อุปาทาน
 เนื้อความ :

อุปาทาน

วศิน อินทสระ

------------------------------

          โดยทั่วไปชีวิตมนุษย์เต็มไปด้วยความยึดมั่น เร่าร้อนอยู่ด้วยความต้องการอันไม่มีขอบเขตไม่มีที่สิ้นสุด ถูกความอยากเผาลนให้เร่าร้อนอยู่ภายใน แม้สิ่งที่เขาเข้าใจว่าเป็นความสุขหรือความสนุกสนานเพลิดเพลิน ก็มีความทุกข์เจือปนอยู่ แต่มนุษย์ก็ยังต้องการ

          วัตถุแห่งความยึดของบุคคลนั้น พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ ๔ ประการ เรียกว่า อุปทาน

๑. กามุปาทาน  ความยึดมั่นในกาม
๒. ทิฏฐุปาทาน  ความยึดมั่นในทิฐิ
๓. สีลัพพตุปาทาน  ความยึดมั่นในศีลและพรตหรือพิธีรีตองต่าง ๆ
๔. อัตตวาทุปาทาน ความยึดมั่นในตัวตน

๑. กามุปาทาน ความยึดมั่นในกาม

         กามแปลได้ ๒ อย่าง คือ ความใคร่อย่างหนึ่ง สิ่งที่น่าใคร่น่าปราถนาอย่างหนึ่ง อย่างหลังท่านเรียกว่าวัตถุกาม อย่างแรกเรียกว่ากิเลสกาม

         รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันน่าใคร่น่าปราถนาน่าพอใจ นั่นเองเป็นวัตถุกาม คือ เป็นที่ตั้งแห่งกามเป็นสิ่งเร้าให้เกิดความใคร่ ส่วนตัว วามใคร่เองท่านเรียกว่ากิเลสกาม

          มนุษย์ทั้งหลายได้ตกอยู่ภายใต้อำนาจครอบงำของกามทั้ง ๒ นี้ อย่างไรเห็น ๆ กันอยู่แล้ว มนุษย์และสัตว์ทั้งหลายยึดมั่นอยู่ว่า ความสุขของเขาจะมีได้ก็ต้องอาศัยกาม คือต้องได้เห็นรูป ได้ฟังเสียง ได้ดมกลิ่น ได้ลิ้นรสและได้ถูกต้องสิ่งที่น่าใคร่iน่าปรารถนาน่าพอใจ

          ปราศจากสิ่งเหล่านี้เสียแล้วเขาจะมีความสุขไม่ได้ แม้ตัวความใคร่เองซึ่งมีสภาพเป็นสิ่งเร่าร้อนกระวนกระวาย ทำปัญญาให้มืดมน ทำจิตให้ตกต่ำ เขาก็ยังเข้าใจผิดไปว่าเป็นบ่อเกิดแห่งความสุขของเขา ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ เขาไม่เคยได้รับความสุขใดที่เหนือกว่านี้หรือแปลกไปกว่านี้

          เช่นความสุขอันเกิดจากความสงบ หรือเกิดจากคุณธรรม เหมือนเด็กที่พอใจแต่ในความสุขอันเกิดจากการเล่นทรายหรือโคลนตม แต่พอเขาเป็นผู้ใหญ่แล้ว เขาก็เลิกพอใจในความสุขอย่างนั้น แต่พอใจในความสุขที่สะอาดกว่า ประณีตกว่า

          เขาจะไปจับต้องทรายหรือโคลนตมก็ด้วยความจำเป็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่นเกี่ยวกับการงานเป็นต้น แล้วก็รีบล้างมือ ล้างตัวให้สะอาด

          ในทำนองเดียวกัน คนที่จิตใจยังเยาว์ยังไม่ได้รับการพัฒนาทางจิตใจ ย่อมพอใจหมกมุ่นมัวเมาอยู่ในกาม ด้วยความสำคัญผิดและยึดมั่นอยู่ว่า "กามนี้เท่านั้นเป็นบ่อเกิดแห่งความสุข" แม้ถูกหนามแห่งกามทิ่มแทงเอา ถูกไฟคือกามเผาลนเอาก็ยังไม่รู้สึก

