นิยายธรรมะค่ะ
 เนื้อความ :

เกริ่นนำ

ธรรมสวัสดีเพื่อนๆพี่ๆ และญาติมิตรทางธรรมทุกท่าน

กระทู้นี้มีนิยายธรรมะเบาๆมาฝากค่ะ หลังจากปรึกษากับพี่ดังตฤณมาก่อนหน้า ว่าคงพอจะทำให้ลานธรรมดูคึกคักและมีสีสันขึ้นมาบ้าง แต่ยังไม่ทำการเผยแพร่ไปในวงกว้างค่ะ เพราะนิยายเรื่องนี้ยังอยู่ในระหว่างการประกวดและการพิจารณาของคณะกรรมการ ...(ขออนุญาตไม่เปิดเผยนะคะ)...ซึ่งจะทราบผลอย่างเป็นทางการในเร็ววันนี้ ระหว่างนี้ขอให้ช่วยกันอ่านและลุ้นไปพลางๆก่อนค่ะ :)

ถือโอกาสนี้ตั้งสัจจะอธิษฐาน _/|\_ _/|\_ _/|\_

ขอให้การเผยแพร่นิยายธรรมะเป็นธรรมทานในครั้งนี้ เป็นสิ่งเอื้อให้ผู้ที่ได้เข้ามาอ่านเกิดประโยชน์ใดๆก็ตาม ที่พึงมีในเส้นทางอริยมรรค และขอให้ผลบุญนั้นๆ ส่งผลให้การเจริญสติสัมปชัญญะของข้าพเจ้ามีความต่อเนื่อง อย่าให้มีอุปสรรคใดๆขัดขวางการภาวนา ไม่ว่าจะสิ้นสุดชาตินี้หรือสืบต่อไปในชาติไหนๆ พร้อมทั้งขอขมาแก่พระรัตนตรัย ที่ทำให้เกิดความขุ่นข้องใดๆอันเกิดจากนิยายเรื่องนี้มา ณ ที่นี้ฯ

หากท่านใดพบความผิดพลาดและได้กรุณาแนะนำไว้ จะขอขอบพระคุณมากค่ะ...

 จากคุณ : วิลาศินี [ 19 มี.ค. 2546 / 23:58:44 น. ]
     [ IP Address : 203.185.99.48 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (วิลาศินี)

เทวินทร์วตี

บทที่ ๑

ณ ห้องทรงพระอักษรขององค์รัชทายาท ราชคฤห์นคร ในคืนเดือนเพ็ญ


“รอยยิ้มประพิมพ์ประพายนั้นคล้ายคลึงกับพระมารดายิ่งนัก ผิว์แต่ว่าพระธิดาองค์นี้มิได้มีพระเนตรนิ่งและเย็นเช่นองค์ขัตติยะนารีกษัตริย์ หากแฝงไว้ด้วยแววซุกซนและความฉลาดรอบรู้ทัดเทียมกับพระเชษฐาทั้งสาม พระฉวีวรรณผุดผ่องพรรณรายนั้น แม้แสงจันทร์วันเพ็ญที่ว่าสุกสกาวแล้ว ยังต้องหลบลี้หนีเข้ากลีบเมฆเมื่อทรงเงยพระพักตร์มองผ่านพระบัญชรแล้วร้องหา จันทราเอย เจ้าอยู่ที่ไหน ไยไม่ออกมาส่องแสงให้ข้าได้ชื่นชมบ้าง…“

“จันทราก็จะตอบนางว่า ข้าไม่อาจสาดแสงจันทร์อันหมองมัวมาแข่งกับรัศมีจากพระฉวีวรรณอันเรืองรองของพระองค์ได้หรอก โอ นางช่างงามแท้ งามกว่าหญิงใดในสามโลก นี่คือสิ่งที่ท่านอยากนำเสนอเราต่อไปใช่ไหมท่านอำมาตย์? “

เสียงขัดจังหวะสอดแทรกนั้นยั่วเย้าอยู่ในที อำมาตย์ผู้ชราเงยหน้าก่อนถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วก้มลงสนองพระโอษฐ์
“พะย่ะค่ะ“
“เช่นนั้น เราจึงควรรับสั่งแต่โดยไว ว่าโอ้อำมาตย์เอย เราคงไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้หากไม่ได้เชยชมนางผู้นั้นในเร็ววัน ดังนั้นท่านจงรีบไปสู่สาวัตถีนครเพื่อไปรับนางมาเป็นมเหสีของเรา ณ บัดนี้ อย่างนั้นหรือ? “

ครานี้กระแสรับสั่งนั้นประหนึ่งว่ากลั้นเสียงหัวเราะเอาไว้เต็มที อำมาตย์ชราส่ายหน้าก่อนกราบทูลอย่างเหนื่อยอ่อน

“ข้าพระองค์ไม่ได้ล้อเล่นนะฝ่าบาท ทรงทบทวนให้ดีเถิดพะย่ะค่ะ ราชธิดาพระองค์นี้เป็นบรรณาการจากแคว้นโกศล ผู้จะมาดำรงตำแหน่งเป็นมหารานีของพระองค์ในวันข้างหน้า ทั้งพระชนมายุของพระองค์ก็สมควรจะมีพระชายาได้แล้ว หากพระราชบิดาทรงสละพระราชบัลลังก์เมื่อใด เจ้าชายเทวินทร์วรมันต์ของข้าพระบาท จะต้องขึ้นเถลิงราชเป็นพระจักรพรรดิ และไม่มีเวลามาตรัสล้อเล่นอย่างนี้ได้อีกแล้วนะพะย่ะค่ะ“

“อ้อ...“ ว่าที่กษัตริย์หนุ่มรับคำเสียงแผ่ว
“อ้อ“ หากแต่อำมาตย์ชราทวนคำเสียงหลง “ทรงรับสั่งเพียงเท่านี้เองหรือพะย่ะค่ะ“
“ท่านจะให้เรารับสั่งว่ากระไรล่ะ? “
“ไม่ทราบสิฝ่าบาท ข้าพระองค์จนปัญญาแล้ว“
ท่าทีของอำมาตย์ชราก็ดูจนปัญญาดังว่า พระโอรสจึงได้โอนอ่อนลงบ้าง
“เอาเถอะ ท่านอำมาตย์ช่วยกลับไปยังปาฏลีบุตรทูลเสด็จพ่อด้วยว่าเราไม่ขัดข้อง จะจัดพิธีการอะไรก็ทำไปตามธรรมเนียมเถิด เพียงแต่เราไม่เต็มใจและไม่เห็นด้วยเท่านั้น“
พระสุรเสียงครานี้คืนความหนักแน่นและมีอำนาจอย่างที่เชื้อพระวงค์ขององค์เทวราชาพึงมี อำมาตย์ชราสบพระเนตรว่าที่จักรพรรดิที่ตนคอยดูแลมาแต่เล็ก แล้วสัมผัสได้ถึงความว้าวุ่นในพระทัยของนายเหนือหัว พระราชบุตรองค์นี้เป็นพระราชโอรสองค์เดียวของพระอัครมเหสี จึงมียศเหนือกว่าพระโอรสและมเหสีอีกนับร้อยนับพันในราชวัง

แต่เหมือนดังว่าไม่เคยพอพระทัยในตำแหน่งที่ตนได้รับ พระเนตรรันทดนั้นปรากฏหลายคราเมื่อเข้าไปถวายบังคมพระราชมารดาที่ประทับอยู่เดียวดายในวังหลวง รอคอยการแวะเวียนมาของพระราชบิดาที่ยังมิอิ่มเอมในพระราชกิจต่อมเหสีองค์รองอีกนับร้อย

และแม้ไม่เคยแย้มพระโอษฐ์ตัดพ้อต่อว่าพระราชบิดาเลยแม้เพียงครั้ง แต่สายตาอำมาตย์ชราก็มองออก  ว่าองค์จักรพรรดิแห่งมคธองค์ต่อไปพระองค์นี้ มิได้ทรงใส่พระทัยที่จะเดินตามรอยพระบาทของราชบิดาเลยแม้แต่นิด…

กระแสลมพัดผ่านบัญชรของพระที่นั่งหมุนวนอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงพัดพาเอาความวังเวงไปยังแดนไกล ท่ามกลางความหนาวเย็นของไอน้ำค้างในช่วงเวลาเดียวกัน หากแต่ข้ามไปยังอีกฝั่งของขอบแคว้นมคธไปจรดเทือกเขาหิมาลัย ดวงใจอีกหนึ่งดวงก็กำลังรำพึงรำพันกับดวงจันทร์อย่างหม่นหมอง

“จันทราเอย เจ้าอยู่ที่ไหน ไยไม่ออกมาส่องแสงให้ข้าได้เชยชมบ้าง ช่างไร้น้ำใจเสียจริง คืนนี้คืนเดือนเพ็ญแท้ๆ แทนที่เจ้าจะออกมาสาดแสงปลอบประโลมข้าบ้าง กลับหนีไปอุดอู้อยู่แต่หลังหมู่เมฆเสียได้”

พระสุรเสียงแผ่วเบานั้นลอดผ่านพระบัญชรลอยลมออกมาแล้วกลืนหายไปกับความเงียบงันของราตรี พระเทวีผู้มีสิริโฉมงดงามเอื้อมพระหัตถ์เปิดม่านบัญชรออกโล่งแล้วเงยพระพักตร์ขึ้นมองฟ้า นิ่งรอจนแน่พระทัยว่าไม่มีผู้ใดขานรับจึงรำพันต่ออย่างหม่นหมอง

“จันทราวตีเอย ใครที่ไหนจะมาตอบเจ้า พระจันทร์สนทนากับใครได้เสียที่ไหน เอาเถิด ไม่ตอบข้าก็ไม่เป็นไรจันทร์เจ้าขา ฟังข้าต่ออีกสักนิดเถิด”

“ข้ากำลังจะแต่งงาน จันทร์เจ้าเชื่อไหม แต่งกับเจ้าชายจากต่างเมือง ที่สง่างามทัดเทียมกับพระเชษฐาของข้า พระปรีชาสามารถนั้นเกรียงไกรไปทั่วแดน พระสิริโฉมเล่าก็งดงามดังเทวะประสาทพรของชายงามมาให้

นิยายประโลมโลกอย่างนี้ข้าฟังมาตั้งแต่เล็ก สนุกนักหรือ? ไม่ล่ะ น่าขำสิ้นดี เจ้าชายผู้สง่างามแห่งแคว้นมคธ กระทำการอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงผู้เลอโฉมแห่งนครสาวัติถีอันเป็นบรรณาการชั้นดีจากแคว้นโกศล! ยกย่องข้าอย่างราชินีได้สักสิบราตรีไม่น่าเกิน จากนั้นคงเที่ยวหาบรรณาการจากเมืองอื่นไปบำรุงบำเรอใหม่ไม่รู้จบ ประเพณีนี้ควรสิ้นสุดลงเสียทีเจ้าคิดเหมือนข้าไหม หากแต่ข้าจะทำอย่างไรเล่าจันทร์เจ้าขา ข้าไม่อำนาจใดๆไปขัดขืนราชานุภาพ นี่ข้าต้องแต่งงานจริงๆหรือ”

ดวงจันทร์ยังคงลอยอ้อยอิ่งอยู่หลังหมู่เมฆ ไม่มีเสียงขับขานใดๆให้พระทัยคลายความกังขา พระธิดาจึงตัดบทเอาเสียดื้อๆ
“ไม่มีทาง ข้าไม่ยอมง่ายๆหรอก ฟังไว้นะจันทรา ข้าจะต้องหาทางล้มเลิกงานแต่งงานครั้งนี้ให้ได้…”

ในคืนนั้น ม่านบัญชรเปิดกว้าง พระธิดาโฉมงามนั่งสนทนาอยู่เพียงลำพังกับดวงจันทราที่ยังหลบลี้หนีหน้าอยู่หลังหมู่เมฆไปจนถึงรุ่งสาง ขณะที่สายลมแห่งกาลเวลายังคงพัดพาเรื่อยไปไม่สิ้นสุด คล้ายกับจะอาสาทำหน้าที่นำพาบุคคลที่มีชะตาต้องกันให้มาพานพบกันไม่วันใดก็วันหนึ่ง

ยิ่งดื้อดึงเท่าไร ก็ดูประหนึ่งว่าจะยิ่งกรรโชกแรงขึ้นไปเท่านั้น…

๛๛๛

 จากคุณ : วิลาศินี [ 20 มี.ค. 2546 / 00:04:01 น. ]
     [ IP Address : 203.185.99.48 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (วิลาศินี)

บทที่ ๒

อรุณรุ่ง ณ วิหารบุพพาราม นครสาวัตถี


ด้วยว่าพระธิดาองค์น้อยเสด็จมาถวายทานอยู่เนืองนิจ จึงไม่มีใครผิดสังเกตว่าวันนี้จะทรงมาเช้ากว่าปกติ ทั้งยังรับสั่งให้นางสนมคอยอยู่เบื้องนอกเหมือนที่เคยทำมา ครั้นถึงในพระวิหารก็ทรงประทับนั่งอยู่เบื้องล่างอันต่ำกว่าอาสนะพระภิกษุผู้ทำการเทศน์ถวาย ในที่นี้จึงทรงเป็นอุบาสิกาดรุณีคนหนึ่ง ไม่ได้แตกต่างจากอีกหลายนางที่นั่งอยู่ใกล้ๆเท่าใดนัก

“ทูลพระธิดาเพคะ เสด็จมาแต่เช้า ข้าพระองค์ไม่ทันออกไปรับเสด็จ”
อุบาสิกานางหนึ่งที่เป็นรุ่นราวคราวเดียวกันเข้ามาทักทายอย่างนอบน้อม
“ใครว่า ฉันมาสายจนไม่ทันช่วยเธอเตรียมภัตตาหารด้วยซ้ำ เอ้ะ เมื่อครู่ฉันยังเห็นเธออยู่หน้าโรงทานอยู่เลย”
“มิได้เพคะ นั่นพี่สาวของข้าพระองค์ต่างหาก”
“ตายจริง ฉันขอโทษ ทุกทีฉันจะแยกได้”

“ไม่เป็นไรหรอกเพคะ น้อยคนนักจะทักลูกหลานของคุณทวดวิสาขา ถูก ว่าแต่วันนี้พระธิดาทรงพาพระพักตร์หมองอย่างนี้มาฟังธรรม ไม่สมกับเป็นพระธิดาจันทราวตีที่หม่อมฉันรู้จักเลยเพคะ”
“ทำเป็นรู้ดีไป เธอเล่าภาวิณี พักนี้ฉันไม่เห็นหน้าเห็นตาเลย มัวแต่ไปทำอะไรอยู่”
“ไม่ทราบหรือเพคะ”
ภาวิณีตั้งปริศนาแทนคำตอบ
“พักนี้ฉันยุ่งๆอยู่ในวัง เรื่องของฉันก็วุ่นวายเอาการอยู่ เธอมีอะไรก็บอกมาเถอะ อย่าให้ฉันเดาเลย”
พระธิดาตรัสปฏิเสธเสียงอ่อนล้า

“ข้าพระองค์ต้องเตรียมการเดินทางไปนครเวสาลีเพคะ พระภิกษุผู้อาวุโสหลายรูปในวิหารบุพพารามมีความจำเป็นจะต้องเดินทางไปที่นั่น แล้วไหนจะพวกอุบาสกอุบาสิกาที่ประสงค์จะติดตามไปด้วย ครอบครัวข้าพระองค์จำเป็นต้องคอยดูแลเรื่องข้าวปลาอาหารและเครื่องใช้ต่างๆไม่ให้บกพร่อง”
“เวสาลี ไปทำไมที่นั่น”

“โอ…พระธิดาไปอยู่ที่ไหนมาเพคะ เอ้อ ขอประทานอภัยเพคะ ข้าพระองค์นึกว่าพระธิดาเป็นเพื่อนหญิงคนหนึ่ง”
“เธอเข้าใจถูกแล้ว ฉันเป็นเพื่อนเธอ แต่ฉันกลับพลาดเรื่องสำคัญของเธอได้ เล่ามาสิ ฉันอยากรู้”
“เพคะ ก่อนอื่น คงจะทรงทราบดีว่าถึงเวลานี้ การปรินิพพานของพระพุทธองค์ผ่านมาได้ ๑๐๐ ปีแล้ว”
“จ้ะ ฉันยังนึกเสียดายอยู่ทุกวัน ที่เกิดมาไม่ทันพระองค์ท่าน แล้วตอนนี้เกิดอะไรขึ้นกับพุทธศาสนาที่เมืองเวสาลีเล่า”

“เพคะ เมื่อหลายเดือนก่อน พระภิกษุชาวเมืองเวสาลี ได้แตกกันออกเป็น ๒ ฝ่าย อันเนื่องมาจากความขัดแย้งกันในเรื่องวัตถุ ๑๐ ประการที่ภิกษุวัชชีบุตรนำมาแสดง ว่ากันตามพระวินัยแต่เดิมมาวัตถุเหล่านั้นล้วนเป็นของผิดพระธรรมวินัยทุกข้อ แต่กลับนำมาใช้เป็นข้อวัตรปฏิบัติที่เป็นที่รู้กันเฉพาะกลุ่ม”
“แล้วชาวเมืองเวสาลีไม่คัดค้านกันหรือ”
ภาวิณีพยักหน้าในเชิงปฏิเสธ
“ไม่เพคะ เขาไม่รู้พระวินัย พอมีพระยสะ ซึ่งเป็นพระมาจากที่อื่นไปยังอุโบสถของภิกษุพวกวัชชีบุตรเหล่านั้น ได้รับรู้ความประพฤติที่ย่อหย่อน และได้เห็นพฤติกรรมการเรี่ยไรเงินพวกอุบาสกที่มาทำบุญเพื่อเป็นค่าบริขารของพระสงฆ์ พระยสะจึงได้กล่าวติเตียนภิกษุชาววัชชีว่า
การกระทำเช่นนี้ขัดต่อพุทธบัญญัติ เป็นความผิดทั้งผู้รับทั้งผู้ถวาย และเทศนาจนเหล่าทายกทายิกาเข้าใจและเกิดความเลื่อมในตัวท่านเป็นอันมาก เป็นเหตุให้ภิกษุชาววัชชีโกรธคิดจะลงโทษพระยสะโดยการขับไล่ออกเสียจากหมู่คณะ”

“เหตุการณ์วุ่นวายใหญ่เลยสิ”
เจ้าหญิงสดับฟังและเอ่ยถามอย่างสนพระทัย

“เพคะ ในครั้งนั้นภิกษุชาววัชชีถึงกับพากันไปห้อมล้อมกุฏิของพระยสะ แต่ท่านทราบเสียก่อนจึงได้หลบหนีไปยังเมืองอื่นและได้รวบรวมพระภิกษุจากเมืองปาวาและเมืองอวันตีไปยังสหชาตินคร เพื่อนิมนต์พระเรวตเถระเป็นองค์ประธานในการประชุม

ในครั้งแรกเหล่าภิกษุฝ่ายของพระยสะหรือภิกษุฝ่ายวินัยวาที คิดจะพิจารณาหาทางระงับอธิกรณ์ที่สหชาตินครนั้น แต่พระเรวตะเสนอว่า อธิกรณ์เกิดขึ้นที่ใดควรไประงับเสียที่นั่น จึงกำหนดสถานที่เป็นวาลิการามที่เมืองเวสาลี ขณะนี้ก็กำลังเป็นเวลารวมตัวของพระอรหันต์ตามแคว้นต่างๆ เพื่อไปร่วมการประชุมยังเมืองเวสาลีเพคะ”

“เรื่องเป็นมาอย่างนี้นี่เอง เธอจึงคิดจะไปร่วมงานด้วย ดีจริง ฉันขออนุโมทนา”
“ข้าพระองค์ไม่ได้ไปทำอะไรมากหรอกเพคะพระธิดา ที่ประชุมสงฆ์ย่อมไม่ต้องการ ให้ฆราวาสไปวุ่นวายมากนัก เหล่าอุบาสกอุบาสิกาทำได้ก็แต่เพียงจัดสถานที่ให้สะดวกสบายและเตรียมภัตตาหารอยู่เบื้องนอก”

เห็นว่าคู่สนทนารับฟังแล้วนั่งนิ่ง ภาวิณีจึงเอ่ยถาม
“ทรงคิดอะไรอยู่เพคะ”
“ไม่ทราบหรือภาวิณี”
ตรัสถามด้วยพระสุรเสียงกระเซ้าเย้าแหย่บ้าง
“ไม่ทราบหรอกเพคะ ข้าพระองค์ไม่ได้มีเจโตปริยญาณ เสียหน่อย ไฉนเลยจะล่วงรู้พระทัยของพระธิดาได้”
“เช่นนั้นเธอจงฟัง ฉันมีแผนการสำคัญที่เพิ่งคิดได้เมื่อครู่ เอียงหูมาใกล้ๆสิ ต่อไปนี้จะเป็นความลับระหว่างเราสองคน”

๛๛๛

 จากคุณ : วิลาศินี [ 20 มี.ค. 2546 / 00:07:10 น. ]
     [ IP Address : 203.185.99.48 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (วิลาศินี)

แทรกแผนที่ชมพูทวีปให้ดูคั่นเวลาค่ะ




ต่อบทที่ ๓ คืนนี้เลยดีกว่า

 จากคุณ : วิลาศินี [ 20 มี.ค. 2546 / 00:10:27 น. ]
     [ IP Address : 203.185.99.48 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (วิลาศินี)

บทที่ ๓

ล่วงเข้าเวลาสาย ภายในเวฬุวันกลันทกนิวาปสถาน ณ กรุงราชคฤห์


ในรัชสมัยของพระเจ้าพิมพิสารเมื่อครั้งพุทธกาลนั้นราชธานีของแคว้นมคธตั้งอยู่ ณ นครราชคฤห์ ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงไปตั้งแต่ครั้งพระเจ้าอชาตศัตรูปลงพระชนม์พระราชบิดาแล้วขึ้นครองราชย์ แล้วเคลื่อนย้ายไพร่พลไปยังเมืองปาฏลีบุตรทางฝั่งใต้ของแม่น้ำคงคา ต่อมาพระโอรสนามว่าอุทัยภัทรก่อกบฏจับพระเจ้าอชาตศัตรูสำเร็จโทษแล้วชิงเอาราชสมบัติก็ได้ย้ายราชธานีไปตั้งไว้ที่กุสุมาปุระ ขึ้นเป็นที่ประทับบนฝั่งแม่น้ำคงคาห่างจากกรุงปาฏลีบุตรไปไม่ไกล

ในเวลาต่อมาพระเจ้าอุทัยภัทรก็กลับถูกพระโอรสนามว่าอุนุรุทธะปลงพระชนม์ และกษัตริย์พระองค์ใดเสวยราชย์อยู่ไม่ช้าก็ถูกพระโอรสปลงพระชนม์ซ้ำรอยเดิม เป็นเรื่องกรรมสนองกรรมเรื่อยมาจนไพร่ฟ้าประชาชนให้สมญานามราชวงศ์นี้ว่าราชวงศ์ปิตุฆาตหรือราชวงศ์ลูกฆ่าพ่อ

เวลาล่วงเลยจนเกือบร้อยปีหลังพุทธปรินิพพาน ในที่สุดประชาชนทนอยู่ภายใต้การปกครองกษัตริย์วงศ์ปิตุฆาตไม่ไหว ก็พากันปฏิวัติขึ้นจับองค์กษัตริย์สำเร็จโทษ แล้วเชิญอำมาตย์ผู้หนึ่งชื่อ ”สุสูนาค” ขึ้นครองราชสมบัติ วงศ์กษัตริย์สายพระเจ้าพิมพิสารสิ้นสุดลงในเวลานั้น พระเจ้าสูสุนาคได้ทำการย้ายราชธานีอีกครั้ง ได้ขยายอำนาจของมคธให้แผ่ไปถึงแคว้นโกศล แคว้นวัชชี และแคว้นอวันตี ล้วนตกเป็นเมืองขึ้นของแคว้นมคธทั้งหมด ต่อมาจึงให้การสถาปนาพระโอรสนามว่า “กาฬาโศก” ขึ้นครองราชสมบัติ

พระเจ้ากาฬาโศกกลับให้ย้ายราชธานีไปยังปาฏลีบุตรใหม่ เมืองขึ้นเมืองออกทั้งหลายที่เคยเป็นราชธานีจึงทรงมีพระราชบัญชาให้พระโอรสที่ประสูตจากอัครมเหสีและอัครมเหสีองค์รองทั้งสิบพระองค์แยกย้ายกันไปดูแล

ปราสาทดั้งเดิมในราชคฤห์จึงถูกแปรเป็นพระที่นั่งให้เทวินทร์วรมันต์ราชโอรสใช้เป็นที่ประทับในยามที่ทรงมีพระประสงค์ และในเช้าวันนี้ แม้ในท้องพระโรงจะยังเต็มไปด้วยอำมาตย์ที่อยู่ให้คำปรึกษาว่าราชการงานแผ่นดิน แต่เจ้าชายผู้เป็นราชโอรสขององค์ประธานในที่ประชุม กลับมาเดินเตร็ดเตร่อยู่ใต้ร่มไม้บริเวณเวฬุวันวิหารด้วยความสำราญใจ

ข้างกายเจ้าชายนั้นมีพระสหายในวัยไล่เลี่ยกันอยู่หนึ่งคน หากไม่ต่างกันด้วยฐานันดรศักดิ์และอาภรณ์ที่สวมใส่ บุรุษหนุ่มทั้งสองที่เดินเคียงกัน ก็ไม่ต่างจากพี่น้องร่วมสายเลือดที่มากอดคอเล่าสารทุกข์สุขดิบให้กันฟังอยู่ริมศาลามากนัก ภายใต้เงาของป่าไผ่อันร่มเย็น เหล่ากระแตตัวน้อยคุดคู้อยู่ในโพรงมีเพียงหมู่นกสาลิกาเท่านั้นที่บินวนเริงร่ามาเกาะบนกิ่งไม้และเงี่ยหูฟังอย่างสอดรู้สอดเห็น

“ไม่ทรงทราบข่าวนี้เลยหรือพะย่ะค่ะฝ่าบาท”
“อืมม์ เราไม่ได้มาฟังธรรมที่วิหารทุกวันเหมือนเจ้านี่ศรีราม เรื่องที่อยากรู้ก็ไม่ได้รู้ เรื่องที่ไม่อยากรู้แย่งกันทูลเสียให้วุ่น”
“ถ้าเช่นนั้น ทรงจำประวัติศาสตร์เมื่อครั้งปฐมสังคายนาในนครของเราในอดีตได้หรือไม่พะย่ะค่ะ”

“จำได้สิ เรื่องการชำระพระธรรมวินัยอันมีพระมหากัสสปะเถระเป็นองค์ประธาน เวลานั้นมีลูกหลานของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี มาช่วยงานและตั้งบ้านเรือนอยู่ในนครราชคฤห์สืบเชื้อสายมาจนถึงรุ่นของเจ้า แล้วเวลานี้มีอะไรเกี่ยวข้องกับการสังคายนาในครั้งนั้นเล่า เหตุการณ์ผ่านมาร้อยปีเกิดอธิกรณ์ใดขึ้นหรือ เล่าให้เราฟังบ้างเถิด”

“เรื่องเป็นมาอย่างนี้พะย่ะค่ะ…”
ศรีรามทูลเล่ากรณีพิพาท ระหว่างพระภิกษุผู้ตั้งกถาวัตถุ ๑๐ ประการกับพระยสะที่ออกมาคัดค้านในเมืองเวสาลีให้แก่เจ้าชายโดยตลอด…

“ที่ข้าพระองค์ทูลถามย้ำเรื่องการสังคายนาครั้งแรก ไม่ใช่ด้วยเพราะพระราชวงศ์ของฝ่าบาท หรือวงศ์ตระกูลของข้าพระองค์ไปเกี่ยวข้องอะไรด้วยหรอกพระเจ้าข้า แต่เพราะมูลเหตุทั้งหลายเริ่มต้นมาจากความไม่ลงรอยกันมาแต่การชุมนุมครั้งนั้นแล้วต่างหาก ด้วยเหตุที่การสังคายนาในครั้งนั้นมิเพียงเพื่อชำระร้อยกรองพระธรรมวินัยให้เป็นหมวดหมู่เป็นระเบียบแบบแผนเท่านั้น

แต่ยังเป็นการยืนยันสังฆามติในข้อที่ว่า แม้พระผู้มีพระภาคจะทรงมีพุทธานุญาตให้สงฆ์ถอนสิกขาบทเล็กน้อยได้ แต่ผลสรุปการสังคายนาในครั้งนั้นเป็นการสรุปว่าไม่ควรถอนสิกขาบทใดเลยเพื่อความพรั่งพร้อมของพระธรรมวินัย หากแต่ในเวลานั้นยังมีภิกษุจำนวนมาก ที่ไม่ได้เข้าร่วมการประชุมและไม่เห็นด้วยกับมตินั้น มาในบัดนี้ ก็เกิดความขัดแย้งด้วยเรื่องของสิกขาบทเล็กน้อยนั้นเอง ถ้าข้าพระองค์คาดการณ์ไม่ผิด ภายในเวลาไม่ช้าไม่นานข้างหน้า พระพุทธศาสนาอาจจะมีการแตกแยกเป็นนิกายต่างๆเนื่องด้วยความไม่ลงรอยแห่งศีลและวินัยเป็นสำคัญ”

ศรีรามถอนหายใจอย่างหนักหน่วงเมื่อเล่าจบ

“เรื่องใหญ่มิใช่เล่น เหตุใดท่านอำมาตย์เก็บเรื่องนี้เงียบไม่เอามาแจ้งในราชสำนัก”
“อาจจะกำลังวุ่นวายอยู่กับพิธีสถาปนาของพระโอรสก็ได้พะย่ะค่ะ หมายกำหนดการเดิมจะตรงกับวันที่เริ่มทำการสังคายนา พระราชบิดาของพระองค์เองก็ได้รับเชิญเป็นประธานในงานนั้นแต่กำลังทรงบ่ายเบี่ยงอยู่”
เทวินทร์วรมันต์นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงตรัส

“เช่นนั้นเราจะไปปรึกษาเสด็จพ่อให้ทรงเลื่อน”
“เลื่อนการสังคายนาหรือพระเจ้าข้า ทำเช่นนั้นไม่ได้พะย่ะค่ะ เหล่าพุทธบริษัทรับทราบข่าวนี้กันไปทั่วทุกแคว้นและเริ่มจัดขบวนมุ่งตรงไปยังเวสาลี การเลื่อนพิธีสังคายนาย่อมจะกระทบกับคนหมู่มาก”

“หามิได้ เราจะไปขอร้องให้เสด็จพ่อเลื่อนพิธีสถาปนา ทั้งพิธีอภิเษกสมรสพร้อมกันในวันนั้นด้วย เลื่อนเสียให้หมด”
“เช่นนั้นพระโอรสก็จะได้ขึ้นครองราชย์ช้าไปอีกหลายเดือน”
“ไม่สำคัญเท่างานทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาหรอก เสด็จพ่อก็น่าจะเห็นพ้องกับเราด้วย ว่าแต่นี่เจ้าจะเดินทางวันไหน”
“แรม ๘ ค่ำที่จะถึงนี้พะย่ะค่ะ”
ตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก แต่ด้วยความรู้สึกผิดปกติบางอย่างทำให้อุบาสกหนุ่มต้องหันกลับมาถาม
“พระองค์ดำริแผนการอะไรอยู่หรือเปล่าฝ่าบาท”
ศรีรามทูลถามอย่างขัดข้อง หากแต่เจ้าชายทรงสรวลเบิกบาน

“นั่นเป็นไร เจโตปริยญาณของเจ้าคลาดเคลื่อนแล้วเพื่อนเอย มองเราในแง่ดีบ้างเถิด เราแค่อยากร่วมคาราวานธรรมทานไปกับเจ้าและไม่เห็นว่าความคิดอันเป็นกุศลกรรมนี้เป็นเรื่องร้ายแต่อย่างใด”

“ไม่ได้ฝ่าบาท พระองค์ต้องเตรียมรับการสถาปนาและเข้าพิธีอภิเษกในเวลาอีกไม่ช้านาน คาราวานที่ข้าพระองค์จัดไปคงกลับมาไม่ทันเวลาแน่”
“ก็นั่นแหละ ที่เราต้องการ”
“ไม่มีประโยชน์หรอกฝ่าบาท ทรงหนีงานแต่งงานครั้งนี้ ครั้งหน้าก็ต้องมีอีก จะทรงหนีไปตลอดชีวิตเลยหรือพะย่ะค่ะ”
“เจ้านี่ชักจะลามปาม  คิดตั้งตัวเป็นบิดามาสั่งสอนเราหรือ”
“ข้าพระองค์มิกล้า”
“ถ้าเช่นนั้นจงฟัง เราสั่งให้เจ้าไปเตรียมการดังนี้…”

ร่มไม้ในชายเขตเวฬุวันวนารามยังรื่นรมย์ หมู่นกทั้งหลายร่อนลงมาเกาะตามกิ่งไม้ หากสาลิกาเจื้อยแจ้วเป็นภาษามนุษย์ได้ คงบอกต่อกันไปเป็นเสียงเดียวกันว่า น่าประหลาดนัก แผนการของเจ้าชายและเจ้าหญิงซึ่งอยู่ห่างไกลกันลิบลับ กลับมีส่วนคล้ายคลึงกันโดยมิได้นัดหมาย ปลายทางของคาราวานที่ขนเสบียงคือนครเวสาลี แคว้นวัชชี อันเป็นสถานที่ทำการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ ๒ อันมีเหตุเนื่องมาจากการปรารภข้อปฏิบัติย่อหย่อน ๑๐ ประการทางพระวินัยของพวกภิกษุวัชชีบุตร 

การเดินทางในคาราวานธรรมนั้นจึงสำคัญนัก  จงบินไปบอกเพื่อนพ้องของเจ้าเถิดสาลิกาเอ๋ย ไม่ควรเลยที่มนุษย์จะฝืนกฎของธรรมชาติ มาช่วยกันรอดูทีเพื่อนเอย ข้าไม่เคยเห็นผู้ใดหนีพ้นวังวนแห่งบุพเพมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว…

