เนื้อความ :
เนื่องคุณต้นกล้า ติดธุระ(ต้องเข้าโรงเรียน - แห่งสติ) ผมเลยขอนำเรื่องราวตอน 2 มาให้อ่านกันแบบสบายๆ จะได้ครบขบวนความ ตามหัวข้อที่เคยนำเสนอ ตอน 2 นี้ผมได้แก้ไขจากต้นฉบับที่แจกในงานเปิดประตูใจครั้งที่ผ่านมาบ้าง เพื่อความถูกต้อง เหมาะสม ดูกาย
ก็เห็นจิต, ดูคิด
ก็เห็นธรรม ตอน 2 คราวที่แล้ว ผมได้นำเสนอการดูกายไปแล้ว ครั้งนี้ก็ขอนำเสนอการดูความคิด ( ก็เห็นธรรม) ความคิดเป็นสิ่งที่มีอยู่เกือบตลอดเวลา หากเทียบกับอารมณ์อื่นที่มีการเกิดเป็นครั้งคราวเสียมากกว่า ทั้งนี้ความคิดชนิดนี้อาศัยเกิดโดยเราไม่ได้เจตนา มันเกิดขึ้นเอง ต่อเนื่องเป็นเส้นสายไม่หยุด ไม่มีพัก อิงอาศัยกับโมหะ ( ซึ่งครอบงำเราตลอดเวลา) ความคิดชนิดนี้เราให้ชื่อมันว่า ลักคิด ตัวนี้แหล่ะตัวสำคัญ ที่นำทุกข์มาให้เรา ทำให้คนเป็นโรคประสาท กินไม่ได้ นอนไม่หลับกันทั้งโลก ก็เพราะลักคิดตัวนี้ ความคิดอีกลักษณะหนึ่งคือ เราตั้งใจให้มันเกิด เรียกว่า เจตนาคิด อันนี้ไม่เป็นพิษเป็นภัยเท่าไหร่ ถ้าเราคิดได้อย่างถูกต้อง (สัมมาสังกัปปะ) หรือคิดในเรื่องราว การงาน การวางแผนต่างๆ การคิดชนิดนี้เป็นไปเพื่อการแก้ทุกข์ แก้ปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ สมมติบัญญัติ ทุกชนิด ตัวความคิดเองแท้ๆ เป็นทุกข์ตัวหนึ่ง ( โดยสภาวะ) เพราะมันเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลงเสมอ แต่ดูเหมือนสืบเนื่อง (สันตติ) อยู่เกือบตลอดเวลา มีการเกิดและดับ ให้สามารถรู้เห็นได้ จัดเป็นสิ่งที่ถูกรู้ (ซึ่งเป็นต่างหากจากผู้รู้ หรือตัวรู้ ) เป็นอาการทางจิต , เป็นนามธรรมฝ่ายปรุงแต่ง (สังขารขันธ์) เป็นทางออก หรือปรากฏออกของสมมติบัญญัติทั้งหลาย สมมติบัญญัติทั้งหลายล้วนต้องอาศัยความคิดทั้งสิ้น เมื่อรู้เท่าทัน ก็มีประโยชน์ และใช้แก้ทุกข์ได้ แต่หากรู้ไม่เท่า รู้ไม่ทัน หรือไม่ทันเห็น - เห็นไม่ทัน มันจะปรุงต่อเป็นความหลง นำเกิดความโลภ , ความโกรธ,ความยินดี พอใจ , ไม่ยินดี ไม่พอใจ มาสู่ชีวิตของเราและเมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้บ่อยๆ ซ้ำๆ ก็จะกลายเป็นความคุ้นชินที่เรียกว่า อนุสัย หรือ อาสวะกิเลส ทั้งหลายต่อไป ความลักคิดที่ปรากฏออกนั้น เมื่อปล่อยให้ปรุงแต่งต่อไป จะมีปรากฏการณ์อย่างอื่น ตามมามากมาย ทั้งเวทนา,อารมณ์ ,ตัวตน ต่างๆ คล้ายกับขบวนรถที่วิ่งผ่านไป ณ จุดที่เป็นหัวขบวน ก็มีแต่หัวเฉยๆ เมื่อออกวิ่งก็เริ่มมีเสียง ,มีฝุ่น ,มีควัน ตามติดมาเหมือนเงาเจ้าของ ลักษณะของความคิดก็คล้ายกันนั้น