บาป-บุญ ทำแทนกันได้ไหม
 เนื้อความ :

การที่คนเราทำบุญแล้วอุทิศส่วนกุศลไปให้ผู้ล่วงลับ ผู้ล่วงลับจะได้รับผลบุญจริงหรือ เห็นอาจารย์บางท่านเคยปรารถว่า บาปบุญเป็นเรื่องส่วนบุคคลไม่สามารถทำแทนกันได้ เหมือนถ้าใครหิวข้าวก็ต้องกินเองไปกินแทนกันไม่ได้ ไม่ทราบว่าผมเข้าใจผิดเหรอเปล่า และในสมัยพุทธกาลเคยมีพุทธพจน์เกี่ยวกับเรื่องอย่างนี้หรือไม่ เรียนผู้รู้ช่วยให้ความกระจ่างด้วยครับ

 จากคุณ : nat [ 28 มี.ค. 2546 / 09:08:09 น. ]
     [ IP Address : 203.107.184.125 ]

ความคิดเห็นที่อ่านแล้ว : ดูทั้งหมด
    | คนเดินทาง | คนเดินดิน |

 ความคิดเห็นที่ 3 : (ธัมกร)

ที่ว่า   .. บาปบุญเป็นเรื่องส่วนบุคคลไม่สามารถทำแทนกันได้ เหมือนถ้าใครหิวข้าวก็ต้องกินเองไปกินแทนกันไม่ได้..เป็นความจริง
ส่วนการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้คนตายนั้น เป็นเรื่องที่ได้รับประโยชน์ 2 ต่อ คือ 1.คนทำได้ทำดีได้รับผลจากกรรมดีนั้น 2. คนทำดีได้รับผลบุญเพิ่มจากการเผื่อแผ่ความดีให้คนอื่น(ให้คนตายรู้เพื่ออนุโมทนาและได้รับผลบุญอันจากการอนุโมทนานั้น) 3. คนตายได้รับรู้จากการติดต่อจากคนทำ ในการทำความดีของคนทำและมีใจอนุโมทนา(เห็นดีเห็นงามด้วย) ก็จะได้รับผลบุญอันเกิดจากการอนุโมทนานั้นเอง ไม่ใช่ผลบุญจากการที่คนทำ โดยตรง(บุญจะได้รับเท่าไรขึ้นอยู่กับความเข้มของการอนุโมทนา)

 จากคุณ : ธัมกร [ 28 มี.ค. 2546 / 16:03:49 น. ]
     [ IP Address : 10.4.5.53 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (อสรี)

คำว่า " ทำบุญแทน " กับคำว่า " แผ่ส่วนบุญเราให้ "  ไม่เหมือนกันนะ...

 จากคุณ : อสรี [ 28 มี.ค. 2546 / 20:13:30 น. ]
     [ IP Address : 203.149.37.206 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (เจตน์ )


" เราทำบุญแล้วอุทิศส่วนกุศลไปให้ผู้ล่วงลับ ผู้ล่วงลับจะได้รับผลบุญจริงหรือ "

ต้องแล้วแต่สภาวะของผู้ล่วงลับ ว่าสามารถ อนุโมทนาได้ไหมครับ

บาปบุญทำแทนกันไม่ได้เลยครับ

ผู้รับก็ต้องทำบุญของเขาเอง.....
โดยทำบุญกิริยาข้อ 7 ปัตตานุโมทนามัย บุญเกิดด้วยด้วยความยินดีความดีของผู้อื่น
อนุโมทนาด้วยใจยินดีในบุญกุศลที่ผู้อื่นทำ

และเขาจะได้รับบุญมากน้อย ขึ้นอยู่กับความสว่างของจิตเราด้วย บุญกุศลเรามากแค่ไหน
เราเป็นสัมมาทิฐิไหม ตั้งจิตชอบถูกต้องแค่ไหนในการทำบุญ
และกำลังใจ ความเลื่อมใสของผู้โมทนาด้วย ว่าสัมมาทิฎฐิไหม ประกอบด้วยปัญญาไหม

