พุทธวิธีสอนด้วยอุปมา
 เนื้อความ :


สารัตถะใน พระไตรปิฎก


พระเทพดิลก (ฐิตญาณเถร)

* * * * * * * * * * * * * * *
-------------------------

พุทธวิธีสอนด้วยอุปมา

-------------------------

          พระสูตรในโอปัมมสังยุตมีรวมกันทั้งหมด ๑๒ สูตร พระพุทธองค์ทรงยกสิ่งต่าง ๆ ที่เห็นได้ในขณะนั้นมาเป็นอุปมาในการทรงแสดงธรรม แต่ละสูตรมีความสมบูรณ์ในตัว และเป็นปัจจัยสนับสนุนกันอยู่ จะได้สรุปนำมาเรียบเรียงไว้ในที่เดียวกัน

          พระสูตรอื่น ๆ นอกจากพระสูตรที่ ๘ ทรงแสดงเมื่อประทับ ณ พระเชตวัน กรุงสาวัตถี ส่วนพระสูตรที่ ๘ ทรงแสดงเมื่อเสด็จประทับ ณ กูฏาคารศาลาป่ามหาวัน เมืองเวสาลี ซึ่งมีเนื้อหาที่ควรศึกษาตามลำดับดังนี้

          ๑. กลอนแห่งเรือนยอดทั้งสิ้นมารวมกันที่ยอด มียอดเป็นที่ประชุม รวมกับยอดฉันใด อกุศลธรรมทั้งปวง มีอวิชชาเป็นยอดเป็นรากเง่า รวมลงในอวิชชา พวกเธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า "พวกเราจักเป็นผู้ไม่ประมาท"

          ๒. ทรงช้อนฝุ่นด้วยปลายพระนขามาเพียงเล็กน้อยแล้วรับสั่งถามว่า ฝุ่นที่ปลายนขากับมหาปฐพีอย่างไหนจะมากกว่ากัน เมื่อภิกษุกราบทูลว่า มหาปฐพีมากกว่าจนไม่อาจเทียบกันได้ รับสั่งว่า

          "สัตว์กลับมาเกิดในหมู่มนุษย์มีประมาณน้อย สัตว์ไปเกิดในกำเนิดอื่น นอกจากมนุษย์มากนัก"เหมือนมหาปฐพีมากกว่าฝุ่นที่ปลายเล็บ ฉะนั้น เหตุนี้พวกเธอพึงศึกษว่า เราจักเป็นผู้ไม่ประมาท

          ๓. ตระกูลใดมีบุรุษน้อยมีสตรีมาก อาจถูกโจรปล้นได้ง่ายฉันใด ภิกษุผู้ไม่เจริญไม่กระทำให้มากในเมตตาเจโตวิมุติ ย่อมถูกอมนุษย์กำจัดได้ง่ายฉันนั้น แต่ตระกูลใดที่มีชายมากมีสตรีน้อ โจรทำอันตรายได้ยาก ฉันใด

          ภิกษุผู้กระทำให้มากเจริญเมตตาเจโตวิมุตติ อมนุษย์จะกำจัดเธอได้ยากฉันนั้น ดังนั้นขอให้เธอทั้งหลายทำความศึกษาว่า "เราจักเจริญกระทำให้มากซึ่งเมตตาเจโตวิมุติ ทำให้เป็นประดุจยาน เป็นที่ตั้งอาศัยให้มั่นคง ปรารภด้วยดี" เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แหละ

          ๔. บุคคลพึงให้ทานวันละ ๓ เวลา คราวละ ๑๐๐ หม้อใหญ่ แต่ผลแห่งทานนั้น ไม่อาจเทียบเมตตาเจโตวิมุตติ อันบุคคลเจริญวันละ ๓ เวลา คราวละชั่วขณะการหยดแห่งน้ำนมโคได้เลย
ให้พวกเธอทำความศึกษาว่า เราจักเจริญกระทำให้มากซึ่งเมตตาเจโตวิมุติ

          ๕. รับสั่งถามภิกษุทั้งหลายว่า หากคนพูดว่าจะงอ ม้วน พับหอก ที่มีใบคมด้วยฝ่ามือจะทำได้ง่ายหรือไม่ ภิกษุกราบทูลว่า ทำได้ไม่ง่ายและคนผู้คิดทำเช่นนั้นจะต้องเหน็ดเหนื่อยเปล่า

          ทรงแสดงว่าจิตของผู้ที่เจริญเมตตาเจโตวิมุติมาดีแล้ว ถ้าอมนุษย์คิดจะทำจิตของเธอให้ฟุ้งซ่านจะทำไม่ได้ ทรงสรุปให้ ทำความศึกษาและปฏิบัติในเมตตาเจโตวิมุติให้สมบูรณ์เช่นเดิม

          ๖. หากมีคนมากล่าวว่า เขาจะจับลูกธนู ยิงมาจากทิศทั้ง ๔ ให้ได้ รับสั่งถามภิกษุทั้งหลายว่า คนนั้นจะทำได้ตามที่พูดไหม พวกภิกษุกราบทูลว่า แม้บุรุษนั้นจะจับลูกธนูที่นายขมังธนูยิงมาคนเดียว ไม่ให้ลูกธนูตกถึงพื้นดิน จัดว่าเขาเป็นผู้มีความเร็วอย่างยวดยิ่ง ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงสามารถจับได้ทั้ง ๔ ลูกเลย

          ทรงแสดงว่าพระจันทร์พระอาทิตย์ มีความเร็วกว่าความเร็วของคนที่สามารถจับลูกธนูที่ยิงมาจากทิศทั้ง ๔ เสียอีก แต่ว่า "อายุสังขารสิ้นไป เร็วกว่าความเร็วของพระจันทร์พระอาทิตย์เสียอีก" เหตุนั้นพวกเธอทั้งหลายพึงศึกษาว่า "เราทั้งหลายจักเป็นผู้ไม่ประมาทดำรงชีวิตอยู่"

          ๗. รับสั่งเล่าว่า ในอดีตกาลกษัตริย์ทหารหะ มีตะโพนชื่ออานกะ ต่อมาตะโพนแตก พวกเขาได้ตอกลิ่มอื่นลงไปเรื่อย ๆ จน  ตะโพนชื่ออานกะหายไปคงเหลือแต่โครงลิ่มแม้ฉันใด

          พวกภิกษุในอนาคตกาล เมื่อเขากล่าว พระสูตรที่ตถาคตกล่าวแล้ว เป็นธรรมลึกมีอรรถอันลึก เป็นโลกุตระ ประกอบด้วยสุญญตธรรมอยู่ จักไม่ปรารถนาฟัง ไม่กำหนดจิตเพื่อจะรู้ และเห็นความสำคัญว่าควรเรียนควรศึกษา

          ๘. ในปัจจุบันนี้กษัตริย์ลิจฉวี ผู้มีหมอนไม้หนุนศีรษะและเท้าไม่ประมาท ทำความเพียรในการฝึกซ้อมศิลป พระเจ้าอาชาตศัตรูจะไม่ได้ช่องโอกาสทำลายได้ แต่ในกาลต่อไปพวกลิจฉวีจักเป็นคนละเอียดอ่อนมีมือเท้าอ่อนยินดีด้วยการนอนฟูกอันอ่อนนุ่ม จนกว่าพระอาทิตย์จะขึ้น เมื่อนั้นแหละพวกลิจฉวีจะเสียทีพระเจ้าอชาตศัตรู

          ในปัจจุบันนี้พวกภิกษุยังนอนหนุนหมอนไม้ ไม่ประมาท มีความเพียร มารผู้มีบาปย่อมไม่ได้ช่องได้โอกาส แต่ต่อไปภายหน้าพวกเธอจักเป็นสุขุมาลชาติ มีมือเท้าอ่อนนุ่ม จักสำเร็จการนอนเหนือที่นอนอันอ่อนนุ่มจนกว่าพระอาทิตย์ขึ้น

          เมื่อนั้นแหละมารผู้มีบาปจะได้ช่องโอกาสทำอันตรายได้ฒพวกเธอทั้งหลายพึงศึกษาว่า เราจักหนุนหมอนไม้ ไม่ประมาท มีความเพียร เริ่มตั้งความเพียรไว้

