ตามรอยหลวงพ่อเทียน
 เนื้อความ :

หยุดปีใหม่ที่ผ่านมา  ช่วงแรกคาดว่าจะไม่ได้ไปปฏิบัติธรรมที่ไหน เพราะมีเรื่องราวโลก ๆ ที่ต้องทำ  เลยใช้เวลาว่างถอดเทปการบรรยายของพระอาจารย์มหาดิเรก พุทธยานันโทที่บรรยายในงานตามรอยหลวงพ่อเทียนปีที่ 14 เมื่อเย็นวันที่ 14 กันยายน 2545 ที่วัดโมกขวนาราม จังหวัดขอนแก่น  เพื่อให้ผู้สนใจการเจริญสติได้รู้ประวัติการฝึกฝนของครูบาอาจารย์  เป็นกำลังใจว่าครูบาอาจารย์ก็ใช้เวลาไม่น้อยกว่าจะหา ฝา พบ ดังนั้นผู้ปฏิบัติอย่าเพิ่งท้อ ให้เพียรทำต่อ    
ถึงวันหยุดได้มีโอกาสไปฝึกเจริญสติที่วัดโมกขวนารามแบบไปเช้าเย็นกลับ 3 วัน 


วันที่ 2 มกราคม  2546 ว่าจะตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหากับเทปอีกครั้งแล้วจะส่งลานธรรม  แต่เกิดอาการปวดตึงที่คอ  เวียนศีรษะ คลื่นไส้ อย่างกระทันหัน เลยยอมแพ้เวทนาไม่สามารถทำอะไรได้ต้องกลับไปนอนพัก  วันนี้อาการดีขึ้นแล้วเลยจะทำต่อให้เสร็จ  คิดว่าอานิสงส์จากการเผยแพร่ธรรมะถวายเป็นอาจาริยบูชานี้ จะมีส่วนให้ได้เข้าถึงธรรมะของหลวงพ่อเทียนและพระอาจารย์มหาดิเรก บ้าง


แนะนำประวัติโดยย่อของผู้บรรยาย ซึ่งคัดตัดตอนจากหนังสือ  “พ้นทุกข์ได้ด้วยการเจริญสติ”         ชื่อเดิมดิเรก  ศักดิ์สิทธิ์        ฉายา พระมหาดิเรก  พุทธยานันโท      นามปากกา พระพุทธยานันทภิกขุ  พระมาลัย วัสลาสเวโก       เกิด 18 กันยายน พ.ศ.2494 ที่บ้านปากปาน ต.ไทรย้อย อ.เด่นชัย จ.แพร่     บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดศรีเกษมปากปานเมื่อ 15 มีนาคม พ.ศ.2510   สอบได้นักธรรมตรีขณะอยู่วัดนี้      พ.ศ.2515 อุปสมบทเป็นพระภิกษุและเข้าเรียนต่อที่มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วัดมหาธาตุ     พ.ศ.2522 จบการศึกษาได้รับปริญญาครุศาสตร์บัณฑิต            พ.ศ.2539 ได้รับนิมนต์จากผู้ใฝ่ธรรมชาวลาสเวกัส ประเทศสหรัฐอเมริกาให้เป็นเจ้าอาวาสวัดป่าพุทธยานันทาราม ลาสเวกัส      พ.ศ.2541 ผ่านการอบรมเป็นพระธรรมทูตสายต่างประเทศ       พ.ศ.2543  ได้รับนิมนต์ให้เข้าจำพรรษาเพื่อบรรยายธรรมและอบรมการปฏิบัติภาวนาในแนวคำสอนของหลวงพ่อเทียน ณ เมืองคาเมล มลรัฐนิวยอร์ค ซึ่งเป็นอารามของฝ่ายพุทธมหายาน ชื่อ อารามจวงเหยียน
    
หลังจากที่ท่านได้ปฏิบัติต่อเนื่องกันมาเป็นเวลาประมาณ 10 ปี ท่านก็ได้เริ่มช่วยครูบาอาจารย์สายงานหลวงพ่อเทียนออกเผยแพร่การปฏิบัติภาวนาไปในที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย  ต่อมาท่านได้เห็นความสำคัญที่จะต้องอบรมสร้างคนให้เป็นพระ  เป็นสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  เพราะพระสมมติสงฆ์นั้นจะต้องอบรมตนเองให้เข้าถึงธรรมอันเป็นคำสอนของพระพุทธองค์ก่อน จึงสมควรไปทำหน้าที่ถ่ายทอดแก่ผู้อื่น  ท่านจึงขอยุติการเดินสายไปในที่ต่าง ๆ อย่างเคยทำ  และขอปวารณาเป็นกัลยาณมิตรแก่พระผู้บวชใหม่ หรือกำลังเดินทางยังไม่แจ้งในทิศทางที่จะไป    ท่านกล่าวว่า  “ผู้ปฏิบัติธรรมคือผู้ไม่ประมาท  ที่ใดมีผู้ไม่ประมาทมาก   ที่นั่นจะมีแต่ความสงบ”


ขอกราบขอบพระคุณพระอาจารย์เอนก เตชวโร เจ้าอาวาสวัดโมกขวนาราม จังหวัดขอนแก่น ที่กรุณาให้ยืมเทปและอนุญาตให้เผยแพร่คำบรรยายในลานธรรมได้


@ ก็มีครั้งหนึ่งโยมไปถามหาที่วัดบ้านห้วยยางว่า อาจารย์มหากิเลสองค์ไหน  ว่างั้นนะ หนักเข้าไปอีก มหากิเลส  กิเลสใหญ่ก็ถูกต้อง  มหากิเลส  ก็เรื่องของสมมุติเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าเราใช้ไม่ถูก ก็ไม่เอื้อประโยชน์เท่าที่ควร  แต่ถ้าเราใช้มันถูกก็เป็นประโยชน์ เรื่องสมมติเหมือนกับเปลือกผลไม้  ถ้าหากว่าเราใช้ถูกก็เลือกได้ถูกว่าอันไหนเป็นส้มโอ  อันไหนเป็นมะพร้าว  เพราะฉะนั้นในการมารวมตัวกันของคณะลูกศิษย์ของหลวงพ่อเทียนที่ได้แสดงความกตัญญู กตเวทีเมื่อครบรอบในวันมรณภาพของท่าน  เราทุกคนก็พร้อมใจกันมาแสดงความรำลึกเป็นมรณานุสรณ์  หรือมรณานุสติ ถึงแม้ว่าจะยากลำบากขนาดไหนเราก็พากันมา 


กระผม อาตมาภาพไม่ได้มาร่วมหลายปีแล้วนะ  เพราะว่าแต่ละปีก็จัดที่วัดของตัวเอง เพราะว่าพวกอาตมาจัดเข้าอบรมตั้งแต่วันที่ 1 มา จนไปถึงโน่นแน่ะ สิ้นเดือน  ให้พระทุกรูปเข้าเก็บอารมณ์หมดเฉพาะเดือนกันยานี่จะไม่บิณฑบาต  บอกญาติโยมว่าจะไม่บิณฑบาต  ปีนี้พระอยู่ด้วยกัน 23 รูป ก็เข้าเก็บปฏิบัติกันตลอดเดือน  แต่ว่าวันนี้เนื่องจากว่า  มีเรื่องประชุมนัดสำคัญด้วยแล้วก็มาแสดงซึ่งมรณานุสรณ์ให้แก่หลวงพ่อผู้เป็นครูบาอาจารย์สูงสุดของเรา    ด้วยความสำนึกในพระคุณที่หลวงพ่อได้ให้แสงสว่างแก่ชีวิต  เราก็ไม่มีอะไรที่จะมาแสดงออกในการตอบแทนบุญคุณของท่านให้หมดสิ้นได้  นอกจากอุทิศชีวิตและจิตที่มีอยู่นี้ปฏิบัติถวายท่าน ก็คิดว่าอานิสงส์ในการปฏิบัติถวายเป็นอาจาริยบูชานี้จะมีส่วนให้เราได้เข้าถึงธรรมะของท่านไม่มากก็น้อย


ดังนั้นในโอกาสเช่นนี้ ก็ไม่อยากจะนำเรื่องอื่นมากล่าวนอกจากเรื่องความสัมพันธ์ของหลวงพ่อกับลูกศิษย์ลูกหาที่มีอยู่  ส่วนอาตมาเองก็จะนำเอาส่วนที่ได้สัมพันธ์กับหลวงพ่อในส่วนที่นึกได้เอามาเล่าสู่กันฟัง  ทั้งนี้เพื่อเราประสานภาพปะติดปะต่อภาพของหลวงพ่อเทียนให้ดู  ผู้ที่เป็นผู้ให้แสงสว่างแก่เรา ดังนั้นเองอาตมาภาพก็อยากจะได้นำภาพเหล่านั้นมา  ซึ่งก็ได้กล่าวมาทุกปี  แต่ละปีซ้ำกันบ้าง  มีอะไรแทรกเข้ามาใหม่บ้าง  โดยเฉพาะในการแสวงหาเรื่องของชีวิตนี่  อาตมาภาพเองนั้นก็รู้สึกทุลักทุเล  ล้มลุกคลุกคลานมาหลายปีกว่าจะพบเส้นทาง  เพราะว่า หลวงพ่อนั้นไม่เหมือนผู้อื่น  ไม่เหมือนอาจารย์อื่น  เพราะท่านบอกให้เราคลำเอาเอง  ท่านเพียงแต่ว่าให้แสงสว่างแก่เรา  แล้วให้เราไปหาเส้นทางของเราเอง  เราก็หา  บางครั้งเราก็เอาแสงสว่างที่ท่านให้ไปนี่เอาไปหายเสียบ้าง กว่าจะหาเจอก็เสียเวลาอีก  โดยเฉพาะอาตมาใช้เวลาพบหลวงพ่อตั้งแต่ปี พ.ศ. 2519  แต่จะลงมือปฏิบัติกับท่านจริง ๆ ปี พ.ศ. 2521  แล้วมาเข้าใจหลวงพ่อจริง ๆ ปี พ.ศ. 2529 ใช้เวลาเกือบ 10 ปี  กว่าจะเข้าใจท่าน  ใช้ความอดทนไม่ใช่น้อย ตลอดเวลา  ตัวเองก็มีปัญหามาตลอด เพราะอะไร  เพราะว่า มันมีประสบการณ์อะไรหลายอย่างที่ทำให้เราต้องลังเลสงสัยในหลวงพ่อ   โดยเฉพาะหลวงพ่อเป็นผู้ เป็นอาจารย์กรรมฐานที่ไม่มีรูปแบบ  แบบอาจารย์อื่น  ไปพบท่านครั้งแรก  ท่านนั่งอยู่ในกระต๊อบมุงจาก  ใส่อังสะตัวเดียว จำได้ว่า วันนั้นประมาณสัก บ่ายสองโมง  ของวันที่ 18 เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2519 ปลายปี  ตัวเองเป็นไข้มาลาเรีย ออกมาจากนครนายก ตอนนั้นไปร่วมสร้างอาศรมกับอาจารย์โกวิท เขมานันทะอยู่ที่บ้านดง จังหวัดนครนายก  ก็ในสภาพเป็นพระนักศึกษาอยู่ ตอนนั้นศึกษาอยู่ปีที่ 2 ของมหาจุฬาฯ   ทุก ๆ ปี  เมื่อปิดเทอมคราวใด ตัวเองก็จะไปธุดงค์บ้าง ไปอยู่ป่าบ้าง  กับครูบาอาจารย์ในสายสวนโมกข์  ตอนนั้นอาจารย์โกวิทท่านออกมาจากสวนโมกข์ใหม่ ๆ  แล้วก็มาหาหลวงพ่อเทียนในปี พ.ศ. 2518 พอ 2519 ท่านก็ไปสร้างอาศรมนวชีวันที่บ้านดง  อาตมาก็ไปอยู่ร่วมกับท่าน


ทีนี้ในอาศรมนวชีวันมีลูกศิษย์หลวงพ่อเทียน 2 ท่าน  คือท่านอาจารย์ไพบูลย์กับสามเณรไมตรี  ซึ่งทั้ง 2ท่านนี้มีบุคลิกที่เรียกว่าเหมือนกับพระเรานี่คือ   เรียบ ๆ ง่าย ๆ  ยิ้มง่าย  ใจซื่อ  ก็ทำให้ อยากจะพบอาจารย์ของท่าน  อันนี้เป็นผลดีนะ   เหมือนกับพระสารีบุตรพบกับพระอัสสชิ  ว่าเอ… คือเราฟังอาจารย์โกวิทแล้วก็ ท่านพูดน่าฟัง  แต่ว่าสำหรับบุคลิกแล้วนี่มาเลื่อมใสอาจารย์ไพบูลย์ ตอนนั้นเป็นพระ  ท่านเป็นพระ  กับสามเณร ไมตรี   นี่การเข้ามาปฏิบัติกับหลวงพ่อนี่  การวางเนื้อวางตัวที่เรียบง่ายเป็นมิตร มีส่วนบันดาลใจมาก   การวางตัว นั้นก็เหมือนกัน อาจารย์ไพบูลย์กับสามเณรไมตรีมีส่วนกระทบจิตกระทบใจก็เลยอยากจะพบอาจารย์ของท่านว่าเป็นใคร   แล้วการบรรยายธรรมของอาจารย์โกวิททุกครั้งจะเอ่ยถึงหลวงพ่อเทียนว่า  หลวงพ่อเทียนอย่างนั้น   หลวงพ่อเทียนอย่างนี้  ก็อยากจะพบ  วันนั้นก็มาพบตัวเองเป็นไข้มาลาเรียอยู่ ก็เลยมานอนซมพิษไข้มาลาเรียอยู่ใต้ต้นข่อยหน้าศาลาที่วัดสวนแก้วในสมัยนั้น   เพราะปี พ.ศ.2519 ท่านย้ายมาอยู่ วัดสวนแก้ว


พอหลังจากไข้พิษมาลาเรียมันคลาย   เข้าไปหาหลวงพ่อ   ก็ถามปัญหาหลาย ๆ อย่าง หลวงพ่อท่านก็ไม่ได้ตอบทันที  ปัญหาที่เราถาม  รูปเป็นอย่างไร  นามเป็นอย่างไร  ตายแล้วจะไปที่ไหน   แล้วจะเข้าใจธรรมะอย่างไร   ถามท่านหลายคำ   ท่านก็ดูเรา เฉย ๆ  ในที่สุดท่านก็ยกขวดน้ำมาตั้ง  ท่านบอกว่า “ถ้าผมเปิดฝาขวดแล้วก็โยนขวดลงไปกับพื้น อะไรจะเกิดขึ้น”  ท่านถาม   อาตมาก็บอกว่า “น้ำมันก็ไหลหกไปหมดหลวงพ่อ”      “อ้าวทีนี้ผมปิดฝา  ผมปิดฝาแล้วก็ผมก็โยนไปอีกทีหนึ่ง  อะไรจะเกิดขึ้น”    “น้ำมันก็อยู่ครับหลวงพ่อ”   ในที่สุดท่านก็บอกว่า  “ท่านไปหาอันนี้มา  ไปหาฝานี้มา”   ท่านตอบแบบเซ็นเลย   ไปหาฝานี้มา   และตอนหลังมาท่านก็อธิบายว่า    คนเรานี่มันมีสวรรค์  นิพพานอยู่แล้วในตัวทุกคน  แต่ที่มันเอาไปใช้ไม่ได้เพราะมันไม่มี  ฝา  เหมือนโยนขวดลงกับพื้นมันไหลหนีหมด  สวรรค์  นิพพานหนะ  ถ้าไปหาฝามาได้นี่คุณจะมีสวรรค์  นิพพานใช้ตลอดเวลา   โอโฮ่  เป็นคำตอบที่เด็ดขาด แล้วอาตมามาใช้เวลาหาฝาตัวนี้ เกือบ 10 ปี  มาพบในปี 29   แล้วตลอด10ปีนั้นไปไหนบ้าง   ก็ไปอยู่ตามลูกศิษย์ของหลวงพ่อเทียน  ไปอยู่กับหลวงพ่อบุญธรรมบ้าง   หลวงพ่อคำเขียนบ้าง  ไปกับครูบาอาจารย์ในสายงานก็ตามไปอยู่ ไปดูท่านว่าท่านอยู่อย่างไร  ก็ปรากฏว่า ในปี พ.ศ. 2525  หลวงพ่อบุญธรรมกับหลวงพ่อคำเขียน ตอนนั้นก็เรียกว่าท่านเปิดอบรมที่บ้านโคกกุง หลวงพ่อก็ไปด้วย  หลวงพ่อเทียนเราก็ไปด้วย  ก็เห็นภาพชัดเจนเลยว่า หลวงพ่อสะพายบาตร นำหน้าพระสี่ห้ารูปลัดทุ่งไปเลยนะ เพราะที่นั่น   จากบ้านโคกกุงไปหาวัดป่าเส้นทางท่านลัดทุ่งตรงเลย  แดดกำลังร้อนจ้า  สะพายบาตรลัดทุ่งนำหน้าพระหนุ่มเณรน้อยไปเลย  ห้าหกรูป 