ส่วนพุทธพจน์ ท่านดังตฤณได้นำมาแสดงไว้ที่
กระทู้นี้ครับ >> http://dharma.school.net.th/cgi-bin/kratoo.pl/008334.htm



บุญกิริยาวัตถุ สิ่งที่เป็นที่ตั้งแห่งการทำบุญ, เรื่องที่จัดเป็นการทำบุญ, ทางทำความดี,

หมวด ๑๐ คือ
๑. ทานมัย การให้ บริจาค
๒. สีลมัย รักษาศีล
๓. ภาวนามัย การเจริญภาวนา
๔. อปจายนมัย ด้วยการประพฤติอ่อนน้อม ต่อผู้ที่ควรอ่อนน้อม
๕. เวยยาวัจจมัย ด้วยการช่วยขวนขวายรับใช้ เพียรในกิจที่เป็นกุศล
๖. ปัตติทานมัย ด้วยการเฉลี่ยส่วนความดีให้ผู้อื่น อุทิศส่วนกุศล
๗. ปัตตานุโมทนามัย ด้วยความยินดีความดีของผู้อื่น อนุโมทนา
๘. ธัมมัสสวนมัย ด้วยการฟังธรรม
๙. ธัมมเทสนามัย ด้วยการสั่งสอนธรรม แสดงธรรม
๑๐.ทิฏฐุชุกัมม์ ด้วยการทำความเห็นให้ตรง ปัญญา

เสียทรัพย์สินมีเพียง ทานมัย ส่วนข้ออื่นๆ กระทำได้เลยครับ ทุกๆขณะจิตครับ

 จากคุณ : เจตน์ [ 29 มี.ค. 2546 / 00:18:55 น. ]
     [ IP Address : 203.155.234.95 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (ฐานาฐานะ)

        ถูกต้องครับ ที่ว่า
        "  บาปบุญเป็นเรื่องส่วนบุคคลไม่สามารถทำแทนกันได้
                เหมือนถ้าใครหิวข้าวก็ต้องกินเองไปกินแทนกันไม่ได้  "

        มีพระพุทธพจน์ ตรัสไว้ ดังนี้
        [๕๘๑] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรมาณพ สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็น
ของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรม
เป็นที่พึ่งอาศัย กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้เลวและประณีตได้ ฯ


อ้างอิง : เรื่องของกรรม . . . พร้อม อรรถกถา .
http://dharma.school.net.th/cgi-bin/kratoo.pl/006311.htm

        แต่ว่า  ควรเข้าใจ  เรื่องบาป เรื่องบุญ ให้กว้างขวาง ยิ่งขึ้น จะได้เป็น พื้นฐานความรู้ ในธรรมะ ต่อไป
        บุญ มีที่ตั้งหรือมีทางกระทำได้หลายอย่าง พอจะแบ่ง ออกเป็นหมวดๆได้เป็นหมวด 3 และหมวด 10 ดังนี้

บุญกิริยาวัตถุ 10 สิ่งที่เป็นที่ตั้งแห่งการทำบุญ, เรื่องที่จัดเป็นการทำบุญ, ทางทำความดี
หมวด ๓ คือ
๑. ทานมัย   ทำบุญด้วยการให้
๒. สีลมัย   ทำบุญด้วยการรักษาศีลและประพฤติดี
๓. ภาวนามัย   ทำบุญด้วยการเจริญภาวนา คือฝึกอบรมจิตใจ

หมวด ๑๐ คือ
๑. ทานมัย   ทำบุญด้วยการให้
๒. สีลมัย   ทำบุญด้วยการรักษาศีลและประพฤติดี
๓. ภาวนามัย   ทำบุญด้วยการเจริญภาวนา คือฝึกอบรมจิตใจ
๔. อปจายนมัย   ทำบุญด้วยการประพฤติอ่อนน้อม
๕. เวยยาวัจจมัย   ทำบุญด้วยการช่วยขวนขวายรับใช้
๖. ปัตติทานมัย   ทำบุญด้วยการเฉลี่ยส่วนความดีให้ผู้อื่น
๗. ปัตตานุโมทนามัย   ทำบุญด้วยความยินดีความดีของผู้อื่น