ที่หากปล่อยให้มันวิ่ง (ปรุง )ต่อไป มันจะเป็นสื่อนำทุกข์มาให้เราได้ หากเราต้องการให้ทุกข์ลดน้อยลง ก็เพียงให้ทำความรู้จักกับธรรมชาติที่แท้จริงของความคิด รู้ให้ทันมัน และเร็วขึ้น จนสามารถเห็นมันได้ตั้งแต่ความคิดปรากฏออก (ทางมโนทวาร) การเห็นที่เรียกว่าการรู้เท่าทันนี้ จะทำให้ความคิดที่ปรากฏออกนั้นดับไป ไม่ปรุงต่อ ( ทั้งนี้เพราะเหตุปัจจัยของเขาหมดไป จึงดับไปเอง มิใช่เราไปมีอำนาจ หรือจัดการกับความคิดที่ปรากฏนั้นแต่อย่างใด) นอกจากนี้เราจะได้พบเห็นภาวะก่อนความคิดเกิด อนุสัย หรือ อาสวะก็อยู่แถวๆนั้น เมื่อเราฝึกสติจนชำนาญดีพอสมควร จน พบเห็น สภาวะที่เรียกว่า แยกรูป แยกนาม แล้ว คำแนะนำมี 2 ลักษณะ (ตามความเข้าใจของผม) คือ ยังไม่ต้องสนใจความคิดใดๆทั้งสิ้น ให้สนใจทำความรู้สึกตัว ด้วยกายเคลื่อนไหว เป็นเครื่องกระตุ้น ให้ชำนาญจริงๆ จนสามารถรู้กายเคลื่อนไหวทุกขณะทั้งอิริยาบถใหญ่ ย่อย โดยูเฉพาะสามารถรู้กายเคลื่อไหวที่เป็นอิริยาบถย่อยได้อย่างชัดเจนและต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการคู้เข้า การเหยียดออก การหยิบ จับ การกะพริบตา อ้าปาก กลืนน้ำลาย แม้ลมหายใจเข้า ออก ทำให้ชำนาญจริงๆ แล้วจึงเจตนา (ที่ไม่เจตนา ) ไปสนใจความคิด ( อันนี้ผมได้ยินได้ฟังจากหลวงพ่อจรัญ จรณสัมปัณโน
ผมจะเข้าใจผิด ถูกอย่างไรในประเด็นนี้ขอยกไว้ให้พิจารณา ) ท่านกล่าวว่าก่อนที่เราจะไปดูความคิด เราควรพัฒนาอินทรีย์ของเราให้เข้มแข็ง มีกำลังดีพอเสียก่อน แล้วการดูความคิดจะไม่ใช่เรื่องยาก ลำบากแต่อย่างใด จริงๆแล้ว ขณะที่เราฝึกรู้กายอยู่ เราก็ได้พบเห็นกับความคิด และอารมณ์อื่นๆอยู่เสมอๆ และที่สำคัญ เมื่อความรู้เรื่องกายเต็มส่วนดีแล้ว การไปพบเห็นหรือดูความคิด จะเกิดขึ้นเองอย่างแน่นอน จะบังคับไม่ให้ไปเห็น ไม่ให้ไปรู้ก็ไม่ได้ นั่นคือไม่เจตนารู้ มัน(จิต)ก็เข้าไปรู้ของมันเอง ส่วนอีกลักษณะนึงที่ตัวผมเองได้ประสบมา ก็คือ มาสนใจความคิดเลยทีเดียว ( เมื่อผมพบเห็นภาวะที่เรียกว่าแยกรูป แยกนาม ) ในระยะนี้เรายังมีความดีใจ มีปีติ มีความฮึกเหิมในการปฏิบัติ (และพูดธรรมะ)มาก ลักษณะของจิตใจจะยังแข็งกระด้าง และหลงตัวเอง หลงความรู้ที่ตัวเองได้เข้าใจ ได้ง่ายมาก (วิปัสสนู และจินตญาน) ใหม่ๆก็พลัดหลงเข้าไปอยู่ในความคิดเสมอๆ ในลักษณะที่เรียกว่า เข้าไปอยู่ เข้าไปเป็น กับความคิด แต่ก็หลุดออกมาได้ ด้วยการกลับมารู้สึกตัว ด้วยอาศัยกายที่กายเคลื่อนไหว ที่กำลังทำอยู่ ยังเป็นลักษณะที่เรียกว่า รู้คิด ยังไม่ใช่ เห็นคิด