป็น Loop ๆ จิตสะอาดขึ้นเรื่อยๆ ที่สำคัญ ความต้องการน้อยลง โดยเฉพาะทางเพศ ผมเลยถอยดีกว่า วิธีที่ 2 เป็นเจโตวิมุติ และเป็นการใช้วิญญาณทั้งหกเป็นอารมณ์กรรมฐานนั่นเอง คืออรูปฌานที่ 2 นั่นเอง

วิธีที่ 3 ธาตุบรรพ ปฏิกูลบรรพ นวสีถิกาบรรพ ผมมองเป็นกายหรือรูป แม้จะอยู่ในหมวดกายก็จริง แต่ควรจะพิจารณาร่วมกับขันธ์บรรพ ในหมวดธรรม พิจารณาตั้งคนเราความตาย คนเราตายก็เป็นเช่นนี้ ลมไปก่อน(สิ้นลมหายใจ) ไฟตามมา (ตัวชักเย็นลง) น้ำ (เลือดและเหลืองค่อยๆ ออกมา) ตามมา สุดท้ายก็ย่อยเปื่อยกลายเป็นดิน คนตายก็เป็นเช่น 3 บรรนี้  ตัวนี้เป็นไตรลักษณ์ เป็นปัญญาวิมุติ
ผมมองคนตายมาตั้งแต่เล็ก เห็นศพมาหลายชนิด แต่ไม่ครบเท่านวสีถิกาบรรพ นวสีถิกาบรรพ ซึ่งพิจารณาตั้งแต่ตายใหม่ๆ จนสลายไป เมื่อไม่กี่วันนี้คุณฐานาฐานะ ที่ช่วยแนะนำภาพดีๆ มาให้พิจารณา ยังเก็บไว้ในคอมณฯ พิจาณาศพที่ไร สมาธิขึ้นพรวด เห็นไตรลักษณ์ชัดเจน กายและจิตเริ่มระงับ ชักไม่สู้ ถอยดีก่า ให้คนมีวาสนาไปลองต่อ
ใน 3 บรรพนี้ ซ่อนกรรมฐานไว้หลายชนิด อาหาเรปฏิกูลสัญญา จตุววัตถานธาตุ มรณสติ กายคตาสติ อสุภะกรรมฐาน 9 (ไม่ใช่ 10)

ผมเป็นนักทดลองพอสมควร เคยทดลองเล่นกสิณมาปีกว่า ทำเขาให้ขาด ทำไฟให้ลุก ทำน้ำให้ขาดแล้วลงไปเดิน ฯลฯ เล่นมากกว่านี้ เป็นฤทธิ์ทางจติเท่านั้นไม่เกิดประโยชน์กับผม
เคยทดลองถอดจิต (ตามแนวสมเด็จโต) ขึ้นไปบนหิ้งพระ พอนอนได้สักพักฝันเห็นสิงห์โต มาเดินป้วนเปี้ยนใกล้ๆ ตัว กลัวมันจะกัดก็กลัว เลยเตะเปรี้ยงเข้าให้ สะดุ้งตื่นขึ้นมา ปรากฎว่าหนังหลังเท้าแตกเลือดไหลออกมา เพราะไปเตะไปโดนข้างฝาที่คอนกรีต หลังจากนั้นก็ไม่เล่นอีกเลย เพราะหลวงตา ตา ยาย ห้ามไว้ พอไปตรวจดูที่หิ้งพระ ปรากฏว่า พระไพรีพินาศ (ข้างหลังมีรูปสิงห์) ที่สร้างด้วย เสธ.สนั่น หายไป
ในทางฤทธิ์นี้จะไม่ทดลองอีกแล้ว แต่จะค่อยๆ ทดลองเรื่องสติปัฏฐานสี่ เพราะยังมีเรื่องยังไม่เข้าใจอีกมาก

ผมเคยเจริญตามแนววิปัสสนามาก่อน พอลมหายใจยังไม่ทันหาย ก็กาย เวทนา จิต ธรรม มาพิจารณาเหมือน ผมทำมา 2 ปี ก็รู้ว่ามันฟุ้งไม่ก้าวหน้า ให้คุณดูว่าเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่

ใครจะปฏิบัติอย่างไร เห็นว่าอะไรดีทำไปเถิด ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย

 จากคุณ : หน่อมแน้ม [ 20 ก.ค. 2546 / 16:39:56 น. ]
     [ IP Address : 10.1.0.118 ]


 ความคิดเห็นที่ 24 : (ตันหยง)

_/|\_ สาธุค่ะพี่เม กับบทความดีๆที่คัดมาให้อ่านอีกตามเคย
ขอบคุณมากค่ะ และอนุโมทธนากับพี่ตุลย์เจ้าของบทความด้วยค่ะ

 จากคุณ : ตันหยง [ 20 ก.ค. 2546 / 20:39:26 น. ]
     [ IP Address : 203.156.10.73 ]


 ความคิดเห็นที่ 25 : (ปุกปุย)

เป็นประสบการณ์ที่ดีค่ะ..คุณหน่อมแน้ม
ขอขอบพระคุณที่กรุณาบอกกล่าว..
แต่ตนยังไปไม่ถึงที่กล่าวขอค่อยๆไปค่ะ
ขอบพระคุณค่ะ..
ถ้าอย่างไรก็บอกกล่าวร่วมด้วยช่วยกันอีกนะคะ

 จากคุณ : ปุกปุย [ 22 ก.ค. 2546 / 19:41:57 น. ]
     [ IP Address : 203.113.67.68 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!