ดูกาย…ก็เห็นจิต ดูคิด…ก็เห็นธรรม(ตอนที่ 1) โดยคุณหมอกำพล
 เนื้อความ :

สวัสดีค่ะ  วันนี้ขอนำบทความที่เรียบเรียงโดยคุณหมอกำพล  พันธ์ชนะ  จากเอกสารที่แจกแก่ญาติธรรมที่มาเข้าร่วมในกิจกรรมเจริญสติภาวนา  "เปิดประตูใจ" ที่พุทธมณฑล  ซึ่งจัดทำเป็นประจำทุกเดือน  เพื่อเสนอสาระและเรื่องราวที่ส่งเสริมการเจริญสติตามแนวทางของหลวงพ่อเทียน  จิตตสุโภ  มาฝากเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ในลานธรรม  เพราะเห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อทุกๆท่านด้วยเช่นกันค่ะ 
(จาก"เปิดประตูใจสาสน์"  ฉบับที่  6   ดูกาย…ก็เห็นจิต   
ดูคิด…ก็เห็นธรรม (ตอนที่ 1)

คำพูดที่ฟังดูคล้องจองกันดีนี้ ผมได้ยินครั้งแรก จากการฟังธรรมเทศนาของหลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโน เมื่อเข้าพรรษาปี 43  เป็นคำพูดที่ฟังง่ายๆ จำได้ง่ายๆ เข้าใจได้ง่ายๆ แต่กว่าจะทำจนเป็นและเห็นชัด ตามนั้น กลับไม่ง่ายเอาเสียเลย
            การปฏิบัติธรรม ฟังดูเป็นเรื่องยากยิ่ง ( บางคนปลงใจถึงขั้นว่าเป็นไปไม่ได้เลยก็มี ) สำหรับผู้ครองเรือน ที่ต้องทำงานทำมาหากินเลี้ยงชีพ ไม่มีเวลานั่งทำความสงบได้อย่างจริงจัง อีกทั้งมีเรื่องราวมากมายให้ขบคิด และรบกวนได้ตลอดเวลา ทำให้นึกถึงพุทธพจน์ที่กล่าวว่า “ ชีวิตคฤหัสถ์เป็นทางมาแห่งธุลีจริงๆ “     แต่ด้วย ปรีชาญาณของพระพุทธองค์ พระธรรมคำสอนที่คงอยู่ มาถึงพวกเรานั้น เป็นธรรมสำหรับทุกผู้คน อย่างแท้จริง เพียงแต่เราต้องรู้จักนำมาใช้ ต้องรู้จักเลือกวิธีการที่เหมาะสมกับตัวเรา เพื่อนำมาประพฤติปฏิบัติ เพื่อให้ได้
ดวงตาเห็นธรรม นำความสงบเย็นมาสู่ชีวิตปัจจุบันได้จริง ไม่ต้องรอปฏิบัติต่อเมื่อพร้อม หรือเมื่อแก่
หรือหวังผลเอาต่อเมื่อตายไปแล้ว

              ลักษณะเด่นอันหนึ่งของพุทธธรรม คือ การน้อมเข้ามาใส่ ( สู่ ) ตัว คือ การกลับเข้ามาดู – มาศึกษาที่ตัวเราเองเพราะตัวปัญหา ( ตัวทุกข์ ) ที่แท้จริงคือ ตัวเราเอง ท่านว่ากิจข้อแรกในอริยสัจ 4 คือ ทุกข์ ท่านให้กำหนดรู้ ปัญหาของเราในทางปฏิบัติ คือ เราจะกำหนดรู้ทุกข์ตรงไหน และอย่างไร ทั้งนี้เพื่อเป็นการเจริญกรรมฐาน ( จนกระทั่งเป็นฐานของการกระทำ คือ กาย - วาจา - ใจ ได้อย่างต่อเนื่อง ) เจริญสมถวิปัสสนา และเกิดญาณปัญญาตัดทำลายสังโยชน์ ( เครื่องร้อยรัด ) ต่างๆ เป็นไปเพื่อคลายความทุกข์ใจ ให้ลดน้อยลงสู่ความสงบเย็นที่มั่นคงสืบไป

             สติปัฏฐาน 4 เป็นคำสอนเพื่อให้พวกเราได้ลงมือทำด้วยตนเอง ( โดยไม่จำกัดเวลา – สถานที่ ) บางท่านไม่รู้ บางท่านรู้ว่ามีอะไรบ้าง ต่อแต่เมื่อจะลงมือปฏิบัติ ก็เริ่มสงสัยแล้วว่าจะทำอย่างไร อันไหน ก่อน – หลัง
ยิ่งอ่านมาก ฟังมากจากคนโน้นคนนี้และลองทำตามดู เมื่อไม่รู้ – ไม่เห็น อย่างที่ท่านว่าก็ชักท้อแท้ – เหนื่อยหน่าย รู้ว่าสติคือระลึกได้ , สัมปชัญญะคือความรู้ตัว , ความไม่หลง แต่ตัวปฏิบัติจริงๆ นั้นไม่ใช่คิดเอา หรือเข้าใจแล้วมันเป็นขึ้นมา แต่หากเป็นการลงมือประกอบ เป็นการสัมผัสตรงๆกับ อาการหรือภาวะที่เรียกว่า
สติ – สัมปชัญญะ เลยทีเดียว เพราะจริงๆมันมีอยู่แล้ว เพียงแต่เราไม่ทราบกลไกที่จะเข้าถึงมันได้อย่างไร
คำว่า “ ดูกาย….ก็เห็นจิต , ดูคิด…..ก็เห็นธรรม “ นี้คือ สติปัฏฐาน 4 ในทางปฏิบัติ ( ที่ผมเข้าใจ )
ดูกาย ดูอย่างไร ดูคิด ดูอย่างไร

