เนื้อความ :
หยุดปีใหม่ที่ผ่านมา ช่วงแรกคาดว่าจะไม่ได้ไปปฏิบัติธรรมที่ไหน เพราะมีเรื่องราวโลก ๆ ที่ต้องทำ เลยใช้เวลาว่างถอดเทปการบรรยายของพระอาจารย์มหาดิเรก พุทธยานันโทที่บรรยายในงานตามรอยหลวงพ่อเทียนปีที่ 14 เมื่อเย็นวันที่ 14 กันยายน 2545 ที่วัดโมกขวนาราม จังหวัดขอนแก่น เพื่อให้ผู้สนใจการเจริญสติได้รู้ประวัติการฝึกฝนของครูบาอาจารย์ เป็นกำลังใจว่าครูบาอาจารย์ก็ใช้เวลาไม่น้อยกว่าจะหา ฝา พบ ดังนั้นผู้ปฏิบัติอย่าเพิ่งท้อ ให้เพียรทำต่อ ถึงวันหยุดได้มีโอกาสไปฝึกเจริญสติที่วัดโมกขวนารามแบบไปเช้าเย็นกลับ 3 วัน
วันที่ 2 มกราคม 2546 ว่าจะตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหากับเทปอีกครั้งแล้วจะส่งลานธรรม แต่เกิดอาการปวดตึงที่คอ เวียนศีรษะ คลื่นไส้ อย่างกระทันหัน เลยยอมแพ้เวทนาไม่สามารถทำอะไรได้ต้องกลับไปนอนพัก วันนี้อาการดีขึ้นแล้วเลยจะทำต่อให้เสร็จ คิดว่าอานิสงส์จากการเผยแพร่ธรรมะถวายเป็นอาจาริยบูชานี้ จะมีส่วนให้ได้เข้าถึงธรรมะของหลวงพ่อเทียนและพระอาจารย์มหาดิเรก บ้าง
แนะนำประวัติโดยย่อของผู้บรรยาย ซึ่งคัดตัดตอนจากหนังสือ พ้นทุกข์ได้ด้วยการเจริญสติ ชื่อเดิมดิเรก ศักดิ์สิทธิ์ ฉายา พระมหาดิเรก พุทธยานันโท นามปากกา พระพุทธยานันทภิกขุ พระมาลัย วัสลาสเวโก เกิด 18 กันยายน พ.ศ.2494 ที่บ้านปากปาน ต.ไทรย้อย อ.เด่นชัย จ.แพร่ บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดศรีเกษมปากปานเมื่อ 15 มีนาคม พ.ศ.2510 สอบได้นักธรรมตรีขณะอยู่วัดนี้ พ.ศ.2515 อุปสมบทเป็นพระภิกษุและเข้าเรียนต่อที่มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วัดมหาธาตุ พ.ศ.2522 จบการศึกษาได้รับปริญญาครุศาสตร์บัณฑิต พ.ศ.2539 ได้รับนิมนต์จากผู้ใฝ่ธรรมชาวลาสเวกัส ประเทศสหรัฐอเมริกาให้เป็นเจ้าอาวาสวัดป่าพุทธยานันทาราม ลาสเวกัส พ.ศ.2541 ผ่านการอบรมเป็นพระธรรมทูตสายต่างประเทศ พ.ศ.2543 ได้รับนิมนต์ให้เข้าจำพรรษาเพื่อบรรยายธรรมและอบรมการปฏิบัติภาวนาในแนวคำสอนของหลวงพ่อเทียน ณ เมืองคาเมล มลรัฐนิวยอร์ค ซึ่งเป็นอารามของฝ่ายพุทธมหายาน ชื่อ อารามจวงเหยียน หลังจากที่ท่านได้ปฏิบัติต่อเนื่องกันมาเป็นเวลาประมาณ 10 ปี ท่านก็ได้เริ่มช่วยครูบาอาจารย์สายงานหลวงพ่อเทียนออกเผยแพร่การปฏิบัติภาวนาไปในที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย ต่อมาท่านได้เห็นความสำคัญที่จะต้องอบรมสร้างคนให้เป็นพระ เป็นสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะพระสมมติสงฆ์นั้นจะต้องอบรมตนเองให้เข้าถึงธรรมอันเป็นคำสอนของพระพุทธองค์ก่อน จึงสมควรไปทำหน้าที่ถ่ายทอดแก่ผู้อื่น ท่านจึงขอยุติการเดินสายไปในที่ต่าง ๆ อย่างเคยทำ และขอปวารณาเป็นกัลยาณมิตรแก่พระผู้บวชใหม่ หรือกำลังเดินทางยังไม่แจ้งในทิศทางที่จะไป ท่านกล่าวว่า ผู้ปฏิบัติธรรมคือผู้ไม่ประมาท ที่ใดมีผู้ไม่ประมาทมาก ที่นั่นจะมีแต่ความสงบ
ขอกราบขอบพระคุณพระอาจารย์เอนก เตชวโร เจ้าอาวาสวัดโมกขวนาราม จังหวัดขอนแก่น ที่กรุณาให้ยืมเทปและอนุญาตให้เผยแพร่คำบรรยายในลานธรรมได้