          ๙. ภิกษุใหม่รูปหนึ่งเข้าไปสู่ตระกูลนานเกินป เพื่อนตักเตือนกลับเถียงว่า ทำไมพระเถระจึงเข้าไปในตระกูลได้ ผมจึงเข้าไม่ได้เล่า ภิกษุเหล่านั้นจึงนำท่านไปเฝ้าพระพุทธเจ้า รับสั่งถามท่านรับเป็นสัตย์แล้ว จึงรับสั่งเล่านิทานให้ฟังว่า

          ช้างโขลงหนึ่งลงไปในสระกินเง่าบัว เป็นต้น หลังจากได้ชำระล้างจนสะอาดแล้ว ฝ่ายลูกช้างต้องการจะทำเช่นนั้นบ้าง แต่ไม่ศึกษาวิธีกินให้ดี จึงกินรากบัวเข้าไปทั้ง ๆ ที่ยังมีโคลนอยู่ จนต้องประสบความทุกข์ถึงตาย หรือปางตายก็มีข้อนี้ฉันใด

          ภิกษุผู้เถระเข้าไปสู่ตระกูลแสดงธรรมให้ประชาชนเกิดความเลื่อมใส ท่านเหล่านั้นไม่ติดในลาภสักการะจึงมีผิวพรรณผ่องใส แต่ภิกษุหนุ่มบางรูปที่เข้าไปในบ้าน ชาวบ้านเลื่อมใสบำรุงด้วยลาภสักการะ

          แต่เธอกลับติดใจในลาภสักการะ จนประสบอันตรายถึงตาย ปางตายและสึกไปก็มีมากข้อนี้ฉันนั้น เหตุนั้นพวกเธอพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่ติดอยู่ในลาภสักการะ

          ๑๐. ภิกษุเข้าไปสู่ตระกูลนานเกินควร เช่นเดียวกับสูตรก่อน ในพระสูตรนี้ทรงเล่าเรื่องแมวจ้องจับหนูที่ออกจากกองหยากเยื่อ แต่เมื่อจับแล้วรีบกลืนเข้าไปทันที หนูยังไม่ตายจึงกัดไส้เป็นต้นของแมวจนแมวต้องตายไป

          ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เข้าไปในบ้านโดยขาดอาการสำรวมระวัง ได้พบเห็นมาตุคามนุ่งห่มไม่ดีเกิดราคะครอบงำจิต ย่อมถึงความทุกข์ถึงตาย จวนตาย สึกออกไปเป็นฆราวาส และต้องอาบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้น

          "พวกเธอ ควรศึกษาว่า เราจักรักษากายวาจาใจ มีสติมั่งคงสำรวมอินทรีย์ในเวลาเข้าไปบิณฑบาต"

          ๑๑. รับสั่งให้ภิกษุดูสนัขจิ้งจอก ไม่ว่าอยู่ในอิริยาบใด ที่ใด สามารถอยู่ได้ตามต้องการและได้รับความสุขในอิริยาบถนั้น ๆ ภิกษุผู้ปฏิญาณตนเป็นสมณศากยบุตร ได้อัตภาพเช่นนี้เป็นการดีแล้วให้ทำความศึกษาที่จะอยู่อย่างเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด

          ๑๒. รับสั่งภิกษุทั้งปวงว่า ได้ยินสุนัขจิ้งจอกในเวลาใกล้รุ่งไหม? เมื่อท่านเหล่านั้นกราบทูลว่าได้ยิน รับสั่งว่าความกตัญญูกตเวที บางอย่างพึงมีแม้แก่สุนัขจิ้งจอก แต่ภิกษุบางพวกในพระธรรมวินัยนี้กลับไม่มีความกตัญญูกตเวที

          เหตุนั้นพวกเธอทั้งหลายพึงศึกษาว่า "เราจักเป็นผู้กตัญญูกตเวที อุปการะที่คนอื่นกระทำแก่เราแม้เพียงเล็กน้อยจักไม่เสื่อมไป"

 จากคุณ : mayrin [ 25 มิ.ย. 2546 / 17:33:24 น. ]
     [ IP Address : 210.203.185.134 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (mayrin)

ข้อควรกำหนดในพระสูตรนี้

          ๑. พระสูตรทั้ง ๑๒ สูตรในวรรคนี้ ส่วนมากข้อความแจ่มแจ้งชัดเจนแล้ว เพราะทรงแสดง แบบมีอุปมาทุกข้อ ประเด็นที่ทรงเน้นจึงไม่มีกี่ประเด็น อาจสรุปได้ดังนี้

          - ให้ทำตนเป็นคนไม่ประมาท มีความเพียรพยายามอย่างเข้มแข็ง ความไม่ประมาทนั้นทรงจำแนกไว้ในที่ต่าง ๆ เป็นอันมาก แต่เมื่อกล่าวโดยสรุปแล้วจะได้เป็น ๓ หมวดใหญ่ ๆ คือ

          ๑. ไม่ประมาทในวัย ในชีวิต ในความไม่มีโรค
          ๒. ไม่ประมาทในการละกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ความเห็นผิด ทำกายวาจาใจของตนให้สุจริต และทำความเห็นให้เป็นสัมมาทิฐิ

          ๓. ระวังใจของตนไว้ไม่ให้เกิดความกำหนัด ขัดเคือง ลุ่มหลง มัวเมา ในอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ขัดเคืองลุ่มหลง มัวเมา

          ๒. สัตว์กลับมาเกิดในหมู่มนุษย์มีประมาณน้อย ไปเกิดในกำเนิดอื่นนอกจากมนุษย์มากนัก ข้อนี้ทรงแสดงไว้ในธัมมปทัฏฐคาถาว่า กิจฺโฉ มนุสฺสปฏิลาโภ การได้อัตภาพมาเป็นมนุษย์นั้นเป็นของยาก

          ท่านอธิบายว่า หากจะนับในตัวโคตัวหนึ่ง คนที่ไปสู่สุคติเท่าจำนวนเขาโคเท่านั้น แต่จะไปสู่ทุคติเท่าจำนวนขนของโค และบอกว่าการได้อัตภาพมาเป็นมนุษย์ของสัตว์ทั้งหลายนั้น

          เหมือนเต่าตาบอดที่ตกอยู่ในห้วงมหรรณพ พยายามขึ้นมาสู่ผิวน้ำ พอขึ้นมาถึงถ้ามีที่เกาะที่จับก็จะอยู่ได้ชั่วระยะหนึ่ง แล้วจะถูกกระแสน้ำพัดกลับไปอีก สัตว์จะได้เกิดเป็นมนุษย์แต่ละชีวิต จึงมีโอกาสเท่ากับเต่าตาบอดตัวนั้น จึงทรงแสดงว่าเกิดได้น้อย และได้ยาก

         อีกประการหนึ่ง แม้คนที่เกิดมาเป็นคนแล้ว แต่จะเข้าถึงความเป็นมนุษย์ได้หรือไม่นั้น ก็มีจำนวนน้อยอีกเช่นกัน เพราะคำว่ามนุษย์นั้น ท่านวิเคราะห์ว่า

          - มโน อุสฺโส อสฺสาติ มนุสฺโส สัตว์ใดมีใจสูง สัตว์นั้นชื่อว่ามนุษย์

         - หิตาหิตํ มนติ ชานาตีติ มุนสฺโส สัตว์ผู้รู้ซึ่งเป็นประโยชน์ และไม่เป็นประโยชน์ชื่อว่ามนุษย์

          มาตรอันเป็นเครื่องวัดว่าใจสูงหรือไม่นั้น ท่านกำหนดด้วยความประกอบด้วยกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ คือไม่ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม ไม่พูดเท็จ พูดคำหยาบ พูดส่อเสียด พูดเพ้อเจ้อ และไม่โลภอยากได้ของของคนอื่น ไม่พยาบาทปองร้ายใคร เห็นชอบตามทำนองคลองธรรม

          ฝ่ายที่บอกว่ารู้สิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์นั้น อย่างนั้นที่สุดคือต้อง "สามารถใช้เหตุผลในการดำรงชีวิต ไม่ทำอะไรไปตามอำนาจแห่งอารมณ์" พอมาถึงจุดนี้จะเห็นได้ว่า

          "การกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ และการเข้าถึงความเป็นมนุษย์เป็นไปได้ยากจริง ๆ และที่เป็นไปได้นั้นก็เป็นเพียงจำนวนน้อยเท่านั้น เมื่อเทียบกับสรรพสัตว์ในไตรโลก"