               การดูกาย ก็คือ กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน , กายคตาสติ ( ผมเข้าใจเองว่า – มีสติตามรู้กาย )
ก็เป็นอีกชื่อนึงที่พอจะใช้แทนกันได้ , เมื่อเรารู้อยู่หรือระลึกรู้ อยู่กับกายของเราไม่ว่าส่วนไหน จะหยาบ – ละเอียด ก็ถือว่าเป็นการฝึกที่ใช้ได้ อย่างที่ท่านว่าแล้วแต่จริต แล้วแต่นิสัย ที่เรากำลังฝึกกันอยู่นี้ คือใช้กายเคลื่อนไหว
เป็นเป้า ให้จิตได้ระลึกรู้ ซึ่งมี 2 ลักษณะ คือในรูปแบบและนอกรูปแบบ

              

-ในรูปแบบ คือ การจงกรมด้วยมือ และเท้า , จงกรมเท้าก็คือการเดินอย่างมีสติสัมปชัญญะ
โดยใช้เท้า 2 เท้า ( อย่างที่เราเข้าใจกันทั่วไป ) และจงกรมมือ ( คือใช้มือสร้างจังหวะ ) ตามเทคนิคที่หลวงพ่อเทียน จิตตสุโภได้สอนไว้  ซึ่งท่านที่สนใจ สมควรที่จะต้องทำความเข้าใจกับเทคนิคให้ถูกต้องเสียก่อน
               -นอกรูปแบบ ก็คือ เมื่อมีกิจที่ต้องทำ เช่น กิจวัตรประจำวันต่างๆ การทำงานทำการเราก็ต้องเอามาใช้ในการฝึกของเราด้วย อย่าปล่อยทิ้งไป ซึ่งถือว่าน่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง เพราะโอกาศอย่างเราๆ จะหาเวลาทำตามรูปแบบอาจจะลำบากด้วยซ้ำ ดังนั้นการฝึกนอกรูปแบบจึงถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นก็ว่าได้ หากเราต้องการให้สติของเราเจริญงอกงาม ให้เราได้ชื่นอกชื่นใจกันในชาตินี้ การฝึกนอกรูปแบบนี้ควรมีจุดกำหนดรู้ไว้เป็นประจำก่อน เช่น เมื่อล้างหน้า แปรงฟัน ก็ให้คอยกำหนดความรู้สึกที่แขนกำลังขยับถูไป – มา เคี้ยวข้าวก็ให้กำหนดความรู้สึกที่กรามที่กำลังขยับขบเคี้ยว การพูดก็ให้รู้สึกที่ปากขยับ เป็นต้น ฝึกทำทุกๆครั้งที่เราทำกิจวัตรเหล่านี้ ต่อมามันจะรู้เอง โดยไม่ต้องกำหนด (เพราะเหตุใกล้ของการเกิดขึ้นของสติ คือความจำสภาวะได้ของจิต จะจำได้มากก็ต้องเห็นบ่อยๆ)