การเทศน์ครั้งนั้นเป็นจุดหนึ่งที่ท่านเทศน์ได้จนทุกวันนี้ม้วนเทปนั้นก็ชัดเจนมาก   ท่านพูดถึงเรื่องของการนับถือพุทธศาสนาว่า   คนเราส่วนใหญ่นี่นับถือแต่เปลือก ประเพณี  แต่ในส่วนสาระไม่เอา  เทศน์กัณฑ์นั้นก็ปรากฏว่ามีแรงดลบันดาลใจ  จากนั้นมาหลังจากปี พ.ศ. 2522  ปี 21 ก็ไปจำพรรษากับท่านนะ  22 ก็จบจากมหาจุฬาฯ  พุทธศาสตร์บัณฑิตที่มหาจุฬาฯ  แล้วก็ไปอยู่ที่อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา   ปี 24 ขึ้นมาหาท่าน   กำลังติดอารมณ์   ติดอารมณ์วิปัสสนูพอดีในปีนั้น  หมายความว่าตอนที่แยกไปอยู่คนเดียว จังหวัดสงขลานี่ เดินจงกรมสร้างจังหวะ  แล้วก็ตอนเย็นก็อบรมญาติโยม  โยมก็ ทางภาคใต้ไม่ค่อยมีพระสอนกรรมฐาน   เราก็เอาวิธีการของหลวงพ่อเทียนไปสอน   เราก็ยังไม่ได้ไปไหนว่างั้นเถอะ  ยังติดอารมณ์ อยู่    แต่ว่ามันติดเพราะว่าเราปฏิบัติไประยะหนึ่งนี่   เมื่อเข้าใจรูปนามแล้วมันจะเป็นวิปัสสนู   รูปนามนี่ปฏิบัติอยู่สัก16 วันที่เข้าใจรูปนามนะ   แต่เข้าใจรูปนามมาตั้งแต่ปี 21 แล้ว ปฏิบัติอยู่ 16 วัน  พอเข้าใจรูปนามแล้วมันก็ขยันนะ  ขยันปฏิบัติ   แต่อันหนึ่งที่ตามมาก็คือวิปัสสนู มันอยากจะพูด   มันอยากจะเทศน์   มันอยากจะสอน   สนุก  เสร็จแล้วมันก็ติดอารมณ์ เพราะว่าลงไปอยู่ที่ระโนดนี่ไปสอนหนังสือ  แล้วก็ไปอยู่องค์เดียว   เพราะเขานิมนต์ไปอยู่ที่บ้านสามบ่อที่อำเภอระโนด  จังหวัดสงขลา  ไปสอนหนังสือนั่นตามพันธะกรณีของมหาวิทยาลัย  ก็ไปสอนอยู่ที่นั่นประมาณเกือบ 2 ปี


พอปี 24 ก็ติดอารมณ์  ก็ขึ้นมาหาหลวงพ่อ  ตอนนั้นท่านเปิดอบรมอยู่ที่วัดป่าพุทธยาน บ้านกำเนิดเพชร  อากาศหนาวมากตอนนั้นเดือนธันวาคม  ท่านก็เทศน์ไป เปิดอบรม 7 วันอย่างนี้แหละ  ทีนี้มีเช้าวันหนึ่ง ในขณะที่ท่านบรรยายธรรมนี่    อาตมาก็เดินจงกรมอยู่บนกุฏิ เช้านั้นไม่ลงทำวัตร   เดินจงกรมอยู่บนกุฏิ  อากาศมันหนาวมาก  เดินจงกรม ท่านก็เทศน์ไป   เทศน์จำได้ว่าเทศน์กัณฑ์นั้นเรื่องของกระต่ายเฒ่า   เรื่อง กระต่ายเฒ่า  เรื่องมีอยู่ท่านเทศน์บอกว่าอย่างนี้ว่า    ราชสีห์นี่มันเป็นเจ้าป่า   มันได้รับแต่งตั้งจากสัตว์ทั้งหลายให้เป็นเจ้าป่า   สัตว์ทั้งหลายก็ยกมันเป็นเจ้าป่า แต่มีข้อแม้ว่า   ทุกวันสัตว์จะต้องมาให้มันกินวันละตัว  ละตัว   ประมาณ 9 โมงถึง10 โมง สัตว์ในป่าทุกตัวในฐานะที่มันเป็นราชสีห์ เป็นราชาของสัตว์ ต้องให้มันกิน   ทีนี้วันหนึ่งมันเป็นวาระของกระต่ายแม่ลูกอ่อน  ทีนี้กระต่ายแม่ลูกอ่อนมันก็สงสารลูกมัน  มันจะไปให้ราชสีห์ตัวนี้กินก็ไม่ได้   มันไปร้องขอกระต่ายตัวไหนก็ไม่ยอมไปแทนมัน  เพราะไปตายนี่ ใครจะไปใช่มั้ย  ในที่สุดมันก็ไปหาหัวหน้ากระต่ายเป็นกระต่ายเฒ่า  บอกว่า “ขอร้องไปหาราชสีห์ทีเถอะ เพราะว่าฉันกำลังคลอดลูกใหม่ฉันไปไม่ได้ ต้องเลี้ยงลูก ต้องให้นมลูก”   กระต่ายเฒ่าก็   เอ้า  ในฐานะเราเป็นหัวหน้าเขาต้องรับผิดชอบ ต้องเสียสละทุกอย่าง  ในที่สุดก็ไป  ในขณะที่กระต่ายเฒ่าไปก็คิดตลอดเวลาว่า  จะแก้ไขเอาตัวรอดได้อย่างไร   ทีนี้ในขณะไปมันเดินบนสันเขา  อยู่ตรงข้ามกับเขาอีกด้านหนึ่งมันเป็นหน้าผา  ตรงกลางนั้นเป็นเหว  มันเดินไปตรงสันเขา   ในขณะนั้น 8 โมง หรือ 9 โมงนี่   แสงแดดมันก็ส่องกระทบตัวกระต่ายเฒ่า แล้วเงาของกระต่ายเฒ่าไปกระทบหน้าผามันก็ใหญ่   กระต่ายเฒ่าก็เกิดสติทันที เลย  อ้อ ได้วิธีการแล้ว  ในที่สุดมันก็ไปช้า ๆ  นัดกันว่า 10 โมงต้องไปถึงที่ราชสีห์กิน ปรากฏว่ากระต่ายตัวนี้มันไปถึง 11 โมง  ราชสีห์เต้นแรงเต้นกา โมโหมากเพราะไม่ได้ตามอย่างที่มันได้กินทุกวัน 10 นาฬิกาต้องได้กิน แต่อันนี้ 11นาฬิกา มันยังไม่ได้กินเลยมันหิว  ในที่สุดมันโมโหมาก  พอกระต่ายเฒ่าไปถึงก็คำรามใส่ใหญ่เลย


กระต่ายเฒ่าก็ใจเย็นหนะ  ใจเย็นสู้สิงห์  ว่างั้นเถอะ  กระต่ายเฒ่าก็บอกว่า   “ข้าแต่ท่านผู้เป็นใหญ่  อย่าเพิ่งโกรธ โมโหโกรธาไปเลย เหตุที่ข้าพเจ้ามาช้าก็เพราะว่า มันมีราชสีห์ตัวหนึ่งใหญ่กว่าท่านอีก มาดักข้าพเจ้าเอาไว้  ข้าพเจ้าต้องหาวิธีมาจนกว่าจะมาพบท่านเสียเวลาเป็นชั่วโมง เพราะฉะนั้นต้องเห็นใจข้าพเจ้าเถอะ”     ทีนี้ราชสีห์ตัวนั้นมันรู้ว่ามีราชสีห์อีกตัวใหญ่กว่ามัน มันก็เลยโมโหใหญ่เลย  มันไม่คิดที่จะกินกระต่ายแล้วทีนี้    “ไหนราชสีห์ตัวนั้นที่ว่าใหญ่กว่าข้ามันอยู่ตรงไหน พาข้าไปเดี๋ยวนี้ เพราะข้าได้รับสมมติว่าใหญ่ที่สุดแล้ว  ในป่านี้ แล้วใครจะมาใหญ่กว่าข้า”   ในที่สุดกระต่ายเฒ่าก็พาไป  ก็เดินตามกระต่ายเฒ่าไป   เห็นมั้ย ได้สติ แล้ว  กระต่ายได้สตินะ   ราชสีห์มันเสียสติ  มันตามไปแล้ว  พอไปถึงที่ตรงหน้าผานั้นพอดี  กระต่ายก็ชี้ทันที เพราะว่าเงาของราชสีห์มันไปเกิดอยู่ที่หน้าผา   กระต่ายก็บอกทันที    “นั่นยังไงท่าน  ตัวใหญ่กว่าท่านอีก”   ว่างั้น  ราชสีห์ก็หันไปดูเห็นเงาใหญ่เบ้อเริ่ม ใหญ่กว่าตัว  มันก็กระโจนเข้าใส่ทันทีเลย    กระโจนใส่เงานั้น  ในที่สุดมันก็ตกลงไปในเหวตาย


หลวงพ่อเทียนก็สรุปทันทีเลย  คนเป็นวิปัสสนูก็เหมือนกันว่างั้น   ก็เหมือนกันว่า  คนเป็นวิปัสสนูนี่   คนติดวิปัสสนูคือคนหลงเงาตัวเอง   หลงเงาอะไร  เงาความคิด    เพราะว่าความคิดมันเป็นเพียงเงา  มันไม่ใช่ของจริง    แต่เราไปสำคัญมั่นหมายว่ามันเป็นของจริง  ไปสำคัญมั่นหมายว่าความคิดนี่เป็นตัวตน   แต่ความจริงความคิดมันก็เป็นเพียงเงาของขันธ์ 5 รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณเท่านั้นเอง   เมื่อเราไปสำคัญมันผิดเราก็ไปยึดมั่นถือมั่นกับเงาอันนั้นในที่สุดมันก็ติด มันก็ตาย   เอาตรงนี้เข้าไป ฟังแล้ว   เรานี้ มันก็ปล๊าบ เข้ามาที่ใจ ของเราทันที  ตอนนั้นเดินจงกรมอยู่ก็  เราไปหลงเงาความคิดของตัวเอง   เพราะตอนนั้นคนติดวิปัสสนูใหม่ ๆ ได้รูปนามใหม่ ๆ  มันติดดี  มันอยากจะให้คนนั้นดี อยากจะให้คนนี้ดี  คิดไปอยากจะไปสั่งคนนั้น ไปสอนคนนี้  อยากจะให้ทั้งบ้านทั้งเมืองดี อยากจะให้ไปสอนสังฆราช  ไปสอนประธานาธิบดี มันจะให้คนดีไปหมด  นี่เขาเรียกว่าติดเงาแห่งความดี    เรียกว่าความมืดสีขาว  เงานี่เป็น ความมืดสีขาวนะ  เพราะฉะนั้น ความคิดที่ไม่ดีเป็นความมืดสีดำ แต่ความคิดที่ดีเป็นความมืดสีขาว   ทั้ง ความ มืดสีดำ และสีขาวบังใจเราได้ทั้ง 2 อย่าง  เพราะฉะนั้นในวิธีการอันนี้ท่านไม่ให้ติดทั้งดีหรือไม่ดี  ไม่ดีก็ไม่เอา ไม่คิด  ดีก็ไม่เอา  แต่ห้ามไม่ได้   ความคิดดีไม่ดีห้ามไม่ได้แต่อย่าไปเอากับมัน  ถ้ามันจะคิดก็ปล่อยให้มันคิดไป แต่ให้เราดูมัน  ท่านก็เทศน์ไป เราก็ฟังไป


พอจบตรงนั้นปั้บท่านก็เอานิทานเรื่องใหม่มาเล่าอีก  ว่าแก้ปัญหาไม่ถูก   ว่าคนติดวิปัสสนานี่มันแก้ปัญหาไม่ถูก  แก้มากไป  ท่านก็ยกเรื่องที่ 2 ขึ้นมา  เรื่องที่ 2 ว่าอย่างไร  ท่านบอกว่ามี 2 พ่อลูกไปหาฟืนในป่า  เมื่อได้ฟืนมาแล้วก็มากองไว้  ทีนี้พ่อมันเหนื่อย  พ่อก็บอกลูก   “ขอให้พ่องีบสักนิดเถอะ ลูกช่วยปัดริ้น ปัดยุงให้ที พ่อจะงีบสัก”    ลูกก็บอก  “ไม่เป็นไรพ่อ”   ก็วางขวานไว้ข้างตัวเอง   ทีนี้ด้วยความรักพ่อ  มันขาดปัญญา  ลูก ในขณะนั้นมีเหลือบตัวขนาดใหญ่มันมาเกาะหน้าผากพ่อ   ตอนแรกมันก็พัด มันก็โมโหให้เหลือบตัวนั้น  ก็ยกขวานขนาดใหญ่ฟันเหลือบ  ปรากฏว่าเหลือบไม่ตาย แต่พ่อมันตาย   บอกว่าฉันใดก็ดี   เราจะแก้ปัญหาเพียงนิดเดียวนี่  แต่เราไม่รู้วิธีแก้   แทนที่ปัญหามันจะถูกแก้ด้วยดีกลับหนักเข้าไปอีก  เพียงแต่ไล่มันก็ไปแล้ว  แต่ด้วยความโมโห  โมโหปั้บขาดสติ ก็ยกขวานขึ้นจามเหลือบตัวนั้น ในที่สุดเด็กคนนั้นก็กอดศพพ่อร้องไห้จนชีวิตจะวายเอา   ฉันใดก็ดี เมื่อเกิดอารมณ์ต่าง ๆ ขึ้นในจิตในใจของเรานี่   เราต้องใช้ความแยบคาบ   เราจะไปบีบ  ไปบังคับ  ไปกด  ไปเน้นไม่ได้   ส่วนใหญ่เวลาความคิดชั่ว ความคิดที่ไม่ดีอกุศลขึ้นมา  นักปฏิบัติของเราที่ปฏิบัติได้อารมณ์ใหม่ ๆ เราไม่ต้อนรับด้วยดี  เราไปสะกดความคิดอันนั้น   เราไปบีบความคิดนั้น  บีบไปบีบมามันไปสะกดจิตตัวเอง  พอสะกดจิตตัวเองแทนที่มันจะดี กลับว่าความคิดจิตใจปั่นป่วนไปหมด  อันนี้คือแก้อารมณ์ไม่ถูกต้อง   อันแรกนั้นเราไปสำคัญมั่นหมายว่าอารมณ์เป็นตัวตน ใช่มั้ย อันที่ 2 เมื่อ   สำคัญมั่นหมายเป็นตัวตนเราไปแก้ความคิดความปรุงแต่งไม่ถูกต้อง แทนที่เราจะใช้อุบาย ใช้สติปัญญาแก้ เรากลับใช้วิธีบังคับและสะกดไม่ให้ความคิดมันเกิด  ยิ่งสะกดก็ยิ่งหนัก เข้าไปอีก เกิดความคิดปั่นป่วนติดนิมิต  ติดจินตญาณเข้าไปอีก  ในที่สุด พระที่ติดวิปัสสนูก็จะเป็นอย่างนี้   หลวงพ่อก็สรุปอย่างนี้


ก็มีแรงกระทบความรู้สึกอาตมามากตอนนั้นนะ   พอหลังจากจบคอร์ส 7 วัน  ก็พอดี ตามปกติหลวงพ่อท่านเผยแพร่นี่นะ   หลังจากที่อบรมออกพรรษาแล้วท่านอบรมมาตลอดนี่  ในคอร์สสุดท้ายในช่วงเดือนธันวาคมนี่  พออบรมแล้วก็จะไปเผยแพร่กัน ตำบล หมู่บ้านละ 2 องค์   2 องค์ อาตมาก็ไป ตอนนั้นไปกับอาจารย์ธนูศิลป์   ไม่ใช่หลวงพ่อพรหมมานะ   อาจารย์ธนูศิลป์ไปทางบ้านนาอ้อโน้น   หลวงพ่อพรหมมาก็ไปบ้านธาตุ อาตมาก็ไปด้วย ก็เลยไปเจอพระศรีอารย์ ที่เป็นผู้หญิงบ้านธาตุคงรู้จักใช่มั้ย  ก็เลยไปตรงนั้นไปกับหลวงพ่อพรหมมา  ทีนี้ตอนนั้นตัวเองกำลังติดอารมณ์ก็อยากจะพิสูจน์ว่าพระศรีอารย์เป็นอย่างไร  หลวงพ่อพรหมมาก็นอนที่วัดบ้าน   อาตมาก็ไปนอนที่อาศรมของพระศรีอารย์   ก็เรียกว่าถกธรรมะกันทั้งคืน  กับพระศรีอารย์เป็นผู้หญิง  ไม่รู้พูดภาษากันรู้เรื่องอย่างไรไม่ทราบ   เขาก็พูด ภาษาเทวดา    เราก็พูดภาษาวิปัสสนูใส่กันทั้งคืนจนสว่างคาตาเลย   ทีนี้ พระศรีอารย์เขาไม่ไว้ใจหรืออย่างไรไม่รู้ เขาไปเอากำนันมา  มาเจรจา  ว่าถกธรรมะกันทั้งคืน   อาตมาก็ชี้แจง ว่า   เออนี่ไปฝึกปฏิบัติมาแล้วก็จะมาเปิดอบรมญาติโยมที่บ้านธาตุ  พูดให้กำนันฟัง   กำนันก็เออ ก็เลยพากันไปที่วัดแล้วก็ไปอบรมโยมที่นั่น