          ๓. เมตตาเจโตวิมุติ คือการเจริญเมตตาจิตในสัตว์ทั้งหลายด้วยสร้างความรู้สึกที่จะเห็นสรรพสัตว์ ไม่มีเวร ไม่มีภัย ไม่เบียดเบียนกัน มีความสุขตามสมควรแก่ฐานะของตน จนจิตสงบจากกามราคะ พยาบาทและฉันทาคติ

          ทรงแสดงว่า แม้บุคคลจะทำให้เกิดขึ้นเพียงชั่วขณะเดียวเท่านั้น ก็เป็นธรรมที่มีผลมีอานิสงส์มาก เมื่อเทียบกับทานแล้วเทียบกันไม่ได้เลย ข้อนี้จึงทำให้ได้หลักที่สำคัญคือ

          "การทำบุญในพระพุทธศาสนานั้น บุญที่ให้ผลมากนั้นไม่เกี่ยวกับการสละวัตถุ แต่เกิดจากการสละกิเลสบาปธรรมได้มากเท่าไร บุญจะมากขึ้นเท่านั้น การให้ทานจึงเป็นเพียงบันไดขั้นต้นแห่งการทำบุญเท่านั้น ยังมีบุญอีกมากที่เหนือกว่าทาน เช่นเมตตาเจโตวิมุติ ดังที่ทรงแสดงไว้เป็นต้น"

          ๔. เรื่องที่การที่ภิกษุรวมตลอดถึงอุบาสกอุบาสิกา ไม่มีความสนใจในพระพุทธวจนะ คือ พระสูตรที่พระตถาคตกล่าวแล้ว ซึ่งเป็นธรรมอันลึก มีอรรถลึก เป็นโลกุตระ ประกอบด้วยสุญญตา

          แม้เมื่อคนแสดงก็ไม่ปรารถนาที่จะฟัง ไม่ให้ความสนใจที่จะรู้ และห็นความสำคัญของพระสูตรว่า ควรเรียน ควรศึกษานั้นได้พิสูจน์ตนเองอยู่นานแล้วว่าเป็นจริอย่างที่ทรงแสดงไว้หรือไม่

          ความสนใจ การกล่าวอ้างของนักศึกษาธรรมบางพวก มักกล่าวอ้างวาทะของอาจารย์ของตน บางคนถึงกับนำวาทะของอาจารย์บ้าง ของตนเองบ้าง มาลบล้างพระพุทธภาษิต

          แม้แต่การปฏิบัติกรรมฐาน ก็ยังนับเป็นสายอาจารย์นั่นอาจารย์นี่ จนถึงบางครั้งโจมตีหักล้างกัน ซึ่งว่ากันตามความเป็นจริงแล้ว การศึกษาปฏิบัติพระพุทธศาสนาควรจะมีสายเดียว คือ

          "สายพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหลาย" พระสูตรที่ ๗ นี้จึงจัดเป็นพระสูตรที่ควรแก่การสนใจ พิจารณาทบทวนมากที่สุดเรื่องหนึ่ง สำหรับผู้มีความปรารถนาที่จะรักษาพระพุทธศาสนาอันแท้จริงไว้

          นักปราชญ์ทั้งหลายก็เหมือนกัน จะเก่งกันอย่างไร ก็เก่งกันไปเถิด แต่อย่าให้เกินพระพุทธเจ้าไปเลยเพราะอย่างไร ๆ ในโฉมหน้าประวัติศาสตร์อันยาวนานนั้น

           มีพระพุทธเจ้าพระองค์เดียวเท่านั้น ที่ทรงตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ แม้จะเคยมีพระพุทธเจ้าในอดีตดังกล่าวในพระสูตรก่อน ๆ แต่เป็นเวลาที่นานไกลเกินที่จะกำหนดนับได้

          การตั้งใจกำหนดศึกษาตามพระพุทธดำรัสตรัสสั่ง จึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในระยะที่เกิดนักปราชญ์ในด้านต่าง ๆ ขึ้นมามากในปัจจุบัน

          การยึดหลักพระพุทธวจนะไว้ เพื่อเป็นแนวในการศึกษาพิจารณาตัดสินหลักคำสอนของนักปราชญ์ทั้งหลาย ยิ่งจำเป็นมากยิ่งขึ้น เป็นทวีคูณ เพราะโอกาสที่จะหลงทางมีได้ง่ายมาก หากขาดพื้นฐานความเข้าใจในหลักธรรมมากพอ

          ๕. การเข้าไปสู่ตระกูลของภิกษุนั้น ทั้งในแง่วินัยและธรรมะ ให้เข้าไปในกรณีที่จำเป็นเท่านั้น การคลุกคลีกับตระกูลทั้งหลายไปม่ชอบด้วยวินัยและธรรม

          การที่ทรงยกตัวอย่างช้างและแมวมาเป็นตัวอย่างนั้น ทรงหมายเอาพระเถระที่ประกอบด้วยธรรมของพระเถระเท่านั้น หาได้หมายเพียงท่านที่มีพรรษาเกิน ๑๐ เท่านั้นไม่ ในสังคีติสูตร
ท่านกำหนดประเภทพระเถระไว้เป็น ๓ ข้อ

          "เป็นพระเถระโดยชาติ เป็นพระเถระโดยธรรม และเป็นพระเถระโดยสมมติ" ในที่นี้ทรงหมายเอาพระเถระโดยธรรมเท่านั้น เพราะท่านเป็นผู้มั่นคงทั้งในพระวินัยและจิตใจ อย่างน้อยก็อาจรักษาตัวไม่ให้เป็นอันตรายเพราะการเข้าไปสู่ตระกูลได้

          ๖. พระสูตรที่ ๑๒ พระอรรถกถาจารย์เล่าเรื่องความว่า "พี่น้อง ๗ คนไปทำนากันในนา แต่น้องชายคนเล็กไปเลี้ยงโคอยู่ที่ปลายนา งูเหลือมตัวหนึ่งมารัดสุนัขจิ้งจอก หนุ่มคนน้องจึงช่วยไล่งูเหลือมจนมันปล่อยสุนัขจิ้งจอก แต่กลับมารัดเอาชายหนุ่ม

          สุนัขจิ้งจอกสำนึกคุณคิดจะช่วย เพื่อตอบแทนบุญคุณที่ชายหนุ่มคนนั้นได้ช่วยชีวิตตนไว้ จึงวิ่งไปใกล้ที่พี่ชาย ๖ คนทำนาอยู่ คาบมีดที่เขาวางไว้หนีไปทางที่ชายหนุ่มถูกงูรัดอยู่

          พี่ชายทั้ง ๖ เข้าใจว่าสุนัขมาขโมยมีดจึงวิ่งไล่ไป สุนัขจิ้งจอกไปวางมีดไว้ใกล้ชายหนุ่มนั้น เมื่อพี่น้องทั้ง ๖ มาถึงเห็นเช่นนั้นจึงใช้มีดเล่มนั้นตัดงูเหลือมขาด ช่วยน้องชายพ้นจากอันตราย"

          พระพุทธเจ้าจึงทรงยกตัวอย่างสุนัขจิ้งจอกตัวนั้นมาเป็นแบบอย่างในความเป็นสัตว์มีกตัญญูกตเวที ทั้ง ๆ ที่คุณธรรมเหล่านั้นไม่มีแก่ภิกษุบางรูป และทรงเน้นให้ทำตนเป็นคนมีความกตัญญูกตเวที เพราะมนุษย์ไม่ควรด้อยกว่าสุนัขจิ้งจอกในด้านคุณธรรมข้อนี้

\\\-------------------------
คัดลอกจาก:  ธรรมจักษุ
ฉบับเดือน มีนาคม ๒๕๔๖

 จากคุณ : mayrin [ 25 มิ.ย. 2546 / 17:35:22 น. ]
     [ IP Address : 210.203.185.134 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (เสรี)

น่าสนใจมาก ขอบคุณที่นำมาเผยแพร่ครับ

 จากคุณ : เสรี [ 26 มิ.ย. 2546 / 04:58:10 น. ]
     [ IP Address : 203.113.39.9 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (ดาบฟ้าฟื้น)

ถูกใจผมมาก   ขอบคุณครับ...