          สำคัญผิดไปอีกว่าเป็นเพราะเหตุอื่นและโทษสิ่งนั้นสิ่งนี้ ที่แท้เป็นเรื่องของความใคร่ในกามคุณของตนเอง เป็นเรื่องความยึดมั่นของตนเอง

          ตัวอย่างเช่น ชายหนุ่มรักหญิงสาว ซึ่งโดยทั่วไปแล้วเป็นความใคร่ในกามคุณเสียมากกว่าความรักแท้รักบริสุทธิ์ แต่เขายังเข้าใจผิดว่าความรักของเขาบริสุทธิ์ เขารักด้วยต้องการเชยชม รูป เสียง กลิ่น รสและผัสสะทางกายที่จะพึงได้จากหญิงนั้น

          แม้จะมีเรื่องคุณธรรมและความเห็นอกเห็นใจเจืออยู่ด้วยก็ตาม ข้อพิสูจน์ว่าเขารักใคร่ด้วยอำนาจกามคุณก็คือ ถ้าหญิงนั้นไปเกี่ยวข้องกับชายอื่นในแง่เสน่หา เขาจะโกรธมาก อาจทำลายชีวิตของหญิงนั้นเสียก็ได้

          นี่หรือรักแท้ รักบริสุทธิ์ ความจริงมันคือกามคุณที่เขาพากันเรียกเสียใหม่ว่า ความรัก เพราะความรักของเขาเต็มไปด้วยความยึดมั่น หวงแหน คับแค้น เร่าร้อน ริษยาและทำให้เกิดโทสะง่ายที่สุด ในกรณีที่หญิงสาวรักชายหนุ่มก็เหมือนกัน

          ในรายที่แต่งงานกัน จนมีลูกด้วยกันแล้ว ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไปรักคนอื่นอีกก็ถือเป็นเรื่องเดือดร้อนมาก ความริษยา ความชิงชัง ความอาฆาตเคียดแค้น เกิดขึ้นอย่างสุดจะพรรณาได้ จนถึงกับทำร้าย ทุบตีและประหารชีวิตของฝ่ายหนึ่งเสียก็มี

          ความเคียดแค้นเหล่านั้น สืบเนื่องมาจากความใคร่ ความยึดมั่นในกาม ข้อพิสูจน์ก็คือในรายที่เรามิได้มีความใคร่ ความยึดมั่นในกามก็ไม่ทำให้เราเดือดร้อนได้ ไม่ว่าเขาผู้นั้นจะไปทำอะไร อย่างไร กับใครที่ไหน

          การทำการแก้แค้น สร้างเวรสร้างกรรมจนเขาเสียชีวิตและตนเองต้องเป็นอาชญากรนั้นเป็นเกียรติยศนักหรือ ? ลูกของตนซึ่งมีพ่อหรือแม่ เป็นอาชญากรนั้นเป็นเกียรติยศนักหรือ ? การต้องไปติดคุกติดตาราง ถึง ๒๐ - ๓๐ ปี นั้นเป็นเกียรติหรือ ?

          ถ้ามองชีวิตในระยะยาวจะเห็นว่าไม่ควรทำ เมื่อเหตุกราณ์อย่างนั้นเกิดขึ้นก็ควรจะละอุปาทานในกามเสีย และถือเป็นโอกาสปลีกตนออกจากกาม ซึ่งเป็นของร้อน เข้าหาความสงบเย็นในธรรม หรือการบำเพ็ญคุณงามความดีให้สูงขึ้นไปจนใจพ้นจากความยึดมั่นและจะเห็นคุณค่าของการทำอย่างนี้ด้วยตนเอง

          อย่างไรก็ตาม กามคุณนี่แหละ คือเสน่ห์ของโลก เพราะมันเป็นเหยื่อของโลก (โลกามิส) ทำนองเดียวกับเหยื่อที่ติดอยู่กับเบ็ดหุ้มเบ็ดอยู่ นั้นแหละคือเสน่ห์ของเบ็ด ปราศจากเหยื่อแล้วจะไม่มีปลาตัวใดติดเบ็ด

