ภัยพุทธศาสนา!!!!
 เนื้อความ :

แผนทำลายพระพุทธศาสนา

ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ได้เข้ามาเผยแพร่พระศาสนาของเขาในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช จากยุคนั้นถึงปัจจุบัน และได้แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่า ต้องการให้คนไทยทั้งประเทศเป็นคริสต์ ไม่ว่าจะใช้วิธีการอย่างไรก็ตาม จะกล่าวเฉพาะที่เป็นปฏิบัติการรุนแรงบางประการ เช่น

ใช้เจ้าพระยาวิชชาเยนทร์ (ฟอลคอล) เป็นเครื่องมือรวมทั้งการทหาร การทูต การเงิน เพื่อนำพระนารายณ์มหาราชเข้ารีต จนเป็นเงื่อนไขอย่างหนึ่งที่ทำให้พระเพทราชาและขุนหลวงสรศักดิ์ยึดอำนาจ
ในรัชสมัยของรัชกาลที่ ๓ บาทหลวงโรมันคาทอลิกได้แต่งหนังสือชื่อ ปุจฉาวิสัชนาเป็นคำถาม-ตอบ ๒๗ ข้อ ด่าพระพุทธศาสนาด้วยถ้อยคำรุนแรง จนถีงท่านเสนาบดีในสมัยนั้นเรียกตัวไปคาดโทษห้ามเผยแพร่หนังสือนั้น และริบหนังสือนั้นทั้งหมด แต่ทางศาสนาคริสต์ก็คงแอบแจกกันอ่านในหมู่พวกตนอยู่เรื่อยๆ มา ตามโอกาส
ในปี พ.ศ.๒๕๐๑ ศาสนาคริสต์ได้พิมพ์หนังสือปุจฉาวิสัชนาขึ้นมาอีก เรียกว่าปุจฉาวิสัชนา ๑๙๕๘ ทั้ง ๆ ที่ในปีนั้นรัฐบาลไทยเจียดจ่ายงบประมาณช่วยในการสร้างวัดคริสต์ถึง ๓๕,๐๐๐ บาท และการเผยแพร่ศาสนาคริสต์ ๑๐,๐๐๐ บาท หนังสือนี้ทำให้คนไทยรวมตัวกันขึ้นทำการประท้วง มีการออกหนังสือโต้ตอบโดยปาฐกถาของ พ.อ.ปิ่น มุทุกัณฑ์ ทำให้เรื่องสงบลงได้ระยะหนึ่ง
ประมาณ พ.ศ.๒๕๐๘ นี้เอง ทางศาสนาคริสต์มาแนวใหม่อีกครั้ง ด้วยการตั้งชื่อนักบวช ศาสนสถาน พิธีกรรมของตนเลียนแบบพุทธ เช่น พระสังฆราช อัครสังฆราช วัดสามเณร พระ ทั้ง ๆ ที่ชื่อเหล่านี้ไม่มีในคริสตศาสนา กรณีนี้ทำให้คนไทยที่รักห่วงใยพระพุทธศาสนา ได้จับกลุ่มถกเถียงกันพอสมควร แต่เห็นว่าไม่รุนแรงนักจึงปล่อยเลยตามเลยไป ทางกรมการศาสนาเองได้เรียกประมุขศาสนาของเขามาทำความตกลงกัน มีการบัญญัติคำสำหรับเรียกชื่อต่าง ๆ ดังกล่าวแล้ว เขาตกลงตามนั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป เขากลับนำชื่อในพระพุทธศาสนาเข้าไปใช้อีก
มูลกรณีที่นำไปสู่การติงชาวคริสต์ เตือนชาวพุทธในคราวนี้ คือ

ผลจากมติของสมัชชาวาติกันที่ ๒ ค.ศ.๑๙๖๒ - ๑๙๖๔ คริสต์นิกายโรมันคาทอลิกได้วางแผนใหม่ ในการดูดกลืนเอาศาสนธรรม ศาสนิกศาสนาอื่น ด้วยวิธีทีเรียกว่า ไดอาลอค เช่น
    "งานเผยแพร่ของพวกเรา จะต้องช่วยทำให้พวกเราเป็นที่รู้จักแก่ผู้นับถือพุทธศาสนา แต่การที่จะให้งานนี้สำเร็จผลได้ในปัจจุบัน จำต้องมีการปรุงแปลงวิธีการกันใหม่ ทั้งวิธีการแต่งบทสนทนาโต้ตอบ วิธีสอนบทสนทนานั้น และวิธีสื่อสารทางสังคม … แต่การร่วมงานที่ได้ประโยชน์มากที่สุด ก็คืองานที่ผู้เชี่ยวชาญของเรา จะไปจัดทำเอากับคัมภีร์และตำรับตำราทางพุทธศาสนา เพื่อจะได้ดูดกลืนเอาหลักธรรมที่ดีๆ เข้ามาไว้ในวัฒนธรรมคริสต์ของท้องถิ่น"
    คริสต์ได้ดำเนินแผนในลักษณะค่อย ๆ กระแซะเช้าไปแบบรุกเงียบ ซึ่งผลงานที่ได้ทำสำเร็จมาแล้วคือ การศึกษาสังคมสงเคราะห์ จนแผนการศึกษาชาติไม่มีคำว่า พุทธศาสนา ธรรมจริยา ศีลธรรม อันนำไปสู่ปัญหาทางสังคมปัจจุบัน ในขณะที่เด็กพุทธไม่มีการเรียนการสอนเรื่องศาสนา ศีลธรรม ธรรมจริยา โรงเรียนคริสต์กลับทำได้ตามสบาย แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เสียใจ แต่ทำอย่างไรได้เมื่อคนของเราฉลาดน้อยกว่าเขา จนปล่อยให้เขาครอบงำทางความคิดวิญญาณได้
จากเอกสารหลักฐานหลายเล่มของคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ที่สร้างความไม่พอใจให้แก่ชาวพุทธที่ทราบเรื่องนี้คือ งานเขียนที่ขาดหลักฐานทั้งทางพุทธและคริสต์นั่น คือ
บอกว่าพระพุทธเจ้าเป็นเพียงปกาศกของพระเจ้า พระเจ้าได้มอบหมายธรรมะส่วนหนึ่ง เพื่อให้พระองค์มาประกาศข่าวแก่ชาวตะวันออก เพื่อให้เตรียมตัวต้อนรับพระเยซูคริสต์ ซึ่งหมายความว่า พระพุทธเจ้าเป็นเด็กรับใช้ของพระเจ้าและพระเยซูคริสต์
บอกว่า พระธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ เกิดจากการประทานให้ของพระเจ้า แต่เป็นการประทานให้มาเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ที่สมบูรณ์จริง ๆ คือที่ประทานให้แก่พระเยซูคริสต์ วิญญูชนอ่านแล้วยอมเข้าใจได้ทันทีว่า คริสต์ต้องการจะบอกว่าพระพุทธคุณบทว่า สมฺมาสมฺพุทฺโธ วิชฺชาจรณสฺมปนฺโน โลกวิทู พุทโธ ภควา ของพระพุทธเจ้าไม่จริง เพราะพระพุทธเจ้ารับการบันดาลจากพระเจ้าให้รู้ธรรม และรู้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ข้อนี้จึงเป็นการดูหมิ่นทั้งพระพุทธเจ้า และพระธรรม
เมื่อได้สร้างฐานเชื่อมโยงให้เกิดความเข้าใจว่า "พระพุทธเจ้าและพระธรรม" ล้วนมาจากพระเป็นเจ้าของเขาแล้ว ได้มีการกระทำย่ำยีพระธรรมหลายลักษณะ เช่น
นำหลักธรรมในพระพุทธศาสนา ไปอรรถาธิบายศาสนาของเขา โดยไม่บอกว่าเป็นหลักธรรมในพระพุทธศาสนา
นำหลักธรรมในพระพุทธศาสนาไปบิดเบือน เพื่อแสดงให้เห็นว่า หลักอริยสัจ ๔ อนัตตา ปฏิจจสมุปบาท เป็นต้นนั้น ของคริสต์มีอยู่แล้วอย่างสมบูรณ์
บอกให้ชาวคริสต์ทราบว่า อุตตริมนุสสธรรมในคริสต์ศาสนามีอยู่แล้ว พระอริยบุคคลในคริสต์ศาสนาก็มี และนิพพานในพระพุทธศาสนาคือสวรรค์นั้นเอง
ปฏิเสธผลการทำความดีตามหลักไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญาของพระพุทธศาสนาว่า ไม่ได้ผลอะไรเลย โดยบอกว่าพระพุทธเจ้าตรัสเรื่องนี้เอง แล้วสรุปว่าคนที่จะช่วยให้ได้รับผลจริง ๆ คือพระศรีอารยเมตไตรย แล้วสรุปว่าพระศรีอารยเมตไตรย คือพระเยซู
บอกว่าพระพุทธศาสนาได้หมดไปแล้วเมื่อ พ.ศ.๕๐๐ ยุคนี้เป็นยุคของพระศรีอารยเมตไตรย คือพระเยซู
แม้ว่าคริสต์จะมีแผนการอีกเป็นอันมาก แต่ชาวพุทธเราถือว่าเป็นสิทธิที่เขาจะกระทำได้ จีงไม่ได้ข้องใจในประเด็นอื่นๆ อีกมาก สรุปว่าที่เราต้องการให้เขาเลิกกระทำคือ "การย่ำยีดูหมิ่นพระรัตนตรัยในรูปของการบิดเบือน โดยปราศจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ และคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา และพระคัมภีร์ของคริสตศาสนาดังกล่าวเท่านั้น"