 จากคุณ : ดาบฟ้าฟื้น [ 26 มิ.ย. 2546 / 05:34:29 น. ]
     [ IP Address : 203.113.41.133 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (listener)

สาธุ ขอบคุณครับ

 จากคุณ : listener [ 26 มิ.ย. 2546 / 12:46:02 น. ]
     [ IP Address : 203.147.2.203 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (เก่ง)

สาธุ ขอบคุณครับ

 จากคุณ : เก่ง [ 26 มิ.ย. 2546 / 12:50:54 น. ]
     [ IP Address : 203.113.33.9 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (ชยทินโน)

ขอให้ผู้รู้ขยายความข้อที่ว่า "เมตตาเจโตวิมุติ"  ถ้าผู้ใดสามารถเจริญได้ประดุจหนึ่งยาน (พาหนะ) กรรมอันใดแต่พอประมาณ กรรมนั้นจักเป็นอโหสิกรรม
ชอฝห้ผู้รู้ให้ความหมายในสมมุตืบัญญัติเพื่อการเทียบเคัยงในการปฏิบัติด้วย จักเป็นประโยชน์แก่สหายธรรมทั่วไปครับ

 จากคุณ : ชยทินโน [ 26 มิ.ย. 2546 / 13:50:13 น. ]
     [ IP Address : 203.118.86.102 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (mayrin)

คัดลอกจาก: พระไตรปิฎก ฉบับธรรมทาน

เล่ม ๙ พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค
อุปมานิวรณ์ ๕

        ดูกรวาเสฏฐะ เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงกู้หนี้ไปประกอบการงาน การงานของเขาจะพึงสำเร็จผล เขาจะพึงใช้หนี้ที่เป็นต้นทุนเดิมให้หมดสิ้น และทรัพย์ที่เป็นกำไรของเขา จะพึงมีเหลืออยู่ สำหรับเลี้ยงภริยา เขาจะพึงมีความคิดเห็นอย่างนี้ว่า

          เมื่อก่อนเรากู้หนี้ไปประกอบการงาน บัดนี้ การงานของเราสำเร็จผลแล้ว เราได้ใช้หนี้ที่เป็นต้นทุนเดิมให้หมดสิ้นแล้ว และทรัพย์ที่เป็นกำไรของเรายังมีเหลืออยู่สำหรับเลี้ยงภริยา ดังนี้ เขาจะพึงได้ความปราโมทย์ถึงความโสมนัส มีความไม่มีหนี้นั้นเป็นเหตุ ฉันใด.

        ดูกรวาเสฏฐะ เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงเป็นผู้มีอาพาธถึงความลำบากเจ็บหนัก บริโภคอาหารไม่ได้ และไม่มีกำลังกาย สมัยต่อมา เขาพึงหายจากอาพาธนั้น บริโภคอาหารได้และมีกำลังกาย เขาจะพึงมีความคิดเห็นอย่างนี้ว่า

          เมื่อก่อนเราเป็นผู้มีอาพาธ ถึงความลำบาก เจ็บหนักบริโภคอาหารไม่ได้ และไม่มีกำลังกาย บัดนี้ เราหายจากอาพาธนั้นแล้ว บริโภคอาหารได้และ
มีกำลังกายเป็นปกติ ดังนี้ เขาจะพึงได้ความปราโมทย์ ถึงความโสมนัส มีความไม่มีโรคนั้นเป็นเหตุ ฉันใด.

        ดูกรวาเสฏฐะ เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงถูกจำอยู่ในเรือนจำ สมัยต่อมา เขาจะพึงพ้นจากเรือนจำนั้นโดยสวัสดีไม่มีภัย ไม่ต้องเสียทรัพย์อะไรๆ เลย เขาจะพึงมีความคิดเห็นอย่างนี้ว่าเมื่อก่อนเราถูกจองจำอยู่ในเรือนจำ

          บัดนี้ เราพ้นจากเรือนจำนั้นโดยสวัสดีไม่มีภัยแล้ว และเราไม่ต้องเสียทรัพย์อะไรๆ เลยดังนี้ เขาจะพึงได้ความปราโมทย์ ถึงความโสมนัส มีการพ้นจากเรือนจำนั้นเป็นเหตุ ฉันใด.

        ดูกรวาเสฏฐะ เปรียบเหมือนบุรุษพึงเป็นทาส ไม่ได้พึ่งตัวเอง พึ่งผู้อื่น ไปไหนตามความพอใจไม่ได้ สมัยต่อมา เขาพึงพ้นจากความเป็นทาสนั้น พึ่งตัวเองได้ ไม่ต้องพึ่งผู้อื่นเป็นไทแก่ตัว ไปไหนได้ตามความพอใจ เขาจะพึงมีความคิดเห็นอย่างนี้ว่า เมื่อก่อนเราเป็นทาสพึ่งตัวเองไม่ได้ ต้องพึ่งผู้อื่น ไปไหนตามความพอใจไม่ได้

          บัดนี้ เราพ้นจากความเป็นทาสนั้นแล้ว พึ่งตัวเอง ไม่ต้องพึ่งผู้อื่น เป็นไทแก่ตัว ไปไหนได้ตามความพอใจ ดังนี้ เขาจะพึงได้ความปราโมทย์ ถึงความโสมนัส มีความเป็นไทแก่ตัวนั้นเป็นเหตุ ฉันใด.

        ดูกรวาเสฏฐะ เปรียบเหมือนบุรุษมีทรัพย์ มีโภคสมบัติ จะพึงเดินทางไกลกันดารหาอาหารได้ยาก มีภัยเฉพาะหน้า สมัยต่อมา เขาพึงข้ามพ้นทางกันดารนั้นได้ บรรลุถึงหมู่บ้านอันเกษมปลอดภัยโดยสวัสดี เขาจะพึงมีความคิดเห็นอย่างนี้ว่า เมื่อก่อนเรามีทรัพย์ มีโภคสมบัติ เดินทางไกลกันดาร หาอาหารได้ยาก มีภัยเฉพาะหน้า

          บัดนี้ เราข้ามพ้นทางกันดารนั้นบรรลุถึงหมู่บ้านอันเกษม ปลอดภัยโดยสวัสดีแล้ว ดังนี้ เขาจะพึงได้ความปราโมทย์ถึงความโสมนัส มีภูมิสถานอันเกษมนั้นเป็นเหตุ ฉันใด.

        ดูกรวาเสฏฐะ ภิกษุพิจารณาเห็นนิวรณ์ ๕ ประการเหล่านี้ที่ยังละไม่ได้ในตน เหมือนหนี้เหมือนโรค เหมือนเรือนจำ เหมือนความเป็นทาส เหมือนทางไกลกันดาร และเธอพิจารณาเห็นนิวรณ์ ๕ ประการที่ละได้แล้วในตน เหมือนความไม่มีหนี้ เหมือนความไม่มีโรค เหมือนการพ้นจากเรือนจำ เหมือนความเป็นไทแก่ตน เหมือนภูมิสถานอันเกษม ฉันนั้นแล.

        เมื่อเธอพิจารณาเห็นนิวรณ์ ๕ เหล่านี้ ที่ละได้แล้วในตน ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อปราโมทย์แล้ว ย่อมเกิดปิติ เมื่อมีปิติในใจ กายย่อมสงบ เธอมีกายสงบแล้วย่อมได้เสวยสุขเมื่อมีสุข จิตย่อมตั้งมั่น

          เธอมีใจประกอบด้วยเมตตา แผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่สอง ที่สามที่สี่ ก็เหมือนกัน ตามนัยนี้ ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง แผ่ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกเหล่าในทุกสถาน ด้วยใจประกอบด้วยเมตตาอันไพบูลย์ ถึงความเป็นใหญ่ หาประมาณมิได้ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่

          คนเป่าสังข์ผู้มีกำลัง พึงยังบุคคลให้รู้แจ้งทั้งสี่ทิศ โดยไม่ยากเลย ฉันใด กรรมที่ทำพอประมาณอันใดในเมตตาเจโตวิมุตติ ที่บุคคลอบรมแล้วอย่างนี้กรรมนั้นจะไม่เหลือ ไม่ตั้งอยู่ในรูปาพจรและอรูปาพจรนั้นฉันนั้นเหมือนกัน ดูกรวาเสฏฐะแม้นี้แล ก็เป็นทางเพื่อความเป็นสหายแห่งพรหม.