เพราะฉะนั้นช่วงติดอารมณ์นี่มันไม่กลัวอะไรทั้งนั้นนะ   ไม่กลัวอะไรทั้งนั้น ก็กลับมาก็หลวงพ่อก็แก้อารมณ์เรื่องวิปัสสนู มันก็ยังไม่หายหรอก เพราะมันมีความรุนแรงมาก   เพราะเมื่อก่อนนี้ก่อนที่จะมาพบหลวงพ่อเคยปฏิบัติหนอมา  กับเจ้าคุณธรรมธีรราชมหามุนี หรือหลวงพ่อโชดกวัดมหาธาตุ  เราไปเคยปฏิบัติอานาปานสติมากับหลวงพ่อพุทธทาส  ตั้งแต่ปี 15  16  ตอนนั้นตัวเองเป็นหัวหน้าพระนวกะของวัดประยูร  ก็ออกพรรษาแล้วเขาให้นำพระนี่ไปปฏิบัติกับอาจารย์พุทธทาส  ตัวเองก็นำไป  ก็ไปปฏิบัติกับท่านจนตั้ง สองสามปี  มันก็ได้อารมณ์  เดี๋ยวนี้มันก็  ที่นี้พอหลวงพ่อท่านมาสอนยกมือ  พอมันไปได้อารมณ์รูปนาม  เข้าใจอารมณ์รูปนาม   วิปัสสนูมันเกิด  อารมณ์เหล่านี้มันมาหมดคืออยากจะให้คนดีนี่นะ   มันก็ยังไม่ลงหรอก   แล้วตกลงมาในปีต่อมาก็ปี 25  ขึ้นไปอยู่ที่เชียงใหม่  ก็ไปเปิดอบรมที่นั่นที่วัดผาลาด   ไปอยู่ที่นั่นปีหนึ่ง  เพราะว่าพวกนักศึกษาจากม.ช.เขาขึ้นไปปฏิบัติ   อาจารย์รุ่งเรืองนิมนต์ไป   ก็ไปอยู่ช่วยสอนที่นั่น  ปีนั้นก็ไปติดอารมณ์ที่นั่น  ไปติดนิมิต   ติดวิปัสสนูที่นั่น  สำคัญมั่นหมายผิด ก็ไปติดอารมณ์ที่นั่น  มีคนเอามาบอกหลวงพ่อ  ว่าตัวเองติดอารมณ์อย่างไร  ก็มันเป็นเรื่องของคนที่ติดอารมณ์  หรือเป็นเรื่องที่อะไรมันก็จะทำในเรื่องฤทธิ์  เรื่องเดช  เรื่องปาฏิหาริย์ อะไรมันก็จะออก  แล้วก็ฝันอะไรแปลก ๆ ที่ว่าพระวิปัสสนาไปวิปัสสนาคนเดียวแล้วฝันว่าได้นิมิตว่าพระพุทธเจ้ามาเทศน์  พระอรหันต์มาเทศน์ให้ฟัง   อ้อมันเป็นอย่างนี้เอง  มันเป็นจริง ๆ  นะ   แต่มันเป็นนิมิต  มันไม่ใช่ของจริง   เพราะฉะนั้นส่วนนิมิตอะไรต่าง ๆ พระพุทธเจ้า  ไปเฝ้าพระ พุทธเจ้า   พระ พุทธเจ้ามาเทศน์ให้ฟังอะไรต่าง ๆ มันเป็นนิมิต   ที่ถ้าเราไม่เข้าใจอารมณ์อันนี้เราก็จะไปสำคัญมั่นหมายแล้วก็แสดงอาการอะไรแปลก ๆ ออกมา   อาตมาก็เป็น เป็นอารมณ์อันนั้น


พอรุ่งขึ้นปี 26  ก็ได้เดินทางไปศรีลังกา ว่าจะไปทำปริญญาโทต่อ  ว่าจะได้แก้อารมณ์ตัวนี้ด้วย  ไปอยู่ไม่ปฏิบัติสักพักอารมณ์ตัวนี้มันจะลง  มันก็ไม่ลง พอปี 26 ไปอยู่ได้สักปีเศษ ๆ พวกลังกาก็รบกัน พวกสิงหลพวกทมิฬก็รบกัน ก็กลับ  กลับมาไม่ทำแล้วปริญญาโทไม่ทำ ก็มา ปีนั้นประชุมที่ทับมิ่งขวัญ  เขาก็มีการโจดอาตมาว่ามีอะไรหลายอย่างที่แสดงตัวว่าเป็นผู้วิเศษ  แล้วก็ลักษณะที่ว่าผิดไปจากคำสอนของหลวงพ่อ    ก็มีการซักฟอกกันเกิดขึ้น   มีการซักฟอกขึ้นปี 26 นะ     อาตมาก็บอกว่า     เอาละกระผมคงจะผิดไปจริงเพราะมันติดอารมณ์  เพราะฉะนั้นจะให้กระผมแก้ไขอย่างไร  ในที่ประชุมสงฆ์เขาก็ว่าไม่ต้องแก้ไขแล้ว  เปลี่ยนจิตเปลี่ยนใจเสียก็ดี  อาตมาก็บอกว่า  ไม่ได้ ถ้ามีกรณีผิดพลาดขึ้นอย่างนี้ ถ้าองค์ต่อไป  ถ้าปล่อยเอาไว้แล้วองค์ต่อไปไม่แก้ไขมันก็เป็นแบบอย่างที่ไม่ดี  เพราะฉะนั้นถ้าพวกหลวงพ่อครูบาอาจารย์ให้ความเมตตาอย่างนี้พรรษานี้จะขึ้นไปเก็บอารมณ์ที่กับหลวงพ่อคำเขียน    ปี 27 ไปจำพรรษาอยู่ที่ท่ามะไฟ  ปี 28 ไปจำพรรษาอยู่ที่ป่าสุคะโตกับหลวงพ่อคำเขียน  ก็พอปี 28 ก็กลับลงมาที่วัดสนามใน  ปี 29 ถึงได้มาจำพรรษาจริง ๆ กับหลวงพ่อ  เพราะฉะนั้นในปี 29 เข้าพรรษานั้นก็บอกหลวงพ่อว่า หลวงพ่อครับผมจะ   ตั้งแต่ปี 20 มาถึงปี 28 นี่นะไม่เคยเก็บอารมณ์เลยนะ   ว่าการเก็บอารมณ์ เป็นอย่างไร ไม่เคย   เพราะฉะนั้นก็เลยว่าในปี 29  บอกหลวงพ่อว่า   ผมจะเก็บอารมณ์     หลวงพ่อบอกว่า  ดี ผมจะดูแลให้


นี้การเก็บอารมณ์ก็ปรากฏว่า โอ้ย จิตใจมันปั่นป่วนวุ่นวาย เพราะเราไม่เคย   หลวงพ่อก็ ตอนแรกเราก็ไม่ปิดประตูหน้าต่าง  กุฏิ 2 ชั้น   ที่เก็บหมอนเก็บเสื่อทุกวันที่วัดสนามใน  เราก็เก็บอารมณ์ชั้นล่าง   ท่านก็มาปิดประตูปิดหน้าต่างหมด ให้เก็บอารมณ์  เก็บไปได้สัก 6 วัน  วันที่ 6 เกิดนิมิต แปลก ๆ  คือเคยปฏิบัติแบบหนอมาก่อน  พอปฏิบัติแล้วมันก็ไปอยู่กับลมหายใจ พอนอนแล้วก็ไปอยู่กับลมหายใจ พอไปอยู่กับลมหายใจปั้บมันก็เข้าตัวแข็ง  พอเข้าตัวแข็ง  เอ้ เป็นปรากฏการณ์ที่เป็นครั้งแรก ไม่เคยมีมาก่อน  อ้าว พอเข้าตัวแข็งดิ้นไม่ได้ประมาณสักชั่วโมง  เผลอกระตุกลมหายใจแรง ๆ ปั้บ มันออกได้ ตัวอ่อนขึ้นมา อ้าวลุกขึ้นได้    เอ  แปลกใจ เอ้า ลองทำใหม่ดูซิ   ทีนี้นั่งทำแล้วกำหนดลมหายใจ กำหนดลงไป ๆๆ  ลึก ๆๆ  อ้าวตัวแข็งได้อีก  เป็นชั่วโมงทีนี้ อ้าวนั่งทำมันก็เป็น ยืนทำดูบ้าง ยืนทำกำหนดลมหายใจตามลมหายใจลึก ๆ ปั้บ เข้าไปอีก  อ้อทำอย่างไรก็ได้ ทีนี้อ้อ นึกออกว่าในสมัยเป็นเณรไปที่วัดมหาธาตุเขาเอาสามเณรไปเข้ากรรมฐานแบบตัวแข็ง แล้วบอกว่านี่คือการเข้านิโรธสมาบัติ   ว่าเป็นการเข้าสมาบัติ พอตกสว่างขึ้นมาเลยไปถามหลวงพ่อ ว่า  หลวงพ่อผมเป็นอย่างนี้  เพราะอะไร  หลวงพ่อบอกว่า     อันนี้คือการสะกดจิตตัวเอง    ท่านบอกว่าอาจารย์กรรมฐานทั่วไปว่าสภาวะอันนี้ก็คือการเข้าฌาน เข้าสมาบัติ   ท่านบอกไม่ใช่คือการสะกดจิตตัวเอง   เพราะฉะนั้น อย่าทำ บอกว่า    วิธีการแบบนี้ผมสอน เดือนหนึ่งผมก็สอนได้แล้ว   ท่านบอกว่า    เลิกอย่าทำ ถ้าทำบ่อย ๆ คุณมีโอกาสเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้ เพราะว่าตัวนั้นมันเป็น   จิตของเรามันแทบจะดับ ถ้าสะกดนิดเดียวเราก็ดับไปเลยได้  เพราะมันเหลือนิดเดียว เขาเรียกว่า  เป็นกึ่งชีวิตกึ่งมรณะ  เหมือนกับลมที่มันพัดเทียนไขใกล้จะดับอันนั้น  มันเหลือเขียว ๆ  คล้าย ๆ ตรงนั้น  ใจของเราขณะนั้นเหลือนิดเดียวตรงนั้น  ถ้าเราสะกดอีกนิดหนึ่งเราจะดับไปเลยก็ได้   นี่วิธีสะกดจิต  หลังจากนั้นมา   เก็บอารมณ์มาในช่วงเดือนปี 29 ในพรรษานั้นหลวงพ่อก็ตามดูอารมณ์ตลอด  ท่านก็ดูตลอด

วันหนึ่งท่านเรียกไปหา บอกว่า    มหา เอาเบอร์โทรศัพท์ไปเรียงใหม่ดูซิ  ผมมันจดเกะกะไปหมด  ใครมาหาท่านก็ให้เบอร์โทรศัพท์ไว้ให้หลวงพ่อ ใช่มั้ย   ท่านก็จดใส่ตรงนั้นบ้างใส่นี้บ้าง  บอกว่า    มหาเอาไปเรียงใหม่ ดูซิ    อาตมาก็ไปเรียง  เพราะมีพิมพ์ดีด ไปนั่งพิมพ์ พิมพ์มาให้  ท่านก็มาดู  บอกว่า    ยังใช้ไม่ได้  เอาไปเรียงใหม่      แล้วบอกมาดู เอ๊ ทำไม หลวงพ่อใช้ มันก็ถูกหมด  มันคงจะห่างไปมั้ง  เอาไปพิมพ์ใหม่ครั้งที่ 2  เอาไปให้ท่านดู    ท่านบอก   ยังใช้ไม่ได้   เอ๊ะ ก็เรียงแล้ว  ก็ดูห่างอยู่  เอาไปเรียงครั้งที่ 3 ทีนี้เรียงกันชิดเลย  ติดเป็นพืดแถวเลย  เอาไปให้ท่าน บอกว่า   อ้อ อย่างนี้ใช้ได้    นี้คือวิธีการสอบอารมณ์ของท่าน   

อีกครั้งต่อมาท่านใช้ให้ไปดูห้องน้ำบอกว่า  หลอดไฟในห้องน้ำของผมนี่มันไม่ติด   มันเป็นอย่างไรลองไปดูให้หน่อยซิ    เราก็ไปหมุนหลอด   พอเราหมุนไปหมุนมามันไม่ติดท่านก็เลยไปกดสวิท 
(จบตอนที่ 1)

 จากคุณ : พรรณี [ 4 ม.ค. 2546 / 18:04:43 น. ]
     [ IP Address : 202.12.97.19 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (depend on u)

thank you very much

 จากคุณ : depend on u [ 4 ม.ค. 2546 / 20:01:09 น. ]
     [ IP Address : 195.93.73.17 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (ชูคลณ์)

ขอบคุณมากครับ ที่ได้นำเรื่องน่าสนใจมาลงอยู่สม่ำเสมอ ผมอ่านหนังสือของท่านพระมหาดิเรกแล้ว ชอบมากครับ 

 จากคุณ : ชูคลณ์ [ 5 ม.ค. 2546 / 14:43:21 น. ]
     [ IP Address : 161.200.92.209 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (พรรณี)

ได้รับหนังสือของพระอาจารย์มหาดิเรกที่น่าสนใจ  สติ - เคล็ดลับมองด้านใน   เล่มที่ 1  พิมพ์ครั้งที่ 3/2545 โดยคณะสงฆ์และคณะญาติธรรมวัดโสมพนัส  ความยาว  146  หน้า   เรื่องราวในเล่ม จากเจตนาปรารภของพระอาจารย์สุริยา มหาปัญโญ ประธานสงฆ์วัดโสมพนัส  กล่าวว่า เป็นคำบรรยายที่กระทัดรัด  เป็นการเรียงลำดับขั้นตอนอารมณ์กรรมฐาน "การเจริญสติแบบเคลื่อนไหว" ด้วยการนำเสนอประสบการณ์ภาคปฏิบัติผ่านปริยัติภาษา   ส่วนในภาคผนวกจะเป็นตัวอย่างประสบการณ์ของผู้ปฏิบัติบางท่านที่ได้น้อมใจลงมือพิสูจน์ และได้รับผลจากการปฏิบัติ   ผู้สนใจติดต่อได้ที่วัดโสมพนัส  บ้านภูเพ็ก ต.นาหัวบ่อ อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร  47220  หรือสายส่งศึกษิต

 จากคุณ : พรรณี [ 6 ม.ค. 2546 / 18:54:21 น. ]
     [ IP Address : 202.12.97.19 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (ศรัทราธรรม)

  อนุโมทนา สาธุครับ _/|\_

 จากคุณ : ศรัทราธรรม [ 7 ม.ค. 2546 / 11:24:22 น. ]
     [ IP Address : 203.155.230.32 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (ผู้ดำเนิน)

_/|\_ อนุโมทนา สาธุครับ

 จากคุณ : ผู้ดำเนิน [ 7 ม.ค. 2546 / 13:57:26 น. ]
     [ IP Address : 202.183.179.184 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (nirod@hotmail.com)

สาธุ  ครับ
    โก้

 จากคุณ : nirod@hotmail.com [ 7 ม.ค. 2546 / 14:20:18 น. ]
     [ IP Address : 203.146.95.5 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (nonborn)

สาธุครับ รออ่านตอนต่อไปอยู่ครับ

 จากคุณ : nonborn [ 7 ม.ค. 2546 / 17:45:27 น. ]
     [ IP Address : 203.146.3.18 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (พรรณี )

ตอนที่ 2  เสียงเทปตอนต้นเบา  ฟังได้ไม่ชัดเจน  คำใน  ( ) หมายถึงผู้ถอดเทปไม่แน่ใจว่าฟังได้ถูกต้องหรือไม่  ให้ผู้รู้แก้ไขได้

@เก็บอารมณ์อยู่  ท่านก็เอานั้นไปให้ฉัน   เอานมไปให้บ้าง  เอานั้นไปให้บ้าง  นั่นวิธีการของท่าน  เพราะฉะนั้นท่านจะดูตลอด คนไหนตั้งใจเก็บอารมณ์ปฏิบัติอะไรจริงจังท่านจะดูแลตลอด  ท่านจะดูแลอย่างใกล้ชิด    ในพรรษานั้นหลังจากที่ออกพรรษาแล้ว ก็ปรากฏว่า ปี 29 ก็ได้อบรมนักศึกษาพยาบาลที่พุทธบาทสระบุรี  ก็นิมนต์อาตมา   อาตมาเป็นแม่งาน   ท่านก็ลงมาเทศน์ เพราะอบรมที่วัดสนามใน   หลังจากอบรมแล้วปรากฏว่ามีอาจารย์คนหนึ่งแกไปเป็นพยาบาลที่ชิคาโก อยากจะนิมนต์ไปอยู่ชิคาโก  เดินเรื่องอะไรให้หมด  ทีนี้ก็ไปลาหลวงพ่อ     “หลวงพ่อเขานิมนต์ไปอย่างนี้นะ  ผมจะไป”   ท่านก็บอกว่า     มหา คนไทยของเรานี่พูดภาษากันรู้เรื่อง  วัฒนธรรมเดียวกัน ภาษาเดียวกัน  ท่านสอนได้หมดทุกคนหรือยัง     “ไม่ได้ครับหลวงพ่อ”   เพราะฉะนั้นอย่าไป อันนั้นมันคนละภาษา คนละวัฒนธรรม  ขนาดคนภาษาเดียวกัน วัฒนธรรมเดียวกันพูดกันไม่รู้เรื่อง   แล้วคนต่างภาษา ต่างวัฒนธรรมมันจะพูดกันอย่างไร  เสียเวลา   ตกลงก็ไม่ได้ไป  หลวงพ่อเบรคไว้