๘. ธัมมัสสวนมัย   ทำบุญด้วยการฟังธรรม
๙. ธัมมเทสนามัย   ทำบุญด้วยการสั่งสอนธรรม
๑๐. ทิฏฐุชุกัมม์   ทำบุญด้วยการทำความเห็นให้ตรง

        ดังนั้น การที่คนเราทำบุญแล้วอุทิศส่วนกุศลไปให้ผู้ล่วงลับ ผู้ล่วงลับจะได้รับผลบุญจริงหรือ ?
        จึง เป็น บุญ หรือ การกระทำบุญ ในข้อ 6 และ 7  คือ
             - ๖. ปัตติทานมัย   ทำบุญด้วยการเฉลี่ยส่วนความดีให้ผู้อื่น
             - ๗. ปัตตานุโมทนามัย   ทำบุญด้วยความยินดีความดีของผู้อื่น
        และยังขึ้นอยู่กับ สภาพการณ์หลายอย่าง คือ
             - สัตว์ใน บางภพภูมิ  ไม่มีโอกาส จะได้รับรู้ บุญกุศลเลย เช่น สัตว์นรก สัตว์เดรัจฉาน เป็นต้น
                     ก็ไม่มีโอกาส ส่วนบุญนั้น
             - สัตว์ใน บางภพภูมิ  มีโอกาสได้รับรู้บุญกุศล ที่ผู้อื่นอุทิศให้ แต่ไม่อนุโมทนา
                     ก็ไม่ได้ ส่วนบุญนั้น.
             - สัตว์ใน บางภพภูมิ  มีอาหารในภพของตน และมีบุญที่ผู้อื่นอุทิศให้เป็นอาหาร เช่น เปรตที่ญาติพระเจ้าพิมพิสาร แต่ไม่มีผู้อุทิศให้
                     ก็ไม่ได้ ส่วนบุญ หรือ อาหารนั้น.
             - สัตว์ใน บางภพภูมิ  มีอาหารในภพของตน และมีบุญที่ผู้อื่นอุทิศให้เป็นอาหาร ประกอบ พร้อมกับมีผู้อุทิศให้ส่วนนั้น และตนก็อนุโมทนาในบุญกุศลนั้นด้วย
                     สัตว์นั้น ( เปรตประเภทนั้น ) ก็ได้รับส่วนบุญ เป็นอาหารของตน ในทันที นั่นเอง

        ทั้งนี้  แม้เรา ซึ่งเป็นมนุษย์ มีอาหารของมนุษย์  ก็ควรทำ การอนุโมทนาในบุญกุศล ของผู้อื่น ทั้งที่อุทิศให้ หรือไม่อุทิศให้  เพราะแม้จะไม่ได้สำเร็จประโยชน์ทันที เหมือนพวกเปรตบางจำพวกนั้น
        แต่ก็เป็น บุญที่เกิดขึ้นการอนุโมทนา คือ การยินดีด้วยกับบุญกุศลของผู้อื่น ทั้งยังเป็นการฝึกฝน ความพอใจในการทำบุญกุศล นั้นๆ อีกด้วย.

        ต่อข้อถาม ที่ว่า
        "  ในสมัยพุทธกาล เคยมีพุทธพจน์เกี่ยวกับเรื่องอย่างนี้ หรือไม่ ? "

        ตอบว่า   มี  และเป็นกรณี คำถามเดียวกัน.

        จึงขอนำ พระสูตรดังกล่าว มาแสดงทั้งหมด เนื่องจากเห็นว่า จะเป็นประโยชน์อย่างกว้างขวาง ต่อเจ้ากระทู้ และผู้อ่านกระทู้นี้

พระไตรปิฎกเล่มที่ 24 พระสุตตันตปิฎก เล่ม 16
อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต จตุตถปัณณาสก์ ชานุสโสณีวรรค

ชาณุสโสณีสูตร
        [๑๖๖] ครั้งนั้นแล ชาณุสโสณีพราหมณ์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่
ประทับได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว
จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ท่านโคดมผู้เจริญ
พวกข้าพเจ้าได้นามว่าเป็นพราหมณ์ ย่อมให้ทาน ย่อมทำความเชื่อว่า ทานนี้ต้อง
สำเร็จแก่ญาติสาโลหิตผู้ล่วงลับไปแล้ว ขอญาติสาโลหิตผู้ล่วงลับไปแล้วจงบริโภค
ทานนี้ ท่านโคดมผู้เจริญ ทานนั้นย่อมสำเร็จแก่ญาติสาโลหิตผู้ล่วงลับไปแล้วหรือ
ญาติสาโลหิตผู้ล่วงลับไปแล้วเหล่านั้นย่อมได้บริโภคทานนั้นหรือ พระผู้มีพระภาค
ตรัสว่า ดูกรพราหมณ์ ทานนั้นย่อมสำเร็จในฐานะแล ย่อมไม่สำเร็จในอฐานะ ฯ
        ชา. ท่านโคดมผู้เจริญ ฐานะเป็นไฉน อฐานะเป็นไฉน ฯ
        พ. ดูกรพราหมณ์ บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์
ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ มีความ
อยากได้ของผู้อื่น มีจิตปองร้าย มีความเห็นผิด บุคคลนั้นเมื่อตายไปย่อมเข้าถึง
นรก เขาย่อมเลี้ยงอัตภาพอยู่ในนรกนั้น ย่อมตั้งอยู่ในนรกนั้น ด้วยอาหารของ
สัตว์นรก ดูกรพราหมณ์ ฐานะอันเป็นที่ไม่เข้าไปสำเร็จแห่งทานแก่สัตว์ผู้ตั้งอยู่นี้
แล เป็นอฐานะ ฯ
        ดูกรพราหมณ์ บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฆ่าสัตว์ ฯลฯ มีความเห็น
ผิด บุคคลนั้นเมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานนั้น ย่อมตั้งอยู่ในกำเนิด
สัตว์ดิรัจฉานนั้น ด้วยอาหารของสัตว์ผู้เกิดในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ดูกรพราหมณ์
แม้ฐานะอันเป็นที่ไม่เข้าไปสำเร็จแห่งทานแก่สัตว์ผู้ตั้งอยู่นี้แล ก็เป็นอฐานะ ฯ
        ดูกรพราหมณ์ บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์
จากการลักทรัพย์ จากการประพฤติผิดในกาม จากการพูดเท็จ จากการพูดส่อเสียด
จากการพูดคำหยาบ จากการพูดเพ้อเจ้อ ไม่มีความอยากได้ของผู้อื่น มีจิตไม่ปอง
ร้าย มีความเห็นชอบ บุคคลนั้นเมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของพวก
มนุษย์ เขาย่อมเลี้ยงอัตภาพในมนุษย์โลกนั้น ย่อมตั้งอยู่ในมนุษย์นั้นด้วยอาหารของ
มนุษย์ ดูกรพราหมณ์ แม้ฐานะอันเป็นที่ไม่เข้าไปสำเร็จแห่งทานแก่สัตว์ผู้ตั้งอยู่
นี้แล ก็เป็นอฐานะ ฯ
        ดูกรพราหมณ์ บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์
ฯลฯ มีความเห็นชอบ บุคคลนั้นเมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของเทวดา
เขาย่อมเลี้ยงอัตภาพอยู่ในเทวโลกนั้น ย่อมตั้งอยู่ในเทวโลกนั้น ด้วยอาหารของ
เทวดา ดูกรพราหมณ์ แม้ฐานะเป็นที่ไม่เข้าไปสำเร็จแห่งทานแก่สัตว์ผู้ตั้งอยู่นี้แล
ก็เป็นอฐานะ ฯ
        ดูกรพราหมณ์ บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฆ่าสัตว์ ฯลฯ มีความเห็น
ผิด บุคคลนั้นเมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงเปรตวิสัย เขาย่อมเลี้ยงอัตภาพอยู่ในเปรต