 จากคุณ : mayrin [ 26 มิ.ย. 2546 / 15:23:19 น. ]
     [ IP Address : 210.203.176.238 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (mayrin)

เล่ม ๓๑ พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค
ยุคนัทธวรรค เมตตากถา
                        สาวัตถีนิทาน

        [๕๗๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเมตตาเจโตวิมุตติ อันบุคคลเสพแล้วเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดังยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ตั้งไว้เนืองๆอบรมแล้ว ปรารภดีแล้ว อานิสงส์ ๑๑ ประการเป็นอันหวังได้ อานิสงส์ ๑๑ประการเป็นไฉน  

          คือ ผู้เจริญเมตตาย่อมหลับเป็นสุข ๑   ตื่นเป็นสุข ๑ ไม่ฝันลามก ๑
          ย่อมเป็นที่รักของมนุษย์ ๑ ย่อมเป็นที่รักของอมนุษย์ ๑ เทวดาย่อมรักษา ๑  
          ไฟ ยาพิษ หรือศาตราย่อมไม่กล้ำกลาย ๑
          จิตของผู้เจริญเมตตาเป็นสมาธิได้รวดเร็ว๑
          สีหน้าของผู้เจริญเมตตาย่อมผ่องใส ๑
          ย่อมไม่หลงใหลกระทำกาละ ๑ เมื่อยังไม่แทงตลอดธรรม
           อันยิ่งย่อมเข้าถึงพรหมโลก ๑

          ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเมตตาเจโตวิมุตติ อันบุคคลเสพแล้ว เจริญ
แล้ว ทำให้มากแล้วทำให้เป็นดังยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ตั้งไว้เนืองๆ อบรมแล้ว ปรารภดีแล้วอานิสงส์ ๑๑ ประการนี้เป็นอันหวังได้ ฯ

        [๕๗๕] เมตตาเจโตวิมุตติแผ่ไปโดยไม่เจาะจงก็มี แผ่ไปโดยเจาะจงก็มี
แผ่ไปสู่ทิศทั้งหลายก็มี  เมตตาเจโตวิมุตติแผ่ไปโดยไม่เจาะจงด้วยอาการเท่าไรแผ่ไปโดยเจาะจงด้วยอาการเท่าไร แผ่ไปสู่ทิศทั้งหลายด้วยอาการเท่าไร
เมตตาเจโตวิมุตติแผ่ไปโดยไม่เจาะจงด้วยอาการ ๕ แผ่ไปโดย เจาะจงด้วยอาการ ๗แผ่ไปสู่ทิศทั้งหลายด้วยอาการ ๑๐ ฯ

        เมตตาเจโตวิมุตติแผ่ไปโดยไม่เจาะจงด้วยอาการ ๕ เป็นไฉน

        เมตตาเจโตวิมุติแผ่ไปโดยไม่เจาะจงว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร ไม่เบียดเบียนกัน ไม่มีทุกข์ รักษาตนอยู่เป็นสุขเถิด ปาณะทั้งปวง ฯลฯ ภูตทั้งปวงบุคคลทั้งปวง ผู้ที่นับเนื่องด้วยอัตภาพทั้งปวง จงเป็นผู้ไม่มีเวร ไม่เบียดเบียนกันไม่มีทุกข์ รักษาตนอยู่เป็นสุขเถิดเมตตาเจโตวิมุติแผ่ไปโดยไม่เจาะจงด้วยอาการ ๕ นี้ ฯ

        เมตตาเจโตวิมุติแผ่ไปโดยเจาะจงด้วยอาการ ๗ เป็นไฉน

        เมตตาเจโตวิมุติแผ่ไปโดยเจาะจงว่า ขอหญิงทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวรไม่เบียดเบียนกันไม่มีทุกข์ รักษาตนอยู่เป็นสุขเถิด ชายทั้งปวง ฯลฯ อารยชนทั้งปวง อนารยชนทั้งปวง เทวดาทั้งปวง มนุษย์ทั้งปวง วินิปาติกสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร ไม่เบียดเบียนกัน ไม่มีทุกข์ รักษาตนอยู่เป็นสุขเถิด เมตตาเจโตวิมุติแผ่ไปโดยเจาะจงด้วยอาการ ๗ นี้ ฯ

        [๕๗๖] เมตตาเจโตวิมุติแผ่ไปสู่ทิศทั้งหลายด้วยอาการ ๑๐ เป็นไฉน

        เมตตาเจโตวิมุติแผ่ไปสู่ทิศทั้งหลายว่า ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศบูรพาจงเป็นผู้ไม่มีเวรไม่เบียดเบียนกัน ไม่มีทุกข์ รักษาตนอยู่เป็นสุขเถิด ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศปัจจิม ฯลฯ ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศอุดร

          ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศทักษิณขอสัตว์ทั้งปวงในทิศอาคเนย์ ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศพายัพ ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศอีสาน ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศหรดี ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศเบื้องล่าง

           ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศเบื้องบน จงเป็นผู้ไม่มีเวร ไม่เบียดเบียนกัน ไม่มีทุกข์ รักษาตนอยู่เป็นสุขเถิดขอปาณะทั้งปวงในทิศบูรพา ฯลฯ ภูต บุคคล ผู้ที่นับเนื่องด้วยอัตภาพหญิงทั้งปวง ชายทั้งปวงอารยชนทั้งปวง อนารยชนทั้งปวง

          เทวดาทั้งปวงมนุษย์ทั้งปวง วินิปาติกสัตว์ทั้งปวง จงเป็นผู้ไม่มีเวร ไม่เบียดเบียนกัน ไม่มีทุกข์รักษาตนอยู่เป็นสุขเถิด วินิปาติกสัตว์ทั้งปวงในทิศปัจจิม
ฯลฯ วินิปาติกสัตว์ทั้งปวงในทิศอุดร วินิปาติกสัตว์ทั้งปวงในทิศทักษิณวินิปาติกสัตว์ทั้งปวงในทิศอาคเนย์

          วินิปาติกสัตว์ทั้งปวงในทิศพายัพ วินิปาติกสัตว์ทั้งปวงในทิศอีสานวินิปาติกสัตว์ทั้งปวงในทิศหรดี วินิปาติกสัตว์ทั้งปวง ในทิศเบื้องล่าง วินิปาติกสัตว์ทั้งปวงในทิศเบื้องบน จงเป็นผู้ไม่มีเวร ไม่เบียดเบียนกัน ไม่มีทุกข์รักษาตนอยู่เป็นสุขเถิด เมตตาเจโตวิมุติแผ่ไปสู่ทิศทั้งหลายด้วยอาการ ๑๐ นี้

 จากคุณ : mayrin [ 26 มิ.ย. 2546 / 15:25:43 น. ]
     [ IP Address : 210.203.176.238 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (mayrin)

          เมตตาเจโตวิมุติแผ่ไปสู่สัตว์ทั้งปวงด้วยอาการ ๘ นี้ คือ

ด้วยการเว้นความบีบคั้นไม่บีบคั้นสัตว์ทั้งปวง ๑
ด้วยเว้นการฆ่า ไม่ฆ่าสัตว์ทั้งปวง ๑
ด้วยเว้นการทำให้เดือดร้อน ไม่ทำสัตว์ทั้งปวงให้เดือดร้อน ๑
ด้วยเว้นความย่ำยี ไม่ย่ำยีสัตว์ทั้งปวง ๑
ด้วยการเว้นการเบียดเบียน ไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งปวง ๑
ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร อย่าได้มีเวร ๑
จงเป็นผู้มีสุข อย่ามีทุกข์ ๑
จงมีตนเป็นสุข อย่ามีตนเป็นทุกข์ ๑

          จิตชื่อว่าเมตตา เพราะรักชื่อว่าเจโต เพราะคิดถึงธรรมนั้น ชื่อว่าวิมุติเพราะพ้นจากพยาบาทและปริยุฏฐานกิเลสทั้งปวง จิตมีเมตตาด้วย เป็นเจโตวิมุติด้วย เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่าเมตตาเจโตวิมุติ ฯ

        [๕๗๗] บุคคลผู้เจริญเมตตาย่อมน้อมใจไปด้วยศรัทธา ว่าขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร มีความปลอดโปร่ง มีความสุขเถิด ดังนี้ เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสัทธินทรีย์ผู้เจริญเมตตาประคองความเพียรว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร ...

          ดังนี้ เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยวิริยินทรีย์ผู้เจริญเมตตาตั้งสติไว้เป็นมั่นว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร ...

          ดังนี้เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสตินทรีย์ ผู้เจริญเมตตาตั้งจิตไว้ว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร ...

          ดังนี้ เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสมาธินทรีย์ ผู้เจริญเมตตาทราบชัดด้วยปัญญาว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร ...

