ความคิดเห็นที่ 1 : (ต้นกล้า...)
การฝึกในช่วงแรกนี้เป็นการฝึกให้กายกับจิต มาผูกติดกัน เราต้องพยายามผูกจิตไว้กับมือ กับเท้าไว้ให้มาก (เมื่อมือขยับ เท้าขยับ จิตมีการกลับมาระลึกรู้ได้ทันที) ทำให้ชำนาญและนี่คือ สติ คือความระลึก(กาย)ได้ หรือกายคตาสติ), ความรู้สึกนั่นแหละเป็นส่วนหนึ่งของจิตที่ไม่ใช่ความคิดและอารมณ์อื่นๆ คราวใดที่รู้สึก มันจะพ้นไปจากอารมณ์หรือความคิด ในขณะนั้น จะว่าตัดความคิดก็ได้ จะว่าหลุดจากความคิดก็ได้ ช่วงนี้จะเป็น การรู้อารมณ์แบบสมถะก็ว่าได้ เป็นการเรียนรู้สภาวะธรรมต่างๆ ให้จิตใจได้สัมผัส ได้พบเห็นและจดจำกับสภาวะธรรม ยังมิใช่วิปัสสนา และยังมิใช่ญาณปัญญาที่แท้ แต่เป็นทางที่นำไปสู่จุดนั้น การปฏิบัติในสติปัฏฐาน 4 ช่วงแรกนั้น เป็นการ ตามรู้ คืออนุปัสสนา ยังมิใช่วิปัสสนาคือให้ตามรู้ไปเรื่อยๆ จนจิตเข้าใจแจ่มแจ้งกับสิ่งๆนั้น ได้รู้ - เห็น ธรรมชาติที่แท้จริงของสิ่งๆนั้น (คือไตรลักษณ์ ) ญาณปัญญาจึงจะเกิด เมื่อสติเกิดขึ้นได้เองที่ท่านเรียกว่า มหาสติ วิปัสสนา (การรู้แจ้ง) จึงจะเกิดขึ้น อย่างแท้จริงและต่อเนื่องกันไป ไม่มีการเลือกอารมณ์ที่จะรู้ เมื่อจิตรู้สิ่งใด สติก็เกิดขึ้น รู้เท่าทันไปกับสิ่งที่จิตรับรู้นั้น
ผู้เจริญสติตามแนวทางของหลวงพ่อเทียนนี้ ใหม่ๆผมเข้าใจว่าเกือบ 100% ที่มีการเพ่ง จ้อง ยิ่งหากตั้งใจมาก มีความคาดหวังสูง(แต่วางใจผิด) ทำให้ง่ายในการที่จะดิ่ง แนบนิ่งไปกับกายเคลื่อนไหว ซึ่งเป็นการรู้ในความสงบ รู้แบบสมถะ เมื่อทำไปเรื่อยๆ (ตรงนี้กัลยาณมิตรช่วยได้อย่างมาก) ชำนาญขึ้น ทำเป็นมากขึ้นเราจะรู้ได้อย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้นเอง และเป็นการรู้แบบรู้สึกตัวจริงๆ คือทำใหม่ๆมันรู้สึกเฉพาะกายเคลื่อนไหว แต่เมื่อทำไปๆมันจะเห็นหรือไปรู้ ตัวรู้ที่ไปรู้ความรู้สึกนั้นอีกที
เหตุผลสำคัญที่บอกว่าไม่ต้องสนใจอย่างอื่นเลย นอกจากความรู้สึกก็คือ การเจริญวิปัสสนานั้น จำเป็นอย่างยิ่ง ที่เราต้องมีการรู้อารมณ์อย่างถูกต้อง ที่ว่าถูกต้องคืออย่างไร คือ การรู้แบบแยกๆ ไม่ใช่รู้แบบเป็นก้อน เป็นดุ้น ที่ท่านกล่าวว่ารู้แบบแยกรูป แยกนาม , รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ นามคือสิ่งที่ไปรู้รูป มันเป็นอย่างไร ยกตัวอย่างเช่น เมื่อมีความคิดเกิดขึ้น รู้กับคิดก็เป็นก้อนเดียวกัน, ปวดเกิด ปวดกับรู้ปวด