๛๛๛

 จากคุณ : วิลาศินี [ 20 มี.ค. 2546 / 00:19:32 น. ]
     [ IP Address : 203.185.99.48 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (วิลาศินี)

พอหอมปากหอมคอแล้วค่ะ
ค่อยมาต่อบทที่ ๔ พรุ่งนี้นะคะ

ธรรมสวัสดีค่ะ

 จากคุณ : วิลาศินี [ 20 มี.ค. 2546 / 00:21:11 น. ]
     [ IP Address : 203.185.99.48 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (อายูมิ)

มาตามอ่านค่ะ คุณวิลาศินี

 จากคุณ : อายูมิ [ 20 มี.ค. 2546 / 00:54:28 น. ]
     [ IP Address : 195.93.73.17 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (ดังตฤณ)

^____^

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 20 มี.ค. 2546 / 07:15:05 น. ]
     [ IP Address : 203.118.74.61 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (สี่ปอ )

อนุโมทนาในความตั้งใจดีของน้องวิลาศินีค่ะ ^_^

อ่านแล้วนึกถึงเรื่อง นันทะ-ปชาบดี บวกกับ ศิวาลัย ของทมยันตีจังค่ะ

ขออนุญาต บอกกล่าวตามที่ได้อ่านจากความเห็นส่วนตัวนะคะ
- เนื่องจากพี่ไม่สันทัดเรื่องการใช้ราชาศัพท์ และศัพท์ที่ใช้เรียกสถานที่ เรียกตัวบุคคลในสมัยนั้น (เข้าใจว่าน้องวิลาศินีจะให้เป็นสมัยหลังพุทธกาลมาประมาณ ๑๐๐ ปี)
แต่เท่าที่อ่านดูจะมีคำศัพท์ปัจจุบัน ปนกับศัพท์เก่า อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ทำให้เสียอรรถรสไปมากนัก

ความเห็นที่ ๔ ย่อหน้าที่ ๔ บรรทัดที่ ๒
น่าจะเป็น "ประสูติ" ที่แปลว่า เกิด คลอด มากกว่า "ประสูต" ที่แปลว่าขวนขวาย
ใช่ไหมคะ ^_^

 จากคุณ : สี่ปอ [ 20 มี.ค. 2546 / 07:24:59 น. ]
     [ IP Address : 202.44.40.124 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (ผู้ด้อยในธรรม)

ขออนุโทนา สาธุ เจ้าค่ะ
ขอน้อมบุญกุศลหนุนเนื่องให้คุณวิลาศินี ประสบพบในสิ่งที่มุ่งหวังทุกประการ มารอย่าได้ช่อง อุปสรรคใดอย่าได้ขัดขวาง เจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไป ได้พบปัญญาญาณอันประเลิศ มีดวงจิตสุข สงบ สว่าง รู้แจ้งเป็นหนึ่ง จนถึงซึ่งพระนิพพาน ด้วยเดชแห่งบุญนี้ ... เทอญ

 จากคุณ : ผู้ด้อยในธรรม [ 20 มี.ค. 2546 / 08:23:15 น. ]
     [ IP Address : 194.175.243.100 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (นิดนึง)

มาตั้งกองเชียร์ค่ะ ^_^

 จากคุณ : นิดนึง [ 20 มี.ค. 2546 / 09:07:49 น. ]
     [ IP Address : 203.149.29.2 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (ผึ้งน้อยในขบวนธรรม)

สนุกจังเลยค่ะ  อยากอ่านบทต่อๆไป ค่ะ  เรื่องราวกำลังน่าติดตาม ...ขออนุโมทนา  สาธุ  ในกุศลจิตค่ะ   

ขอเป็นกำลังใจให้พี่วิลาศิณี   พิมพ์ต่อจนจบ สมบูรณ์  นะคะ

สาธุในธรรมทานอีกครั้งค่ะ

 จากคุณ : ผึ้งน้อยในขบวนธรรม [ 20 มี.ค. 2546 / 09:20:03 น. ]
     [ IP Address : 10.113.0.48 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (mayrin)

          ขอบพระคุณมากค่ะ คุณวิลาศินี มีความสามารถในการแต่งบทประพันธ์ได้ดีค่ะ เมขอเสนอความเห็นส่วนตัวเล็กน้อยนะคะ เมอ่านแล้วทราบว่า เจ้าหญิงจันทราวตี และเจ้าชายเทวินทร์วรมันต์ ทรงพระสิริโฉม แต่นึกไม่ออกน่ะคะว่า หน้าตา และเครื่องทรงของท่านเป็นอย่างไร แต่คิดว่าผิวคงจะงามมากนะคะ

       นางสนมภาวิณี คงจะเป็นผู้ปฏิบัติธรรม หรือ ศึกษาทางด้านพระพุทธศาสนามาพอสมควรจึงได้รู้จัก ศัพท์คำว่า เจโตปริยญาณ อาจเป็นเรื่องปกติของฆารวาสในสมัยพุทธกาล 

          แล้วพระสหายศรีราม คงจะเป็นคนสนิทของเจ้าชายเทวินทร์วรมันต์ ถ้าอย่างนั้นคงมีความสำคัญพอสมควร อาจจะเป็นลูกหลานของเสนาอำมาตย์ใหญ่ท่านใดท่านหนึ่งหรือเปล่าคะ ศรีรามอาจจะเป็นผู้ปฏิบัติธรรมได้ดีคนหนึ่งที่ฝึก จนได้เจโตปริยญาณจริง ๆ  หรือ เจ้าชายอาจจะทรงตรัสล้อเล่น

         อยากจะเป็นเพราะเมพึ่งได้มีโอกาสอ่านเพียงสามบทก็เลยนึกภาพบรรยากาศความงดงามของสถานที่ สิ่งของในพระราชวัง ตลอดจนรูปร่างหน้าตาและเครื่องแต่งกายไม่ออก

          แหะ ๆ ขออภัยที่ถามมากไปหน่อยนะคะ จะรออ่านต่อค่ะ : )

 จากคุณ : mayrin [ 20 มี.ค. 2546 / 09:51:05 น. ]
     [ IP Address : 210.203.176.83 ]


 ความคิดเห็นที่ 13 : (ม.ม.ม.)

อ่านแล้วสนุกมากเลยครับ จะรออ่านตอนต่อไป
แล้วจะมีการแทรกการปฏิบัติ วิธีปฏิบัติรึเปล่าครับ

ส่วนรูปที่เอามาให้ดูนั้นเล็กจังเลย มีรูปใหญ่ๆ ให้ดูมั๊ยครับ

 จากคุณ : ม.ม.ม. [ 20 มี.ค. 2546 / 10:47:47 น. ]
     [ IP Address : 210.4.136.34 ]


 ความคิดเห็นที่ 14 : (วิลาศินี)

พี่สี่ปอ
ขอบคุณค่ะคุณครู เจอที่ผิดอีกตัวแล้ว ^__^

คุณเม
เจ้าหญิงจันทราวตีที่หาได้ใกล้เคียง จะประมาณการ์ตูนญี่ปุ่นรูปนี้ค่ะ :)




ส่วนคนอื่นที่เหลือหาที่คาแรกเตอร์ใกล้เคียงไม่ได้เลย
ศรีรามมีเจโตฯจริงๆค่ะ ความสามารถนี้จะมีบทบาทสำคัญในตอนท้ายเรื่อง

คุณม.ม.ม.
ถ้าเป็นการอธิบายวิธีการปฏิบัติอย่างละเอียดไม่มีเลยค่ะ
แต่ในเรื่องจะพยายามสื่อว่า คนในสมัยนั้นการภาวนา
และการดำเนินชีวิตประจำวันแทบจะเป็นเนื้อเดียวกันเลย
ส่วนเรื่องรูป - บทต่อไปจะหาให้ใหญ่กว่าเดิมค่ะ

บทที่ ๔ กำลังตามมานะคะ รอสักครู่...

 จากคุณ : วิลาศินี [ 20 มี.ค. 2546 / 14:26:14 น. ]
     [ IP Address : 203.185.99.49 ]


 ความคิดเห็นที่ 15 : (MacroArt)

(-'_'-)

 จากคุณ : MacroArt [ 20 มี.ค. 2546 / 14:36:57 น. ]
     [ IP Address : 203.151.224.19 ]


 ความคิดเห็นที่ 16 : (วิลาศินี)

ไม่สักครู่แล้วค่ะ :p อินเตอร์เน็ตของที่ทำงาน
ตอนกลางวันจะโหลดข้อมูลยาวๆขึ้นเว็บไม่ได้เลย

ไว้รอรอบดึกนะคะ

 จากคุณ : วิลาศินี [ 20 มี.ค. 2546 / 14:40:51 น. ]
     [ IP Address : 203.185.99.49 ]


 ความคิดเห็นที่ 17 : (อติ)

:)  รออ่านเป็นเล่ม ๆ
...น่าจะได้น่ะ  ^__^

 จากคุณ : อติ [ 20 มี.ค. 2546 / 22:12:22 น. ]
     [ IP Address : 203.113.81.9 ]


 ความคิดเห็นที่ 18 : (วิลาศินี)

บทที่ ๔

แรม ๘ ค่ำ เดือนห้า นอกเขตกำแพงเมืองสาวัตถี แคว้นโกศล


เก็บมวยผมผูกปมกลัดแล้วรัดเกล้า
แม่พริ้มเพราก็ดูคมสมราศี
ทรงชุดขาวอย่างหญิงงามพราหมณี
แทบบาทพระชนนีบังคมลา
ขบวนคล้อยธิดาน้อยก็ไกลลับ
ดาวประดับเดือนหงายในเวหา
ถึงเดือนเพ็ญเย็นใจให้กลับมา
เข้าพิธีวิวาห์อย่าคืนคำ…


ห้องบรรทมขององค์ราชาและราชินี พระนครสาวัตถี
        
“ลูกเราปลอมตัวเป็นสามัญชนเข้าไปปะปนในขบวนสังคายนา?”
องค์ราชาเปลี่ยนอิริยาบถจากพระบรรทมขึ้นประทับนั่งในทันใด
“เพคะ”
องค์ราชินีตรัสตอบเสียงแผ่ว ประทับนั่งไม่ห่างจากแท่นบรรทมนักจึงลุกขึ้นมาประคององค์ราชาและสนองพระโอษฐ์อยู่ใกล้ๆ
“ไปกับผู้ใด”
“หม่อมฉันสั่งให้ราชองค์รักษ์ปลอมตัวออกติดตามไปสิบสองนาย ส่วนในขบวนก็มีเหล่าอุบาสกอุบาสิกาในวิหารบุพพารามร่วมเดินทางเพคะ ออกไปแต่เช้ามืด”
“แล้วเหตุใดเพิ่งมาบอกเราเอาตอนพลบค่ำ”
“ลูกประสงค์เช่นนั้นเพคะ หากบอกเสด็จพี่เวลานั้น เกรงว่าจะมิได้ร่วมขบวน”
องค์ราชาขบพระทนต์นั่งนิ่ง มิตรัสอันใด องค์ราชินีก็ก้มพระพักตร์และกุมพระหัตถ์อย่างวิตกกังวล ห้องบรรทบเงียบสนิทประหนึ่งว่าไม่เคยมีสรรพเสียงใดๆเล็ดลอดออกมาอยู่ชั่วครู่ องค์ราชาจึงถอนหายใจแล้วทรงปรารภ

“เจ้าก็ตามใจลูกเสียจนเคยตัว”
“หม่อมฉันสงสารลูกเพคะ อีกไม่กี่เดือนก็ต้องถูกจับแต่งงานกับใครก็ไม่รู้ ปล่อยให้เธอได้เที่ยวเล่นบ้าง ถึงเวลาเราค่อยไปรับกลับก็ได้”
องค์ราชินีกลั้นพระทัยตรัสประโยคสุดท้าย
“การตัดสินใจทั้งหมดเป็นความผิดของหม่อมฉันเองเพคะ ขอพระองค์อย่าได้ถือโทษลูกจันทราวตีเลย”

อย่างเต็มพระทัยจะรับความผิด หากแต่องค์ราชาทรงสนองตอบตรงกันข้ามโดยการโอบพระหัตถ์ประคององค์ราชินีไว้แล้วสรวลเบาๆ

“ใครจะลงโทษลูกเมียของตัวเองได้ลงคอ เรื่องที่น้องบอกมาร้ายแรงนัก แต่เรื่องที่พี่ได้รับจากอำมาตย์เมื่อครู่ร้ายแรงกว่าหลายเท่า”
“เรื่องอะไรเพคะ?”
“ลองอ่านราชสาส์นฉบับนี้ดูสิ”
องค์ราชาเสด็จลุกขึ้นไปหยิบราชสาส์นเหนือแท่นบรรทมขึ้นมากางออก เผยให้เห็นอักขระลงนามพระเจ้าแผ่นดินแห่งแคว้นมคธ เนื้อความนั้นระบุคำขออภัยโทษอย่างสูงสุดในการขอเลื่อนพิธีอภิเษกสมรสระหว่างองค์รัชทายาทแห่งนครราชคฤห์และราชธิดาแห่งสาวัตถีไปอีกเจ็ดเดือนถัดไป

‘…เนื่องด้วยองค์เทวินทร์วรมันต์จะเสด็จไปเป็นองค์อุปถัมภ์ในการสังคายนาร่วมกับพระราชบิดา จึงมิอาจจะกลับมาเข้าร่วมพิธีอภิเษกสมรสได้ตามกำหนด…’

ปิดท้ายด้วยคำถวายพระพรและอวยชัยพอเป็นพิธี องค์ราชินีอ่านจบแล้วอุทานแว่ว
“โธ่ ทำไมพระองค์เพิ่งบอกหม่อมฉัน”
“ก็เหมือนเจ้าที่เก็บเรื่องลูกเงียบไม่ยอมบอกพี่แต่เนิ่นๆ”
“หม่อมฉันจะให้ทหารไปตามลูกกลับ”
“ด้วยอำนาจแห่งองค์ราชา เราไม่อนุญาต”
“ทำไมล่ะเพคะ”
“ในเมื่อลูกตัดสินใจแล้วก็ให้เธอออกไปเรียนรู้ด้วนตนเองเถิด บางทีอาจได้รับบทเรียนแล้วกลับมาประพฤติตัวดีขึ้นบ้าง”

องค์ราชินีทรงคัดค้านกี่คำ องค์ราชาก็ได้แต่สรวลเรียบ ตรัสกระเซ้าเย้าแหย่พระมเหสีจนเฉไฉไปเรื่องอื่น คล้ายกับว่ามิได้กังวลพระทัยถึงธิดาองค์น้อยกับเหตุการณ์วุ่นวายที่กำลังจะเกิดตามมาเลยแม้แต่นิด…

๛๛๛


ทางด้านนครราชคฤห์ มีการจัดริ้วขบวนอย่างสมพิธี เนื่องด้วยมีองค์รัชทายาทประทับร่วมขบวน ก่อนออกเดินทางองค์เทวินทร์วรมันต์มีรับสั่งแต่งตั้งให้ภัทรเสนโอรสแห่งมเหสีองค์รองว่าราชการแทนจนกว่าจะนิวัตรกลับพระนคร อำมาตย์ชราทูลขอเข้าเฝ้าในคืนก่อนเดินทางอย่างกังวล

“แน่พระทัยหรือพะย่ะค่ะฝ่าบาท”
“เรื่องอะไร…”
ว่าที่กษัตริย์หนุ่มทวนถาม อำมาตย์ชราลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงทูลถวาย
“การมอบอำนาจให้พระอนุชาเวลานี้ ข้าพระองค์เห็นว่าไม่สมควรนัก ”
“อำนาจอยู่กับใครก็น่ากลัวทั้งนั้น ท่านเกรงว่าน้องเราจะใช้ไปในทางที่ผิดหรือ”
เจ้าชายถามอย่างเข้าใจในความหมาย เหตุการณ์ภายในมหานครราชคฤห์ ราชวงศ์แห่งการทำปิตุฆาตและการแก่งแย่งราชบัลลังก์กลายเป็นเรื่องอาถรรพ์และเล่าลือกันไปทั่วทุกสารทิศ มีหรือคนในราชสำนักเองจะไม่ประหวั่นพรั่นพรึง

“พะย่ะค่ะ ขอให้เสด็จกลับมาโดยเร็ว ข้าพระองค์เป็นห่วงนัก”
“เราไปไม่นาน ท่านพูดอย่างกับกลัวเราจะไม่ได้กลับ”
สุรเสียงที่ตรัสเจืออาการยั่วเย้า แต่กลับทำให้อำมาตย์ชรามีทีท่ากังวลใจยิ่งขึ้นกว่าเดิม ครู่หนึ่งองครักษ์เข้ามาขัดจังหวะ ทูลขออนุญาตนำองค์อนุชาเข้าเฝ้า เทวินทร์วรมันต์รับสั่งให้เชิญเข้ามาพร้อมหันไปกระซิบกับอำมาตย์
“เจ้าตัวมาพอดี…”

“ถวายบังคมเสด็จพี่พะย่ะค่ะ หม่อมฉันคงมิได้มารบกวน”
รัชทายาทองค์รองทรุดกายลงถวายความเคารพอย่างนอบน้อม เทวินทร์วรมันต์ลุกไปต้อนรับอย่างไม่ต้องให้มากพิธี
“พี่กำลังปรึกษาราชการกับท่านอำมาตย์ เจ้ามาก็ดี จะได้มาช่วยกันหารือ”
“หม่อมฉันก็มาด้วยเหตุนี้เองพระเจ้าข้า เรื่องกระแสรับสั่งแต่งตั้งให้หม่อมฉันรับมอบอำนาจแทนพระองค์ เกรงว่าจะไม่สมควรนัก”
ฟังคำตรัสที่ออกจะพ้องกับที่อำมาตย์เอ่ยเมื่อครู่ สร้างความแปลกพระทัยให้มิใช่น้อย เจ้าชายจึงรับสั่ง
“ด้วยเหตุอันใดลองว่ามา”
“หม่อมฉันอ่อนด้อยประสบการณ์ เกรงจะบริหารบ้านเมืองไม่ดีนัก เหตุใดไม่ทรงมอบหมายให้หม่อมฉันไปร่วมงานสังคายนาแทน ส่วนฝ่าบาทควรจะทรงว่าราชการอยู่ที่นี่พะย่ะค่ะ การที่องค์รัชทายาทจะเสด็จไปรอนแรมอยู่กลางป่าในเวลาใกล้พิธีสถาปนา ย่อมมีอันตรายมากกว่าคราประทับอยู่ในราชวังมากนัก หม่อมฉันไปแทนน่าจะปลอดภัยกว่า”
กษัตริย์ผู้พี่และผู้น้องปรึกษาหารือกันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย สร้างความประหลาดใจแก่อำมาตย์ชราเป็นยิ่งนัก
“อย่าเลย นี่เป็นความตั้งใจของพี่ ไม่ได้มีใครมาบังคับ”
“เช่นนั้นก็แต่งตั้งพระอนุชาองค์อื่นว่าราชการแทนเถิดพะย่ะค่ะ หม่อมฉันใคร่ขอติดตามไปกับขบวนด้วย”
สิ้นคำตรัส อำมาตย์และกษัตริย์ผู้พี่จึงพอเข้าใจ
“เรื่องนี้ไม่ได้ ออกไปกันหมด ราชคฤห์จะได้กลายเป็นนครร้าง”
“อยู่แต่ในวังไม่น่าพิศมัย ได้ติดตามเสด็จพี่ไปผจญภัยน่าเพลิดเพลินกว่า ให้หม่อมฉันติดตามไปดูแลฝ่าบาทด้วยคนเถิดพะย่ะค่ะ”
“เจ้าก็เห็นเป็นเรื่องสนุกไป พี่ไปร่วมขบวนสังคายนา มิใช่ไปล่าสัตว์หรือออกรบ ยกผู้คนออกไปมากมายจะกลายเป็นเรื่องเอิกเกริก”
“แต่ฝ่าบาท…”

“ขอบใจที่เป็นห่วง แต่ขอให้เจ้าอยู่ช่วยงานเสด็จพ่อที่นี่และรอพี่กลับ หากมีอะไรคับขันพี่จะให้ม้าเร็วมาส่งข่าวแล้วเจ้าค่อยตามไปช่วย อย่างนี้จะดีกว่า”
เทวินทร์วรมันต์รับสั่งตัดบท พระอนุชารับคำแล้วทูลลา พระโอรสจึงหันไปตรัสกับอำมาตย์

“ท่านมองน้องเราผิดไปไกลโข”
แม้จะยังรู้สึกตะขิดตะขวงในใจแต่อำมาตย์ชราก็ยอมรับผิด
“พะย่ะค่ะ ข้าพระองค์ขอพระราชทานอภัย”

อย่างมิได้ถือโทษแต่ประการใด ตรัสให้อภัยและอยู่ปรึกษาราชการกับอำมาตย์ภายในห้องอีกเนิ่นนาน เมื่อถึงวันออกเดินทาง เหล่าเสนาอำมาตย์และข้าราชบริพารตามออกมาส่งเสด็จ พระอนุชาถวายการรับใช้ใกล้ชิดกระทั่งขบวนเคลื่อนออกจากประตูเมือง อำมาตย์ชราเข้าร่วมขบวนส่งเสด็จ เงยหน้าถวายบังคมพระโอรสที่ประทับอยู่ห่างไกลนัก ถวายพระพรลาแล้วรำพึงกึ่งกระซิบ

“รักษาพระองค์ด้วยพระเจ้าข้า”

๛๛๛

 จากคุณ : วิลาศินี [ 20 มี.ค. 2546 / 22:38:56 น. ]
     [ IP Address : 203.185.99.42 ]


 ความคิดเห็นที่ 19 : (วิลาศินี)

บทที่ ๕

ชายป่าระหว่างกลางเขตพระนครสาวัตถีและกรุงราชคฤห์
   
สุริยาลาลับขอบฟ้าเป็นสัญญาณการมาเยือนของราตรี อีกด้านหนึ่งของชายป่ามีกระท่อมน้อยของผู้คนรายเรียงอยู่โดยรอบ ขบวนเกวียนหยุดพักในจุดที่มีการตระเตรียมข้าวปลาอาหารไว้รอท่าอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย ฝ่ายพระสงฆ์องค์เจ้าได้รับการนิมนต์เพื่อทำการถวายน้ำปานะให้ต่างหาก เมื่อเสร็จสิ้นภาระกิจจึงต่างคนต่างแยกย้ายไปจัดที่หลับที่นอนตามอัตภาพ ล่วงเลยเข้าสู่เวลาแห่งราตรี  หากผู้ใดเงี่ยหูฟังจะพลันแว่วเสียงเพลงกล่อมลูกลอยตามลมมาจากกระท่อมน้อยหลังใดหลังหนึ่งในหมู่บ้านขับขานอย่างอ่อนโยน

อกเอยอุ่นละมุนไอเมื่อใกล้เจ้า
บีบสองเต้ากลั่นน้ำนมขมไหมหนอ
สุริยาลับขอบฟ้ามาเคลียคลอ
อิ่มแล้วหนอแม่จะกล่อมเจ้าจอมใจ

จงเติบใหญ่ใต้ร่มโพธิ์พระภาคเจ้า
เทิดเหนือเกล้าไตรรัตน์วางสว่างใส
ด้วยบุญเก่านำเจ้าเกิดเลิศวิไล
เป็นเวไนยสัตว์ผู้อาจถึงธรรม

แสวงหานิพพานการรู้แจ้ง
อย่าหลงแรงกิเลสลวงบ่วงถลำ
อิ่มเอมรสใดไหนเล่าเท่ารสธรรม
ขอจอมขวัญจงน้อมนำประจำใจ…
       
“นั่นเพลงกล่อมลูกหรือภาวิณี”
จันทราวตีกระซิบกระซาบในความมืด
“ยังไม่บรรทมหรือเพคะพระธิดา”
“ใครเป็นพระธิดาเจ้า”
“อ้า เปล่าจ้ะแม่หญิงวตี เธอชอบใจเพลงกล่อมลูกบทนี้หรือ”
ภาวิณีเย้าเล่นอย่างขบขัน มองผ่านความมืดเห็นอีกฝ่ายนอนลืมตาแป๋วจึงลุกขึ้นหาเทียนไขมาจุดให้แสงสว่าง ประคองพระธิดาลุกขึ้นประทับนั่งบ้าง
“ใช่จ้ะ ในวังได้ยินเสียงพร่ำบ่นแต่… จงรักษาปราสาทศฤงคาร…อารักขาประชาบาลจากไพรี…ไม่มีนางสนมคนใดสอนลูกให้แสวงหานิพพานสักคน”
“เป็นธรรมดาอยู่หรอก หากกล่อมให้ซาบซึ้งในรสพระธรรมมากๆ คนในปราสาทก็จะพากันหนีไปออกบวชเสียหมด”
“ไม่ดีหรือ”
“ดีสิ แต่เราก็ต้องวางอุเบกขาไว้บ้าง ว่ามนุษย์ทุกผู้ไม่ได้ปรารถนานิพพานเหมือนกันไปเสียหมดทุกคน บิดาเธอปรารถนาให้ไพร่ฟ้าร่มเย็นเป็นสุข พี่ชายเธอปรารถนาจะเติบโตเป็นชายชาตรีผู้แกร่งกล้า เธอเองก็เถิดวตี ปรารถนาอะไรเล่า”
“ไม่รู้ซี ฉันไม่เคยตั้งความปรารถนาต่อสิ่งใด แม้จะศึกษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์มาบ้าง ก็ยังคิดว่านิพพานนั้นอยู่ไกลเกินเอื้อม”
จันทราวตีพูดพลางทอดสายตาสบตาคู่สนทนาเบื้องหน้า แสงเทียนกระทบแววตาเย็นสงบนิ่งฟังอย่างอ่อนน้อม ภาวิณีระบายยิ้มก่อนตอบอย่างอ่อนโยน

“ไม่เป็นไรหรอกเพคะ อ้า ให้ข้าพระองค์เรียกพระธิดาอย่างนี้เถิด เวลานี้คนอื่นหลับกันหมดแล้ว ไม่มีใครได้ยินหรอกเพคะ”
“ก็ได้ แต่ทำไมถึงบอกว่าไม่เป็นไรล่ะ”
“ก็แม้เวลานี้ยังไม่ปรารถนาแต่พระธิดาก็มีความศรัทธาในพระพุทธศาสนาอยู่เต็มพระทัยแล้วนี่เพคะ อินทรีย์แก่กล้าเมื่อใด จะทรงรู้เองว่าควรเดินไปทางไหน”
“นั่นสินะ แล้วเธอเล่า”
“ข้าพระองค์ก็มิได้ปรารถนาสิ่งใดเพคะ แม้นิพพานอันเป็นที่หมายมั่นก็ไม่อาจบรรลุได้ด้วยความปรารถนา”
“ถามอีกครั้งเถอะ ไม่ปรารถนาแล้วเธอจะบรรลุได้อย่างไรเล่า”

คำถามของเจ้าหญิงเป็นสิ่งที่เธอเองก็ยังมิอาจทำให้กระจ่างแจ้งด้วยตนเอง รู้เพียงแต่ว่านิพพานนั้นคือการละซึ่งตัณหาคือความทะยานอยาก หากยังมีความปรารถนาอยู่ย่อมมิอาจจะบรรลุได้ ทางเดินอันชอบนั้นคืออริยมรรค ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ชอบได้ด้วยพระองค์เองและนำมาเผยแผ่แก่เวไนยสัตว์ที่ยังไม่ล่วงทุกข์โศกให้ได้ล่วงทุกข์ล่วงโศกดังที่พระพุทธองค์ได้ทรงพบแล้ว

หากเธอตอบเองเพียงคำเดียวว่าด้วยอริยมรรค ย่อมฟังดูง่าย แต่แผนที่บอกทางเดินไปให้กระจ่างย่อมต้องการคำอธิบายจากผู้รู้ที่เดินไปจนสุดทางแล้ว คิดได้ดังนี้ภาวิณีจึงทูลตอบอย่างถนอมน้ำพระทัย

“เอาไว้ถามพระเถระในวันพรุ่งนี้ดีกว่าไหมเพคะ ข้าพระองค์อธิบายไปอาจจะทำให้พระองค์เข้าพระทัยไขว้เขวไปเปล่าๆ”
“จ้ะ อย่างนั้นก็ได้ ว่าแต่เธอรู้สึกไหมว่าอากาศเวลานี้อบอ้าวเหลือเกิน เวลาเย็นฉันเห็นแม่น้ำอยู่ตรงชายป่าอีกด้านหนึ่งด้วยล่ะ เราไปสนานกายกันสักหน่อยดีไหม”
“สนานกายเวลานี้หรือเพคะ อย่าเลย ข้าพระองค์ไม่เห็นด้วย”
“ไม่อาบด้วยก็ไปส่งฉันหน่อย ฉันร้อนจนคันไปทั่วทั้งตัวแล้ว ถือว่าขอร้องล่ะ”
“ข้าพระบาทอาจจะตามพระทัยเสียจนชิน ขอครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายนะเพคะอนุโลมให้ครั้งเดียวเท่านั้น”
“จ้ะแม่”

จันทราวตีล้อเลียนอย่างขบขันด้วยไม่เห็นว่าจะมีอันตรายใดๆในชายป่าที่สงบสุข ส่วนภาวิณีกังวลไปเสียหลายทาง นึกถึงกำหนดการในวันพรุ่งที่จะมีอีกคาราวานหนึ่งมาสมทบ เวลานี้อาจจะหยุดพักบริเวณชายป่าอีกด้านของฝั่งแม่น้ำแล้วก็ได้ แต่เห็นท่าทีดีพระทัยของพระธิดาก็ไม่กล้าขัด จำลุกขึ้นจุดตะเกียงดวงน้อยแล้วลอบพากันออกจากกองคาราวานในด้านที่ปลอดคน เลาะไปตามชายป่าละเมาะจนถึงลำธารด้านหลัง เสียงน้ำไหลเลาะโขดหินรินเป็นสาย เบื้องล่างคงจะใสสะอาดพอสมควร ผิวน้ำเบื้องบนจึงสะท้อนเงาแสงดาวได้พราวระยับ สองดรุณีทรุดกายลงนั่งริมฝั่งแม่น้ำใต้แสงดาวเกลื่อนนภา…

“ระวังพระองค์ด้วยนะเพคะ ในแม่น้ำไม่รู้จะมีสัตว์น้ำที่เป็นอันตรายใดบ้าง พบเห็นอะไรก็หวีดร้องให้ดังไว้ก่อน ข้าพระองค์จะได้รีบไปช่วย”
ดูเหมือนเพิกเฉยต่อคำเตือนเสียทั้งอย่างนั้น ไม่ทันขาดคำท้าวเธอก็ลงไปแช่น้ำครึ่งขา ชักภูษาขึ้นเหนือน้ำอย่างระมัดระวังแล้วร้องเรียก
“ภาวิณีจ๋า”
“ว่ากระไรเพคะ”
“ฉันถอดภูษาแล้วให้เธอเฝ้าไว้บนฝั่งได้ไหม น้ำเย็นดีจริง ฉันจะลงแช่ทั้งตัว”
“ไม่ได้เพคะ ถึงจะเป็นกลางป่า พระธิดาก็ไม่บังควรเปลือยกายสรงน้ำนะเพคะ”
“แถวนี้มีใครที่ไหนกันเล่า”
“ไม่มีคนก็มีผีสางเทวดา…”
“ผีสางเทวดาไม่เห็นหรอก คืนนี้เป็นคืนเดือนมืด”

ไม่เพียงตรัสขัดขืน จันทราวตียังรีบถอดภูษาออกเสียโดยไว เหลือเพียงผ้าขาวบางปกปิดร่างกายไว้ ยัดเยียดให้ภาวิณีรับแล้วรีบหนีลงน้ำ เมื่อจนปัญญาจะห้ามปราม ภาวิณีจึงวางตะเกียงไว้คู่กับภูษาของพระธิดาองค์น้อย ครู่หนึ่งได้ยินเสียงใบไม้ไหวกรอบแกรบคล้ายมีคนแอบแหวกม่านเมียงมอง ด้วยเกรงว่าจะมีภัยเธอจึงทิ้งภูษากับตะเกียงไว้แล้วเดินฝ่าความมืดไปดูต้นเสียง

พอเดินออกมาสำรวจบริเวณโดยรอบจนห่างจะลำธารพอสมควรแล้วเห็นว่าไม่มีอันตรายใดๆค่อยโล่งอก คืนเดือนมืดกับบรรยากาศกลางป่าดูเงียบสงบนัก จึงทำให้เกิดความปีติและยินดีในสมาธิได้โดยง่าย เดินมาถึงโคนไม้ใหญ่ภาวิณีจึงปลงใจนั่งลงหลับตาสงบนิ่งเพื่อแผ่เมตตาให้แก่สรรพชีวิต
ทันใดนั้นก็พลันได้ยินเสียงสิ่งมีชีวิตหนึ่งขยับตัวมุ่งตรงเข้ามาหา เปิดเปลือกตามองปรากฎเป็นภาพงูจงอางตัวมหึมาแผ่พังพานตั้งท่ารออย่างมุ่งร้าย แค่ส่วนหัวที่ชูขึ้นมาประจันก็มีขนาดเท่าท่อนไม้ขนาดกลาง ทั้งเกล็ดหนาเป็นมันวาวนั้นก็สะท้อนแสงดาวอยู่แปลบปลาบ ไม่ใช่นิมิตหรือจิตสร้างภาพเอาเองเป็นแน่

ใจอ่อนวาบเมื่อประจักษ์ว่าการทำสมาธิและแผ่เมตตาเมื่อครู่ไม่เป็นผล นี่คงจะไปรบกวนที่อยู่เขา ได้แต่ภาวนาว่าอโหสิกรรมเถิด แม้จะต้องตายในวันนี้ก็จะไม่ขอจองเวรอันใดแล้วปิดตารอความตายอย่างสิ้นหวัง เบื้องหลังพลันมีอีกหนึ่งสิ่งมีชีวิตขยับมาใกล้ อารมณ์หวาดกลัวแล่นเข้ามาจับหัวใจจนเหงื่อกาฬไหลชุ่ม เปิดตามองเบื้องหน้าก็พร่ามัว การทรงตัวที่แม้จะรู้สึกว่าก่อนหน้านี้ตั้งอยู่เป็นปกติก็หมุนคว้างเหมือนใครจับโยนลงหุบเหว ก่อนสติจะขาดหาย เสียงที่ขยับเข้ามาใกล้กลับกระทบโสตอย่างอ่อนโยนและปลอดภัย
“เขาไปแล้ว...”