หลังจากนั้นก็ขึ้นมาเก็บอารมณ์ต่อในเดือนพฤศจิกายนกับหลวงพ่อคำเขียน  หลวงพ่อคำเขียนบอกว่า กลางเดือนวันที่ 16 นี่นะ จะมีอบรมนักศึกษาที่เชียงใหม่  เพราะฉะนั้นวันที่ 16 นี่ ไปช่วยกันหน่อย   อาตมาก็ไปเก็บอารมณ์ตั้งแต่วันที่ 1  พฤศจิกายน เก็บไป  ไปอยู่ที่หอไตรคนเดียว   ปรากฏว่าเก็บได้ประมาณ  11 วัน วันที่ 11 พฤศจิกายน ในคืนวันนั้นหนะ    ตามปกตินี่ที่หอไตรวัดป่าสุคะโตนี่   มันมีนกชนิดหนึ่งเขาเรียกว่านกผี  มันร้อง  บ้านเราเรียกนกอะไร กลางคืนดึก ๆ มันร้อง (จุ๊กกรุย )   เขาเรียกนกอะไรอาจารย์สมบูรณ์    ทางเหนือเรียกว่า(นกจุ๊กจะลุย) นะ ถ้าหากว่านกนี้ร้องที่ไหนคนมันตายที่นั่น   ทางเหนือถือมาก  ว่าผีจะมาเอาคน  มันได้ยินเสียง   เพราะฉะนั้นคนทางเหนือก็จะฝังหัวเรื่องอันนี้  ถ้าได้ยินเสียงนกนี้คนจะกลัวมาก  อาตมาก็เกิดความกลัวขึ้นมาได้ยิน  (จุ๊กกรุย)   สักห้าทุ่ม ตีหนึ่งมันร้อง   ทีนี้มันเกิดอะไรขึ้นมา  เกิดฮึดฮัดขึ้นมา ความกลัวมันอยู่ที่ไหน  ก็เลยไม่กลัวขึ้นมา  มันไปร้องอยู่ต้นไม้ต้นไหน   อาตมาก็เดินตามมันไป  ตอนนั้นเดือนหงายประเภทหลุบหลู่ ไม่มืด เดือนหงายเดินตามดูแล้วก็ดูใจตัวเอง  ว่าความกลัวมันเป็นอย่างไร   ร้องแล้วก็เดินตาม  ปรากฏว่า ความกลัวมันหายไป    ความกลัวมันหายไป  ตอนนั้นปรารภความเพียรถึง  4 ทุ่ม   5 ทุ่มอยู่คนเดียว  ทีนี้มาในที่ว่านี้ ในคืนวันที่ 10 นะ  พอวันที่ 11 ของในช่วงบ่ายประมาณสักบ่ายสองโมงนี่  ตามปกติตัวเองก็จะเดินจงกรมอยู่ใต้หอไตร  ทีนี้ตอนนั้นมันแดด  เราก็เอาผ้าตากแดดไว้  ทีนี้จะออกไปเก็บผ้าเข้ามา  พอไปเก็บผ้าเข้ามา  มันเกิดความรู้สึกสว่างว้าบขึ้นมา   แล้วมันมีคำคำหนึ่งที่เขาว่า   (โอปาติกะ) เกิดขึ้นในใจ  พั้วะขึ้นมา  คือสว่างในใจ  เบา เหมือนกับอะไรสักอย่างมันหลุดจากใจไป    จิตใจมันเบาที่หลวงพ่อบอกว่าน้ำหนัก 100 กิโลกรัมนี่ มันหลุดไปเท่านั้นเท่านี้ ที่หลวงพ่อพูดบ่อย ๆ มันเหมือนอย่างนั้น  เหมือนอย่างที่ท่านว่า  ตัวนั้นมันหลุดไปอย่างเหมือนกับเราแบกปูน 100 กิโลกรัม แล้วซัดทิ้งออกไป  แล้วมันเบาอย่างนั้น ซัดทิ้งลงไป   ความรู้สึกแต่วันนั้น วันที่ 11 บ่าย 2 โมงของวันที่ 11  พฤศจิกายน พ.ศ.2529 ความรู้สึกตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้นี่ มันเป็นมาอย่างนั้นตลอด  อารมณ์ตรงนั้นไม่เปลี่ยนแปลง  ก็เลยมาคุยให้หลวงพ่อฟัง   หลวงพ่อก็พูดถึงเรื่องวัตถุปรมัตถ์อาการให้ฟัง   การสอบอารมณ์อะไรต่าง ๆ        ทีนี้ในวิธีการของหลวงพ่อ  การสอบอารมณ์ แต่ละครั้งมันไม่เหมือนอย่างทุกวันนี้  ทุกวันนี้ เราไปสอบอารมณ์คือคุยกันเป็นส่วนใหญ่  แต่หลวงพ่อจะดูจังหวะ  จังหวะปรารภความเพียรของเราว่า  ความเพียรเราถึงช่วงไหน จิตใจเราเปลี่ยนเป็นอย่างไร แล้วท่านจะแตะจังหวะตรงนั้น มันจะได้จังหวะพอดี ๆ เข้ากับภาวะที่เปลี่ยน  จิตใจของเราที่เปลี่ยนไป     เพราะฉะนั้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2529  ตั้งแต่ปีนั้นเป็นต้นมาถึงปีนี้เป็นเวลา 15   16 ปีนี่ รู้สึกมั่นใจตรงนี้มาตลอด  *ตลอดเวลาตั้งแต่ปี 2520  ถึง 29  ก่อนที่มาถึงวันนั้นไม่เคยมั่นใจในวิธีการของหลวงพ่อ  ทำก็ทำไปอย่างนั้นแหละ เพราะมันไม่สัมผัส ถึงแม้ว่าจะเข้าใจ รู้จักรูปนามก็ตาม แต่ว่ามันจะถูกตัววิปัสสนูครอบงำเสียจนเราสับสนไปหมด  เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา จนมาสัมผัสอารมณ์ตรงนี้ก็  วิปัสสนู  จินตญาณ   วิปลาส   คิดว่ามันหายไปเลยนะ   มันไม่เข้ามาอีก  แต่ในช่วง 8    9 ปี มันจะเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา


ดังนั้นเองจะเห็นว่าในวิธีการปฏิบัติของหลวงพ่อนี่  มันเป็นเรื่องที่ต้องใช้    ความตั้งใจ  ความศรัทธาอย่างสูงมาก     ถ้าไม่อย่างนั้นมันไม่รอดมาขนาดนี้นะ   ไม่รอดถ้าไม่ใช้ความเพียรจริง ๆ  ทั้ง ๆ ที่หลวงพ่อก็ไม่ได้กระตุ้นให้เรา แต่ว่า   ท่านให้กำลังใจ   ท่านทำเราเหมือนกับพ่อจริง ๆ    วันหนึ่งขณะที่เดินจงกรมอยู่ที่วัดสนามใน  ช่วงนั้นเดินจงกรมกันหนักมากทุกวัน  วันหนึ่งก็เลยถาม  เข้าไปถามหลวงพ่อว่า     “ทำไมหลวงพ่อต้องทำมากขนาดนี้”     ก็เดินจงกรมทั้งวี่ทั้งวัน  ไปทำวิธีอื่นเขาทำกันชั่วโมง 2 ชั่วโมงเขาก็นั่งพัก  ทำโน่นทำนี่    อันนี้เดินจงกรมทั้งวัน สร้างจังหวะทั้งวัน   “หลวงพ่อทำไมทำมากเหลือเกิน”    ไปถามหลวงพ่อ  หลวงพ่อก็ถามว่า    เวลากิเลสมันจะเข้ามาสู่ใจของเรานี่มันบอกเราหรือเปล่าว่ามันจะมาเวลาไหน      “ไม่ได้บอกครับ”   เมื่อมันไม่บอกเราก็ต้องเตรียมตัวตลอดเวลา    การทำความเพียรคือการเตรียมตัวต้อนรับ  ถ้าเราไม่เตรียมตัวมันมาตอนไหนเราไม่รู้เราจะสู้มันได้อย่างไร  เหมือนกับทหารท่านว่า อยู่ป้อมคูประตูหอรบ  ระวังยาม ระวังพวกศัตรูตลอดเวลา  ถ้าหากเผลอศัตรูมันก็เข้า เหมือนกัน   เราปรารภความเพียรเพื่อที่จะเตรียมใจไว้ต่อสู้กับศัตรูของจิตที่มันมาตลอดเวลา  อันนี้คือคำตอบของท่าน  ซึ่งคำตอบของท่านแต่ละคำนี่ทำให้เกิดแรงบันดาลใจ  ทำให้เรามีกำลังใจ      ตั้งแต่นั้นมาก็รู้สึกว่าเบา แล้วก็ได้ไปมาหาสู่หลวงพ่อ  แต่จำพรรษากับท่าน คือเก็บอารมณ์กับท่านจริง ๆ คือปี 29  พอปี 30   อาตมาก็มาฝึกปฏิบัติต่ออยู่ที่วัดบ้าน(ปากช่อง)  อำเภอคอนสาร  แล้วก็มีหลวงพ่อจันทะไปอยู่ด้วย   พอปี 31 ก็มาอยู่ที่บ้านหนองผักหลอดก็มาทำสำนักอยู่ที่นั่น   จนถึงปี 34  พอปี 35 ก็ขึ้นไปอยู่ที่จังหวัดแพร่จนถึงปัจจุบัน ปี 45 อยู่แพร่ก็ได้10 ปี 


นั้นในวิธีการหลวงพ่อเทียนถ้าหากว่าเราไม่มีศรัทธาที่มั่นคง  ไม่มีจิตที่จริงจังตั้งใจแล้ว ค่อนข้างยาก  แต่สิ่งหนึ่งที่ต่างไปจากอาจารย์อื่นก็คือว่า    ท่านตามให้กำลังใจ    อาจารย์อื่นสอนแล้วก็แล้ว  ถ้าเราไปถามท่านก็บอก  ถ้าเราไม่มาถามเราก็ไม่มีอะไรกัน  แต่หลวงพ่อนั้นท่านรู้ว่าใครคนไหนเอาจริงเอาจังท่านจะตามให้กำลังใจตลอด  อันนี้คือลักษณะของหลวงพ่อที่ไม่เหมือนใคร  ไม่เหมือนอาจารย์องค์ไหน  ท่านรู้ว่าเราอยู่ที่ไหน  เราติดอารมณ์อะไรนี่   ท่านแกะนิดเดียวหลุดแล้ว   สำหรับในอาจารย์อื่น ยกตัวอย่าง เช่นอย่างอาตมาเคยไปปฏิบัติอานาปานสติอยู่สวนโมกข์  ทีนี้ทำอานาปาอยู่สวนโมกข์ในทุกปิดเทอมทุกแล้ง อาตมาจะไปอยู่ที่นั่นประมาณ 2 เดือนก็ทำ   อยู่ครั้งหนึ่ง นั่งปฏิบัติอยู่ มันออกจากนิวรณ์ไม่ได้ นั่งอยู่ที่ไหนก็ง่วง นั่งที่ไหนก็ง่วง  ก็เลยไปหาหลวงพ่อพุทธทาส  ก็ถามหลวงพ่อ  นิวรณ์ตัวนี้  ตัวง่วงผมจะออกได้อย่างไร  ท่านก็บอกว่า  ไปดูนะอานาปานสติ 16 ขั้น ผมอธิบายไว้หมดในหนังสือ ท่านไปเปิดดู  ว่าด้วยเรื่องของแก้ความง่วง  โอ๋  กว่าเราจะไปเปิดดูหนังสืออารมณ์นั้นก็ผ่านไปเสียแล้วใช่มั้ย    ตั้งแต่นั้นมาไม่เคยไปถามอารมณ์ท่านอีกเลย  เพราะไม่รู้ว่าหนังสือท่านอยู่ที่ไหน ท่านเขียนไว้ว่าอย่างไร    แทนที่ท่านจะจี้ขณะนั้น  ท่านไม่จี้เหมือนหลวงพ่อ   ท่านบอกไปดูหนังสือที่ท่านเขียนไว้     ก็เลยอันนี้คือลักษณะพิเศษของหลวงพ่อ  คือท่านรู้ว่าเราติดตรงไหน เป็นอย่างไร  แล้วท่านแก้ได้ทันทีอันนี้คือจุดเด่น  ว่าหลวงพ่อเทียนเด่นกว่าอาจารย์อื่นอย่างไร  เพราะตามแก้เราได้ถูกจุด  แล้วเราก็มีแรงใจ มีแรงบันดาลใจ  ในการปฏิบัติ 


ดังนั้นญาติโยมทั้งหลายในการศึกษาและวิธีการเจริญสติของหลวงพ่อเทียน   ถึงแม้ว่ามันจะไม่สวยไม่งาม  ถึงแม้ว่ามันจะไม่สง่า  เหมือนวิธีการอื่น   เราก็พอใจ   เพราะมันเป็นของจริง    เพราะมันเป็นของจริง    เหมือนกับ  เพชร   มันจะอยู่  แร้งจะคาบมา กาจะคาบมา  มันจะอยู่บนหัวคางคกก็ตาม  แต่ว่ามันเป็นของจริง   เราก็จะเอา  ดีกว่ามันเพชรเก๊ เพชรปลอมที่อยู่ในร้านที่สวยงาม  เราก็จะเอา  เพราะฉะนั้นเอง ในวิธีการของหลวงพ่อจึงเป็นวิธีที่เรียบง่าย แต่ลึกซึ้ง เรียบง่าย แต่ลึกซึ้ง ในแต่ละครั้ง    ดังนั้นก็อยากจะให้ญาติโยมนักปฏิบัติทุกคน   อย่าทำเล่น    ต้องเป็นคนจริงพอสมควร   ในวิธีการนี้เป็นคนเล่นไม่ได้    ต้องจริง    แต่คนไหนจะจริงกี่เปอร์เซ็นต์อันนั้นอยู่ที่ว่าลองพิสูจน์เสียก่อน    เราอาจมีความจริงมากก็ได้    แต่ถ้ามีความจริงน้อยก็ได้รับผลตามน้อย    มีความจริงปานกลาง   ก็ได้รับผลปานกลาง  ไม่ใช่ไม่ได้รับผลเลย   ได้รับผลตามความจริงใจ  ได้รับผลตามศรัทธา  แต่   คนไหนมีความจริงใจ อย่างสูงสุดคนนั้นก็ได้รับผลสูงสุดเหมือนกัน    เพราะฉะนั้นความจริงจังตั้งใจเรียกว่าสัจจะ เป็นสิ่งที่สำคัญ   ดังนั้นในวิธีการปฏิบัติแบบนี้  ถึงแม้เราจะยกมือไม่สวย    แล้ว ทุกวันนี้  ถึงจะเป็นอย่างไรอาตมาก็ยกอยู่อย่างนั้น   เพื่อ บูชาครู    บางคนบอกรู้แล้วเข้าใจแล้วไม่ต้องยกก็ได้   อาจารย์ระดับนี้แล้ว ไม่ต้องยก  ทำอย่างไรก็ได้ รู้สึกหมด  อาตมาไม่คิดอย่างนั้น  หลังจากนั้นอาตมาเข้าเก็บอารมณ์อยู่ทุก ๆ ปี  แล้วก็พาพระเข้าค่ายทุกปี ปีละ2 เดือน 3 เดือน  เข้าค่าย เรารู้เรื่องอันไหนจากใคร  ต้องทำอันนั้นไว้เพื่อบูชาท่าน   เพื่อทรงไว้ซึ่งธรรมะของท่าน    ไม่ใช่ว่าเรารู้แล้วไม่ต้องทำแล้ว อาตมาก็ยังพยายามสร้างจังหวะ ยกมือเหมือนกับคนปฏิบัติใหม่ เหมือนกัน  เพื่อรักษาวิธีการของท่าน  แล้วก็จะพยายามให้พระทุกองค์ที่มาปฏิบัติด้วยให้รักษา อย่าไปคิดว่าตัวเองรู้แล้ว  คิดอยู่เสมอว่าเรายังไม่รู้อะไร  คิดอย่างนี้มันจะ ปลอดภัย ยิ่งกว่าว่าเรารู้แล้ว   ถ้าเราคิดว่าเรารู้แล้วนี่  มันไม่ปลอดภัย  แต่เราคิดว่าเรายังไม่รู้  มันจะปลอดภัย เราจะไม่ประมาท  นะ     เราจะไม่ประมาท


เพราะฉะนั้นที่แพร่แสงเทียน**เราก็จัดแบบนั้นตลอด    ตอนเช้ามาตี 3 ครึ่งตื่น  แล้วก็ทำวัตรตี 4  นั่งปฏิบัติร่วมกันถึงตี 5       ตี  5 ถึง 6 โมงเช้าเดินจงกรม    6 โมงไปบิณฑบาตร  กลับมาฉันเช้าเสร็จ ถ้าฉันเร็วก็เสร็จ 10 โมง    พอ 11 โมงก็ลงมือปฏิบัติร่วมกันไปถึง 4 โมงเย็น    พอ  4 โมงเย็นก็ทำความสะอาดปัดกวาดวัดพัฒนาอะไร     6 โมงเย็นก็ปฏิบัติต่อ    6 โมงรับน้ำปานะ    6 โมงครึ่งทำวัตร  1 ทุ่มถึง 2 ทุ่มนั่งสร้างจังหวะ    2 ทุ่มถึง 3 ทุ่มเดินจงกรมร่วมกัน  ทำอย่างนี้ตลอด  ก็ไม่มีถ้าใครรับได้ก็รับ  ใครรับไม่ได้ก็ไป   แต่ว่าเรารักษามาตรฐานนี้ตลอด     เพราะฉะนั้นเองก็เลยเราก็เลยทำงานร่วมกันในลักษณะอย่างนี้    เมื่อออกพรรษาแล้วเราไปเข้าค่ายบ้าง  ออกพรรษาก่อนที่ญาติโยมจะลงมือค่ายปฏิบัติกันตอนเกี่ยวข้าวเกี่ยวน้ำ  เข้าค่ายปฏิบัติ  หรือก่อนเข้าพรรษา  หลังจากเปิดอบรมไปจนหมดฤดูกาลเดือนเมษายน  พฤษภาคม   มิถุนายนแล้วเราเข้าค่ายปฏิบัติกัน  เพราะฉะนั้นเราเลยตั้งกติกาไว้ว่า  ในหนึ่งปีนี่  เราจะปฏิบัติตัวเองเสีย 6 เดือน แล้วปฏิบัติต่อช่วยสังคมเสีย 6 เดือน   ครึ่งต่อครึ่ง  เราช่วยหมดไม่ได้    โดยเฉพาะผู้ใหม่ ต้องช่วยตัวเองก่อน     ถ้าเราช่วยตัวเองยังไม่ได้ไปช่วยผู้อื่นนี่ มันมีโอกาสพลาด  แต่การช่วยในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าต้องเข้าถึงธรรมะขั้นสูงสุดก่อนค่อยไปช่วย ไม่ใช่อย่างนั้น  เรารู้  5 เราก็ช่วย  5  เรารู้ 10 เราก็ช่วย 10  ไม่ใช่ว่ารู้ 5 ไปช่วย 10   รู้ 10 ไปช่วย 20 เราไม่รอด   ถ้าเรามี 5 ช่วย 5  หรือมี 10 ช่วย 5 เราก็ยังรอด  หรือมี 100 เราช่วย 50 เราก็ยังรอด  ถ้ามี 100 เราไปช่วย 200 เราไม่รอด  อันนี้คือวิธีการที่เราพยายามทำกัน 