ก็เป็นก้อนเดียวกัน, โกรธเกิดขึ้น โกรธกับรู้โกรธ ก็เป็นดุ้นเดียวกัน แต่เมื่อรู้แบบแยกๆ เราจะเห็นหรือสัมผัสรู้ได้ว่า รู้อันนึง ความคิดอันนึง ปวดอันนึง ตัวรู้ปวดอันนึง, โกรธอันนึง ตัวรู้โกรธอันนึง ไม่ใช่สิ่งๆเดียวกัน ไม่เป็นดุ้นเป็นก้อนอีกต่อไป ท่านเรียกว่าทำลาย ฆนสัญญา ลงเสียได้ การรู้แบบนี้จะเกิดขึ้นได้เมื่อเราเจริญสติบ่อยๆ มากๆ จิตจะได้สัมผัสรู้ธรรมชาติที่แตกต่างกันของการรู้เฉยๆ กับสิ่งอื่นที่ไม่ใช่การรู้เฉยๆ เมื่อสัมผัสมากๆ ก็จะจดจำได้มากและชำนาญในการแยกแยะ และเมื่อมีความรู้สึกตัวเกิดขึ้นอย่างแท้จริง ฆนสัญญา (คือการหมายรู้แบบกลุ่มก้อน)ก็จะหายไป หากไม่หาย ก็ไม่สำคัญ,มั่นหมายเหมือนก่อน การรู้แบบแยกๆ เป็นการพบเห็น สัมผัสรู้ด้วยตาใน อันเป็นผลมาจากการฝึกรู้ ที่ความรู้สึก อันเกิดจากกายเคลื่อนไหวนั่นเอง เมื่อทำให้มาก ถูกต้องและต่อเนื่อง มันจะพัฒนาไปสู่จุดนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย
เมื่อเราฝึกดูกายอยู่เสมอๆ ด้วยความเพียร เราจะได้พบเห็น สัมผัส รู้ กับความรู้สึกที่บริสุทธิ์ ซื่อๆ สดๆ ตรงๆ จะว่าเป็นการฝึกรู้อารมณ์อย่างถูกต้องก็ว่าได้ ในขณะที่เราฝึกสนใจกายอย่างเดียวอยู่นี้ (ซ้ำๆๆ
) ผลอันนึง ก็คือ เราจะเห็นกายเป็นกาย ล้วนๆ ไม่มี สัตว์ บุคคล- ตัวตน-เราเขา อยู่ในกายนี้เลย สิ่งที่บอกว่าเป็นเรา เป็นเขา เป็นนั้น เป็นนี้ คือความคิด เมื่อรู้กาย , กายมันก็ไม่ได้บอกว่ามันเป็นอะไร (ดุจดังว่าเป็นท่อนไม้ แลท่อนฟืน) ตัวที่บอกกลับเป็นความคิด ซึ่งมันเป็นธรรมชาติที่ต่างอันกันอย่างสิ้นเชิง ครั้งใดที่ความคิดบอกว่าเรา ว่าเขา เมื่อมารู้สึกที่กาย ความคิดที่ว่าเราว่าเขา เมื่อกี้นี้ก็ดับไป หายไปต่อหน้าต่อตา เราจะร้องอ๋อ! ในใจ ว่า เจ้าตัวความคิดนี้เองที่บอกว่าเป็นตัวเป็นตน ( แต่ลึกๆ ก็ยังรู้สึกว่าความคิดเป็นของเราอยู่) นอกจากนี้เราจะได้เห็นและรู้จักธรรมชาติที่แท้จริงของกายอย่างอื่นๆ เช่น ความไม่สะอาด หรือ อสุภภาวะ ,ความที่ทนอยู่ไม่ได้ ความที่บังคับบัญชาไม่ได้ ความที่เป็นแค่เครื่องอาศัยเท่านั้น ยึดมั่น ถือมั่นหาได้ไม่ เป็นต้น