                  การฝึกทั้งในรูปแบบและนอกรูปแบบนี้ ในเบื้องต้น ไม่ต้องสนใจอะไรอย่างอื่นเลย (ไม่ต้องสนใจ
ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าห้ามคิด ห้ามรู้สึก ห้ามรู้อารมณ์อื่น ห้ามโกรธ ห้ามรัก ห้ามชัง ห้ามชอบ ห้ามๆๆๆ…
ไม่ใช่เช่นนั้นนะครับ หากมันจะรู้อะไร เป็นอะไรขึ้นมาก็ไม่ไปสนใจที่จะวิจัย – วิจารณ์ หรือปฏิเสธ หรือยึดถือเข้ามา ก็เพียงแต่ให้กลับมารู้อยู่ที่กายเคลื่อนไหวต่อไปเท่านั้น) ถ้ามันจะรู้อะไร – คิดอะไร เมื่อรู้แล้วว่า อ้อ ! คิดไป
ก็ให้กลับมารู้ความรู้สึกที่กายเคลื่อนไหวส่วนนั้นต่อไป ให้จับ ( รู้ ) เฉพาะความรู้สึกที่เกิดจากกายเคลื่อนไหวหรือที่กายสัมผัสเท่านั้น ไม่ต้องหลับตา, ไม่ต้องบริกรรมคำพูดใดๆ, ให้รู้สดๆ เฉพาะจุดที่เราสนใจอยู่เท่านั้น แต่ให้รู้แบบสบายๆ ไม่เพ่งหรือจ้องหรือรู้แบบจดจ่อ แบบกลัวจะหลงหรือเกรงจะไม่รู้ อย่าทำแบบเคร่งเครียด เอาเป็นเอาตาย ทำแบบผ่อนคลายสบายๆ คล้ายทำเล่นๆ รู้บ้างหลงบ้าง มันเป็นเช่นนั้น เมื่อรู้ก็ให้รู้ว่า รู้, เมื่อหลงก็ ให้รู้ว่าหลง ให้ทำไปเรื่อยๆ เมื่อรู้แล้ว ปล่อยรู้นั้นไป มิใช่ว่าฉันเดินจงกรมรู้ตลอดมา(และจำได้)ทั้ง 12 ก้าว รู้แบบนั้นเป็นการรู้แบบหน่วงเอาไว้ รู้แบบแบกไว้ ถือไว้ ไม่ใช่การรู้ที่ถูกต้อง , การรู้ที่ถูกต้องคือรู้เฉพาะหน้า, เฉพาะปัจจุบันขณะ, ไม่ใช่รู้แบบจำได้ต่อเนื่องกันมา รู้แบบนั้นจะเป็นการรู้แบบเหล็กเส้นคือต่อเนื่องเป็นอารมณ์ของสมถะ,
แต่การรู้เฉพาะปัจจุบันขณะเป็นการรู้แบบลูกโซ่ รู้สดๆ หากรู้ว่า โอ้! นี่เรารู้ตัวต่อเนื่องมา 10 นาที 15 นาทีแล้ว นั่นรู้แบบใช้ความคิด(ย้อน) การฝึกเจริญสติ มิใช่ให้รู้ติดต่อได้นานๆ แต่เป็นการกระตุ้นให้เกิดการระลึกรู้ทีละครั้งบ่อยๆ เป็นจุดเป็นจุดไป การฝึกการรู้ที่ถูกต้อง ต้องเป็นการรู้ที่ไม่ต้องคิด รู้ด้วยความคิดเป็นอีกอันหนึ่ง อย่าไปอยู่ตรงนั้น ให้รู้แบบรู้สึกเอา ไม่ใช่คิดเอา (แต่ถ้ามันคิดรู้ ก็ไม่เป็นไร – ก็เพียงแต่รู้ว่ามันคิดก็เท่านั้น)

               สำหรับผู้ที่ฟุ้งซ่านมากๆและยังไม่ชัดเจนในการปฏิบัติอาจอาศัยคำบริกรรมได้ เพื่อทำให้จิตสงบลงมากพอที่จะมารับรู้ความรู้สึกจากกายเคลื่อนไหว และใช้เท่าที่จำเป็น สำหรับผู้ที่ตั้งใจปฏิบัติจริงๆแล้ว
คำบริกรรมไม่จำเป็น มันจะฟุ้ง ให้มันฟุ้งไป เราทำหน้าที่เพียงกลับมารู้สึกที่กายเคลื่อนไหวเท่านั้น เมื่ออดทนทำไป อาจจะเดินให้เร็วขึ้น กระทืบเท้าให้แรงขึ้น, เดินเน้นๆ, หรือยกมือเน้นๆ จะช้าหรือเร็วหรือแรงก็แล้วแต่ ความฟุ้งซ่านจะค่อยๆลดลงไปเองได้

 จากคุณ : ต้นกล้า... [ 7 ก.ค. 2546 / 21:41:42 น. ]
     [ IP Address : 203.157.14.246 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (ต้นกล้า...)

                การฝึกในช่วงแรกนี้เป็นการฝึกให้กายกับจิต มาผูกติดกัน เราต้องพยายามผูกจิตไว้กับมือ – กับเท้าไว้ให้มาก (เมื่อมือขยับ – เท้าขยับ จิตมีการกลับมาระลึกรู้ได้ทันที) ทำให้ชำนาญและนี่คือ สติ คือความระลึก(กาย)ได้ หรือกายคตาสติ), ความรู้สึกนั่นแหละเป็นส่วนหนึ่งของจิตที่ไม่ใช่ความคิดและอารมณ์อื่นๆ คราวใดที่รู้สึก มันจะพ้นไปจากอารมณ์หรือความคิด ในขณะนั้น จะว่าตัดความคิดก็ได้ จะว่าหลุดจากความคิดก็ได้ ช่วงนี้จะเป็น
การรู้อารมณ์แบบสมถะก็ว่าได้ เป็นการเรียนรู้สภาวะธรรมต่างๆ ให้จิตใจได้สัมผัส ได้พบเห็นและจดจำกับสภาวะธรรม ยังมิใช่วิปัสสนา และยังมิใช่ญาณปัญญาที่แท้ แต่เป็นทางที่นำไปสู่จุดนั้น การปฏิบัติในสติปัฏฐาน 4 ช่วงแรกนั้น เป็นการ ตามรู้ คืออนุปัสสนา ยังมิใช่วิปัสสนาคือให้ตามรู้ไปเรื่อยๆ จนจิตเข้าใจแจ่มแจ้งกับสิ่งๆนั้น ได้รู้ - เห็น ธรรมชาติที่แท้จริงของสิ่งๆนั้น (คือไตรลักษณ์ ) ญาณปัญญาจึงจะเกิด เมื่อสติเกิดขึ้นได้เองที่ท่านเรียกว่า มหาสติ วิปัสสนา (การรู้แจ้ง) จึงจะเกิดขึ้น อย่างแท้จริงและต่อเนื่องกันไป ไม่มีการเลือกอารมณ์ที่จะรู้ เมื่อจิตรู้สิ่งใด สติก็เกิดขึ้น รู้เท่าทันไปกับสิ่งที่จิตรับรู้นั้น