ภาวิณีรวบรวมสติที่เหลืออยู่หันไปจ้องมองผู้อยู่เบื้องหลัง
“ไม่ต้องตกใจ กระผมเป็นมนุษย์ ไม่ใช่สิงสาราสัตว์ คุณผู้หญิงเล่า บ้านช่องอยู่ที่ไหน ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่”

ไม่ทันอ้าปากจะตอบคำถามน้ำตาก็ร่วงพรูลงเป็นสาย เหลียวซ้ายแลขวาอย่างหวาดระแวงว่าจะมีใครมากล้ำกรายอีก งูจงอางที่โผล่มาเมื่อครู่นั้นหายไปแล้ว แต่เวลานี้ต้องมาเผชิญหน้ากับชายแปลกหน้าที่ไม่รู้จัก จะเอ่ยปากขอบคุณก็ใช่ที่ ที่เลื้อยหายไปอาจจะเป็นสมุนของเขาที่ถูกบัญชาให้มาทำร้ายเธอก็เป็นได้

“เอ้า สงบสติอารมณ์เสียก่อน กระผมเห็นคุณนั่งจ้องงูจงอางอยู่แต่ท่าทางไม่ใช่เพื่อนเล่นกันแน่ จึงช่วยแผ่เมตตาให้อีกแรง เขารู้ว่าเราไม่ได้มีพิษมีภัยก็กลับไปแล้ว ค่อยยังชั่วหรือยังขอรับ”

ชายหนุ่มเอ่ยถามอย่างนุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตั้งใจเอื้อมมือไปพยุงให้ลุกขึ้น หากแต่หญิงสาวตรงหน้ากลับลุกพรวดเพื่อขยับตัวหนี ไม่ทันตั้งตัวได้ก็ซวนเซ เห็นว่าจวนจะล้มชายหนุ่มก็ตรงเข้าไปพยุงไว้ รวบต้นแขนนุ่มได้ทั้งสองข้างแล้วแทบล้มไปพร้อมกัน ตวัดขึ้นมากระชับก็พบว่าเธอหมดสติอยู่ในอ้อมแขนแล้ว ตั้งสติลำดับเหตุการณ์ได้ สองขาก็แทบทรุดร่วง ปากก็ร้องหากึ่งกระซิบ
“แล้วพระโอรสไปไหนนี่!”

๛๛๛

 จากคุณ : วิลาศินี [ 20 มี.ค. 2546 / 23:07:36 น. ]
     [ IP Address : 203.185.99.42 ]


 ความคิดเห็นที่ 20 : (วิลาศินี)

รูปชายป่าบริเวณเมืองสาวัตถีที่ปรากฏในปัจจุบันค่ะ
   

   
ต่อบทที่ ๖ เลยนะคะ

 จากคุณ : วิลาศินี [ 20 มี.ค. 2546 / 23:13:07 น. ]
     [ IP Address : 203.185.99.42 ]


 ความคิดเห็นที่ 21 : (วิลาศินี)

บทที่ ๖
   
อีกด้านหนึ่งคือลำธาราใสเย็น กลางราตรีมืดมิดนั้นมีเพียงแสงดาวที่กระจ่างอยู่กลางฟ้า ท่ามกลางภูเขาลำเนาไพรดังประหนึ่งว่าอยู่คนละขอบเขตโลกกับปราสาทราชวังที่แสนอึกกระทึกครึกโครมและวุ่นวาย ราชโอรสเทวินทร์วรมันต์และเหล่าทหารเดินทางรอนแรมร่วมกับขบวนคารวานของนครราชคฤห์ไปยังนครเวลาสีและรอเวลานัดหมายที่ขบวนของสาวัตถีจะตามไปสมทบ จวบจนพลบค่ำเจ้าชายและสหายจึงปลีกวิเวกออกมาเดินเล่นบริเวณชายป่า ศรีรามมองหาโคนไม้ แต่เจ้าชายกลับเดินเอื่อยไปตามเสียงลำธาร หมายจะหาน้ำล้างหน้าล้างตาเสียให้ชุ่มชื่น

มิทันก้าวล่วงถึงขอบฝั่งลำธาร แสงตะเกียงดวงน้อยกระพริบพราวต้องตาต้องใจอยู่ไม่ไกลนัก แต่ที่ตื่นตาตระการใจกว่านั้นคือนางงามที่สระสรงอยู่กลางลำน้ำ ผิวพรรณผุดผ่องพรรณรายที่ต้องแสงตะเกียงยามนั้นเฉิดฉายดังรัศมีของจันทรามาทอดเงาลงบนผืนน้ำ เกศาดำสนิทกลมกลืนไปกับความมืดของราตรีระบายยาวถึงกลางหลัง นางฟ้านางสวรรค์มาลงสรงในลำธารกลางป่าหรือก็มิน่าใช่ เพราะเครื่องแต่งกายที่วางอยู่ก็เป็นเพียงอาภรณ์พื้นๆของคนธรรมดาสามัญ…

เทวินทร์วรมันต์ตะลึงงันกับภาพที่ปรากฏตรงหน้าจนลืมตัวไปชั่วขณะ  เมื่อระลึกได้ว่ามิบังควรจะยืนอยู่ให้นานนักจึงเหลียวหลังกลับ เดินออกมาไม่นานนักกลับมีลูกธนูลึกลับจากพุ่มไม้ดีดผึงตรงเข้ามา แม้จะหลบได้ทันก็โดนลูกศรเฉี่ยวต้นแขนจนเลือดทะลักถึงกับทรุดฮวบ… 

จันทราวตีวักน้ำล้างหน้าลูบเกศาอยู่กลางลำน้ำ ได้ยินเสียงประหลาดและรู้สึกถึงบรรยากาศรอบตัวที่ผิดปรกติไปจึงว่ายกลับฝั่ง เห็นภูษาวางกองไว้บนโขดหินข้างตะเกียงแต่กลับไม่มีคนเฝ้า เจ้าหญิงจึงขึ้นฝั่งแล้วรีบเปลี่ยนฉลองพระองค์แต่โดยไว มองหาที่มาของเสียงประหลาดก็พบร่างหนึ่งทรุดตัวลงจมกองเลือดอยู่ตรงนั้น แม้ลักษณะรูปร่างจะไม่ใช่เพื่อนหญิงของเธอแน่ แต่คงจะเป็นคนเจ็บที่ต้องการความช่วยเหลือ รีบรุดสวมใส่อาภรณ์แล้วนำตะเกียงส่องไปดูอาการของคนแปลกหน้า

“นั่นคนบาดเจ็บหรืออย่างไร เหตุใดจึงมาล้มเจ็บอยู่ที่ตรงนี้”
ส่งเสียงร้องทักทั้งกลัวทั้งกล้า
“ช่วยด้วย… เราต้องศรบาดเจ็บ”
เสียงขานรับดูหนักหนาสาหัสจริง จันทราวตีจึงขยับเข้าไปใกล้จนประชิดตัว วางตะเกียงลงข้างคนเจ็บแล้วรีบตรวจดูบาดแผล
“เช่นนั้นอยู่นิ่งๆ เจ็บก็ทนเอา เราจะช่วย”
ตะเกียงดวงน้อยยังทำหน้าที่ให้แสงสว่างคงที่ดุจเดิม แต่ที่ผิดประหลาดไปคือเสียงหัวใจเต้นระรัวเมื่อเห็นโฉมงามระยะใกล้ ฝ่ายหญิงมิได้สนใจสิ่งใดนอกจากทำอย่างไรให้เลือดหยุดไหลโดยไวที่สุด ดึงส่าหรีที่คลุมกายมาฉีกเป็นชิ้นยาวแล้วมัดต้นแผลไว้ ส่วนที่เหลือก็ใช้ซับเลือดอย่างระมัดระวัง
“เลือดหยุดไหลแล้ว ลุกไหวหรือไม่ จะได้พาไปรักษากับหมอ”

มัวแต่พินิจดูกิริยาอาการของนางฟ้าตรงหน้าเสียเพลิน ประโยคที่เธอเอ่ยถามมาจึงลอยหายไปเสียดื้อๆมิรู้จะตอบอย่างไรได้ จันทราวตีเห็นสีหน้ากระอักกระอ่วนของคนเจ็บก็มิได้เอ่ยคำใด แต่ก็นึกสงสัยในใจว่า
‘กิริยาท่าทางพิกลนัก หรือเมื่อครู่เขาแอบดูเรา? มิน่าเล่ากรรมถึงได้ตามสนองทันตาให้มาต้องศรบาดเจ็บเสียได้…’

มิทันจะต่อความใด ศรีรามซึ่งอยู่ในบริเวณใกล้ๆรับรู้ว่ามีคนอยู่ริมลำธารจึงส่งเสียงร้องเรียกและประคองภาวิณีเข้ามาหา
“มีใครอยู่ตรงนั้นบ้างขอรับ”

เมื่อเข้ามาใกล้จนต้องรัศมีของแสงตะเกียง เห็นว่าอีกฝ่ายเป็นสหายของตนในสภาพไม่สมประดีทั้งคู่ ศรีรามเข้าไปดูอาการขององค์เทวินทร์ จันทราวตีเข้าไปรับภาวิณีมาประคองไว้ และพยาบาลเพื่อนหญิงจนฟื้นคืนสติ ภาวิณีขยับปากจะเรียก ‘พระธิดา’ ก็ถูกปรามไว้ หันไปดูบุรุษสองนายที่ปราศรัยกันด้วยน้ำเสียงปรกติแต่ชัดถ้อย

“พระโอรสเป็นอย่างไรบ้างพระเจ้าข้า”

ภาวิณีจับต้นชนปลายได้ในทันที หันมองเจ้าหญิงมีสีหน้าครุ่นคิดจึงไม่เอ่ยคำใดต่อ คนเจ็บที่เพิ่งถูกพยาบาลเมื่อครู่เพียงยิ้มรื่นเหมือนเพิ่งถูกมดกัด

“เราเดินไม่ดูตาม้าตาเรือจนได้เรื่อง ดีที่น้องหญิงคนนี้ช่วยไว้ รอร้องเรียกให้เจ้ามารักษาพยาบาลเราคงตายเสียก่อน”
ศรีรามตรวจสอบบาดแผลของเจ้าชายเห็นว่าไม่ร้ายแรงมากนัก ทั้งมีการพยาบาลเบื้องต้นไว้เป็นอย่างดี มองผ่านตะเกียงเห็นสีหน้าของสตรีที่ตนช่วยไว้เมื่อครู่ว่ามีท่าทีดีขึ้น จึงหันมาเอ่ยทักทายอย่างนอบน้อม

“กระผมชื่อศรีราม ติดตามขบวนเข้าร่วมพิธีสังคายนาพระไตรปิฎกมาจากนครราชคฤห์ขอรับ เดินพลัดเข้ามาในป่าพบกับน้องหญิงเกือบถูกงูจงอางกัดจึงได้ช่วยไว้ หากล่วงเกินอันใดต้องขออภัยด้วยขอรับ”

ภาวิณีฟังคำแล้วค่อยสบายใจขึ้น จันทราวตีเห็นกิริยาเพื่อนหญิงแล้วแม้ไม่มีคำอธิบายอันใดก็พอคาดเดาเรื่องราวทั้งหมดได้ พินิจดูคนเจ็บที่ได้พยาบาลเมื่อครู่ เพิ่งได้มีโอกาสพินิจเค้าหน้าใต้แสงตะเกียงจึงได้เห็นลักษณะของสุขุมาลชาติ ทั้งหน้าตาท่าทีและแม้อาภรณ์ที่สวมใส่ก็แตกต่างจากคนธรรมดาทั่วไป ในเมื่อบุรุษหนึ่งแนะนำว่าตนเป็นผู้ติดตามพระโอรสที่เสด็จมาจากนครราชคฤห์ แล้วอีกบุรษหนึ่งเล่า

“ท่านคือเจ้าชายแห่งแคว้นมคธ นามว่าองค์เทวินทร์วรมันต์ เช่นนั้นหรือ?”
“ใช่ พบกันครั้งนี้นี้นับว่าเป็นบุญวาสนา ขอให้เราได้ตอบแทนเจ้าที่ช่วยเราไว้ พาเพื่อนไปพักรักษาตัวที่ขบวนของเราเสียก่อน ส่วนตัวเจ้าเราจะให้นางกำนัลจัดหาอาภรณ์ใหม่ให้ เวลานี้มันฉีกขาดและเปื้อนเลือดอย่างนี้ จะกลับเรือนได้อย่างไร”

มิทันได้เอ่ยถามที่มาก็ตีขลุมเอาว่าหญิงตรงหน้าคือสาวชาวบ้านที่รับสั่งเรียกใช้ง่ายดายตามรายทาง จันทราวตีหลบตายิ้มให้เพื่อนหญิงอย่างซ่อนเล่ห์และรับคำ

“ขอบพระทัยเพคะ ข้าพระองค์ทั้งสองต้องขอรบกวนแล้ว”

เหตุการณ์คลี่คลายเอาเมื่ออรุโณทัยของวันใหม่เริ่มมาเยือน ประกายแดดเรืองรองค่อยโผล่พ้นจากขุนเขาขึ้นมาอย่างอ้อยอิ่ง คล้ายจะรีรอให้วันใหม่ผ่านไปช้าลง แต่ความเที่ยงตรงของเวลามิอาจเปลี่ยนแปลงได้ ใจคนต่างหากที่จะเร่งรัดหรือผ่อนผัน…

๛๛๛

 จากคุณ : วิลาศินี [ 20 มี.ค. 2546 / 23:15:34 น. ]
     [ IP Address : 203.185.99.42 ]


 ความคิดเห็นที่ 22 : (วิลาศินี)

สำรวจคร่าวๆเสียตั้งแต่ตอนนี้เลย
นอกจากคุณหมออติแล้วมีใครอยากได้ฉบับรวมเล่มไว้อ่านบ้างคะ
ถ้าลงชื่อในกระทู้นี้ พิมพ์ออกมาเป็นเล่มเมื่อไร จะจัดส่งให้ฟรีค่ะ

 จากคุณ : วิลาศินี [ 20 มี.ค. 2546 / 23:54:11 น. ]
     [ IP Address : 203.185.99.42 ]


 ความคิดเห็นที่ 23 : (วิลาศินี)

ปล. มีต่ออีก ๑๐ บทนะคะ ไม่ได้หมดแค่นี้
คนเขียนพยายามกั๊กไว้เพื่อเรียกร้องความสนใจเฉยๆ :p~
แต่ช่วงวันศุกร์-เสาร์นี้อาจจะหายหน้าไปวันสองวัน
แล้ววันอาทิตย์จะกลับมาชำระให้อีก ๖ บทค่ะ

ธรรมสวัสดีค่ะ

 จากคุณ : วิลาศินี [ 21 มี.ค. 2546 / 00:19:01 น. ]
     [ IP Address : 203.185.99.42 ]


 ความคิดเห็นที่ 24 : (บูชา // bujadham@hotmail.com)

มาลงชื่อเป็นกองเชียร์ด้วยคนครับ

 จากคุณ : บูชา // bujadham@hotmail.com [ 21 มี.ค. 2546 / 00:37:31 น. ]
     [ IP Address : 203.107.207.218 ]


 ความคิดเห็นที่ 25 : (Supranee)

Me too.

 จากคุณ : Supranee [ 21 มี.ค. 2546 / 03:23:09 น. ]
     [ IP Address : 66.192.118.210 ]


 ความคิดเห็นที่ 26 : (ไก่ป่า)

สนับสนุนในผลงานเขียนของคุณครับ

 จากคุณ : ไก่ป่า [ 21 มี.ค. 2546 / 04:46:53 น. ]
     [ IP Address : 68.42.154.50 ]


 ความคิดเห็นที่ 27 : (สี่ปอ )

เนื่องด้วยตอนนี้มีงานเขียนมาให้อ่านมาให้ตรวจอยู่บ้าง
เจ้าลูกตาก็พลอยจะใส่ใจกับคำผิด ..
เมื่ออ่านเลยหาคำผิดเจออีกแล้วค่ะ ^_^

ความเห็นที่ ๑๘ ก่อนจบครึ่งแรก
"...ไปเรียนรู้ด้วนตนเองเถิด..."
ความเห็นที่ ๒๑ ย่อหน้าแรก บรรทัดที่ ๓
"...ขบวนคารวานของนครราชคฤห์ไปยังนครเวลาสี..."
เอ .. นคร เวสาลี หรือเปล่า คะ

ยังติดตามอ่าน และรอรับเป็นเล่มด้วยจ้ะ

 จากคุณ : สี่ปอ [ 21 มี.ค. 2546 / 07:40:58 น. ]
     [ IP Address : 202.44.40.124 ]


 ความคิดเห็นที่ 28 : (โยคาวจร)

แอบเป็นกำลังใจอยู่ห่างๆ : )

 จากคุณ : โยคาวจร [ 21 มี.ค. 2546 / 07:42:01 น. ]
     [ IP Address : 202.47.247.130 ]


 ความคิดเห็นที่ 29 : (รัตน์)

สนุกดีจังอ่ะค่ะ (^^)
มารอมาอ่านต่อค่ะ

 จากคุณ : รัตน์ [ 21 มี.ค. 2546 / 08:06:36 น. ]
     [ IP Address : 203.151.216.9 ]


 ความคิดเห็นที่ 30 : (ifon)

มาเพิ่มกำลังใจอีกชื่อนึงนะ : D

 จากคุณ : ifon [ 21 มี.ค. 2546 / 09:16:48 น. ]
     [ IP Address : 203.156.25.228 ]


 ความคิดเห็นที่ 31 : (ม.ม.ม.)

อยากได้ฉบับรวมเล่มไว้อ่านเหมือนกันครับ
แต่ไม่มีขายทั่วไปเหรอครับ ไม่อยากรบกวนคุณวิลาศินี

 จากคุณ : ม.ม.ม. [ 21 มี.ค. 2546 / 10:18:14 น. ]
     [ IP Address : 210.4.136.34 ]


 ความคิดเห็นที่ 32 : (mayrin)

          ตอนจบพระเอก กับนางเอก บวชทั้งคู่หรือเปล่าค่ะ
มารออ่านต่อค่ะ : )
  

 จากคุณ : mayrin [ 21 มี.ค. 2546 / 10:45:57 น. ]
     [ IP Address : 210.203.185.165 ]


 ความคิดเห็นที่ 33 : (บัวสวรรค์ //namenang@yahoo.com)

เป็นเรื่องที่น่าติดตามเป็นอย่างมาก ค่ะ อยากให้ได้รวมเล่มเร็วๆ จังค่ะ
จะรอติดตามนะคะ เป็นกำลังใจค่ะ

 จากคุณ : บัวสวรรค์ //namenang@yahoo.com [ 21 มี.ค. 2546 / 19:29:19 น. ]
     [ IP Address : 203.152.23.32 ]


 ความคิดเห็นที่ 34 : (pat)

เก่งจังเลยค่ะ ช่วยเชียร์ด้วยคน ^___^

 จากคุณ : pat [ 21 มี.ค. 2546 / 22:23:52 น. ]
     [ IP Address : 202.183.176.227 ]


 ความคิดเห็นที่ 35 : (คนไกลวัด)

คุณวิลาศินี ดำเนินเรื่องได้ดีมากชวนให้ติดตาม   คุณเคยแนะนำให้ไปอ่านเรื่องนี้สัก 3-4  ตอนได้  แล้วหายเงียบไป   ขอโทษด้วยถ้าดิฉันจำเรื่องผิดไป    (ซ้อมความจำตนเองค่ะ ^_^)

ขอมาแบ่งเครดิตกับน้องสี่ปอค่ะ…
เข้าใจว่าพิมพ์ตกไปบางคำ
บทที่ 1    “ ..….  ประเพณีนี้ควรสิ้นสุดลงเสียทีเจ้าคิดเหมือนข้าไหม หากแต่ข้าจะทำอย่างไรเล่าจันทร์เจ้าขา ข้าไม่ () อำนาจใดๆไปขัดขืนราชานุภาพ นี่ข้าต้องแต่งงานจริงๆหรือ”
บทที่ 4    องค์ราชินีทรงคัดค้าน () กี่คำ องค์ราชาก็ได้แต่สรวล…….

ข้อนี้ขอเป็นความรู้ค่ะเพราะดิฉันเองก็ไม่รู้ว่าคำไหนถูก    คุณใช้  พระเรวตเถระ แทนที่จะเป็น พระเรวตะเถระ       

น้องเม...  เล่นทายตอนจบไว้ก่อนก็หมดสนุกสิคะ  ^_^  
พี่อยากอ่านตอน  พระเรวตะ และ ภิกษุวัชชีบุตร เปิดอภิปรายกันในเรื่อง วัตถุ ๑๐ ประการนี้  ซึ่งทำให้พุทธศาสนาแตกแยกเป็น 2 นิกายอย่างชัดแจ้งตั้งแต่นั้นมา   พี่ฟัง อาจารย์เสถียร โพธินันทะ (จากซีดี)  เล่าถึงเรื่องนี้ไว้ “ดุเดือด” มาก  อย่างกับท่านอยู่ในเหตุการณ์แนะ!        

 จากคุณ : คนไกลวัด [ 22 มี.ค. 2546 / 02:18:36 น. ]
     [ IP Address : 12.87.154.168 ]


 ความคิดเห็นที่ 36 : (ปุกปุย)

เก่งจังค่ะ..

 จากคุณ : ปุกปุย [ 23 มี.ค. 2546 / 18:59:24 น. ]
     [ IP Address : 203.113.67.70 ]


 ความคิดเห็นที่ 37 : (วิลาศินี)

กลับมาแล้วค่ะ ขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจค่ะ
(โอ้ย เขิน เหมือนเป็นดาราเลย)

คำถามเอาไว้ตอบหลังจากโพสต์ครบ ๖ บทนะคะ

 จากคุณ : วิลาศินี [ 23 มี.ค. 2546 / 20:05:39 น. ]
     [ IP Address : 203.185.99.52 ]


 ความคิดเห็นที่ 38 : (วิลาศินี)

บทที่ ๗
อรุณรุ่ง ณ ขบวนจากเมืองสาวัตถี


ราชองครักษ์ทั้งสิบสองนายที่ติดตามอยู่ในขบวน คนหนึ่งชื่อวิภูทะเป็นหัวหน้าองครักษ์ เชี่ยวชาญเรื่องการสื่อสารและอ่านสัญญาณจากสัตว์ปีก อีกคนชื่อโฑณะ เชี่ยวชาญเรื่องการจดจำผู้คนและเส้นทางการเดินป่า คนต่อมาชื่อสิงหล เชี่ยวชาญเรื่องสมุนไพรและพืชมีพิษที่พบในป่าเขาลำเนาไพร อีกเก้าคนเชี่ยวชาญเรื่องการรบและการต่อสู้ คือสี่คนเป็นนักแม่นธนู และห้าคนที่เหลือเป็นนักดาบ

แต่ละนายปลอมตัวเป็นเหล่าพ่อค้าที่นำเสบียงมาร่วมอำนวยความสะดวกแก่การเดินทางและคอยสอดส่องดูว่าเจ้าหญิงอยู่บริเวณไหน ครั้นพอตกกลางคืนมิได้เฉลียวใจและต่างพากันหลับไหลไม่ได้สติ จนปล่อยให้เจ้าหญิงหายไปจากขบวน เมื่อถึงรุ่งเช้าตามหาอย่างไรก็ไม่พบ ต่างหวาดวิตกว่าหากกลับไปรายงานแก่องค์ราชาและองค์ราชินี หัวพวกตนคงมิพ้นหลุดออกจากบ่า พระธิดาองค์เดียวยังปล่อยให้รอดพ้นสายตาของคนทั้งสิบสองคนไปได้

“ทำอย่างไรดีคราวนี้”
หนึ่งในองครักษ์นามว่าภานุเอ่ยเคร่งเครียด
“พระธิดาไม่น่าจะเสด็จไปไหนได้ไกล เราอาจจะตามหาไม่ถี่ถ้วนเองก็ได้”
องครักษ์นามว่าสิงหลปลอบใจขึ้นมาบ้าง
“มิใช่เราหาไม่ถี่ถ้วน ขบวนของสาวัตถีมีผู้ติดตามเพียงไม่กี่คน เดินไม่กี่รอบก็สำรวจคนได้ครบ หากเป็นขบวนใหญ่ของนครราชคฤห์ทางฝั่งโน้นก็ว่าไปอย่าง”
รองหัวหน้าองครักษ์นามว่าโฑณะชี้นิ้วไปยังที่ตั้งของขบวนจากอีกเมืองพลางนึกเฉียวใจได้
“หรือว่า…”
“หรือว่ากระไรท่านโฑณะ ท่านทราบแล้วหรือว่าเจ้าหญิงอยู่ที่ไหน”
“ใจเย็นก่อนท่านสิงหล ข้าเพียงแต่นึกสงสัยว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ว่าพระธิดาจะเสด็จพลัดหลงเข้าไปในขบวนนั้น”

“เป็นไปได้ และเป็นไปแล้ว”
วิภูทะผู้เป็นหัวหน้าองครักษ์เดินเข้ามาในกลุ่มคนที่หารือกันอยู่พร้อมนกพิราบสื่อสารและราชสาสน์ชิ้นเล็กๆ อันเป็นกระแสรับสั่งให้เหล่าราชองครักษ์เปลี่ยนบทบาทจากพ่อค้า เป็นบิดาและเครือญาติของสาวชาวป่า หายืมบ้านเรือนของชาวบ้านแถบนั้นไว้สักหลัง เมื่อพระธิดาเสด็จมาพร้อมทหารขององค์เทวินทร์วรมันต์ในเวลาเย็นให้ออกมาต้อนรับ และออกปากอนุญาตให้บุตรีติดตามไปกับคาราวานของนครราชคฤห์พร้อมบ่าวไพร่อีกเพียงสามนาย ที่เหลือให้แยกย้ายกันติดตามขบวนอยู่ห่างๆ องครักษ์ที่เหลือน้อมรับคำสั่งพลางทำหน้าเหยเก

“พระธิดานะพระธิดา…”
  
๛๛๛
   

นกพิราบบินกลับมาส่งข่าวอย่างปลอดภัย ราชองครักษ์ทั้งสิบสองนายยินยอมปฏิบัติตามกระแสรับสั่ง จันทราวตีรับข่าวสารแล้วทำลายทิ้ง ให้สัญญาณนกน้อยบินจากไปหาที่ซ่อน

“แน่พระทัยแล้วหรือเพคะ”
เมื่อยามอยู่ในกระโจมลำพังกับองค์หญิงเพื่อผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า ภาวิณีนั่งคุกเข่าสางพระเกศาพลางเอ่ยถามอย่างอาทร

“อาจจะไม่ดีนัก หากความแตกกลางทางแล้วเขาโมโหโทโสขึ้นมาจนถึงกับจับเราต้มยำทำแกง”
องค์หญิงตรัสเจื้อยแจ้ว

“ใครจะทำเช่นนั้นได้ลงคอ น้ำพระทัยพระธิดาคงคิดจะหลอกเจ้าชายไปจนถึงวันแต่ง”
“ใครคิดจะแต่งกับเขา” เจ้าหญิงถามเสียงขุ่น
“ก็คนที่พระโอรสเข้าพระทัยว่าเป็นสาวชาวบ้าน”
ภาวิณีตอบน้ำเสียงล้อเลียน จันทราวตีนึกขำแต่ทำได้เพียงส่ายหน้า

“ฉันอยากรู้ว่าเขาปฏิบัติกับสามัญชนทั่วไปอย่างไร โดยเฉพาะกับสตรีที่ไม่มียศฐาบรรดาศักดิ์”
“หากทรงรักโดยไม่มีข้อแม้...” ภาวิณีเอ่ยแทรก
“ก็แย่อยู่ดี ตัวเองมีคู่หมั้นคู่หมายอยู่แล้ว ยังคิดจะจับสาวชาวบ้านไปเป็นนางสนมไว้เชยชมเล่น ล้วนไม่ผิดวิสัยบุรุษทั้งสิ้น”
สหายขององค์หญิงนิ่งฟังอย่างอ่อนใจ มิรู้จะทำประการใดกับความดื้อรั้นของเจ้านางน้อย แม้อ่อนด้อยประสบการณ์ก็พอคาดเดาได้ ว่าพระธิดาเองก็มิได้เข้าพระทัยในตัวเองนัก หากไม่เคลือบแคลงสงสัย ใยต้องลงแรงเปลืองพระองค์เช่นนี้

เสียงคนเดินใกล้เข้ามาการสนทนาจึงหยุดลง อุบาสิกาผู้หนึ่งเอ่ยปากขออนุญาตแล้วเดินเข้ามาในกระโจม สำรวจเสื้อผ้าอาภรณ์ของสตรีทั้งสองเห็นว่าเรียบร้อยดีแล้ว จึงเชื้อเชิญให้ออกไปเข้าเฝ้าพระโอรสที่ประทับรออยู่ในกระโจมอีกด้านหนึ่ง เมื่อเดินไปจวนถึง ศรีรามก็ออกมาต้อนรับและถามไถ่
“สบายดีแล้วนะขอรับ”
“จ้ะ ฉันสบายดี” ภาวิณีบอกกล่าว
แล้วพระโอรสเล่า…จันทราวตีรำพึงอยู่ในใจด้วยความห่วงใยแต่ไม่ยอมปริปาก
“พระโอรสประชวรอยู่ขอรับ…ลูกศรอาบยาพิษ”
ศรีรามหันมาบอกเหมือนรู้ใจ จันทราวตีจึงเอ่ยถามตามที่สงสัย
“พระอาการเป็นอย่างไรบ้าง”
“แย่ขอรับ ยังปรุงยามาถอนพิษไม่ได้…เมื่อคืนลืมถามไถ่ เลยมิรู้ชื่อเสียงเรียงนามของน้องหญิงทั้งสอง “
“ไม่สำคัญเท่า พี่ชายโปรดพาฉันไปดูอาการพระโอรสก่อนเถิด”

สัมผัสได้ถึงความห่วงใยอย่างใกล้ชิด ศรีรามรับรู้ได้ถึงรัศมีเรืองรองจากภายในของทั้งสองนาง คนหนึ่งสว่างเย็นด้วยการเข้าใกล้พระธรรมอันพิสุทธิ์ อีกคนทอประกายด้วยวาสนาและบารมีอันสูงส่ง คนหลังดูอย่างไรก็มิน่าจะใช่สาวชาวบ้านในป่าเขาลำเนาไพร แต่การพบกันคงเป็นเรื่องดีมิใช่ร้าย ดูเธอเองก็ห่วงใยพระโอรสจากน้ำใสใจจริง ชื่อเสียงเรียงนามค่อยถามคราวหลังก็คงได้ …

“เชิญขอรับ”

ศรีรามนำทางให้จนถึงที่ประทับ ด้านหน้ามีทหารรักษาเวรยามอยู่แน่นหนา เมื่อเห็นคนสนิทของเจ้าชายมาพร้อมคนแปลกหน้าก็ระวังระไว ศรีรามเพียงพยักหน้าให้สัญญาณว่าปลอดภัยจึงถอยไปยืนห่างๆ
       
จันทราวตีเข้าไปจับชีพจรและตรวจดูบาดแผลที่ซีดเผือดจนดูม่วงคล้ำ เจ้าชายยังสลบไสลไม่ได้สติมีพระสาโทซึมอยู่ทั่วพระวรกาย
‘เมื่อคืนยังปรกติดีอยู่เลย…พิษที่ทำให้อาการทรุดลงหลังสี่ชั่วยามและทำให้ชีพจรเต้นช้าลงเรื่อยๆ…ท่านสิงหลน่าจะช่วยได้’
เจ้าหญิงดำริในพระทัยแล้วหันไปบอกกล่าว

“เรือนของฉันอยู่ไม่ห่างจากที่นี่มากนักและพอมีทางช่วย รออยู่ที่นี่ไม่เกินสองชั่วยาม ฉันจะกลับมาพร้อมหมอและยารักษา”

ศรีรามจัดทหารตามไปส่งสตรีทั้งสองยังเรือนที่จันทราวตีเอ่ยถึง การไปเยือนของเหล่าทหารได้รับการต้อนรับขับสู้จากหมู่เครือญาติกำมะลอที่เหล่าองครักษ์จัดเตรียมไว้ เป็นเครื่องช่วยยืนยันตัวตนของ ’สาวชาวบ้าน’ ที่เจ้าชายพบกลางป่าได้เป็นอย่างดี ภาวิณีฝากข่าวไปถึงพ่อและผู้รู้เห็นคนอื่นในขบวนว่ามีภาระต้องทำอีกสักระยะ สตรีทั้งสองนางกลับไปยังขบวนของนครราชคฤห์พร้อมท่านหมอสิงหลที่นำยามารักษาพยาบาลได้ทันเวลา…

ที่ประทับในคืนนั้นมีแสงตะเกียงเรื่อเรืองอยู่ตลอดทั้งคืน โอรสเทวินทร์วรมันต์ครึ่งตื่นครึ่งฝัน หากลืมตาขึ้นมาครั้งใดก็ได้พบใบหน้าหวานละไมกับดวงเนตรสุกใสดังหมู่ดาราในเวลามืดมิดวนเวียนอยู่ไม่ห่าง สาวชาวบ้านเฝ้าพยาบาลเจ้าชายอยู่จนใกล้รุ่งจึงผลอยหลับไปด้วยความอ่อนแรง
    