การฝึกเจริญสติ โดยการรู้สึกที่กายเคลื่อนไหวนี้ เราจะได้สัมผัสรู้กับธรรมชาติ 2 อย่างที่มีอยู่จริง คือ ธรรมชาติที่เรียกว่ารูปธรรม ก็คือ รูปกายนี้ และธรรมชาติที่เรียกว่านามธรรม คือ เวทนา,สัญญา ,สังขาร,และวิญญาณ การรู้อยู่ที่รูปกายเนืองๆ ก็จะเป็นการสัมผัสรู้กับนามธรรมที่เกี่ยวเนื่องกับกายอยู่เสมอๆเช่นกัน ไม่ว่า เวทนา, อารมณ์และความคิดต่างๆที่เกิดผ่านอายตนะ (เครื่องต่อหรือที่ต่อ ) อันตั้งอยู่ที่กายเช่น ตา,หู ,จมูก,ลิ้นและกายสัมผัส ซึ่งเราอาจจะเรียกว่าอาการทางจิตก็ได้ เราจะได้เกี่ยวข้องหรือเผชิญหน้า ได้ศึกษาพฤติกรรมของอาการทางจิตโดยตรง ในแบบที่ไม่ใช่การศึกษาแบบควานหา แบบค้นหา เมื่อเราตั้งหลักดูกายไว้ ธรรมชาติฝ่ายนามธรรมก็จะเรียงแถวมาให้เราได้ศึกษาอย่างไม่รู้จบ เพียงแต่เราต้องตั้งหลักให้ดี นิวรณ์ธรรมต่างๆ นับเป็นสิ่งที่เราได้สัมผัสกับมันตั้งแต่ต้นเลยทีเดียว ไม่ว่าความง่วง , ความฟุ้งซ่าน , ความหงุดหงิดรำคาญ, ความลังเลสงสัย, กามราคะ, พยาบาทต่างๆ ล้วนคอยมาฉุด ลากเรา ให้หลุดออกไปจากหลัก คือ ความรู้สึก(ตัว) คอยชวนให้เราหลง(ไหล) ติดตามมันไป เพราะมันยังมีอำนาจ มีน้ำหนัก แต่เมื่อเราฝึกแบบไม่สนใจมัน ,ไม่ให้ความสำคัญกับมัน, ทั้งไม่ปฏิเสธผลักใสมัน เราเพียงกลับมารู้ที่กายเคลื่อนไหวอยู่เสมอ เมื่อทำให้ชำนาญแล้ว มันง่ายที่จะละ ,ง่ายที่จะออก, ง่ายที่จะสลัดให้พ้นไปจากการครอบงำของนิวรณ์ธรรม ต่างๆ มันจะต่างเก่าที่เมื่อก่อนนี้ เมื่อนิวรณ์ธรรมเกิดขึ้น ก็จะหมกอยู่ ติดอยู่ - กรุ่นอยู่ ออกไม่ได้ ออกไม่เป็น กำลังของนิวรณ์ธรรมที่ลดลง จะเป็นเครื่องบอกได้ถึงกำลังแห่งสติได้เป็นอย่างดี เพราะเมื่อเราพ้นไปเสียจากนิวรณ์ธรรมทั้งหลาย จิตของเราจึงพร้อมที่จะรู้อารมณ์ทั้งหลายได้อย่างถูกต้อง แต่ทั้งนี้เราต้อง เกี่ยวข้องกับนิวรณ์ธรรมอย่างถูกต้องเสียก่อน การฝึกรู้กายเคลื่อนไหวนี้ จะนำเราไปสัมผัสรู้ที่เรียก เผลอ หรือ หลง ได้อย่างชัดเจน ทำให้เรารู้จักกับภาวะที่เราเรียกว่ามีสติ (คือ ความระลึก(ที่กาย) ได้ ) ถ้าเราตั้งใจทำให้ต่อเนื่องเราจะต้องรู้ 2 ภาวะนี้อย่างแน่นอน ความรู้สึกที่เกิดจากกายเคลื่อนไหวเมื่อเรากำหนดรู้อยู่เสมอๆ ต่อเนื่อง มันจะนำเราให้ไปรู้จักกับความรู้สึกตัว ซึ่งจริงๆแล้ว การเจริญสติที่ถูกต้อง จะนำมาที่จุดนี้ก่อน ที่จะเจริญวิปัสสนาต่อไป หลวงพ่อเทียน เน้นย้ำอยู่เสมอว่า พลิกมือขึ้นให้ รู้สึกตัว ยกมือขึ้นให้ รู้สึกตัว, เอามือมาให้ รู้สึกตัว
. ท่านเน้นว่าจะเคลื่อนไหวด้วยวิธีใดให้ รู้สึกตัว ซึ่งถือเป็นย่างก้าวที่สำคัญมาก ที่เราจะต้อง รู้จักกับความรู้สึกตัว และทำความรู้สึกตัวให้เป็น , การรู้กายอยู่เสมอ จะนำให้เราไปรู้จักกับความรู้สึกตัวว่าเป็นอย่างไร รู้ถึงความสำคัญของความรู้สึกตัวต่อไป