ดังนั้นเองในช่วงหลัง ในสายงาน ถ้าเราออกมาช่วยสายงานกันมากในการจัดเข้าค่ายต่าง ๆ มี หลวงพ่อคำเขียน หลวงพ่อบุญธรรม  หลังจากที่หลวงพ่อมรณะแล้ว  เราก็เอาหลวงพ่อบุญธรรม  หลวงพ่อคำเขียนผู้เป็นพี่    มาเป็นพ่อแทนต่อไป   หมายความพี่ก็ทำหน้าที่แทนพ่อต่อไป   นั้นหลวงพ่อบุญธรรมท่านก็ทำหน้าที่นี้ต่อไป   เราก็สืบต่อกันมาอย่างนี้เรียกว่าแบบเถรวาท   เอาพระเถระเป็นหลัก หรือเรียกว่าอาจาริยาวาท  เอาพระอาจารย์เป็นหลัก   เราไม่ใช่ว่าจะทิ้ง  ไม่ใช่อย่างนั้น  ดังนั้นอยากจะบอกว่าใครก็ตามปฏิบัติบรรลุขั้นสูงสุดแล้วก็   ต้องทรงธรรมเอาไว้    คนไหนปฏิบัติได้ปานกลางก็ทรงธรรมเอาไว้   คนไหนเพิ่งเริ่มต้นก็ทรงธรรมเอาไว้    ทรงธรรมคือ   ทรงการปฏิบัติ เอาไว้    บอกว่าปฏิบัติมานานเหลือเกินพอแล้วแค่นี้  อย่าคิดอย่างนี้นะ  คิดอย่างนี้พลาดแน่     ดังนั้นเราจะเห็นว่าในวิธีการของหลวงพ่อเทียนนี่  คนเข้ามาศึกษาปฏิบัติเยอะ  แต่น้อยคนที่จะจับหลักได้    หลายคนที่พอเข้าปฏิบัติไปแล้วก็รับไม่ได้ก็ทิ้งไป    ระยะหนึ่ง 3 ปี 5 ปี 7 ปี  กลับมาอีกครั้งหนึ่งทีนี้   มาเอาจริงจัง   เอาจริงเอาจังขึ้น  บางคนออกไป 10 ปี กลับเข้ามาใหม่  หมายความว่าไปที่อื่นนี่ มันสัมผัสยาก ไม่เหมือนวิธีการของหลวงพ่อ  วิธีการหลวงพ่อสัมผัสง่าย  ไม่ต้องหลับตา   ไม่ต้องหลับตา   แต่ว่าเรื่องหลับตามันห้ามกันไม่ได้  เพราะกรรมฐานแบบหลับตามันสอนกันมาในประเทศไทยของเรามันหลายศตวรรษเหลือเกิน   มันอดไม่ได้ที่จะหลับตา  แล้วอาจารย์กรรมฐานในประเทศไทยเรา 99.9% สอนให้หลับตา  มีแต่ 1 % หลวงพ่อเทียนเราสอนให้ลืมตา เปอร์เซ็นต์เดียวมันสู้เขาไม่ได้  แต่ว่าหลับตาก็หลับตาให้เรียนรู้   อาตมา กว่าจะเลิกการหลับตาได้ใช้เวลาหลายปีเหลือเกิน  ใช้เวลาหลายปีเหลือเกิน  เพราะในวิธีการกรรมฐานแบบของหลวงพ่อเทียนแบบที่อาจารย์มหาบางกล่าวมาเมื่อวานเป็นวิธีแบบเซ็น  คือเซ็นสอนให้กำหนดเพ่งปัจจุบันอยู่เป็นประจำ  กำหนดเพ่งในปัจจุบัน  กำหนดอะไรเกิดขึ้นให้กำหนดรู้ในปัจจุบันคือฌาน  การเข้าฌานตลอดเวลา  เพราะฉะนั้นวิธีการอื่นต้องไปเข้าฌานตอนนั้นตอนนี้  แต่ในวิธีการหลวงพ่อเทียนเข้าฌานได้ตลอดเวลา  ทำงานอยู่ก็เข้าฌาน  คือเอากายกับใจมาอยู่ด้วยกันมันก็เป็นฌานแล้ว  ส่วนมันจะละเอียดมากละเอียดน้อยมันขึ้นอยู่กับตั้งใจ  คนไหนละเอียดมากก็ฌานขั้นสูง  คนไหนละเอียดน้อยหน่อยก็ฌานขั้น ต่ำลงมา   นี่เขาเรียกว่าเซ็น  ที่ว่ามันเกี่ยวข้องตรงนี้ได้ไงว่าอาจารย์ตักม้อหรืออาจารย์โพธิธรรมที่ไปเผยแพร่ในวิธีการของพระพุทธเจ้าที่ประเทศจีนนี่  ท่านบอกว่าท่านนั่งปฏิบัติแล้วมันง่วงเหลือเกิน กี่วันกี่วันก็ง่วง  ในที่สุดท่านก็เลยหงุดหงิด ท่านก็เลยเอามีดโกนมาเชือนหนังตาทิ้งเลย   เอาหนังตานี่ทิ้งไป  ปรากฏว่าหนังตาของโพธิธรรมมันกลายไปเป็นใบชา   ทุกวันนี้ประเทศจีนก็เลยขายใบชา   คนไหนกินน้ำชาแล้วมันจะไม่ง่วงว่างั้นนะ   อันเนื่องจากประวัติศาสตร์มาเกี่ยวข้องกันนะ   น้ำชานี่กินแล้วตามันตื่น  เอามาจากเปลือกตาของท่านโพธิธรรมนั่นแหละ    อันนี้จะจริงเท็จอย่างไรไม่รู้นะ   แต่ที่แน่ ๆ คือท่านโพธิธรรม มีแต่ลูกตาไม่มีหนังตา  แสดงว่าเชือนจริง ๆ


นั้นกรรมฐานนี่มันทำให้ชวนง่วง  ขนาดเรานั่งลืมตาอยู่มันยังจะหลับ มันยังจะง่วงอยู่เลย  แล้วหลับมันยิ่งไปกันใหญ่  เพราะฉะนั้นกรรมฐานที่ปฏิบัติมาในประเทศไทยไม่รู้กี่ศตวรรษ มันไม่ไปถึงไหน  ก็เพราะว่ามันไปติดตรงนี้  ไปติดนิวรณ์แค่ถีนมิทธะก็ไปไม่รอดแล้ว    อ้าวมันก็ไปติดแค่สุข  ติดแค่สงบ  เมื่อติดสุข ติดสงบแล้วมันก็ไม่พ้นตัววิปัสสนู  ไม่พ้นตัวจินตญาณ  ไม่พ้นตัววิปลาส   เมื่อไม่พ้นตรงนี้มันก็ไปสู่วิปัสสนาไม่ได้  เมื่อไปสู่วิปัสสนาไม่ได้ มันก็ไปปล่อย  ไปวาง ไปลด ไปละ ไปเลิกในอารมณ์ต่าง ๆ ไม่ได้   เพราะฉะนั้นเองญาติโยมทั้งหลายในวิธีการของหลวงพ่อเทียนนี่ กล้ารับประกัน ได้เลยว่า  เอาคอเป็นประกัน เอาหัวเป็นประกันได้ว่า  ใครมีความตั้งใจจริง  ตั้งใจอย่างจริงจังแล้วนี่  ไม่รู้ไม่มี   ต้องรู้   แต่จะรู้ช้ารู้ไวเท่านั้น   ขึ้นอยู่กับความตั้งใจ    เหมือนหลวงพ่อได้ให้กำลังใจอาตมาครั้งแรกว่า    น้ำที่จะกินมันมีอยู่แล้วในขวด  แต่คุณหาฝานี่เจอมั้ย   ฝาตัวนี้คืออะไร คือสติปัญญา   ถ้าหาฝานี้เจอ  อาตมาใช้เวลาเกือบ 10 ปี  กว่าจะหามันเจอ   แล้วเอามาปิดไว้   พอปิดไว้ทีนี้น้ำเราจะยกดื่มยกกินเมื่อไหร่ยกไปที่ไหนมันก็ไม่ออกแล้ว    หลังจากที่เราได้สัมผัสอารมณ์ตัวนี้  เราจะไปทำอะไร มันจะรู้จักรักษาตัวของมันเอง เพราะมันมี  สติ เป็นตัวรักษา   สติมาโน  สโตรักเข  เมื่อจะรักษาอะไรต้องให้มีสติ  ถ้าไม่มีสติรักษาอะไรไม่ได้   อันนี้ก็เหมือนกัน     เราจะรักษาใจของเราก็ต้องเจริญสติ   และตัวสติตัวนี้  เกิดขึ้นเบื้องต้นเราเรียกว่า ศีล    สติระดับที่ 2 เราเรียกว่าสมาธิ    สติระดับที่3  เราเรียกว่าปัญญา   สติระดับที่ 4 เราเรียกว่า ญาณ  สติระดับที่ 5 ญาณทัสสนะ  สติระดับที่ 6 เรียกว่า ญาณทัสสนวิมุตติ   แต่ในนามของสติมันเปลี่ยนชื่อไปเรื่อย ๆ  บางคนก็บอกว่า   หลวงพ่อสอนแต่เรื่อง สติๆ  คุณธรรมพุทธศาสนามีเยอะแยะทำไมไม่สอน   เคยถามหลวงพ่อเหมือนกันว่า  “ทำไมเราใช้คำเดียว”   หลวงพ่อบอกว่า   พูดเฉพาะสติคำเดียวนี่ มันก็ยังเอาไม่ถูกเลย    แล้วก็พูดไปเยอะแยะมากมายมันจะเอาถูกได้อย่างไร  เพราะฉะนั้นเราใช้คำน้อย ๆ  แต่ว่าให้มันกินความ  เหมือนเกลือนี่  เกลือนิดเดียวมันก็เป็นเกลือ  มากมันก็เป็นเกลือ  เราจะไปใช้อะไรหละ  เราไปใช้แกงถ้วยเดียวจะไปใช้เกลือกำมือหนึ่งไม่ได้   แกงถ้วยหนึ่งก็เกลือสมควรที่จะใช้เท่าไหร่  มันถึงจะพอดี   เราจะดองปลาร้าสักไหหนึ่ง   จะใช้เกลือหนึ่งกำมือมันก็ไม่ได้  มันก็ใส่ตามดีกรีของวัตถุดิบของมัน   ความคิดของเราคิดวันหนึ่งตั้งหลายชั่วโมง  จะมีสตินิดเดียวมันไม่ได้   มันไม่สมดุลกัน   เรามีความคิดมากเท่านี้  สติต้องใส่เข้าไปเท่านี้   เรามีปลาร้าไหหนึ่ง  ใส่เกลือไปกำมือหนึ่งมันป้องกันปลาร้าเน่าไม่ได้  ในเมื่อปลาร้าไหหนึ่ง  เกลือมันก็ต้องสมดุลกัน    เรามีความคิดปรุงแต่งเท่านี้   สติมันต้องมากเท่านี้มันถึงจะเอากันอยู่    ถ้าเราความคิดปรุงแต่งเยอะแยะ  สตินิดเดียว   มันเอากันไม่อยู่มันไม่สมดุลกัน   เพราะฉะนั้นคนไหนก็ตามรู้ว่าตัวเองมีความคิดมาก มีความปรุงแต่งมาก มีอารมณ์มาก   ต้องเจริญสติให้มาก     ไม่ใช่ทำเล็ก ๆ น้อย ๆ   มันเอากันไม่อยู่ เหมือนเกลือกับเนื้อ   


ดังนั้นเอง  แต่ว่าทำมากก็อีกนั่นแหละ   ถ้าทำไม่ถูก   ยิ่งมากก็ยิ่งเสีย   ยิ่งมากก็ยิ่งเสีย   ทำถูกทำอย่างไร   อันนี้คือปัญหาต่อไป    ปัญหาต่อไปที่เราจะต้องทำความเข้าใจตรงนี้ก่อน    ตามหลักสูตรท่านก็บอกว่า ทำถูกคือทำในกาย   เฝ้าดูกาย   เฝ้าดูเวทนา  เฝ้าดูจิต   เฝ้าดูธรรม     ตามดู ไม่ใช่เฝ้าดู     อนุปัสสนา   ตามดูกาย   อันนี้ว่าตามหลักสูตรทฤษฎีก่อนนะ    ที่พระพุทธเจ้าท่านว่าไว้หนะ  เดี๋ยวจะว่าทิ้งหลักของพระพุทธเจ้า   ตามดูกายให้ดูทั้ง  6  อย่าง ใช่มั้ย    1. ให้ดูลมหายใจ    2. ให้ดูอิริยาบท 4  ยืน เดิน นั่ง นอน   3.  ให้ดูอิริยาบทย่อย คู้ เหยียด  เคลื่อนไหว  สร้างจังหวะ  เดินจงกรม    4.  ให้ดูธาตุ 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ    5.  ให้ดูอาการ 32 ทั้งหมด ในตัวของเรา  6. ให้ดูอสุภ ความสกปรกของร่างกาย  อันนี้ดูทางกายท่านแยกออกเป็น 6 อย่าง ตามหลักของพระพุทธเจ้า เรียกว่าอะไร  เรียกว่า  (อนาปานปรรพะ  อิริยาบทปรรพะ   สัมปชัญญะปรรพะ จตุธาตุวัฒนปรรพะ)      อาการ 32   แล้วก็ (อสุภนวสี..)  ทั้ง 6 อย่างนี่  ทั้งหมด  ดูกายก็ดูให้ครบอย่างนี้   แต่ว่าดูลมหายใจในที่นี้ไม่จำเป็นต้องนั่งดูแบบพุทโธ  สัมมาอรหัง  หรือ ยุบหนอพองหนอนะ   หมายความว่าหายใจเข้า หายใจออกให้รู้เท่านั้นเอง   ไม่ต้องไปเพ่ง  แต่ให้มันรู้ทั้งหมด   เพราะว่าความรู้สึกตัวกับการเคลื่อนไหวทั้งตัวของเรานี่  มันมีตั้งร้อยอย่างพันอย่าง   เราจะไปเพ่งลมหายใจอย่างเดียวมันไม่ได้   มันไม่พอ   มันรู้สึกตรงไหนก็ดูตรงนั้น  แต่ลมหายใจก็เป็นกิ่งหนึ่ง  สมมติว่า  ต้นไม้ต้นนี้มันมีตั้งร้อยกิ่ง  ลมหายใจก็เป็นกิ่งหนึ่งเท่านั้นเอง   ตากิ่งหนึ่ง    อ้าปากก็กิ่งหนึ่ง   พูดก็กิ่งหนึ่ง    เหลียวซ้ายแลขวา  เป็นกิ่ง ๆ ๆ ไป   เราก็ต้องใช้ทุกอย่างหนะ    เพราะฉะนั้นเน้นแต่ลมหายใจอย่างเดียวมันไม่พอ    มันไม่พอ   เพราะฉะนั้นหลวงพ่อถึงใช้ทั้งหมดเลย  บังคับตา  อ้าปาก  หายใจ    เหลียวซ้ายแลขวา  ก้มเงย  หยิบจับ  จับฉวย  ก้าวหน้า  ถอยหลัง  ท่านใช้หมดเลย   เพราะฉะนั้นบางคนก็บอกหลวงพ่อไม่สนับสนุนลมหายใจ  ไม่ใช่   หลวงพ่อสนับสนุน  แต่  หายใจให้ถูก  กำหนดรู้ เฉย ๆ  มันรู้สึกอันไหนก็กำหนดรู้อันนั้น    อันไหนมันเด่นก็กำหนด รู้อันนั้น   บางครั้ง  เราขึ้นที่สูง ๆ  ลมหายใจมันเด่นก็ดูลมหายใจ  เวลาเราจะนอน  เราก็ดูลมหายใจก็ได้    แต่ว่าในลักษณะที่เรานั่งอยู่อย่างนี้นี่  มันมีอย่างอื่น เวทนาขณะนี้  รู้สึกอบอ้าวมีมั้ย  มี  ก็ดูมัน    รู้สึกเย็นมีมั้ย  รู้สึกปวดเมื่อยมีมั้ย  ก็ดู   ขณะนี้นั่งมาแล้วเป็นชั่วโมงมันเมื่อยขา  มันเหน็บกินขา  มันปวดเอว  ก็ดูมัน  แก้ไขได้ก็แก้ไป   แก้ไขไม่ได้ก็กำหนดรู้ไป    นี่ให้ดูอย่างนี้เรียกดูเวทนา   แล้วขณะที่นั่งฟังอยู่นี้  จิตคิดเตลิดออกไปข้างนอกหรือเปล่า   ถ้ามันคิดเตลิดออกไปข้างนอก  ก็ดูมันว่ามันคิดเรื่องอะไร   นี่ก็ดูจิตอีกแล้ว    หรือบางทีเรื่องที่คิดไปแล้ว  เอะเมื่อกี๊มันคิดเรื่องอะไร  เรื่องดีหรือไม่ดี ดูธรรม   ดู   อันไหนมันชัดให้ดูอันนั้นหนะ    เหมือนอาตมาจะนั่งอย่างนี้จะดูเสา ทั้ง 4 ต้นนี่นะ  อาตมาจะดูอะไร  ดูนาฬิกาก็ให้ดูเสานี้   ถ้าจะดูพัดลมดูเสานั้น  ดูต้นนั้นมันขาวก็ดูเสานั้น   เราจะดูเรื่องอะไรของอันไหน  ให้ดูต้นนั้น  เสาต้นนั้นมันมีอะไรชัดเราก็ดูอันนั้น   เหมือนกัน ในกาย   เวทนา   จิต  ธรรม  นี่  อันไหนมันชัดก็ให้ดูอันนั้น   ถ้าเรานั่งตรงนี้ ตะคริวมันจับ  เราก็มาดูแต่ใจ ตะคริวตรงนี้ไม่ดู   มันก็ไม่ถูกที่   เพราะขณะนี้ตะคริวมันจับ มันปวดขา  ก็ต้องมาแก้ตรงนี้ก่อน  มาดูตรงนี้ก่อน  ขณะนี้เรานั่ง  มันง่วง  เราไปดูแต่ตัวรู้สึกอย่างอื่น  ตัวง่วงไม่รู้  แต่ขณะนั้นความง่วงมันมากกว่าก็ต้องดูที่ง่วง ต้องแก้ที่ง่วงก่อน  บางคนนั่งสัปหงก สับแล้วสับอีก ไม่รู้จุดที่ดู   ก็ง่วงอยู่อย่างนั้น   นี่เรียกว่าไม่รู้จักจุดดู    มันก็เลยช้า   นี่เขาเรียกมันไม่ถูกตรงนี้ นะ