๛๛๛
    

 จากคุณ : วิลาศินี [ 23 มี.ค. 2546 / 20:11:28 น. ]
     [ IP Address : 203.185.99.52 ]


 ความคิดเห็นที่ 39 : (วิลาศินี)

บทที่ ๘
อรุณรุ่งของวันใหม่ ณ ชายป่าระหว่างทางไปนครเวสาลี


        ภาวิณีออกมาเดินเล่นอยู่ในบริเวณที่พัก กำหนดสติไว้ที่เท้าเมื่อคราวก้าวย่าง ระลึกรู้การเคลื่อนไหวของกายในแต่ละก้าว จากหนักเป็นเบาและเหลือเพียงสักแต่รู้ว่ามีร่างกายหนึ่งเคลื่อนไหวและใจหนึ่งน้อมลงสู่สมาธิขั้นต้น ก้าวเดินจนสุดทางแล้วหันกายกลับ ช่วงที่เปลี่ยนอิริยาบถม่านตาจึงเปิดรับภาพบุรุษหนึ่งยืนพิงต้นไม้อยู่ในบริเวณใกล้ๆ จึงถอนออกจากการทำสมาธิแล้วเอ่ยถาม

        “พี่ศรีรามคงมีธุระกับฉันกระมัง”
        ศรีรามใจชื้นที่เธอจดจำชื่อของตนได้ นึกครึ้มอกครึ้มใจจนวางธุระที่นำมาไว้เสียก่อนแล้วกล่าวทัก

        “กระผมมาได้สักพัก แต่ไม่กล้าขัดจังหวะน้องหญิง หากต้องการอยู่ตามลำพังต่อ ก็ยังรอได้ขอรับ”

        กิริยาของชายหนุ่มนำความพึงใจมาให้อย่างน่าประหลาด ภาวิณีย้อนนึกไปถึงค่ำคืนที่ตนสลบซบอยู่กับอกเขาก็นึกขุ่นข้อง แต่ด้วยกระแสแห่งสมาธิที่เจริญภาวนาสม่ำเสมอเป็นเครื่องยึดเกาะ กับศีลอันบริสุทธิ์เป็นเครื่องกั้น น้อมกลับมาดูใจตนว่ามิได้เจืออคติหรือมลทินอันใดจึงระบายยิ้มให้และเอ่ยตอบได้ด้วยน้ำเสียงปรกติ

        “ไม่แล้วจ้ะ บอกธุระของท่านมาดีกว่า”

        “กระผมอยากทราบว่าทางเครือญาติของน้องหญิงติติงประการใดบ้าง ที่ทางนครราชคฤห์ขอนำตัวมาติดตามขบวนเช่นนี้ แต่ก่อนอื่นคงต้องขอทราบนามของน้องหญิงก่อน กระผมอดทนมาสองวันแล้ว ยังมิได้รู้”

        ศรีรามเอ่ยพลางจัดหาที่นั่งแล้วเชื้อเชิญให้หญิงสาวนั่งลงสนทนากันอย่างเป็นมิตร ภาวิณีนึกขำกับสำนวนของชาวมคธที่ใช้พยายามคำแทนตัวเองอย่างสุภาพ คือคำว่า ’กระผม’ แทนที่จะเป็น ‘ข้า’ อย่างที่ชาวสาวัตถีใช้กัน

        “ฉันชื่อภาวิณี…”
        เป็นความจริงส่วนเดียวที่สามารถบอกได้ นอกเหนือจากนั้นหากเอ่ยต่อก็จำเป็นต้องสร้างเรื่องโกหก จึงใช้วิธีกล่าวโดยอ้อม
        “เครือญาติของฉันมิได้ติติงประการใด ต่างอนุโมทนาเสียอีกที่ฉันได้มาร่วมงานบุญและทำนุบำรุงพุทธศาสนา… พี่ศรีรามเป็นคนนครราชคฤห์แต่กำเนิดหรือเจ้าคะ”
        เปลี่ยนเป็นฝ่ายตั้งคำถามเพื่อหลีกเลี่ยงการเป็นผู้ตอบ ศรีรามพยักหน้ารับ ภาวิณีจึงเปิดบทสนทนาใหม่
        “ดีจริง ฉันสนใจและใคร่รู้มานานเกี่ยวกับประวัติและความเป็นมาของวิหารเวฬุวันที่ตั้งอยู่ในนครราชคฤห์ พี่ศรีรามพอจะเล่าให้ฟังได้หรือไม่”

        “ได้สิขอรับ เรื่องนี้กระผมถนัดทีเดียว”
        ปลงใจเชื่อว่าอีกฝ่ายเป็นหญิงสาวชาวบ้านในป่าเขาลำเนาไพร คงมิค่อยได้ล่วงรู้เหตุการณ์ของโลกภายนอก ศรีรามจึงเริ่มอธิบายอย่างชายแก่เล่านิทานให้เด็กน้อยฟังอย่างสนุกสนาน

        “เวฬุวันวิหารก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่เมื่อครั้งที่ราชคฤห์เป็นราชธานีของแคว้นมคธ เมื่อครั้งพระเจ้าพิมพิสารเป็นผู้ครองนคร ทรงมีความเลื่อมใสและศรัทธามาตั้งแต่เมื่อครั้งพระพุทธองค์ทรงเริ่มออกบรรพชาใหม่ๆและเสด็จผ่านมายังนครราชคฤห์พบกับพระเจ้าพิมพิสารที่ทูลขอพรไว้ว่า หากพระผู้มีพระภาคตรัสรู้แล้ววันใดขอให้เสด็จมาโปรด…

        ครั้นเมื่อพระศาสดาตรัสรู้และเผยแพร่พระศาสนา และได้มาโปรดพระเจ้าพิมพิสาร เมื่อได้ฟังธรรมของพระผู้มีพระภาคก็เกิดความศรัทธาพร้อมทั้งถวายสวนเวฬุวัน สำหรับเป็นที่พักของพระพุทธองค์และพระภิกษุสงฆ์เวลาเสด็จผ่านเมืองราชคฤห์ เกิดเป็นวัดแรกของพระพุทธศาสนาในเวลานั้น

        ที่นั่นเอง ได้เป็นที่ประชุมสันนิบาตครั้งแรกของเหล่าพระสงฆ์ ๑๒๕๐ รูป ในคืนมาฆะฤกษ์พระจันทร์เต็มดวง โดยพระสงฆ์เหล่านั้นล้วนอุปสมบทโดยพระพุทธเจ้า และสำเร็จเป็นพระอรหันต์ ความมหัศจรรย์ทั้งสี่อย่างเมื่อนำมารวมกันแล้วจึงเรียกว่าวันจาตุรงคสันนิบาต ก็มีที่มาจากเวฬุวันมหาวิหารนี่เอง”

        ศรีรามเล่าพลางพินิจหญิงงามที่นั่งอยู่ไม่ห่าง ภาวิณีสนใจฟังอย่างซึมซับ ราวกับคนที่มีศรัทธาในพระพุทธศาสนาอยู่แล้วเป็นมั่นคง ใจจึงน้อมลงอภิวาทจากก้นบึ้งของหัวใจเมื่อได้ฟังเนื้อความใดที่เกี่ยวข้องกับพุทธประวัติ 

        “ไว้ให้เสร็จจากงานสังคายนา ลองแวะไปนครราชคฤห์ก่อนจะกลับดีไหมขอรับ จะพาไปเยี่ยมชมวิหารของจริงเสียเลย”
        ศรีรามชวนชักทีเล่นทีจริง และคิดจะถามความเป็นมาของหญิงสาวให้ชัดเจนอีกสักหน่อย ภาวิณีก็เอ่ยแทรกขัดจังหวะ
        “นั่งคุยกันเสียเพลิน ไปดูพระอาการของเจ้าชายกันดีกว่านะเจ้าคะ ถ้าหายประชวรทันเวลา จะได้พากันไปกราบพระเถระทันก่อนเคลื่อนขบวน”
        “ก็ได้ขอรับ”

        ศรีรามลุกขึ้นเดินตามหญิงสาวอย่างค้างคาใจ ทางไปกระโจมของพระโอรสทอดไว้ห่างเพียงไม่กี่ก้าวย่าง แต่ทางที่จะเดินเคียงไปกับสตรีข้างหน้าคงมีแต่การเกื้อกูลกันฉันท์พี่น้อง เพราะจุดมุ่งหมายของทั้งเขาและเธอต่างเป็นจุดหมายเดียวกัน คือมิได้มุ่งหวังจะแสวงหาคู่สร้างคู่สมในทางโลก หากแต่เป็นการมุ่งไปบนเส้นทางแห่งการปล่อยวางและหลุดพ้น…

        หาใช่การร้อยรัดความผูกพันกับผู้ใดไว้เป็นภาระไม่!
 
๛๛๛
    
        พยับแดดสาดส่องเข้ามาเหนืออาสน์ โอรสเทวินทร์วรมันต์ตื่นบรรทมขึ้นมาด้วยพระอาการทุเลาลงจนแทบจะหายเป็นปลิดทิ้ง ลุกขึ้นมาประทับนั่งได้ก็เห็นร่างหนึ่งซุกกายหลับไหลอยู่เบื้องล่าง ไม่ห่างออกไปมีทั้งยาขนานเอกและภาชนะบรรจุน้ำร้อนน้ำเย็นประคบ เช่นนั้นที่ทอดพระเนตรเมื่อคืนก็มิใช่นิมิตของนางฟ้านางสวรรค์ที่ไหน แต่เป็นสาวชาวบ้านที่ช่วยพระองค์ไว้ถึงสองครั้งสองครา

        โน้มพระองค์ลงพินิจดูอย่างชิดใกล้ เกลี่ยเส้นผมบางๆที่ลงมาปรกใบหน้าออกแล้วเผยให้เห็นปรางเรื่อผุดผ่องต้องตาต้องใจหมายจะก้มลงจุมพิต พระโอษฐ์จวนเจียนประทับแก้มแล้วก็กลับลังเล
        ‘เทวินทร์เอ๋ย คู่ครองของเจ้าก็มีให้กลับไปเข้าพิธีอภิเษกไม่เคยสนใจ นี่มาอยู่ป่าดงพงไพรกลับจะมาทำให้ลูกสาวชาวบ้านเขามัวหมอง จะกลับไปมองหน้าข้าราชบริพารได้หรือ’
        สำนึกฝ่ายดีติเตียน จนต้องขยับถอยออกห่างและหันไปทางอื่น

        ‘ช้าอยู่ใยราชะ โอกาสอันงามมาถึงพึงคว้า อย่าว่าแต่จุมพิตเลย วิวาหะกับนางเสียกลางป่าแล้วแต่งตั้งเป็นมเหสีอีกองค์ใครจะกล้าครหา เมื่อเป็นจักรพรรดิแล้วทำสิ่งใดก็ย่อมไม่ผิด’
        สำนึกฝ่ายชั่วคึกคะนอง จึงหันกลับมาหมายจะคว้าโอกาสจุมพิตให้สมใจ

        “หายดีแล้วหรือเพคะ”
        สาวชาวบ้านลุกขึ้นมานั่งพับเพียบเรียบร้อย ทูลถามกึ่งงัวเงีย
        “ใช่… หายไปแล้วล่ะ”
        ตรัสตอบลำบากนัก ทรงหมายถึงโอกาสที่พลาดไปเพียงเสี้ยวอึดใจ
        “ว่าอย่างไรนะเพคะ”
        จันทรวตีถามย้ำ องค์เทวินทร์จำต้องถูไถไปตามเรื่อง
        “อาการปวดตรงบาดแผลกับพิษไข้น่ะ เวลานี้ดีขึ้นมาก เราเป็นหนี้บุญคุณของเจ้าอีกคราวแล้ว”
       
        ไม่ทันเอ่ยความใดต่อ ภายนอกได้ยินเสียงม้าถูกควบมาอย่างรวดเร็วและเมื่อมาถึงหน้ากระโจมขององค์โอรส บุรุษผู้อยู่บนหลังม้าก็ชักบังเหียนให้ชะลอฝีเท้า บังคับอาชาไนยให้หยุดนิ่งแล้วจึงกระโดดลงมา รุดหน้าไปยังที่ประทับอย่างรวดเร็ว

        ศรีรามและภาวิณีมาถึงเกือบพร้อมกัน ทหารยกอาวุธกั้นอาคันตุกะผู้มาเยือนจึงปลดผ้าคลุมหน้าออก เหล่าเวรยามจึงลดอาวุธลงแล้วถวายความเคารพ ภาวิณีหันมองเป็นเชิงถาม ศรีรามจึงกระซิบบอก
        “คนของพระอนุชาภัทรเสนขอรับ คงรีบนำพระโอสถมาถวายให้”

        เมื่อทั้งสามคนทูลขอเข้าเฝ้า เจ้าชายลุกขึ้นมาต้อนรับด้วยพระอาการที่ดีขึ้น องครักษ์ผู้นั้นผลุนผลันเข้าไปดูพระอาการด้วยความห่วงใย

        “ทูลละอองธุลีพระบาทพระเจ้าข้า ม้าเร็วไปถึงวังเมื่อพลบค่ำ พระอนุชาภัทรเสนเห็นความจำเป็นต้องรีบนำยามาถวายจึงส่งข้าพระองค์ให้รีบนำยามาให้ มิคาดว่ามาถึงพบฝ่าบาทไม่เป็นไรแล้ว”
        “ดีแล้วที่รีบรุดมาช่วย ฝากไปขอบใจภัทรเสนด้วย หวังว่าเขาคงสบายดี”

        เสร็จจากธุระแล้วจึงรับสั่งให้องครักษ์ผู้นั้นควบม้ากลับไปยังราชคฤห์ ส่วนศรีรามได้ทราบว่าพระอาการของพระโอรสเห็นว่าทรงหายเป็นปรกติดีแล้ว จึงออกไปแจ้งข่าวแก่เหล่าผู้ติดตามถึงการหายประชวรของเจ้าชาย ข้ารับใช้และผู้ติดตามได้ยินแล้วต่างชื่นชมโสมนัสกันถ้วนหน้า โอรสเทวินทร์วรมันต์เสด็จออกมากำชับ

        “พระเถระฉันภัตตาหารและแสดงธรรมเสร็จเมื่อใด ก็เคลื่อนขบวนได้”

        กระแสรับสั่งสร้างความคึกคักให้แก่ผู้ติดตามทั่วทั้งขบวน ยิ่งรอนแรมเข้าใกล้ชายเขตเมืองเวสาลี ก็ยิ่งพบปะขบวนอีกมากมายหลายหน้า ฝูงชนต่างพากันกระตือรือร้นที่จะช่วยงานพุทธศาสนาให้ลุล่วงไปด้วยดี หากมิได้ร่วมเดินทางก็ยังออกมาอนุโมทนาด้วยการถวายสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นอยู่ตลอดทาง…

        หากยังมีอีกหนึ่งกลุ่มคนเล็กๆที่มิได้พลอยอนุโมทนาด้วย ยิ่งใกล้วันเสร็จสิ้นการสังคายนา ก็ยิ่งใกล้วันอภิเษกและสถาปนาองค์จักรพรรดิ บุรษหนึ่งกุมแผ่นหนังในมือร้อนรุ่มอยู่ในมุมมืด…แผนลอบสังหารองค์โอรสมิได้ผล…ยิ่งทวนอ่านเมื่อใดก็ยิ่งนำความเจ็บแค้นใจมาให้อย่างหาประมาณมิได้…
 
๛๛๛

 จากคุณ : วิลาศินี [ 23 มี.ค. 2546 / 20:20:21 น. ]
     [ IP Address : 203.185.99.52 ]


 ความคิดเห็นที่ 40 : (วิลาศินี)

บทที่ ๘ เป็นบทแรกที่โพสต์ขึ้นมา
แล้วได้ย่อหน้าติดมาด้วยตรงตามต้นฉบับค่ะ
ดูจะอ่านง่ายกว่าบทที่ผ่านๆมาอีกนิดหน่อย

คั่นด้วยภาพสระกลินทนิวาปะในเวฬุวันวิหาร
สถานที่เดียวกับที่เจ้าชายทรงมีพระดำรัสกับศรีรามในบทที่ ๓
และเรื่องราวที่มาของวัดที่ศรีรามเล่าให้ภาวิณีฟังในบทที่ ๘ ค่ะ
     

(ภาพปัจจุบัน)

 จากคุณ : วิลาศินี [ 23 มี.ค. 2546 / 20:30:12 น. ]
     [ IP Address : 203.185.99.52 ]


 ความคิดเห็นที่ 41 : (วิลาศินี)

บทที่ ๙

   
อาการบาดเจ็บขององค์เทวินทร์วรมันต์ดีขึ้นเรื่อยๆเหล่าองครักษ์ที่ตามมาพยายามหาตัวคนร้ายที่ลอบยิงธนูมาลงโทษแต่ก็มิพบผู้ต้องสงสัย ขบวนธรรมะจากนครราชคฤห์ยังคงเดินทางต่อไปเรื่อยๆ จนเข้าใกล้เขตชายแดนของแคว้นวัชชี เพื่อมุ่งตรงเข้าสู่นครหลวงคือเมืองเวสาลีให้ทันก่อนวันขึ้นสิบห้าค่ำ อันเป็นเวลานัดหมายในการชุมนุมของเหล่าภิกษุจากทั่วทุกแคว้น

ศรีรามทำหน้าที่ทั้งเป็นผู้ดูแลจัดรูปขบวน และคอยดูแลเหล่าพระภิกษุและอุบาสกอุบาสิกาตามมาร่วมกับขบวน ส่วนเจ้าหญิงที่ปลอมพระองค์เป็นหญิงสาวชาวบ้าน ได้เรียนรู้การดำรงชีวิตอย่างสามัญชนที่เต็มไปด้วยความยากลำบาก แต่ไม่เคยปริปากบ่นกับภาวิณีและเหล่าองครักษ์ผู้ปลอมเป็นหมู่เครือญาติที่ติดตามมาเลยสักครั้ง ตรงข้าม กลับทรงประพฤติตนได้กลมกลืนกับอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย ทั้งยังช่วยดูแลกิจการงานต่างๆให้ผ่านไปอย่างราบรื่น จนกลายเป็นที่รักใคร่ของทุกคนในขบวน โดยมีพระโอรสแอบชื่นชมอยู่ไม่ห่าง ศรีรามมิได้พบปะพูดคุยกับภาวิณีบ่อยนัก เพราะทำงานอยู่คนละหน้าที่ แต่ก็แอบลอบมองฝ่ายหญิงที่ออกมาเดินเล่นอยู่หน้ากระโจมที่พักอยู่เป็นประจำทุกเช้า เหตุการณ์เป็นปรกติเรื่อยมาจนกระทั่งราวหนึ่งสัปดาห์ก่อนวันเวลานัดหมาย

ขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๙
ล่วงเข้ากลางดึก ในขบวนของนครราชคฤห์ ที่ขอบชายแดนแคว้นวัชชี


ในกระโจมที่พักของเจ้าหญิงและภาวิณี ขณะที่สมาชิกคนอื่นในคาราวานพากันหลับไหลลืมตื่น จันทราวตีกลับนอนลืมตาค้าง พลิกตัวไปมาอยู่นานสองนานจึงกระซิบเรียกเพื่อนหญิงที่นอนนิ่งอยู่ใกล้ๆ

“ภาวิณี…วันนี้วันที่เท่าไหร่แล้ว”
องค์หญิงรำพึงถาม ภาวิณีสบเนตรคู่งามแม้ยามมืด เห็นแววไหวระริกก็พอเดาพระทัยได้ ขยับตัวนอนตะแคงหันหน้าเข้ามาใกล้แล้วจึงตอบ
“ขึ้นหกค่ำเดือนเก้า นับถอยหลังก็เหลืออีกเก้าวันเพคะ เมื่อถึงคืนพระจันทร์วันเพ็ญ ข้าพระองค์และเหล่าองค์รักษ์ต้องทำตามหน้าที่ พาพระธิดากลับนครสาวัตถี”
“นี่เวลาผ่านไปเร็วขนาดนั้นเชียวหรือ”
“เพคะ ครั้งนี้จะทรงดื้อดึงไม่ได้แล้ว”
“ฉันไม่ได้ดื้อดึง เพียงแต่…”
พระทัยลอยละล่องไปถึงเจ้าชายในกระโจมฝั่งโน้น จะทรงทราบไหม ว่าอีกไม่กี่วันหญิงสาวชาวบ้านก็ต้องจากพระองค์ไปแล้ว นี่จะต้องจากกันโดยต่างฝ่ายต่างมิทันรู้ใจของอีกฝ่ายเลยหรือ ภาวิณีดูออกว่าพระธิดาองค์น้อยของเธอกำลังวุ่นวายพระทัยแต่ก็แกล้งไม่รู้ไม่เห็น ทำเป็นซักไซร้

“เพียงแต่อะไรเพคะ”
“เปล่า… ไม่มีอะไร”
ช่างไม่รู้ใจฉันเสียเลย… เจ้าหญิงน้อยพระทัยอยู่ในความมืด
“ไม่มีอะไรก็ดีแล้ว บรรทมเสียเถิดเพคะ ดึกแล้ว”

ภาวิณียิ้มเย็นอย่างเอ็นดูแล้วตัดบท ยิ่งทำให้เจ้าหญิงน้อยพระทัยหนักยิ่งขึ้นกว่าเดิม ข่มตานอนในความมืดแล้วพลันสดับเสียงประหลาดอยู่ไม่ไกล

“ภาวิณี ได้ยินไหม”
“มีอะไรอีกเพคะ”
“ฉันได้ยินเสียงแมวร้อง”
“อย่าล้อเล่นสิเพคะ แมวที่ไหนจะมาอยู่กลางป่า”
“ฉันได้ยินจริงๆนะ เธอเงี่ยหูฟังสิ”

เมื่อเงี่ยหูฟังจึงได้ยินเสียงแหง่วหง่าวอย่างลูกแมวร้องดังพระธิดาตรัส ภาวิณีลุกขึ้นจุดตะเกียงตามเจ้าหญิงที่ออกไปชะโงกดูหน้ากระโจม เห็นว่าไม่มีผู้ใดจึงเดินตามออกไปจนพบที่มาของเสียง สัตวที่ร้องครวญครางมีลำตัวเท่าแมวขนาดกลางและมีหางยาวลากดิน ลายขนพาดผ่านลำตัวสีออกน้ำตาลดำสลับขาว กับลักษณะของขาและเท้าดูแข็งแรงและมีแผงขนปกคลุมโดยตลอด แท้จริงแล้วมิใช่ลูกแมวที่ไหน แต่เป็นลูกเสือลายพาดกลอนในป่าที่พลัดหลงกับแม่เข้ามาในขบวน ครั้นพอเห็นคนเดินมาก็กระโดดหลบ หายวับไปทางกระโจมอีกด้าน
    
จันทราวตีติดตามไปโดยไม่ฟังเสียงภาวิณีที่คอยห้าม…
      
๛๛๛
เทวินทร์วรมันต์บรรทมตื่นขึ้นมากลางดึก แล้วไม่อาจข่มพระเนตรให้บรรทมหลับลงไปได้อีก ลุกขึ้นมาประทับนั่งมองออกไปนอกกระโจมเห็นศรีรามเดินผ่านด้วยเพิ่งจะเสร็จธุระจากการไปรักษาคนไข้ในขบวน พระโอรสจึงรับสั่งเรียกให้สหายเข้ามาเป็นเพื่อนสนทนาในยามดึก
“ทูลฝ่าบาท เหตุไฉนจึงยังไม่บรรทม”
ศรีรามถามด้วยความแปลกใจ
“เรานอนไม่หลับ เจ้าล่ะไปทำอะไรมา”
เจ้าชายทอดถอนพระทัยแล้วเอ่ยถาม

“ข้าพระองค์ไปดูอาการท่านลุงนิพนธ์มาเมื่อครู่พะย่ะค่ะ แกป่วยหนักมาได้หลายเพลาแล้ว แต่ไม่ยอมบอก ต้องให้อาการทรุดหนักจนลูกหลานมาตามข้าพระองค์กลางดึก เล่นเอาจัดหาหยูกยากันวุ่นวาย…
เมื่อครู่พระโอรสบ่นว่าบรรทมไม่หลับ เรียกข้าพระองค์มาเพราะต้องการยานอนหลับดอกหรือพระเจ้าข้า”
ศรีรามทำตีหน้าซื่อหยอกเย้าเล่น องค์เทวินทร์กลับรับสั่งจริงจัง

“เก็บตำรับยาของเจ้าไปเสียให้ไกล เราเพียงอยากได้เพื่อนปรับทุกข์”
“ทรงเป็นทุกข์ด้วยเรื่องอะไรหรือพะย่ะค่ะ ถ้าให้ข้าพระองค์ทำนาย… คงมิใช่เรื่องความรัก”
“เจ้ามักทำนายสิ่งใดไม่เคยพลาด”
“กับหญิงสาวชาวบ้านนามว่าวตีนั้นหรือพระเจ้าข้า”
“ใช่ เรารักนาง”
หากจันทราวตีมาได้ฟังคำนี้ตั้งแต่แรก ก็คงไม่เกิดเรื่องวุ่น
“แล้วปัญหาอยู่ที่ใดเล่าฝ่าบาท”
“เจ้าก็รู้ ว่าเรามีคู่หมั้นคู่หมายรอให้กลับไปอภิเษก เราเคยหน่ายพระราชบิดาที่ทรงมากรัก ไม่เพียงอัครมเหสีฝ่ายซ้าย ฝ่ายขวา ยังมากล้นคณนาด้วยนางบรรณาการที่นำมาถวายจากเมืองต่างๆอีก จึงตั้งสัตย์ปฏิญาณไว้ว่าเมื่อครองราชย์ จักอภิเษกกับมเหสีเพียงองค์เดียวเท่านั้น”

ในเวลาเดียวกันกับที่เจ้าชายปรึกษากับสหายคนสนิท จันทราวตีติดตามลูกเสือน้อยไปจนถึงด้านหลังของกระโจมที่ประทับ สดับเสียงของบุรุษแว่วมาจากภายในและจดจำเสียงได้ จึงหยุดฟังและบังเอิญได้ยินถึงประเด็นสำคัญ
       
“แล้วจะทรงทำอย่างไรเล่าพระเจ้าข้า”
นั่นเสียงศรีราม ถามแล้วได้คำตอบจากพระโอรสความว่า…
“เราถึงได้มานั่งกลุ้มใจอยู่ที่นี่ หากสวรรค์มีตารู้ว่าเรากับพระธิดาที่เป็นบรรณาการจากแคว้นโกศลมิใช่คู่ครองต้องกัน แล้วท่านจะโปรดเนรมิตให้เกิดเหตุขัดข้อง จนงานอภิเษกเลิกล้มเสียได้ก็คงดี”

จันทราวตีบังเอิญได้ยินประโยคนี้ครบถ้วนกระบวนความ โดยมิได้รับฟังประโยคก่อนหน้าและตามหลัง ที่เจ้าชายรับสั่งต่อมาว่าด้วยเหตุเพราะต้องการแต่งตั้งหญิงสาวชาวบ้านไปเป็นอัครมเหสีแต่เพียงผู้เดียว ในโสตประสาทถูกครอบงำด้วยความขุ่นข้อง
สำคัญว่าตนคือ ‘พระธิดาที่เป็นบรรณาการจากแคว้นโกศล’ อันองค์เทวินทร์วรมันต์มิประสงค์จะเข้าพิธีอภิเษก ถึงขั้นอ้อนวอนร้องขอต่อเทวดาให้ช่วยเลิกล้มงานอภิเษกลงเสียได้
    
เมื่อซึ้งแน่แก่พระทัย พระธิดาจันทราวตีจึงผละจากไปอย่างไร้จุดหมาย พระพักตร์เต็มไปด้วยอัสสุชลที่เอ่อล้นออกมามิอาจกั้น สารรูปอย่างนี้จะกลับไปหาภาวิณีอย่างไรได้… ดำริแล้วจึงเสด็จลัดเลาะเข้าป่าไปหมายหลบไปหาที่สงบพระทัยอยู่เงียบๆ ภาวิณีเดินตามมาแต่หาไม่พบจึงทูลขอเข้าเฝ้าทางด้านหน้ากระโจม ถามหาเพื่อนหญิงวตีที่เดินตามเสือน้อยออกมาแล้วเงียบหาย พระโอรสได้ยินก็รีบรุดออกตามหาด้วยความห่วงใยอย่างท่วมท้น…
  
๛๛๛
  
ลูกเสือน้อยพลัดหลงจากแม่จึงได้แต่ครวญครางหาอยู่เป็นเวลานาน เมื่อพบสัตว์ใหญ่ไม่คุ้นหน้าก็รีบกระโจนหนีไปตามทางจนหลงเข้ามากลางป่า เห็นร่างหนึ่งนั่งนิ่งอยู่ใต้ร่มไม้ ประเดี๋ยวหนึ่งก็ไหวกายสะอึกสะอื้น เจ้าเสือน้อยเข้าใจว่าสัตว์ตัวนี้คงจะพลัดจากแม่เช่นเดียวกับมัน พอรู้สึกถึงความเป็นมิตรได้ก็เข้าไปคลอเคลีย

เจ้าหญิงร้องให้อยู่ใต้ต้นไม้ไม่นานนัก ลูกเสือที่ทรงตามหาก็มาซุกกายอยู่เคียงใกล้ ยามที่ยังไม่มีเขี้ยวเล็บก็ไม่ต่างจากแมวธรรมดาที่ช่างอ้อน ลูบหัวลูบหางได้สักพักมันก็ยอมให้เจ้าหญิงอุ้มขึ้นตักและซุกตัวอยู่ในอกอุ่น 

“เจ้าก็คงหลบหนีพ่อแม่มาจนหลงอยู่ในป่าเช่นเดียวกับฉัน นี่คงจะตามหาแม่มาทั้งวันจนเหนื่อยอ่อนสินะ มา ฉันจะอยู่เป็นเพื่อน”
จันทราวตีให้ความอบอุ่นลูกเสือน้อยอยู่ในอ้อมกอด ลูบหัวเกาคางจนมันผลอยหลับไป นั่งอยู่ที่เดิมนานสองนานจึงรู้ว่าบรรยากาศรอบตัวเย็นยะเยือก คิดได้ว่าควรรีบกลับที่พักจึงขยับกายลุกขึ้น ในอ้อมแขนอุ้มลูกเสือน้อยที่หลับผลอยเอาไว้หมายจะนำไปปล่อยไว้ในป่า ก้าวเดินออกมาไม่ทันเกินเจ็ดก้าวก็มีอันเสียวสันหลังวาบ เมื่อได้ยินเสียงคำรามคุกคามจากเบื้องหลัง
 
โฮกกก…
  
ไม่ต้องหันไปมองก็คาดเดาได้ว่าเป็นสัตว์ใหญ่ชนิดหนึ่งยืนด้วยสี่ขา ลำตัวยาววากับรูปร่างหนาไม่ต่ำกว่าสี่ศอก เขี้ยวเล็บที่กางออกนั้นแข็งแรงและแหลมคมดุจคมหอกคมดาบ แค่ได้ยินแต่เสียงคำรามก็หลับตานึกภาพได้ ว่ามันคือร่างขยายใหญ่เกือบสิบเท่าของเจ้าเสือน้อยในอ้อมอกของเธอตอนนี้เอง…

แม้คิดจะทำใจดีสู้เสือเวลานี้จันทราวตีก็ก้าวขาไม่ออก ได้แต่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่ที่เดิมจนแม่พยัคฆ์เดินอ้อมมาดอมดมเนื้อตัวเธออยู่ทางด้านหน้า กลิ่นสาบสางปะทะจมูกฉุนกึกจนต้องกลั้นลมหายใจ นางเสือใหญ่แยกเขี้ยวคำรามและย่อกายหมายขย้ำเหยื่ออันโอชะ พริบตาที่พยัคฆ์ร้ายโผนทะยานเข้ามาจันทราวตีก็รู้สึกลอยเคว้งด้วยแรงผลัก ร่างของเธอกระเด็นออกจนพ้นรัศมี

พอได้สติเหลียวมองดูจึงได้รู้ คนที่ปลุกปล้ำพยัคฆ์ร้ายยามนี้กลับกลายเป็นพระโอรสเทวินทร์วรมันต์ที่เข้ามาช่วยได้ทันเวลา และตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบด้วยมีเพียงสองมือง้างปากของพยัคฆ์ร้ายเอาไว้ ในขณะที่ตัวของมันยืนคร่อมเต็มสี่ขา พอมันเห็นว่าใช้เขี้ยวไม่ได้ก็กางเล็บออกชูขาหน้าขึ้นมาหมายตะบบมนุษย์ตัวจ้อยให้หัวขาด เสี้ยววินาทีชีวิตระหว่างความเป็นตาย เกาทัณฑ์แหลมคมหลายดอกก็พุ่งตรงมาที่เสือร้าย มันเจ็บปวดร้องครวญครางดังลั่น ก่อนจะล้มตึงลงไปเสียงดังสนั่นหวั่นไหว

ที่แท้เป็นเหล่าองครักษ์แม่นธนูขององค์หญิงที่แอบติดตามมาลอบช่วยเหลือ จากนั้นจึงมีผู้ที่รีบรุดตามมาคือเหล่าองครักษ์จากเมืองราชคฤห์ ในมือกุมคันธนูที่พึ่งยิงศรออกไปในเวลาแทบจะพร้อมกันกับองครักษ์ของเจ้าหญิง จึงเท่ากับเป็นการช่วยกลุ่มคนลึกลับกลบเกลื่อนการปกป้องจันทราวตีได้อย่างไม่มีพิรุจ

ลูกเสือน้อยในอ้อมกอดของจันทราวตีได้กลิ่นเลือดของแม่มาปะทะจมูกจึงลืมตาใสแป๋วแล้วกระโดดไปคลอเคลีย แลบลิ้นเลียหน้าแม่ที่กำลังหายใจแผ่ว มันร้องครวญครางเสียงดัง หงาว หงาว ที่แท้แม่มันมาตามแต่มันมัวแต่เคลิ้มหลับ พอลูกตื่นแล้วแม่เสือกลับขี้เซาหลับไหลไม่สนใจมันเสียได้