การที่ชาวพุทธกลุ่มต่างๆ ได้รวมตัวขึ้นมีวัตถุประสงค์ ตามลำดับดังนี้

เป็นการบอกกล่าวให้ชาวพุทธได้ตระหนักถึงศาสนภัยที่มาในรูปของมิตร
เพื่อติงชาวคริสต์ให้ตระหนักว่า นักบวชในศาสนาคริสต์ได้สร้างพฤติกรรมที่ไม่เป็นมิตรต่อชาวพุทธอีกครั้งหนึ่งแล้ว
เพื่อให้นักบวชคริสต์ นักศาสนาคริสต์ที่ทำงานประสานแนวของวาติกันอยู่ ซึ่งที่พบหลักฐานในปัจจุบันคือ อดีตบาทหลวงกีรติ บุญเจือ, ร.ศ.เสรี พงศ์พิศ, บาทหลวงยอห์นอุลลิอานา, บาทหลวงสมัย จวบสมัย, บาทหลวงรัตน์ บำรุงตระกูล, สมร เรืองชาญ เป็นต้น ยุติการกระทำดังกล่าวเสีย
เนื่องจากเป็นนโยบายจากวาติกัน จีงมีเป้าสำคัญอยู่ที่ขอรัองให้วาติกันยุติการใช้นโยบายดังกล่าวในประเทศไทย
อันตรายที่พอมองเห็นจากแผนการทำงานของคริสต์

คริสต์ทำงานด้วยปรัชญาที่ว่า จะต้องเอาเอาไม้ไผ่เป็นด้ามตัดต้นไผ่ คนที่ทำงานแนวนี้ปัจจุบันจึงเป็นคนไทยเกือบทั้งหมด แสดงว่าแผนการของเขาสำเร็จผล
ทราบมาเป็นการลับว่า คริสต์วางแผนจะเอาประเทศไทยเให้เป็นประเทศที่คนส่วนมากนับถือศาสนาคริสต์ในปี ค.ศ. ๒๐๐๐ คืออีก ๑๘ ปีข้างหน้า และจะมาฉลองกันที่เมืองไทย โดยจะให้เมืองไทยเป็นศูนย์ของคริสต์จักรโรมันคาทอลิกในเอเชียอาคเนย์
เนื่องจากคริสต์มีทุนดำเนินงานมหาศาลมาก สามารถเลือกคนเรียนดีส่งเสริมให้เรียนชั้นสูงๆ เข้ามามีอิทธิพลในการศึกษา การบริหาร ปัจจุบันแม้คริสต์จะมีไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ เขายังเปลี่ยนแปลงหลักศีลธรรม ธรรมจริยา ในแผนการศึกษาชาติได้แล้ว ถ้าเขามีสัก ๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ไทยก็คงอยู่ในสภาพเดียวกับเวียตนามใต้สมัยโงดินห์เดียม ที่เป็นพวกโรมันคาทอลิกเช่นเดียวกัน
กลุ่มพิทักษ์ความมั่นคงของพระพุทธศาสนาจึงเกิดขึ้นด้วย บทเรียนจากอดีต อันตรายในปัจจุบันและภัยที่พอจะมองเห็นได้ในอนาคตดังกล่าวมานี้ หนังสือ "แผนทำลายพระพุทธศาสนา" เล่มนี้จำเป็นจะต้องเกิดขึ้นอีกเล่มหนึ่ง เพื่อให้ชาวพุทธ ชาวคริสต์ ได้อ่านเรื่องราวต่างๆ ละเอียดขึ้น หากว่าใครก็ตามมีสัมมาทิฐิพอสมควร ได้อ่านหนังสือนี้แล้วคงไม่มองไปในด้านที่เห็นว่า เป็นการก่อให้เกิดความแตกแยกแน่ เอกสารต่างๆ ที่นำมาอ้างอิงอันเป็นเอกสารที่ชาวคริสต์ทำขึ้นนั้น เป็นการ "ให้มองเหรียญเพียงด้านเดียว" อันมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกระทำ เพราะถึงคราวที่จะต้องทำ เนื่องจาก

