ผมอยากจะทราบคำแปลของบทสวดมนต์ พระคาถาธรรมจักรกัปปวัตนสูตร มากครับ และอยากจะทราบถึงที่มาของพระคาถาบทนี้มาก ไม่ทราบผมจะหาได้จากที่ไดบ้างมี Web ไหนบ้างที่มีคำแปลของพระคาถานี้ได้โปรดแนะนำผมด้วยเถิดครับ ขอบพระคุณมากครับ
ไม่ทราบว่ารีบหรือปล่าวผมมีคำแปลในหนังสือสวดมนต์ ของวัดชลประทาน อย่างไงจะcopyส่งให้ ให้ลงที่อยู่ไว้ด้วย อนุโมทนา ด้วยกครับ เพราะว่าถ้าเรารู้คำแปลและที่มาแล้ว การสวดมนต์จะมีผลดีมากขึ้นด้วยครับ
ธัมมจักกัปปวัตตนสูตรเริ่มธัมมจักกัปปวัตตนสูตรอนุตฺตรํ อภิสมฺโพธึ สมฺพุชฺฌิตฺวา ตถาคโตพระตถาคตเจ้า ได้ตรัสรู้ซึ่งพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้วป มํ ยํ อเทเสสิ ธมฺมจกฺกํ อนุตฺตรํ สมฺมเทว ปวตฺเตนฺโต โลเก อปฺปฏิวตฺติยํเมื่อจะทรงประกาศธรรมที่ใครๆ ยังมิได้ให้เป็นไปแล้วในโลก ให้เป็นไปโดยชอบแท้ ได้ทรงแสดง พระอนุตตรธรรมจักรใดก่อนยตฺถากฺขาตา อุโภ อนฺตา ปฏิปตฺติ จ มชฺฌิมา จตูสฺวาริยสจฺเจสุ วิสุทฺธํ าณทสฺสนํคือในธรรมจักรใด พระองค์ตรัสซึ่งที่สุด สองประการ และข้อปฏิบัติเป็นกลาง และปัญญาอันรู้เห็นอันหมดจดแล้วในอริยสัจทั้งสี่เทสิตํ ธมฺราเชน สมฺมาสมฺโพธิกิตฺตนํ นาเมน วิสฺสุตํ สุตฺตํ ธมฺมจกฺกปฺปวตฺตนํ เวยฺยากรณปาเ น สงฺคีตนฺตมฺภณาม เสเราทั้งหลาย จงสวดธรรมจักรนั้น ที่พระองค์ผู้พระธรรมราชาทรงแสดงแล้ว ปรากฏโดยชื่อว่า ธัมมจักรกัปปวัตตนสูตร เป็นสูตรประกาศ พระสัมมาสัมโพธิญาณ อันพระสังคีติกาจารย์ ร้อยกรองไว้โดยเวยยกรณปา ะ เทอญธัมมจักกัปปวัตตนสูตรเอวมฺเม สุตํอันข้าพเจ้า(คือพระอานนทเถระ) ได้สดับมาแล้วอย่างนี้เอกํ สมยํ ภควาสมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพาราณสิยํ วิหรติ อิสิปตเน มิคทาเย เสด็จประทับอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสีตตฺร โข ภควา ปญฺจวคฺคิเย ภิกฺขู อามนฺเตสิในกาลนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเตือน พระภิกษุปัญจวัคคียว่าเทฺวเม ภิกฺขเว อนฺตาดูก่อนภิกษุทั้งหลาย (การกระทำ)ที่สุดสองอย่างนี้ปพฺพชิเตน น เสวิตพฺพาอันบรรพชิตไม่ควรเสพ (ไม่ควรข้องแวะเลย)โย จายํ กาเมสุ กามสุขลฺลิกานุโยโคคือการประกอบตนให้พัวพันด้วย (ความใคร่ใน)กาม ในกาม(สุข) ทั้งหลายนี้ใดหีโน เป็นธรรมอันเลว เป็นของต่ำทราม คมฺโมเป็นของชาวบ้าน เป็นเหตุให้ตั้งบ้านเรือนโปถุชฺชนิโกเป็นของชั้นปุถุชน เป็นของคนมีกิเลสหนาอนริโยไม่ใช่ข้อปฏิบัติของพระอริยเจ้า ไม่ใช่ไปจากข้าศึกคือกิเลสอนตฺถสญฺหิโตไม่ประกอบด้วยประโยชน์ อย่างหนึ่งโย จายํ อตฺตกิลมถานุโยโคคือการประกอบความเหน็ดเหนื่อยด้วยตน การทรมานตนให้ลำบาก เหล่านี้ใดทุกฺโขเป็นสิ่งนำมาซึ่งทุกข์ ให้เกิดทุกข์แก่ผู้ประกอบอนริโยไม่ใช่ข้อปฏิบัติของพระอริยเจ้า ไม่ใช่ไปจากข้าศึกคือกิเลสอนตฺถสญฺหิโตไม่ประกอบด้วยประโยชน์ อย่างหนึ่งเอเต เต ภิกฺขเว อุโภ อนฺเต อนุปคมฺม มชฺฌิมา ปฏิปทาดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อปฏิบัติอันเป็นทางสายกลางไม่เข้าไปใกล้(การกระทำ)ที่สุด สองอย่างนั่นนั้นตถาคเตน อภิสมฺพุทฺธาที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้ว ด้วยปัญญาอันยิ่งจกฺขุกรณีทำดวงตาให้เกิดาณกรณีทำญาณเครื่องรู้อุปสมาย ย่อมเป็นไปเพื่อความเข้าไปสงบ ระงับอภิญฺ ายเพื่อความรู้ยิ่งสมฺโพธายเพื่อความรู้พร้อม เพื่อความรู้ดีนิพฺพานาย สํวตฺตติเพื่อความดับ เพื่อนิพพานกตมา จ สา ภิกฺขเว มชฺฌิมา ปฏิปทาดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ข้อปฏิบัติซึ่งเป็นทางสายกลาง ไม่เข้าไปใกล้(การกระทำ)ที่สุด สองอย่างนั่น นั้นเป็นไฉนตถาคเตน อภิสมฺพุทฺธาที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้ว ด้วยปัญญาอันยิ่งจกฺขุกรณีทำดวงตาให้เกิดาณกรณีทำญาณเครื่องรู้อุปสมายย่อมเป็นไปเพื่อความเข้าไปสงบ ระงับอภิ ายเพื่อความรู้ยิ่งสมฺโพธาย เพื่อความรู้พร้อม เพื่อความรู้ดี นิพฺพานาย สํวตฺตติเพื่อความดับ เพื่อนิพพานอยเมว อริโย อฏฺ งฺคิโก มคฺโคทางมีองค์แปด เครื่องไปจากข้าศึก คือกิเลสนี้เองเสยฺยถีทํกล่าวคือ(๑) สมฺมาทิฏฺ ิปัญญาอันเห็นชอบ(๒) สมฺมาสงฺกปฺโปความดำริชอบ(๓) สมฺมาวาจาการพูดจาชอบ(๔) สมฺมากมฺมนฺโตการทำการงานชอบ(๕) สมฺมาอาชีโวความเลี้ยงชีวิตชอบ(๖) สมมาวายาโมความพากเพียรชอบ(๗) สมฺมาสติความระลึกชอบ(๘) สมฺมาสมาธิความตั้งจิตมั่นชอบอยํ โข สา ภิกฺขเว มชฺฌิมา ปฏิปทาดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันนี้แล ข้อปฏิบัติชึ่งเป็นกลางนั้นตถาคเตน อภิสมฺพุทฺธาที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้ว ด้วยปัญญาอันยิ่งจกฺขุกรณี ทำดวงตาให้เกิด าณกรณีทำญาณเครื่องรู้อุปสมาย ย่อมเป็นไปเพื่อความเข้าไปสงบ ระงับ อภิญฺ ายเพื่อความรู้ยิ่ง สมฺโพธาย เพื่อความรู้พร้อม เพื่อความรู้ดี นิพฺพานาย สํวตฺตติเพื่อความดับ เพื่อนิพพานอิทํ โข ปน ภิกฺขเว ทุกฺขํ อริยสจฺจํดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็นี้แล เป็นทุกข์อย่างแท้จริง คือชาติปิ ทุกฺขาความเกิดก็เป็นทุกข์ชราปิ ทุกฺขาความแก่ก็เป็นทุกข์มรณมฺปิ ทุกฺขํความตายก็เป็นทุกข์โสก ปริเทว ทุกฺข โทมนสฺ สุปายาสาปิ ทุกฺขาความโศก ความรำไรรำพัน ความทุกข์(ความไม่สบายกาย) โทมนัส(ความไม่สบายใจ) และความคับแค้นใจ ก็เป็นทุกข์อปฺปิเยหิ สมฺปโยโค ทุกฺโขความประสบด้วยสิ่งที่ ไม่เป็นที่รักที่พอใจทั้งหลาย ก็เป็นทุกข์ปิเยหิ วิปฺปโยโค ทุกฺโขความพลัดพราก จากสิ่งที่รัก ที่พอใจทั้งหลาย ก็เป็นทุกข์ยมฺปิจฺฉํ น ลภติ ตมฺปิ ทุกฺขํปรารถนาอยู่ย่อมไม่ได้ แม้อันใด แม้อันนั้น ก็เป็นทุกข์สงฺขิตฺเตน ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา ทุกฺขาโดยย่อแล้ว อุปาทานขันข์ทั้งห้า เป็นตัวทุกข์อิทํ โข ปน ภิกฺขเว ทุกฺขสมุทโย อริยสจฺจํดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็นี้แล