จันทราวตีทรุดนั่งอยู่กับพื้นเห็นภาพนั้นแล้วน้ำตารินหลั่ง องครักษ์เห็นว่ายังมีเสือเหลือรอดอีกตัวก็คว้าธนูมาเล็ง จันทราวตีตกใจถึงกับหลุดปากตวาด
“นั่นพวกท่านจะทำอะไร ฆ่าแม่เขาไปตัวหนึ่งแล้ว ยังจะฆ่าลูกเสือที่ไม่มีเขี้ยวเล็บไปทำอันตรายใครได้อีกหรือ”

เหล่าองครักษ์สะอึก เทวินทร์วรมันต์จึงรับสั่งยับยั้งไม่ให้ฆ่า เดินไปประคองจันทราวตีที่นั่งตัวสั่นเทา หญิงสาวปล่อยให้น้ำตาอาบแก้มแต่ไม่ยอมรับไมตรีด้วยการสะบัดกายหนีจากพระโอรส รอจนภาวิณีตามมาถึงจึงโผเข้าไปซบอกร้องไห้ เจ้าชายแปลกพระทัยในกิริยาท่าทางของเธอนัก ได้แต่เก็บงำความสงสัยไว้โดยมิรู้จะทำประการใด…

ศรีรามตามมาตรวจดูอาการแล้วหมดหนทางช่วย ด้วยมือธนูขมังนัก ที่ยิงจนสามารถล้มพยัคฆ์ได้ ในพริบตา เหล่าผู้ติดตามในขบวนต่างทยอยกันมาดูเหตุการณ์ และสรรเสริญพระบารมีขององค์โอรสที่ทรงรอดพ้นจากการคุกคามของเสือป่าได้ ขณะที่ศรีรามนั่งสำรวจศพของเสือที่ตายอยู่เงียบๆ จับดูลูกธนูแล้วเกิดความสงสัยขึ้นภายในใจ

…ด้วยว่าลูกธนูที่ปักอยู่บนตัวพยัคฆ์ กับที่เหลือเรียงรายอยู่ในที่บรรจุลูกธนูขององครักษ์ที่มาช่วยเหลือ ทำจากวัสดุต่างชนิดกันอย่างกับนำมาจากคนละแคว้นเลยทีเดียว…
    
๛๛๛
  

 จากคุณ : วิลาศินี [ 23 มี.ค. 2546 / 20:45:27 น. ]
     [ IP Address : 203.185.99.52 ]


 ความคิดเห็นที่ 42 : (วิลาศินี)

บทที่ ๑๐

  
ผ่านไปอีกหลายวัน ขบวนของนครราชคฤห์ยาตรามาจนพ้นเขตแดนอรัญญประเทศของแคว้นวัชชี เพื่อมุ่งตรงไปยังนครหลวงคือเมืองเวสาลี ก่อนจะพลบค่ำ คาราวานธรรมก็หยุดพักอีกครั้งเพื่อแปรขบวนสำหรับข้ามเชิงเขาที่มีลักษณะเป็นหินผา หากพ้นเชิงเขานี้ไป เดินเท้าอีกเพียงสัปดาห์เดียวก็ถึงนครหลวง และหากส่งพระภิกษุถึงวิหารที่ทำการประชุมแล้ว เหล่าฆราวาสก็จะได้แยกย้ายกันไปพักผ่อนตามอัธยาศัย

ศรีรามไปควบคุมคนงานถากถางป่าอยู่เบื้องหน้า ข้าราชบริพารที่ทำหน้าที่จัดเตรียมที่ประทับสำหรับพระโอรสถูกจัดให้ไปจัดหาอาสนะให้พระภิกษุ ส่วนเทวินทร์วรมันต์ดำริจะปลีกวิเวกไปประทับตามลำพัง ในเวลาโพล้เพล้จึงสั่งห้ามไม่ให้ผู้ใดติดตามและเสด็จเพียงลำพังไปเยี่ยมชมหลังขบวน

เหล่าอุบาสิกากำลังสาละวนอยู่กับการหุงหาอาหารด้วยการก่อกองไฟและต้มส่วนผสมหม้อใหญ่สำหรับกวนข้าวมธุปายาส ถวายพระเถระและผู้ติดตามขบวนในวันรุ่งขึ้น จันทราวตีหยิบคนโทเดินออกมาหมายจะไปตักน้ำริมลำธาร เจ้าชายดักรออยู่ใต้ร่มไม้คว้าสไบไว้ พอหญิงสาวเดินสะดุดจึงเข้าไปประคอง

“ทำอะไรเพคะ”
จันทราวตีปัดป้องร้องเสียงขุ่น
“มาทางนี้กับเราหน่อย”
เจ้าชายขยับกายออกห่างแต่ยังไม่ยอมปล่อยพระหัตถ์ หญิงสาวสะบัดเบี่ยงไม่หลุดแต่ก็ไม่ยอมก้าวเท้าตาม

“หลังจากที่เราเสี่ยงตายไปช่วยเจ้าแล้วปล่อยเสือเข้าป่าไป ก็แทบไม่ได้เห็นหน้าเจ้าอีกเลย วันนี้เรามองหาเจ้าทั้งวันก็ไม่รู้ไปอยู่ไหน ทำไมต้องคอยหลบเลี่ยงเราด้วย”
จันทราวตีเบือนหน้าหนีไม่ยอมสบพระพักตร์ เจ้าชายยิ่งชักสงสัย
“ตอบมา ไม่เช่นนั้นเราก็จะดึงตัวเจ้าไว้ไม่ยอมปล่อย”
“ทรงเข้าพระทัยผิดแล้วเพคะ ข้าพระองค์เดินช้า จึงไปรั้งท้ายอยู่ปลายขบวน มิได้หลบเลี่ยงไปไหน”
น้ำเสียงนั้นเครือแว่วและหมางเมิน เทวินทร์วรมันต์ได้ยินแล้วอ่อนพระทัย
“ปล่อยมือข้าพระองค์เถิดเพคะฝ่าบาท ทรงล่วงเกินมากไปแล้ว”
“ก็ได้ ถ้าเจ้ารับปากว่าจะตามเราไป ไม่ต้องให้ลากจูง”

ถือเป็นข้อต่อรอง สาวชาวบ้านส่ายหน้าระอาใจ เจ้าชายจึงรวบรัดเอาว่าเป็นคำตอบตกลง ยินยอมปล่อยพระหัตถ์แล้วเสด็จดำเนินนำไปทางเชิงผาอีกด้าน ฝ่ายเจ้าหญิงเหลียวมองหาภาวิณีไม่รู้ไปอยู่ไหน จำใจเดินตามเจ้าชายไปตามชะง่อนผา ลัดเลาะผ่านซอกหินและปีนไหล่เขาขึ้นไปบนหน้าผาสูงชัน ผ่านถ้ำขนาดใหญ่ภายในมีหินงอกหินย้อยประดับประดาสวยงาม แต่เจ้าชายพาเดินผ่านหน้าปากถ้ำลัดเลาะไปตามซอกผา กระทั่งออกมาถึงลานกว้างสุดขอบเป็นหน้าผา เบื้องหน้าเป็นภาพตรึงใจอย่างไม่รู้ประมาณ เมื่อมองออกไปเห็นทิวทัศน์สวยงามตระการตา จันทราวตีเหม่อมองภูมิทัศน์เบื้องหน้าอย่างตะลึงลาน

“มองจากตรงนี้จะเห็นเทือกเขาเบญจคีรีทั้งห้าลูก”
พระโอรสชี้ไปทางเทือกเขาฝั่งตรงข้ามที่ทอดทิวยาวซ้อนเหลื่อมกัน
“อิสิคิรี บัณฑวะ คิชกูฏ เวภาระ และเวปลละ ล้อมรอบนครราชคฤห์ที่เราจากมา”
จันทราวตีทอดสายตามองตามอย่างตื่นเต้น
“ส่วนลำน้ำที่ทอดยาวอยู่เบื้องล่างคือคงคามหานทีที่หล่อเลี้ยงชมพูทวีปมานานนับ แตกแขนงเป็นลำธารน้อยใหญ่ไหลเรื่อยไปตามป่าเขาลำเนาไพร บางทีตรงทิศนั้นอาจจะเป็นลำธารที่เรากับเจ้าพบกันครั้งแรก…”
เจ้าชายตรัสในตอนท้ายอย่างอ่อนโยน
“ถือเป็นของกำนัลที่เจ้าช่วยชีวิตเราไว้ พระคุณของเจ้าเราจะจดจำไม่รู้ลืม และเราก็อยากให้เจ้าจดจำภาพที่เห็นในวันนี้ไว้ตลอดไปเช่นกัน”
“ขอบพระทัยเพคะฝ่าบาท”
จันทราวตีน้อมรับอย่างตื้นตันใจ…พระโอรสคล้ายลังเลอยู่ครู่หนึ่งจึงตรัส
“หากเสร็จงานครั้งนี้แล้วกลับนคร เราอาจ…”

“มิอาจกลับไปได้แล้วพะย่ะค่ะ!”
ไม่ทันขาดคำก็มีเสียงดังขึ้นมาขัดจังหวะ บุรุษผู้พูดอยู่ในชุดสีดำสนิทและปกคลุมหน้าตาไว้มิดชิดออกมายืนผงาด ลูกน้องที่อยู่ในพุ่มไม้อีกนับสิบนายก็ย่างสามขุมเข้ามาพร้อมอาวุธในมือ บุรุษชุดดำเพียงยกมือขึ้นทำอาณัติ ทุกคนก็หยุดนิ่งรอฟังสัญญาณต่อ

ไม่ต้องถามที่มา ก็พอคาดเดาเจตนาของผู้บุกรุกได้ เจ้าชายขยับประทับบังหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างกายให้ไปหลบด้านหลังแลัวรับสั่งแผ่วเบา
“เจ้าจะปลอดภัย แต่อย่าได้อยู่ห่างเราเป็นอันขาด”
แล้วจึงหันไปตรัสกับผู้บุกรุกอย่างพระทัยเย็น
“ประสงค์สิ่งใดก็ว่ามา แต่อย่าแตะต้องน้องหญิงผู้นี้”
จันทราวตีประจักษ์ชัดในน้ำพระทัย เจ้าชายทรงห่วงใยจากก้นบึ้ง

“ข้าพระองค์มิได้ประสงค์สิ่งใดจากฝ่าบาท แต่มีผู้อื่นประสงค์ให้พระองค์เสด็จไปยังปรโลก ลูกน้องทั้งหลาย ลงมือ!”

สิ้นเสียงบัญชา คมดาบของผู้บุกรุกก็กรูกันเข้าจู่โจมเป้าหมาย แต่มิทันได้แตะต้องพระวรกายแม้เพียงปลายดาบ เทวินทร์วรมันต์ตวัดใบดาบขึ้นรับแล้วฟันฟาดอยู่กลางวงล้อม คมดาบนับสิบกระหน่ำลงมาอย่างว่องไวดุเดือด ดาบต่อดาบประสานกันดังกึกก้อง พลดาบคนหนึ่งอยู่นอกวงล้อมเห็นจันทราวตียืนอยู่เพียงผู้เดียวจึงเงื้อดาบหมายฟาดฟัน  เทวินทร์วรมันต์พลันเข้าถึงตัวหัวหน้า ลดปลายดาบลงยันดาบของบุรุษชุดดำแล้วตวัดพระวรกายอ้อมไปด้านหลังอย่างรวดเร็วก่อนจะพลิกปลายดาบหงาย จรดปลายไว้ที่คอหอยของหัวหน้าผู้บุกรุกพร้อมตวาดให้ลูกน้องทุกคนหยุด
“ทุกคนจงวางอาวุธ!”
แม้คนร้ายที่หมายฆ่าจันทราวตีก็เงื้อดาบค้าง ต่างรีรอมิยอมวางดาบ ทันใดนั้นปรากฏบุรุษผู้สวมชุดองครักษ์จากนครราชคฤห์ติดตามมา พร้อมเหล่าทหารที่พากันออกมาปรากฏกายพร้อมอาวุธครบมือ สถานการณ์พลิกผัน ฝ่ายตกอยู่ในวงล้อมกลับกลายเป็นกลุ่มผู้บุกรุก ลูกน้องที่กรูเข้าไปเมื่อครู่ล่าถอยงุ่นง่าน เหลียวมองทางไหนก็เห็นแต่ทหารรักษาพระองค์อยู่รายรอบ ต่างคนต่างรีบวางอาวุธร้องขอชีวิต

บุรุษชุดดำยอมจำนนอย่างสิ้นท่า เทวินทร์วรมันต์ถอยห่างแล้วตวัดปลายดาบกระชากผ้าคลุมหน้าออก ใบหน้านั้นคุ้นตาว่าเป็นหนึ่งในนายทหารที่ติดตามองค์อนุชาภัทรเสน หมายจะสอบสวนเอาความให้ได้จากปาก องครักษ์แปลกหน้าก็ตรงเข้ามาคว้าดาบฟันสะพายแล่ง นายทหารชุดดำผู้นั้นเบิกตามองเจ้าชายเทวินทร์วรมันต์เบิ่งค้าง อ้าปากครวญครางอย่างจะพูดอะไรก่อนตายแต่ก็ทรุดลงไปนอนจมกองเลือดแน่นิ่ง
“ไอ้คนชั่วช้า รนหาที่ตายแท้ๆ”
บุรุษแปลกหน้าตวัดดาบเข้าฝักอย่างว่องไวก่อนหันมาถวายบังคมเจ้าชายเทวินทร์วรมันต์
“ทรงปลอดภัยแล้วพะย่ะค่ะฝ่าบาท”
“ใช่ เราปลอดภัย แต่ทำไมต้องฆ่าเขา”
เจ้าชายตรัสถามด้วยความขุ่นข้องพระทัย
“ข้าพระองค์เห็นมันกำอาวุธลับ จึงรีบสังหารเสียก่อนที่มันจะทำร้ายฝ่าบาท”
“เลยไม่ทันได้สอบสวน ว่าใครเป็นผู้บงการ”
เทวินทร์วรมันต์รับสั่งตำหนิ องครักษ์จึงผงะอึ้งแล้วคุกเข่าลงคำนับหัวจรดพื้น
“ข้าพระองค์วู่วาม ขอพระราชทานอภัยพะย่ะค่ะ”
“แล้วเจ้าล่ะเป็นใคร เราไม่คุ้นหน้า”
“ข้าพระองค์มีชื่อว่าอรชุนพะย่ะค่ะ ท่านอำมาตย์นาหิโยผู้เป็นลุงของข้าพระองค์สั่งให้มาอารักขาฝ่าบาท มาถึงขบวนได้เมื่อครู่เห็นฝ่าบาทคล้อยหลังขึ้นมาบนเชิงผา หมายจะมาเข้าเฝ้า ก็เจอเข้ากับโจรร้ายพวกนี้พอดี”
ฟังชื่ออำมาตย์ชราแล้วจึงถอนพระทัยโล่งก่อนดำรัส
“ขอบใจมากที่มาช่วยเราได้ทันเวลา ที่เหลือช่วยจัดการศพฝังให้เรียบร้อยแล้วเอาคนที่เหลืออยู่ไปสอบสวน”

เจ้าชายรับสั่งกับองครักษ์เสร็จสิ้นแล้วจึงหันไปดูอาการหญิงสาวที่ยืนตัวสั่นเทาอยู่ไม่ห่าง ดวงตาคู่นั้นเหม่อเลยและสีหน้าซีดเผือด ครั้นเทวินทร์วรมันต์เข้าไปประคองก็ทรุดลงสลบซบนึ่งไม่ไหวติงอยู่ในอ้อมพระอุระ
   
๛๛๛
  

 จากคุณ : วิลาศินี [ 23 มี.ค. 2546 / 20:53:39 น. ]
     [ IP Address : 203.185.99.52 ]


 ความคิดเห็นที่ 43 : (รุฬิญา)

คิดว่าน่าจะรวมเล่มได้นะคะ  ยังไม่ได้อ่านทั้งหมด  เพียงอ่านคร่าวๆก็เห็นฝีมือและความสามารถของการเป็นนักเขียนที่มีคุณภาพของคุณวิลาศินีแล้วละ   คิดว่าอีกไม่นานคงจะได้มีนักเขียนที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคนในวงการหนังสืออย่างแน่นอน

อนุโมทนาในความเพียรค่ะ  

 จากคุณ : รุฬิญา [ 23 มี.ค. 2546 / 20:59:37 น. ]
     [ IP Address : 203.107.203.206 ]


 ความคิดเห็นที่ 44 : (วิลาศินี)

บทที่ ๑๑

  
            เทวินทร์วรมันต์โอบอุ้มร่างที่สลบไสลไม่ได้สตินั้นไปยังที่ประทับแล้วบรรจงวางลงกับพรมอันอ่อนนุ่ม ใบหน้าของโฉมงามซีดเผือดและมีหยดเหงื่อเกาะพราวบนหน้าผากและไรผม เจ้าชายเอื้อมพระหัตถ์ซับแล้วไล้แก้มบางด้วยความรักและห่วงใยท่วมท้นในพระอุระ ประจักษ์ชัดว่าหากเมื่อครู่นางสิ้นใจใต้คมดาบของผู้ประสงค์ร้าย พระองค์ก็คงเสียพระทัยแทบวางวายได้ในบัดเดี๋ยวนั้น ตั้งพระทัยมั่นว่าหากกลับจากงานสังคายนาจะพาหญิงสาวกลับไปแต่งตั้งเป็นอัครมเหสี แม้พระธิดาที่เป็นบรรณาการแห่งแคว้นโกศลจะเลอโฉมเพียงใด ก็มิใช่สตรีที่พระองค์พึงประสงค์เลยแม้แต่น้อย ครู่หนึ่งริมฝีปากบางก็ครวญแผ่วดังร้องขอความช่วยเหลือ เจ้าชายเข้าพระทัยว่าเธอฟื้นคืนสติจึงบีบพระหัตถ์กระชับมือน้อยนั้นไว้

           “เป็นอย่างไรบ้างวตี เราอยู่ที่นี่แล้ว”
           สองเนตรนั้นยังหลับตาพริ้ม มือน้อยเกาะกุมพระหัตถ์นั้นไว้อย่างไขว่คว้าหาที่พึ่ง
           “เสด็จพ่อ… เสด็จแม่…ช่วยลูกด้วย”
           สรรพสำเนียงนั้นเป็นคำราชาศัพท์ที่ใช้ในราชสำนัก เทวินทร์วรมันต์เริ่มคลางแลงสงสัย
           “เจ้าเรียกหาใคร…วตี”
           ดังว่าพระดำรัสหลุดลอยไปกับสายลม หญิงสาวยังพร่ำเพ้อไม่ได้สติ
           “ลูกอยากกลับสาวัตถี เสด็จพ่อ เสด็จแม่ มารับลูกทีเพคะ…”
           เทวินทร์วรมันต์จับร่างน้อยนั้นเขย่าให้ได้สติ ในเวลานั้นสร้อยสังวาลที่คล้องคอหญิงสาวก็หลุดตกลงบนพรม เจ้าชายจึงหยิบขึ้นมาพินิจ  สังวาลนั้นมีจี้ชิ้นเล็กๆที่เป็นตรารูปดวงจันทร์ประทับ พลิกด้านหลังเป็นเครื่องหมายแสดงความเป็นเชื้อพระวงศ์ของเมืองสาวัตถี
            “เจ้าหญิงจันทราวตี…นี่เจ้า…?”

            หญิงสาวเริ่มขยับตัวใกล้ฟื้นคืนสติ เจ้าชายจึงรีบเก็บสร้อยสังวาลซุกไว้ใต้หมอน ทอดพระเนตรจับจ้องสาวน้อยร้อยชั่งที่พบกันอย่างไม่คาดฝัน แท้ที่จริงเป็นคู่หมั้นหมายที่ต้องทรงเข้าพิธีอภิเษกในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า นี่คงคิดจะมาหลอกดูพระทัยพระองค์ตรงกลางป่า ดีว่าทรงจับได้เสียในเวลานี้ พินิจดูสตรีที่ค่อยๆลืมตาขึ้นด้วยดวงพระเนตรซ่อนเล่ห์ หมายจะซ้อนกลเช่นเดียวกับครั้งที่จันทราวตีพบพระพักตร์และยินยอมติดตามเจ้าชายมาจากกลางป่าในคืนแรกนั่นแล้ว
 
๛๛๛
   
        “พี่ศรีราม…”
        สดับเสียงนุ่มเย็นก็รู้ว่าเป็นใครอื่นไปมิได้ ภาวิณีนำน้ำปานะ ไปถวายพระภิกษุกลับมาไม่พบจันทราวตีจึงออกตามหา แม้จะรู้ว่าคงมีองครักษ์ติดตามไปดูแลอยู่ตลอดแต่ก็ไม่คิดนอนใจ เห็นว่าศรีรามคอยดูแลความเป็นไปในขบวนอยู่จึงหมายจะเข้าไปสอบถาม
        “ตามหาเพื่อนหญิงอยู่หรือขอรับ”
        ศรีรามหันไปขานรับด้วยรู้เห็นเหตุการณ์ภายหลังจากมีการลอบปลงพระชนม์บนหน้าผา และเจ้าชายโอบอุ้มหญิงสาวที่สลบไสลลงมาและพาไปรักษาพยาบาลยังที่ประทับ แต่อาจจะไม่ดีนักหากจะให้ใครไปขัดจังหวะในเวลานี้ เมื่อภาวิณีตอบรับว่าใช่ ชายหนุ่มจึงแสร้งหันมองไปทั่วบริเวณแล้วเอ่ยถาม
        “หายไปนานหรือยังขอรับ”
        “สักพักแล้วจ้ะ ฉันเดินหามาจากด้านหลังของขบวนแล้วไม่พบ จึงลองมาถามพี่ศรีรามที่ดูแลอยู่ทางด้านหน้า”
        “น้องหญิงคลาดกันเมื่อเวลาใด และตรงจุดใดของขบวนล่ะขอรับ”
        “ตรงบริเวณหลังขบวนที่ทำการกวนข้าวมธุปายาสจ้ะ”
        “เช่นนั้นน่าจะกลับไปดูบริเวณนั้นอีกครั้ง บางทีเมื่อครู่น้องหญิงอาจจะสำรวจได้ไม่ทั่ว ยิ่งเวลานี้เริ่มพลบค่ำ ให้กระผมตามไปส่งจะดีกว่านะขอรับ”

        แม้จะฉลาดในธรรมเพียงใดก็ไม่รู้เล่ห์ ศรีรามมิได้ออกปากสักคำว่า ’เห็น’ หรือ ’ไม่เห็น’ แต่อาสาว่าจะไปเป็นเพื่อน ภาวิณีกระพริบตาถามประสาซื่อ
        “ไม่เป็นการรบกวนหรือเจ้าคะ”
        “ไม่หรอกขอรับ ที่จริงก็เป็นความผิดของกระผมเองที่มัวแต่วุ่นวายอยู่กับการจัดขบวนจึงดูแลผู้คนไม่ทั่วถึง เวลานี้รูปขบวนจัดเสร็จเรียบร้อยแล้ว ควรจะทำอะไรชดใช้ความผิดบ้าง”
        ภาวิณีลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ด้วยความเป็นห่วงว่าหากจันทราวตีกำลังตกอยู่ในอันตรายแล้วเธอเข้าไปพบ เพียงผู้เดียวคงไม่อาจช่วยอะไรได้ อย่างน้อยการมีบุรุษติดตามไปย่อมปลอดภัยกว่า ทบทวนแล้วว่าศรีรามเองก็เป็นบุคคลที่ไว้ใจได้ผู้หนึ่ง จึงเอ่ยปากรับ
        “ขอบใจจ้ะ”
        ฟังเสียงนุ่มเย็นตอบมาอย่างเป็นมิตร ศรีรามรู้สึกชื่นใจจนเผลอยิ้มกว้าง ผายมือนำทางให้อย่างยินดี
        “เชิญทางนี้ขอรับ เดินสะดวกกว่า…”

        ระหว่างที่เดินสำรวจขบวน ศรีรามเดินเอื่อยอย่างใจเย็น หาเรื่องชมนกชมไม้และเล่าเหตุการณ์ที่พบระหว่างการเดินขบวนมากมาย ขณะที่ภาวิณีนิ่งฟังแล้วส่ายหน้า เอียงคอสงสัย
        “มีอะไรหรือขอรับ”
        “จ้ะ ฉันกำลังฉงนใจว่า เมื่อครู่ท่านรู้ได้อย่างไร ว่าฉันตามหาวตีอยู่ โดยที่ฉันยังไม่เอ่ยปาก”

        เป็นเรื่องที่ภาวิณีสงสัยและแปลกใจมานาน ด้วยความคิดในจิตใจของเธอแต่ละครั้ง มักจะถูกศรีรามอ่านออกเสมอ เมื่อต้องการสิ่งใดบางครั้งมิต้องเอ่ยปากพูด ศรีรามก็นำมาหยิบยื่นให้ในทันใด และแม้ครั้งนี้ก็มิได้ต่างกันนัก ศรีรามเอ่ยปากทักตั้งแต่เธอเดินเข้าไปหา
        หากคู่สนทนาจะตอบว่าเขามีญาณวิเศษที่รู้สภาวะธรรมในจิตใจของผู้อื่นก็ไม่ใช่เรื่องแปลกนัก ด้วยว่าแม้พระพุทธองค์จะปรินิพพานไปกว่าร้อยปี แต่ก็ยังมีพระเถระเถรีและอุบาสกอุบาสิกาที่มีฤทธิ์ และถ่ายทอดแนวทางการปฏิบัติทั้งด้านสมถะและวิปัสสนาจนได้ญาณกันอยู่มากหลาย แต่ผู้ใดมีก็ไม่มีความจำเป็นต้องเอามาโอ้อวด ด้วยสิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นผลพลอยได้ หาใช่ทางสายกลางที่นำไปสู่การหลุดพ้นไม่
        แต่ภาวิณีต้องการจะถามเพื่อรับรู้ไว้เพื่อเป็นการหยั่งเชิงว่าถ้าศรีรามมีญาณพิเศษชนิดนั้นเธอย่อมต้องระวังให้มาก ก่อนจะหลุดคำพูดหรือความคิดใดๆให้ชายหนุ่มสงสัย

        ศรีรามชะงักอึ้งแล้วพินิจมองสตรีตรงหน้า เธอถามราวกับอยากรู้ว่าเขามีเจโตปริยญาณหรือไม่ แต่จะเป็นไปได้อย่างไรที่หญิงสาวชาวบ้านจะรู้จักคำๆนั้น ทั้งญาณวิเศษที่เขามีก็มิใช่ของเล่นที่จะหยิบยกมาอวดใครได้พร่ำเพรื่อ ด้วยขอบเขตความสามารถในการควบคุมยังมีเพียงจำกัด เปิดรับเฉพาะคนที่ใกล้ชิดและมีจิตผูกพันกันมาก่อนหน้า หรืออาจต้องมาอยู่ใกล้รัศมีกันพอสมควร

        สิ่งที่ศรีรามสัมผัสได้ชัดเจนคือ เมื่อใดจิตใจของอีกฝ่ายขุ่นมัว กระแสพลังจะเหนี่ยวรั้งให้ใจเขาสั่นไหวและร้อนรุม เมื่อใดจิตใจของอีกฝ่ายผ่องใส ก็จะเหมือนได้รับกระแสลมชื่นเย็นของยามรุ่งอรุณพัดผ่าน เช่นเดียวกับเมื่ออยู่ใกล้หญิงสาวในยามนี้ ก็รู้สึกถึงความเป็นมิตรที่ฉ่ำเย็นจนคิดจะเปิดใจ หากแต่ด้วยได้รับการกำชับจากพระเถราจารย์มาก่อนหน้า ที่ห้ามมิให้เปิดเผยเรื่องญาณวิเศษกับผู้ใดโดยไม่จำเป็น เห็นภาวิณีสงสัยจึงได้แต่ยิ้มอย่างถนอมน้ำใจก่อนกล่าว

        “ก็ทุกคราวกระผมเห็นน้องหญิงทั้งสองอยู่ด้วยกันตลอดนี่ขอรับ วันนี้เห็นน้องหญิงภาวิณีมาผู้เดียวและเหมือนมองหาใครอยู่ จึงเดาดูเท่านั้นขอรับ”
        “อ๋อ… เจ้าค่ะ”
        ภาวิณีรับคำและนิ่งไป…คงเป็นการคาดเดาอย่างที่เขาว่า ตัดความสงสัยออกไปแล้วเหลียวมองหาเพื่อนหญิงทางทิศอื่นต่อ ศรีรามชำเลืองมองแล้วหาเรื่องมาสนทนาแก้ขัด

        “คราวก่อนน้องหญิงถามถึงเวฬุวันวิหาร กระผมยังมิได้เล่าเรื่องพิศดารยิ่งกว่านั้นเลยขอรับ”
        อย่างคิดจะดึงเธอไว้ให้การสนทนายาวนานขึ้น จึงเกริ่นถึงเรื่องที่อีกฝ่ายน่าจะสนใจและดูทีว่าจะได้ผล
        “เรื่องอะไรหรือเจ้าคะ”
        “มีอีกวัดหนึ่งที่สร้างขึ้นมาต่อจากเวฬุวันวิหารและไปตั้งอยู่ที่เมืองสาวัตถี น้องหญิงทราบหรือไม่ขอรับ ว่าเป็นวัดใด”
        ศรีรามตั้งปุจฉาแล้วก็พบว่าผิดความคาดหมาย เมื่อภาวิณีวิสัชนากลับไปอย่างคล่องแคล่ว
        “ทราบจ้ะ เชตวันมหาวิหารใช่หรือไม่”
        “ใช่ขอรับ ดูท่ากระผมจะเอามะพร้าวห้าวมาขายสวนเสียแล้ว”
        ศรีรามบ่นอุบอิบ ภาวิณีจึงหัวเราะต่ำๆก่อนเอ่ยคำปลอบใจ
        “เล่ามาเถิดจ้ะ ฉันรอฟังอยู่”
        เมื่อเธอเปิดโอกาส ศรีรามจึงวางมาดผู้รู้แล้วสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนเล่านิทานเรื่องยาวให้หญิงสาวฟังอีกครั้ง
        “เมื่อเวฬุวันวิหารสร้างแล้วเสร็จ และพระบรมศาสดาเสด็จเข้าประทับ ในระหว่างพรรษาที่สามของการเผยแผ่พระศาสนา ท่านอนาถบิณฑิกะเศรษฐีพ่อค้าผู้มั่งคั่งแห่งเมืองสาวัตถี ได้เดินทางไปยังเมืองราชคฤห์และมีโอกาสเข้าเฝ้าพระพุทธองค์พร้อมรับฟังพระธรรมเทศนา ก็เกิดความศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธองค์อย่างล้นพ้น จึงเข้าไปกราบทูลเชิญเสด็จโปรดชาวเมืองสาวัตถีบ้าง เมื่อพระบรมศาสดาทรงรับคำทูลเชิญ ท่านอนาถบิณฑิกะเษรษฐีจึงได้เตรียมหาซื้อที่ดินเพื่อจัดสร้างวัดถวายเป็นที่พักแด่พระศาสดาและภิกษุสงฆ์ดังวิหารเวฬุวันบ้าง”
        ศรีรามชำเลืองมองสตรีที่เดินเคียงข้าง ริมฝีปากบางกลับปรากฏรอยแย้มยิ้ม ชายหนุ่มจึงเอ่ยถาม
        “เรื่องนี้ก็รู้แล้วหรือขอรับ”
        “จ้ะ”
        ภาวิณีพยักหน้า เห็นว่าศรีรามเลิกคิ้วเขม่นตาทำท่าสงสัย เธอจึงเป็นฝ่ายเล่าบ้าง
        “เมื่อราวร้อยปีกว่าก่อนในกรุงสาวัตถี มีเศรษฐีผู้หนึ่งชื่อ สุทัตตะ เป็นคนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่คนยากจน ได้ตั้งโรงทานให้อาหารคนอนาถาทุกวัน จึงได้ชื่อว่า อนาถบิณฑิกะ แปลว่า มีก้อนข้าวเพื่อคนอนาถา เป็นชื่อที่เรียกกันมาจนติดปาก ในคราวที่ท่านเกิดความเลื่อมใสศรัทธาในพระบรมศาสดาอย่างแรงกล้าและคิดจะสร้างวัดถวาย ก็ได้ไปขอซื้อที่ดินจากราชาที่ดิน ชื่อพระเจ้าเชตุ
        จะด้วยพระเจ้าเชตุหวงแหนที่ดินหรือต้องการเงินทองมากมายอย่างไรก็ไม่รู้ได้ จึงประกาศว่า หากใครเอาเหรียญทองคำมาปูให้ทั่วบริเวณที่ดินได้เมื่อไรละก็จะขายให้ ท่านอนาถบิณฑิกะเศรษฐีจึงให้คนใช้เอาเหรียญทองบรรทุกเกวียนมาวางเรียงรายเกลี่ยลงบนที่ดินนั้นจนเกือบเต็มหมดทั่วบริเวณ พระเจ้าเชตุจึงยอมตกลงขาย เมื่อท่านเศรษฐีได้ที่ดินมาจึงทำการสร้างวัดที่มีชื่อว่า “เชตวันมหาวิหาร” และทูลอัญเชิญพระบรมศาสดามาจำพรรษา เป็นเรื่องที่เล่าขานกันมานานแล้ว”