มีความคิดและความเข้าใจสับสน ในหมู่ชาวพุทธ และชาวคริสต์ ที่มีใจเป็นธรรมทั้งหลาย เพราะขาดข้อมูลบ้าง ขาดความสนใจบ้าง
ผู้ใหญ่ในฝ่ายคริสตจักรหลายท่าน ไม่ยอมรับว่าเรื่องที่นำมาบอกกล่าวทั้งหมดเป็นความจริง แต่กลับบอกว่า เป็นความเข้าใจผิดของชาวพุทธเองบ้าง อ่านหนังสือไม่เข้าใจบ้าง บางคนยังกล่าวว่าเป็นการสร้างเรื่องขึ้นมาเองบ้าง
เพื่อให้ชาวพุทธเราเองได้ทราบว่า ในแต่ละประเด็นที่คริสต์โรมันคาทอลิกกล่าวหานั้น หลักฐานทางคัมภีร์ระพุทธศาสนาว่าไว้อย่างไร จะไม่ต้องเสียเวลาค้นคว้าและสามารถชี้แจงให้เกิดความเข้าใจกันได้ง่ายขึ้น
หนังสือเล่มนี้ แม้จะมีข้อความบางตอนหนักไปบ้าง แต่พึงเข้าใจว่า นำมาบอกกล่าวเพื่อให้เกิดความเข้าใจดีต่อกัน เพราะอย่างไรๆ เราเป็นชาวไทยด้วยกัน และต้องอยู่ร่วมแผ่นดินเดียวกัน การอยู่ร่วมกันฉันมิตร ย่อมดีกว่าคิดเป็นศัตรูกันมิใช่หรือ ?

กลุ่มพิทักษ์ความมั่นคงของพระพุทธศาสนา มกราคม ๒๕๒๕
แล้วท่านมีความเห็นอย่างไร............
From

http://www.phrathai.net/news/danger25010101.php

 จากคุณ : Beware!!! [ 28 ก.พ. 2546 / 12:15:14 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.13 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (สุวีโร)

ไม่ลองหาประเด็นใหม่ๆ บ้างหรือครับ...

 จากคุณ : สุวีโร [ 28 ก.พ. 2546 / 13:17:32 น. ]
     [ IP Address : 203.113.39.8 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (ถนน)

  ชาวพุทธจงเข้มแข็ง ต้อสู้ ต่อไป

 จากคุณ : ถนน [ 28 ก.พ. 2546 / 14:23:58 น. ]
     [ IP Address : 192.168.1.1 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (tripoom@99hotmail.com)

คุณผู้ห่วงใยพระศาสนาครับ

ผมไม่ทราบว่าทำผิดหรือเปล่า
ผมเพียง พยายามปฏิบัติให้ได้บ้าง
แนะนำผู้ใกล้ชิดให้ปฏิบัติบ้าง
ผู้ใกล้ชิดบางท่านเป็นคริสเตียน
พอฝึกปฏิบัติจิตก็ก้าวหน้าได้เร็วกว่าชาวพุทธ
เพราะเมตตาพรหมวิหารท่านเหล่านั้นมาก

ไม่ทราบว่าคุณ Beware ปฏิบัติไปไกลแค่ไหนน่าจะเล่าสู่กันฟังในส่วนของตน

ขอ อภัยหากจะไม่ตรงประเด็นกระทู้ของท่านครับ

 จากคุณ : tripoom@99hotmail.com [ 28 ก.พ. 2546 / 19:22:22 น. ]
     [ IP Address : 202.57.131.189 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (คนไกลวัด)

ดิฉันฟังธรรมของหลวงพ่อพุธจากแผ่นซีดีเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว  (ขอถือโอกาสขอบคุณผู้ส่งซีดีแผ่นนี้มาให้ด้วยค่ะ)  ตอนหนึ่งหลวงพ่อเล่าว่า  ท่านสอนเด็กนักเรียนทำสมาธิกัน  ท่านให้เด็กที่ถือพุทธภาวนา “พุทโธ”  ส่วนเด็กที่ถือคริสต์ภาวนา “เยซู”  ท่านก็เห็นว่าเด็กทั้งสองกลุ่มตั้งใจภาวนาแล้วจิตสงบเหมือนกัน  ไม่เห็นมีปัญหาขัดแย้งแต่ประการใด

เป็นข้อมูลที่น่าสนใจไม่น้อยนะคะ…   ขออภัยค่ะถ้าออกนอกกระทู้ไปนิด  

 จากคุณ : คนไกลวัด [ 28 ก.พ. 2546 / 23:57:51 น. ]
     [ IP Address : 12.87.153.230 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (วัฒน์)

ผมเองก็อ่านหนังสือของศาสนาคริสต์  เพราะอยากรู้เหมือนกันว่าศาสนาเขาสอนอะไร  อ่านแล้วก็รู้สึกเฉย ๆ เพราะเต็มไปด้วยข้อที่โต้แย้งได้ทั้งสิ้น  ถ้าถามความเห็นส่วนตัวผมคิดว่าศาสนาพุทธไม่ได้ถูกทำลายเพราะศาสนาอื่น ๆ หรอก  ผู้ทำลายศาสนาพุทธน่าจะเป็นพวกเรากันเองนี่แหละ  ได้แก่  สงฆ์สาวก  อุบาสก อุบาสิกา    ทุกวันนี้เรานับถือเงินตรา  และ วัตถุมากกว่าจิตใจ หรือ ความดี  ก็ทำให้ศาสนาพุทธเสื่อมไปอยู่แล้ว  และทุกศาสนาก็ประสพปัญหาสิ่งเหล่านี้เช่นกันไม่ไช่เฉพาะศาสนาพุทธ   แต่ผมเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่าการนับถือวัตถุมักจะลงเอยด้วยความเจ็บปวดเพราะวัตถุ และเมื่อนั้นอาจมีหลาย ๆ คนหันกลับมาหาที่พึ่งด้านจิตใจ   ผมเชื่อในปัญญาของพระพุทธเจ้าที่วางกฎเกณฑ์ไว้จนศาสนาพุทธจะยังคงอยู่ต่อไปในโลกนี้ แม้ว่าอาจหมดจากที่หนึ่ง  แต่ก็จะไปรุ่งเรืองอีกที่หนึ่ง  เป็นเช่นนี้เรื่อยไปตามกฎการเปลี่ยนแปลง    แต่อะไรไม่ว่าขณะนี้ศาสนาพุทธมีอยู่แล้วในพื้นแผ่นดินไทย มาตั้งใจกันปฎิบัติไม่ดีกว่าหรือ 

 จากคุณ : วัฒน์ [ 1 มี.ค. 2546 / 00:04:07 น. ]
     [ IP Address : 203.156.27.228 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (asia@thaicenters.com)