อย่างแท้จริง รู้คิดนั้นยังไม่พ้นไปจากความคิด ความคิดยังดำเนินอยู่ต่อไปได้ ยังมีพอใจ ไม่พอใจจากความคิดนั้นได้อยู่ แต่ก็ยังทำเช่นนั้นอยู่เรื่อยไป ยิ่งความคิดที่เป็นความรู้ ธรรมะต่างๆที่จิตวิตก วิจารณ์ ออกมา เราจะเข้าไปคลุกอยู่ ไปเป็น ไปอยู่ อย่างมีรสชาด ไปสรุปความรู้นั้นๆว่าต้องเป็นอย่างนั้น ต้องเป็นอย่างนี้ แต่พอไม่เป็นอย่างนั้น ก็ขุ่นใจ มีอาการเสียดแทงในจิตใจอยู่ตลอด ใครเห็นขัดแย้งก็ว่าไม่เข้าท่า ผลของมันในระยะนี้ จิตจะได้เรียนรู้ความแตกต่างของ 2 ภาวะ คือ เมื่อเข้าไปเป็น เข้าไปอยู่กับความคิดมันจะหนัก และเหนื่อย มีพอใจ ไม่พอใจได้ง่ายๆ กับอีกภาวะนึง ที่ออกมาดู มาเห็นอยู่ข้างนอก จะเบาสบายกว่า (คล้ายเวลาเราดำน้ำ จะอึดอัด ต้องอดกลั้น แต่เมื่อโผล่หัวพ้นน้ำขึ้นมา ก็หายใจสะดวก เบาสบายเป็น ปกติ ) จิตจะได้เรียนรู้ความแตกต่างนี้ จากประสบการณ์ตรง ครั้งใดที่หลงเข้าไปอยู่ จะหนัก (เกิดทุกข์ จากอุปาทาน ) ก็จะรู้สึกได้ และถอนตัวออกมาดู ซึ่งเบาสบายกว่า เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จิตจะหลงเข้าไปอยู่ เข้าไปเป็นน้อยลง ออกมาดู ออกมาเห็นมากขึ้นๆ ถึงหลงก็หลงไปไม่ไกล ไม่นาน เพราะจิตจะรู้เสียแล้วว่ามันทุกข์ มันหนักกว่า เมื่อเข้าไปอยู่ เข้าไปเป็น และเบาสบายกว่า หากถอนตัวออกมาดูเฉยๆ ความคิดนึกปรุงแต่งจะสั้นลงตามลำดับ โดยอัตโนมัติ ความรู้สึกตัวจะตั้งมั่นมากขึ้น ความลักคิดจะลดลง ความโกรธ ความโลภ ความหลงจะลดลง เพราะสื่อที่จะนำมาปรุงแต่ง ได้ถูกตัดตอนไปเสียแล้ว โดยที่เราไม่ต้องไปทำอะไร (ไม่ต้องออกแรงไปทำอะไร) กับสิ่งเหล่านั้น แต่อย่างใด มันทุเลาเบาบางลงไปเอง การดูความคิดให้ทัน ไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ง่ายๆ แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ความคิดเป็นอัตโนมัติ เราก็ต้องทำความรู้สึกตัวให้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นอัตโนมัติเช่นกัน มันจึงจะทันกันได้ เมื่อทำเป็นแล้ว การดูความคิดไม่ต้องใช้เจตนา ถ้าเจตนาดู ไม่ทันหรอกครับ และที่เห็นก็ไม่ใช่ของจริง บางทีเจตนาควานหา จ้องมอง หาตัวกิเลส(อยากจะจัดการกับมัน) ซึ่งลักษณะจิตแบบนั้นจะพลิกกลับเป็นสมถะไปทันที เราก็จะไม่ได้พบเห็นของจริง (เพราะเป็นการรู้อารมณ์อย่างไม่ถูกต้อง) ตัวการที่แท้อยู่ก่อนหน้าความคิดเสียอีก การดูความคิดใหม่ๆ จึงเห็นแต่ผลของการปรุงแต่ง (ท้ายๆขบวน ) แต่เมื่อเราๆไม่ย่อท้อ ด้วยอาวุธที่เรามีอยู่คือความรู้สึกตัว มันจะตัดเข้าไปๆ สั้นเข้าๆ และถึงหัวขบวน หรือตัวความคิดล้วนๆ ความคิดแรกเกิด ที่เป็นขันธ์ล้วนๆได้เอง การดูความคิดใหม่ๆ (ที่ดูไม่เป็น) ก็จะไปคอย ไปจ้องอยู่ก่อน คอยระวัง เกรงจะหลง ต่างๆนับเป็นการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง ผลของมันคือทุกข์ ต่อเมื่อดูเป็นมากขึ้น ดูแบบไม่ดู แต่เห็น ซึ่งตรงนี้ หลวงพ่อคำเขียน สุวัณโน กล่าวไว้ว่า การดูความคิด ก็คล้ายกับการดูพฤติกรรมของเด็ก หากเราไปจ้องดูเด็กอยู่อย่างนั้น ตรงๆตลอดเวลา เราจะไม่ได้รู้พฤติกรรมที่แท้จริงของเด็กคนนั้นหรอก เราต้องทำทีเป็นไม่สนใจ มองไปทางอื่น แต่เด็กคนนั้นก็ยังคงอยู่ในกรอบสายตาของเราอยู่ เด็กคนนั้นเมื่อเห็นเราไม่ได้จ้องดูเค้า เค้าก็จะเริ่มแสดงออกซึ่งพฤติกรรมที่แท้จริงของเค้าออกมาให้เราเห็นได้ การดูความคิดก็คล้ายกัน การมองไปทางอื่นและไม่สนใจ ก็คือการมารู้ที่กายเคลื่อนไหวอยู่เบาๆ สบายๆ ( ไม่ใช่จมแช่แบบเกาะ ยึดอยู่ในความรู้สึก) พอความคิดเกิด อารมณ์เกิดเมื่อมีการกระทบสัมผัสทางอายตนะ จิตจะไปรู้ความคิดหรืออารมณ์เหล่านั้นเอง เราไม่ต้องใส่เจตนาเฝ้ารู้ก็ได้ การฝึกรู้ (สึกตัว) ให้เป็นรากฐาน จากกายเคลื่อนไหว จะมีผลเด่นชัดตรงนี้มากเช่นกัน เพราะจิตเราจะเกิดอาการ 2 อย่างเสมอ คือไม่เผลอ หลงไหล ฟุ้งๆไป กับจดจ้อง เข้าไป จมดิ่งหรือแช่ไปกับอารมณ์ ที่จิตเข้าไปรู้ กายเคลื่อนไหวที่ฝึกรู้มาดีแล้ว จะทำหน้าที่กระตุ้น หรือฉุดให้ตื่นรู้ธรรมดาๆ ต่อไป รู้ใหม่ รู้ใหม่ รู้แล้วปล่อยรู้นั้นไป ไม่ไปจมแช่ หรือติดอยู่กับความรู้อันนั้น ดังนั้นการดูกายเคลื่อนไหว จึงเป็นบาทฐานที่สำคัญที่เราต้องฝึกให้ชำนาญ ซึ่งมันจะมีผลตอนมาดูจิต ดูความคิด ดูอารมณ์นี้ด้วย คล้ายมันเป็นหลัก ให้เราเกาะ (เป็นวิหารธรรม = เครื่องอยู่ของจิต) ทำให้ไม่พลัดหลง หรือถูกดูดไปในกระแสของความคิดปรุงแต่ง หรืออารมณ์ต่างๆได้ง่ายๆ ถึงหลงก็ไปไม่ไกล กลับได้ ถอนได้ ไม่ถูกครอบงำโดยสิ้นเชิง สร้างความทุรนทุรายให้กับเราได้อีกต่อไป การดูความคิด ใช้หลักการเดียวกันกับการดูกาย ให้รับรู้ความรู้สึกของกายเคลื่อนไหว แบบดู ไม่ใช่เข้าไปรู้แบบจม แช่อยู่กับความรู้สึก เมื่อเราทำไปเรื่อยๆ มันคล้ายว่าไม่เห็นเป็น(ร่าง)กาย มันเห็นแต่ความรู้สึก คล้ายเราไต่เชือกขึ้นที่สูง กายกับความคิด ก็เหมือนเชือกให้เราได้เกาะปีนไต่ปีนสู่ที่สูง ขึ้นไปๆ ให้ได้พบเห็นปรากฏการณ์ทางกาย ทางจิต อย่างซื่อๆตรงๆ โดยเฉพาะทางฝ่ายจิตใจ ทั้งความปรุงแต่งฝ่ายอกุศล เช่น นิวรณ์ 5 กิเลส ตัณหา อุปาทาน อาสวะทั้งหลาย และฝ่ายกุศล เช่น ศีล (สติ) สมาธิ ปัญญา ต่างๆ ได้พบเห็น และเข้าใจธรรมชาติที่แท้จริงของสิ่งทั้งหลาย ไม่ว่ากุศล อกุศล นั้นว่าหาตัวตนที่แท้ไม่ได้ (เกิดขึ้น ดับไป เจริญ หรือเสื่อมล้วนเป็นไปตามเหตุปัจจัย) เกิดขึ้นมารู้ทันก็ดับไป ถ้ารู้ไม่ทัน หรือรู้ทันแบบเข้าไปอยู่ เข้าไปเป็น ก็ปรุงแต่ง เป็นสุข เป็นทุกข์ เป็นพอใจ ไม่พอใจ ยินดี ยินร้าย ทั้งหมดล้วนเป็นอาการ (เหมือนพยับแดด) มีแต่รู้ กับไม่รู้เท่านั้น เมื่อก่อนเห็นกายเป็นเรา ต่อมาเห็นกายเป็นกาย หาสัตว์ บุคคล ตัวตนเราเขา ที่แท้ไม่ได้ แม้ในเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แต่ลึกๆก็ยังรู้สึกว่ามีของของเราอยู่ ต่อเมื่อมาดูความคิดใหม่ๆ ก็ดำผุดดำว่ายไปกับความคิด จนเมื่อได้พ้นจากความคิดจริงๆ เราจะได้พบกับความรู้สึกว่า ความคิดไม่ใช่(ของ)เรา ไม่มีความรู้สึกว่าของๆเราอยู่ในความรู้สึกนั้นๆ มันจะมีความเบาสบายอีกแบบหนึ่ง เมื่อดูไปๆ เราจะได้พบเห็นสภาพก่อนความคิดเกิด (เมื่อมีผัสสะเกิดขึ้นไม่ว่าทางใด) ที่นั่นเป็นต้นเค้าของความคิดและอารมณ์ทั้งหลาย เป็นกรรมที่เราเคยทำหรือเสพคุ้น หรือเคยชินมาก่อน มันปรากฏก่อนความคิดเสียอีก (คือยังไม่ทันคิดว่าอะไร เป็นอะไร) การเห็น รู้สภาวะตรงนี้ ทำให้เข้าใจกฎแห่งกรรมได้ชัดเจนมากขึ้นไปอีก กฎแห่งกรรม (การกระทำ) และกฎแห่งการรับผลของการกระทำ (วิบาก) นั้นเป็นกฎที่ เที่ยงตรง ยุติธรรมที่สุด เรามักโกรธ มักไม่พอใจ มักยินร้าย กับสิ่งใดๆอยู่เสมอๆ จิตก็เสพคุ้น สั่งสมอาการ (ปฏิฆะ) เช่นนั้นไว้ เรามักรัก มักยินดี มักพอใจกับสิ่งใดๆอยู่เสมอๆ จิตก็สั่งสมอาการ(ราคะ)เช่นนั้นไว้ เรามักหลง มักไหล มักเผลอ มักไม่กำหนดรู้ มันก็สั่งสมความหลง ความไม่รู้ (อวิชชา) ไว้ ไม่มีใครทำไว้เลย เราทำไว้เองทั้งสิ้น เมื่อรู้เช่นนั้น หากเกิดอารมณ์ใดๆขึ้น เรา(จิต)จึงไม่ลังเล ที่จะถอนตัวออกมาดูเฉยๆ ( ละอภิชฌา และโทมนัสในโลกเสียได้) การสั่งสมก็จะน้อยลง ทำไปๆก็เหมือนฝึกหัดอบรมจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์อยู่เสมอๆ หากพูดถึงการเดินทาง สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ อุปสรรค หรือเครื่องกั้นขวาง อาจรวมไปถึงกิเลส ต่างๆที่เป็นเจ้าเรือน ในจิตใจของเราด้วยก็ได้ ในส่วนที่เกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติ การวางใจที่ถูกต้อง จะทำให้การปฏิบัติของเราง่ายขึ้น ไม่เหน็ดเหนื่อยโดยไม่จำเป็น เราต้องวางใจให้เป็นกลางต่อทุกๆสิ่ง ให้เห็นทุกๆสิ่งล้วนเป็นธรรมะ(ซึ่งที่จริงก็เป็นเช่นนั้น) ที่เปรียบเหมือนครู