        “ขอรับ แล้วเหตุการณ์หลังจากนั้นเล่า”
        “มีเหตุการณ์อะไรต่อไปอีกหรือเจ้าคะ”
        “น้องหญิงคงไม่รู้ ว่าด้วยแรงศรัทธาในการสร้างทานบารมีของท่านเศรษฐี แม้ว่าในบั้นปลายแห่งชีวิตท่านจะยากจนลงจนแทบไม่มีจะกิน แต่ก็ยังอุตส่าห์เอาปลายข้าวต้มถวายใส่บาตรแด่ภิกษุสงฆ์ทุกวัน แม้ทานที่ท่านให้ในภายหลังนั้นจะมีเพียงน้อยและเศร้าหมอง พระพุทธองค์ก็ยังทรงสรรเสริญว่า การให้ทานจะดีประณีตหรือธรรมดาก็ตาม ขึ้นอยู่กับเจตนาของผู้ให้ ไม่จำเป็นต้องเป็นของดีประณีตเสมอไป”
        “ใช่จ้ะ หากผู้ให้น้อมจิตไปเพื่อกุศลกรรมอันดี ให้ด้วยความเคารพนอบน้อม เปี่ยมด้วยเมตตาหวังเพื่ออนุเคราะห์เผื่อแผ่และเชื่อในผลของกรรม วิบากของการให้ทานนั้นก็ย่อมมีมากมายมหาศาล… ว่าแต่พี่ศรีรามรู้เรื่องราวของท่านอนาถบิณฑิกะละเอียดนัก ทั้งที่อยู่ถึงเมืองราชคฤห์ ได้รู้เรื่องเหล่านี้มาจากไหนเจ้าคะ”

        “ท่านอนาถบิณฑกะเศรษฐีเป็นทวดของกระผมเองน่ะขอรับ ที่จริงแล้วกระผมก็มีสายเลือดของชาวเมืองสาวัตถีและมีญาติมิตรอยู่ที่นั่นบ้าง เชื้อสายตระกูลของกระผมคือลูกหลานของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีที่ย้ายไปตั้งรกรากอยู่ที่เมืองราชคฤห์และไปอาสาเป็นผู้ดูแลวิหารเวฬุวันนั่นเอง”


        เล่าจบแล้วศรีรามจึงนึกถึงเมื่อยามเล็กที่บิดามารดาเคยพาไปเยี่ยมญาติที่เมืองสาวัตถี ความทรงจำหนึ่งผุดขึ้นมาคลับคล้ายคลับคลาว่าเขาเคยพบหญิงสาวที่มีหน้าตาเหมือนภาวิณีมาก่อน ชายหนุ่มพินิจมองหญิงสาวตรงหน้าที่ยังยิ้มเย็น
        “อ้อ… เป็นเช่นนี้เอง พี่ศรีรามจึงอธิบายรายละเอียดได้ชัดเจนนัก”
        ภาวิณีกล่าวชมจนศรีรามต้องหัวเราะแก้เก้อ       
        “กระผมเป็นคนที่เข้าออกวิหารบ่อยครั้งยังรู้เท่านี้ น้องหญิงเสียอีกที่อยู่ในป่าดงพงไพรกลับทราบเกร็ดประวัติของวัดทางพระพุทธศาสนาและเรื่องราวของเหล่าสาวกมากพอสมควรนะขอรับ ดูราวกับเป็นลูกหลานของบุคคลสำคัญในสมัยพุทธกาลคนหนึ่งเหมือนกัน เราน่าจะหาเวลามารู้จักพูดคุยกันให้มากกว่านี้ คงมีสิ่งดีๆมาแลกเปลี่ยนกันได้มาก”
        ฟังประโยคนี้แล้วภาวิณีกลับนิ่งอึ้ง รำพึงออกมาอย่างชั่งใจ
        “หากฉันไม่ได้ร่วมเดินทางกับพี่จนเสร็จสิ้นงานสังคายนา เมื่อเราได้กลับมาพบกันอีกครั้ง พี่ศรีรามจะจดจำรายละเอียดภายในงานมาเล่าให้ฉันฟังได้หรือไม่”
        เป็นคำถามที่สร้างความประหลาดใจให้กับศรีรามยิ่งนัก ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆแล้วกล่าวอย่างเต็มใจ
        “ทำไมจะไม่ได้ล่ะขอรับ แต่น้องหญิงภาวิณีพูดอย่างกับจะจากไปไหน ป่าดงพงไพรอันตรายออกอย่างนี้เดินทางโดยไม่มีการคุ้มกันของขบวนเห็นทีจะลำบาก”

        ศรีรามยั่วเย้าเล่นแต่หญิงสาวตรงหน้าหลุบเปลือกตาลงต่ำอย่างอับจนถ้อยคำใดมาสนทนาต่อ หันหน้ามองทางอื่นไปพลาง ล่วงเลยไปจนถึงหลังขบวนแล้วยังไม่พบว่าวตีอยู่แห่งไหน เมื่อเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าก็เห็นว่าเป็นเวลาพลบค่ำและฝนกำลังตั้งเค้าสังเกตจากกลุ่มเมฆหนาที่ลอยมาทางทิศตะวันตกจึงชวนให้ศรีรามกลับ
        “มืดแล้วเจ้าค่ะ กลับกันดีกว่า วตีอาจจะไปรอที่กระโจมแล้วก็ได้”
        พูดได้ไม่ทันขาดคำ เมฆฝนที่ทำท่าว่าจะตั้งเค้าก็ปรากฏลอยต่ำและอากาศแปรปรวน ลมกรรโชกแรงขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย แล้วฝนก็เทกระหน่ำลงมาก่อนที่ภาวิณีและศรีรามจะไปถึงกระโจมที่พัก หากจะวิ่งรี่ไปให้ถึงกระโจมของคนใดคนหนึ่งมีอันต้องเปียกปอนทั้งคู่
        ชายหนุ่มและหญิงสาวจึงจำเป็นต้องหลบอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่อยู่แนบชิดใกล้ ด้วยโคนไม้ที่เป็นที่กำบังฝนนั้นมีพื้นที่คับแคบสำหรับคนสองคนจะเข้าไปอยู่ด้วยกัน ศรีรามทรุดตัวนั่งบังอยู่ด้านนอกและถอดผ้าโพกศีรษะขึ้นมากางบัง เพื่อไม่ให้ละอองฝนสาดกระเซ็นมาโดนหญิงสาวที่อยู่เคียงข้าง…

๛๛๛
  
        ฝนที่เทกระหน่ำลงมาโดยไม่มีสัญญาณบอกล่วงหน้ามาพร้อมกับฟ้าแลบอยู่แปลบปลาบ ผู้คนในขบวนต่างเข้าไปหลบในกระโจมที่ทำจากหนังสัตว์เคลือบด้วยยางไม้ ทำให้สามารถหลบฝนได้ในระหว่างการเดินทาง จันทราวตีรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาด้วยเสียงฟ้าคำรามอยู่ครืนๆก่อนจะผ่าลงมาเสียงดังสนั่น
        เปรี้ยงง!!!
        เจ้าหญิงหวีดร้องดังในความมืด ผวาตื่นขึ้นมาโผกอดคนที่อยู่ใกล้ๆอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว
        “ขวัญเอยขวัญมา…”
        เสียงปลอบโยนนั้นไพเราะเสนาะหูแต่มิใช่เสียงของผู้ที่เธอควรผวากอดในเวลานี้แน่ แสงจากฟ้าแลบเข้ามาแปลบปลาบทำให้ภายในกระโจมสว่างจ้า จันทราวตีจึงรู้ว่าบุคคลตรงหน้าคือเจ้าชายเทวินทร์วรมันต์ นึกลำดับเหตุการณ์ได้จึงรู้ว่าเธอสลบไปตั้งแต่บนหุบเขาแล้วเจ้าชายพามานอนอยู่ถึงที่ประทับ รู้สึกตัวแล้วจึงกลับผลักพระองค์ออกแล้วกระเถิบตัวถอยหนีในทันทีที่นึกได้
        “ขอพระราชทานอภัยเพคะ ขอให้ข้าพระองค์ได้กลับไปพักที่กระโจมของตนเถิด”
        แม้จะนึกเสียดายกลิ่นไอละมุนที่ซุกอยู่กับพระอุระเมื่อครู่ เจ้าชายก็เต็มพระทัยจะให้เกียรติแก่หญิงสาวด้วยการถอยผละออกห่างและลุกไปจุดตะเกียงให้แสงสว่างเรื่อเรืองขึ้นมาในที่ประทับ
        “จะกลับได้อย่างไร ข้างนอกฝนตกแรงออกอย่างนั้น พักที่นี่สักครู่เถิด องค์…เอ้อ น้องหญิง”
        ดำรัสติดขัดในเบื้องต้น พินิจดูจันทราวตีมีสีหน้าแปลกใจด้วยไม่รู้ว่าในยามเผลอสติตนได้ละเมอสิ่งใดออกมาบ้าง เจ้าชายจึงสรวลออกมาได้ก่อนจะตรัส
        “เจ้าหลับไปได้สักพัก เวลานี้คงอาการดีขึ้นแล้ว”
        “เพคะ ขอบพระทัย”
        จันทราวตีรู้สึกสับสนในตัวเองยิ่งนัก ด้วยว่าในเวลาที่นึกได้ว่าตัวเองเป็นเจ้าหญิงก็นึกอิจฉาสาวชาวป่าที่เจ้าชายให้ความเมตตานัก ถึงขนาดออกปากว่าไม่อยากเข้าร่วมพิธีอภิเษกกับเจ้าหญิงแห่งเมืองสาวัตถี… แต่หากยามใดที่ระลึกได้ว่าตนคือสาวชาวบ้านไร้ยศฐาบรรดาศักดิ์ก็กลับกังวลในใจนัก ว่าเจ้าชายจะให้ความสงสารเธอแค่เห็นว่าเป็นดอกไม้ตามรายทางที่นึกจะเด็ดจะขว้างก็คงทำได้ และหากเมื่อท้ายที่สุดเจ้าชายทรงประจักษ์ว่าเจ้าหญิงและสาวชาวบ้านเป็นคนเดียวกัน พระองค์จะทรงรักเธอในฐานะใดกันหนอ ความคิดฟุ้งซ่านกระจัดกระจายไปพร้อมกับสายลมที่พัดพาเอาสายฝนเคลื่อนผ่านไปจากขบวนและซาลงช้าๆ
        เจ้าชายทอดพระเนตรมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างเย็นพระทัยก่อนตรัสถาม
        “ตกลงเรายังไม่รู้เลยว่า เจ้าโกรธเราเรื่องอะไร”
        “โกรธเรื่องอะไรเพคะ”
        จันทราวตีเรียงลำดับไม่ถูกนัก ใช่ ในคืนก่อนหน้านั้นเธอโกรธเจ้าชายในฐานะเจ้าหญิงที่ทรงดำรัสว่าไม่อยากอภิเษกด้วย แต่เมื่อเย็นที่ผ่านมาเธอเป็นสาวชาวป่าที่เจ้าชายเอาพระทัยใส่และพาไปดูทิวทัศน์ที่ตรึงตรา แล้วจะให้ถือโทษเอาความเจ้าชายอย่างไรได้
        “ก็ตอนที่เราไปตามเจ้าด้านหลังขบวน ดูเจ้าอิดออดที่จะไปกับเรานัก นึกว่ามีเรื่องใดข้องใจอยู่”
        “แล้วใครบอกพระโอรสเพคะ ว่าข้าพระองค์โกรธ”
        “ต้องให้ใครบอกหรือ สบตาเจ้าเราก็อ่านออก”

        ดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ ดวงเนตรหวานช้อนตาขึ้นสบพระเนตรสีเหล็กกล้าแล้วอ่อนระทวย ดวงใจไหววาบด้วยความสับสน ตรึกคิดได้ว่ามีความจริงที่ปิดบังบุรุษตรงหน้าอยู่จึงพลันหลบตาหันหน้าไปทางอื่นแล้วเอ่ยตัดบท

        “หามิได้เพคะ ข้าพระองค์จะโกรธด้วยเรื่องอะไร”
        “เช่นนั้นน้อยใจหรือ”
        เจ้าชายยังราวีไม่เลิก
        “ไม่เพคะ”
        จันทราวตีบ่ายเบี่ยง
        “เกลียดล่ะ”
        “ไม่เพคะ”
        “เช่นนั้นก็รัก”
        “เพคะ…รัก”

        หลุดปากตอบรับไม่รู้ตัว เจ้าชายได้ฟังแล้วถึงกับสรวลรื่นแต่หญิงสาวตื่นตกใจและเขินอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี สองปรางเรื่อนั้นแดงซ่านจนเทวินทร์วรมันต์นึกสงสาร หากแดงซ่านด้วยพิษรักรุมจะช่วยก้มลงจุมพิตเสียให้พอบรรเทา

        “ชื่นใจนักที่ได้ฟังจากปากเจ้า”
        เทวินทรวรมันต์ดำรัสหวานซึ้ง
        “ตอบเรามาอีกคำเดียว วตี เจ้ายินดีเป็นมเหสีของเราไหม”
        จันทราวตีอ้าปากค้าง สาวชาวบ้านรำพึงได้คำเดียวว่า ‘พระโอรส!’ แล้วน้ำตาคลอก่อนแข็งใจถาม
        “ด้วยฐานะใดเพคะ เป็นข้าราชรองพระบริบาทดังเช่นนางสนมในวังกระนั้นหรือ”
        “หามิได้ เป็นหนึ่งเดียวในดวงใจของเรา แต่อาจจะมีอีกหนึ่งนางที่เราต้องเข้าพิธีอภิเษกด้วย”
        เจ้าชายแสร้งถอนพระทัยกลุ้ม
        “แต่ในคืนก่อนหน้านั้น ข้าพระองค์ได้ยินว่าพระองค์ไม่ประสงค์จะแต่งกับนาง”
        ครานี้เอ่ยปากในฐานะเจ้าหญิงที่ยังค้างคาในพระทัยนัก เทวินทร์วรมันต์ทรงสดับฟังแล้วจึงสรวลรื่น รำพึงในพระทัยว่า…ที่แท้ก็เรื่องเท่านี้ นางถึงได้ร้องไห้ฟูมฟายนักในคืนนั้น… คิดหาเหตุผลที่หญิงสาวตรงหน้าจะฟังแล้วสบายใจทั้งในฐานะสาวชาวบ้านและเจ้าหญิงแห่งนครสาวัตถี
        “เจ้าลองทบทวนให้ดี ว่าพิธีอภิเษกนั้นจัดขึ้นโดยการบังคับ พระธิดาแห่งสาวัตถีถูกจับใส่พานมาแต่งงานกับเราโดยที่พระนางจะเต็มพระทัยหรือไม่ก็ไม่รู้ ต้องมาอยู่ร่วมกันด้วยความฝืนพระทัย เป็นเจ้า…เราสมมติว่าหากเจ้าเป็นเจ้าหญิงพระองค์นั้น เจ้าทนได้ไหม”
        เป็นการสร้างสถานการณ์สมมติที่ใกล้เคียงความจริงยิ่งนัก เจ้าหญิงจึงก้มหน้ารับ
        “ไม่ได้เพคะ”
        “นั่นแหละ หากเจ้าเป็นเจ้าหญิงอีกเหมือนกัน ได้พบกับชายหนุ่มที่พึงใจโดยที่เขาไร้ยศฐาบรรดาศักดิ์ ขณะที่ตนเองต้องเข้าพิธีอภิเษกเพื่อบ้านเมือง เจ้าจะเลือกสิ่งไหน”
        “จะให้ขัดราชโองการขององค์ราชาราชินีก็เท่ากับเป็นการอกตัญญูต่อพ่อแม่ หากเป็นเช่นนั้นจริงข้าพระองค์คงทำได้เพียงแต่อธิษฐานเพคะ  ให้งานอภิเษกล้มเลิกไปเอง”
        “นั่นอย่างไร ต่างกับความคิดของเราในคืนนั้นที่ตรงไหน”
        จันทราวตีอ้าปากจะค้าน เจ้าชายกลับตรัสแทรก
        “หากเจ้าเลือกได้ เจ้าจะเลือกเป็นแบบไหน คนไร้ยศฐาบรรดาศักดิ์หรือเจ้าหญิงที่มีพร้อมทุกสิ่ง…”
        คำถามนั้นแปลกพิกล ดูจะรุกเร้าเอาความจริงจากเจ้าหญิงอยู่ทุกขณะ จันทราวตีก้มหน้านิ่งอยู่นานจนเจ้าชายทรงเปลี่ยนไปตั้งคำถามใหม่ พระหัตถ์ไล้แก้มบางแล้วเชยคางเธอให้เงยหน้ามาสบตา
        “แต่ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใคร เราอยากรู้เพียงเรื่องเดียว…ยินดีมาเป็นมเหสีของเราไหม วตี”
        พระเนตรคมกล้านั้นเหมือนดังมีมนต์สะกดให้เธอตกอยู่ใต้อำนาจ เจ้าหญิงจึงรำพึงตอบอย่างอ่อนหวาน
        “เพคะ ข้าพระองค์ยินดีเป็นข้ารับใช้ของฝ่าบาทตราบจนชีวิตจะหาไม่”
        สายฝนสาดซาจนขาดสาย เทวินทร์วรมันต์ขยับเข้าไปใกล้แล้วน้อมลงจุมพิตประทับตราที่หน้าผากของหญิงสาวอย่างทะนุถนอม เจ้าหญิงอยู่ในอ้อมกอดของเจ้าชายเนิ่นนาน กระทั่งความมืดมิดมาเยือนจึงเห็นรัศมีของดวงจันทราฉายแสงมาทางม่านบัญชรของที่ประทับ จันทราวตีเงยหน้ามองแล้วใจหายวาบ

...ถึงเดือนเพ็ญเย็นใจให้กลับมา
เข้าพิธีวิวาห์อย่าคืนคำ...
     
        พรุ่งนี้คืนวันพระจันทร์เต็มดวง พระธิดาจากเมืองสาวัตถีมีกำหนดต้องนิวัตรถึงพระนคร!
 
๛๛๛
  

 จากคุณ : วิลาศินี [ 23 มี.ค. 2546 / 21:09:11 น. ]
     [ IP Address : 203.185.99.52 ]


 ความคิดเห็นที่ 45 : (วิลาศินี)

คั่นด้วยภาพเชตวันมหาวิหาร ที่ศรีรามและภาวิณีสนทนาถึงในบทที่ ๑๑ ค่ะ
 

 
ปัจจุบันเหลือเพียงซากสิ่งก่อสร้างเท่านี้ค่ะ

 จากคุณ : วิลาศินี [ 23 มี.ค. 2546 / 21:16:16 น. ]
     [ IP Address : 203.185.99.52 ]


 ความคิดเห็นที่ 46 : (วิลาศินี)

บทสุดท้ายของวันนี้ค่ะ :)
 
บทที่ ๑๒

  
        เมื่อฝนซาเจ้าชายทรงนำจันทราวตีกลับเข้ากระโจมที่พัก ในเวลาเดียวกับที่ศรีรามเดินตัวเปียกปอนมาส่งภาวิณีที่หน้ากระโจม เจ้าหญิงและภาวิณีได้พบกันก็โล่งใจ จันทราวตีมีเรื่องตื้นตันในอกอยากระบายและขอคำปรึกษาจากภาวิณีนัก ขณะที่เจ้าชายเสด็จกลับไปในกระโจมที่ประทับพร้อมรับสั่งเรียกศรีรามตามไปด้วย
        “เป็นอย่างไรสหาย ไปตกน้ำตกท่าที่ไหนมา”
        “ข้าพระองค์ยืนบังฝนให้ภาวิณีพระเจ้าข้า ระหว่างที่พาเธอออกตามหาน้องหญิงวตี”
        ศรีรามทูลตอบเสียงสั่นด้วยความหนาว
        “เจ้าก็รู้นี่ ว่านางอยู่กับเรา”
        “พะย่ะค่ะ รู้ด้วยว่าเวลานั้นพระโอรสคงไม่อยากให้มีใครไปรบกวน”
        ฟังประโยคนี้ของศรีราม เทวินทร์วรมันต์จึงทรงอุทานด้วยความชอบพระทัย
        “ดีมากสหาย เจ้าช่างรู้ใจเรานัก…อยู่กับภาวิณี เกิดอะไรขึ้นบ้าง”
        “มิได้เกิดอะไรเลยพะย่ะค่ะ ช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกันเราสนทนาแต่เรื่องของธรรมะ และแม้ว่าจะหลบฝนอยู่ชิดใกล้ นางก็นั่งหันหลังให้ข้าพระองค์และไม่พูดอะไรจนกระทั่งฝนหยุดตก”
        “ส่วนเจ้าก็ได้แต่ยืนบังฝน ไม่สนใจจะทำอะไรนางเลยกระนั้นหรือ”
        เทวินทร์วรมันต์ยั่วเย้าประสาชาย ศรีรามรู้ว่าเจ้าชายมีพระทัยแค่เพียงจะหยอกเขาเล่น แต่ชายหนุ่มนิ่งคิดเป็นจริงเป็นจังแล้วจึงเอ่ย
        “ไม่พะย่ะค่ะ ตลอดเวลาที่หลบฝนอยู่ด้วยกัน ข้าพระองค์ได้คิดทบทวนดูแล้ว ความรู้สึกที่ข้าพระองค์มีต่อนาง หากจะเรียกว่าความรัก ก็ขอให้เป็นรักด้วยความผูกพันอย่างคนที่เป็นมิตรและอยากเกื้อกูลช่วยเหลือให้ได้ดีในทางธรรมด้วยกันมากกว่าพะย่ะค่ะฝ่าบาท เรื่องจะล่วงเกินนางในเวลานั้นย่อมไม่ใช่เรื่องบังควรเป็นแน่”
        เทวินทร์วรมันต์ฟังจบแล้วนึกทึ่งในพระทัย แม้อยู่ในยามที่บรรยากาศเป็นใจ ก็มิได้ทำให้ศรีรามหวั่นไหวไปกับอารมณ์ทางโลก ต่างจากตนเองยิ่งนัก ที่คอยคิดแต่จะฉวยโอกาสกับจันทราวตีอยู่ตลอดเวลา
        “ดีแล้วล่ะ คิดได้เช่นนี้เราก็ขออนุโมทนากับเจ้าด้วย”
        “แล้วฝ่าบาทเล่าพระเจ้าข้า”
        “เรามีเรื่องต้องการคำปรึกษา ถึงได้เรียกเจ้ามาเดินอยู่ด้วยกันนี่อย่างไร”
        เจ้าชายเทวินทร์วรมันต์เล่าเรื่องต่างๆให้ศรีรามฟังทั้งหมด ทั้งเหตุการณ์ลอบปลงพระชนม์ที่ทรงเห็นหน้าว่าผู้ปองร้ายเป็นนายทหารของภัทรเสน องครักษ์ที่ตามมาให้ความช่วยเหลือคือหลานของอำมาตย์นาหิโย รวมถึงเรื่องที่ทรงได้รู้ว่าจันทราวตีที่แท้ปลอมตัวมาจากนครสาวัตถี ศรีรามได้ฟังชื่อพระธิดาจันทราวตีแล้วอดหวนคิดไปถึงภาวิณีไม่ได้ ว่าแท้จริงแล้วเธอเป็นใครกันหนอ อย่างน้อยก็น่าจะเป็นคนหนึ่งที่มีความสำคัญในนครสาวัตถีอยู่บ้าง เจ้าชายเล่าจบแล้วเกรงว่าศรีรามจะฟุ้งซ่านไปไกลจึงตรัสตัดบทเพื่อเข้าประเด็น

        “ช่วยเราคิดก่อนศรีราม ต่อไปนี้เป็นปริศนา ที่เราจะต้องรีบสะสางให้ทันก่อนงานสถาปนาจะเริ่มขึ้น…”
 
๛๛๛
  
        แม้ทุกคนที่มาจากนครสาวัตถีจะล่วงรู้ถึงการเลื่อนพิธีอภิเษก แต่ทุกอย่างก็ต้องเป็นไปตามกำหนดการที่นัดหมาย กำหนดกลับไว้วันใดก็ต้องให้เป็นไปตามนั้น เมื่อเจ้าหญิงจันทราวตีและภาวิณีมาถึงที่พักเหล่าองครักษ์ก็มารอท่าทูลเสด็จเพื่อนำทางกลับแคว้นโกศล ก่อนเดินทางนั้นจันทราวตีทรงรู้สึกวุ่นวายในพระทัย ที่จะต้องทรงหนีออกไปโดยมิได้บอกกล่าว เมื่อรับสั่งกับเพื่อนหญิงภาวิณีจึงเรียกหัวหน้าองครักษ์วิภูทะมาไหว้วานธุระอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกลับมาทูลพระธิดาว่าขอให้ทรงวางพระทัยได้ จากนั้นทั้งหมดจึงออกเดินทางออกห่างจากขบวนอย่างเงียบเชียบ ระหว่างทางนั้นจันทราวตีประทับนั่งอยู่บนหลังม้าจึงมิได้ตรัสปรึกษากับภาวิณีแต่ประการใด ได้แต่วุ่นวายในพระทัยอยู่ผู้เดียวอย่างเงียบเหงา
        “เจ้าชายจะเป็นห่วงเราไหมหนอ…”
        ดำริแล้วว้าวุ่นในพระทัยกับคำถามที่เจ้าชายตรัสเมื่อไม่กี่ชั่วยามที่ผ่าน…หากเจ้าเลือกได้ เจ้าจะเลือกเป็นแบบไหน คนไร้ยศฐาบรรดาศักดิ์หรือเจ้าหญิงที่มีพร้อมทุกสิ่ง…เจ้าหญิงเงยหน้ามองจันทราแล้วรำพึงอย่างหม่นหมอง

        “ข้าแต่จันทรา หากข้าเลือกจะเป็นอะไรก็ตามที่ขอเพียงได้อยู่เคียงข้างกับเทวินทร์วรมันต์ เช่นนั้นจะผิดไหม”

        ดวงจันทรายังคงทอประกายสุกใสให้แสงสว่างนำทางดุจเดิมแต่ไร้ซึ่งคำตอบ ปล่อยให้เจ้าหญิงตั้งคำถามอยู่เพียงลำพังกระทั่งเข้าใกล้ชายแดนแห่งแคว้นโกศลจนไปถึงนครสาวัตถี…
   
๛๛๛
      
        แล้วเสร็จจากการคุยธุระกับเจ้าชายในที่ประทับ ศรีรามจึงกลับเข้าที่พักของตนบ้าง เมื่อล้มตัวลงนอนอย่างอ่อนแรงไปจนถึงรุ่งเช้า แสงแดดอ่อนๆสาดส่องเข้ามากระทบ กับเสียงนกพิราบกระพือปีกบินมา ศรีรามจึงลืมตาขึ้นดูจึงเห็นนกพิราบขาวตัวหนึ่งบินมาเกาะอยู่บนราวแขวนผ้า ปากคาบธนูลูกหนึ่ง ส่วนตรงขาของมันมีแผ่นหนังชิ้นเล็กๆมัดติดอยู่

        เมื่อศรีรามหันมองมันก็ไม่บินหนีไปไหน ผงกหัวอยู่ปะหลกๆคล้ายเชื้อเชิญให้มาหยิบเอาลูกธนูออกจากปาก กับแกะแผ่นหนังจากขามันเสียก่อนแล้วค่อยบินจากไป แต่เหลนชายของอนาถบิณฑิกะฉลาดพอที่จะหยิบลูกธนูและแกะแผ่นหนังออกมา แล้วก็กลับจับตัวนกพิราบเอาไว้  ผูกติดไว้กับขื่อในกระโจมของตนนั่นเอง
       
        “อยู่ด้วยกันก่อนเจ้านกน้อย กระผมสังหรณ์ใจว่าถ้าปล่อยให้เจ้าบินจากไปแล้วจะไปลับ ไม่อาจติดตามหาผู้ที่ส่งข่าวมาให้กระผมได้”

        แผ่นหนังจารึกเนื้อความไว้ไม่กี่ประโยค ศรีรามอ่านรวดเดียวแล้วลุกพรวด วิ่งออกจากกระโจมแล้วมองไปรอบกองคาราวานอย่างเคว้งคว้างก่อนทอดถอนใจด้วยความอาลัย
        “ตามไปเวลานี้ก็มิทัน ไปแจ้งองค์เทวินทร์วรมันต์ก่อนดีกว่า”

        เนื้อความในสาส์นนั้นเป็นข้อความอำลาด้วยความจำเป็นที่จะต้องจากไปทำธุระ ขออย่าให้เจ้าชายและผู้คนในขบวนเป็นกังวล ส่วนลูกธนูที่นกพิราบคาบมาให้นั้นเป็นของผู้ติดตามที่มาลอบช่วยเหลือจันทราวตีไว้ในคราวที่เจอเสือป่า ขอให้เจ้าชายทรงระวังอันตรายรอบด้านให้จงหนัก แม้องครักษ์จากในวังก็มิอาจไว้พระทัยได้ ปิดท้ายด้วยคำอำลาและหวังว่าจะได้พบกันใหม่ เจ้าชายอ่านแล้วกลับพอพระทัยและขอบใจศรีรามที่นำข่าวสารมาส่งให้
        “อันตรายมีอยู่รอบด้าน ให้นางกลับไปรอท่าที่สาวัตถีก็ดีเหมือนกัน”
        “พระองค์ตรัสราวกับว่าไม่ทรงกังวลที่ต้องแยกจากองค์หญิงเลยพระเจ้าข้า”
        “จะกังวลไปใย ในเมื่อเรากลับไปก็ต้องไปเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับนางอยู่แล้ว เจ้าสิศรีราม หักห้ามใจไม่ให้คิดถึงภาวิณีได้หรือ”
        เหมือนตอกซ้ำลงในความหวั่นไหว เมื่อเทวินทร์วรมันต์ตรัสย้ำถึงคำว่า ’ภาวิณี’ ขึ้นมาครั้งใด จิตใจของศรีรามก็ไหวเอนออกไปนอกทางเสียแทบทุกครั้ง แท้จริงแล้วศรีรามก็มีเยื่อใยกับภาวิณีอยู่มาก หากแต่พยายามระลึกได้หน้าที่ย่อมสำคัญกว่า หากเป็นเนื้อคู่กันด้วยบุพเพสันนิวาส อยู่ห่างจากกันเพียงใดย่อมไม่แคล้วคลาดและกลับมาหากันจนได้ในวันหนึ่ง ชายหนุ่มจึงกราบทูลอย่างมั่นใจ

        “ได้ พะย่ะค่ะ”
  
๛๛๛
  
        ชั่วระยะเวลาข้ามคืนและข้ามวัน เหล่าองครักษ์ติดตามรักษาความปลอดภัยแก่เจ้าหญิงและภาวิณีอย่างใกล้ชิด กระทั่งถึงนครหลวงก็เสด็จเข้าประตูเมืองและเดินทางไปยังพระราชวังอย่างสามัญชนทั่วไป โดยที่ไพร่ฟ้าประชาชนก็มิได้สังเกต พระราชาและพระราชินีมารอรับที่อุทยานด้านหลังของราชวังในเวลาพลบค่ำของวันเพ็ญเดือนเก้า เจ้าหญิงน้อยนิวัตรกลับพระนครโดยสวัสดิภาพ ยังความปลื้มปีติและโล่งพระทัยมาให้แก่พระบิดามารดาทั้งสองพระองค์เป็นล้นพ้น

        นำส่งพระธิดากลับพระราชวังแล้ว ภาวิณีก็หันหลังกลับไปยังเรือนเล็กหลังวิหารบุพพาราม แม้จันทราวตีจะตรัสขอร้องอ้อนวอนให้รับตำแหน่งพระสหายคนสนิท มีเรือนพักรับรองใหญ่โตมโหฬารภายในรั้วพระราชวังทั้งรับรองฐานะความเป็นอยู่มิให้บกพร่องอย่างที่เคยพากันไปตกระกำลำบาก ภาวิณีก็เพียงรับฟังอย่างนิ่งเย็นและเป็นสุขอยู่ด้วยความพอใจในสิ่งที่ตนมี เมื่อพระธิดาตรัสจบจึงปฏิเสธอย่างนิ่มนวลและอดไม่ได้ที่จะต้องสั่งเสีย

        “พระธิดาเรียกหาข้าพระองค์ที่วิหารบุพพารามได้ทุกเวลาเพคะ หากมิใช่เรื่องวุ่นวายอย่างที่เกิดในคราวนี้อีก”

        จันทราวตีร้องครางอย่างขัดใจ แต่ไม่อาจเอ่ยความใดได้ต่อ ด้วยเห็นว่าเสด็จพ่อและเสด็จแม่ยังรอท่า ได้เวลาเจ้าหญิงเสด็จเข้าที่ประทับภาวิณีจึงทูลลาและปลีกตัวกลับไปยังเรือนของตนในเวลารุ่งสาง

๛๛๛

 จากคุณ : วิลาศินี [ 23 มี.ค. 2546 / 21:26:41 น. ]
     [ IP Address : 203.185.99.52 ]


 ความคิดเห็นที่ 47 : (วิลาศินี)

ยังตอบคุณ ม.ม.ม. และคุณเมไม่ได้นะคะ
ว่าจะมีรวมเล่มขายทั่วไปหรือไม่และตอนจบเป็นอย่างไร
แต่คนเขียนว่าคุณเมพอจะเดาได้รางๆแล้วล่ะ ;)

ขอบคุณพี่สี่ปอและคุณคนไกลวัดด้วยค่ะ
ต้นฉบับตัวจริงก็แก้แล้วแก้อีกเหมือนกันค่ะ จนป่านนี้ยังผิดอีก
นิยายเรื่องนี้เคยนำเสนอในลานธรรม, pantip, zilent
แต่เนื้อหาหยุดอยู่แค่ไม่เกินสี่บทก็ไปต่อไม่ได้จึงหยุดไว้ก่อนค่ะ
มาตอนนี้เนื้อหาปาเข้าไปค่อนเรื่องแล้ว ยังไม่เข้าพิธีสังคายนาเลยค่ะ :D~
เป็นกุศโลบายดึงให้คุณคนไกลวัดติดตามอ่านตอนต่อไปนั่นเอง

ขอบคุณคุณรุฬิญาด้วยค่ะ (เหมือนจะ)หายหน้าหายตาไปเสียนาน
ดีใจที่ได้พบเพื่อนๆ พี่ๆ คนเก่าๆ ที่เงียบหายไปในกระทู้นี้อีกค่ะ

ปล. พรุ่งนี้งดบทต่อไปนะคะ จะมาเล่าที่มาของนิยายเรื่องนี้ให้อ่านคั่นเวลา
เพราะถ้ารอให้โพสต์จบค่อยเล่า เกรงว่าคนอ่านจะเบื่อเอาแล้วหนีหายไปเสียก่อน