วิสัยนั้น ด้วยอาหารของสัตว์ผู้เกิดในเปรตวิสัย หรือว่ามิตร อำมาตย์หรือญาติ
สาโลหิตของเขา ย่อมเพิ่มให้ซึ่งปัตติทานมัยจากมนุษย์โลกนี้ เขาเลี้ยงอัตภาพอยู่
ในเปรตวิสัยนั้น ย่อมตั้งอยู่ในเปรตวิสัยนั้น ด้วยปัตติทานมัยนั้น ดูกรพราหมณ์
ฐานะอันเป็นที่เข้าไปสำเร็จแห่งทานแก่สัตว์ผู้ตั้งอยู่นี้แล เป็นฐานะ ฯ
        ชา. ท่านโคดมผู้เจริญ ก็ถ้าญาติสาโลหิตผู้ล่วงลับไปแล้วนั้น ไม่เข้าถึง
ฐานะนั้น ใครเล่าจะบริโภคทานนั้น ฯ
        พ. ดูกรพราหมณ์ ญาติสาโลหิตผู้ล่วงลับไปแล้วแม้เหล่าอื่นของทายกนั้น
ที่เข้าถึงฐานะนั้นมีอยู่ ญาติสาโลหิตเหล่านั้นย่อมบริโภคทานนั้น ฯ
        ชา. ท่านโคดมผู้เจริญ ก็ถ้าญาติสาโลหิตผู้ล่วงลับไปแล้วนั้น ไม่เข้าถึง
ฐานะนั้น และญาติสาโลหิตผู้ล่วงลับไปแล้วแม้เหล่าอื่นของทายกนั้น ก็ไม่เข้าถึง
ฐานะนั้น ใครเล่าจะบริโภคทานนั้น ฯ
        พ. ดูกรพราหมณ์ ฐานะที่จะพึงว่างจากญาติสาโลหิตผู้ล่วงลับไปแล้ว
โดยกาลช้านานเช่นนี้ มิใช่ฐานะมิใช่โอกาสที่จะมีได้ อีกประการหนึ่ง แม้ทายก
ก็เป็นผู้ไม่ไร้ผล ฯ
        ชา. ท่านโคดมผู้เจริญ ย่อมตรัสกำหนดแม้ในอฐานะหรือ ฯ
        พ. ดูกรพราหมณ์ เรากล่าวกำหนดแม้ในอฐานะ ดูกรพราหมณ์ บุคคล
บางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฆ่าสัตว์ ... มีความเห็นผิด บุคคลนั้นย่อมให้ข้าว น้ำ ผ้า
ยาน มาลา ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก และเครื่องประทีป แก่
สมณพราหมณ์ บุคคลนั้นเมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของช้าง เขาย่อม
ได้ข้าว น้ำ มาลาและเครื่องอลังการต่างๆ ในกำเนิดช้างนั้น ดูกรพราหมณ์
ข้อที่บุคคลเป็นผู้ฆ่าสัตว์ ... มีความเห็นผิด ผู้นั้นเมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็น
สหายของช้างด้วยกรรมนั้น และข้อที่ผู้นั้นเป็นผู้ให้ข้าว น้ำ ยาน มาลา ของ
หอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก และเครื่องประทีป แก่สมณพราหมณ์ ผู้นั้น
ย่อมได้ข้าว น้ำ มาลาและเครื่องอลังการต่างๆ ในกำเนิดช้างนั้นด้วย
กรรมนั้น ฯ
         ดูกรพราหมณ์ อนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฆ่าสัตว์ ... มีความ
เห็นผิด บุคคลนั้นย่อมให้ข้าว น้ำ ผ้า ยาน มาลา ของหอม เครื่องลูบไล้
ที่นอน ที่พัก และเครื่องประทีปแก่สมณพราหมณ์ ผู้นั้นเมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความ
เป็นสหายของม้า ... ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของโค ... ย่อมเข้าถึงความเป็น
สหายของสุนัข เขาย่อมได้ข้าว น้ำ มาลาและเครื่องอลังการต่างๆ ในกำเนิด
สุนัขนั้น ดูกรพราหมณ์ ข้อที่บุคคลเป็นผู้ฆ่าสัตว์ ... มีความเห็นผิด บุคคลนั้น
เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของสุนัข ด้วยกรรมนั้น และข้อที่ผู้นั้น
เป็นผู้ให้ข้าว น้ำ ผ้า ยาน มาลา ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก และ