@ ก็มีครั้งหนึ่งโยมไปถามหาที่วัดบ้านห้วยยางว่า อาจารย์มหากิเลสองค์ไหน ว่างั้นนะ หนักเข้าไปอีก มหากิเลส กิเลสใหญ่ก็ถูกต้อง มหากิเลส ก็เรื่องของสมมุติเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าเราใช้ไม่ถูก ก็ไม่เอื้อประโยชน์เท่าที่ควร แต่ถ้าเราใช้มันถูกก็เป็นประโยชน์ เรื่องสมมติเหมือนกับเปลือกผลไม้ ถ้าหากว่าเราใช้ถูกก็เลือกได้ถูกว่าอันไหนเป็นส้มโอ อันไหนเป็นมะพร้าว เพราะฉะนั้นในการมารวมตัวกันของคณะลูกศิษย์ของหลวงพ่อเทียนที่ได้แสดงความกตัญญู กตเวทีเมื่อครบรอบในวันมรณภาพของท่าน เราทุกคนก็พร้อมใจกันมาแสดงความรำลึกเป็นมรณานุสรณ์ หรือมรณานุสติ ถึงแม้ว่าจะยากลำบากขนาดไหนเราก็พากันมา
กระผม อาตมาภาพไม่ได้มาร่วมหลายปีแล้วนะ เพราะว่าแต่ละปีก็จัดที่วัดของตัวเอง เพราะว่าพวกอาตมาจัดเข้าอบรมตั้งแต่วันที่ 1 มา จนไปถึงโน่นแน่ะ สิ้นเดือน ให้พระทุกรูปเข้าเก็บอารมณ์หมดเฉพาะเดือนกันยานี่จะไม่บิณฑบาต บอกญาติโยมว่าจะไม่บิณฑบาต ปีนี้พระอยู่ด้วยกัน 23 รูป ก็เข้าเก็บปฏิบัติกันตลอดเดือน แต่ว่าวันนี้เนื่องจากว่า มีเรื่องประชุมนัดสำคัญด้วยแล้วก็มาแสดงซึ่งมรณานุสรณ์ให้แก่หลวงพ่อผู้เป็นครูบาอาจารย์สูงสุดของเรา ด้วยความสำนึกในพระคุณที่หลวงพ่อได้ให้แสงสว่างแก่ชีวิต เราก็ไม่มีอะไรที่จะมาแสดงออกในการตอบแทนบุญคุณของท่านให้หมดสิ้นได้ นอกจากอุทิศชีวิตและจิตที่มีอยู่นี้ปฏิบัติถวายท่าน ก็คิดว่าอานิสงส์ในการปฏิบัติถวายเป็นอาจาริยบูชานี้จะมีส่วนให้เราได้เข้าถึงธรรมะของท่านไม่มากก็น้อย
ดังนั้นในโอกาสเช่นนี้ ก็ไม่อยากจะนำเรื่องอื่นมากล่าวนอกจากเรื่องความสัมพันธ์ของหลวงพ่อกับลูกศิษย์ลูกหาที่มีอยู่ ส่วนอาตมาเองก็จะนำเอาส่วนที่ได้สัมพันธ์กับหลวงพ่อในส่วนที่นึกได้เอามาเล่าสู่กันฟัง ทั้งนี้เพื่อเราประสานภาพปะติดปะต่อภาพของหลวงพ่อเทียนให้ดู ผู้ที่เป็นผู้ให้แสงสว่างแก่เรา ดังนั้นเองอาตมาภาพก็อยากจะได้นำภาพเหล่านั้นมา ซึ่งก็ได้กล่าวมาทุกปี แต่ละปีซ้ำกันบ้าง มีอะไรแทรกเข้ามาใหม่บ้าง โดยเฉพาะในการแสวงหาเรื่องของชีวิตนี่ อาตมาภาพเองนั้นก็รู้สึกทุลักทุเล ล้มลุกคลุกคลานมาหลายปีกว่าจะพบเส้นทาง เพราะว่า หลวงพ่อนั้นไม่เหมือนผู้อื่น ไม่เหมือนอาจารย์อื่น เพราะท่านบอกให้เราคลำเอาเอง ท่านเพียงแต่ว่าให้แสงสว่างแก่เรา แล้วให้เราไปหาเส้นทางของเราเอง เราก็หา บางครั้งเราก็เอาแสงสว่างที่ท่านให้ไปนี่เอาไปหายเสียบ้าง กว่าจะหาเจอก็เสียเวลาอีก โดยเฉพาะอาตมาใช้เวลาพบหลวงพ่อตั้งแต่ปี พ.ศ. 2519 แต่จะลงมือปฏิบัติกับท่านจริง ๆ ปี พ.ศ. 2521 แล้วมาเข้าใจหลวงพ่อจริง ๆ ปี พ.ศ. 2529 ใช้เวลาเกือบ 10 ปี กว่าจะเข้าใจท่าน ใช้ความอดทนไม่ใช่น้อย ตลอดเวลา ตัวเองก็มีปัญหามาตลอด เพราะอะไร เพราะว่า มันมีประสบการณ์อะไรหลายอย่างที่ทำให้เราต้องลังเลสงสัยในหลวงพ่อ โดยเฉพาะหลวงพ่อเป็นผู้ เป็นอาจารย์กรรมฐานที่ไม่มีรูปแบบ แบบอาจารย์อื่น ไปพบท่านครั้งแรก ท่านนั่งอยู่ในกระต๊อบมุงจาก ใส่อังสะตัวเดียว จำได้ว่า วันนั้นประมาณสัก บ่ายสองโมง ของวันที่ 18 เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2519 ปลายปี ตัวเองเป็นไข้มาลาเรีย ออกมาจากนครนายก ตอนนั้นไปร่วมสร้างอาศรมกับอาจารย์โกวิท เขมานันทะอยู่ที่บ้านดง จังหวัดนครนายก ก็ในสภาพเป็นพระนักศึกษาอยู่ ตอนนั้นศึกษาอยู่ปีที่ 2 ของมหาจุฬาฯ ทุก ๆ ปี เมื่อปิดเทอมคราวใด ตัวเองก็จะไปธุดงค์บ้าง ไปอยู่ป่าบ้าง กับครูบาอาจารย์ในสายสวนโมกข์ ตอนนั้นอาจารย์โกวิทท่านออกมาจากสวนโมกข์ใหม่ ๆ แล้วก็มาหาหลวงพ่อเทียนในปี พ.ศ. 2518 พอ 2519 ท่านก็ไปสร้างอาศรมนวชีวันที่บ้านดง อาตมาก็ไปอยู่ร่วมกับท่าน
ทีนี้ในอาศรมนวชีวันมีลูกศิษย์หลวงพ่อเทียน 2 ท่าน คือท่านอาจารย์ไพบูลย์กับสามเณรไมตรี ซึ่งทั้ง 2ท่านนี้มีบุคลิกที่เรียกว่าเหมือนกับพระเรานี่คือ เรียบ ๆ ง่าย ๆ ยิ้มง่าย ใจซื่อ ก็ทำให้ อยากจะพบอาจารย์ของท่าน อันนี้เป็นผลดีนะ เหมือนกับพระสารีบุตรพบกับพระอัสสชิ ว่าเอ
คือเราฟังอาจารย์โกวิทแล้วก็ ท่านพูดน่าฟัง แต่ว่าสำหรับบุคลิกแล้วนี่มาเลื่อมใสอาจารย์ไพบูลย์ ตอนนั้นเป็นพระ ท่านเป็นพระ กับสามเณร ไมตรี นี่การเข้ามาปฏิบัติกับหลวงพ่อนี่ การวางเนื้อวางตัวที่เรียบง่ายเป็นมิตร มีส่วนบันดาลใจมาก การวางตัว นั้นก็เหมือนกัน อาจารย์ไพบูลย์กับสามเณรไมตรีมีส่วนกระทบจิตกระทบใจก็เลยอยากจะพบอาจารย์ของท่านว่าเป็นใคร แล้วการบรรยายธรรมของอาจารย์โกวิททุกครั้งจะเอ่ยถึงหลวงพ่อเทียนว่า หลวงพ่อเทียนอย่างนั้น หลวงพ่อเทียนอย่างนี้ ก็อยากจะพบ วันนั้นก็มาพบตัวเองเป็นไข้มาลาเรียอยู่ ก็เลยมานอนซมพิษไข้มาลาเรียอยู่ใต้ต้นข่อยหน้าศาลาที่วัดสวนแก้วในสมัยนั้น เพราะปี พ.ศ.2519 ท่านย้ายมาอยู่ วัดสวนแก้ว
พอหลังจากไข้พิษมาลาเรียมันคลาย เข้าไปหาหลวงพ่อ ก็ถามปัญหาหลาย ๆ อย่าง หลวงพ่อท่านก็ไม่ได้ตอบทันที ปัญหาที่เราถาม รูปเป็นอย่างไร นามเป็นอย่างไร ตายแล้วจะไปที่ไหน แล้วจะเข้าใจธรรมะอย่างไร ถามท่านหลายคำ ท่านก็ดูเรา เฉย ๆ ในที่สุดท่านก็ยกขวดน้ำมาตั้ง ท่านบอกว่า ถ้าผมเปิดฝาขวดแล้วก็โยนขวดลงไปกับพื้น อะไรจะเกิดขึ้น ท่านถาม อาตมาก็บอกว่า น้ำมันก็ไหลหกไปหมดหลวงพ่อ อ้าวทีนี้ผมปิดฝา ผมปิดฝาแล้วก็ผมก็โยนไปอีกทีหนึ่ง อะไรจะเกิดขึ้น น้ำมันก็อยู่ครับหลวงพ่อ ในที่สุดท่านก็บอกว่า ท่านไปหาอันนี้มา ไปหาฝานี้มา ท่านตอบแบบเซ็นเลย ไปหาฝานี้มา และตอนหลังมาท่านก็อธิบายว่า คนเรานี่มันมีสวรรค์ นิพพานอยู่แล้วในตัวทุกคน แต่ที่มันเอาไปใช้ไม่ได้เพราะมันไม่มี ฝา เหมือนโยนขวดลงกับพื้นมันไหลหนีหมด สวรรค์ นิพพานหนะ ถ้าไปหาฝามาได้นี่คุณจะมีสวรรค์ นิพพานใช้ตลอดเวลา โอโฮ่ เป็นคำตอบที่เด็ดขาด แล้วอาตมามาใช้เวลาหาฝาตัวนี้ เกือบ 10 ปี มาพบในปี 29 แล้วตลอด10ปีนั้นไปไหนบ้าง ก็ไปอยู่ตามลูกศิษย์ของหลวงพ่อเทียน ไปอยู่กับหลวงพ่อบุญธรรมบ้าง หลวงพ่อคำเขียนบ้าง ไปกับครูบาอาจารย์ในสายงานก็ตามไปอยู่ ไปดูท่านว่าท่านอยู่อย่างไร ก็ปรากฏว่า ในปี พ.ศ. 2525 หลวงพ่อบุญธรรมกับหลวงพ่อคำเขียน ตอนนั้นก็เรียกว่าท่านเปิดอบรมที่บ้านโคกกุง หลวงพ่อก็ไปด้วย หลวงพ่อเทียนเราก็ไปด้วย ก็เห็นภาพชัดเจนเลยว่า หลวงพ่อสะพายบาตร นำหน้าพระสี่ห้ารูปลัดทุ่งไปเลยนะ เพราะที่นั่น จากบ้านโคกกุงไปหาวัดป่าเส้นทางท่านลัดทุ่งตรงเลย แดดกำลังร้อนจ้า สะพายบาตรลัดทุ่งนำหน้าพระหนุ่มเณรน้อยไปเลย ห้าหกรูป
การเทศน์ครั้งนั้นเป็นจุดหนึ่งที่ท่านเทศน์ได้จนทุกวันนี้ม้วนเทปนั้นก็ชัดเจนมาก ท่านพูดถึงเรื่องของการนับถือพุทธศาสนาว่า คนเราส่วนใหญ่นี่นับถือแต่เปลือก ประเพณี แต่ในส่วนสาระไม่เอา เทศน์กัณฑ์นั้นก็ปรากฏว่ามีแรงดลบันดาลใจ จากนั้นมาหลังจากปี พ.ศ. 2522 ปี 21 ก็ไปจำพรรษากับท่านนะ 22 ก็จบจากมหาจุฬาฯ พุทธศาสตร์บัณฑิตที่มหาจุฬาฯ แล้วก็ไปอยู่ที่อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา ปี 24 ขึ้นมาหาท่าน กำลังติดอารมณ์ ติดอารมณ์วิปัสสนูพอดีในปีนั้น หมายความว่าตอนที่แยกไปอยู่คนเดียว จังหวัดสงขลานี่ เดินจงกรมสร้างจังหวะ แล้วก็ตอนเย็นก็อบรมญาติโยม โยมก็ ทางภาคใต้ไม่ค่อยมีพระสอนกรรมฐาน เราก็เอาวิธีการของหลวงพ่อเทียนไปสอน เราก็ยังไม่ได้ไปไหนว่างั้นเถอะ ยังติดอารมณ์ อยู่ แต่ว่ามันติดเพราะว่าเราปฏิบัติไประยะหนึ่งนี่ เมื่อเข้าใจรูปนามแล้วมันจะเป็นวิปัสสนู รูปนามนี่ปฏิบัติอยู่สัก16 วันที่เข้าใจรูปนามนะ แต่เข้าใจรูปนามมาตั้งแต่ปี 21 แล้ว ปฏิบัติอยู่ 16 วัน พอเข้าใจรูปนามแล้วมันก็ขยันนะ ขยันปฏิบัติ แต่อันหนึ่งที่ตามมาก็คือวิปัสสนู มันอยากจะพูด มันอยากจะเทศน์ มันอยากจะสอน สนุก เสร็จแล้วมันก็ติดอารมณ์ เพราะว่าลงไปอยู่ที่ระโนดนี่ไปสอนหนังสือ แล้วก็ไปอยู่องค์เดียว เพราะเขานิมนต์ไปอยู่ที่บ้านสามบ่อที่อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา ไปสอนหนังสือนั่นตามพันธะกรณีของมหาวิทยาลัย ก็ไปสอนอยู่ที่นั่นประมาณเกือบ 2 ปี
พอปี 24 ก็ติดอารมณ์ ก็ขึ้นมาหาหลวงพ่อ ตอนนั้นท่านเปิดอบรมอยู่ที่วัดป่าพุทธยาน บ้านกำเนิดเพชร อากาศหนาวมากตอนนั้นเดือนธันวาคม ท่านก็เทศน์ไป เปิดอบรม 7 วันอย่างนี้แหละ ทีนี้มีเช้าวันหนึ่ง ในขณะที่ท่านบรรยายธรรมนี่ อาตมาก็เดินจงกรมอยู่บนกุฏิ เช้านั้นไม่ลงทำวัตร เดินจงกรมอยู่บนกุฏิ อากาศมันหนาวมาก เดินจงกรม ท่านก็เทศน์ไป เทศน์จำได้ว่าเทศน์กัณฑ์นั้นเรื่องของกระต่ายเฒ่า เรื่อง กระต่ายเฒ่า เรื่องมีอยู่ท่านเทศน์บอกว่าอย่างนี้ว่า ราชสีห์นี่มันเป็นเจ้าป่า มันได้รับแต่งตั้งจากสัตว์ทั้งหลายให้เป็นเจ้าป่า สัตว์ทั้งหลายก็ยกมันเป็นเจ้าป่า แต่มีข้อแม้ว่า ทุกวันสัตว์จะต้องมาให้มันกินวันละตัว ละตัว ประมาณ 9 โมงถึง10 โมง สัตว์ในป่าทุกตัวในฐานะที่มันเป็นราชสีห์ เป็นราชาของสัตว์ ต้องให้มันกิน ทีนี้วันหนึ่งมันเป็นวาระของกระต่ายแม่ลูกอ่อน ทีนี้กระต่ายแม่ลูกอ่อนมันก็สงสารลูกมัน มันจะไปให้ราชสีห์ตัวนี้กินก็ไม่ได้ มันไปร้องขอกระต่ายตัวไหนก็ไม่ยอมไปแทนมัน เพราะไปตายนี่ ใครจะไปใช่มั้ย ในที่สุดมันก็ไปหาหัวหน้ากระต่ายเป็นกระต่ายเฒ่า บอกว่า ขอร้องไปหาราชสีห์ทีเถอะ เพราะว่าฉันกำลังคลอดลูกใหม่ฉันไปไม่ได้ ต้องเลี้ยงลูก ต้องให้นมลูก กระต่ายเฒ่าก็ เอ้า ในฐานะเราเป็นหัวหน้าเขาต้องรับผิดชอบ ต้องเสียสละทุกอย่าง ในที่สุดก็ไป ในขณะที่กระต่ายเฒ่าไปก็คิดตลอดเวลาว่า จะแก้ไขเอาตัวรอดได้อย่างไร ทีนี้ในขณะไปมันเดินบนสันเขา อยู่ตรงข้ามกับเขาอีกด้านหนึ่งมันเป็นหน้าผา ตรงกลางนั้นเป็นเหว มันเดินไปตรงสันเขา ในขณะนั้น 8 โมง หรือ 9 