          เพราะเหยื่อปลาจึงติดเบ็ด ได้กินเหยื่อเพียงนิดเดียว กลืนเบ็ดเข้าไปด้วย ปลาโง่จึงถูกพรานเบ็ดลากไปได้ตามปรารถนา และวัดขึ้นบกต้องทุรนทุราย ทุกข์ทรมานไปจนกว่าจะสิ้นชีวิตและเป็นเหยื่อของพรานเบ็ดนั่นเอง

         ลองนึกดูเถิดว่าคนในโลกที่พอใจติดเหยื่อของโลกแล้วต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในโลกนี้มีประมาณเท่าใด น่าสงสารเพียงใด น่าช่วยเหลือเพียงใด อย่างน้อยช่วยให้เขาได้รู้ว่าเหยื่อนั้นมีเบ็ดเกี่ยวอยู่ด้วย

          ขอให้กินเหยื่อด้วยความระมัดระวัง ถ้าฉลาดขึ้นก็จะกินแต่เหยื่อได้โดยไม่ติดเบ็ด ทำให้พรานเบ็ดต้องเก้อ ยกเบ็ดขึ้นดูบ่อย ๆ เห็นแต่เบ็ด เหยื่อหายไป

          แต่จะมีใครสักกี่คนเล่าในโลกนี้ ที่เป็นเช่นปลาฉลาด รอบรู้ และที่ฉลาดขึ้นไปกว่านั้น ก็สามารถรู้ได้ว่าเหยื่ออันใดมีเบ็ดเหยื่ออันใดไม่มีเบ็ด เลือกกินเฉพาะเหยื่อที่ไม่มีเบ็ด ก็จะสามารถรักษาตัวให้ปลอดภัยโดยตลอด

         ความกำหนัดในกามเป็นอาสวะ (สิ่งหมักดอง) อย่างหนึ่ง ซึ่งหมักหมมอย่ในจิตสันดานของสัตว์โลก ยากที่จะละหรือปลดเปลื้องได้ ทั้งนี้เพราะมีความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ คอยเป็นเหยื่อล่อให้หลง เป็นหลุมพรางให้ก้าวขึ้นไป เมื่อติดหล่มคือกามแล้ว ก็ยากที่จะถอนตนขึ้นมาแล้วก้าวให้พ้นไปได้

          สำหรับผู้สำเนียกรู้ถึงโทษของกามแล้วพยายามออกจากกาม แต่ยังออกไม่ได้ด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง เช่นพันธกรณีเกี่ยวกับความรับผิดชอบ หรือกำลังใจยังไม่พอเป็นต้น ก็ไม่น่าวิตก เพราะถึงอย่างไรคนพวกนี้ จะต้องออกไปได้วันหนึ่งเมื่อพันธกรณีสิ้นสุดลง

          หรืออบรมจิตและปัญญาจนกำลังใจและกำลังปัญญาเพียงพอแล้ว แต่คนที่ไม่เคยสำเนียกรู้ถึงโทษของกามเลย ศึกษาเรียนรู้แต่เรื่องคุณของกาม ได้ยินได้ฟังแต่กถาอันเป็นเหตุให้ความกระหายในกามเริงแรงขึ้น มีกิจกรรมอันยั่วยุกามารมณ์อยู่ไม่เว้นวัน

          การศึกษา การทำงาน และการเกี่ยวข้องในสังคมล้วนมุ่งเอาความสำเร็จทางกามเป็นผลที่มุ่งหมาย ในฐานะเป็นความสำเร็จของชีวิต  ถ้าอย่างนี้แล้วเขาจะออกจากกามได้อย่างไร คงจะต้องยึดมั่นเอากามารมณ์เป็นจุดหมายปลายทางของชีวิตเป็นแน่แท้