อาจารย์ของเรา มาสอน มาทำหน้าที่ของเขา ให้เราได้รู้จักตัวเค้า ตามความเป็นจริง ถ้าหากเราได้รู้จักเค้าตามความเป็นจริงแล้ว ความสำคัญมั่น หมายก็จะลดลง สิ่งนั้นจะไม่มีอิทธิพลหรือน้ำหนักที่มากพอ จะทำให้เราหลง และไหลไปกับสิ่งนั้นได้อีกต่อไป แต่หากเราผูกใจไว้ว่า นิวรณ์ ทั้ง 5 กิเลสต่างๆที่เกิดขึ้น เป็นสิ่งชั่วร้าย เป็นสิ่งที่ต้องกำจัดแล้วละก็ มันจะนำความยุ่งยาก และเนิ่นช้าในการปฏิบัติมากขึ้น เพราะเรากำลังปฏิเสธธรรมะ เมื่อสิ่งนั้นเกิดขึ้นก็จะยังความไม่ยินดี ไม่พอใจคล้ายคนรักความสะอาด พอมีอะไรเปรอะเปื้อนมาก น้อยก็ตาม ก็ทุกข์ใจ กระวนกระวาย แม้ขณะที่กำลังพยายามทำความสะอาดเช็ดถูสิ่งสกปรกนั้นอยู่ อย่าให้เราเป็นเช่นนั้น เพราะขณะนั้นจิตใจเราได้เคลื่อนออกไปจากความเป็นกลางต่อสภาวะธรรมเรียบร้อยแล้ว (จิตเสียศูนย์) มันจะหยาบ แข็ง กระด้าง สิ่งนี้เกิดจากการบงการของกิเลสฝ่ายปฏิเสธ คือ วิภวตัณหา เมื่อเอากิเลสไปเช็ดถูกิเลส มันก็สกปรกเหมือนเดิม จริงอยู่ว่า นิวรณ์และกิเลสทั้งจะต้องถูกทำลายไปเพื่อความสงบเย็นในจิตใจของเรา แต่วิถีทางที่เราจะเกี่ยวข้องกับมัน อันนำไปสู่การทำลาย (ด้วยตัวมันเอง) นั้น กลับเป็นสิ่งที่ตรงกันข้าม คือการยอมรับ และเฝ้าดู ไม่เอาตัวตนเข้าไปรองรับ ไม่ไปยึดมั่น ถือมั่น ไม่ตั้งใจ หรือเจตนาปรุงแต่งสิ่งปรากฏ มากไปกว่าที่มันปรากฏด้วยตัวมันเอง เราจะไม่ทำอะไรกับสิ่งเหล่านั้นทั้งสิ้น เพียงรู้สึกเฉยๆ นับว่าเป็นเรื่องน่าแปลกใจ เมื่อก่อนเราหักหาญกับมันแทบเป็นแทบตาย อดก็แล้ว ทนก็แล้ว หนีก็แล้ว แต่มันก็ยังตามรังควานเราอยู่ตลอด แต่พอมาทำแค่รู้สึกตัวอยู่ ดูเฉยๆ มันกลับอยู่ไม่ได้ ค่อยๆหมดพิษสง ล้มหายตายจากไปเอง เบื้องต้น เราเพียงสนใจอยู่ที่กายเคลื่อนไหวเพียงอย่างเดียว ความง่วงเกิดขึ้น ก็ไม่ต้องไปคลุกอยู่กับความง่วง (เพราะกำลังของเรายังไม่พอ) อาจจะทดลองอดทนอยู่ซักระยะ ทำคล้ายหยอกเล่นกับมัน ถ้าดูท่าทางไม่ไหวแน่ ก็ให้เปลี่ยนอิริยาบถไปเลยก็ได้(แต่ให้รู้สึกอยู่กับกายที่กำลังเคลื่อนย้ายเปลี่ยนท่าทาง) อย่าไปเจตนายอมหลับ ถ้าจะหลับก็ให้มันหลับทั้งที่เดินอยู่ หรือ ขณะยกมืออยู่นั่นแหล่ะ ทำอย่างนี้บ่อยๆ ให้เห็นเป็นเรื่องสนุกที่ได้ชักเย่อกับความง่วง เราจะค่อยๆได้เรียนรู้อาการ(ธรรมชาติ)ของความง่วงได้มากขึ้นๆ ขณะเดียวกันการทำเช่นนั้นก็จะทำให้สติของเราเข้มแข็งขึ้นตามไปด้วย อย่างอื่นก็เช่นเดียวกัน ไม่ว่า กามราคะ , พยาบาท เกิดขึ้นก็ต้องหักใจทิ้งไปก่อน