ภัยพระพุทธศาสนา คือ การที่พุทธบริษัท๔ ไม่ปกป้อง คุ้มครอง และ รักษา
  " พระธรรมวินัย"

 จากคุณ : asia@thaicenters.com [ 1 มี.ค. 2546 / 01:11:51 น. ]
     [ IP Address : 203.118.72.115 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (ปุกปุย)

เท่าที่ทราบคริสต์เน้นความรัก เข้ากับเมตตากรุณา แต่ขาดมุทิตากับอุเบกขาไป
แต่ก็ถือได้ว่าเป็นหลักที่ดี  เท่าที่เห็นสังคมไทยปัจจุบันก็เลยพลอยเป็นไปด้วย
แต่ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายนี่คะ  ศาสนาพุทธมีเหตุผลมากอยู่แล้วเป็นวิทยาศาสตร์ที่สุด คนรุ่นใหม่เค้าก็ศึกษากันมากโดยเฉพาะนักวิทยาศาสตร์พวกวิทยาศาสตร์บริสุทธ์หลายท่าน ดังคำกล่าวของไอสไตล์ ว่า ถ้าจะนับถือศาสนาใดศาสนาหนึ่งในโลกก็จะนับถือศาสนาพุทธ  ทั้งๆที่ครอบครัวเป็นยิวหัวรุนแรงมาก  และในด้านจิตวิทยา นักจิตวิทยานักจิตบำบัดหลายท่าน(พวกฝรั่ง) ก็ลงท้ายบวชกันมากเพราะเป็นคำตอบของชีวิตที่ถูกต้อง  พวกฝรั่งปัจจุบันนี้เค้าไม่เชื่อตามใครจึงสนใจและสำเร็จมรรคผลกันดีมาก  คนไทยก็มีของดีที่พิสูจน์ได้จนตอนนี้คำตอบก็เป็นที่ชัดเจน  หลานตัวเองเรียนโรงเรียนคริสต์เค้าก็สอนให้นั่งวิปัสสนากันค่ะ  คนเราถ้าผิดแล้วแก้ไขก็ไม่เป็นไรนะคะ  แต่ก็เห็นด้วยที่ควรให้ทุกโรงเรียนมีทุกศาสนาให้เด็กชัดเจนและเลือกที่จะเดินในทางของตน นี่ก็เป็นแนวในการบำบัดทางจิตแนวตะวันตกนะคะ

 จากคุณ : ปุกปุย [ 1 มี.ค. 2546 / 08:28:28 น. ]
     [ IP Address : 203.113.67.69 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (ดีสู้)

ความเห็นที่  8  เป็นความเห็นที่ตรงกันกับผมเพราะต่อให้เขาเอาคำสอนการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบของเราไปหมดก็ยิ่งดีเพราะผมจะศรัทธาในพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าจะได้มีพระอรหันต์ทั่วทั้งโลก และเดี๋ยวนี้ฝรั่งหันมาสนใจพระพุทธศาสนากันมากยิ่งพวกชั้นปัญญาชนจะหลอกล่อเขาเชื่อไม่ได้ ต้องมีเหตุผลดีจริงไม่งมงายเขาถึงจะเชื่อถือศรัทธา ต้องเอาดีไปสู้เขาถึงจะชนะแบบถาวร

 จากคุณ : ดีสู้ [ 1 มี.ค. 2546 / 11:39:46 น. ]
     [ IP Address : 203.113.57.68 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (นารายณ์)

ขอบคุณเจ้าของกระทู้ แสดงว่ารักพุทธศาสนาจริง
แต่ในปัจจุบัน มันไม่มีแล้วครับ เหมือนกับ คอมมิวฯ.เดียวนี้ต่างเป็นคนไทยเท่าเทียมกันหมด นอกนั้นถกเถียงกันด้วยเรื่องเล็กๆน้อยๆ การเมืองบ้าง การศาสนา
บ้าง ก็ว่ากันไปครับ  ที่สำคัญก็คือว่า........พวกเราเป็นแค่ชาวพุทธ จึงคิดแบบนี้
แต่สำหรับ พระราชาแล้ว ท่านให้ความเท่าเทียมกันหมด
ฉะนั้น พวกเราต้องเกรงใจ ในหลวงด้วยครับ

 จากคุณ : นารายณ์ [ 1 มี.ค. 2546 / 11:40:51 น. ]
     [ IP Address : 203.113.36.10 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (เงินเขาเยอะครับ)

วันคริสมาสต์ที่ผ่านมายังเห็นมีไปร้องเพลงในตู้รถไฟฟ้าเลย ร้องเพลงรักๆๆๆ พระเจ้าๆๆๆ ประมาณนั้น คนในตู้ได้แต่นั่งฟังไปตามเรื่องตามราว เรียกว่า กะจะไปร้องกล่อมเลยแหละ

 จากคุณ : เงินเขาเยอะครับ [ 1 มี.ค. 2546 / 13:26:52 น. ]
     [ IP Address : 203.156.9.253 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (นารายณ์)

เราด่าเขา เขาก็ด่าเรา ใจกว้างๆ ให้เขาอยู่เถอะ! เพราะปัจจุบันเราเป็นเมืองเปิดแล้ว     ผมคิดว่าจะทำยังไงชาวพุทธก็ไม่มีทางเปลี่ยนศาสนาหรอกครับ จะมีบ้าง
ก็เทียบเป็นสถิติไม่ได้ เพราะมันน้อยเกินไป
ถ้าเป็นสมัยก่อนเราป้องกันปิดกั้นไม่ให้เข้ามาตั้งแต่แรกก็ว่าไปอย่าง
ศาสนาพุทธจะประดิษฐานอยู่ในเมืองไทย ครบ ๕,๐๐๐ ปี แน่นอนครับ
ผมอยากให้พวกเราทำดีต่อศาสนาอื่นๆ เหมือนกับถ้ามีคนฝากลูกของเขา
ให้เราเลี้ยง ตอนนั้น เราต้องดูแลลูกของเขาให้ดีกว่าลูกของเราเองเสียอีก
ลูกของเราหกล้มบ้าง ก็ไม่มีใครว่าเรา แต่ถ้าดูแลลูกของเขาไม่ดี เขาจะหาว่าเรา
ลำเอียงได้  เมื่อเขาโตขึ้นก็จะเคารพนับถือเราเสมือนพ่อแม่ของเขาจริงๆ

 จากคุณ : นารายณ์ [ 1 มี.ค. 2546 / 17:12:22 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.10 ]


 ความคิดเห็นที่ 13 : (aratana)

ศาสนาของผู้สิ้นกิเลส
กับศาสนาของผู้มีกิเลส
             ดูง่ายนิดเดียว.......พระเจ้าองค์ใด โกรธแล้วลงโทษ ผู้ผิดต่อพระองค์ ไม่เชื่อในพระองค์...พระเจ้าองค์นั้นยังผูกโกรธอยู่..มีหลงอยู่  มีโลภอยู่
            เราไม่ศรัทธา