          ในขณะที่กำลังแสวงหาอยู่นั้น ดวงจิตของเขาก็จะถูกเฆี่ยนด้วยแส้ คือ ความผิดหวัง ระทมขมขื่น โชกด้วยน้ำตาครั้งแล้วครั้งเล่า ถึงกระนั้น  เขาก็ยังคงกระเสือกกระสน แสวงหากามอยู่นั่นเอง เพราะอานุภาพของกามุปาทาน คือยึดมั่นว่ากามนี่แหละเป็นบ่อเกิดแห่งความสุขอันแท้จริง

          กามในฐานะเป็นบ่วงที่พระพุทธเจ้าทรงเรียกว่า "กามปาสะ" หรือกามบาสนั้นมีลักษณะคล้องและผูกมัดสัตว์ทั้งหลายไว้ในภพให้เวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏแห่งกามภพนี้

          การผูกมัด มีลักษณะที่ผูกหย่อน ๆ ก็จริง แต่แก้ได้ยากมากทีเดียว ผู้ต้องการแก้จะต้องใช้กำลังใจมาก ใช้กำลังสมาธิอย่างแรง เพราะแก้ไม่ได้ด้วยวิธีธรรมดา เหมือนปมบางอย่างที่แก้ได้ยาก มันยุ่งไปหมด ต้องใช้ดาบฟัน ซึ่งภาษาอังกฤษเรียกปมชนิดนี้ว่า Gordian Knot* อย่างที่ประเจ้าอเลกซานเดอร์มหาราชทรงทำ

          กามคุณในฐานะเป็นพวงดอกไม้ของมาร มารคือสิ่งที่ล้างผลาญคุณความดี และทำให้เสียคนได้ง่าย มารอาศัยพวงดอกไม้ทั้ง ๕ คือ รูป เสียง กลิ่น รสและสัมผัสทางกายนี่แหละเที่ยวยั่วยวนมนุษย์และสัตว์ในกามโลกทั้งมวล ให้หลงเพลิดเพลินเดินเข้าไปสู่หลุมพรางของตนแล้วกักขังห้ำหั่นย่ำยีเอาได้ตามใจปรารถนา

          การควบคุมอินทรีย์ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ การทำจิตให้มั่นคงด้วยกำลังสมาธิ และการพัฒนาปัญญาให้รุ่งเรือง จนสามารถมองเห็นโทษของกามคุณอย่างชัดเจนอยู่เสมอ ๆ ทางนี้แหละจะสามารถเอาชนะกามกิเลสได้ไม่กลับมาเวียนว่ายตายเกิดในกามโลกนี้อีก

         ความเร่าร้อนทางใจอันมีกามคุณเป็นเหตุนั้น ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนในที่ทั่วไป ทั้งที่เกิดขึ้นแก่ตนเองและเกิดแก่ผู้อื่น น่าจะเป็นสังเวควัตถุ (เรื่องชวนสังเวชสลดจิต) เพื่อถอนใจออกไปจากกามุปาทานได้

          สำหรับผู้มีปัญญาจักษุดำเนินชีวิตอยู่ในทางสว่าง แต่สำหรับผู้ไร้ปัญญาจักษุเดินอยู่ในทางมืดและไร้ประสบกราณ์ก็คงมองไม่เห็นอะไรอยู่นั่นเอง

---------------------------------

* เล่ากันว่าเป็นปมที่กษัตริย์กอรดิอุส (Gordius) แห่งไฟรเกีย (Phrygia) ผูกไว้ในสมัยโบราณ กล่าวกันว่าใครแก้ปมนี้ได้จะได้เป็นใหญ่ในเอเชีย อเลกซานเดอร์มหาราช ทรงใช้ดาบของพระองค์ตัดปมนี้

          ดังนั้นคำว่า "ตัดกอรเดียน น้อท" จึงกลายเป็นสำนวนหมายความว่า การแก้ปัญหายุ่งยากโดยฉับพลันด้วยการใช้กำลัง  อธิบายนี้จากพจนานุกรมอังกฤษฉบับของ A.S. Hornby หน้า ๕๓๙

                                                                              (มีต่อค่ะ)

 จากคุณ : mayrin [ 13 ธ.ค. 2545 / 14:26:56 น. ]
     [ IP Address : 210.203.177.152 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (หนูดา)