โมงนี่ แสงแดดมันก็ส่องกระทบตัวกระต่ายเฒ่า แล้วเงาของกระต่ายเฒ่าไปกระทบหน้าผามันก็ใหญ่ กระต่ายเฒ่าก็เกิดสติทันที เลย อ้อ ได้วิธีการแล้ว ในที่สุดมันก็ไปช้า ๆ นัดกันว่า 10 โมงต้องไปถึงที่ราชสีห์กิน ปรากฏว่ากระต่ายตัวนี้มันไปถึง 11 โมง ราชสีห์เต้นแรงเต้นกา โมโหมากเพราะไม่ได้ตามอย่างที่มันได้กินทุกวัน 10 นาฬิกาต้องได้กิน แต่อันนี้ 11นาฬิกา มันยังไม่ได้กินเลยมันหิว ในที่สุดมันโมโหมาก พอกระต่ายเฒ่าไปถึงก็คำรามใส่ใหญ่เลย
กระต่ายเฒ่าก็ใจเย็นหนะ ใจเย็นสู้สิงห์ ว่างั้นเถอะ กระต่ายเฒ่าก็บอกว่า ข้าแต่ท่านผู้เป็นใหญ่ อย่าเพิ่งโกรธ โมโหโกรธาไปเลย เหตุที่ข้าพเจ้ามาช้าก็เพราะว่า มันมีราชสีห์ตัวหนึ่งใหญ่กว่าท่านอีก มาดักข้าพเจ้าเอาไว้ ข้าพเจ้าต้องหาวิธีมาจนกว่าจะมาพบท่านเสียเวลาเป็นชั่วโมง เพราะฉะนั้นต้องเห็นใจข้าพเจ้าเถอะ ทีนี้ราชสีห์ตัวนั้นมันรู้ว่ามีราชสีห์อีกตัวใหญ่กว่ามัน มันก็เลยโมโหใหญ่เลย มันไม่คิดที่จะกินกระต่ายแล้วทีนี้ ไหนราชสีห์ตัวนั้นที่ว่าใหญ่กว่าข้ามันอยู่ตรงไหน พาข้าไปเดี๋ยวนี้ เพราะข้าได้รับสมมติว่าใหญ่ที่สุดแล้ว ในป่านี้ แล้วใครจะมาใหญ่กว่าข้า ในที่สุดกระต่ายเฒ่าก็พาไป ก็เดินตามกระต่ายเฒ่าไป เห็นมั้ย ได้สติ แล้ว กระต่ายได้สตินะ ราชสีห์มันเสียสติ มันตามไปแล้ว พอไปถึงที่ตรงหน้าผานั้นพอดี กระต่ายก็ชี้ทันที เพราะว่าเงาของราชสีห์มันไปเกิดอยู่ที่หน้าผา กระต่ายก็บอกทันที นั่นยังไงท่าน ตัวใหญ่กว่าท่านอีก ว่างั้น ราชสีห์ก็หันไปดูเห็นเงาใหญ่เบ้อเริ่ม ใหญ่กว่าตัว มันก็กระโจนเข้าใส่ทันทีเลย กระโจนใส่เงานั้น ในที่สุดมันก็ตกลงไปในเหวตาย
หลวงพ่อเทียนก็สรุปทันทีเลย คนเป็นวิปัสสนูก็เหมือนกันว่างั้น ก็เหมือนกันว่า คนเป็นวิปัสสนูนี่ คนติดวิปัสสนูคือคนหลงเงาตัวเอง หลงเงาอะไร เงาความคิด เพราะว่าความคิดมันเป็นเพียงเงา มันไม่ใช่ของจริง แต่เราไปสำคัญมั่นหมายว่ามันเป็นของจริง ไปสำคัญมั่นหมายว่าความคิดนี่เป็นตัวตน แต่ความจริงความคิดมันก็เป็นเพียงเงาของขันธ์ 5 รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณเท่านั้นเอง เมื่อเราไปสำคัญมันผิดเราก็ไปยึดมั่นถือมั่นกับเงาอันนั้นในที่สุดมันก็ติด มันก็ตาย เอาตรงนี้เข้าไป ฟังแล้ว เรานี้ มันก็ปล๊าบ เข้ามาที่ใจ ของเราทันที ตอนนั้นเดินจงกรมอยู่ก็ เราไปหลงเงาความคิดของตัวเอง เพราะตอนนั้นคนติดวิปัสสนูใหม่ ๆ ได้รูปนามใหม่ ๆ มันติดดี มันอยากจะให้คนนั้นดี อยากจะให้คนนี้ดี คิดไปอยากจะไปสั่งคนนั้น ไปสอนคนนี้ อยากจะให้ทั้งบ้านทั้งเมืองดี อยากจะให้ไปสอนสังฆราช ไปสอนประธานาธิบดี มันจะให้คนดีไปหมด นี่เขาเรียกว่าติดเงาแห่งความดี เรียกว่าความมืดสีขาว เงานี่เป็น ความมืดสีขาวนะ เพราะฉะนั้น ความคิดที่ไม่ดีเป็นความมืดสีดำ แต่ความคิดที่ดีเป็นความมืดสีขาว ทั้ง ความ มืดสีดำ และสีขาวบังใจเราได้ทั้ง 2 อย่าง เพราะฉะนั้นในวิธีการอันนี้ท่านไม่ให้ติดทั้งดีหรือไม่ดี ไม่ดีก็ไม่เอา ไม่คิด ดีก็ไม่เอา แต่ห้ามไม่ได้ ความคิดดีไม่ดีห้ามไม่ได้แต่อย่าไปเอากับมัน ถ้ามันจะคิดก็ปล่อยให้มันคิดไป แต่ให้เราดูมัน ท่านก็เทศน์ไป เราก็ฟังไป