                        ผู้เจริญสติตามแนวทางของหลวงพ่อเทียนนี้ ใหม่ๆผมเข้าใจว่าเกือบ 100% ที่มีการเพ่ง – จ้อง ยิ่งหากตั้งใจมาก มีความคาดหวังสูง(แต่วางใจผิด) ทำให้ง่ายในการที่จะดิ่ง แนบนิ่งไปกับกายเคลื่อนไหว ซึ่งเป็นการรู้ในความสงบ รู้แบบสมถะ เมื่อทำไปเรื่อยๆ (ตรงนี้กัลยาณมิตรช่วยได้อย่างมาก) ชำนาญขึ้น ทำเป็นมากขึ้นเราจะรู้ได้อย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้นเอง และเป็นการรู้แบบรู้สึกตัวจริงๆ คือทำใหม่ๆมันรู้สึกเฉพาะกายเคลื่อนไหว แต่เมื่อทำไปๆมันจะเห็นหรือไปรู้ ตัวรู้ที่ไปรู้ความรู้สึกนั้นอีกที

                     เหตุผลสำคัญที่บอกว่าไม่ต้องสนใจอย่างอื่นเลย นอกจากความรู้สึกก็คือ การเจริญวิปัสสนานั้น จำเป็นอย่างยิ่ง ที่เราต้องมีการรู้อารมณ์อย่างถูกต้อง ที่ว่าถูกต้องคืออย่างไร คือ การรู้แบบแยกๆ ไม่ใช่รู้แบบเป็นก้อน เป็นดุ้น ที่ท่านกล่าวว่ารู้แบบแยกรูป – แยกนาม , รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ – นามคือสิ่งที่ไปรู้รูป มันเป็นอย่างไร ยกตัวอย่างเช่น เมื่อมีความคิดเกิดขึ้น รู้กับคิดก็เป็นก้อนเดียวกัน, ปวดเกิด ปวดกับรู้ปวด ก็เป็นก้อนเดียวกัน, โกรธเกิดขึ้น โกรธกับรู้โกรธ ก็เป็นดุ้นเดียวกัน แต่เมื่อรู้แบบแยกๆ เราจะเห็นหรือสัมผัสรู้ได้ว่า รู้อันนึง – ความคิดอันนึง ปวดอันนึง – ตัวรู้ปวดอันนึง, โกรธอันนึง – ตัวรู้โกรธอันนึง ไม่ใช่สิ่งๆเดียวกัน ไม่เป็นดุ้นเป็นก้อนอีกต่อไป ท่านเรียกว่าทำลาย ฆนสัญญา ลงเสียได้ การรู้แบบนี้จะเกิดขึ้นได้เมื่อเราเจริญสติบ่อยๆ มากๆ จิตจะได้สัมผัสรู้ธรรมชาติที่แตกต่างกันของการรู้เฉยๆ กับสิ่งอื่นที่ไม่ใช่การรู้เฉยๆ เมื่อสัมผัสมากๆ ก็จะจดจำได้มากและชำนาญในการแยกแยะ และเมื่อมีความรู้สึกตัวเกิดขึ้นอย่างแท้จริง ฆนสัญญา (คือการหมายรู้แบบกลุ่มก้อน)ก็จะหายไป หากไม่หาย ก็ไม่สำคัญ,มั่นหมายเหมือนก่อน การรู้แบบแยกๆ เป็นการพบเห็น – สัมผัสรู้ด้วยตาใน อันเป็นผลมาจากการฝึกรู้ ที่ความรู้สึก อันเกิดจากกายเคลื่อนไหวนั่นเอง เมื่อทำให้มาก ถูกต้องและต่อเนื่อง มันจะพัฒนาไปสู่จุดนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย

                เมื่อเราฝึกดูกายอยู่เสมอๆ ด้วยความเพียร เราจะได้พบเห็น – สัมผัส รู้ กับความรู้สึกที่บริสุทธิ์ ซื่อๆ สดๆ ตรงๆ จะว่าเป็นการฝึกรู้อารมณ์อย่างถูกต้องก็ว่าได้ ในขณะที่เราฝึกสนใจกายอย่างเดียวอยู่นี้ (ซ้ำๆๆ…) ผลอันนึง ก็คือ เราจะเห็นกายเป็นกาย ล้วนๆ ไม่มี สัตว์ –บุคคล- ตัวตน-เราเขา อยู่ในกายนี้เลย สิ่งที่บอกว่าเป็นเรา เป็นเขา เป็นนั้น เป็นนี้ คือความคิด เมื่อรู้กาย , กายมันก็ไม่ได้บอกว่ามันเป็นอะไร (ดุจดังว่าเป็นท่อนไม้ แลท่อนฟืน) ตัวที่บอกกลับเป็นความคิด ซึ่งมันเป็นธรรมชาติที่ต่างอันกันอย่างสิ้นเชิง ครั้งใดที่ความคิดบอกว่าเรา
ว่าเขา เมื่อมารู้สึกที่กาย ความคิดที่ว่าเราว่าเขา เมื่อกี้นี้ก็ดับไป หายไปต่อหน้าต่อตา เราจะร้องอ๋อ! ในใจ ว่า
เจ้าตัวความคิดนี้เองที่บอกว่าเป็นตัวเป็นตน ( แต่ลึกๆ ก็ยังรู้สึกว่าความคิดเป็นของเราอยู่) นอกจากนี้เราจะได้เห็นและรู้จักธรรมชาติที่แท้จริงของกายอย่างอื่นๆ เช่น ความไม่สะอาด หรือ อสุภภาวะ ,ความที่ทนอยู่ไม่ได้ ความที่บังคับบัญชาไม่ได้ ความที่เป็นแค่เครื่องอาศัยเท่านั้น ยึดมั่น ถือมั่นหาได้ไม่ เป็นต้น

            การฝึกเจริญสติ โดยการรู้สึกที่กายเคลื่อนไหวนี้ เราจะได้สัมผัสรู้กับธรรมชาติ 2 อย่างที่มีอยู่จริง คือ ธรรมชาติที่เรียกว่ารูปธรรม ก็คือ รูปกายนี้ และธรรมชาติที่เรียกว่านามธรรม คือ เวทนา,สัญญา ,สังขาร,และวิญญาณ การรู้อยู่ที่รูปกายเนืองๆ ก็จะเป็นการสัมผัสรู้กับนามธรรมที่เกี่ยวเนื่องกับกายอยู่เสมอๆเช่นกัน ไม่ว่า เวทนา, อารมณ์และความคิดต่างๆที่เกิดผ่านอายตนะ (เครื่องต่อหรือที่ต่อ ) อันตั้งอยู่ที่กายเช่น ตา,หู ,จมูก,ลิ้นและกายสัมผัส ซึ่งเราอาจจะเรียกว่าอาการทางจิตก็ได้ เราจะได้เกี่ยวข้องหรือเผชิญหน้า ได้ศึกษาพฤติกรรมของอาการทางจิตโดยตรง ในแบบที่ไม่ใช่การศึกษาแบบควานหา แบบค้นหา เมื่อเราตั้งหลักดูกายไว้ ธรรมชาติฝ่ายนามธรรมก็จะเรียงแถวมาให้เราได้ศึกษาอย่างไม่รู้จบ เพียงแต่เราต้องตั้งหลักให้ดี
             นิวรณ์ธรรมต่างๆ นับเป็นสิ่งที่เราได้สัมผัสกับมันตั้งแต่ต้นเลยทีเดียว ไม่ว่าความง่วง , ความฟุ้งซ่าน , ความหงุดหงิดรำคาญ, ความลังเลสงสัย, กามราคะ, พยาบาทต่างๆ ล้วนคอยมาฉุด ลากเรา ให้หลุดออกไปจากหลัก คือ ความรู้สึก(ตัว) คอยชวนให้เราหลง(ไหล) ติดตามมันไป เพราะมันยังมีอำนาจ มีน้ำหนัก แต่เมื่อเราฝึกแบบไม่สนใจมัน ,ไม่ให้ความสำคัญกับมัน, ทั้งไม่ปฏิเสธผลักใสมัน เราเพียงกลับมารู้ที่กายเคลื่อนไหวอยู่เสมอ เมื่อทำให้ชำนาญแล้ว มันง่ายที่จะละ ,ง่ายที่จะออก, ง่ายที่จะสลัดให้พ้นไปจากการครอบงำของนิวรณ์ธรรม ต่างๆ มันจะต่างเก่าที่เมื่อก่อนนี้ เมื่อนิวรณ์ธรรมเกิดขึ้น ก็จะหมกอยู่ – ติดอยู่ - กรุ่นอยู่ ออกไม่ได้ ออกไม่เป็น กำลังของนิวรณ์ธรรมที่ลดลง จะเป็นเครื่องบอกได้ถึงกำลังแห่งสติได้เป็นอย่างดี เพราะเมื่อเราพ้นไปเสียจากนิวรณ์ธรรมทั้งหลาย จิตของเราจึงพร้อมที่จะรู้อารมณ์ทั้งหลายได้อย่างถูกต้อง แต่ทั้งนี้เราต้อง เกี่ยวข้องกับนิวรณ์ธรรมอย่างถูกต้องเสียก่อน
                   การฝึกรู้กายเคลื่อนไหวนี้ จะนำเราไปสัมผัสรู้ที่เรียก เผลอ หรือ หลง ได้อย่างชัดเจน ทำให้เรารู้จักกับภาวะที่เราเรียกว่ามีสติ (คือ ความระลึก(ที่กาย) ได้ ) ถ้าเราตั้งใจทำให้ต่อเนื่องเราจะต้องรู้ 2 ภาวะนี้อย่างแน่นอน ความรู้สึกที่เกิดจากกายเคลื่อนไหวเมื่อเรากำหนดรู้อยู่เสมอๆ ต่อเนื่อง มันจะนำเราให้ไปรู้จักกับความรู้สึกตัว ซึ่งจริงๆแล้ว การเจริญสติที่ถูกต้อง จะนำมาที่จุดนี้ก่อน ที่จะเจริญวิปัสสนาต่อไป
หลวงพ่อเทียน เน้นย้ำอยู่เสมอว่า พลิกมือขึ้นให้ รู้สึกตัว ยกมือขึ้นให้ รู้สึกตัว, เอามือมาให้ รู้สึกตัว …. ท่านเน้นว่าจะเคลื่อนไหวด้วยวิธีใดให้ รู้สึกตัว ซึ่งถือเป็นย่างก้าวที่สำคัญมาก ที่เราจะต้อง รู้จักกับความรู้สึกตัว
และทำความรู้สึกตัวให้เป็น , การรู้กายอยู่เสมอ จะนำให้เราไปรู้จักกับความรู้สึกตัวว่าเป็นอย่างไร รู้ถึงความสำคัญของความรู้สึกตัวต่อไป