เป็นเหตุให้ทุกข์ เกิดขึ้นอย่างแท้จริง คือยายํ ตนฺหาความทะยานอยาก(ของจิต)นี้อันใดโปโนพฺภวิกาทำให้มีภพอีก อันเป็นเครื่องทำให้มีการเกิดอีกนนฺทิราค สหคตาเป็นไปกับด้วย(อันประกอบอยู่ด้วย)ความกำหนัด ด้วยอำนาจความเพลินตตฺรตตฺราภินนฺทินีมีปกติเพลิดเพลินยิ่งนักในอารมณ์นั้นๆ (ตัณหามักเพลิดเพลินในอารมณ์ทั้งหลายมีรูปเป็นต้น ชื่อว่าในที่นั้นๆ)เสยฺยถีทํได้แก่สิ่งเหล่านี้คือกามตณฺหาคือ ความทยานอยากในกาม ความทะยานอยากในอารมณ์ที่รัก ใคร่ภวตณฺหาคือ ความทะยานอยากในความมี ความเป็นวิภวตณฺหาคือ ความทะยานอยากในความไม่มี ไม่เป็นอิทํ โข ปน ภิกฺขเว ทุกฺขนิโรโธ อริยสจฺจํดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็นี้แล เป็นความดับทุกข์อย่างแท้จริง คือโย ตสฺสาเยว ตณฺหาย อเสสวิราคานิโรโธความดับสนิทเพราะจางไป โดยสิ้นความกำหนัด โดยไม่เหลือ แห่งตัณหานั้นนั่นเทียวอันใดจาโคความสละเสียตัณหานั้นปฏินิสฺสคฺโคความวาง ความสละคืน ความสละได้ขาด ตัณหานั้นมุตฺติความปล่อย ความพ้น ความหลุดพ้น ตัณหานั้น อนาลโยความไม่พัวพัน ไม่กังวล ไม่อาลัยในตัณหานั้น(เป็นความทำไม่ให้มีที่อาศัยซึ่งตัณหานั้น)อิทํ โข ปน ภิกฺขเว ทุกฺขนิโรธคามิ ปฏิปทา อริยสจฺจํดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็นี้แล เป็นข้อปฏิบัติ ให้ถึงความดับทุกข์อย่างแท้จริง คืออยเมว อริโย อฏฺ งฺคิโก มคฺโคทางมีองค์แปด เครื่องไปจากข้าศึก คือกิเลส นี้เองเสยฺยถีทํได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ(๑) สมฺมาทิฏฺ ิปัญญาอันเห็นชอบ(๒) สมฺมาสงฺกปฺโปความดำริชอบ(๓) สมฺมาวาจาการพูดจาชอบ(๔) สมฺมากมฺมนฺโตการทำการงานชอบ(๕) สมฺมาอาชีโวความเลี้ยงชีวิตชอบ(๖) สมฺมาวายาโมความพากเพียรชอบ(๗) สมฺมาสติความระลึกชอบ(๘) สมฺมาสมาธิความตั้งจิตมั่นชอบอิทํ ทุกฺขํ อริยสจฺจนฺติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุง อุทปาทิ าณํ อุทปาทิ ปญฺ า อุทปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุได้เกิดขึ้นแล้ว ญาณได้เกิดขึ้นแล้ว ปัญญาได้เกิดขึ้นแล้ว วิชชาได้เกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้ว แก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยใด้ฟังแล้วในกาลก่อนว่านี้เป็น ทุกขอริยสัจตํ โข ปนิทํ ทุกฺขํ อริยสจฺจํ ปริญฺเ ยฺยนฺติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุง อุทปาทิ าณํ อุทปาทิ ปญฺ า อุทปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุได้เกิดขึ้นแล้ว ญาณได้เกิดขึ้นแล้ว ปัญญาได้เกิดขึ้นแล้ว วิชชาได้เกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างได้เกิดขึ้น แล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยใด้ฟังแล้วในกาลก่อนว่า ก็ทุกขอริยสัจนี้นั้นแล เป็นสิ่งที่ควรกำหนดรู้ตํ โข ปนิทํ ทุกฺขํ อริยสจฺจํ ปริญฺ าตนฺติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุง อุทปาทิ าณํ อุทปาทิ ปญฺ า อุทปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุได้เกิดขึ้นแล้ว ญาณได้เกิดขึ้นแล้ว ปัญญาได้เกิดขึ้นแล้ว วิชชาได้เกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างได้เกิดขึ้น แล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยใด้ฟังแล้วในกาลก่อนว่า ก็ทุกขอริยสัจนี้นั้นแล อันเราได้กำหนดรู้แล้วอิทํ ทุกฺขสมุทโย อริยสจฺจนฺติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุง อุทปาทิ าณํ อุทปาทิ ปญฺ า อุทปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุได้เกิดขึ้นแล้ว ญาณได้เกิดขึ้นแล้ว ปัญญาได้เกิดขึ้นแล้ว วิชชาได้เกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างได้เกิดขึ้น แล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยใด้ฟังแล้ว ในกาลก่อนว่านี้ ทุกขสมุทัยอริยสัจตํ โข ปนิทํ ทุกฺขสมุทโย อริยสจฺจํ ปหาตพฺพนฺติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุง อุทปาทิ าณํ อุทปาทิ ปญฺ า อุทปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุได้เกิดขึ้นแล้ว ญาณได้เกิดขึ้นแล้ว ปัญญาได้เกิดขึ้นแล้ว วิชชาได้เกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างได้เกิดขึ้น แล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยใด้ฟังแล้วในกาลก่อนว่า ก็ทุกขสมุทัยอริยสัจนี้นั้นแล ควรละเสียตํ โข ปนิทํ ทุกฺขสมุทโย อริยสจฺจํ ปหีนนฺติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุธมฺเมสุ จกฺขุง อุทปาทิ าณํ อุทปาทิ ปญฺ า อุทปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุได้เกิดขึ้นแล้ว ญาณได้เกิดขึ้นแล้ว ปัญญาได้เกิดขึ้นแล้ว วิชชาได้เกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างได้เกิดขึ้น แล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยใด้ฟังแล้วในกาลก่อนว่า ก็ทุกขสมุทัยอริยสัจนี้ นั้นแล อันเราได้ละแล้วอิทํ ทุกฺขนิโรโธ อริยสจฺจนฺติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุง อุทปาทิ าณํ อุทปาทิ ปญฺ า อุทปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุได้เกิดขึ้นแล้ว ญาณได้เกิดขึ้นแล้ว ปัญญาได้เกิดขึ้นแล้ว วิชชาได้เกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยใด้ ฟังแล้ว ในกาลก่อนว่านี้เป็น ทุกขนิโรธ อริยสัจตํ โข ปนิทํ ทุกฺขนิโรโธ อริยสจฺจํ สจฺฉิกาตพฺพนฺติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุง อุทปาทิ าณํ อุทปาทิ ปญฺ า อุทปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุได้เกิดขึ้นแล้ว ญาณได้เกิดขึ้นแล้ว ปัญญาได้เกิดขึ้นแล้ว วิชชาได้เกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยใด้ ฟังแล้วในกาลก่อนว่า ก็ทุกขนิโรธอริยสัจนี้ นั้นแล ควรทำใหัแจ้งตํ โข ปนิทํ ทุกฺขนิโรโธ อริยสจฺจํ สจฺฉิกตนฺติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุง อุทปาทิ าณํ อุทปาทิ ปญฺ า อุทปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุได้เกิดขึ้นแล้ว ญาณได้เกิดขึ้นแล้ว ปัญญาได้เกิดขึ้นแล้ว วิชชาได้เกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยใด้ ฟังแล้วในกาลก่อนว่า ก็ทุกขนิโรธอริยสัจนี้ นั้นแล อันเราได้ทำใหัแจ้งแล้วอิทํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทา อริยสจฺจนฺติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุง อุทปาทิ าณํ อุทปาทิ ปญฺ า อุทปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุได้เกิดขึ้นแล้ว ญาณได้เกิดขึ้นแล้ว ปัญญาได้เกิดขึ้นแล้ว วิชชาได้เกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างได้เกิดขึ้น แล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยใด้ฟังแล้ว ในกาลก่อนว่านี้ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจตํ โข ปนิทํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทา อริยสจฺจํ ภาเวตพฺพนฺติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุง อุทปาทิ าณํ อุทปาทิ ปญฺ า อุทปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุได้เกิดขึ้นแล้ว ญาณได้เกิดขึ้นแล้ว ปัญญาได้เกิดขึ้นแล้ว วิชชาได้เกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างได้เกิดขึ้น แล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยใด้ฟังแล้วในกาลก่อนว่า ก็ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนี้ นั้นแล ควรให้เจริญตํ โข ปนิทํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทา อริยสจฺจํ ภาวิตนฺติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุง อุทปาทิ าณํ อุทปาทิ ปญฺ า อุทปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุได้เกิดขึ้นแล้ว ญาณได้เกิดขึ้นแล้ว ปัญญาได้เกิดขึ้นแล้ว วิชชาได้เกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างได้เกิดขึ้น แล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยใด้ ฟังแล้วในกาลก่อนว่า ก็ทุกขนิโรธคามินีปฏิ ปทาอริยสัจนี้ นั้นแล อันเราเจริญแล้วยาวกีวญฺจ เม ภิกฺขเว อิเมสุ จตูสุ อริยสจฺเจสุ เอวนฺติปริวฏฺฏํ ทฺวาทสาการํ ยถาภูตํ าณทสฺสนํ น สุวิสุทธํ อโหสิดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปัญญาอันรู้เห็นตามเป็นจริงแล้วอย่างไร ในอริยสัจสี่เหล่านี้ของเรา ซึ่งมีรอบสาม มีอาการสิบสองอย่างนี้ ยังไม่หมดจดเพียงใดแล้วเนว ตาวาหํ ภิกฺขเว สเทวเก โลเก สมารเก สพฺรหฺมเก สสฺสมณพฺราหฺมณิยา ปชาย สเทวมนุสฺสาย อนุตฺตรํ สมฺมาสมฺโพธึ อภิสมฺพุทฺโธ ปจฺจญฺ าสึดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราได้ยืนยันตนว่า เป็นผู้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งปัญญาเครื่องตรัสรู้ชอบ ไม่มีความตรัสรู้อื่นจะยิ่งกว่าในโลก เป็นไปกับด้วยเทพดา มาร พรหม ในหมู่สัตว์ ทั้งสมณพราหมณ์ เทพดา มนุษย์ ไม่ได้เพียงนั้นยโต จ โข เม ภิกฺขเว อิเมสุ จตูสุ อริยสจฺเจสุ เอวนฺติปริวฏฺฏํ ทฺวาทสาการํ ยถาภูตํ าณทสฺสนํ สุวิสุทธํ อโหสิดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อใดแล ปัญญาอันรู้เห็นตามเป็นจริงแล้วอย่างไร ในอริยสัจสี่ เหล่านี้ของเรา ซึ่งมีรอบสาม มีอาการสิบสองอย่างนี้ หมดจดดีแล้วอถาหํ ภิกฺขเว สเทวเก โลเก สมารเก สพฺรหฺมเก สสฺสมณพฺราหฺมณิยา ปชาย สเทวมนุสฺสาย อนุตฺตรํ สมฺมาสมฺโพธึ อภิสมฺพุทฺโธ ปจฺจญฺ าสึเมื่อนั้น เราจึงได้ยืนยันตนว่าเป็นผู้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งปัญญาเครื่องตรัสรู้ชอบ ไม่มีความตรัสรู้อื่นจะยิ่งกว่าในโลก เป็นไปกับด้วย เทพดา มาร พรหม ในหมู่สัตว์ ทั้งสมณพราหมณ์ เทพดา มนุษย์ าณญฺจ ปน เม ทสฺสนํ อุทปาทิก็แล ปัญญาอันรู้เห็นได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราอกุปฺปา เม วิมุตติ อยมนฺติมา ชาติ นตฺถิทานิ ปุนพฺภโวติว่าความพ้นพิเศษของเราไม่กลับกำเริบ ชาตินี้เป็นที่สุดแล้ว บัดนี้ไม่มีภพอีกอิทมโวจ ภควาพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสธรรมปริยายนี้แล้วอตฺตมนา ปญฺจวคฺคิยา ภิกฺขูภิกษุปัญจวัคคีย์ก็มีใจยินดีภควโค ภาสิตํ อภินนฺทุงเพลินภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าอิมสฺมิญฺจ ปน เวยฺยากรณสฺมึภญฺ มาเนก็แลเมื่อเวยยากรณ์นี้ อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอยู่อายสฺมโต โกณฺฑญฺ สฺส วิรชํ วีตมลํ ธมฺมจกฺขุง อุทปาทิจักษุในธรรม อันปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน ได้เกิดขึ้นแล้ว แก่พระผู้มีอายุโกณฑัญญะยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีอันเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งทั้งปวงนั้น มีอันดับไปเป็นธรรมดาปวตฺติเต จ ภควตา ธมฺมจักเกก็ครั้นเมื่อธรรมจักร อันพระผู้มีพระภาคเจ้า ให้เป็นไปแล้วภุมฺมา เทวา สทฺทมนุสฺสาเวสุงเหล่าภุมมเทพดา ก็ยังเสียงให้บันลือลั่นเอตมฺภควตา พาราณสิยํ อิสิปตเน มิคทาเย อนุตตรํ ธมฺมจกฺกํ ปวตฺติตํ อปฺปฏิวตฺติยํ สมเณน วา พฺราหฺมเณน วา เทเวน วา มาเรน วา พฺรหฺมุนา วา เกนจิ วา โลกสฺมินฺติว่านั้นจักร คือธรรม ไม่มีจักรอื่นสู้ได้ อันพระผู้มีพระภาคเจ้า ให้เป็นไปแล้ว ที่ป่าอิสิปตนะมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี อันสมณพราหมณ์ เทพดา มาร พรหม และใครๆ ในโลกยังให้เป็นไปไม่ได้ ดังนี้ภุมฺมานํ เทวานํ สทฺทํ สุตฺวา จาตุมฺมหาราชิกา เทวา สทฺทมนุสฺสาเวสุงเทพเจ้าเหล่าชั้นจาตุมหาราช ได้ฟังเสียงของเทพเจ้า เหล่าภุมมเทพดาแล้ว ก็ยังเสียงให้บันลือลั่น จาตุมฺมหาราชิกานํ เทวานํ สทฺทํ สุตฺวา ตาวตึสา เทวา สทฺทมนุสฺสาเวสุงเทพเจ้าเหล่าชั้นดาวดึงส์ ได้ฟังเสียงของเทพเจ้า เหล่าชั้นจาตุมหาราชแล้ว ก็ยังเสียงให้บันลือลั่น ตาวตึสานํ เทวานํ สทฺทํ สุตฺวา ยามา เทวา สทฺทมนุสฺสาเวสุงเทพเจ้าเหล่าชั้นยามะ ได้ฟังเสียงของเทพเจ้าเหล่าชั้นดาวดึงส์แล้ว ก็ยังเสียงให้บันลือลั่น ยามานํ เทวานํ สทฺทํ สุตฺวา ตุสิตา เทวา สทฺทมนุสฺสาเวสุงเทพเจ้าเหล่าชั้นดุสิต ได้ฟังเสียงของเทพเจ้าเหล่าชั้นยามะแล้ว ก็ยังเสียงให้บันลือลั่นตุสิตานํ เทวานํ สทฺทํ สุตฺวา นิมฺมานรตี เทวา สทฺทมนุสฺสาเวสุงเทพเจ้าเหล่าชั้นนิมมานรดี ได้ฟังเสียงของเทพเจ้าเหล่าชั้นดุสิตแล้ว ก็ยังเสียงให้บันลือลั่น นิมฺมานรตีนํ เทวานํ สทฺทํ สุตฺวา ปรนิมฺมิตวสวตฺตี เทวา สทฺทมนุสฺสาเวสุงเทพเจ้าเหล่าชั้นปรนิมมิตวสวัดดี ได้ฟังเสียงของเทพเจ้าเหล่าชั้นนิมมานรดีแล้ว ก็ยังเสียงให้บันลือลั่น ปรนิมฺมิตวสวสฺตีนํ เทวานํ สทฺทํ สุตฺวา พฺรหฺมกายิกา เทวา สทฺทมนุสฺสาเวสุงเทพเจ้าเหล่าที่เกิดในหมู่พรหม ได้ฟังเสียงของเทพเจ้าเหล่าชั้นปรนิมมิตวสวัดดีแล้ว ก็ยังเสียงให้บันลือลั่น เอตมฺภควตา พาราณสิยํ อิสิปตเน มิคทาเย อนุตตรํ ธมฺมจกฺกํ ปวตฺติตํ อปฺปฏิวตฺติยํ สมเณน วา พฺราหฺมเณน วา เทเวน วา มาเรน วา พฺรหฺมุนา วา เกนจิ วา โลกสฺมินฺติว่านั้นจักร คือธรรม ไม่มีจักรอื่นสู้ได้ อันพระผู้มีพระภาคเจ้า ให้เป็นไปแล้ว ที่ป่าอิสิปตนะมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี อันสมณพราหมณ์ เทพดา มาร พรหม และใครๆ ในโลกยังให้เป็นไปไม่ได้ ดังนี้ อิติห เตน ขเณน เตน มุหุตฺเตน ยาว พฺรหฺมโลกา สทฺโท อพฺภุคฺคจฺฉิโดยขณะครู่เดียวนั้น เสียงขึ้นไปถึงพรหมโลก ด้วยประการฉะนี้อยญฺจ ทสสหสฺสี โลกธาตุทั้งหมื่นโลกธาตุสงฺกมฺปิ สมฺปกมฺปิ สมฺปเวธิได้หวั่นไหวสะเทือนสะท้านลั่นไปอปฺปมาโณ จ โอฬาโร โอภาโส โลเก ปาตุรโหสิทั้งแสงสว่างอันยิ่งไม่มีประมาณ ได้ปรากฏ แล้วในโลกอติกฺกมฺเมว เทวานํ เทวานุภาวํล่วงเทวานุภาพของเทพดาทั้งหลายเสียหมดอถโข ภควา อุทานํ อุทาเนสิลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทรงเปล่งอุทานว่าอญฺ าสิ วต โภ โกณฺฑญฺโ อญฺ าสิ วต โภ โกณฺฑญฺโ ติว่าโกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ ผู้เจริญ โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ ผู้เจริญอิติหิทํ อายสฺมโต โกณฺฑญฺ สฺส อญฺ าโกณฺฑญฺโ เตฺวว นามํ อาโหสีติ.เพระเหตุนั้น นามว่า อัญญาโกณฑัญญะนี้นั่นเทียว ได้มีแล้วแก่พระผู้มีอายุโกณฑัญญะ ด้วยประการฉะนี้แล.จบ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร
สาธุครับ
สาธุ
ขอกราบขอบพระคุณมากครับ ยิ่งได้รู้ถึงคำแปลแล้ว ผมยิ่งเชื่อมั่นในพระคาถามากขึ้นเป็น ทวีคูณ ขอขอบพระคุณ คุณ000 ,คุณเต้และทุกๆท่านครับ
ขออนุโมทนาด้วยครับ
ลองคลิกเข้าไปค้นดูใน "ค้นหากระทู้" นอกจากบท ธรรมจักรกัปปวัตนสูตร แล้วยังมี ยอดพระกัณฑ์พระไตรปิฏก อีกด้วยนา
สาธุ สาธุ สาธุอนุโมทนาด้วยค่ะ
สาธุ ขอโมทนาบุญด้วยคนครับ