ธรรมสวัสดีค่ะ

 จากคุณ : วิลาศินี [ 23 มี.ค. 2546 / 22:17:10 น. ]
     [ IP Address : 203.185.99.52 ]


 ความคิดเห็นที่ 48 : (มอ.แมน)

:) :) :)

 จากคุณ : มอ.แมน [ 24 มี.ค. 2546 / 12:49:03 น. ]
     [ IP Address : 203.156.8.53 ]


 ความคิดเห็นที่ 49 : (สี่ปอ )

มาตามอ่านอีกค่ะ
พี่คนไกลวัดช่างสังเกตกว่าสี่ปออีกค่ะ  ^_^

ความเห็นที่ ๔๑
ช่วงแรก ย่อหน้าก่อนจบ
"...สัตวที่ร้องครวญคราง ..."   ... สัตว์

ช่วงที่ ๓ ย่อหน้าที่ ๒
"...เจ้าหญิงร้องให้อยู่ใต้ต้นไม้..."  ... ร้องไห้
ย่อหน้าที่ ๗
"...ปกป้องจันทราวตีได้อย่างไม่มีพิรุจ..."  ... พิรุธ

ความเห็นที่ ๔๔
ช่วงที่ ๒
ตรงประโยคที่ศรีรามพูด
“คราวก่อนน้องหญิงถามถึงเวฬุวันวิหาร กระผมยังมิได้เล่าเรื่องพิศดารยิ่งกว่านั้นเลยขอรับ”  ... พิสดาร

ช่วงที่ ๒ เช่นกัน
"... ท่านอนาถบิณฑิกะเษรษฐีจึง ... " ... เศรษฐี

ก่อนจบความเห็นที่ ๔๔
" ... มีกำหนดต้องนิวัตรถึงพระนคร ..."  ...  ไม่แน่ใจว่าใช้นิวัตร หรือ นิวัต จ้ะ

ลืมไปว่า พี่อ่านด้วย font microsoft san serif ขนาด 10pt
ดังนั้น บรรทัดที่บอกไปในความเห็นข้างบนอาจจะคลาดเคลื่อนได้นะคะ
แต่ย่อหน้าไม่น่าจะพลาด ^_^

 จากคุณ : สี่ปอ [ 24 มี.ค. 2546 / 14:48:02 น. ]
     [ IP Address : 202.44.40.124 ]


 ความคิดเห็นที่ 50 : (มานพ)

ขออนุโมทนาด้วย
เห็นคำผิดอยู่หลายแห่ง บังเอิญคุณสี่ปอ ช่วยแก้ให้แล้วก็เลยไม่มีที่แก้ไข

 จากคุณ : มานพ [ 24 มี.ค. 2546 / 15:52:08 น. ]
     [ IP Address : 172.17.31.54 ]


 ความคิดเห็นที่ 51 : (วิลาศินี)

^__^ ขอบคุณค่ะพี่สี่ปอ ดีจัง ขอฝากเนื้อฝากตัวอีกจนถึงบทอวสานเลยนะคะ
  
บทแทรก
   
นิยายเรื่องนี้ใช้เวลาแต่งราวๆสองปีค่ะ ถ้านับจากวันเสาร์ที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๔๓
กับบทสนทนาบทนี้ (แต่งจบจริงๆวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๔๕ ค่ะ)
  
--------------------------------------
     ICQ History Log For:   
           34577389  dungtrin
Started on Sat Dec 02 13:47:32 2000
--------------------------------------
     
Chutr       10:22 สวัสดีค่ะพี่ตุลย์

dungtrin  10:24 หวัดดีจ้ะอ้อ :-) เป็นไงมั่ง

Chutr       10:25 ล้มเหลวด้านการประคับประคองจิตใจค่ะ :) 
                        ไม่อยากเอางานมาอ้างเลย
                        แต่ช่วงนี้ก็ทำโปรเจคหนักมากค่ะ ตั้งแต่ 9
                        โมงเช้าถึงตีหนึ่งตีสองมาสองสามวันแล้ว

dungtrin   10:26 เคาะนิ้วเล่นๆไปทั้งวันสิอ้อ
                        ให้มันมีฐานรู้ พอเคาะไปสนุกๆได้พักหนึ่ง มันเห็นเป็นความชินเอง

Chutr        10:29 ค่ะ ขอบคุณค่ะ :) เนี่ย
                         ตั้งใจเอางานมาส่งพี่ตุลย์เลยนะคะวันนี้ โชคดีจัง
                         เจอพี่ตุลย์ออนไลน์พอดีเลย
                         เดี๋ยวอ้อส่งเป็นไฟล์ให้เลยนะคะ

dungtrin   10:31 จ้ะอ้อ

Chutr        10:34 เดี๋ยวนะคะ คุยไปพลางๆ
                         อ้อไม่ได้แต่งตอนของมติต่อนะคะ
                         ยังไม่พร้อมที่จะแต่งทางนฤพานภาคสองจริงๆ
                         คงต้องรออีกสัก 4-5 ปี อย่างที่คุณอาบอก
                         ก็เลยแต่งเป็นภาคพิเศษเป็นการเก็บตกจากทางนฤพานโดยยก
                         เอาตัวละครแต่ละตัวมาให้เป็นตัวเอก อ่านกันสนุกๆ
                         ไม่ต้องเอาไปทำอะไรจริงจัง โดยเฉพาะตอนนี้
                         เบาสมองมากๆ จนกลัวจะไม่ได้สาระอะไรเลยน่ะค่ะ

dungtrin   10:35    อ้อแต่งเรื่องของอ้อเองน่าจะทำให้ศักยภาพทั้งหมดแสดง
                           ได้เต็มที่มากกว่านะ
                            พี่เขียนเรื่องหนูอิ๊น ก็อยากจะบอกกับอ้อตรงนี้

dungtrin   10:36   พี่เคยอ่านเรื่องหนึ่ง
                          ของหมอแต่ง ประทับใจมาก
                          เอาเรื่องโรคภัยไข้เจ็บมาผูกให้น่าสนใจได้อย่างน่าทึ่ง

Chutr       10:39   อ้าว อ๋อ ค่ะ
                          อ้อก็แปลความตั้งใจของพี่ตุลย์ไปหลายทางเหมือนกัน
                          บวกกับความสับสนในความตั้งใจของตัวเองด้วย
                          ก็เลยยิ่งเบลอใหญ่เลย
                          พี่ตุลย์หมายความว่า
                          ให้อ้อแต่งเรื่องเกี่ยวกับธรรมะเรื่องใหม่ออกมาเลย
                          โดยเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทางการแพทย์
                           หรือเปล่าคะ

dungtrin    10:40   เปล่า
                           เป็นเรื่องที่อ้ออยากเขียนน่ะ
                           ความจริงคืออยากให้อ้อประสพความสำเร็จในการปฏิบัติก่อน
                           สำเร็จในที่นี้พี่หมายเอาถึง(...)เลยนะ
                           ซึ่งมันเป็นไปได้จริงสำหรับอ้อ  และก็ไม่นานเกินรอด้วย

Chutr       10:46   อ้ออ่านทวนประโยคสุดท้ายหลายรอบมากเลยค่ะ
                          เป็นไปได้หรือคะ อ๋อ พี่ตุลย์คงหมายถึง
                          ใครๆก็เป็นไปได้ ถ้าตั้งใจจริง
                          แต่ เอ้อ อ้อขอสารภาพตรงๆว่า
                          ไม่เคยคิดถึงจุดนั้นเลยค่ะ
                          แค่อยากพ้นทุกข์ไปวันๆเท่านั้นเอง

dungtrin  10:48 เอาเถอะ  แล้วรู้เอง

**********

เกือบๆสามปีที่ยังทั้งจดทั้งจำคำพูดเหล่านั้นมาได้นานถึงป่านนี้
ที่จับใจความได้ในตอนนั้นคือ พี่ตุลย์ให้(...)ก่อน ค่อยเขียนนิยาย
เก็บเอามานั่งคิดนอนคิดว่า ไม่ไหว รอให้(...)ก่อนคงไม่ได้เขียนพอดี :p

ดันทุรังมาจนป่านนี้ ถึงรู้เองแล้วว่าว่าถ้ายังไม่ประสบความสำเร็จทางธรรมเสียก่อน
เป้าหมายใดๆที่ทำไปในทางโลก ก็ช่วยเหลือเกื้อกูลได้แค่ทางโลก
อาจจะช่วยสนับสนุนในทางธรรมได้บ้าง แต่ไม่สำคัญเท่าการภาวนาแล้วค่ะ

ทั้งหมดที่ยกมาแทรกไว้คือเพิ่งจะนึกได้และอยากจะเรียนให้ทราบกันไว้ก่อนค่ะ
ว่าคงไม่มีนิยายเรื่องต่อไปในเวลาอันใกล้ นิยายเรื่องนี้หากจะยังมีข้อบกพร่องอยู่มาก
ก็ขอเก็บไว้แก้ตัวครั้งหน้าหลังจากประสบความสำเร็จในทางธรรมจริงๆก่อน

พรุ่งนี้อีกไม่กี่บทก็อวสานแล้วค่ะ หวังว่าจะยังมีคนติดตามอ่านกันไม่มากก็น้อย
ตีพิมพ์เป็นรูปเล่มเสร็จเรียบร้อยเมื่อไรจะมาแจ้งให้ทราบกันอีกทีค่ะ
จบเรื่องนี้ก็แขวนปากกาก่อนนะคะ ตามใจกิเลสมามากพอแล้ว ^__^

 จากคุณ : วิลาศินี [ 25 มี.ค. 2546 / 00:02:04 น. ]
     [ IP Address : 203.185.99.39 ]


 ความคิดเห็นที่ 52 : (สี่ปอ )

ได้จ้ะ
(สงสัยต้องเรียกพี่คนไกลวัดมาช่วยด้วยซะแล้ว ^_^)

 จากคุณ : สี่ปอ [ 25 มี.ค. 2546 / 07:34:03 น. ]
     [ IP Address : 202.44.40.124 ]


 ความคิดเห็นที่ 53 : (คนไกลวัด)

น้องสี่ปอคนเดียวก็ cover at least 90% แล้วค่ะ ^_^  อย่างเก่งพี่ทำได้ แค่ 10%  เท่านั้น      

บทที่ 7  ....สหายขององค์หญิงนิ่งฟังอย่างอ่อนใจ มิรู้จะทำประการใดกับความดื้อรั้นของ (เจ้านางน้อย) ....

ไม่อยากให้คุณวิลาศินีเข้าใจผิดว่าอ่านเรื่องไม่สนุกนะคะ  อ่านสนุกค่ะเลยต้องตอบแทนผู้เขียนด้วยการช่วยตรวจทานให้   จะได้ส่งมาให้อ่านเรื่อย ๆ ไงละ ^_^   

 จากคุณ : คนไกลวัด [ 25 มี.ค. 2546 / 09:51:41 น. ]
     [ IP Address : 12.87.154.66 ]


 ความคิดเห็นที่ 54 : (วิลาศินี)

สามตอนสุดท้ายแล้วค่ะ ที่บอกไปตอนแรกว่ามี ๑๖ บท มาเปิดแผ่นดิสค์ดูเหลือแค่ ๑๕ บทเอง :)
  
บทที่ ๑๓


ขบวนของนครราชคฤห์ยาตราเข้าสู่นครเวสาลีตามเวลาที่กำหนด พิธีสังคายนาใกล้เริ่ม ศรีรามทำหน้าที่ของผู้ดูแลขบวนได้ไม่ขาดตกบกพร่อง ในระหว่างที่พิธีสังคายนาดำเนินไปนั้น อุบาสกหนุ่มจรดพู่กันเขียนบันทึกเหตุการณ์ในงานสังคายนาไว้ในแผ่นหนัง หมายมาตรว่าจะนำเรื่องราวส่งข่าวไปเล่ายังเมืองสาวัตถี ทุกตัวอักษรมีภาพภาวิณีร่วมรับฟังเรื่องราวแต่ละบทแต่ละตอน

ส่วนเจ้าชายเทวินทร์วรมันต์ได้รับการทูลเชิญไปประทับในราชวังของเวลาสีและมาเยือนที่วาลุการาวิหารเป็นครั้งคราว พอนานวันสบพระวโรกาสได้เข้าไปสนทนาธรรมกับพระนันทาเถรีที่เมตตาให้โอวาทสอนสั่ง เมื่อสดับตรับฟังพระธรรมเทศนาที่ชื่นเย็นจากพระเถรี ก็ทำให้มีพระทัยนิ่งสงบต่างจากที่เคยวู่วามและเอาแต่พระทัยอย่างในเวลาที่ผ่านมามาก พระราชบิดาของเจ้าชายเองก็ชื่นชมโสมนัสในพระราชบุตรที่ทรงหมายมั่นปั้นมือให้ดำรงตำแหน่งจักรพรรดิในอนาคตเป็นอย่างยิ่ง

ศรีรามวางพู่กันในวันสุดท้ายที่สิ้นสุดการสังคายนา พับแผ่นหนังที่บันทึกปิดผนึกอย่างดีแล้วผูกติดกับเจ้านกพิราบขาวที่จับตัวเอาไว้ปล่อยให้บินไปยังสาวัตถี

เมืองที่หัวใจของเขาและเจ้าชายติดปีกไปรอท่าอยู่นานแล้ว…       
  
๛๛๛
 
ขึ้นแปดค่ำ เดือนเจ็ด ราชคฤห์นคร

   
คาราวานธรรมะที่ยาตรากลับมายังนครราชคฤห์ได้รับการต้อนรับจากฝูงชนอย่างล้นหลาม เสียงอนุโมทนาดังแว่วมาแต่ไกลตลอดรายทาง แต่ครั้นกลับถึงราชวังเจ้าชายกลับหลีกเลี่ยงพิธีต้อนรับของเหล่าเสนาอำมาตย์และข้าราชบริพารทั้งหลาย เร่งรุดไปหาศรีรามที่เวฬุวันวิหารเพื่อตามไปปรึกษากับสหาย

“เราได้ข่าวมาอีกเรื่อง”
“ทูลฝ่าบาท มีสิ่งใดให้ข้าพระองค์รับใช้พะย่ะค่ะ”
“เวลานี้ที่ชายแดนของแคว้นอวันตีคิดกระด้างกระเดื่อง เหล่าเสนาอำมาตย์คิดจะคานอำนาจด้วยการออกพระราชโองการให้นำพระธิดาของราชธานีมาเป็นมเหสีของเราอีกองค์หลังเสร็จงานสถาปนา”

รับฟังความกลัดกลุ้มพระทัยของพระโอรส ศรีรามจึงกลั้นยิ้มแล้วกราบทูล
“เช่นนั้นก็เตรียมพระทัยเถิดพระเจ้าข้า ยิ่งใกล้วันสถาปนา พระองค์จะต้องเตรียมตัวเป็นจักรพรรดิ จะหนีไปงานสังคายนาที่ไหนมิได้อีกแล้ว”
เทวินทร์วรมันต์ฟังคำของสหายแล้วกลับรำพึงไปอีกเรื่องหนึ่ง
“สำคัญนักหรือ ความเป็นจักรพรรดิ”
“สำคัญหรือไม่ ก็มีผู้มุ่งหวังจะแย่งชิงราชบัลลังก์จนเกิดการนองเลือดมาไม่รู้กี่ครั้งแล้วพระเจ้าข้า”
“เช่นนั้นหากเราจะ…”

มิทันได้ตรัสจบประโยค องครักษ์จากราชวังก็มาทูลขอเข้าเฝ้า
“ทูลฝ่าบาท พระโอรสภัทรเสนเชิญเสด็จไปเข้าร่วมพิธีถวายคืนตำแหน่งรัชทายาทพระเจ้าข้า”
เทวินทร์วรมันต์ส่ายพระพักตร์ ศรีรามจึงกระซิบถาม
“ทรงหนีงานราชกิจมาหาข้าพระองค์หรอกหรือพระเจ้าข้า”
“ก็ไม่นานหรอก” เจ้าชายตอบศรีรามแล้วหันไปดำรัสกับองครักษ์ “รออีกสักพัก เราจะตามไป”
“พะย่ะค่ะ”
องครักษ์ถวายการคำนับแล้วลุกเดินจากไป ด้วยเหตุบังเอิญในเวลานั้นมีลมกรรโชกแรงปลิวพัด ให้หมวกขององครักษ์ปลิวมาตกที่เท้าศรีราม ชายหนุ่มจึงตามไปเก็บให้ ทันทีที่หยิบหมวกใบนั้นขึ้นมาศรีรามก็รู้สึกร้อนวูบวาบ กระแสจิตรวมลงเป็นนิมิตให้เกิดภาพเรียงลำดับเหตุการณ์ในเวลาอันสั้น ลักษณะท่าทางของศรีรามในเวลานั้นจึงดูเหมือนจะตะลึงงันเมื่อเห็นใบหน้าขององครักษ์ที่เดินมารับหมวกก่อนจะจากไป

“เจ้าเป็นอะไรศรีราม”
เจ้าชายตรัสถามเมื่อเขากลับไปเข้าเฝ้า
“องครักษ์ผู้นั้นเป็นใครพระเจ้าข้า”
“เขามีชื่อว่าอรชุน มาช่วยเราไว้จากเหตุการณ์ลอบสังหารบนหุบผา ได้ยินว่าเป็นญาติกับท่านอำมาตย์นาหิโย”
“เหตุการณ์ลอบสังหาร? อ้อ…ที่พระโอรสตรัสว่าผู้ปองร้ายเป็นทหารนายหนึ่งของเจ้าชายภัทรเสน”
“ใช่ เรื่องนี้เจ้าอย่าได้บอกใคร เราให้ทหารติดตามสืบดูประวัติของคนร้ายก็กลับไม่ได้ความ เพราะเครือญาติของเขามีเพียงบุตรและภรรยาซึ่งถูกลอบสังหารตายหมดในเวลาใกล้เคียงกัน”
“การฆ่าปิดปาก…เรื่องมันชักไม่ชอบมาพากลแล้วฝ่าบาท”
เห็นศรีรามทำท่าครุ่นคิด เทวินทร์วรมันต์จึงตรัสสำทับ
“เรื่องของคนในมิใช่เรื่องเล็ก ศึกที่ประกาศสงครามระหว่างแคว้นยังเปิดเผยเสียกว่า ไม่ต้องมานั่งคาดเดาว่าผู้ใดเป็นคนร้ายกันแน่”
ศรีรามฟังคำตรัส นึกลำดับภาพที่เขาเห็นเมื่อครู่แล้วเอ่ยถามเจ้าชายอีกครั้ง
“คนร้ายที่ลอบสังหารฝ่าบาท ตายอย่างไรพระเจ้าข้า”
“อรชุนคว้าดาบฟันสะพายแล่ง ตายคาที่...”

ด้วยเวลามีไม่มากนัก เทวินทร์วรมันต์จึงมีโอกาสสนทนากับสหายได้อีกไม่นานก็ต้องเสด็จไปเข้าร่วมพิธีถวายคืนตำแหน่งรัชทายาทที่เจ้าชายภัทรเสนจัดให้ในวัง ปล่อยให้ศรีรามนั่งครุ่นคิดอยู่ตามลำพังได้ไม่นาน  ลมพัดกรรโชกมาอีกคราหนึ่ง ชายหนุ่มจึงรีบเก็บสำรับลงจากเรือนในทันใด
  
๛๛๛
  
กลับจากเรือนที่พักของสหายหนุ่ม เจ้าชายเทวินทร์วรมันต์ก็เสด็จเข้าที่ประทับ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเข้าพิธีในท้องพระโรง รับสั่งเรียกหานาหิโยผู้เป็นอำมาตย์คนสนิทมาปรึกษาใกล้ชิดถึงในห้อง อำมาตย์ชรามาพร้อมกับนางกำนัลที่ถือสำรับน้ำชาที่จัดเตรียมมาถวายพระโอรส

“ถวายบังคมพะย่ะค่ะ”
“ไม่ได้เจอกันเสียนาน ท่านสบายดีหรือ”
สดับเสียงเรียบเย็นของเจ้าชายต่างจากที่เคยได้สัมผัสมา อำมาตย์ชราให้นึกฉงนในใจแต่ก็สนองพระดำรัสตอบรับไปตามปรกติพร้อมรินน้ำชาถวาย

“ข้าพระองค์สบายดีพระเจ้าข้า ฝ่าบาทเล่า”
“เราสบายดี ที่เรียกท่านมาในวันนี้ มีเรื่องจะสอบถามและขอคำปรึกษา”
“พะย่ะค่ะ ทรงมีเรื่องอะไรหรือฝ่าบาท”
ทอดพระเนตรมองอำมาตย์ชราที่ถวายความจงรักภักดีมาตั้งแต่พระองค์ยังเล็ก คอยเคี่ยวเข็ญสรรพวิชาอาวุธ และให้ความดูแลมาจนเจริญพระชนม์ได้ยี่สิบกว่าพรรษา หากจะสอบถามหรือขอคำปรึกษาในเรื่องที่เป็นความลับที่สุดก็คงไม่สามารถหาใครที่จะทรงวางพระทัยได้มากไปกว่าอำมาตย์ผู้นี้อีกแล้ว

“ช่วงเวลาที่ไปร่วมงานสังคายนา เราถูกลอบปลงพระชนม์ตลอดทางจนกระทั่งถึงเมืองเวสาลี มิรู้ว่าท่านสงสัยใครบ้าง”
อำมาตย์ชราฟังดำรัสแล้วอ้ำอึ้ง การที่ทหารหรือขุนนางจะกล่าวโทษผู้ใดในราชสำนักว่าคิดเป็นปรปักษ์กับราชวงศ์ย่อมเท่ากับเอาศีรษะไปวางพาดไว้บนเขียง
“ช่างเถิดท่านอำมาตย์ ท่านอยู่ในวังคอยดูแลปรึกษาราชการงานบ้านเมือง จะรู้เห็นความเป็นไปในเรื่องนี้ได้อย่างไร เราเพียงอยากขอร้องท่านว่า หากเรามีอันเป็นไป ก็อยากให้ท่านคอยดูแลภัทรเสนให้เป็นองค์จักรพรรดิที่มีคุณธรรม ดูแลไพร่ฟ้าประชาชนให้อยู่เย็นเป็นสุข ท่านจะรับปากเราได้หรือไม่”

“พระโอรสตรัสกระไรเช่นนั้นพระเจ้าข้า”
“ท่านถวายความจงรักภักดีกับเรามาตั้งแต่เรายังแบเบาะ นอกจากเสด็จพ่อเราก็มิได้เคารพและไว้ใจผู้ใดไปมากกว่าท่านอีก”

ตรัสพลางยกน้ำชาขึ้นมาเสวย อำมาตย์ชราได้ฟังดำรัสแล้วตื้นตันในใจนักถึงกับร้องห้าม
“อย่าเสวยน้ำชาถ้วยนั้นพระเจ้าข้า!”
ไม่ทันการ เจ้าชายเทวินทร์วรมันต์ยกน้ำชาขึ้นเสวยในคราวเดียวจนหมดถ้วย วางถ้วยเปล่าลงบนโต๊ะแล้วสรวลรื่น
“อ้า… ชื่นใจจริง ท่านว่าอะไรนะท่านอำมาตย์”
ตรัสไม่ทันขาดคำก็รู้สึกจุกแน่นในพระอุระ จึงยกพระหัตถ์ขึ้นกุมแล้วไขว่คว้าหาอาวุธแต่กลับทรุดลงอย่างไร้เรี่ยวแรงอยู่กับพื้น อำมาตย์ชรารี่มาประคองด้วยความสำนึกผิด
“โธ่ ฝ่าบาท ข้าพระองค์จะถวายยาถอนพิษ”
“ไม่ทันแล้วท่านลุง!”
เสียงอรชุนดังขึ้นแล้วเจ้าตัวจึงก้าวล่วงเข้ามาในห้อง หากแต่ผู้ที่มาปรากฏกายมิใช่อรชุนในชุดองครักษ์ หากแต่เป็นฉลองพระองค์ของเจ้าชายเทวินทร์วรมันต์ ทั้งใบหน้านั้นก็คล้ายคลึงกับองค์โอรสอย่างชนิดที่เหมือนพี่น้องฝาแฝด ถือดาบเข้ามาอย่างพร้อมจะเงื้ออาวุธสังหารได้ทุกเมื่อ
“พระองค์ด้วยฝ่าบาท เห็นทีจะต้องเสด็จไปครองราชย์ในภพหน้า”
เทวินทร์วรมันต์มองหาทหารและองครักษ์ที่เคยรักษาการณ์อยู่หน้าที่ประทับก็กลับว่างเปล่าไร้ผู้คน
“เหล่าทหารไปเตรียมอารักขาความปลอดภัยภายในท้องพระโรงแล้วพระเจ้าข้า ด้วยว่าเวลานี้ฝ่าบาทอยู่กับอำมาตย์คนสำคัญที่ทรงไว้พระทัย ทั้งยังได้เวลาองครักษ์ผลัดเปลี่ยนเวรยาม นับว่าเป็นนาทีทองของการลอบปลงพระชนม์โดยแท้”
อรชุนในชุดฉลองพระองค์ของเจ้าชายชักดาบออกจากฝัก มันเพียงดัดใบหน้าและจัดทรงผมใหม่ก็กลายเป็นเทวินทร์วรมันต์ที่มีจิตใจโหดเหี้ยมอำมหิตได้ในเวลาเพียงชั่วครู่
“เมื่อสังหารพระองค์ด้วยดาบเล่มนี้แล้ว ข้าก็จะกลับไปเข้าพิธีถวายคืนตำแหน่งรัชทายาทแล้วสั่งประหารภัทรเสน ข้อหาส่งคนไปลอบปลงพระชนม์เมื่อครั้งเดินทางไปเวสาลี!”
อรชุนพูดจบแล้วหัวเราะร่า เทวินทร์วรมันต์ที่หมดเรี่ยวแรงประทับนั่งอยู่กับพื้นจึงตรัสถาม
“แผนการเป็นเช่นนี้เอง เจ้าเป็นใครกันแน่ เหตุใดจึงคิดแค้นอยากได้บัลลังก์และตามลอบสังหารเรามาตั้งแต่ต้น”
“ค่อยไปถามยมบาลในปรโลกเถิดองค์เทวินทร์”
พูดจบก็เงื้อดาบหมายจะฟันฟาดเจ้าชายที่ไร้ซึ่งอาวุธ ทันใดนั้นกลับมีเหล่าองครักษ์โผนทะยานเข้ามาอย่างว่องไวและใช้ดาบปัดป้องกันไว้ได้อย่างทันเวลา ที่แท้เป็นศรีรามตามมาให้การอารักขาและเรียกหาองครักษ์มาดักซุ่มสังเกตการณ์ไว้คอยท่าอยู่นานแล้ว คมดาบนับสิบกรูมาจี้ที่หลังของอรชุนส่วนผู้ติดตามทั้งสองก็ถูกจ่อคอไว้ไม่ให้ขยับเขยื้อน

“จับได้ง่ายดายกว่าที่คิด เหตุการณ์ตั้งแต่ครั้งที่เราถูกลอบยิง กระทั่งเย็นวันที่ป้ายความผิดให้ทหารของภัทรเสน ล้วนเป็นฝีมือเจ้าใช่หรือไม่”
“ใช่ ไม่ผิด”
อรชุนตอบเสียงลอดไรฟันด้วยความอาฆาตแค้นแล้วหันไปตวาดกับอำมาตย์
“ท่านลุงใช้ยาพิษอะไร เหตุใดองค์เทวินทร์ได้รับอันตรายเพียงเท่านั้น”
“เราไม่ได้ดื่มน้ำชาน่ะสิ ที่เรายกเป็นถ้วยเปล่า”
เทวินทร์วรมันต์ตรัสตอบแทน ลุกขึ้นมาประทับยืนด้วยพระอาการปรกติ เมื่ออำมาตย์ชราหันไปมองก็พบถ้วยน้ำชาอยู่สองถ้วย ถ้วยที่เขารินให้เจ้าชายยังมีน้ำชาอยู่เต็มจอก ส่วนอีกถ้วยหนึ่งที่ตั้งอยู่ว่างเปล่าไม่มีแม้แต่ร่องรอยของการเติมน้ำ ด้วยเวลานั้นเขามัวแต่ก้มหน้าด้วยคิดว่าเจ้าชายเสวยน้ำชาลงไปแน่แท้แล้ว
“แล้วเหตุการณ์ทั้งหมด มันผู้ใดทรยศ ให้เราถูกซ้อนแผน”
อรชุนกัดฟันกรอดแล้วสบถอย่างครุ่นแค้น ศรีรามที่ยืนควบคุมเหตุการณ์อยู่มิได้กล่าวอันใด ทั้งที่นิมิตที่เขาเห็นในเวลาเย็นชัดเจนนัก ภาพหญิงสาวที่ทรงเครื่องอาภรณ์ของราชธิดาอุ้มลูกน้อยไปฝากกับท่านอำมาตย์ การเติบใหญขึ้นมาแล้วเรียนรู้ศิลปอาวุธ และมาถึงตอนเริ่มต้นที่เขาเองก็อยู่ในเหตุการณ์ คือการต้องศรของเจ้าชายอยู่ริมลำธาร ไล่เรียงไปถึงการจับลูกเสือป่าไปปล่อยไว้ในขบวน จนกระทั่งจับเอาเมียของนายทหารติดตามองค์ภัทรเสนไปขู่บังคับให้ไปลอบสังหารเจ้าชายเทวินทร์วรมันต์  ล้วนผ่านม่านตาของบุรุษผู้นี้มาทั้งสิ้น

หากแต่การอ้างอิงเพียงนิมิต ย่อมไม่ใช่หลักฐานที่จะนำมาผูกมัด ทั้งศรีรามไม่อาจหาแรงจูงใจให้คนร้ายเป็นองครักษ์ผู้เป็นหลานของอำมาตย์นาหิโยได้ จึงได้แต่ทูลเจ้าชายระวังพระองค์แล้วเขากับองครักษ์คนอื่นคอยติดตามดูห่างๆ แล้วเหตุการณ์ก็เป็นไปตามที่คาดหมาย

“พอจะให้คำอธิบายได้ไหมท่านอำมาตย์”
เจ้าชายหันไปตรัสกับเสนาธิการที่เคยไว้พระทัย เหตุการณ์ไม่คาดฝันอำมาตย์ชราลุกพรวดแล้วคว้าน้ำชาที่เต็มถ้วยมากรอกล่วงลำคอจนหมดเกลี้ยง พริบตาเดียวก็สำลักออกมาเป็นเลือดและทรุดลงกับพื้นในทันที เจ้าชายตกพระทัยปรี่เข้าไปประคองอำมาตย์ชราแล้วรีบรับสั่งให้คนมาช่วย

“อย่าฝ่าบาท…อย่าเรียกใครมา ได้โปรดฟังคำของคนใกล้ตายที่จะทูลถวายแต่ความจริงก่อน”
“ว่ามาท่านอำมาตย์ ท่านทำเช่นนี้ด้วยเหตุใด เราไม่คิดจะเอาผิดท่านอยู่แล้ว”
เจ้าชายดำรัสเสียงเครือสั่น
“ข้าพระองค์ยินดีตายชดใช้ความผิด… แต่ได้โปรดเถิดฝ่าบาท…ไว้ชีวิตอรชุน”
อำมาตย์ชราพูดออกมาแต่ละคำด้วยเสียงแผ่วหวิว
“เขาเป็นพระนัดดาของพระเจ้านาคทาสกะ ผู้มิอาจได้ขึ้นครองราชย์ต่อจากพระอัยกา เนื่องด้วยราชวงศ์ปิตุฆาตต้องถูกสังหารทั้งตระกูลเพื่อให้ราชวงศ์สุสูนาคขึ้นครองราชย์แทนเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน...”
นาหิโยเล่าถึงวันที่เขายังเป็นองครักษ์ตำแหน่งเล็กๆในราชสำนัก ตั้งแต่ครั้งถวายการรับใช้พระเจ้านาคทาสกะ ที่สืบเชื้อสายมาโดยตรงจากพระเจ้าพิมพิสารผู้เป็นปฐมวงศ์ของแคว้นมคธ แต่ราชวงศ์นั้นได้ทำการปิตุฆาตคือพระโอรสสังหารพระราชบิดาเรื่อยมาจนประชาชนอดทนไม่ไหว และได้ลุกฮือขึ้นมาปฏิวัติและจับพระเจ้านาคทาสกะสำเร็จโทษ แล้วเชิญอำมาตย์ผู้หนึ่งชื่อ “สุสูนาค” ขึ้นครองราชสมบัติ เดิมทีนั้นพระเจ้าสุสูนาคมีเชื้อสายเป็นเจ้าในวงศ์ลิจฉวีแห่งวัชชี มีมารดาเป็นหญิงงามเมือง แต่ด้วยความที่เป็นคนมีความสามารถและมีความประพฤติตนดี จึงถูกเลื่อนขึ้นมาเป็นพระเจ้าแผ่นดินและประกอบคุณงามความดีสมกับเป็นพระมหากษัตริย์ ก่อนหน้านั้นเหล่าผู้จงรักแบ่งออกเป็นฝักฝ่าย หากผู้ใดยังมีทีท่าจงรักภักดีต่อราชวงศ์ปิตุฆาต ก็จะถูกกลุ่มปฏิวัติเอาไปประหาร
ในเวลานั้นนาหิโยเป็นผู้น้อยและไม่มีบทบาทมากนักและไม่มีใครระแวงสงสัย พระราชธิดาของพระเจ้านาคทาสกะทรงหนีการจับกุมมาพร้อมกับพระโอรสที่เพิ่งประสูตนำมาฝากให้เขาเลี้ยงดู และสั่งเขาให้เสี้ยมสอนพระโอรสให้แก้แค้นแทนพระอัยกาให้ได้ ก่อนที่พระนางจะออกไปตามหาพระสวามีจนถูกลงโทษด้วยการประหารชีวิต ทีแรกนั้นนาหิโยปิดเรื่องเงียบและไม่ยอมบอกกับอรชุน เพื่อให้เขาเติบโตขึ้นมาโดยลืมความหลังทั้งหมด จนในวันหนึ่งได้เขาได้พบเครื่องประดับของพระมารดาที่นาหิโยเก็บซ่อนไว้ อรชุนคาดคั้นจนได้ความจริงและคิดแผนการลอบปลงพระชนม์อยู่ทุกลมหายใจเข้าออก
นาหิโยจึงได้รับมอบหมายหน้าที่อยู่สองทาง ทางหนึ่งคือได้รับความไว้วางพระทัยจากพระเจ้ากาฬาโศกให้ช่วยเลี้ยงดูพระโอรสเทวินทร์วรมันต์ อีกทางคือให้การปกป้องคุ้มครองเจ้าชายอรชุนผู้อาภัพทั้งพระราชบิดาและพระราชมารดา ทั้งสองพระองค์เติบโตมาพร้อมๆกันด้วยลักษณะรูปร่างหน้าตาที่ละม้ายคล้ายคลึงกันอย่างน่าประหลาด แต่น้ำพระทัยนั้นแตกต่างกันนัก นาหิโยทั้งรักทั้งสงสารอรชุนจึงพยายามดัดแปลงหน้าตาของเขาให้ผิดแผกแตกต่าง แต่อรชุนกลับคิดใช้โอกาสนี้หมายสังหารเทวินทร์วรมันต์และขึ้นครองราชย์แทน