เครื่องประทีป แก่สมณพราหมณ์ ผู้นั้นย่อมได้ข้าว น้ำ มาลาและเครื่องอลังการ
ต่างๆ ในกำเนิดสุนัขนั้น ด้วยกรรมนั้น ฯ
        ดูกรพราหมณ์ บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์
จากการลักทรัพย์ จากการประพฤติผิดในกาม จากการพูดเท็จ จากการพูดส่อเสียด
จากการพูดคำหยาบ จากการพูดเพ้อเจ้อ ไม่มีความอยากได้ของผู้อื่น มีจิตไม่
ปองร้าย มีความเห็นชอบ ให้ข้าว น้ำ ผ้า ยาน มาลา ของหอม เครื่องลูบ
ไล้ ที่นอน ที่พัก และเครื่องประทีป แก่สมณพราหมณ์ บุคคลนั้นเมื่อตายไป
ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของพวกมนุษย์ เขาย่อมได้เบญจกามคุณอันเป็นของ
มนุษย์ในมนุษย์โลกนั้น ดูกรพราหมณ์ ข้อที่บุคคลเป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์
ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ
ไม่มีความอยากได้ของผู้อื่น มีจิตไม่ปองร้าย มีความเห็นชอบ ผู้นั้นเมื่อตายไป
ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของมนุษย์ ด้วยกรรมนั้น และข้อที่ผู้นั้นเป็นผู้ให้ข้าว
น้ำ ผ้า ยาน มาลา ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก และเครื่อง
ประทีป แก่สมณพราหมณ์ บุคคลนั้นย่อมได้เบญจกามคุณอันเป็นของมนุษย์ใน
มนุษย์โลกนั้น ด้วยกรรมนั้น ฯ
        ดูกรพราหมณ์ อนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่า
สัตว์ ฯลฯ มีความเห็นชอบ บุคคลนั้นย่อมให้ข้าว น้ำ ยาน มาลา ของหอม
เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก และเครื่องประทีป แก่สมณพราหมณ์ บุคคลนั้นเมื่อ
ตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของเทวดา เขาย่อมได้เบญจกามคุณ อันเป็น
ทิพย์ในเทวโลกนั้น ดูกรพราหมณ์ ข้อที่บุคคลเป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ ฯลฯ
มีความเห็นชอบ ผู้นั้นเมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของพวกเทวดา
ด้วยกรรมนั้น และข้อที่ผู้นั้นเป็นผู้ให้ข้าว น้ำ ผ้า ยาน มาลา ของหอม เครื่อง
ลูบไล้ ที่นอน ที่พัก และเครื่องประทีป แก่สมณพราหมณ์ บุคคลนั้นย่อมได้
เบญจกามคุณอันเป็นทิพย์ในเทวโลกนั้น ด้วยกรรมนั้น ดูกรพราหมณ์ แม้ทายก
ก็เป็นผู้ไม่ไร้ผล ฯ
        ชา. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ น่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีแล้ว ข้าแต่พระโคดม
ผู้เจริญ ข้อที่แม้ทายกก็เป็นผู้ไม่ไร้ผลนี้ เป็นของควรเพื่อให้ทานโดยแท้ เป็นของ
ควรเพื่อกระทำศรัทธาโดยแท้ ฯ
        พ. ดูกรพราหมณ์ ข้อนี้เป็นอย่างนี้ๆ ดูกรพราหมณ์ แม้ทายกก็เป็นผู้
ไม่ไร้ผล ฯ
        ชา. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ฯลฯ
ขอพระโคดมผู้เจริญโปรดทรงจำข้าพระองค์ว่า เป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต
ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฯ

จบสูตรที่ ๑๐
จบชาณุสโสณีวรรคที่ ๒


ที่มา :
        พระไตรปิฎกเล่มที่ 24 พระสุตตันตปิฎก เล่ม 16
        อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต จตุตถปัณณาสก์ ชานุสโสณีวรรค
        ชาณุสโสณีสูตร
http://dharma.school.net.th/cgi-bin/stshow.pl?book=24&lstart=6420&lend=6523

หมายเหตุ :
        คำว่า  ฐานะ ในพระสูตร แปลว่า เป็นไปได้
        คำว่า อฐานะ แปลว่า เป็นไปไม่ได้.

 จากคุณ : ฐานาฐานะ [ 29 มี.ค. 2546 / 02:37:42 น. ]
     [ IP Address : 203.118.74.50 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (วสันต์)

เราเห็นว่า การที่บอกว่า คนทั้งหลายทำบุญ บุญนั้นจะได้แก่ตัวเขาเองนี้ก็จริง
เราเห็นว่า การที่คนทั้งหลาย ทำบุญแทนกัน นั้นได้ นี้ก็จริง
สิ่งที่เราจะแสดงความเห็น เพื่ออธิบาย
การที่ คนทั้งหลายทำบุญ บุญนั้นจะได้แก่ตัวเขาเองนี้ก็จริง เป็นอย่างไร
เมื่อคนทั้งหลายพึ่งทำกิจทั้งหลาย อย่างใส่ใจอยู่ ใจของเขาย่อมเกิดอารมณ์ ว่าเรา ทำกิจอย่างนั้น ไม่ใช่ อย่างอื่น เมื่อเขาทำกิจ ของเขา นั้น จะรู้ว่า เสร็จ เมื่อไร บรรลผลแล้ว เมื่อเขาพอใจ ก็อย่างนี้ละที่เรากล่าว ผลบุญเกิดแก่เขาแล้ว
ยังมีคนบางคนพึงเห็นอยู่ เขาไม่ใส่ใจ อารมณ์ไม่เกิดแก่เขา เขาย่อม ไม่รู้ การทำกิจนั้น
จะเสร็จ พอใจตรงไหน ใจของไม่รู้ว่านี้ เราจะพอเท่านี้ เห็นเพียงว่า เสร็จ เพราะคนอื่นทำเสร็จ อันเรากล่าว่าเขามีผล บญอันเสร็จได้น้อย หรือไม่ได้

 จากคุณ : วสันต์ [ 29 มี.ค. 2546 / 23:39:05 น. ]
     [ IP Address : 203.107.130.11 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (วสันต์)

การที่คนทั้งหลาย ทำบุญแทนกัน นั้นได้ นี้ก็จริง เป็นอย่างไร
ก็เมื่อคนทั้งหลายพึงใจในการทำกิจ อย่างใส่ใจอยู่ ใจของเขาย่อมเกิดอารมณ์ ว่าเรา ทำกิจอย่างนั้น ไม่ใช่ อย่างอื่น เมื่อเขาทำกิจ ของเขา นั้น จะรู้ว่า เสร็จ เมื่อไร
กิจเราจะยังไม่บริบูรณ์ เราจะพึงหา บุคคลมาช่วยทำ ร่วมทำ ทำกิจประกอบกัน
ลงทรัพย์ ลงแรง ลงความเห็น ร่วมกันแล้ว หรือแม้แต่ว่า เขาจะพึงทำอย่างใดอย่างหนึ่ง แม้อย่างเดียว แล้วผู้อื่นทำแทนเรา ถ้าใส่ใจ ว่าเราทำกิจที่เราพึ่งทำร่วม ให้บริบูรณ์ เราก็กล่าว คนเหล่านั้นก็พึ่งได้อยู่ คือผลบญอัน บริบูรณ์

 จากคุณ : วสันต์ [ 29 มี.ค. 2546 / 23:52:12 น. ]
     [ IP Address : 203.107.130.11 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (วสันต์)

คนบางคนทำบุญอย่างนี้ เราจะพึงให้ผู้อื่นทำแทนทั้งหมด เราพึงเป็นเพียงผู้ใส่ชื่อ ใจของเขาไม่มีอารมณ์ ใส่ใจว่า ไม่ลง ทรัพย์ ไม่ลงแรง ไม่ลงความเห็น เราก็กล่าว เขาพึงได้ ผลบุญน้อย หรือไม่ได้

 จากคุณ : วสันต์ [ 29 มี.ค. 2546 / 23:59:52 น. ]
     [ IP Address : 203.107.130.11 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!