เมื่อเรารู้จำกับความรู้สึกตัวใหม่ๆ ก็ยังไม่ใช่ความรู้สึกตัว ที่เข้าใจอย่างถูกต้องนัก คือ มันยังมีความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น กับสิ่งที่เราเรียกว่าความรู้สึกตัวเหมือนกัน แต่ไม่เหมือนเดิม เมื่อรู้ใหม่ๆ จะรู้อยู่ได้ไม่นาน และเราจะเกี่ยวข้องกับความรู้สึกตัวนั้นอย่างไม่ถูกต้อง เช่น พยายามเหนี่ยวรั้งให้รู้อยู่นานๆ ,พยายามให้รู้สึกไปทั้งตัว( เพราะรู้ด้วยสัญญามาว่า ความมีสติสัมปชัญญะ คือความรู้สึกตัวทั่วพร้อม) และการไปรู้อารมณ์ด้วยความรู้สึกตัว ก็รู้แบบรุนแรง หนักแน่น รู้แบบมีน้ำหนัก จะเรียกว่ารู้อารมณ์ แบบไม่เป็นมวยก็ว่าได้ ,รู้แบบเด็กๆที่ได้ของใหม่ ยังใช้ไม่เป็น ยังเห่อของใหม่ แต่เมื่อทำไปเรื่อยๆ ( ทั้งได้กัลยาณมิตร - กัลยาณธรรม และที่สำคัญคือความทุกข์ จะสอนเราเอง) การรู้ด้วยความรู้สึกตัว ก็จะนุ่มนวล ถูกต้องมากขึ้น
สติที่จำเป็นต่อการเจริญวิปัสสนานั้น ต้องเป็น สติที่ประกอบด้วยสัมปชัญญะ จึงจะเรียกได้ว่า สัมมาสติ นั่นคือ การระลึกรู้อารมณ์ใดๆ ด้วยความรู้สึกตัว ขณะเมื่อเรารู้อารมณ์ด้วยความรู้สึกตัว ก็จะเป็นการเห็น สัมผัสรู้กับภาวะที่เรียกว่าแยกรูป - แยกนาม ได้เองโดยอัตโนมัติ ,และเป็นรากฐานที่สำคัญมาก สำหรับก้าวต่อไป คือการดูความคิด , หากกำลังแห่งสติ (ผมหมายรวมถึงอินทรีย์ และพละ 5 ) ยังไม่ดีพอ แล้วเราไปดูความคิด เราจะถูกความคิดดูด ไปหมุนอยู่ และเพลิดเพลินอยู่กับความคิด หรือความรู้ที่เกิดขึ้นนั้นได้ง่ายมาก ดังนั้นการทำความรู้สึกตัวให้ชำนาญ โดยอาศัยกายเคลื่อนไหว เป็นตัวปลุก ตัวกระตุ้น เมื่อกายเคลื่อนไหว ไม่ว่าจะส่วนใด สามารถเหนี่ยวนำให้เรารู้สึกตัวขึ้นมาได้ นั่นคือสิ่งที่เราต้องฝึก ต้องหัด ต้องทำให้ชำนาญ เมื่อเรายังดูความคิดไม่เป็น จะทำให้เราไม่พลัดหลง ติดอยู่ในความคิดนานเกินไป หรือไปสำคัญมั่นหมายความรู้นั้นๆ และการสลัดหลุดออกมาก็ง่าย , เมื่อหลงก็หลงไม่นาน ความเป็นเองจะค่อยๆเกิดมากขึ้น
ทั้งหมดในฉบับนี้ คือ การเริ่มฝึกดูกายอยู่เสมอ เมื่อเรากลับมารู้กายที่เป็นปัจจุบันขณะ เราก็จะได้พบเห็นจิตใจประกอบอยู่ด้วยเสมอๆ สมกับคำกล่าวที่ว่า ดูกาย
ก็เห็นจิต ด้วยประการฉะนี้
ส่วนการดูความคิด (ก็เห็นธรรม) เอาไว้ฉบับหน้าครับ
|