พอจบตรงนั้นปั้บท่านก็เอานิทานเรื่องใหม่มาเล่าอีก ว่าแก้ปัญหาไม่ถูก ว่าคนติดวิปัสสนานี่มันแก้ปัญหาไม่ถูก แก้มากไป ท่านก็ยกเรื่องที่ 2 ขึ้นมา เรื่องที่ 2 ว่าอย่างไร ท่านบอกว่ามี 2 พ่อลูกไปหาฟืนในป่า เมื่อได้ฟืนมาแล้วก็มากองไว้ ทีนี้พ่อมันเหนื่อย พ่อก็บอกลูก ขอให้พ่องีบสักนิดเถอะ ลูกช่วยปัดริ้น ปัดยุงให้ที พ่อจะงีบสัก ลูกก็บอก ไม่เป็นไรพ่อ ก็วางขวานไว้ข้างตัวเอง ทีนี้ด้วยความรักพ่อ มันขาดปัญญา ลูก ในขณะนั้นมีเหลือบตัวขนาดใหญ่มันมาเกาะหน้าผากพ่อ ตอนแรกมันก็พัด มันก็โมโหให้เหลือบตัวนั้น ก็ยกขวานขนาดใหญ่ฟันเหลือบ ปรากฏว่าเหลือบไม่ตาย แต่พ่อมันตาย บอกว่าฉันใดก็ดี เราจะแก้ปัญหาเพียงนิดเดียวนี่ แต่เราไม่รู้วิธีแก้ แทนที่ปัญหามันจะถูกแก้ด้วยดีกลับหนักเข้าไปอีก เพียงแต่ไล่มันก็ไปแล้ว แต่ด้วยความโมโห โมโหปั้บขาดสติ ก็ยกขวานขึ้นจามเหลือบตัวนั้น ในที่สุดเด็กคนนั้นก็กอดศพพ่อร้องไห้จนชีวิตจะวายเอา ฉันใดก็ดี เมื่อเกิดอารมณ์ต่าง ๆ ขึ้นในจิตในใจของเรานี่ เราต้องใช้ความแยบคาบ เราจะไปบีบ ไปบังคับ ไปกด ไปเน้นไม่ได้ ส่วนใหญ่เวลาความคิดชั่ว ความคิดที่ไม่ดีอกุศลขึ้นมา นักปฏิบัติของเราที่ปฏิบัติได้อารมณ์ใหม่ ๆ เราไม่ต้อนรับด้วยดี เราไปสะกดความคิดอันนั้น เราไปบีบความคิดนั้น บีบไปบีบมามันไปสะกดจิตตัวเอง พอสะกดจิตตัวเองแทนที่มันจะดี กลับว่าความคิดจิตใจปั่นป่วนไปหมด อันนี้คือแก้อารมณ์ไม่ถูกต้อง อันแรกนั้นเราไปสำคัญมั่นหมายว่าอารมณ์เป็นตัวตน ใช่มั้ย อันที่ 2 เมื่อ สำคัญมั่นหมายเป็นตัวตนเราไปแก้ความคิดความปรุงแต่งไม่ถูกต้อง แทนที่เราจะใช้อุบาย ใช้สติปัญญาแก้ เรากลับใช้วิธีบังคับและสะกดไม่ให้ความคิดมันเกิด ยิ่งสะกดก็ยิ่งหนัก เข้าไปอีก เกิดความคิดปั่นป่วนติดนิมิต ติดจินตญาณเข้าไปอีก ในที่สุด พระที่ติดวิปัสสนูก็จะเป็นอย่างนี้ หลวงพ่อก็สรุปอย่างนี้
ก็มีแรงกระทบความรู้สึกอาตมามากตอนนั้นนะ พอหลังจากจบคอร์ส 7 วัน ก็พอดี ตามปกติหลวงพ่อท่านเผยแพร่นี่นะ หลังจากที่อบรมออกพรรษาแล้วท่านอบรมมาตลอดนี่ ในคอร์สสุดท้ายในช่วงเดือนธันวาคมนี่ พออบรมแล้วก็จะไปเผยแพร่กัน ตำบล หมู่บ้านละ 2 องค์ 2 องค์ อาตมาก็ไป ตอนนั้นไปกับอาจารย์ธนูศิลป์ ไม่ใช่หลวงพ่อพรหมมานะ อาจารย์ธนูศิลป์ไปทางบ้านนาอ้อโน้น หลวงพ่อพรหมมาก็ไปบ้านธาตุ อาตมาก็ไปด้วย ก็เลยไปเจอพระศรีอารย์ ที่เป็นผู้หญิงบ้านธาตุคงรู้จักใช่มั้ย ก็เลยไปตรงนั้นไปกับหลวงพ่อพรหมมา ทีนี้ตอนนั้นตัวเองกำลังติดอารมณ์ก็อยากจะพิสูจน์ว่าพระศรีอารย์เป็นอย่างไร หลวงพ่อพรหมมาก็นอนที่วัดบ้าน อาตมาก็ไปนอนที่อาศรมของพระศรีอารย์ ก็เรียกว่าถกธรรมะกันทั้งคืน กับพระศรีอารย์เป็นผู้หญิง ไม่รู้พูดภาษากันรู้เรื่องอย่างไรไม่ทราบ เขาก็พูด ภาษาเทวดา เราก็พูดภาษาวิปัสสนูใส่กันทั้งคืนจนสว่างคาตาเลย ทีนี้ พระศรีอารย์เขาไม่ไว้ใจหรืออย่างไรไม่รู้ เขาไปเอากำนันมา มาเจรจา ว่าถกธรรมะกันทั้งคืน อาตมาก็ชี้แจง ว่า เออนี่ไปฝึกปฏิบัติมาแล้วก็จะมาเปิดอบรมญาติโยมที่บ้านธาตุ พูดให้กำนันฟัง กำนันก็เออ ก็เลยพากันไปที่วัดแล้วก็ไปอบรมโยมที่นั่น