          ดังนี้ เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยปัญญินทรีย์ อินทรีย์ ๕ ประการนี้เป็นอาเสวนะของเมตตาเจโตวิมุติ บุคคลย่อมเสพเมตตาเจโตวิมุติด้วยอินทรีย์ ๕ประการนี้ อินทรีย์ ๕ ประการนี้ เป็นภาวนาของเมตตาเจโตวิมุติ

           บุคคลย่อมเจริญเมตตาเจโตวิมุติด้วยอินทรีย์ ๕ ประการนี้ อินทรีย์ ๕ ประการนี้ เป็นพหุลีกรรมของเมตตาเจโตวิมุติ บุคคลทำให้มากซึ่งเมตตาเจโตวิมุติด้วยอินทรีย์ ๕ประการนี้ อินทรีย์ ๕ ประการนี้ เป็นอลังการของเมตตาเจโตวิมุติ

          บุคคลย่อมประดับเมตตาเจโตวิมุติด้วยอินทรีย์ ๕ ประการนี้ อินทรีย์ ๕ ประการนี้ เป็นบริขารของเมตตาเจโตวิมุติ

          บุคคลย่อมปรุงแต่งเมตตาเจโตวิมุติด้วยอินทรีย์ ๕ ประการนี้อินทรีย์ ๕ ประการนี้ เป็นบริวารของเมตตาเจโตวิมุติ

          บุคคลย่อมห้อมล้อมเมตตาเจโตวิมุติดีแล้วด้วยอินทรีย์ ๕ ประการนี้ อินทรีย์ ๕ ประการนี้ เป็นอาเสวนะ เป็นภาวนา เป็นพหุลีกรรม เป็นอลังการ เป็นบริขาร เป็นบริวาร เป็นความบริบูรณ์ เป็นสหรคต เป็นสหชาติเป็นความเกี่ยวข้อง เป็นสัมปยุต เป็นความแล่นไป เป็นความผ่องใส เป็นความตั้งอยู่ดี

          เป็นความพ้นวิเศษ เป็นความเห็นว่า นี้ละเอียด ของเมตตาเจโตวิมุติ เมตตาเจโตวิมุติอันบุคคลทำให้เป็นดังยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ตั้งไว้เนืองๆ สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว เจริญดีแล้วอธิษฐานดีแล้ว ดำเนินขึ้นไปดีแล้ว พ้นวิเศษแล้ว ย่อมยังบุคคลนั้นให้เกิด(ให้รุ่งเรือง) ให้โชติช่วง ให้สว่างไสว ฯ

 จากคุณ : mayrin [ 26 มิ.ย. 2546 / 15:30:22 น. ]
     [ IP Address : 210.203.176.238 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (mayrin)

        [๕๗๘] ผู้เจริญเมตตาย่อมไม่หวั่นไหวไปในความไม่มีศรัทธา ด้วยมนสิการว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร มีความปลอดโปร่ง มีความสุขเถิดดังนี้ เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสัทธาพละ

          ผู้เจริญเมตตาย่อมไม่หวั่นไหวไปในความเกียจคร้าน ด้วยมนสิการ ว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร ... ดังนี้ เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยวิริยพละ ผู้เจริญเมตตาย่อมไม่หวั่นไหวไปในความประมาท ด้วยมนสิการว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร ...

          ดังนี้เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสติพละ ผู้เจริญเมตตาย่อมไม่หวั่นไหวไปในอุทธัจจะ ด้วยมนสิการว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร ...ดังนี้ เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสมาธิพละ ผู้เจริญเมตตาย่อมไม่หวั่นไหวไปในอวิชชา ด้วยมนสิการว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร ...

          ดังนี้ เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยปัญญาพละ พละ ๕ ประการนี้ เป็นอาเสวนะของเมตตาเจโตวิมุติ บุคคลย่อมเสพเมตตาเจโตวิมุติด้วยพละ ๕ประการนี้ ... เมตตาเจโตวิมุติ อันบุคคลทำให้เป็นดังยาน ทำให้เป็นที่ตั้งตั้งไว้เนืองๆสั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว เจริญดีแล้ว ดำเนินขึ้นไปดีแล้วอธิษฐานดีแล้ว พ้นวิเศษแล้ว ย่อมยังบุคคลนั้นให้เกิด ให้โชติช่วงให้สว่างไสว ฯ

        [๕๗๙] ผู้เจริญเมตตาตั้งสติไว้มั่นว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร มีความปลอดโปร่ง มีความสุขเถิด ดังนี้ เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสติสัมโพชฌงค์ ผู้เจริญเมตตาเลือกเฟ้นด้วยปัญญาว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร ฯลฯ ดังนี้

          เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ผู้เจริญเมตตาประคองความเพียรไว้ว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร
ฯลฯ ดังนี้

          เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยวิริยสัมโพชฌงค์ ผู้เจริญเมตตาระงับความเร่าร้อนว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร ฯลฯ ดังนี้ เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยปีติสัมโพชฌงค์ ผู้เจริญเมตตาระงับความคิดชั่วหยาบไว้ว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร ฯลฯ ดังนี้

          เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ผู้เจริญเมตตาตั้งจิตไว้ว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวรฯลฯ ดังนี้ เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสมาธิสัมโพชฌงค์ ผู้เจริญเมตตาย่อมวางเฉยกิเลสทั้งหลายด้วยญาณว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวรจงมีความปลอดโปร่งจงมีสุขเถิด ดังนี้

          เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยอุเบกขาสัมโพชฌงค์ โพชฌงค์ ๗ ประการนี้ เป็นอาเสวนะของเมตตาเจโตวิมุติบุคคลย่อมเสพเมตตาเจโตวิมุติด้วยโพชฌงค์ ๗ ประการนี้ ... เมตตาเจโตวิมุติอันบุคคลทำให้เป็นดังยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ตั้งไว้เนืองๆสั่งสมแล้วปรารภดีแล้ว เจริญดีแล้ว อธิษฐานดีแล้ว ดำเนินขึ้นไปดีแล้ว พ้นวิเศษแล้ว ย่อมยังบุคคลนั้นให้เกิด ให้โชติช่วง ให้สว่างไสว ฯ

        [๕๘๐] ผู้เจริญเมตตาย่อมเห็นชอบว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร มีความปลอดโปร่ง มีสุขเถิด ดังนี้ เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสัมมาทิฐิ ผู้เจริญเมตตาย่อมดำริโดยชอบว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร ...

          ดังนี้เมตตาเจโตวิมุติ เป็นอันอบรมแล้วด้วยสัมมาสังกัปปะ ผู้เจริญเมตตาย่อมกำหนดโดยชอบว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร ...

          ดังนี้เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสัมมาวาจา ผู้เจริญเมตตาย่อมตั้งการงานไว้โดยชอบว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร ...

          ดังนี้ เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสัมมากัมมันตะ ผู้
เจริญเมตตาย่อมชำระอาชีพให้ขาวผ่องโดยชอบว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร ...

          ดังนี้ เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสัมมาอาชีวะผู้เจริญเมตตาย่อมประคองความเพียรไว้โดยชอบว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร ...

          ดังนี้ เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสัมมาวายามะ ผู้เจริญเมตตาย่อมตั้งสติไว้โดยชอบว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร ...