 จากคุณ : aratana [ 1 มี.ค. 2546 / 19:15:04 น. ]
     [ IP Address : 203.113.61.196 ]


 ความคิดเห็นที่ 14 : (คนไกล)

    เรื่องแผนการทำลายศาสนานั้นมีมาตลอด และเรื่องคอมมิวนิสต์ก็เช่นเดียวกัน  นโยบาย 66/23 คือแผนการเอาคอมฯ มาสู้กันในเมือง มี 3 ขั้นตอน แต่ยังทำไม่จบทำได้ขั้นตอนเดียว  คนคิดนโยบายก็มาตายเสียก่อน (ปี 2535)  เราจึงมีคอมฯเกลื่อนเมืองโดยคนไม่รู้กัน  จนปัจจุบันประเทศเรากำลังกลายเป็นประเทศสังคมนิยมไปทุกทีแล้ว (แต่คนไทยไม่เข้าใจการเมืองที่แท้จริง) เลยขอไม่เล่าก็แล้วกัน
    การปฏิบัติการมวลชนของลัทธิทางการเมือง รวมทั้งลัทธิทางศาสนาด้วยนั้น อาศัยหลายแนวทาง รวมทั้งใช้การเมืองเป็นเครื่องมือ และก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะใช้มวลชนและสื่อต่างๆ  แต่ภัยของศาสนามากจริงๆก็อยู่ที่ พุทธบริษัทสี่นั่นแหละ แต่ตอนนี้ทำอะไรไม่ได้แล้ว ก็ต้องหาทางป้องกันและแก้ไขภัยศาสนาในส่วนที่พอจะแก้ไขได้ รวมทั้งภัยจากต่างศาสนา อันนี้ก็ยังพอแก้ได้
     ส่วนใหญ่ชาวพุทธมาตายน้ำตื้นก็ตรงที่ว่า "ศาสนาทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี"  ที่จริง คำว่า "ดี" นี่ต่างกันมาก ศาสนาพุทธเป็นศาสนาเดียวในโลกที่ "มีดี" ถึงขั้นหลุดพ้น คือมี สมณะสี่ เป็น พระโสดา สกิทาคา อนาคา และ อรหันต์ แต่ศาสนาอื่น ไม่มี 
     และ ศาสนาอื่นๆนั้นผู้สอนเขาเป็นแค่ "ลอร์ด" คือ คนที่เป็นศาสดาสูงสุดรับคำสอนจากพระเจ้า หรือ ก๊อด มาอีกทอดหนึ่ง   แต่ศาสนาพุทธนั้น พระพุทธเจ้านั้นท่านเป็น "ก๊อด" ลงมาสอนเองทั้งตัว และก็มีพระอรหันต์ ที่แม้จะเป็นแค่สาวกของพระพุทธเจ้าแต่ก็ยังเหนือกว่าศาสดาสูงสุดของศาสนาอื่นๆทั้งสิ้น เพราะศาสดาสูงสุดของศาสนาอื่นนั้นยังไม่ถึงแม้กระทั่งระดับต่ำสุดของสมณะสี่ คือพระโสดาบัน   (เราจึงควรเรียก ศาสดาของศานาอื่นว่า ลอร์ด เช่น Lord Jesu แต่ต้องเรียก  God Buddha จึงจะถูกต้อง) เพราะพระพุทธเจ้านั้นเป็นที่สุดของศาสนาในโลกแล้ว ชาวพุทธบางคนไปเรียกว่าพระพุทธเจ้าว่า Lord Buddha จึงเป็นการไม่สมควร ทำให้คนทั่วไปที่นับถือศาสนาอื่นๆ เข้าใจว่าพระพุทธเจ้าอยู่ในระดับเดียวกับศาสดาของเขา  ที่จริงเทียบกันไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว จริงหรือไม่

 จากคุณ : คนไกล [ 2 มี.ค. 2546 / 05:00:37 น. ]
     [ IP Address : 203.146.216.163 ]


 ความคิดเห็นที่ 15 : (คนไกลวัด)

ขอแนะนำผู้ที่สนใจในเรื่องนี้อ่าน  หนังสือ “ภัยแห่งพระพุทธศาสนาในประเทศไทย”  ของ พระธรรมปิฏก (ป. อ. ปยุตตโต)  ISBN : 974-90217-4-6   พิมพ์ครั้งที่: 10  กันยายน 2545  (พิมพ์ครั้งที่: 1  กุมภาพันธ์ 2545) 

ขออนุญาตคัดลอกตอนที่เขียนถึง  วิธีการแก้ปัญหาในเรื่องนี้ของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช  (หน้า 15)  มาให้อ่าน….

        “ทุกท่านคงทราบว่าสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงตอบว่าอย่างไร  ทรงตอบยาวอยู่ ถ้าจับเอาข้อความสั้น ๆ ก็คือตรัสว่า  พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงสร้างทุกสิ่งทุกอย่าง  ทรงสร้างแผ่นดิน  สร้างสิงสาราสัตว์  ทรงดลบันดาลได้ทั้งสิ้น  ดังนั้นถ้าหากว่าพระเจ้าต้องการให้พระองค์เป็นคริสต์  พระองค์ก็จะบันดาลเอง  เพราะฉะนั้นพระเจ้าหลุยส์ไม่ต้องมายุ่ง (ทำนองนั้น)  เมื่อพระเจ้าทรงบันดาลได้ทุกอย่างอยู่แล้ว  เมื่อใดทรงต้องการพระเจ้าก็จะบันดาลเอง  ขณะนี้สมเด็จพระนารายณ์มหาราชยังเป็นพุทธมะกะ  ก็แสดงว่าพระผู้เป็นเจ้ายังไม่ทรงต้องการ  จึงทรงปล่อยให้พระองค์เป็นชาวพุทธอยู่อย่างนี้
        สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงมีพระปรีชาสามารถอย่างยิ่ง  ทรงตอบทีเดียว  พระเจ้าหลุยส์ก็เลยไม่รู้จะว่าอย่างไร  บัวก็ไม่ช้ำ น้ำก็ไม่ขุ่น”

ดิฉันเห็นว่าชาวพุทธที่ต้องการปกป้องพระพุทธศาสนาควรจะอ่านหนังสือเล่มนี้   เราจะได้รู้ว่าภัยอยู่ที่ไหน  เข้าใจสถานการณ์ถูกต้อง  จึงจะปกป้องพระพุทธศาสนาด้วยปัญญา

 จากคุณ : คนไกลวัด [ 2 มี.ค. 2546 / 05:16:34 น. ]
     [ IP Address : 12.87.152.151 ]


 ความคิดเห็นที่ 16 : (สุวีโร)

ความยึดมั่นถือมั่นบางประเภท เช่น "ทิฏฐุปาทาน"
เป็น "อาหาร" เลี้ยง "อวิชชา" เป็นที่มาแห่ง "ทุกข์"...