ดังนั้นญาติโยมทั้งหลาย   การปฏิบัติในวิธีการอันนี้  เรา ต้องเน้นที่   ความถูกต้อง  ไม่ใช่เน้นที่    มากหรือน้อย  ว่าที่ทำมันถูกหรือไม่ถูก    แต่ถ้ามันถูกต้องแล้ว  น้อยก็ดี  มากก็ได้  น้อยก็ได้  มากก็ได้     แต่ถ้ามันไม่ถูกต้อง  จะมากก็ไม่ดี  จะน้อยก็ไม่ดี   เพราะฉะนั้นต้องเน้นที่ความถูกต้องด้วยนะ    ดังนั้นอาตมาก็เลยตั้งสโลแกนไว้ว่า    จริงจัง   ตั้งใจ   ต่อเนื่อง และ. ถูกต้อง    จริงจัง   ตั้งใจเท่ากับศรัทธา และวิริยะ   ต่อเนื่องก็คือสติ สมาธิ  และ ถูกต้องก็คือปัญญา   เพราะฉะนั้นอินทรีย์ 5  ก็   จริงจัง   ตั้งใจ   ต่อเนื่อง . ถูกต้อง     ตั้งเป็นสโลแกนเอาไว้  ก็คืออินทรีย์ 5 นั้นเอง   ดังนั้นเองในการปฏิบัตินี่เราก็รู้หลักทั้งที่วิธีการของหลวงพ่อเทียน ทั้งวิธีการของพระพุทธเจ้าท่านสอนว่าอย่างไร   โดยฉะเพราะอย่างยิ่ง  หลักมหาสติปัฏฐานสูตร   นี่ในแพร่แสงเทียนเราทำเป็นหนังสือสวดมนต์เลย  สวดทุกวัน   สวดมหาสติปัฏฐานสูตร  เพราะฉะนั้นสวดมนต์ในสายงานเรานี่   ปีนี้ว่าจะพิมพ์แจกอยู่นะ    พิมพ์แจกอยู่  พิมพ์ตั้ง หลาย ๆ พันเล่มอยู่    แต่ว่าแจกก็ต้องช่วยค่าพิมพ์บ้าง เท่านั้นเอง   คือให้สวดมหาสติปัฏฐานสูตรได้  เพราะอะไร  เราก้าวเข้าไปสู่โลกสมัยใหม่   ก้าวเข้าไปสู่โลกวิชาการ   ถ้าหากเราไปพูดแบบลอย ๆ ไม่มีหลัก ไม่มีเกณฑ์  บางที เขารับไม่ได้    เราต้องมีหลักตรงนี้เข้าไป     หลักบาลีเราก็ได้    เอาหลักคำสอนที่พระไตรปิฎกก็ใส่เข้าไป  ใน วิธีการของหลวงพ่อเทียนเราจะพูดอย่างไรให้มันสมดุลกัน สอดคล้องกัน  ใช้เข้าไป เขาก็รับได้   บางทีเราไปพูดแต่หลักการเคลื่อนไหว  โดยที่ไม่มีหลักอันนี้ประกันเขาก็รับไม่ได้เหมือนกันคนสมัยใหม่  เพราะเดี๋ยวนี้ศรัทธาคนมันตก  เพราะพระเราไปทำเรื่องราวไว้เยอะ    เพราะฉะนั้นการพูดธรรมะ บางทีคนที่มีวิทยาการ มีทฤษฎีความรู้มาก ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้เข้าไปช่วยมันก็รับไม่ได้หนะ


ดังนั้นเอง  ก็อยากจะให้ เราทั้งหลายคำนึงถึงความถูกต้อง   ไม่ใช่ว่าทำไปเถอะ  เดี๋ยวมันก็ดีเอง    ไม่ได้นะ    ต้องรู้ว่ามันถูกต้องหรือเปล่า   ความจริงจัง ตั้งใจเรามีมั้ย  อันดับแรก  ถ้ามันจริงจัง ตั้งใจ ความต่อเนื่องเราพอมั้ย   ความต่อเนื่องในที่นี้ไม่ได้หมายถึงว่านั่งสร้างจังหวะ เดินจงกรมทั้งวันนะ    ไม่ใช่อย่างนั้น คำว่าต่อเนื่องในที่นี้หมายความว่า    เราอยู่ที่ตรงนี้  เราจะลุกไปที่อื่น  กำหนดรู้ต่อไป  เราจะไปล้างถ้วย  เราจะไปตำน้ำพริก  เราจะไปถูพื้น  ไปกวาดขยะ  กำหนดรู้ต่อไป   นี้คือต่อเนื่อง  รู้ต่อเนื่องคือรู้อย่างนี้    ไม่ว่าเราจะลุกไปทำอะไร  ตอนที่นั่งอยู่นี้  โอ๋นั่งสร้างจังหวะกันจริง 3 ชั่วโมง  5   ชั่วโมง  พอลุกจากไปที่นี่ ไปนั่งคุยกันต่อ    ความต่อเนื่องขาดไปแล้ว  ต้องกำหนดต่อไป  ถ้าหากไม่มีงานอะไรจะทำก็นั่งปฏิบัติต่อไป   ถ้ามีงานที่จะทำ  จะหยิบจับ  จับฉวย  จะกวาดอะไรก็กำหนดต่อไป    ถ้าไปนั่งคุยกันมันหมดแล้ว  ความต่อเนื่องมันหายไปแล้ว     มันก็ไปอยู่แต่เรื่องคุย   ไม่ได้อยู่เรื่องความรู้สึกตัว   ตรงนี้ต้องระวัง  นะ


ดังนั้นญาติโยมทั้งหลาย   ก็อยากจะบอกว่าในวิธีการของหลวงพ่อเทียนนั้น  เป็นวิธีที่   เหมาะ  สำหรับทุกทุกคน  บางคนว่าเออ สำหรับวิธีการอันนี้ เหมาะสำหรับคนจริตนี้เท่านั้น   ผมทำไม่ได้เพราะไม่ถูกจริต   อันนั้นกิเลสมันพูด  ไม่ใช่คนพูด  กิเลสมันพูดเอาตามใจตัว   ถ้าถามว่า ข้าวนี่  มันเหมาะกับคนจริตไหนบ้าง  ข้าวมันเหมาะ  คนทุกจริต   ไม่ว่าจะเป็นอะไร  ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่หรือ เด็ก  เหมือนกันกรรมฐานมันเหมือนกับข้าว  เป็นอาหารใจ  แต่ว่าเราจะกินอย่างไร    จะกินอย่างไร   บางครั้งอาตมาก็เปรียบเสมือนว่า  การยกมือนี้มันเหมือนเครื่องมือ  เวลาจะกินก๋วยเตี๋ยว กินข้าวต้องมีช้อน   หรือต้องมีตะเกียบ   เราต้องมาฝึกใช้ ให้มันได้  เหมือนกัน เราจะป้อนอาหารสติเข้าสู่ใจนี่  ก็ต้องมีตัวนี้เป็นเครื่องมือ  ป้อนเข้าไป   สร้างจังหวะนี้ป้อนเข้าไป    ดังนั้นเราไม่ต้องตะขิดตะขวงใจ   ไม่ต้องอายใครในการที่จะยกมือสร้างจังหวะ   แต่ก็ดูกาละเทศะ    ว่ากาละเทศะอย่างไร  คนรับได้ กาละเทศะอย่างไร  คนรับไม่ได้  เราก็อนุเคราะห์ตรงนั้นหน่อย    ถ้าเขายังรับไม่ได้  เราก็ยังไม่ต้องไปทำให้เขาเห็น   แต่ว่าเราก็ต้องบอกเขา ว่า  ถ้าเราจะทำเราก็ต้องบอกเขา  ทำอย่างนี้เป็นการเจริญสตินะ   ทำเจริญสติให้มาก  แต่บางแห่งบางคนนี่  จะไปนั่งสร้างจังหวะในสำนักที่เขาทำพุทโธ  เขาก็ไม่ยอม    บางแห่งเราจะไปนั่ง  สร้างจังหวะในสำนักที่เขาสอนหนอ เขาก็ไม่ยอม  เราก็ไปอยู่ในสำนักที่เขาปฏิบัติแบบเดียวกัน    มีพระเราหลายรูปปฏิบัติได้เพียงต้น ๆ เล็ก ๆ  หน่อย ๆ  ก็ไปอยู่ร่วมกับเขา    ปรากฏว่าเขากลืนไปเลย  ไปสู้เขาไม่ได้   เพราะนั่งหลับตาเขาทำมาหลายศตวรรษแล้วนี่   เราไปนั่งยกมือเขาก็กลืนไปเลย  ถ้าเราไม่เข้มแข็งจริง    เพราะฉะนั้น  ในวิธีการเคลื่อนไหว นี้เพื่ออะไร   เราชี้แจงเขาได้     เพื่อ  พัฒนาสติ  ให้มันมาก    สติมันมากขึ้นแล้วมันจะกลายเป็นศีล  เป็นสมาธิ  เป็นปัญญา  เป็นวิมุต  เป็นวิมุตญาณทัสสนะ  ขึ้นไปตามลำดับ    มันไม่ใช่อยู่แค่นั้นหรอก    สมมติว่าเราปลูกต้นมะม่วง  วันนี้เราเรียกว่ามันเป็นเมล็ดมะม่วง   แต่ในเดือนต่อไป  ไม่ใช่แล้ว  มันเป็นต้นมะม่วง เป็นหน่อมะม่วง    เดือนต่อไปมันเป็นกิ่งมะม่วง   เดือนต่อไปมันเป็นลูกมะม่วง  ปีต่อไปมันเป็นลูกมะม่วงขึ้นมา     ไปจากเมล็ดอันเดียวนั่นแหละ     วันนี้มันเป็นสติ   วันต่อไปมันจะเป็นศีล เป็นสมาธิ เป็นปัญญา เป็นหิริ เป็นโอตตัปปะ  เป็นขันติอะไรก็ว่าไป    มันเจริญงอกงามไปเรื่อย ๆ   แต่ต้องรักษาตัวของมันไว้    ตัวสตินี่มันเป็นเมล็ดพืชพันธุ์นะ   ไม่ใช่ว่าโอ  สอนแต่ สติ ๆ  ไม่เห็นว่ามันจะเอาคุณธรรมอื่นมาสอน   แต่คุณธรรมตัวนี้ ถ้าหากว่าเราทำอย่างถูกต้องแล้วมันแตกกิ่งก้านสาขาไปเป็นแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ได้ทั้งหมดเลย   แต่เราต้องทำให้มันถูกเท่านั้นเอง     ดังนั้นญาติโยมทั้งหลาย การที่เราทั้งหลายนี้ได้มาปฏิบัติเพื่อเป็นมรณานุสรณ์ หรือเป็นอาจาริยานุสรณ์  มากันทุกปีนี่  เราก็ได้ส่วนบุญส่วนกุศลอันนี้   แล้วก็ที่สำคัญที่สุดก็คือ  การเจริญสติแบบหลวงพ่อเทียน    ได้สติง่าย  แต่มันไปเสียตรงไหน  ไปเสียตอน  รักษาไม่เป็น  ไปเสียตอน ใช้ไม่เป็น 
(จบตอนที่  2) 

*พระอาจารย์มหาดิเรกกล่าวไว้ในหนังสือ สติ เคล็ดลับมองด้านใน เล่มที่ 1 พิมพ์ครั้งที่ 3  หน้า 25 ว่า  “แต่ความจริงมารู้จักหลวงพ่อเทียนตั้งแต่ปี 2520  ตอนนั้นยังไม่ศรัทธาท่านอย่างเต็มที่  เพราะท่านเป็นพระหลวงตาธรรมดา  ไม่รู้จักปริยัติ  เขียนหนังสือไทยไม่ได้  พูดภาษาไทยไม่ชัด  สื่อความหมายภาษาไทยไม่น่าดึงดูดใจ และท่านเฉยเมยอย่างเด็ดขาดน่ากลัว  จึงยังไม่ปฏิบัติตามท่าน  แต่ก็ทำบ้าง  ไม่จริงจังอะไร  ต่อมาเมื่อมาถึงปี 2529  จึงตัดสินใจเข้าจำพรรษา  และเก็บอารมณ์กับท่านอย่างเต็มอกเต็มใจ  และก็หมดปัญหาชีวิตมาตั้งแต่บัดนั้นจนถึงปัจจุบัน  ความจริงกว่าตนเองจะมารู้จริง  ไม่ใช่เวลาเพียง 101 วัน  แต่เป็นเวลาเกือบ  8  ปี”

**เคยไปปฏิบัติที่วัดโสมพนัส ซึ่งเป็นวัดที่ปฏิบัติแนวเดียวกับแพร่แสงเทียน  กำหนดการเป็นอย่างที่ท่านพระอาจารย์มหาดิเรกกล่าวไว้จริง ๆ  ตื่นตี 3 กว่า  ฝึกไปจนถึง 3 ทุ่มทุกวัน   กลางวันห้ามนอนทั้งพระทั้งฆราวาส   ท่านที่ต้องการฝึกฝนตนต่อสู้กับกิเลสอย่างเข้มงวดไปทดลองฝึกได้

 จากคุณ : พรรณี [ 8 ม.ค. 2546 / 19:07:49 น. ]
     [ IP Address : 202.12.97.19 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (คนไกลวัด)

อนุโมทนา สาธุค่ะ _/|\_

คุณพรรณีมีความเพียรในการพิมพ์จริง ๆ  ดิฉันได้ยินชื่อ พระมหาดิเรก  พุทธยานันโท ผู้ทำการบันทึกเทปของหลวงพ่อเทียนลงในซีดีมาตลอด  เลยได้รู้จักท่านคราวนี้เอง
เอ...  ดิฉันเริ่มสังเกตเห็นว่า  ถ้าดิฉันอยาก รู้จักใคร อ่านหนังสือเล่มไหน ฟังเทศน์ขององค์ใด  จะสมปรารถนาทันตาทันใจเสมอ  อนิสงส์จากการมีกัลยณมิตรกระมังคะ   

 จากคุณ : คนไกลวัด [ 8 ม.ค. 2546 / 23:58:17 น. ]
     [ IP Address : 12.87.154.76 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (0009)

วัดท่านพระอาจารย์สุริยา เคยไปครั้งหนึ่งเมื่อ 3-4 ปีที่แล้วเป็นวัดเก่าอยู่บนภูเพ็ก
เตี้ย ตอนนั้นท่านอยู่รูปเดียว  ท่านสนใจคนที่ปฏิบัติมาก สอบอารมณ์ ทุกวัน
เมื่อสองวันที่แล้วได้พบพระจากวัดท่าน กำลังไปช่วยงานระดมธรรมที่ระยอง
ท่านบอกว่าวันที่4-11  เมย 46 มีงานปฏิบัติธรรมที่วัดโสมนัส หรือท่นใดอยากไปวันปกติก็ได้ ท่านสนใจคนปฏิบัติจริงๆ

 จากคุณ : 0009 [ 9 ม.ค. 2546 / 11:08:40 น. ]
     [ IP Address : 202.129.21.14 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (น.ศ. (สาธุ))

สาธุ  _/|\_
ผู้ประพฤติธรรม อยู่เป็นสุข และเกื้อกูล ให้ผู้อื่นได้รับสุขด้วย (ที่ไม่เผาลน)

 จากคุณ : น.ศ. (สาธุ) [ 10 ม.ค. 2546 / 01:14:00 น. ]
     [ IP Address : 202.183.179.169 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (พรรณี )

ตอนที่ 3    ก่อนอื่น  ขอแก้คำผิดของตอนที่ 1  บันทัดสุดท้าย  สวิท  แก้เป็น  สวิตช์ น. อุปกรณ์ไฟฟ้าชนิดหนึ่ง ใช้สำหรับปิดเปิด หรือเปลี่ยนวงจรไฟฟ้า  จาก พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถานพ.ศ.2525

@ทำอะไรไปแล้วไม่กำหนด ตามสัญชาติญาณ   ตามความเคยชิน   ยิ่งใช้ยิ่งหมด  สติหามาเท่าไหร่หมดเท่านั้น   บางคนเจริญสติมาเป็นสิบ ๆ ปี ไม่มีเหลือ  เพราะ รักษาไม่เป็น  บริหารไม่เป็น   เหมือนกับคนจน  จนไปตลอดชาติเหมือนกัน     ไม่เคยเห็นเงินแสนเงินล้านกับเขา  แต่ คนที่มันจะรวยมันบริหารเป็น    อายุไม่เท่าไหร่มันเป็นเศรษฐีแล้ว   เหมือนกัน   ถ้าเราเจริญสติ เราเจริญเป็นแล้วต้องเรียนรู้วิธีรักษาสติด้วย    ต้องเรียนรู้บริหารสติด้วยว่า   จะทำอย่างไรให้มันเพิ่มขึ้น   ต้องเรียนรู้ด้วย    เพราะฉะนั้นเองเราสอนยกมือสร้างจังหวะ  แต่เวลาจะนำไปใช้ เราไม่ค่อยเน้นกัน    แต่ที่วัดอาตมามักจะใช้ตัวนี้เสมอ   เวลาเห็นใครทำงานแบบขาดสตินี่   เราจะบอกให้หยุดทันที  อย่าทำต่อไป    ทำไปก็เสียสติ    เมื่อคุณเสียสติแล้วงานก็เสีย   ของก็เสีย   เราดูกันตรงนี้เลยนะ   ถ้าคนไหนทำงานแบบขาดสติ   พูดแบบขาดสติ  เพ้อเจ้อเลือนลอยเราก็บอก หยุด อย่าทำ   คุณเสีย  เสียอะไร  เสียสติ   คุณเจริญสติมา เก็บอารมณ์มาตั้ง 15 วัน  คุณมาใช้มันแค่นี้   มันไม่คุ้มกัน   คุณอดตาหลับขับตานอน กินข้าวกินน้ำหมดไปเท่าไหร่  แล้วคุณมาใช้สติตรงนี้    มันไม่ถูก    บางทีเราก็ว่ากันแรง ๆ    เพื่อให้ได้สติ   ถ้าไม่ทำขนาดนั้นกิเลสมันไม่กลัว   ถ้าไม่ว่ากันขนาดนั้น