“ไม่รู้ว่าผีห่าซาตานตนใดสิงสู่ใจข้าพระองค์นั่นแล้ว… จึงได้ให้การสนับสนุนอรชุนด้วยการวางยาพิษปลงพระชนม์ฝ่าบาท ข้าพระองค์จึงสมควรตายแล้วพระเจ้าข้า แต่อย่าลงโทษอรชุนถึงกับชีวิตเลยพะย่ะค่ะ”
แต่ละประโยคที่พูดออกมาด้วยความทรมาน นาหิโยกระอักเลือดอีกครั้ง ครานี้สีโลหิตที่ทะลักออกมาเปลี่ยนเป็นสีดำเป็นสัญญาณบอกว่าใกล้สิ้นใจเต็มทน
“รับปากสิพะย่ะค่ะ… ฝ่าบาท”
เจ้าชายขบพระทนต์นิ่ง ทอดพระเนตรมองอำมาตย์ชราด้วยความสังเวชและรันทด โทษของการคิดขบถนั้นหนักหนา ต้องตายแบบเสียบหัวประจานสถานเดียวเท่านั้นจึงจะสาสม หากแต่การเข้าร่วมงานสังคายนาที่ทรงได้พบปะกับผู้คนที่สละแล้วทางโลก ต่างก็มีน้ำใจให้อภัยซึ่งกันและกันเมื่อยามที่ผู้ใดผู้หนึ่งทำผิดพลาด เทวินทร์วรมันต์จึงรับสั่งต่ออำมาตย์ก่อนลมหายใจสุดท้ายจะสิ้นสุด

“ได้ เรารับปาก”

ดังคำอวยพรจากสวรรค์ สิ้นกระแสรับสั่งอำมาตย์ชราจึงหลับตาพริ้มและสิ้นใจตายในทันที อรชุนตะโกนร้องชื่อท่านลุงนาหิโยโหยหวนแต่ก็ถูกควบคุมตัวไว้ไม่อาจไปเข้าใกล้ร่างที่ไร้วิญญาณของชายชราได้ เจ้าชายเทวินทร์วรมันต์งดเว้นโทษประหารและรับสั่งนำตัวขบถทั้งสามไปจำคุกใต้ดินที่หนาแน่นที่สุด

เมื่อปริศนาทุกอย่างกระจ่างแจ้ง เทวินทร์วรมันต์ทรงประจักษ์ชัดว่าภัทรเสนมิได้มีส่วนรู้เห็นในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด เจ้าชายวางศพอำมาตย์ชราลงกับพื้นแล้วปลงพระทัย แล้วจึงหันไปขอบใจสหายคนสนิทก่อนเสด็จเข้าร่วมพิธีเฉลิมฉลองในท้องพระโรงอย่างสมพระเกียรติ
๛๛๛

 จากคุณ : วิลาศินี [ 26 มี.ค. 2546 / 09:22:25 น. ]
     [ IP Address : 203.185.99.40 ]


 ความคิดเห็นที่ 55 : (วิลาศินี)

บทที่ ๑๔
เช้าวันหนึ่ง ณ วิหารบุพพาราม นครสาวัตถี


        เวลานั้นวิหารบุพพารามดูเงียบเหงาและผู้คนซบเซา ด้วยว่าพระเถระและอุบาสกอุบาสิกาคนสำคัญปลีกตัวไปร่วมงานสังคายนา จะมีแวะเวียนมาบ้างก็เพื่อถามข่าวคราวจากคนที่กลับมายังวิหารก่อนงานสังคายนาจะเสร็จสิ้น ภาวิณีที่กลับมาก่อนโดยมิได้ไปเยี่ยมกรายแม้กระทั่งประตูเมืองเวสาลีจึงได้แต่คอยท่า ว่าจะมีข่าวสารอันใดส่งมาให้รู้บ้าง

        ตกเข้าเวลาสายวิภูทะก็มาเยือนถึงเรือนเล็กหลังวิหาร หัวหน้าองครักษ์เดินยิ้มร่ามาพร้อมกับนกพิราบคู่ใจพร้อมแผ่นหนังในมือหนึ่งแผ่น จำเพาะเจาะจงมายื่นให้ถึงมือของอุบาสิกาสาว

“ข่าวถึงเจ้า”
ภาวิณีรับมาด้วยอาการงุนงง
“จากท่านพ่อหรือเจ้าคะ”
“หามิได้ เรามิเคยให้นกพิราบตัวนี้บินไปหาพ่อเจ้า”
วิภูทะหันไปพยักเพยิดกับนกน้อยบนบ่า ภาวิณีจึงเบิกตาค้าง
“เจ้านกตัวนั้นดอกหรือ เหตุใดเพิ่งจะได้บินกลับมา”
“ไม่เป็นไร อย่างน้อยคนที่คุมตัวไว้ก็เลี้ยงดูมันอย่างดี เวลานี้กลับมาพร้อมจดหมายในมือเจ้า คงมีเรื่องสำคัญไม่น้อยอยู่หรอก”
ภาวิณียกมือขึ้นประนมไหว้
“ขอบคุณมากจ้ะ ฉันไม่รู้จะตอบแทนน้ำใจท่านอย่างไรดี”

        วิภูทะรับไหว้อย่างชื่นชม นึกนิยมหญิงสาวตรงหน้าอย่างชายชราที่เอ็นดูลูกหลาน ภาวิณีเฝ้าไหว้วานให้องครักษ์ติดตามดูเจ้าหญิงอยู่ไม่ห่าง ขณะเดียวกันเธอก็คอยระแวดระวังภัยให้กับเจ้าหญิงอยู่แทบทุกเวลาทั้งยามกินและยามนอน บางครั้งเพียงแค่ได้ยินเสียงใบไม้ไหวก็เฉลียวใจลุกขึ้นมาดูเพราะเกรงว่าจะเป็นอันตรายใดมากล้ำกรายองค์หญิง
         ด้วยว่าการปลอมแปลงตัวเป็นผู้ติดตามขององครักษ์ทำให้การอารักขาทำได้ไม่สะดวกนัก เนื่องจากภายในกองคาราวานแยกผู้คนออกเป็นสองฝั่ง คืออุบาสกและอุบาสิกาที่จะไม่ค่อยได้พบปะกันเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยของขบวน หน้าที่ในการดูแลเจ้าหญิงอย่างใกล้ชิดในระหว่างเดินทาง ย่อมตกเป็นของภาวิณีที่รับบทหนักอยู่ผู้เดียวโดยแท้
        “ที่จริงต้องขอบใจเจ้าต่างหาก ลำพังองครักษ์ที่ตามเจ้าหญิงไป คงจัดการเรื่องต่างๆไม่ได้ดีอย่างนี้”
        วิภูทะกล่าวปิดท้ายก่อนอำลา พร้อมกำชับว่าหากมีอะไรให้ช่วยก็ขอให้ไหว้วานได้ทุกเมื่อ ภาวิณีเดินไปส่งหัวหน้าองครักษ์ก่อนกลับเรือนเพื่อเปิดแผ่นหนังออกอ่าน เห็นข้อความแล้วตื้นตันใจ เนื้อความในจดหมายนั้นยืดยาวกว่าคราวที่เธอส่งไปหาเขาหลายเท่านัก

๛๛๛
  

       
ก่อนถึงวิหารเวฬุวัน
ธรรมสวัสดีขอรับ
        กระผมเขียนจดหมายฉบับนี้ขณะที่ยังรอนแรมอยู่ในขบวนเพื่อเดินทางกลับราชคฤห์ แต่อยากให้น้องหญิงได้ทราบข่าวนี้ก่อนใคร ก่อนอื่นคงต้องขอเล่าความเป็นไปในการสังคายนาตามที่สัญญาไว้โดยลำดับก่อนนะขอรับ

        ยามแรกที่ไปถึงเวสาลี ขบวนของนครราชคฤห์ที่นำพระสงฆ์ฝ่ายคัดค้านกถาวัตถุที่ภิกษุชาววัชชีตั้งถูกกีดกันไม่ให้เข้าไปในมหาวันวิหาร ด้วยว่าพระภิกษุชาววัชชีพากันเข้าหาฝ่ายบ้านเมือง ทูลเสด็จพระเจ้ากาฬาโศกไปเป็นองค์อุปถัมภกได้สำเร็จ และตั้งปราการไว้ที่ด่านตรวจคนของนครเวสาลีมิให้คณะสงฆ์ที่อยู่ฝ่ายวนัยวาที ได้เข้าไปกระทำการสังคายนาตามที่นัดหมายกันไว้

        เล่ากันว่าในเวลาต่อมา  ราตรีหนึ่งพระเจ้ากาฬาโศกบรรทมเกิดสุบินนิมิตว่า นายนิรยบาล จับเอาพระองค์ลงไปทอดในหม้อเหล็กน้ำทองแดงจนสะดุ้งตื่น มีความหวาดกลัวภัยเป็นกำลัง ในวันนั้นบังเอิญพระเจ้าน้องนางของเธอองค์หนึ่ง ซึ่งบวชเป็นภิกษุณีและได้บรรลุอรหันต์ ชื่อนันทาเถรี ทราบข่าวความแตกร้าวของสงฆ์ จึงเสด็จเข้ามาห้ามปรามพระเชษฐามิให้หลงเชื่อพวกวัชชีบุตร พระเจ้ากาฬาโศกจึงกลับพระหฤทัย รับสั่งให้มีการประชุมสงฆ์ทั้ง ๒ ฝ่าย ณ มหาวันวิหาร ในสงฆ์ทั้ง ๒ ฝ่ายแถลงเหตุผลกันในที่ประชุมซึ่งเสด็จฟังอยู่ด้วย ทรงพิจารณาแล้วโปรดเหตุผลสงฆ์ฝ่ายวินัยวาที จึงรับอุปถัมภ์ในการทำทุติยสังคายนา เพื่อชำระมลทินในพระศาสนา สถานที่ทำทุติยสังคายนาก็เลือกเอาที่วาลุการามวิหาร ณ เมืองเวสาลีนั่นเอง

        พอพวกกระผมเข้าเมืองได้ก็โล่งใจกันขึ้นมามากขอรับ เจ้าชายเทวินทร์วรมันต์ได้รับการทูลเชิญไปประทับในราชวังของเวลาสีและมาเยือนที่วาลุการาวิหารเป็นครั้งคราว เพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลในการอุปถัมภ์ค้ำจุนการสังคายนาให้ผ่านไปได้ด้วยดี น้องหญิงภาวิณีคงจะพอคาดเดาได้ว่าเจ้าชายคงจะต้องใช้สมาธิมากเพียงใดเพื่อมิให้จิตใจล่องลอยไปหาหญิงสาวชาวบ้านที่ช่วยเหลือพระองค์ไว้ในกลางป่า แต่เมื่อเสร็จสิ้นการสังคายนาก็ทรงปลงพระทัยได้ขอรับ ว่าควรจะกลับไปรับการสถาปนาและเข้าพิธีอภิเษก มิรู้ว่าสาวชาวบ้านคนนั้นเวลานี้อยู่หนใด จะได้ไปร่วมงานในวันนั้นหรือไม่หนอ แต่กระผมพอจะเดาได้ขอรับ ว่าเธอจะต้องมาแน่ๆ แต่จะด้วยสถานะใดไม่อาจรู้ได้

        เข้าเรื่องการสังคายนากันต่อดีกว่าขอรับ…

        ที่ประชุมได้ยกพระสัพพกามีมหาเถระศิษย์ของพระอานนท์เถระเจ้า ซึ่งมีพรรษาอายุกาล ๑๒๐ ปี สูงกว่าภิกษุทุกรูป ณ ที่นั้นเป็นประธาน และมีพระมหาเถระชั้นผู้ใหญ่ที่สำคัญคือ พระเรวตะ พระสาฬหะ พระสาณสัมภูต พระยศ พระอุชชโสภิตะ ทั้ง ๕ รูปนี้ก็เป็นศิษย์ของพระอานนท์เถรเจ้าดุจกัน พระวาสภคามิ พระสุมนะเป็นศิษย์ขอพระอนุรุทธเถระเจ้า ที่ประชุมมีการคัดเลือกพระอรหันตสาวกเข้าร่วมประชุมอยู่ ๗๐๐ รูปเพื่อทำการสังคายนาโดยพร้อมเพรียงกัน

เวลาผ่านมา ๘ เดือนนับแต่วันแรกที่พระเจ้ากาฬาโศกทรงอนุญาตให้มีการชุมนุมที่เวลุการามวิหาร การสังคายนาพระไตรปิฎกจึงแล้วเสร็จ ผลการสังคายนาถือเอาคติตามแบบแผนตามมติของพระอรหันตเจ้าครั้งปฐมสังคายนา  และพยายามที่จะรักษาจารีตเก่าตามที่ได้ตกลงกันไว้แต่คราวที่มีการสังคายนาในครั้งแรก โดยไม่ยอมให้มีการเปลี่ยนแปลงใดๆเลย การสังคายนาครั้งนี้จึงเป็นการซักซ้อมความเข้าใจกันให้หนักแน่นในการธำรงรักษาพระธรรมวินัย โดยปราศจากข้อเปลี่ยนแปลงใดๆในหมู่สงฆ์หมู่หนึ่ง

        ทั้งนี้ ยังมีเหตุการณ์วุ่นวายตามมาคือภิกษุชาววัชชีบุตรกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วมการสังคายนาได้เที่ยวชักชวนคณะภิกษุต่างๆ ที่มีความคิดเห็นในทางลดหย่อนสิกขาบท และที่มีความเห็นประสงค์จะดัดแปลงแก้ไขพระธรรมเข้าเป็นพวกด้วยจำนวนหมื่น แล้วพากันประชุมทำสังคายนาต่างหาก เรียกว่า”มหาสังคีติ” หรือการสังคายนาของพวกมาก และเรียกพวกของตนว่า “มหาสังฆิก” แปลว่าสงฆ์หมู่ใหญ่ พระพุทธศาสนาเลยแตกแยกเป็นนิกายใหญ่ขึ้นมา ๒ นิกายคือ ฝ่ายสงฆ์ที่เคารพนับถือมติของพระเถระครั้งปฐมสังคายนาพวกหนึ่งเรียกว่า”เถรวาท” และฝ่ายสงฆ์ที่ถือตามมติของเกจิอาจารย์ของตนอีกพวกหนึ่งเรียกว่า “อาจริยวาท” และจาก ๒ นิกายใหญ่นี้ยังได้แตกแขนงเป็นนิกายย่อยออกไปอีก ๑๘ นิกาย       

        อย่างไรก็ตาม พระสัทธรรมจักยังคงไม่เสื่อมสลายหากยังมีพุทธบริษัทสี่ที่คอยเกื้อกูลกันด้วยใจที่มุ่งหวังจะทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้สืบทอดยืนยาวไปตราบจนชั่วลูกชั่วหลาน ขอน้องหญิงภาวิณีโปรดวางใจ

        หวังว่าคงสบายดีนะขอรับ กระผมจะตามเสด็จพระโอรสไปรับเจ้าหญิงแห่งสาวัตถีไปเข้าพิธีอภิเษกในเดือนหน้า หวังว่าคงได้เจอกัน

        อ้อ เกือบลืมแน่ะขอรับ ครั้งหน้าถ้าจะส่งจดหมายมา ใช้ภาษาโกศลก็ได้นะขอรับ ทีแรกกระผมอ่านลายมือที่เป็นภาษาสิงหลแล้วเดาไม่ถูกว่าน้องหญิงมาจากแคว้นไหน รู้ได้อีกทีก็เมื่อสังเกตดูลักษณะของเจ้านกพิราบที่มีลวดลายและสีขนเป็นลักษณะเฉพาะของนกพิราบที่เลี้ยงในนครสาวัตถีจึงเดาได้ ส่วนน้องวตีแท้จริงเป็นเจ้าหญิงและน้องภาวิณีเป็นเหลนสาวของวิสาขามิคารมาตา กระผมเดาเอาทั้งสิ้น เดือนหน้าจะมาขอคำเฉลยจากปากของน้องหญิงเองนะขอรับ
                                       
บุญรักษา
                                                  ศรีราม.


๛๛๛
        ความปีติยินดีเกิดขึ้นระลอกแล้วระลอกเล่าอยู่ภายในใจ ภาวิณีอ่านทวนซ้ำเนื้อความในจดหมายอีกหลายรอบราวกับว่าจะจารจำทุกถ้อยคำในจดหมายนั้นให้ขึ้นใจ ครั้นเวลาใกล้เที่ยงมีนายทหารนำกระแสรับสั่งของเจ้าหญิงจันทราวตีเรียกหา ด้วยว่ามีราชสาส์นส่งมาจากนครราชคฤห์ถึงกำหนดการพิธีอภิเษกและสถาปนาองค์จักรพรรดิแห่งแคว้นมคธ ต้องการคำปรึกษาโดยด่วน หญิงสาวรับคำทหารที่มาส่งข่าว นิ่งอยู่สักพักจึงเก็บสำรับและลงจากเรือน.

 จากคุณ : วิลาศินี [ 26 มี.ค. 2546 / 09:40:49 น. ]
     [ IP Address : 203.185.99.40 ]


 ความคิดเห็นที่ 56 : (วิลาศินี)

ท้ายเรื่อง


พิธีอภิเษกสมรสระหว่างเจ้าชายเทวินทร์วรมันต์และเจ้าหญิงจันทราวตีจัดขึนที่นครราชคฤห์อย่างสมพระเกียรติองค์รัชทายาท ในเบื้องต้นนั้นเจ้าหญิงทรงว้าวุ่นพระทัยยิ่งนักในการที่จะบอกความจริงแก่เจ้าชายเรื่องการปลอมพระองค์เป็นสาวชาวบ้าน ต่อมาภาวิณีคอยปลอบพระทัยให้หายความกังวลและกำชับว่าทุกอย่างเป็นไปตามครรลองของมันทั้งสิ้น

เมื่อพบหน้ากันเจ้าชายกลับไม่มีทีท่าแปลกพระทัย ทั้งยังหยิบสร้อยสังวาลย์มาคล้องคืนให้กับเจ้าหญิง เพื่อเป็นการบอกว่าพระองค์รู้ความจริงมานานแล้วตั้งแต่อยู่กลางป่า รอจนเสร็จสิ้นงานสังคายนาจึงได้มารับ
   
เสร็จจากพิธีสยุมพร เจ้าชายได้พาเจ้าหญิงไปถวายบังคมพระมารดาผู้เป็นอัครมเหสีเพื่อขอคำปรึกษา ว่าพระองค์มิได้มุ่งหวังจะครองราชบัลลังก์แม้แต่น้อย พระอัครมเหสีมีจิตใจเอ็นดูเจ้าหญิงจันทราวตีตั้งแต่แรกเห็น รู้ว่าความปรารถนาลึกๆของเจ้าชายที่ไม่อยากเป็นจักรพรรดินั้นก็ด้วยมิต้องการมีมเหสีมากมายดังที่พระราชบิดาทรงเคยกระทำมาเป็นตัวอย่าง ทั้งเรื่องการโค่นล้มราชบัลลังก์จนทำให้อรชุนรัชทายาทของราชวงศ์ปิตุฆาตตามมาแก้แค้น ต่อด้วยการตายของอำมาตย์ทำให้พระราชบุตรมิทรงมุ่งหวังในราชบัลลังก์แม้แต่นิด

พระมารดาพาไปกราบทูลองค์จักรพรรดิและช่วยร้องขอให้พระเจ้ากาฬาโศกครองอำนาจต่ออีกสักระยะ หากว่าจะสละราชบัลลังก์เมื่อใดก็ขอให้พิจารณาพระโอรสที่เหลือของพระมเหสีองค์อื่นๆ

ประวัติศาสตร์ในหน้าต่อมาของแคว้นมคธจึงปรากฏว่าพระเจ้ากาฬาโศกครองราชย์ทั้งหมด ๒๘  ปีและโปรดให้พระโอรสทั้งสิบพระองค์ครองราชย์ต่อมาอีก ๒๒ ปี ทั้งสิบองค์มีนามว่า ภัทรเสน โกรัณฑวรรณ มังกร สัพพัญชหะ ชาลิกะ สัญชัย อุภคะ โกรพยะ นันทิวัฑฒณะ และปัญจมตะ โดยไม่ปรากฏชื่อของเทวินทร์วรมันต์เลยแม้แต่ย่อหน้าเดียว

เจ้าชายและเจ้าหญิงได้สละราชบัลงก์ไปอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขในกระท่อมหลังเล็กๆที่องค์ราชาและองค์ราชินีพระราชทานให้ ขณะที่ภาวิณีและศรีรามยังคงคอยดูแลวิหารอยู่คนละแคว้นและส่งข่าวคราวหากันเป็นบางครั้ง จนกระทั่งแยกย้ายกันไปบวชในบั้นปลายชีวิต โดยมีเจ้าชายและเจ้าหญิงคอยเสด็จไปกราบฟังธรรมจากภิกษุและภิกษุณีที่เคยเป็นสหาย ทั้งสี่ใช้ชีวิตอย่างร่มเย็นจนสิ้นอายุขัย.
 
๛จบบริบูรณ์๛
 

 จากคุณ : วิลาศินี [ 26 มี.ค. 2546 / 09:47:43 น. ]
     [ IP Address : 203.185.99.40 ]


 ความคิดเห็นที่ 57 : (มานพ)

ในบทที่ 13 ช่วงต้นๆ
เสียงอรชุนดังขึ้นแล้วเจ้าตัวจึงก้าวล่วงเข้ามาในห้อง หากแต่ผู้ที่มาปรากฏกายมิใช่อรชุนในชุดองครักษ์ หากแต่เป็นฉลองพระองค์ของเจ้าชายเทวินทร์วรมันต์ ทั้งใบหน้านั้นก็คล้ายคลึงกับองค์โอรสอย่างชนิดที่เหมือนพี่น้องฝาแฝด ถือดาบเข้ามาอย่างพร้อมจะเงื้ออาวุธสังหารได้ทุกเมื่อ
“พระองค์ด้วยฝ่าบาท เห็นทีจะต้องเสด็จไปครองราชย์ในภพหน้า”

อ่านแล้วไม่ประติดประต่อ ไม่แน่ใจว่ามีข้อความใดขาดหายไปไหมครับ

 จากคุณ : มานพ [ 26 มี.ค. 2546 / 16:53:22 น. ]
     [ IP Address : 172.17.31.54 ]


 ความคิดเห็นที่ 58 : (ภาวิตา)

        อนุโมทนาสาธุ ค่ะ   คุณวิลาศินี น่ารักจังไม่ทำร้ายตัวละครเลย
อ่านแล้วรู้สึกดีค่ะ  ทุกคนสงบเย็นได้ตามระดับที่ตนเองรู้และเห็น ประมาณว่า
จนกว่าจะถึงนิพพาน  :-)

 จากคุณ : ภาวิตา [ 26 มี.ค. 2546 / 17:08:06 น. ]
     [ IP Address : 172.29.2.189 ]


 ความคิดเห็นที่ 59 : (สี่ปอ )

จบบริบูรณ์เสียแล้ว ..^_^ ..
ตามมาอ่าน และช่วยสอดส่องค่ะ

ความเห็นที่ ๕๔
ย่อหน้าที่ ๒
"...ราชวังของเวลาสี..."  เวสาลี ใช่ไหม
ส่วนที่ ๒
"...การเติบใหญขึ้นมา..." ... ใหญ่ ลืมไม้โท
"...พร้อมกับพระโอรสที่เพิ่งประสูตนำมาฝากให้เขาเลี้ยงดู ..." ... ประสูตลืม สระ อิ จ้ะ

ความเห็นที่ ๕๕ บรรทัดแรก
"...จัดขึนที่นครราชคฤห์..."  ... ไม้โทน้อยใจแย่ ถูกลืมเป็นครั้งที่ ๒ ^_^
ย่อหน้าสุดท้าย บรรทัดก่อนจบ
"...เจ้าชายและเจ้าหญิงได้สละราชบัลงก์..." ... บัลลังก์

ขอบคุณที่แต่งและนำมาลงให้อ่านจ้ะ

อ่านที่คุณมานพ ท้วงมาแล้ว พลอยให้เห็นด้วยค่ะ
สงสัยเพราะมีคำว่า พระองค์ด้วย อยู่กระมังคะ
เลยทำให้รู้สึกว่า น่าจะมีใครถึงคราวมาก่อนหน้าเจ้าชาย

 จากคุณ : สี่ปอ [ 26 มี.ค. 2546 / 17:13:51 น. ]
     [ IP Address : 202.44.40.124 ]


 ความคิดเห็นที่ 60 : (ผู้ด้อยในธรรม)

อนุโมทนา สาธุเจ้าค่ะ

 จากคุณ : ผู้ด้อยในธรรม [ 26 มี.ค. 2546 / 17:14:24 น. ]
     [ IP Address : 194.175.243.100 ]


 ความคิดเห็นที่ 61 : (สี่ปอ )

ขออภัยค่ะ
ลืมไม้เอกหนึ่งครั้งที่คำว่า ใหญ่ และลืมไม้โทหนึ่งครั้ง ที่คำว่า ขึ้น น่ะค่ะ

 จากคุณ : สี่ปอ [ 26 มี.ค. 2546 / 17:15:15 น. ]
     [ IP Address : 202.44.40.124 ]


 ความคิดเห็นที่ 62 : (น้ำชา)

เอ่อ ถ้าจะขออณุญาตนำไปเผยแพร่ในเวปศาสนาเปรียบเทียบจะได้มั้ยคะ
http://e-mag.virtualave.net/

 จากคุณ : น้ำชา [ 26 มี.ค. 2546 / 22:14:31 น. ]
     [ IP Address : 202.133.188.178 ]


 ความคิดเห็นที่ 63 : (คนไกลวัด)

บทที่ 14
....พระวาสภคามิ พระสุมนะเป็นศิษย์ (ขอ)พระอนุรุทธเถระเจ้า ...

ในฐานะผู้ช่วยน้องสี่ปอ  มาทำหน้าที่เติม 10% ที่ว่างอยู่ค่ะ ^_^ 

ขอเสนอมาให้คุณวิลาศินีพิจารณาค่ะ   เพิ่มภาคผนวก  นำเอกสารที่จารึกในประวัติศาสตร์เกี่ยวกับ  การสังคายนาครั้งนี้มาลงด้วย  และแนะนำหนังสือที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ด้วย   ให้ความสะดวกแก่ผู้อ่านที่สนใจไปหาอ่านกันเพิ่มเติม   ดิฉันเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ในพระพุทธศาสนาอย่างยิ่งตอนหนึ่ง  ชาวลานธรรมฯ ส่วนมากอาจจะรู้กันบ้างแล้ว  แต่หนังสือเล่มนี้ของคุณเป็นนิยาย romantic  น่าจะดึงดูดผู้อ่านที่แก่ทางโลกมากกว่าทางธรรม   ดิฉันคาดว่าหนังสือเล่มนี้จะกระจายและเป็นที่นิยมของผู้อ่านในวงกว้าง   ฉะนั้นเติมเรื่องจริงในภาคผนวกจะเพิ่มความรู้ทางประวัติศาสตร์ในพระพุทธศาสนาให้กับผู้อ่านไปด้วย    ขอบคุณค่ะ

ขอให้ผลบุญกุศลที่คุณวิลาศินีตั้งใจเขียนนิยายเล่มนี้  เสริมส่งให้คุณไปถึงจุดหมาย…ปราศจากมารผจญแต่ประการใดด้วยเทอญ  _/\_  

 จากคุณ : คนไกลวัด [ 26 มี.ค. 2546 / 23:04:30 น. ]
     [ IP Address : 12.87.152.173 ]


 ความคิดเห็นที่ 64 : (กลางชล)

เพิ่งจะมีโอกาสได้แวะเข้ามานั่งอ่านเมื่อคืนค่ะ
เลยอ่านทีเดียวรวดตั้งแต่ต้นด้วยใจจดจ่อจนมาต่อสามบทสุดท้ายเอาวันนี้
สนุกจังค่ะ ^_^

ช่วงตอนแรก ๆ อาจจะมีบ้างที่รู้สึกคล้าย ๆ พี่สี่ปอตอนต้น ๆ ว่า
รู้สึกเหมือนจะเป็นภาษาที่กึ่ง ๆ ยุคเก่ายุคใหม่ปนกันอยู่บ้าง
แต่ก็อาจจะเพราะเราเองไม่แตกฉานด้านคำศัพท์โบราณและราชาศัพท์นัก
แต่อ่าน ๆ ไปแล้วก็สนุกตามเนื้อเรื่องไปค่ะ

เพลงกล่อมลูกก็เข้าใจแต่งดีนะคะ ไม่เคยได้ยินเพลงแม่กล่อมลูกแนวนี้เลย
ยุคนี้จะมีใครกล่อมลูกแบบนี้บ้างไหมหนอ :-)

แม้โดยโครงเรื่องบางตอนอาจจะนำให้ผู้อ่านพอเดาเรื่องต่อได้อยู่บ้าง
แต่อ่านไปแล้วก็ได้อรรถรสชนิดที่ชวนให้ติดตามตลอดค่ะ
และก็ขออนุโมทนาด้วยนะคะ กับธรรมะรวมทั้งเกร็ดประวัติศาสตร์
ของพุทธศาสนาที่สอดแทรกไว้ในเรื่องให้ผู้อ่านได้ซึมซับและรับรู้มากขึ้นด้วย

ส่วนอันนี้ ช่วยคุณครูสี่ปอเก็บตกค่ะ :-)
     - ความเห็นที่ ๔๔ บทที่ ๑๑ ย่อหน้าที่ ๕
              "คลางแลงสงสัย" แก้เป็น "คลางแคลงสัยสัย"
     - ความเห็นที่ ๕๕ บทที่ ๑๔ เนื้อหาจดหมายย่อหน้าที่ ๔ บรรทัดที่ ๒
              "เวลาสี" แก้เป็น "เวสาลี"

อนุโมทนา และขอให้คุณวิลาศินีได้ผลดังที่ตั้งจิตอธิษฐานไว้ในความเห็นแรกค่ะ _/|\_

 จากคุณ : กลางชล [ 26 มี.ค. 2546 / 23:32:04 น. ]
     [ IP Address : 202.133.164.132 ]


 ความคิดเห็นที่ 65 : (วิลาศินี)

เรียน คุณมานพ
มีเท่านั้นแหละค่ะ ข้อนี้ทำให้รู้ว่าคนเขียนบรรยายเรื่องไม่เห็นภาพเอง คือตั้งใจให้อรชุนเข้ามาบอกว่า อำมาตย์ให้ยาถอนพิษไม่ทันแล้ว เจ้าชายเองก็ขึ้นครองราชย์ไม่ได้แล้วเหมือนกัน ^_^~

คุณน้ำชา
ได้ค่ะ ตามสบาย :)

พี่สี่ปอ คุณคนไกลวัด และคุณกลางชล
ขอบคุณนะคะ ไว้สบโอกาสจะทำ Special Thanks ที่มีรายชื่อของเพื่อนๆพี่ๆไว้ด้วยค่ะ (มีเบื้องหลังอีกหลายคนเลย) :D ภาคผนวกที่คุณคนไกลวัดเสนอมาจะนำมาเพิ่มเติมไว้ถ้ากระทู้ไม่ตกไปเสียก่อน หรือถ้าตกไปแล้วค่อยยกไปคุยในกระทู้ต่อไปก็ได้ค่ะ พูดถึงเอกสารทางวิชาการ มีล้นไม้ล้นมือจนเรียบเรียงเอาเดี๋ยวนี้ไม่ถูกน่ะค่ะ ^__^ ขอเวลาอีกนิดนะคะ

ธรรมสวัสดีค่ะ _/|\_

 จากคุณ : วิลาศินี [ 27 มี.ค. 2546 / 15:24:32 น. ]
     [ IP Address : 203.185.99.41 ]


 ความคิดเห็นที่ 66 : (มานพ)

ครับ
กลับไปอ่านอีกรอบก็เข้าใจในสิ่งที่ต้องการสื่อ แต่เกิดมีคำบรรยายอากัปกิริยาของอรชุนคั่นกลาง เลยทำให้เกิดความงุนงงเล็กน้อย หากจะทำให้ประโยคทั้งสองต่อเนื่องกัน โดยให้บทบรรยายอรชุนไปอยู่หน้าหรือหลังประโยค ไม่ทราบว่าจะทำให้แจ่มแจ้งกว่าหรือไม่
แต่อย่างไรก็ตาม ขอบอกว่าแต่งได้ดีมากครับ ขออนุโมทนา

 จากคุณ : มานพ [ 27 มี.ค. 2546 / 16:55:57 น. ]
     [ IP Address : 172.17.31.54 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!