                     เมื่อเรารู้จำกับความรู้สึกตัวใหม่ๆ ก็ยังไม่ใช่ความรู้สึกตัว ที่เข้าใจอย่างถูกต้องนัก คือ มันยังมีความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น กับสิ่งที่เราเรียกว่าความรู้สึกตัวเหมือนกัน แต่ไม่เหมือนเดิม เมื่อรู้ใหม่ๆ จะรู้อยู่ได้ไม่นาน และเราจะเกี่ยวข้องกับความรู้สึกตัวนั้นอย่างไม่ถูกต้อง เช่น พยายามเหนี่ยวรั้งให้รู้อยู่นานๆ ,พยายามให้รู้สึกไปทั้งตัว( เพราะรู้ด้วยสัญญามาว่า ความมีสติสัมปชัญญะ คือความรู้สึกตัวทั่วพร้อม) และการไปรู้อารมณ์ด้วยความรู้สึกตัว ก็รู้แบบรุนแรง – หนักแน่น รู้แบบมีน้ำหนัก จะเรียกว่ารู้อารมณ์ แบบไม่เป็นมวยก็ว่าได้ ,รู้แบบเด็กๆที่ได้ของใหม่ ยังใช้ไม่เป็น ยังเห่อของใหม่ แต่เมื่อทำไปเรื่อยๆ ( ทั้งได้กัลยาณมิตร - กัลยาณธรรม
และที่สำคัญคือความทุกข์ จะสอนเราเอง) การรู้ด้วยความรู้สึกตัว ก็จะนุ่มนวล ถูกต้องมากขึ้น

                       สติที่จำเป็นต่อการเจริญวิปัสสนานั้น ต้องเป็น สติที่ประกอบด้วยสัมปชัญญะ จึงจะเรียกได้ว่า สัมมาสติ นั่นคือ การระลึกรู้อารมณ์ใดๆ ด้วยความรู้สึกตัว ขณะเมื่อเรารู้อารมณ์ด้วยความรู้สึกตัว ก็จะเป็นการเห็น – สัมผัสรู้กับภาวะที่เรียกว่าแยกรูป - แยกนาม ได้เองโดยอัตโนมัติ ,และเป็นรากฐานที่สำคัญมาก สำหรับก้าวต่อไป คือการดูความคิด , หากกำลังแห่งสติ (ผมหมายรวมถึงอินทรีย์ และพละ 5 ) ยังไม่ดีพอ แล้วเราไปดูความคิด  เราจะถูกความคิดดูด ไปหมุนอยู่ และเพลิดเพลินอยู่กับความคิด หรือความรู้ที่เกิดขึ้นนั้นได้ง่ายมาก ดังนั้นการทำความรู้สึกตัวให้ชำนาญ โดยอาศัยกายเคลื่อนไหว เป็นตัวปลุก – ตัวกระตุ้น เมื่อกายเคลื่อนไหว ไม่ว่าจะส่วนใด สามารถเหนี่ยวนำให้เรารู้สึกตัวขึ้นมาได้ นั่นคือสิ่งที่เราต้องฝึก ต้องหัด ต้องทำให้ชำนาญ เมื่อเรายังดูความคิดไม่เป็น จะทำให้เราไม่พลัดหลง ติดอยู่ในความคิดนานเกินไป หรือไปสำคัญมั่นหมายความรู้นั้นๆ และการสลัดหลุดออกมาก็ง่าย , เมื่อหลงก็หลงไม่นาน ความเป็นเองจะค่อยๆเกิดมากขึ้น


               ทั้งหมดในฉบับนี้ คือ การเริ่มฝึกดูกายอยู่เสมอ เมื่อเรากลับมารู้กายที่เป็นปัจจุบันขณะ เราก็จะได้พบเห็นจิตใจประกอบอยู่ด้วยเสมอๆ สมกับคำกล่าวที่ว่า ดูกาย…ก็เห็นจิต ด้วยประการฉะนี้