คุณเม มักนำสิ่งดี ๆ มาให้อ่านสม่ำเสมอ
ขออนุโมทนาและขอบคุณค่ะ :)

 จากคุณ : หนูดา [ 13 ธ.ค. 2545 / 14:50:10 น. ]
     [ IP Address : 203.146.89.80 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (mayrin)

ทิฏฐุปาทาน ความยึดมั่นในทิฐิ

         วัตถุแห่งความยึดมั่นอีกประการหนึ่งของคนทั่วไปคือ ทิฐิ ความเห็น หรือ ทฤษฏี โดยที่มักจะมองปัญหาเพียงด้านเดียว เห็นเพียงด้านเดียว แล้วเหมาเอาด้วยความเขลาว่าทั้งหมด เป็นอย่างนั้น เช่นเรื่องที่กล่าวถึงพวกตาบอดคลำช้าง ในพระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕ ข้อ ๑๓๘ เล่าว่า

          พระราชาในนครสาวัตถี รับสั่งให้ราชบุรุษนำเอาพวกตาบอดแต่กำเนิดมารวมกันที่หน้าพระลานหลวงแล้วให้คลำช้าง แต่ไม่ให้คลำทั้งตัว ให้คลำเพียงคนละส่วนเท่านั้น เมื่อเสร็จแล้วจึงถามว่าช้างเหมือนอะไร คนที่คลำถูกหาง ก็บอกว่าช้างเหมือนไม้กวาด

          คนที่คลำถูกขาว่าช้างเหมือนเสาเรือน เป็นต้น ทุ่มเถียงกันด้วยเสียงดังว่าคำของเราเท่านั้นจริง ของผู้อื่นเท็จ โกรธกันจนถึงกับจะชกกัน พระราชาประทับทอดพระเนตร ทรงพระสรวลด้วยความพอพระทัยแล้วให้นำคนตาบอดพวกนั้นออกไป

          พระพุทธเจ้าตรัสเล่าเรื่องนี้ ให้ภิกษุทั้งหลายฟังเมื่อภิกษุทั้งหลายมากราบทูลว่า ออกไปบิณฑบาตในเมืองสาวัตถี ได้ยินพวกสมณะเจ้าลัทธิทั้งหลายเถียงกันด้วยเสียงดังว่าทิฐิ หรือทฤษฎีของเขาเท่านั้นถูกต้อง ของคนอื่นไม่เป็นจริง

          พระพุทธเจ้าตรัสว่า ศาสดาคณาจารย์เหล่านั้นล้วนแต่มองเห็นเพียงด้านเดียวแล้วยึดมั่นทิฐิของตน วิวาทกันเหมือนพวกตาบอดคลำช้างฉะนั้น

          พวกศาสดาคณาจารย์ทั้งหลายในสมัยนั้น ส่วนมากใช้วิธีเก็งความจริงทางปรัชญา (Philosophical Speculation) แล้วยืนยันทฤษฎีของตนโดยมิได้รู้แจ้งเห็นจริงด้วยตนเอง จึงมองปัญหาแคบด้านเดียว มืดมัวและเดา แต่ถึงกระนั้นก็ยังยึดมั่นทฤษฎีของตนไว้ด้วยเขลา

          เป็นการปิดกั้นตนเองมิให้ก้าวไปข้างหน้า และขังตัวเองอยู่ในห้องแคบ ๆ คือ ทิฐิของตน ถ้าเป็นทิฐิอันชั่วช้าลามกก็จะยิ่งเป็นโทษใหญ่  ไม่เป็นโทษเพียงแก่ตนเองเท่านั้น แต่จะเป็นโทษแก่ผู้เชื่อตามถือตามและปฏิบัติตามอีกเป็นอันมาก

          พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ทรงมองไม่เห็นสิ่งใดมีโทษมากเท่ามิจฉาทิฐิ คนผู้เป็นมิจฉาทิฐิเกิดมาเพื่อให้โทษแก่โลก ทรงมองไม่เห็นสิ่งใดที่มีคุณมากเท่าสัมมาทิฐิ ผู้เป็นสัมมาทิฐิ เกิดมาเพื่อให้ประโยชน์แก่โลก เพื่อประโยชน์แก่คนหมู่มาก