เพราะฉะนั้นช่วงติดอารมณ์นี่มันไม่กลัวอะไรทั้งนั้นนะ ไม่กลัวอะไรทั้งนั้น ก็กลับมาก็หลวงพ่อก็แก้อารมณ์เรื่องวิปัสสนู มันก็ยังไม่หายหรอก เพราะมันมีความรุนแรงมาก เพราะเมื่อก่อนนี้ก่อนที่จะมาพบหลวงพ่อเคยปฏิบัติหนอมา กับเจ้าคุณธรรมธีรราชมหามุนี หรือหลวงพ่อโชดกวัดมหาธาตุ เราไปเคยปฏิบัติอานาปานสติมากับหลวงพ่อพุทธทาส ตั้งแต่ปี 15 16 ตอนนั้นตัวเองเป็นหัวหน้าพระนวกะของวัดประยูร ก็ออกพรรษาแล้วเขาให้นำพระนี่ไปปฏิบัติกับอาจารย์พุทธทาส ตัวเองก็นำไป ก็ไปปฏิบัติกับท่านจนตั้ง สองสามปี มันก็ได้อารมณ์ เดี๋ยวนี้มันก็ ที่นี้พอหลวงพ่อท่านมาสอนยกมือ พอมันไปได้อารมณ์รูปนาม เข้าใจอารมณ์รูปนาม วิปัสสนูมันเกิด อารมณ์เหล่านี้มันมาหมดคืออยากจะให้คนดีนี่นะ มันก็ยังไม่ลงหรอก แล้วตกลงมาในปีต่อมาก็ปี 25 ขึ้นไปอยู่ที่เชียงใหม่ ก็ไปเปิดอบรมที่นั่นที่วัดผาลาด ไปอยู่ที่นั่นปีหนึ่ง เพราะว่าพวกนักศึกษาจากม.ช.เขาขึ้นไปปฏิบัติ อาจารย์รุ่งเรืองนิมนต์ไป ก็ไปอยู่ช่วยสอนที่นั่น ปีนั้นก็ไปติดอารมณ์ที่นั่น ไปติดนิมิต ติดวิปัสสนูที่นั่น สำคัญมั่นหมายผิด ก็ไปติดอารมณ์ที่นั่น มีคนเอามาบอกหลวงพ่อ ว่าตัวเองติดอารมณ์อย่างไร ก็มันเป็นเรื่องของคนที่ติดอารมณ์ หรือเป็นเรื่องที่อะไรมันก็จะทำในเรื่องฤทธิ์ เรื่องเดช เรื่องปาฏิหาริย์ อะไรมันก็จะออก แล้วก็ฝันอะไรแปลก ๆ ที่ว่าพระวิปัสสนาไปวิปัสสนาคนเดียวแล้วฝันว่าได้นิมิตว่าพระพุทธเจ้ามาเทศน์ พระอรหันต์มาเทศน์ให้ฟัง อ้อมันเป็นอย่างนี้เอง มันเป็นจริง ๆ นะ แต่มันเป็นนิมิต มันไม่ใช่ของจริง เพราะฉะนั้นส่วนนิมิตอะไรต่าง ๆ พระพุทธเจ้า ไปเฝ้าพระ พุทธเจ้า พระ พุทธเจ้ามาเทศน์ให้ฟังอะไรต่าง ๆ มันเป็นนิมิต ที่ถ้าเราไม่เข้าใจอารมณ์อันนี้เราก็จะไปสำคัญมั่นหมายแล้วก็แสดงอาการอะไรแปลก ๆ ออกมา อาตมาก็เป็น เป็นอารมณ์อันนั้น
พอรุ่งขึ้นปี 26 ก็ได้เดินทางไปศรีลังกา ว่าจะไปทำปริญญาโทต่อ ว่าจะได้แก้อารมณ์ตัวนี้ด้วย ไปอยู่ไม่ปฏิบัติสักพักอารมณ์ตัวนี้มันจะลง มันก็ไม่ลง พอปี 26 ไปอยู่ได้สักปีเศษ ๆ พวกลังกาก็รบกัน พวกสิงหลพวกทมิฬก็รบกัน ก็กลับ กลับมาไม่ทำแล้วปริญญาโทไม่ทำ ก็มา ปีนั้นประชุมที่ทับมิ่งขวัญ เขาก็มีการโจดอาตมาว่ามีอะไรหลายอย่างที่แสดงตัวว่าเป็นผู้วิเศษ แล้วก็ลักษณะที่ว่าผิดไปจากคำสอนของหลวงพ่อ ก็มีการซักฟอกกันเกิดขึ้น มีการซักฟอกขึ้นปี 26 นะ อาตมาก็บอกว่า เอาละกระผมคงจะผิดไปจริงเพราะมันติดอารมณ์ เพราะฉะนั้นจะให้กระผมแก้ไขอย่างไร ในที่ประชุมสงฆ์เขาก็ว่าไม่ต้องแก้ไขแล้ว เปลี่ยนจิตเปลี่ยนใจเสียก็ดี อาตมาก็บอกว่า ไม่ได้ ถ้ามีกรณีผิดพลาดขึ้นอย่างนี้ ถ้าองค์ต่อไป ถ้าปล่อยเอาไว้แล้วองค์ต่อไปไม่แก้ไขมันก็เป็นแบบอย่างที่ไม่ดี เพราะฉะนั้นถ้าพวกหลวงพ่อครูบาอาจารย์ให้ความเมตตาอย่างนี้พรรษานี้จะขึ้นไปเก็บอารมณ์ที่กับหลวงพ่อคำเขียน ปี 27 ไปจำพรรษาอยู่ที่ท่ามะไฟ ปี 28 ไปจำพรรษาอยู่ที่ป่าสุคะโตกับหลวงพ่อคำเขียน ก็พอปี 28 ก็กลับลงมาที่วัดสนามใน ปี 29 ถึงได้มาจำพรรษาจริง ๆ กับหลวงพ่อ เพราะฉะนั้นในปี 29 เข้าพรรษานั้นก็บอกหลวงพ่อว่า หลวงพ่อครับผมจะ ตั้งแต่ปี 20 มาถึงปี 28 นี่นะไม่เคยเก็บอารมณ์เลยนะ ว่าการเก็บอารมณ์ เป็นอย่างไร ไม่เคย เพราะฉะนั้นก็เลยว่าในปี 29 บอกหลวงพ่อว่า ผมจะเก็บอารมณ์ หลวงพ่อบอกว่า ดี ผมจะดูแลให้