                 ส่วนการดูความคิด (ก็เห็นธรรม) เอาไว้ฉบับหน้าครับ

 จากคุณ : ต้นกล้า... [ 7 ก.ค. 2546 / 21:45:12 น. ]
     [ IP Address : 203.157.29.174 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (เดฟ)

ขอบคุณในธรรมทานที่กรุณาให้ความรู้ครับ

 จากคุณ : เดฟ [ 8 ก.ค. 2546 / 08:16:04 น. ]
     [ IP Address : 10.0.82.121 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (ชยทินโน)

ชัดเจนดีครับ และกระชับ ดูกายเห็นจิต กลับกันดุจิตก็จะเห็นกายเอง เพราะจิตต้องอาศัยกายนี้เป็นเครื่องอยู่ เปรียนกายเป็นคนคนตาบอด ให้จิตเป็นคนตาดีขี่คอนำทาง จิตสั่งอย่างไรกายก็ทำอย่างนั้น

 จากคุณ : ชยทินโน [ 8 ก.ค. 2546 / 08:18:10 น. ]
     [ IP Address : 202.133.166.3 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (ปุจฉา)

สาธุ......
ขอบคุณค่ะที่นำมาช่วยตอกย้ำให้เพียรปฏิบัติค่ะ

 จากคุณ : ปุจฉา [ 8 ก.ค. 2546 / 08:32:01 น. ]
     [ IP Address : 203.144.157.12 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (มุก)

สาธุคะ     แต่สงสัยนิดๆ เคยฝึกการยกมือมาแล้ว 1 ครั้ง ความรู้สึกที่เราไปจดจ่อที่มือ ทำไมเรารับรู้ได้ปรากฏเป็นเหมือนกับเป็นรถที่วิ่งมาเป็นขบวน รถคือความรู้สึกของเรา ช่วงห่างของรถความรู้สึกที่มือเราหายไป รับรู้เป็นช่วงๆนะคะ ไม่ต่อเนื่องเลยและมีอาการใจเต้นแรงเลยไม่ได้ฝึกเลย  อธิบายหน่อยคะ

 จากคุณ : มุก [ 8 ก.ค. 2546 / 09:17:48 น. ]
     [ IP Address : 203.113.44.9 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (0009)

เยี่ยมๆๆๆๆๆๆ สาธุที่ให้ธรรมทาน

 จากคุณ : 0009 [ 8 ก.ค. 2546 / 09:33:35 น. ]
     [ IP Address : 202.129.21.14 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (ชยทินโน)

เป็นกันทุกคนครับ อาการตื่นเต้นเมื่อพบสิ่งแปลกใหม่ ทำไปเรื่อยๆเถอะจะรู้เองเห็นเอง  ไม่ต้องกลัว  จะใช้วิธีใหนก็ได้ถ้าวิธีนั้นเราศรัทธา เป็นการฝึกสติ/สัมปัญชัญะ ให้ต่อเนื่อง จะพบเองเห็นเองว่าอะไรมันเกิด อะไรมันดับ เกิดที่ใหน ดับที่ใหน

 จากคุณ : ชยทินโน [ 8 ก.ค. 2546 / 09:41:02 น. ]
     [ IP Address : 202.133.166.3 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (cm)

ขออนุโมทนาด้วยค่ะ อ่านแล้วทำให้เกิดความเข้าใจในการปฏิบัติมากขึ้น ไม่ทราบว่าท่านเจ้าของกระทู้จะอนุญาตให้นำไปเผยแพร่ต่อในสื่อสิ่งพิมพ์ หรืออ่านออกอากาศทางรายการวิทยุได้หรือเปล่าค่ะ  

 จากคุณ : cm [ 8 ก.ค. 2546 / 12:54:32 น. ]
     [ IP Address : 202.44.4.28 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (เก่ง)

สาธุครับ

 จากคุณ : เก่ง [ 8 ก.ค. 2546 / 13:32:59 น. ]
     [ IP Address : 203.113.33.11 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (พรรณี )

ขอบคุณ  คุณต้นกล้า... 
สาธุ  คุณหมอ

 จากคุณ : พรรณี [ 8 ก.ค. 2546 / 18:05:54 น. ]
     [ IP Address : 202.12.97.19 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (minn)

สาธุ..

 จากคุณ : minn [ 8 ก.ค. 2546 / 19:26:02 น. ]
     [ IP Address : 202.183.131.240 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (สมจุก)

ขอเสนอแก้ไขนะครับ
ดูกาย เห็นเวทนา
ดูคิด(จิต) เห็นธรรม
ลองพิจารณาดูครับ

 จากคุณ : สมจุก [ 9 ก.ค. 2546 / 01:20:00 น. ]
     [ IP Address : 203.114.224.49 ]


 ความคิดเห็นที่ 13 : (0009)

ขอเรียนถามคุณหมอกำพลเพิ่มเติมครับ
การดูกาย เห็นกาย ที่ไม่เห็นว่าเป็นเรา เขา ตัวตน นี่ยังไม่ใช่วิปัสสนาหรือครับ

 จากคุณ : 0009 [ 9 ก.ค. 2546 / 08:42:21 น. ]
     [ IP Address : 202.129.21.14 ]