เพราะฉะนั้นเราต้องช่วยกันรักษาซึ่งกันและกันด้วย  ว่าเราเห็นคนไหนทำอะไรกำลังเผลอ  กำลังขาดสติ   ช่วยเตือน ช่วยบอก  ว่าตรงนี้มันกำลังขาดสตินะ   อย่าทำต่อเลย   เราต้องรักษาซึ่งกันและกันในฐานะที่เราเป็น ลูกหลวงพ่อเทียน  เราเป็นพี่น้องกัน  ที่หลวงพ่อคำเขียนท่านได้นำปฏิญาณเมื่อคืน   เราจงจำตรงนี้ให้ดี  เราเป็นพี่น้องกันต้องช่วยเหลือกัน   พี่น้องในฐานะ  ญาติธรรม    เพราะญาติธรรมมันลึกซึ้งกว่าญาติสายโลหิต    เพราะญาติสายโลหิตบางทีเกิดคลานตามกันมาฆ่ากันตายก็มี   เมื่อแบ่งสมบัติไม่เท่ากัน   ใช่มั้ย   แต่ญาติธรรมนั้นเราไปเจอกันที่ไหน บ้านไหนนี่  เข้ากันได้อย่างสนิท  มันแปลก ตรงนี้  เพราะเรามีธรรมเป็นสื่อกัน     ดังนั้นเอง  แต่ถ้าหากเราปฏิบัติธรรมไม่ถูก  บางทีมันก็ไม่ถูกกัน  ก็มี  ก็อยากจะให้พวกเราทั้งหลาย  ได้มีการพัฒนาตัวเองในการรักษาสติ  ในการเก็บสติให้ได้    ไม่เช่นนั้นแล้วนี่วิธีการหลวงพ่อเทียนก็จะร่อยหลอลงไปเรื่อย ๆ   ในรุ่นครูบาอาจารย์รุ่นนี้ก็อยู่ในระดับนี้   รุ่นต่อไป ก็ตกไปเรื่อย ๆ  แล้วไม่กี่สิบปีข้างหน้าก็หมดไป


ดังนั้นทุกปีคณะครูบาอาจารย์ท่านก็เลยมาประชุมกัน  อย่างวันพรุ่งนี้ครูบาอาจารย์มาหลายที่เพื่อมาประชุมกันว่า  สายงานของเรามันจะเจริญ ก้าวหน้าด้วยวิธีใด   ก็มาปรึกษาหารือกัน    แล้วในปีนี้  ก็คณะครูบาอาจารย์มากันเกือบจะพร้อมหน้าพร้อมตา  เพราะ เราเห็นวิกฤตการณ์ของโลก  ว่ามันกำลังเดือดร้อน  ถ้าเราไม่จับมือให้มั่นคงนี่   วิธีการของหลวงพ่อเทียนก็อาจจะดับสลายหายไปกับวิกฤตการณ์ของโลกด้วย   เพราะฉะนั้นโลกยิ่ง วิกฤตการณ์มากขึ้นเท่าไร เราก็จะต้องรักษาแสงเทียนไม่ให้มันดับ   ต้องคอยป้องไม่ให้พายุแห่งปัญหาทั้งหลายมาดับเทียนของเรา  นั้นหมายความว่า  แต่ละคนต้องมุ่งมั่นการปฏิบัติ  และในขณะเดียวกันครูบาอาจารย์ของเราผู้ที่ปฏิบัติมาแล้ว  เข้าใจอะไรเป็นอะไรแล้ว  ก็มาร่วมมือกัน  สร้าง  วิธีการทำงานที่จะให้รักษาวิธีการปฏิบัติให้มันก้าวหน้าไปได้อย่างไร   มาช่วยกัน  ร่วมไม้ร่วมมือ  ร่วมสติปัญญา กัน  ซึ่งในปีนี้   เราก็มีความหวัง  มีความภูมิใจว่า  พระเถระระดับพระสังฆาธิการ และเป็นพระเถระระดับเจ้าคุณเข้ามาร่วมในสายงาน   ซึ่งความจริงท่านก็มาร่วมเราหลายปีแล้ว  แต่ท่านไม่ปรากฏตัว   ท่านก็ดูเราอยู่    จนกระทั่งท่านเห็นว่าเราเข้มแข็งมั่นคงท่านก็มาร่วมปีนี้    แต่ความจริงท่านไปเก็บอารมณ์กับอาตมาตั้งแต่ปี  39  แล้ว ปี 38  39 ท่านมาจนปัจจุบันนี้ท่านก็ปฏิบัติอยู่


ดังนั้นเองเราจะเห็นได้ว่า   วิธีการหลวงพ่อเทียนนั้น หลายคนเริ่มเห็นแสงสว่างว่าวิธีการนี้ไม่เหลวไหลแน่นอน   ไม่ใช่ของเหลวไหลแน่นอน   เพราะอาตมาเองนั้น เมื่อปี 40 นี่ ได้เดินทางไปอเมริกา   ก็เอาธงหลวงพ่อเทียนไปปักอยู่ที่แผ่นดินอเมริกา   ญาติโยมสร้างวัดถวายที่นั่น   ซึ่งก่อนหน้านั้น ครูบาอาจารย์ท่านไปเผยแพร่อยู่ทางนิวยอร์ค เป็น สิบ ๆ ปีแล้ว   แต่ว่ายังไม่มั่นคง   แต่นี้มั่นคงแน่นอนแล้ว   อยู่ที่ลาสเวกัส  เนวาด้า  ไปที่ตรงนั้น    ก็ให้อาจารย์ดารักษาแทนอยู่ตรงนี้      อาจารย์ดา  สมาคโต  ช่วงหลัง ๆ นี้อาจารย์ดาจะหายไปจากวงการ  ก็นิมนต์ท่านทำงานต่ออยู่ทางโน้น   สำหรับอาตมานั้นงานทางนี้เยอะก็เลยว่าต้องมาทำตรงนี้ก่อน   ก็อยากจะให้ญาติโยมทั้งหลายนั้น ตั้งใจทำกันจริงกันจัง   ถ้าหากว่าพวกฝรั่งทั้งหลายมันจริงจัง  วันหนึ่งถ้าเขาปฏิบัติเข้าใจแน่นอนแล้วนี่  เขาก็จะมาเปิดคอร์ส เพราะฝรั่งมันดูอะไรเป็นธุรกิจหมด    เขาก็จะมาเปิดคอร์ส อบรมพวกเรา   คอร์ส  ละ 30 เหรียญ  50  เหรียญ  คอร์ส ละพันบาท  สองพันบาท  ตอนที่นี่พระเราเปิดให้ ฟรี ๆ นี่ไม่เอา ต้องไปเข้าคอร์ส  3 พัน  5 พัน  คงจะเอาอย่างนั้น  พวกเราบางคนนะหนะ    เพราะ ถ้าไม่ได้เสียเงินเสียก่อนมันไม่มีค่า  กรรมฐานนะต้องได้เสียเงินเสียก่อน   ดังนั้นเองพวกเราต้องรีบปฏิบัติ   เพราะว่าทางอเมริกาเดี๋ยวนี้ตั้ง 10 กว่ารัฐที่อาตมาไปเผยแพร่มา   ไม่ว่าที่เป็น เนวาด้า  เป็นซานฟราน  นิวยอร์ค  แคริฟอร์เนีย  เวอจิเนีย  ไปทางตะวันตก  อเมริกาทั้งหมดมัน 50 กว่ารัฐ   วิธีการของหลวงพ่อเทียนอย่างน้อยขยายไปแล้วประมาณ 10 รัฐ   ขยายไป  โดยเฉพาะคนลาว   รับได้ไว  ที่พาปฏิบัติ คนลาวรับได้ไว   แต่ถ้าเป็นนิวยอร์คพวกฝรั่งกับคนจีน   ซึ่งในปีก่อนอาตมาไปอยู่ที่นั่นก็ปรากฏว่าเจอคนไทยอยู่คนเดียว   นอกนั้นเป็นคนจีน  คนฝรั่งทั้งหมดที่เข้ามาปฏิบัติ


ปฏิบัติอย่างไร เดือนหนึ่งนี่ เขาจะวันเสาร์อาทิตย์นี่เขาจะมาฟังธรรม  วันเสาร์จะมา Retreat   1 วัน  เข้าปฏิบัติ 1 วัน  วันอาทิตย์เขาจะมาฟังธรรม  ฟังบรรยาย    แล้วต้นเดือนวันที่ 1 ถึงวันที่  10 เข้าคอร์ส  10 วัน     และในคอร์สหนึ่งเก็บเท่าไรรู้มั้ย    วันละ  25 เหรียญ   แล้วข้าวไปซื้อกินต่างหาก    เขาเก็บที่วัดจงเหยียนนะ    วัน 25 เหรียญ 10 วัน ตกเท่าไร   250  เหรียญ  250 เหรียญเป็นเงินไทยเท่าไรเดี๋ยวนี้    เป็นหมื่น   เพราะฉะนั้นเองในวิธีการอันนี้ที่คฤหัสถ์เขาไปทำเข้มแข็งมากที่สุดก็ที่เซนหลุยส์  อาจารย์หมอคงศักดิ์  ตันไพจิตร   นั้นเปิดอบรมทุกวันเสาร์    อาตมาก็ไปแวะที่นั่นดังนั้นเองพวกเราทั้งหลาย อย่าประมาท   เพราะเดี๋ยวนี้พวกฝรั่งเขาศึกษาจริงจัง   เพราะเขาทำแบบหลับตามาหลายศตวรรษเหมือนเราเหมือนกัน  แต่ว่ามันไม่ปรากฏผลชัดเจน  หลังจากเขามานั่งสร้างจังหวะแบบเรานี่  แค่ 3 วัน  7  วัน  เขาได้ผลแล้วนำไปใช้ตามที่อาตมาได้พาฝึก   ปรากฏว่าพวกฝรั่งนี่ถ้าสมมติว่าจะนั่ง  3 ชั่วโมงนี้เขาไม่กระดิกเลยนะ   ทำอยู่อย่างนั้น   ที่เราบอก    “แม่ออกนั่งอยู่นี่เด้อ”   กลับมาไม่เจอแล้ว    แม่ออกเราไปไหนก็ไม่รู้นะ    ฝรั่งไม่บอกหยุดไม่หยุด  เดินจงกรม  เอ้าตรงนี่ชั่วโมงก็ชั่วโมงหนึ่งนะ   เพราะฉะนั้นเองในจุดนี้เราประมาทไม่ได้แล้ว  ถ้าหากว่าพวกฝรั่งเขาจับหลักจุดนี้ได้ก็จะไปเจริญทางอเมริกา


ทำไมในบ้านเราจึงเผยแพร่ยากเพราะว่ากรรมฐานหมวดเดี๋ยวกันคือ สติปัฏฐาน  4  แต่ออกมาตั้งร้อยแบบ    สติปัฏฐานแบบพุทโธ   สติปัฏฐานแบบหนอ  สติปัฏฐานแบบเคลื่อนไหว   สติปัฏฐานแบบติ่งนิ่ง   สติปัฏฐานแบบธรรมกาย  สติปัฏฐานแบบ  หลายแบบ  มันก็เลยสับสน  เพราะฉะนั้นมันเลยยาก   ในสมัยครั้งพระพุทธเจ้าท่านสอนอยู่แบบเดียวคือ สติปัฏฐานแบบนี้    ดังนั้นเองถ้าหากว่าญาติโยมทั้งหลายไม่ประมาท พยายามทำให้ต่อเนื่องแล้วมีที่พึ่งแน่นอน   สิ่งที่เราทำมันมีในเราอยู่แล้ว  ความรู้สึกก็มีในเราอยู่แล้ว  ความรู้สึกเย็น ร้อน อ่อน  แข็ง  เคร่ง  (..)  ตัวนี้คือเป็นตัวธรรม   คือตัวรู้สึกนี่มันเป็นตัวธรรมอยู่แล้ว   แต่ทำไมเราจึงเอามันเป็นที่พึ่งยังไม่ได้   เพราะยังไม่ได้แปรสภาพ    ปลาตัวนี้กับปลาที่มันอยู่ในตุ่มเมื่อกี้ก็ปลาตัวเดียวกัน    แต่ที่มันอยู่ในตุ่ม  ดิ้น ๆ อยู่มันกินไม่ได้เพราะอะไร   แต่เดี๋ยวนี้มันได้ถูกปิ้งแล้วมาอยู่บนจาน  มันกินได้เพราะอะไร    ตรงนี้คิดให้ดี   เนื้อเมื่อกี้เป็นเนื้อสด ๆ แดง ๆ อยู่บนเขียง  แต่เดี๋ยวนี้มันมาเป็นลาบอย่างดีในจาน  มันกินได้แล้ว    มันอยู่ที่ว่าเราแปรสภาพ  ความรู้สึกที่เป็นทุกข์นี่ให้มันเป็นธรรม  ได้อย่างไร   ในขณะนี้ เย็น ร้อน อ่อน  แข็ง  เคร่ง  ตึง  ไหว   เจ็บ  ปวด   เมื่อยเพลีย เบื่อ  เซ็ง  มีทุกคนใช่มั้ย    เราแปรสภาพอย่างนี้ให้มันเป็นธรรมะได้อย่างไร  นี่คือวิธีการ    มันต้องผ่านขบวนการ


ปลาตัวนั้น  ปลาดิบตัวนั้นมันจะกลายมาเป็นปลาปิ้งอยู่ในจานนี้   มันต้องผ่าน ไฟ  คือการปิ้ง  พลิกไปพลิกมา  มันต้องผ่านแกนความร้อน   ฉันใดก็ดี   อารมณ์ที่มันฟุ้งซ่าน  มันสับสน  มันปวด  มันเมื่อย  มันเบื่อ  มันเซ็ง   มันไม่อยากจะฟังนี่  มันเป็นอารมณ์ ดิบ ๆ   มันยังไม่ทันผ่านขบวนการทางวิปัสสนา   ขบวนการทางวิปัสสนาก็คือเตาหลอม  ก็คือเตาถ่านแดง ๆ  คือเตาหม้อแกงนั่นเอง  นี้คือขบวนการวิปัสสนา   ขบวนการวิปัสสนาท่านเรียกว่า ตบะ    อาตาปีสัมปชาโน  สติมา  เวลาเราสวดใช่มั้ย   วิเนยยะโลเกอภิชฌาโทมนัสสัง    กาเยกายานุปัสสีวิหรติ   อาตาปีสัมปชาโน  วิเนยยะโลเกอภิชฌาโทมนัสสัง    สติหลักฐานตรงนั้นบอกชัดเลยว่า   เราเจริญเฝ้าดูกาย  เวทนา  จิต  ธรรม  ด้วย อาตาปี ด้วยความเพียรเผากิเลส  เพ่งเผากิเลส   เพ่งอาการเหล่านั้น เผาพลาญไป   อาการทางกายจะไปเพ่งให้มันดับ   อาการทางกายต้องแก้มัน   แต่วิธีการกรรมฐานอย่างอื่น มันปวดมาต้องเพ่ง   ปวดหนอ ๆๆ   อันนั้นเขาเรียกเผาตัวเองแล้ว   อาการทางกายนั้นมันเป็นทุกข์ทางกายมีอย่างเดียว   ต้องบำบัด   อย่าไปเพ่งอย่าไปบีบมัน  ไม่ได้  มันเป็นกรรม  มันจะทำร้ายเรา  อาการทุกขเวทนาตรงนั้น  ต้องแก้ไข  แต่ต้องรู้จักแก้ไข  ถ้าไม่รู้จักแก้ไขก็เป็นธรรมะไม่ได้    สมมติมันปวดก็พลิกปั้บ  มันเจ็บพลิกปั้บ  ไม่สบายพลิกปั้บ  ไม่ได้กำหนดรู้เสียก่อน  ตรงนี้ไม่ได้ผ่านอาตาปี   ไม่ได้ผ่านตบะ   ไม่ได้ผ่านไฟ  มันยังดิบอยู่   เราเปลี่ยนอาการอย่างนั้นอย่างขาดสติ  มันก็ยังเป็นตบะไม่ได้  อาตาปี   เปลี่ยนด้วยอะไร  สติมาสัมปชาโน  เปลี่ยนด้วยสติและสัมปชัญญะ


เมื่อเราเปลี่ยนตบะ  คืออาการของความทุกข์ในกาย  ในหลักของอริยสัจ 4  ว่า  ทุกข์ต้องกำหนดรู้  ใช่มั้ย  กำหนดรู้ด้วยอะไร  กำหนดรู้ด้วย สติสัมปชัญญะ    ตัวกำหนดรู้ตรงนี้เป็นตบะ  เป็นอาตาปี   ทุกข์ต้องกำหนดรู้   ทุกข์ทางกายนี่  รู้ว่าเป็นอย่างไร  รู้ว่าหนักรู้ว่าเบา  รู้ว่าเจ็บมากน้อยแค่ไหน  แล้วแก้  ตรงนี้ทุกข์ทางกายท่านให้กำหนดรู้    แล้วแก้    แต่ทุกข์ทางใจ ท่านว่าสมุทัยต้องทำอย่างไร  ต้องละ   สมุทัยต้องกำหนดละ    ทุกข์ทางกายกำหนดรู้  ทุกข์ทางใจกำหนดละ  กำหนดแก้  แล้วนิโรธ  แก้ให้มันชัด   ทุกข์ทางกายก็ให้มันเห็น  แก้ให้มันหายชัด  คำว่าทำให้แจ้งคือทำให้มันปรากฏชัด   ทำให้มันสว่าง   ทุกข์ทางใจคืออารมณ์ที่มากระทบทางใจเอานิโรธเข้าไปแก้  กำหนดแก้ให้มันหาย ให้ชัด เรียกว่า นิโรธ   เมื่อมันหายไปแล้วเราแก้บ่อย  ๆ  อาการที่แก้ บ่อย ๆ เรียกว่า มรรค  อาการที่แก้จบไปครั้งหนึ่งเรียกว่านิโรธ  อาการที่มันเกิดทางกายเรียกว่า ทุกข์ อาการที่มันเกิดทางจิตเรียกว่า สมุทัย   นี่มันเป็นอริยสัจ 4 ตลอดเวลา   เราจะเห็นได้ว่าเป็นตลอดเวลา   แต่เนื่องจากเราไม่ได้กำหนดรู้ที่ถูกต้อง  สิ่งที่เราปฏิบัติอยู่มันก็เลยไม่เป็นกรรมฐาน  ไม่เป็นวิปัสสนา