นี้การเก็บอารมณ์ก็ปรากฏว่า โอ้ย จิตใจมันปั่นป่วนวุ่นวาย เพราะเราไม่เคย หลวงพ่อก็ ตอนแรกเราก็ไม่ปิดประตูหน้าต่าง กุฏิ 2 ชั้น ที่เก็บหมอนเก็บเสื่อทุกวันที่วัดสนามใน เราก็เก็บอารมณ์ชั้นล่าง ท่านก็มาปิดประตูปิดหน้าต่างหมด ให้เก็บอารมณ์ เก็บไปได้สัก 6 วัน วันที่ 6 เกิดนิมิต แปลก ๆ คือเคยปฏิบัติแบบหนอมาก่อน พอปฏิบัติแล้วมันก็ไปอยู่กับลมหายใจ พอนอนแล้วก็ไปอยู่กับลมหายใจ พอไปอยู่กับลมหายใจปั้บมันก็เข้าตัวแข็ง พอเข้าตัวแข็ง เอ้ เป็นปรากฏการณ์ที่เป็นครั้งแรก ไม่เคยมีมาก่อน อ้าว พอเข้าตัวแข็งดิ้นไม่ได้ประมาณสักชั่วโมง เผลอกระตุกลมหายใจแรง ๆ ปั้บ มันออกได้ ตัวอ่อนขึ้นมา อ้าวลุกขึ้นได้ เอ แปลกใจ เอ้า ลองทำใหม่ดูซิ ทีนี้นั่งทำแล้วกำหนดลมหายใจ กำหนดลงไป ๆๆ ลึก ๆๆ อ้าวตัวแข็งได้อีก เป็นชั่วโมงทีนี้ อ้าวนั่งทำมันก็เป็น ยืนทำดูบ้าง ยืนทำกำหนดลมหายใจตามลมหายใจลึก ๆ ปั้บ เข้าไปอีก อ้อทำอย่างไรก็ได้ ทีนี้อ้อ นึกออกว่าในสมัยเป็นเณรไปที่วัดมหาธาตุเขาเอาสามเณรไปเข้ากรรมฐานแบบตัวแข็ง แล้วบอกว่านี่คือการเข้านิโรธสมาบัติ ว่าเป็นการเข้าสมาบัติ พอตกสว่างขึ้นมาเลยไปถามหลวงพ่อ ว่า หลวงพ่อผมเป็นอย่างนี้ เพราะอะไร หลวงพ่อบอกว่า อันนี้คือการสะกดจิตตัวเอง ท่านบอกว่าอาจารย์กรรมฐานทั่วไปว่าสภาวะอันนี้ก็คือการเข้าฌาน เข้าสมาบัติ ท่านบอกไม่ใช่คือการสะกดจิตตัวเอง เพราะฉะนั้น อย่าทำ บอกว่า วิธีการแบบนี้ผมสอน เดือนหนึ่งผมก็สอนได้แล้ว ท่านบอกว่า เลิกอย่าทำ ถ้าทำบ่อย ๆ คุณมีโอกาสเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้ เพราะว่าตัวนั้นมันเป็น จิตของเรามันแทบจะดับ ถ้าสะกดนิดเดียวเราก็ดับไปเลยได้ เพราะมันเหลือนิดเดียว เขาเรียกว่า เป็นกึ่งชีวิตกึ่งมรณะ เหมือนกับลมที่มันพัดเทียนไขใกล้จะดับอันนั้น มันเหลือเขียว ๆ คล้าย ๆ ตรงนั้น ใจของเราขณะนั้นเหลือนิดเดียวตรงนั้น ถ้าเราสะกดอีกนิดหนึ่งเราจะดับไปเลยก็ได้ นี่วิธีสะกดจิต หลังจากนั้นมา เก็บอารมณ์มาในช่วงเดือนปี 29 ในพรรษานั้นหลวงพ่อก็ตามดูอารมณ์ตลอด ท่านก็ดูตลอด
วันหนึ่งท่านเรียกไปหา บอกว่า มหา เอาเบอร์โทรศัพท์ไปเรียงใหม่ดูซิ ผมมันจดเกะกะไปหมด ใครมาหาท่านก็ให้เบอร์โทรศัพท์ไว้ให้หลวงพ่อ ใช่มั้ย ท่านก็จดใส่ตรงนั้นบ้างใส่นี้บ้าง บอกว่า มหาเอาไปเรียงใหม่ ดูซิ อาตมาก็ไปเรียง เพราะมีพิมพ์ดีด ไปนั่งพิมพ์ พิมพ์มาให้ ท่านก็มาดู บอกว่า ยังใช้ไม่ได้ เอาไปเรียงใหม่ แล้วบอกมาดู เอ๊ ทำไม หลวงพ่อใช้ มันก็ถูกหมด มันคงจะห่างไปมั้ง เอาไปพิมพ์ใหม่ครั้งที่ 2 เอาไปให้ท่านดู ท่านบอก ยังใช้ไม่ได้ เอ๊ะ ก็เรียงแล้ว ก็ดูห่างอยู่ เอาไปเรียงครั้งที่ 3 ทีนี้เรียงกันชิดเลย ติดเป็นพืดแถวเลย เอาไปให้ท่าน บอกว่า อ้อ อย่างนี้ใช้ได้ นี้คือวิธีการสอบอารมณ์ของท่าน
อีกครั้งต่อมาท่านใช้ให้ไปดูห้องน้ำบอกว่า หลอดไฟในห้องน้ำของผมนี่มันไม่ติด มันเป็นอย่างไรลองไปดูให้หน่อยซิ เราก็ไปหมุนหลอด พอเราหมุนไปหมุนมามันไม่ติดท่านก็เลยไปกดสวิท (จบตอนที่ 1)
|