 ความคิดเห็นที่ 14 : (กำพล2)

       สวัสดีทุกๆท่านครับ
      วันนี้เพิ่งได้โอกาสเข้ามาเยี่ยมลานธรรม  เพราะ 2 วันมานี้ต้องไปเชียงใหม่ด้วยธุระบางประการ
       ขอบคุณหมออุ๊ ที่อุตส่าห์ ขวนขวายนำเรื่องราวเหล่านี้มาให้อ่านกันครับ
       คุณมุกครับ  ฟังดูอาการแล้วอาจจะเกิดจากตั้งใจทำมากไป เลยออกอาการจดจ่อและเพ่งจ้อง  ก็ไม่มีอะไรครับ ฝึกรู้เบาๆ ให้ผ่อนคลายกว่าเดิม  ลองทำดูนะครับ
        คุณ cm  ถ้าหากข้อความมันจะเป็นประโยชน์ ก็ด้วยความยินดีครับ
        คุณสมจุกครับ  พิจารณาดูแล้วก็ใช่อย่างที่คุณสมจุกว่าจริงๆแหล่ะครับ   ที่ผมยกหัวข้อคำกล่าว นี้ขึ้นมาก็เพราะฟังดูคล้องจ้อง และก็ให้ความหมายดี   การเจริญสติ ตามแบบของหลวงพ่อเทียน  ที่บอกว่าเน้นให้ฝึกรู้ที่ฐานกายนั้น เป็นเหมือนเรื่องราวภายนอก   แต่เมื่อลองทำดูแล้วจะพบว่ามันไม่ใช่แค่นั้น  มันคล้ายรถแทร็กเตอร์ คือไถ่ราบไปด้วยกันหมด ทั้งกาย เวทนา จิต ธรรม  แต่ในการฝึกในเบื้องต้น  การศึกษาเรื่องกายก็เป็นอย่างที่กล่าวมานั่นแหล่ะครับ  ส่วนฝ่ายนามธรรม จะเป็นการศึกษา  แบบไม่ได้ศึกษา  เราจะได้สัมผัสทุกอย่าง  และค่อยๆคุ้นเคยกับพฤติกรรมของมันมากขึ้น  และพร้อมจะศึกษาสิ่งนี้ในภายหลัง เมื่อเราพร้อมครับ
       คุณ0009 ครับ  ผมเข้าใจว่า   การเห็นกายอยู่เนื่องๆ  อันนี้เป็น อนุปัสนา (คือการตามรู้)  ยังมิใช่วิปัสสนา(การรู้แจ้ง - จริงๆ) นี้คือว่ากันตามภาษา  เมื่อทำอนุปัสนาไปเนื่องๆ จนจิตใจแจ่มชัดต่อความเห็นว่ากายสักแต่ว่ากาย มิใช่ เรา เขา ตัวตน วิปัสสนา(ปัญญาญาณ)ก็จะเกิดขึ้นได้(และจะไม่กลับไปเห็นผิด ว่ากายเป็นตน เป็นตัวขึ้นมาได้อีก)    แต่ถ้าหากว่ากันด้วยขณะจิตที่รู้อารมณ์(กาย) อาจเป็นสมถะ(คือรู้อารมณ์แบบเข้าไปอยู่ เข้าไปเป็น -เพ่งจ้องหรือจดจ่อ) หรือรู้แบบวิปัสสนา(รู้แบบดู แบบเห็น - รู้เฉยๆ ด้วยความรู้สึกตัว) ก็ได้ ซึ่งขณะที่รู้ทั้ง 2 แบบ (ผมพบว่า)ก็ไม่เห็นว่า(กายที่รู้สึกอยู่)เป็นเรา เขา หรือตัวตน  อันนี้ผมตอบจากประสบการณ์ที่ผมมีมาน่ะครับ  ภาษาที่ใช้ก็อย่าไปเอาจริงเอาจังกับมัน  สิ่งเหล่านี้รู้ได้เฉพาะตัวจริงๆ  ผิด - ถูกอย่างไรก็ยกไว้ให้พิจารณากันครับ  

 จากคุณ : กำพล2 [ 9 ก.ค. 2546 / 22:26:37 น. ]
     [ IP Address : 203.113.41.70 ]


 ความคิดเห็นที่ 15 : (ชยทินโน)

ต้องขอบคุณคุณหมอเป็นที่สุดเลยครับ ผมนึกไม่ออกในบัญญัติที่ว่า อนุปัสสนา ซึงเคยอ่านหนังสือของท่านพุธทาสท่านนานแล้ว จำเนื้อความได้ว่าท่านสอนว่าไม่ว่าจะอยู่ที่ใด ในที่สาธารณะ สถานีรถไฟไม่ว่าจะมีเสียงอึกทึกขนาดใหนก็สามารถทำได้ ถ้าใช้คำว่าวิปัสนารู้สึกจะเป็นของสูงด้วยเหตุที่ว่าจะต้องมีญาณมารองรับจึงจะเป็นวิปัสสนาที่แท้จริง

 จากคุณ : ชยทินโน [ 10 ก.ค. 2546 / 22:01:41 น. ]
     [ IP Address : 203.113.33.7 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!