...ฉันดีกว่าเธอ ครอบครัวฉันดีกว่าครอบครัวเธอ
หมู่บ้าน..ตำบล..อำเภอ..จังหวัด..ภาค..ประเทศ..ทวีป...ของฉันดีกว่าเธอ
และ...ศาสนา "ของฉัน" ดีกว่า "ของเธอ"

...ไม่มีอะไรมากไปกว่า "ความพยายาม" ที่จะยืนยัน "อัตตลักษณ์" ของฉัน
ว่า "ฉัน" มีอยู่  และเป็นฉันที่ "ดีกว่า" "มีธรรมะมากกว่า" "เห็นธรรมมากกว่า"
(เพราะฉันนับถือ - ศรัทธา - เป็นสาวก ฯลฯ แห่ง "ศาสนา" ที่ "ดีกว่า")

และ...เพื่อจะ "แก้ตัว" ว่า..สาเหตุที่ศาสนาดีกว่า หรือประเทศที่นับถือศาสนาที่ดีกว่า มีสังคมแย่ๆ
ฆ่ากัน ข่มขืนกัน คอรัปชั่น ยาเสพติดแยะ ฯลฯ
ก็เพราะ "เรา" (ไม่ใช่ฉันคนเดียว) กำลังถูกศาสนาอื่นมากลั่นแกล้งทำลาย
(ฉันไม่ได้ชั่ว..."คนอื่น" ต่างหาก ที่แกล้งให้ฉันชั่ว)

คำถามก็คือ...
๑.วิธีการ "โยนความผิด" ให้คนอื่นเช่นนี้ จะเป็นที่มาของการแก้ปัญหาได้อย่างไร?
๒.พุทธศาสนิกชนที่ยังอคติต่อผู้อื่น..ศาสนาอื่น  จะเป็นศาสนิกที่ดีได้อย่างไร?
๓.ท่าทีที่ปฏิบัติต่อผู้อื่นเช่นนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ที่ใด...ว่าให้สาวก คิด - พูด - ทำ เช่นนี้?

หมายเหตุ :
อาหาร ปัจจัยอันนำมาซึ่งผล,เครื่องค้ำจุนชีวิต, เครื่องหล่อเลี้ยงชีวิตมี ๔ คือ ๑. กวฬิงการาหารอาหารคือคำข้าว
๒. ผัสสาหาร อาหารคือผัสสะ ๓. มโนสัญเจตนาหาร อาหารคือมโนสัญเจตนา ๔. วิญญาณาหาร อาหารคือวิญญาณ

ทิฏฐุปาทาน ความถือมั่นในทิฏฐิ,ความยึดติดฝังใจในลัทธิ ทฤษฎี และหลักความเชื่อต่างๆ (ข้อ ๒ ในอุปาทาน ๔)

 จากคุณ : สุวีโร [ 2 มี.ค. 2546 / 06:46:52 น. ]
     [ IP Address : 210.203.179.17 ]


 ความคิดเห็นที่ 17 : (kaan)

ชาวพุทธ มีหลัก สัพเพ ธัมมา อนัตตา เป็นที่สุด หากสัจจธรรมยังมีในโลก ก็จะเปิดเผยตัวสัจจะเอง โดยไม่ต้องยึดมั่นถือมั่นว่า เป็นชื่อใดก็ได้(ถ้าสัจจะยังอยู่) กลับกันแม้ติดป้ายว่า พุทธแต่เนื้อในไม่ใช่ มันก็ไม่ใช่พุทธโดยสัจจะอยู่นั่นเอง ถ้าจะฝัน(ทีคงเป็นไปได้ยาก หรือฟันธงว่าเป็นไปไม่ได้เลยก็ได้) ยังน่าจะฝันว่า ทั้งโลกมีศาสนาเดียว ที่สามารถรวบรวมสัจจธรรม ทั้งปวงไว้ได้จะชื่ออะไร ก็แล้วแต่ ถ้านำพามวลมนุษยชาติเข้าถึงสัจจธรรมได้ ก็หมดปัญหา

 จากคุณ : kaan [ 2 มี.ค. 2546 / 09:50:47 น. ]
     [ IP Address : 203.157.29.172 ]


 ความคิดเห็นที่ 18 : (คนไกล)

      การวางอัตตาต่างๆนั้น เมื่อเรายังไม่เข้าถึงขั้นต้นของสมณสี่ แล้วจะคิดว่าวางกันได้ง่ายๆหรือ มีคนจำนวนมากพยายามแสดงภูมิปัญญาว่าตนวางจากอัตตาทั้งหลาย แต่ยังหาใช่ไม่  นั่นมันแค่ปรากฏการณ์ชั่วคราวของจิตแต่ละคนเท่านั้นเอง

    ถ้าจะอิสระกันจริง  อิสระจากธาตุสี่ กันได้แล้วหรือยัง นี่เป็นอย่างอยาบแบบสุดๆของธรรมะขั้นพื้นฐาน  ถ้าตรงนี้ยังไม่ได้แตะก็อย่าหวังเลยว่าจะไปลูบๆ คลำๆธรรมะที่แท้จริงได้

    พระพุทธเจ้าท่านสอนให้ "สร้างเหตุที่ดี คือ การทำทาน ศีล ภาวนา ให้มาก  จึงจะเกิดผลที่ดี"  แต่แค่คิดกันก็อวดเก่งกันแล้ว คือ แค่เริ่มต้นปฏิบัติก็ "วางกันที่เหตุ" แล้วผลจะเกิดได้อย่างไร

    การที่ชอบ อ้างโน่น อ้างนี่ กันนั่นมันมิจฉาทิฐิ โดยไม่รู้ตัว  รู้แค่หางอึ่งก็อวดว่ารู้ทั้งพระไตรปิฏก นี่คือการทำลายศาสนาโดยแท้  และศาสนาพุทธที่แทบจะสูญหาย ในศรีลังกา หรือในอินเดีย ก็เพราะมีคนประเภทนี้มากนั่นเอง  ลองพิจารณากันดู

 จากคุณ : คนไกล [ 2 มี.ค. 2546 / 12:01:22 น. ]
     [ IP Address : 203.170.159.27 ]


 ความคิดเห็นที่ 19 : (ขมวดคิ้ว)

อ่านหลาย ๆความเห็นแล้วก็ไม่แปลกใจแหละว่า  ศาสนาพุทธจะล่มสลายเหมือนอย่างอินเดีย ก็เพราะน้ำมือชาวพุทธด้วยกันเองนี่แหละ เฮ้อ...