เห็นมั้ยว่า  ในวิธีการของหลวงพ่อเทียนดูง่าย ๆ  แต่ลึกซึ้งมาก ลึกซึ้งด้วยวิธีการ   ครอบคลุมทั้งหมด  แม้แต่หลวงพ่อพูด   สติ   คำเดียวนี่  แต่มันครอบคลุมทั้งหมดในธรรมะของพระพุทธเจ้า   แต่เราจะเข้าใจหรือไม่มันอยู่ที่ตรงนี้    ว่าเราใช้ถูกหรือเปล่า   อย่างที่กล่าวมาเมื่อกี้ว่า  ปลาดิบ ๆ ที่มันอยู่ในอ่าง มันกลายมาเป็นปลาสุกเพราะอะไร   เพราะมันผ่านขบวนการ  อารมณ์กรรมฐาน ดิบ ๆ คือทุกข์นี่  มันกลายมาเป็นธรรม  กลายมาเป็นสติ  กลายมาเป็น(..) เพราะอะไร  เพราะผ่านอาตาปี  คือผ่านการเพ่งเผา  ผ่านการกำหนดรู้   ให้ชัดในสิ่งนั้น ๆ  กำหนดรู้ด้วยอะไร  กำหนดรู้ด้วยหลักของมหาสติปัฏฐาน   กำหนดรู้ด้วยหลักของอริยสัจ  4  แล้วทุกข์มันก็จะกลายเป็นธรรม   ดังนั้นเองในวิธีการของหลวงพ่อเทียนนี้  อาตมาคิดว่าเราจะต้องแยบคาย   ไม่ใช่แยบคาบไม่ต้องไปรู้มากรู้มายอย่างที่อาตมาพูดหรอก  แยบคายเวลาจะลุกให้รู้ว่าเราจะลุกอย่างไร   เวลาจะหยิบอะไร เราจะหยิบ  แค่นี้แหละ   มันครอบคลุมทั้งหมดแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์    ครอบคลุมทั้งหมดเลย    แต่ต้องทำให้ถูก   เราจะหยิบจับ  จับฉวยอะไร  ก่อนที่จะทำลงไปนี่  ต้องตั้งใจทำให้มันถูกว่าชัดมั้ย  ในขณะนี้นั่งสบายมั้ย   ถ้านั่งสบายนั้นแสดงว่านั่งถูกต้องแล้ว    แต่ถ้านั่งไม่สบาย  เป็นไง  โอย ปวด เมื่อย เบื่อ  เซ็ง  ตะคริวกินทั้งตัวแล้ว จะทำอย่างไร  อันนี้มันนั่งผิด   แสดงว่ากำหนดรู้ไม่ถูก  แก้ไม่ถูก   เพราะมันผิดอริยสัจ 4 ตั้งแต่แรกแล้ว  โอ๊ะ นั่งง่วงตลอดเวลา  ก็ไม่ได้กำหนดรู้  ไม่ได้กำหนดแก้   มันผิดสมุทัย   ผิดอริยสัจตั้งแต่แรกแล้ว  มันจะไปถูกได้อย่างไร  แต่ถ้ามันถูกแล้วมันจะเป็นอะไร  เป็นพุทโธ  รู้  ตื่น  เบิกบานตลอดเวลา  รู้อะไร กำลังทำอะไร  กำลังพูดอะไร  กำลังคิดอะไร  ตื่นตัว  ไม่ง่วงเหงา  ไม่โซเซ  ไม่เซื่องซึม  ตื่นตัวทั้งข้างนอกทั้งข้างใน  แล้วก็เบิกบาน   ในขณะที่ปฏิบัติธรรมอยู่    อย่าให้มันอาการ ง่วงเหงา  เศร้าซึม หรือให้มันเบิกบาน  แจ่มใสอยู่ตลอด   ถ้ามันซึมเซา ง่วงเหงาเพราะอะไร  เพราะเรายังแก้ไม่ถูก


ดังนั้นเองในนักปฏิบัติครั้งแรก มันแก้ไปเรื่อย ๆ  ถูกบ้าง  ผิดบ้าง  แก้ไปเรื่อย ๆ  แล้ววันหนึ่งมันจะถูกขึ้นมา   อาตมาเองกว่าจะแก้ไขให้ถูกต้องได้ใช้เวลาตั้งเกือบ 10 ปี   เพราะฉะนั้นอย่าท้อ    ท้อ  ไม่ได้    ไม่มีสิทธิ์ท้อ    ถ้าเราต้องการของจริงหนะ    แต่เว้นแต่เรา  สมัครเล่น   แต่ต้องการของจริงทำไปเรื่อย ๆ  ในวิธีการนี้มีผลให้ดูแน่นอน   ทำมาก ถูกต้องมากได้มาก  ทำน้อยถูกต้องน้อยก็ได้น้อย  เพราะฉะนั้นนอกจากมีศรัทธาแล้ว คำนึงถึงปัญญาด้วยคือความถูกต้อง   มีศรัทธาและปัญญาต้องร่วมกันเสมอ   ถ้าได้สติที่ถูกต้องรักษาศีลก็ถูกต้อง  ทำสมาธิก็ถูกต้อง  เจริญปัญญาก็ถูกต้อง   แต่ถ้าสติผิดอย่างเดียว  มิจฉาสติแล้ว   รักษาศีลก็ผิด     ทำสมาธิก็ผิด   เจริญปัญญาก็ผิด   อย่างคนทุกวันในสังคมของเรา  ไม่ใช่ว่าคนไม่มีศีล  สมาธิ ปัญญานะ   มีนะแต่ว่ามันเป็นมิจฉา   มันไม่ได้เป็นสัมมา  มันก็เลยแก้ไขปัญหาอะไรไม่ได้    ดังนั้นเองในวิธีการของหลวงพ่อเทียนนั้นเราต้องมาเจริญตัว สัมมาสติให้ได้   สัมมาสติก็คือเจริญในกาย  เวทนา  จิต   ธรรม ที่ได้กล่าวมา   และในกาย  เวทนา  จิต   ธรรมนี้   ที่มันเป็นทุกข์เปลี่ยนให้มันเป็นธรรม  ด้วยผ่านขบวนการ การกำหนดรู้   ที่เรียกว่าอาตาปี   เพ่งกำหนดรู้ทุกระยะ  การกำหนดรู้นั้นเรียกว่าอาตาปี   เราจะลุก  จะนั่ง  จะย่าง  จะเดิน  จะไป  จะมา   จะหยิบจับ  จับฉวยอะไรก็ตาม  กำหนดรู้ไปเรื่อย ๆ   แล้วมันก็แปรสภาพจากปลาดิบเป็นปลาสุก  จากหน่อไม้แข็ง ๆ ขม ๆ  มันกลายเป็นหน่อไม้ที่หวานได้    ผลไม้เปรี้ยว ๆ  มันผ่านขบวนการอบ  ก็เป็นผลไม้ที่หวานได้   ฉันใดก็ดี ความทุกข์ที่มันเกิดแก่เรานี่ ตลอดเวลานี่   ถ้าเรามีอาตาปีที่พอเหมาะ  ที่ถูกต้องแล้วก็จะกลายเป็นความสุข  ความเบิกบาน  ความตื่น  ความเบิกบานขึ้นมาได้    นี้คือขบวนการของวิปัสสนา  คือขบวนการของการเพ่งเผา  คือการกำหนดรู้เท่านั้นเอง    แต่ทั้งหมดทั้งปวงนั้นต้องคำนึงถึงความถูกต้องด้วย   เฉพาะการกำหนด  ถ้ากำหนดไม่ดี กลายเป็นสะกด   กลายเป็นสะกดตัวเอง   อย่างที่ได้กล่าวมาเมื่อกี้ที่อาตมาว่า สะกดตัวเองสามารถทำตัวแข็งได้ ทำตัวแข็งได้แต่ว่ามันไม่ได้เป็นผลดีอะไรต่อมรรค ต่อผลหนะ   จะทำให้เราหลงตัวเองเท่านั้นเอง


ดังนั้นเองญาติโยมทั้งหลาย   การที่เรามารวมฝึกฝนปฏิบัติกันในปีนี้เป็นปีที่  14  ของหลังจากหลวงพ่อ มรณะแล้ว   ครูบาอาจารย์ทุกท่านก็ปีนี้มีความยินยอมพร้อมใจกันเป็นพิเศษมารวมกันที่นี่  คิดว่าเราจะร่วมไม้ร่วมมือในการปลูกฝัง  ในการเจริญสติอย่างนี้ให้ถูกต้องต่อไป    แล้วเราทั้งหลายก็ต้องร่วมไม้ร่วมมือ   คนที่รู้แล้ว เห็นแล้ว เข้าใจแล้ว  ก็ช่วยกันต่อไป    ไม่ใช่ฉันรู้แล้ว  ฉันเห็นแล้ว  ฉันไม่ต้องไปช่วยกัน  ไม่ได้ ต้องช่วยกัน   เพราะธรรมะในฝ่ายหลวงพ่อเทียน กว่าจะมาถึงวันนี้ได้นี่   มันยากเหลือเกิน  มันยากเหลือเกิน  ใครจะสร้างโบสถ์  สร้างศาลาสักกี่หลังก็  หลวงพ่อว่า ไม่เท่ากับมาทำอะไรให้มันมีสติสักครั้งเดียว    ถ้ามันมีครั้งที่หนึ่งมันจะมีครั้งที่ 2 ที่ 3  ที่  4    ต่อไป   ถ้าไปสร้างโบสถ์  วิหาร  ศาลาเปรียญแล้ว  ขาดความรู้สึกตัว  ขาดสติแล้ว   บางทีมันก็ไม่มีผลในการที่จะช่วยตัวเองให้พ้นทุกข์   ดังนั้นเองญาติโยมทั้งหลาย   ในวิธีการของหลวงพ่อเทียนนั้น  ไม่เลือกเชื้อชาติ  ไม่เลือกศาสนา   ไม่เลือกเพศ  ไม่เลือกวัย   ทุกชาติ  ทุกศาสนาและวัย  ปฏิบัติได้ทั้งนั้น  ขอให้ตั้งใจเถอะ   ขอให้กำหนดให้ถูก   เรามีครูบาอาจารย์หลายท่าน  ในแต่ละปี   แต่ละแห่งที่เราเปิดอบรม  เราสามารถไปขอความรู้  ความกระจ่างจากท่านได้สำหรับผู้ใหม่  แล้วก็ผู้แก้อารมณ์  ผู้เข้าถึงอารมณ์  ผู้ชำระอารมณ์ได้หมดจดก็มีให้ศึกษา  มีให้แก้ไขได้


ดังนั้นเองอาตมาภาพ  ซึ่งมาไกลก็คิดว่าอยากจะนำจุดนี้มาเปิดเผย  ว่าญาติโยมกว่าจะมาอดตาหลับขับตานอนตรงนี้ ยากลำบากหลายอย่าง   เพราะว่าญาติโยมบางคนอยู่กิน  นอนที่บ้านแสนสบาย   แต่ต้องมาทรมานหลบฝน หลบฟ้าอยู่ตรงนี้   ก็ยอมเพื่ออะไร   เพื่อจะได้สติตรงนี้  เพื่อให้ได้สัมปชัญญะตรงนี้ มาเป็นสมบัติของตัวเอง  และ เราเริ่มต้น ณ วันนี้แล้วก็ขอให้มีวันต่อ ๆ  ไป   ปีต่อ ๆ ไป  อย่าท้อ   ทุกคนต้องรู้  ถ้าเรามีความศรัทธา และมีปัญญา   และมีความต่อเนื่อง   เพียงพอ   โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระเณรของเรานั้นเป็นทัพหน้า  ต้องทำมากกว่า  ทำมากกว่าโยม  จริงจังมากกว่าโยม   เพราะที่วัดอาตมาถ้าใคร  ถ้าให้อยู่ไปประมาณ 1 เดือน ถ้าติดบุหรี่มายังเลิกบุหรี่ไม่ได้นี่   ก็ให้ย้ายออกจากวัด  พรรษานี้ย้ายออกจากวัดไปแล้ว  2  รูป    เพราะยังเลิกบุหรี่ไม่ได้   คือเลิกเหมือนกัน  เลิกแต่เฉพาะหน้า   แต่ลึก ๆ ยังแอบสูบอยู่   บอกว่า   “คุณถึงปฏิบัติไปก็ไม่ก้าวหน้าคุณย้ายไปอยู่ตรงนี้ก่อนก็แล้วกัน”     ย้ายออกไปเลยนะ  เพราะอะไร  เพราะอยู่ไปแล้วมันกลายเป็นบาปเขา  เขาไปแอบอยู่  แอบกิน  แอบนอนแล้วไม่จริงใจต่อสายงานปฏิบัติ   มันจะเป็นบาป  ไปกินแรงของเพื่อน   กินข้าวของพระพุทธเจ้าทุกวัน  แต่ว่าทำไม่ตรงกับคำสอนของพระพุทธเจ้า  มันเป็นบาป    คุณจะได้รับความไม่ก้าวหน้าในชีวิตของคุณ  คุณสึกไปคุณก็เอาดีไม่ได้    ถ้าคุณอยู่เป็นพระไปคุณก็ทำลายศาสนา   เพราะว่าจิตใจยังไม่ซื่อไม่ตรงต่อศาสนา   เพราะฉะนั้นก็ต้องให้เขาออกไปก่อน    เราใช้วิธีนั้นเอา  ไม่อย่างนั้นเราไม่มี ความกล้าหาญทางจริยธรรม   ไม่มีการรับผิดชอบต่อทางจริยธรรม  อนุโลมไปแม้กระทั่งสิ่งผิด ๆ   ไม่ได้   ธรรมะต้องช่วยกันรักษา    แม้แต่กฎหมายบ้านเมือง ถ้าหากมันผิดจริงจัง  มีหลักมีฐานแล้วเขาก็เอาผิดได้     แต่พุทธศาสนาของเรานั้นยังขาดตรงนี้มาก  ขาดความรับผิดชอบทางด้านจริยธรรมของเรา   ก็อยากจะให้ศึกษาตรงนี้ด้วย


เพราะฉะนั้นในวันนี้อาตมาภาพได้ใช้เวลา  กระผมได้ใช้เวลาของพระคุณเจ้า  และเวลาของญาติโยมมาพอสมควรก็ขออนุโมทนา  สาธุในความตั้งใจของท่านทั้งหลายที่ได้มานั่ง  ทรหด อดทน ตั้งใจฟังอดหนาว  อดร้อน  แมลงกัด ไต่ตอมกันก็อดทนเอา   ก็ขอความตั้งใจอันนี้จงเป็นตบะ  เดชะ สามารถทำให้เกิดอำนาจแห่งสติ  แห่งปัญญาให้มากขึ้นจนกระทั่งเห็นแสงสว่างแห่งแสงเทียน  แห่งธรรมะของหลวงพ่อเทียนที่แท้จริงด้วยกัน ทุกคนทุกท่าน  เทอญ     
(สาธุ)    ญาติโยมเตรียมตัวกราบท่านพระอาจารย์  กราบ   กราบ   กราบ
(จบ)

 จากคุณ : พรรณี [ 10 ม.ค. 2546 / 19:46:48 น. ]
     [ IP Address : 202.12.97.19 ]


 ความคิดเห็นที่ 13 : (aw)

ขอขอบพระคุณอย่างสูง  ในความกรุณา  ความตั้งใจ  ความอดทน ในการ พิมพ์ ของคุณ พรรณี
อนุโมทนา สาธุ และ เจริญในธรรม ครับ_/|\_ _/|\_ _/|\_

 จากคุณ : aw [ 11 ม.ค. 2546 / 11:16:12 น. ]
     [ IP Address : 12.249.51.24 ]


 ความคิดเห็นที่ 14 : (กำพล2)

         สา...ธุครับพี่เกียว

 จากคุณ : กำพล2 [ 11 ม.ค. 2546 / 15:52:46 น. ]
     [ IP Address : 203.113.41.71 ]


 ความคิดเห็นที่ 15 : (นพ)

นมัสการท่านมหาดิเรกครับ   อนุโมทนาบุญกับคุณพรรณีด้วยครับ

 จากคุณ : นพ [ 11 ม.ค. 2546 / 16:39:51 น. ]
     [ IP Address : 152.163.188.197 ]


 ความคิดเห็นที่ 16 : (พรรณี )

คุณหมอกำพลคะ      เล่าเรื่อง     "เปิดประตูใจ"    ครั้งที่ ๓๙   ที่อาจารย์กำพล  ทองบุญนุ่ม    ได้มีโอกาสมาพูดคุยกับนักปฏิบัติธรรม ให้ทราบด้วย      ส่วนบรรยากาศการอบรม      "เห็นแล้วหยุด"     ที่วัดโมกขวนาราม  ถ้ามีข้อมูลจากพระอาจารย์เอนกจะเผยแพร่ในโอกาสต่อไป

 จากคุณ : พรรณี [ 11 ม.ค. 2546 / 17:56:46 น. ]
     [ IP Address : 203.170.191.1 ]


 ความคิดเห็นที่ 17 : (pv)

_/|\_  สาธุ

 จากคุณ : pv [ 12 ม.ค. 2546 / 19:04:36 น. ]
     [ IP Address : 202.183.179.164 ]


 ความคิดเห็นที่ 18 : (กำพล2)

        เนื้อความที่อ.กำพล ได้พูดคุยไว้ในงานเปิดประตูใจครั้งที่  39  นั้น กำลังจะถอดเทปครับ     ถ้าเรียบร้อยแล้วคงได้มีโอกาสมาถ่ายทอดสู่กันฟัง(อ่าน)ครับ
       ยังงัยก็ขออ่านที่อ.กำพลไปพูดไว้ที่ขอนแก่นก่อนก็ได้นะครับ

 จากคุณ : กำพล2 [ 12 ม.ค. 2546 / 20:04:15 น. ]
     [ IP Address : 203.113.41.70 ]


 ความคิดเห็นที่ 19 : (พรรณี )

ตกลงค่ะ  แล้วจะถอดเทปมหัศจรรย์แห่งการเจริญสติ ภาค 2 ที่อ.กำพลบรรยายไว้ที่ขอนแก่นส่งมาให้อ่าน    แต่ไม่ทราบว่าจะได้อ่านฉบับไหนก่อน  ระหว่างเปิดประตูใจ กับ มหัศจรรย์แห่งการเจริญสติ

 จากคุณ : พรรณี [ 13 ม.ค. 2546 / 09:45:13 น. ]
     [ IP Address : 203.170.191.1 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!