        ผู้ศึกษาพระพุทธศาสนาบางคน มองพระธรรมของพระพุทธเจ้า เพียงด้านเดียวเหมือนกัน แล้วติดอยู่เฉพาะในส่วนนั้น ปฏิเสธส่วนอื่น ๆ เสียสิ้น ทั้ง ๆ ที่ตามความเป็นจริงแล้วพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม เป็นอเนกปริยาย (Many-sided Views)

          เพื่อประโยชน์แก่บุคคลทุกระดับชั้นตามภูมิปัญญาของเขาเท่าที่เขาพอจะรู้ได้และนำไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ แก่ตนตามสมควรแก่ฐานะ

          แต่นักการศึกษาสมัยใหม่ บางคนสำคัญตนว่าเป็นผู้เข้าใจพระพุทธศาสนาดี ถูกต้อง ตรง เลื่อมใสพระพุทธวจนะสูตรใดสูตรหนึ่ง ตอนใดตอนหนึ่ง แล้วปฏิเสธส่วนอื่นซึ่งมิใช่ส่วนนั้น ทั้งหมดว่ามิใช่พุทธศาสนา

          บางคนเลื่อมใสกาลามสูตร หรือ เกสปุตตสูตร อันว่าด้วยเรื่องความเชื่อ ว่าไม่ควรรับเชื่อเพราะอย่างนั้น ๆ ๑๐ ประการ รวมทั้งไม่ควรเชื่อในฐานะที่ผู้นั้น เป็นครูของเราด้วย ในที่สุดก็ไม่เชื่ออะไรเลย

          เขามิได้เอื้อเฟื้อต่อคำสอนอื่น ๆ ของพระพุทธองค์ที่สอนให้มีศรัทธา เชื่อสิ่งที่ ควรเชื่อ บุคคลที่ควรเชื่อ เขามิได้นึกว่ากาลามสูตรนั้น พระพุทธองค์ทรงแสดงเป็นกรณีพิเศษเฉพาะคราวเท่านั้น แก่บุคคลกลุ่มนั้นเท่านั้น

         บางคนไปติดจูฬมาลุงกโยวาทสูตร ที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงแก้ปัญหาเรื่องโลก และเรื่องชีวิตวิญญาณหลังจากตายแล้วเป็นอย่างไร แล้วยืนยันมั่นคงโดยอ้างพระสูตรนี้อยู่สูตรเดียว ว่าพระพุทธเจ้าไม่ทรงสนพระทัย เรื่องตายแล้วเกิดหรือไม่เกิด

         แต่ที่ทรงแสดงไว้ในที่อื่น มากมายเกี่ยวกับการเวียนว่ายตายเกิด เขาไม่สนใจไม่รับฟัง ฝังใจอยู่แต่พระสูตรนี้เท่านั้น ยึดมั่นด้วยทิฐิว่านี้เท่านั้นถูกต้อง อย่างอื่นเหลวทั้งสิ้น (อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญํ)

           อันพระพุทธองค์ตรัสเรียกว่า สัจจาภินิเวส จัดเป็นคันถะ เครื่องผูกมัดอย่างหนึ่งในบรรดาคันถะ ๔ ประการกล่าวคือ อภิชฌา ความโลภอยากได้ของผู้อื่น พยาบาท การปองร้ายผู้อื่น สีลัพพตปรามาส ความยึดมั่นในวัตรอันไร้เหตุผลขาดปัญญา

          และอิทังสัจจาภินิเวส ความยึดมั่นว่านี้เท่านั้นจริงอย่างอื่นเหลวไหลทั้งสิ้น อันเป็นทรรศนะที่แคบ มืดมน ทำให้ร้อนกายร้อนใจเหมือนคนขุดบ่อลึกแต่แคบ ยึ่งลึกยิ่งมืดและร้อนเมื่อลงไปอยู่ในนั้น