          ดังนี้ เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสัมมาสติ ผู้เจริญเมตตาย่อมตั้งไว้โดยชอบว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร มีความปลอดโปร่ง มีความสุขเถิด

          ดังนี้ เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสัมมาสมาธิ องค์มรรค ๘ ประการนี้ เป็นอาเสวนะของเจโตวิมุติ บุคคลย่อมเสพเมตตาเจโตวิมุติด้วยองค์มรรค ๘ ประการนี้องค์มรรค ๘ ประการนี้ เป็นภาวนาของเมตตาเจโตวิมุติ

          บุคคลย่อมเจริญเมตตาเจโตวิมุติด้วยองค์มรรค ๘ ประการนี้ องค์มรรค ๘ ประการนี้ เป็นพหุลีกรรมของเมตตาเจโตวิมุติ บุคคลย่อมทำให้มากซึ่งเมตตาเจโตวิมุติด้วย องค์มรรค ๘ประการนี้ องค์มรรค ๘ ประการนี้ เป็นอลังการของเมตตาเจโตวิมุติ

          บุคคลย่อมประดับเมตตาเจโตวิมุติด้วยองค์มรรค ๘ ประการนี้
องค์มรรค ๘ ประการนี้ เป็นบริขารของเมตตาเจโตวิมุติ บุคคลย่อมปรุงแต่งเมตตาเจโตวิมุติด้วยองค์มรรค ๘ประการนี้ องค์มรรค ๘ ประการนี้ เป็นบริวารของเมตตาเจโตวิมุติ

          บุคคลย่อมห้อมล้อมเมตตาเจโตวิมุติด้วยดีด้วยองค์มรรค ๘ ประการนี้ องค์มรรค ๘ ประการนี้ เป็นอาเสวนะเป็นภาวนา เป็นพลีหุกรรม เป็นอลังการ เป็นบริขาร เป็นบริวาร เป็นความบริบูรณ์ เป็นสหรคตเป็นสหชาติ เป็นความเกี่ยวข้อง เป็นสัมปยุต เป็นความแล่นไป เป็นความผ่องใส

          เป็นความตั้งอยู่ด้วยดี เป็นความพ้นวิเศษ เป็นความเห็นว่านี้ละเอียดของเมตตาเจโตวิมุติ อันบุคคลทำให้เป็นดังยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ตั้งไว้เนืองๆสั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว เจริญดีแล้วอธิษฐานดีแล้วดำเนินขึ้นไปดีแล้ว พ้นวิเศษแล้ว ย่อมยังบุคคลนั้นให้เกิด(ให้รุ่งเรือง) ให้โชติช่วง ให้สว่างไสว ฯ

 จากคุณ : mayrin [ 26 มิ.ย. 2546 / 16:04:40 น. ]
     [ IP Address : 210.203.177.19 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (mayrin)

        [๕๘๑] เมตตาเจโตวิมุติ แผ่ไปด้วยอาการ ๘ นี้ คือ ด้วยการเว้นความบีบคั้น ไม่บีบคั้น ๑ ด้วยเว้นการฆ่า ไม่ฆ่า ๑ ด้วยเว้นการทำให้เดือดร้อนไม่ทำให้เดือดร้อน ๑ ด้วยเว้นความย่ำยี ไม่ย่ำยี ๑ ด้วยเว้นการเบียดเบียนไม่เบียดเบียน ๑ ซึ่งปาณะทั้งปวง ภูตทั้งปวงบุคคลทั้งปวง สัตว์ผู้นับเนื่องด้วยอัตภาพทั้งปวง

          หญิงทั้งปวง ชายทั้งปวง อารยชนทั้งปวง อนารยชนทั้งปวงเทวดาทั้งปวง มนุษย์ทั้งปวง วินิปาติกสัตว์ทั้งปวง ขอวินิปาติกสัตว์ทั้งปวงจง เป็นผู้ไม่มีเวร อย่ามีเวรกันเถิด ๑ จงมีความสุข อย่ามีความทุกข์เถิด ๑ จงมีตนเป็นสุข อย่ามี
ตนเป็นทุกข์เถิด ๑

          จิตชื่อว่าเมตตา เพราะรักวินิปาติกสัตว์ทั้งปวงชื่อว่าเจโต เพราะคิดถึงธรรมนั้น ชื่อว่าวิมุติ เพราะพ้นจากพยาบาทและปริยุฏฐานกิเลสทั้งปวง จิตมีเมตตาด้วยเป็นเจโตวิมุติด้วย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าเมตตาเจโตวิมุติ

          บุคคลผู้เจริญเมตตาย่อมน้อมใจไปด้วยศรัทธาว่า ขอวินิปาติกสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร มีความปลอดโปร่ง มีความสุขเถิด ดังนี้ เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสัทธินทรีย์ ฯลฯ ย่อมให้เกิด (ให้รุ่งเรือง) ให้โชติช่วง ให้สว่างไสว ฯ

        [๕๘๒] เมตตาเจโตวิมุติแผ่ไปด้วยอาการ ๘ นี้ คือ ด้วยการเว้นความบีบคั้น ไม่บีบคั้น ๑ ด้วยเว้นการฆ่า ไม่ฆ่า ๑ ด้วยเว้นการทำให้เดือดร้อนไม่ทำให้เดือดร้อน ๑ ด้วยเว้นความย่ำยี ไม่ย่ำยี ๑ ด้วยเว้นการเบียดเบียนไม่เบียดเบียน ๑

          ซึ่งสัตว์ทั้งปวงในทิศบูรพา ในทิศปัจจิม ในทิศอุดร ในทิศทักษิณ ในทิศอาคเนย์ ในทิศพายัพ ในทิศอีสาน ในทิศหรดี ในทิศเบื้องต่ำในทิศเบื้องบน ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศเบื้องบน จงเป็นผู้ไม่มีเวร อย่ามีเวรกันเถิด ๑จงมีความสุข อย่ามีความทุกข์เถิด ๑ จงมีตนเป็นสุข อย่ามีตนเป็นทุกข์เถิด ๑

          จิตชื่อว่าเมตตาเพราะรักสัตว์ทั้งปวงในทิศเบื้องบน ชื่อว่าเจโต เพราะคิดถึงธรรมนั้น ชื่อว่าวิมุติ เพราะหลุดพ้นจากพยาบาทและปริยุฏฐานกิเลสทั้งปวงจิตมีเมตตาด้วย เป็นเจโตวิมุติด้วย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าเมตตาเจโตวิมุติ

          บุคคลผู้เจริญเมตตา ย่อมน้อมใจไปด้วยศรัทธาว่า ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศ
เบื้องบนจงเป็นผู้ไม่มีเวร มีความปลอดโปร่ง มีความสุขเถิด ดังนี้ เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสัทธินทรีย์ ฯลฯ ย่อมให้เกิด (ให้รุ่งเรือง) ให้โชติช่วงให้สว่างไสว ฯ

        [๕๘๓] เมตตาเจโตวิมุติแผ่ไปด้วยอาการ ๘ นี้ คือ ด้วยการเว้นความบีบคั้น ไม่บีบคั้น ๑ ด้วยเว้นการฆ่า ไม่ฆ่า ๑ ด้วยเว้นการทำให้เดือดร้อนไม่ทำให้เดือดร้อน ๑ ด้วยเว้นความย่ำยี ไม่ย่ำยี ๑ ด้วยเว้นการเบียดเบียนไม่เบียดเบียน ๑

          ซึ่งปาณะทั้งปวง ภูตทั้งปวงบุคคลทั้งปวง สัตว์ผู้นับเนื่องด้วยอัตภาพทั้งปวง หญิงทั้งปวง ชายทั้งปวง อารยชนทั้งปวง อนารยชนทั้งปวงเทวดาทั้งปวง มนุษย์ทั้งปวง วินิปาติกสัตว์ทั้งปวง

          ในทิศบูรพา ในทิศปัจจิมในทิศอุดร ในทิศทักษิณ ในทิศอาคเนย์ ในทิศพายัพ ในทิศอีสาน ในทิศหรดี ในทิศเบื้องต่ำ ในทิศเบื้องบน ขอวินิปาติกสัตว์ทั้งปวงในทิศบูรพา จงเป็นผู้ไม่มีเวร อย่ามีเวรกันเถิด ๑ จงมีความสุข อย่ามีความทุกข์เถิด ๑ จงมีตนเป็นสุข อย่ามีตนเป็นทุกข์เถิด ๑

          จิตชื่อว่าเมตตา เพราะรักวินิปาติกสัตว์ทั้งปวงในทิศเบื้องบน ชื่อว่าเจโต เพราะคิดถึงธรรมนั้น ชื่อว่าวิมุติเพราะพ้นจากพยาบาทและปริยุฏฐานกิเลสทั้งปวง จิตมีเมตตาด้วยเป็นเจโตวิมุติด้วย เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่าเมตตาเจโตวิมุติ ฯ

        [๕๘๔] บุคคลผู้เจริญเมตตา ย่อมน้อมใจไปด้วยศรัทธาว่าขอวินิปาติกสัตว์ทั้งปวงในทิศเบื้องบน จงเป็นผู้ไม่มีเวร มีความปลอดโปร่ง มีความสุขเถิดดังนี้ เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสัทธินทรีย์

           ผู้เจริญเมตตาประคองความเพียรไว้ว่า ขอวินิปาติกสัตว์ทั้งปวงในทิศเบื้องบน จงเป็นผู้ไม่มีเวร มีความปลอดโปร่ง มีความสุขเถิด ดังนี้ เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยวิริยินทรีย์ ผู้เจริญเมตตาตั้งสติไว้มั่น ฯลฯ

          เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสตินทรีย์ ผู้เจริญเมตตาตั้งจิตมั่น ฯลฯ เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสมาธินทรีย์ ผู้เจริญเมตตารู้ชัดด้วยปัญญา ฯลฯ เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยปัญญินทรีย์ อินทรีย์ ๕ ประการนี้ เป็นอาเสวนะของเมตตาเจโตวิมุติ บุคคลย่อมเสพเมตตาเจโตวิมุติด้วยอินทรีย์ ๕
ประการนี้ ฯลฯ ย่อมให้เกิด (ให้รุ่งเรือง) ให้โชติช่วง ให้สว่างไสว ฯ

        [๕๘๕] ผู้เจริญเมตตาไม่หวั่นไหวไปในความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา ด้วยมนสิการว่า ขอวินิปาติกสัตว์ทั้งปวงในทิศเบื้องบน จงเป็นผู้ไม่มีเวร มีความปลอดโปร่ง มีความสุขเถิด ดังนี้เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสัทธาพละ ฯลฯ

          ผู้เจริญเมตตาไม่หวั่นไหวไปในความเกียจคร้าน เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยวิริยพละ ฯลฯ ผู้เจริญเมตตาไม่หวั่นไหวไปในความประมาท เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสติพละ ฯลฯ ผู้เจริญเมตตาไม่หวั่นไหวไปในอุทธัจจะ เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสมาธิพละฯลฯ

          ผู้เจริญเมตตาไม่หวั่นไหวไปในอวิชชา เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยปัญญาพละ พละ ๕ ประการนี้ เป็นอาเสวนะของเมตตาเจโตวิมุติ บุคคลย่อมเสพเมตตาเจโตวิมุติด้วยพละ ๕ ประการนี้ ฯลฯ ย่อมให้เกิด (ให้รุ่งเรือง)ให้โชติช่วง ให้สว่างไสว ฯ

 จากคุณ : mayrin [ 26 มิ.ย. 2546 / 16:05:42 น. ]
     [ IP Address : 210.203.177.19 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (mayrin)

        [๕๘๖] ผู้เจริญเมตตาตั้งสติไว้มั่นว่า ขอวินิปาติกสัตว์ทั้งปวงในทิศเบื้องบน จงเป็นผู้ไม่มีเวร มีความปลอดโปร่ง มีความสุขเถิด ดังนี้

          เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสติสัมโพชฌงค์ ฯลฯ ผู้เจริญเมตตาเลือกเฟ้นด้วยปัญญา เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วย ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ ฯลฯผู้เจริญเมตตาประคองความเพียรไว้

          เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยวิริยสัมโพชฌงค์ ฯลฯ ผู้เจริญเมตตาระงับความเร่าร้อนไว้ เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยปีติสัมโพชฌงค์ ฯลฯ ผู้เจริญเมตตาระงับความชั่วหยาบไว้เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ฯลฯ

          ผู้เจริญเมตตาตั้งจิตไว้มั่น เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสมาธิสัมโพชฌงค์ ฯลฯ ผู้เจริญเมตตาวางเฉยกิเลสทั้งปวงด้วยญาณ เมตตาเจโต
วิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยอุเบกขาสัมโพชฌงค์

          โพชฌงค์ ๗ ประการนี้ เป็นอาเสวนะของเมตตาเจโตวิมุติบุคคลย่อมเสพเมตตาเจโตวิมุติด้วยโพชฌงค์ ๗ ประการนี้ ฯลฯ ย่อมให้เกิด(ให้รุ่งเรือง)ให้โชติช่วง ให้สว่างไสว ฯ

        [๕๘๗] ผู้เจริญเมตตาย่อมเห็นโดยชอบว่า ขอวินิปาติกสัตว์ทั้งปวงในทิศเบื้องบน จงเป็นผู้ไม่มีเวร มีความปลอดโปร่ง มีความสุขเถิด ดังนี้เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสัมมาทิฐิ ฯลฯ

          ผู้เจริญเมตตาดำริโดยชอบเมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสัมมาสังกัปปะฯลฯ ผู้เจริญเมตตากำหนดโดยชอบ เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสัมมาวาจา ฯลฯ ผู้เจริญเมตตาตั้งการงานไว้โดยชอบ

          เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสัมมากัมมันตะ ฯลฯผู้เจริญเมตตาชำระอาชีพให้ผ่องแผ้วโดยชอบ เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสัมมาอาชีวะ ฯลฯ ผู้เจริญเมตตาประคองความเพียรไว้โดยชอบ

         เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสัมมาวายามะ ฯลฯ ผู้เจริญเมตตาตั้งสติไว้โดยชอบ เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสัมมาสติฯลฯ ผู้เจริญเมตตาตั้งมั่นโดยชอบ เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสัมมาสมาธิ

          องค์มรรค ๘ประการนี้ เป็นอาเสวนะของเมตตาเจโตวิมุติ บุคคลย่อมเสพเมตตาเจโตวิมุติด้วยองค์มรรค ๘ประการนี้ ฯลฯ องค์มรรค ๘ ประการนี้ เป็นบริวารของเมตตาเจโตวิมุติ

          บุคคลห้อมล้อมเมตตาเจโตวิมุติด้วยองค์มรรค ๘ ประการนี้องค์มรรค ๘ ประการนี้ เป็นอาเสวนะ เป็นภาวนา เป็นพหุลีกรรม เป็นอลังการเป็นบริขาร เป็นบริวาร เป็นความบริบูรณ์ เป็นสหรคต เป็นสหชาติ เป็นความเกี่ยวข้อง เป็นสัมปยุต เป็นความแล่นไป

          เป็นความผ่องใส เป็นความดำรงมั่น เป็นความพ้นวิเศษ เป็นความเห็นว่า นี้ละเอียด ของเมตตาเจโตวิมุติอันบุคคลทำให้เป็นดังยานทำให้เป็นที่ตั้ง ตั้งไว้เนืองๆสั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้วเจริญดีแล้ว อธิษฐานดีแล้ว ดำเนินขึ้นไปดีแล้ว พ้นวิเศษแล้ว ย่อมยังบุคคลนั้นให้เกิด (ให้รุ่งเรือง) ให้โชติช่วง ให้สว่างไสว ฯ

                        จบเมตตากถา ฯ

 จากคุณ : mayrin [ 26 มิ.ย. 2546 / 16:06:16 น. ]
     [ IP Address : 210.203.177.19 ]


 ความคิดเห็นที่ 13 : (yoyo)

สาธุ ครับ

 จากคุณ : yoyo [ 27 มิ.ย. 2546 / 03:47:13 น. ]
     [ IP Address : 202.133.172.44 ]


 ความคิดเห็นที่ 14 : (um)

สาธุค่ะ

 จากคุณ : um [ 27 มิ.ย. 2546 / 13:08:10 น. ]
     [ IP Address : 203.149.16.202 ]


 ความคิดเห็นที่ 15 : (ชยทินโน)

สาธุ เพิ่งเข้าใจเมื่ออ่านข้อความที่ท่านทั้งหลายนำมาประกอบ จะสรุปความเข้าใจว่าถูกต้องหรือไม่ ดังนี้  เมตตาวิมุตติเริ่มจากอินทรีย์ 5 ต่อไปก็เป็น พละ 5 และต่อไปเป็น โภชชงค์ 7 สุดท้ายคือเมตตาวิมุตติในมรรค 8
ไม่ใชาง่ายๆ เหมือนกันนะ แค่ทำอินทรีย์ให้เสมอกันยังยากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขาเลย

 จากคุณ : ชยทินโน [ 27 มิ.ย. 2546 / 14:23:05 น. ]
     [ IP Address : 203.118.87.10 ]


 ความคิดเห็นที่ 16 : (แย้มกะลา)

ขอบคุณครับ คุณmayrin

 จากคุณ : แย้มกะลา [ 2 ก.ค. 2546 / 08:14:05 น. ]
     [ IP Address : 203.146.169.9 ]


 ความคิดเห็นที่ 17 : (น้องเอ)

ขอบคุณมากค่ะ พี่เม

 จากคุณ : น้องเอ [ 3 ก.ค. 2546 / 19:36:32 น. ]
     [ IP Address : 195.93.73.24 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!