 จากคุณ : ขมวดคิ้ว [ 3 มี.ค. 2546 / 11:49:18 น. ]
     [ IP Address : 203.148.143.17 ]


 ความคิดเห็นที่ 20 : (De Zu)

มีการบัญญัติคำสอนใหม่ให้ตรงกับความคิดตน  ตรงกับสำนักตน  อ้างว่าสำนักนั้นสอนผิดพระพุทธองค์ไม่ได้บัญญัติไว้  มีการเปลี่ยนแปลงมรรคผลให้เป็นไปตามยุคตามสมัยตามโลก แล้วก็อ้างว่าแบบนี้ถูกต้อง  นี่คือภัยของพระพุทธศานาที่น่ากลัวที่สุด

 จากคุณ : De Zu [ 3 มี.ค. 2546 / 18:49:58 น. ]
     [ IP Address : 203.113.57.69 ]


 ความคิดเห็นที่ 21 : (สาธุชน)

                                        


                                                      สาธุสุวีโร

 จากคุณ : สาธุชน [ 4 มี.ค. 2546 / 02:00:30 น. ]
     [ IP Address : 203.113.51.68 ]


 ความคิดเห็นที่ 22 : (Vicha)

   ผมขอยืนยัน ไม่ว่าคนศาสนาใด คนชนชาติใด เข้ามาศึกษาในแก่นของพุทธศาสนาก็จะเอนเอี่ยงเข้ามาเชื่อถือหรือศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างแน่นนอน
   ยกเว้นแก่นของพุทธศาสนาอันได้แก่พระธรรมวินัย ถูกเบี่ยงเบนจนไม่เป็นแก่น หาแก่นและสาระสำคัญไม่เจอ นั้นละพุทธศาสนาเริ่มล่มสลาย
   หน้าที่ของชาวพุทธที่แท้ คือศึกษาและปฏิบัติตามพระธรรมวินัยให้แตกฉาน และถ่ายทอดให้ตรงกับพระธรรมวินัยให้มากที่สุด ไม่ไปโฆษณาให้เพิ่มเติมหรือตัดออกในส่วนที่มีอยู่แล้วตามอำเภอใจของตน และช่วยกัยเผยแผ่ นั้นละเป็นการรักษาพระพุทธศาสนาและสืบต่อพระพุทธศาสนา

 จากคุณ : Vicha [ 4 มี.ค. 2546 / 10:33:53 น. ]
     [ IP Address : 202.133.166.189 ]


 ความคิดเห็นที่ 23 : (นารายณ์)

ขอเสนอบทความนี้ครับ
งานกู้ชาติได้เส็จสิ้นลงแล้ว เมื่อแนวร่วมตามธรรมชาติได้สิ้นสลายลง แนวร่วมจัดตั้ง และแนวร่วมอุดมการณ์ ก็เป็นอันต้องสิ้นสลายไปโดยปริยาย  จะเหลืออยู่ก็เป็นงานอันละเอียดอ่อนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเท่านั้น ดั่งในขันธปริตรที่ว่า
          ภิกษุรูปหนึ่งถูกงูกัดตาย จึงนำความไปกราบทูลให้พระพุทธเจ้าทรงทราบ
พระองค์จึงตรัสว่า เพราะภิกษุไม่ได้แผ่เมตตาจิตไปยังตระกูลพญางูทั้ง ๔ ถ้าภิกษุ
แผ่เมตตาไปยังตระกูลพญางูทั้ง ๔แล้ว ก็จะไม่ถูกงูกัดตาย
ฉันใดก็ฉันนั้น
          เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแผ่เมตตาจิต ไปยังคนไทยทุกเชื้อชาติ
ทุกศาสนา และทุกลัทธิการเมือง............ปัญหาภายในก็หมดไป
          ถ้าพระองค์ทรงแผ่เมตตาจิตไปยังประเทศทุกประเทศ เขาก็จะไม่รุกราน
ปัญหาภายนอกก็หมดไป

 จากคุณ : นารายณ์ [ 4 มี.ค. 2546 / 11:03:19 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.11 ]


 ความคิดเห็นที่ 24 : (อัปปมัญญา)

บางทีฉันก็อาจจะทำลายพุทธศาสนา
โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็มี เพราะความไม่รู้ก็มีเหมือนกัน
หรือเพราะนำมาปฏิบัติไม่ถูกต้องก็เป็นได้ :-

 จากคุณ : อัปปมัญญา [ 4 มี.ค. 2546 / 14:11:14 น. ]
     [ IP Address : 203.156.0.192 ]


 ความคิดเห็นที่ 25 : (คนไกล)

    นารายณ์ยังไม่เข้าใจเรื่อง การเมือง  ราชบัลลังก์และการเมืองเรื่องของศาสนา ดีพอนะ อย่าคิดว่าสิ่งที่เห็นนั้นคือสิ่งที่เป็นเสมอไป

    ตัวอย่างง่ายๆนะ จะมีคนไทยสักกี่คนที่เข้าใจรัฐธรรมนูญ 2540 ว่าริดรอนพระราชอำนาจตรงไหนบ้าง มาตราใด  และ ทำไม  ครั้งสุดท้ายที่ตุลาการรัฐธรรมนูญตีความสถานะของพระองค์ เป็นอย่างไร  ลองศึกษาดีๆก่อนแล้วค่อยมาแสดงความคิดเห็น ศึกษาให้ถึงราก ถึงแก่นก่อนแล้วค่อยว่ากัน และเรื่องนี้ก็เชื่อมโยงถึงเรื่องศาสนาด้วย เพราะพระราชาเป็นพุทธศาสนูปถัมภก  ถ้าหากว่านารายณ์รู้จริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็ลอง "อธิบายต่อจากเรา"

     เรื่องเบื้องสูง ถ้าไม่รู้จริงอย่าไปพูดให้มันเลอะเทอะ  เราเคยบอกมาบ้างแล้วว่า "คนไกลอยู่ใกล้ คนไกล้อยู่ไกล"  หวังว่านารายณ์คงจะเข้าใจ

 จากคุณ : คนไกล [ 7 มี.ค. 2546 / 04:50:17 น. ]
     [ IP Address : 203.170.128.30 ]


 ความคิดเห็นที่ 26 : (pptpbss@hotmail.com)

...ไม่ว่าภัยพุทธศาสนาจะมาจากไหนก็ตามยังมีภัยศาสนาที่จะมองข้ามไม่ได้ก็คือ...ชาวพุทธทุกๆคนนั่นเอง...ที่อาจเป็นภัยแก่ตัวเองเพราะไม่ศึกษาไม่ปฎิบัติให้ลงไปที่จิตที่ใจอันเป็นหัวใจของพุทธศาสนา...ขอให้ตื่นตัวตื่นใจ...อย่าหลงวัตถุและรูปแบบภายนอกกันจนเกินไปครับ.