ให้สนใจอยู่ที่กายเคลื่อนไหวเพียงอย่างเดียว แต่อาจจะต้องทำให้แรงขึ้น เร็วขึ้น เพื่อให้มีการรู้สึกที่กายเคลื่อนไหวให้ชัดๆ ฟุ้งซ่าน ลังเลสงสัยก็บอกกับตัวเองว่า เอาไว้ก่อน (คล้ายยอมจำนน) อย่าเอาชนะความฟุ้งซ่านด้วยความคิด อย่าไปหาคำตอบให้กับความลังเลสงสัยโดยความคิด นั่นเป็นการกระทำที่เสียเวลา ให้ทิ้งสิ่งเหล่านี้ไปทั้งหมด กลับมาสนใจที่กายเคลื่อนไหว ที่เราสร้างขึ้นมา เป็นเครื่องกำหนดรู้เท่านั้น ( มันกลับเป็นการศึกษาธรรมะฝ่ายนามธรรม แบบไม่สนใจที่ศึกษา แต่ได้รู้จักกับธรรมชาติฝ่ายนี้ได้อย่างตรงประเด็น ทำให้เราได้เห็นชัดถึงความไม่มีตัวตนอย่างชัดเจนมาก) ต่อเมื่อสติสัมปชัญญะของเรามีกำลังมากขึ้น นิวรณ์ทั้งหลายจะอ่อนกำลังลงไปเอง โดยนัยตรงกันข้าม เช่นความง่วงเราก็สามารถเดินชนกับความง่วงไปได้ และเห็นมันดับหายไป ใหม่ๆอย่างที่เคยกล่าว การแก้นิวรณ์ต้องใช้กายเคลื่อนไหว โดยเจตนาช่วย เช่น ทำแรงๆ เร็วๆ หรือต้องเปลี่ยนอิริยาบถไปเลย แต่เมื่อทำไปเรื่อยๆ หากมีนิวรณ์เกิดขึ้น เราจะรู้เท่าทันกับการปรากฏขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปของนิวรณ์ มันจะไม่สามารถครอบงำเราได้อีกต่อไป การปฏิบัติก็จะสะดวกมากขึ้น เพราะม่านหมอกของจิตใจได้ถูกเคลียร์ไปแล้ว การดูจิต ดูความคิด ดูอารมณ์ ก็จะทำได้อย่างชัดเจน แจ่มใสไปตามลำดับ อุปสรรคอีกอันที่ดูแล้ว ไม่น่าจะเป็นอุปสรรค ก็คือ ความรู้ที่เกิดขึ้น อันเป็นผลพวงจากการเห็น หรือรู้เท่าทันอาการต่างๆมากขึ้น จะเรียกปัญญา หรือความรู้ หรือเป็นการพากษ์ของจิตก็แล้วแต่ แต่ใหม่ๆ เราจะไปภาคภูมิใจ ดีใจ และมั่นอกมั่นใจกับความรู้ที่ถูกต้องนั้น มันจะคอยสรุปและยึดถือว่าสิ่งนั้นใช่ ไม่ใช่ ถูก ผิด ผลจากการไปยินดี ภาคภูมิใจอย่างนั้นคือ ทุกข์ อันเกิดจากการไปยึด สำคัญ มั่น หมาย กับความรู้อันนั้น ความทุกข์จะทำหน้าที่ของมันอย่างซื่อสัตย์ คุณยึดอะไร สิ่งนั้นมันจะกลับมาฟาดหัวเราจนกว่าคุณจะเข็ด และให้กลับมาเพียงดูมันเฉยๆ ทุกข์นั้นก็จะหดหายไปด้วยตัวของมันเอง จิตใจมันจะได้เรียนรู้ว่าอย่าไปเอาความรู้ อย่าไปเพลินกับความรู้อันนั้น รู้แล้ว เข้าใจแล้ว ปล่อยรู้นั้นไป อย่าไปลากเอาความรู้อันนั้นกลับมาวิเคราะห์ วิจัย วิจารณ์ เทียบเคียง ธรรมะ ไม่มีผิด ไม่มีถูก อย่าไปถามหาเอาเหตุ เอาผลกับมัน มันเป็นของมันเช่นนั้นเอง ความรู้ก็คือความรู้ รู้แล้ว แล้วไป เราเพียงเพียรที่จะให้รู้ เฉพาะปัจจุบันขณะ ด้วยความรู้สึกตัว รู้สดๆเท่านั้น แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ที่ให้รู้เฉยๆ ได้ ก็ต้องให้ทุกข์มันลงโทษซะให้เข็ด ในฐานะที่ไปยึดถือ สำคัญ มั่นหมายกับความรู้นั้น ครู อาจารย์ก็สอนว่าให้รู้เฉยๆ รู้ไปเรื่อยๆ แต่เรากลับหลงความรู้(เพราะมันกลัวจะไม่รู้และมันไม่เคยรู้สิ่งเหล่านี้มาก่อน) ทำมากไปกว่าการรู้ซื่อๆ ก็เลยต้องถูกลงโทษจากความโง่ของตัวเอง ดังนั้น (ความ)ทุกข์ที่เกิดขึ้นระหว่างการปฏิบัตินั้น จึงเป็นคุณูปการอย่างยิ่ง สำหรับผู้ที่จะเป็นบัณฑิต ๆจึงใช้ความทุกข์นั่นแหล่ะปีนไปหาความไม่ทุกข์ ได้พบกับความสงบสุข ส่วนคนโง่ กลับเกรง กลัวทุกข์ รังเกียจทุกข์ แต่ก็หนีไม่พ้นทุกข์ เพราะเขาเกี่ยวข้องกับทุกข์อย่างไม่ถูกต้อง ทุกข์นั้นก็ตามเล่นงานไป ดุจเงาตามตัวเจ้าของ จนกระทั่งสิ้นลมหายใจไปอีกครั้ง หากเมื่อเรามุ่งมั่น (มีอิทธิบาท) ที่จะเจริญสติ ระลึกรู้อารมณ์ที่เป็นปัจจุบันขณะ อยู่เสมอๆ นั่นคือว่าเรากำลังเดินทางอยู่เสมอๆนั่นเอง แต่เรากำลังเดินไปกับกับความหยุด เราเคลื่อนไหวไปกับความหยุด เราไม่ต้องคิดว่าจะทำอย่างไร จึงจะมีสติให้ตลอดเวลาหรอก เพราะนั่นไม่มีประโยชน์อันใด สติมิใช่จะเกิดได้จากการคิดเอา แต่เกิดได้จากการหมั่นระลึกถึงสิ่งที่เราใช้กำหนดรู้เป็นเป้าหมายอยู่เสมอๆ เป็นการสัมผัสรู้ลงไปตรงๆ ซื่อๆ ต่อเนื่องกัน เราก็จะได้อยู่บนวิถีแห่งความรู้แจ้งอยู่แล้ว เมื่อความเป็นเองเกิดขึ้น งานของเราก็เบาลง แต่เราก็ยังคงทำกรรมฐานเดิมๆของเราอยู่ต่อไป การดูกาย (ฝึกรู้ที่กายเคลื่อนไหว) จนชำนาญ คือการเตรียมความพร้อม (การฝึกเพื่อรู้จักความรู้สึกตัว และทำความรู้สึกตัวให้เป็น) ที่จะศึกษาเรื่องราว ในฝ่ายนามธรรมอย่างถูกต้อง การดูกายจึงทำให้เราได้สัมผัสรู้เรื่องราวของกาย ใจได้จริง (หลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ บอกว่า เมื่อเราดูกายอยู่เสมอเราจะต้องรู้ รูป-นาม, รูปทำ นามทำ ,รู้รูปโรค(โรคทางกาย) นามโรค(โรคทางใจ =โทสะ โมหะ โลภะ) ,รู้ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา ,รู้สมมติ(ทั้งหลายทั้งปวง) ,รู้ศาสนา รู้พุทธศาสนา ,รู้บาป รู้บุญ ) การดูความคิดด้วยความรู้สึกตัว จะทำให้เราได้รู้จักสัจธรรมที่ละเอียดอ่อน ลึกซึ้ง มากขึ้น ทั้งการดูกาย การดูความคิด อาศัยเพียง ความเพียร ความรู้สึก(ตัว) ซื่อๆ ซึ่งเป็นทั้งการ กำหนดรู้ เป็นทั้ง การละ เป็น ความพ้น และการรู้แจ้ง ไปพร้อมๆกัน อันนำไปสู่การรื้อถอนความเป็นตัวตน ละเลิกความเชื่องมงาย หมดความลังเลสงสัย ทั้งทำลายกิเลส ตัณหา อุปทาน อาสวะต่างๆ นำตัวชีวิตไปสู่ความสะอาด สว่าง และสงบเย็นสืบไป
|