 จากคุณ : pptpbss@hotmail.com [ 8 มี.ค. 2546 / 13:20:58 น. ]
     [ IP Address : 203.151.39.161 ]


 ความคิดเห็นที่ 27 : (kisin2475@thaimail.com)

   กระผมเห็นด้วยกับเจ้าของกระทู้นะครับ  การปกป้องพระพุทธศาสนาและทนุบำรุง ก่อสร้างถาวรวัตถุถวายเป็นพุทธบูชา บุญที่จะเกิดกับตัวเราเป็นอัปปมาโณคือประมาณค่ามิได้  เป็นบุญที่จะติดตามตัวเราไปทุกภพทุกชาติ  ในการที่เราจะปกป้องพระพุทธศาสนาเราควรทำดังนี้ตามความคิดของคนโง่เขลาแบบผมนะครับ
  1. ปฏิบัติตนเองให้ได้ดีเสียก่อนคือทุกวันพยายามทำทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา  ทำอย่างนี้ทุกๆวันให้ติดเป็นนิสัยนะครับ
  2. ต่ออายุให้กับพระพุทธศาสนาคือการตักบาตรกับพระภิกษุสงฆ์
  3. ชักชวนกันปฏิบัติธรรม ในสถานที่ใกล้บ้าน เพื่อทำให้งานพระพุทธศาสนาขยายและเข้มแข็งยิ่งขึ้น
  4. ศึกษาพระธรรมคำสอนแต่พอควรและปฏิบัติภาวนาให้มากคือในแต่ละวัน พูดให้น้อย  กินน้อย แต่สงบให้มากๆ
  5. ควรรู้ความเคลื่อนไหวของศาสนจักรอื่นบ้าง
  6. ไม่กล่าวร้ายผู้อื่นไม่ว่าฆราวาสหรือพระภิกษุสงฆ์ แต่ควรศึกษาในตัวของท่านผู้นี้เสียก่อน เพื่อให้รู้จริงด้วยตนเองเสียก่อน ก่อนที่จะพูด
  หัวข้อด้านบนเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งที่จะหยิบยกมาปฏิบัติ  ผมขอบอกกับทุกๆท่านได้เลยกับการที่ผมรู้เห็นด้วยตนเองทั้งสิ้นว่าขณะนี้มีศริสตจักรนิกายคริสเตียน มีผู้เผยแพร่มาจากประเทศเกาหลีใต้และกลุ่มชนนี้ได้ทำงานอย่างเข้มแข็งมากในภาคตะวันออก โดยเฉพาะจังหวัดจันทบุรี(เท่าที่ผมรู้ด้วยตนเองมา) กลุ่มชนนี้จะพยายามโจมตีพระพุทธศาสนาและศาสนาของตนที่ต่างนิกายกันดังเช่นนิกายโรมันฯอย่างรุนแรง  โดยการแสวงหาผู้ที่จะศรัทธาในตัวพระเจ้าของเขาและให้คนนั้นเผยแพร่ไปยังพี่น้องของตน มีการทำพิธีกันทุกวันอาทิตย์ที่ศริสจักรวังดาบ ต.อ่างคีรี อ.มะขาม จ.จันทบุรี   และทุกคืนวันพุธที่บ้านของนางสด  รอบโลก หมู่ที่6บ้านเนินแหวน ต.มาบไพ อ.ขลุง จ.จันทบุรี   บุคคลที่ศรัทธาเขาจะมีตั้งข้อบัญญัติให้ปฏิบัติอย่างเคร่งครัดมากเช่นการเล่นการพนันทุกชนิด  เหล้า  บุหรี่  รวมทั้งการนินทาห้ามเด็ดขาด และให้ทำลายรูปเคารพทุกชนิดไม่ว่าเป็นรูปพระพุทธเจ้าของศาสนาพุทธ  รูปพระเยซูของศาสนาคริสต์ และรูปปั้นทุกชนิด  โดยเขาเป็นคริสเตียนที่เคร่งต่อกฎข้อบังคับมาก มีบุคคลที่เคยนับถือศาสนาพุทธจำนวนไม่น้อยไปศรัทธาและเมื่อศรัทธาอย่างเหนียวแน่นแล้วก็จะมาชักชวนผู้อื่นไปเข้าด้วย บุคคลที่เคยนับถือพระพุทธศาสนามาก่อนก็จะรู้จุดอ่อนของพุทธบริษัทอย่างดีและจะนำจุดอ่อนนั้นมาโจมตี  โดยจะเริ่มเผยแพร่ให้กับบุคคลที่นับถือพระพุทธศาสนาแต่ในสำเนาทะเบียนบ้านหรือมีความศรัทธาพระพุทธศาสนาอย่างเบาบางก็จะเข้าไปพูด โดยการนำจุดอ่อนของศาสนาพุทธไปโจมตีเรื่อยๆ ถ้าบุคคลนั้นครั้งแรกไม่ศรัทธาก็จะไปเรื่อยๆจนบุคคลผู้นั้นเกรงใจเลยก็ไปทำพิธีด้วย และถ้าผู้ใดเคยไปแล้วแต่ไม่ได้ไปอีกก็จะมีการตามทุกวัน โดญจะผลัดกันไปพูดและตาม เมื่อบุคคลนั้นศรัทธามากแล้วก็จะมีการเก็บเงินโดยเก็บร้อยละสิบของรายได้ของบุคคลนั้น เขาอ้างว่าจะนำนี้ไปเผยแพร่ศริสตจักรของพระเจ้าต่อไป บุคคลที่ศรัทธาก็จะยอมเสียเงินบำรุงกิจของศาสนาอย่างเต็มใจเป็นอย่างยิ่ง  ทุกสิ่งที่ผมได้กล่าวมาล้วนเป็นความจริงที่ผมได้ไปพูดคุยกับกลุ่มชนนี้มาแล้ว และที่สำคัญชนกลุ่มนี้พยายามชักชวนผมทุกครั้งที่เจอ จนตอนหลังๆผมต้องออกตัวว่าผมก็มีความศรัทธาในตัวพระเจ้าอยู่บ้าง แต่ผมขอศึกษาเอง.
   ขอกราบอาราธนาท่านเจ้าคุณทุกๆรูปที่เคารพเป็นอย่างสูง ช่วยแก้ปัญหานี้ด้วยครับ ไม่ว่าท่านจะสั่งการผ่านเจ้าคณะจังหวัดให้เผยแพร่และศึกษาแก้ไขต่อไปนะครับ
   กระผมอยากให้กลุ่มพลังพุทธในจังหวัดจันทบุรีช่วยขยายงานของพระศาสนาอย่างเข็มแข้งและเคร่งครัดต่อการปฏิบัติด้วยนะครับเพราะทุกๆวันนี้เริ่มมีความเชื่อในแทบทุกโรงเรียนในบรรดาเด็กนักเรียนว่าทำบุญกับเด็กได้บุญมากกว่าทำกับพระ  ขอบคุณครับ  ธรรมสวัสดี

 จากคุณ : kisin2475@thaimail.com [ 10 มี.ค. 2546 / 11:21:31 น. ]
     [ IP Address : 10.0.0.48 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!