         กล่าวโดยทั่วไป ในวงสมาคมใครก็ตามที่เอาแต่ใจตัว ยึดมั่นแต่ความเห็นของตน ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นบ้างนั้นมักเป็นที่เบื่อหน่ายของเพื่อนฝูง เป็นที่ระอาของผู้หวังดี เรียกกันว่าเป็นคนดื้อหัวรั้น มีทิฐิมานะจัด ไม่มีคนนิยม

         ขาดเพื่อนเห็นใจและเพื่อนร่วมทุกข์ร่วมสุข  ใครไปแตะต้องความคิดเห็นของเขาไม่ได้ ถ้าทิฐิขอเขาเป็นมิจฉาทิฐิด้วยแล้วก็จะดึงเขาดิ่งลงไปในห้วงเหวแห่งหายนะอย่างไม่ต้องสงสัย

          ตรงกันข้ามกับคนที่ไม่ยึดมั่นในทิฐิของตนฝ่ายเดียว หมั่นปรึกษาไต่ถามท่านผู้รู้ ผู้ชำนาญ เคยเดินทางมาก่อน เมื่อตนและผู้ใหญ่เห็นชอบแล้วจึงทำลงไปด้วยความมั่นใจ ได้รับการสนับสนุน หากจะมีผิดพลาดบ้างก็ได้รับความเห็นใจในฐานะเป็นสิ่งสุดวิสัย

          การปรึกษาหารือกับผู้รู้ทำให้ได้ทรรศนะที่กว้างไกล ท่านอาจชี้ให้เห็นสิ่งที่เรายังมองไม่เห็น ชี้ข้อบกพร่องช่องโหว่ที่เรามิได้เฉลียวใจ ท่านอาจชี้ให้เราเห็นปัญหาหลายด้าน ถ้าปรึกษากับเพื่อนฝูงที่มีสติและปัญญาเท่า ๆ กัน ก็เหมือนไม่ได้ปรึกษา

         แต่ถึงกระนั้นถ้าถามความเห็นเขาบ้าง เขาอาจมีคำพูดบางคำที่สะกิดใจเราทำให้เรานึกบางสิ่งบางอย่างได้ อาจกลับตัวได้ หรือ ล้มเลิกทิฐิอันไม่ดีเสีย อย่างไรก็ตาม ไม่ควรตามความคิดเห็นของผู้อื่นเสียจนขาดความเป็นตัวของตัวเอง

          คลอนแคลน ไม่มั่นคง ถูกชักจูงได้ง่าย ขาดเหตุผลอันพอตรองเห็นได้ด้วยตนเอง หรือขาดหลักอันเป็นที่พักพิงของตนเอง กลายเป็นคนเชื่อง่าย ขาดเหตุผล คอยแต่ตามเสียงเขาว่าเสียเรื่อยไป

          ทางที่ดีที่สุดก็คือเดินทางสายกลาง มีหลักของตนเองพอสมควร และฟังความคิดเห็นของผู้อื่นบ้าง ยืดหยุ่นในสิ่งที่ควรยืดหยุ่น ยืนหยัดด้วยความเชื่อมั่นในสิ่งที่ควรยืนหยัด ขณะเดียวกันก็ควรพิจารณาความจริงอยู่เสมอ เมื่อความจริงเปลี่ยนไปแล้วก็ควรจะเปลี่ยนความคิดเห็น หรือความปักใจนั้นเสียด้วย

          เป็นบุคคลประเภทสัจจานุโลม ตัวอย่างเช่น เราเคยเห็นบุคคลผู้หนึ่งเป็นคนชั่ว เพราะเขาทำชั่วนานาประการทำให้เราปักใจว่าเขาเป็นคนเลว แต่ต่อมาเขากลับตัวเป็นคนดี ทำดี พูดดี คิดดี เราก็เห็น คนอื่นก็เห็น มีข้อพิสูจน์หลายประการว่า เขาเป็นคนดีแล้ว

          เราก็ควรถอนความปักใจเดิมว่าเขาเป็นคนเลว   มามีความเห็นตามเป็นจริงว่า เขาเป็นคนดี อย่างนี้เรียกว่า สัจจานุโลม ในทางตรงกันข้ามเหมือนกัน คนที่เคยดีต่อมาอาจเป็นคนชั่วได้ เมื่อเหตุปัจจัยปรุงให้เขาชั่ว

          สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยงอยู่อย่างนั้น จึงไม่ควรยึดมั่นในความเห็นจนเกินไป โดยเฉพาะความยึดมั่นในทิฐิที่ผิด และชักชวนผู้อื่นให้มีทิฐิเช่นนั้นด้วยย่อมมีโทษมาก

 จากคุณ : mayrin [ 13 ธ.ค. 2545 / 14:50:16 น. ]
     [ IP Address : 210.203.181.205 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (เพื่อนธรรมในกระดาน)

มีต่อไหมครับ ขอพิมพ์ไว้อ่าน ...

 จากคุณ : เพื่อนธรรมในกระดาน [ 13 ธ.ค. 2545 / 15:15:03 น. ]
     [ IP Address : 203.145.2.82 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (mayrin)

๓. สีลัพพตุปาทาน - ความยึดมั่นในศีลและพรต

          พจนานุกรมพุทธศาสตร์ โดยพระราชวรมุนี (ปยุตฺโต ป. ธ. ๙ พธบ.)  ได้ให้ความหมายไว้ว่า "สีลัพพตุปาทาน ความยึดมั่นในศีลและพรต คือหลักความประพฤติ ข้อปฏิบัติ แบบแผน ระเบียบวิธี ขนบธรรมเนียมประเพณี ลัทธิพิธีต่าง ๆ

          ที่ถือว่าจะต้องเป็นอย่างนั้น ๆ โดยสักว่าทำสืบ ๆ กันมา หรือปฏิบัติตาม ๆ กันไปอย่างงมงาย หรือ โดยนิยมว่าขลัง ศักดิ์สิทธิ์ มิได้เป็นไปด้วยความรู้ ความเข้าใจตามหลักความสัมพันธ์แห่งเหตุและผล"

          ศีลหรือหลักของความประพฤติ และวัตรหรือพรตนั้น ท่านผู้รู้ บัญญัติขึ้นเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม ความเป็นไปของมนุษย์ และประโยชน์ที่มนุษย์จะพึงได้จากข้อบัญญัตินั้น ๆ ตามความจำเป็นและเหมาะสมแก่สังคมนั้น ในกาละนั้นและเทศะนั้น

          เมื่อกาลเวลาล่วงไป สภาพแวดล้อมของมนุษย์เปลี่ยนไป สถานกราณ์ต่าง ๆ เปลี่ยนไป ความจำเป็นในการที่จะรักษาหลักแห่งความประพฤติลัทธิประเพณี ขนบธรรมเนียมบางประการก็หมดไปด้วย

          ผู้ใดยังยึดมั่นในหลักเดิมอยู่ ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงแก้ไขยืดหยุ่นให้เหมาะสม ผู้นั้นย่อมประสบความลำบากเปล่า กลายเป็นถืออย่างงมงายไร้เหตุผล ไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการถือเช่นนั้น

          อันที่จริงเราควรรู้และศึกษาเรื่องเหล่านั้นในฐานะเป็นร่องรอยของชีวิต ไม่ใช่เอายึดมั่นถือมั่นด้วยอุปาทานว่าเคยทำกันอย่างนี้ และต้องทำกันต่อไป

          ในอดีตสมัยพุทธกาลเมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วทรงเล็งเห็นว่า มีลัทธิธรรมเนียมพราหมณ์ เป็นอันมากที่เป็นไปเพื่อการเบียดเบียน เช่นการฆ่าสัตว์บูชายัญ ที่เป็นยัญใหญ่ถึงกับฆ่าเด็กหรือฆ่ากษัตริย์ก็เคยมี

          ทรงปฏิเสธเช่นนั้น ทรงสั่งสอนเสียใหม่ให้บูชายัญโดยการสงเคราะห์ เอื้อเฟื้อกัน ช่วยเหลือชีวิตสัตว์แทนการฆ่าสัตว์ ผู้มีปัญญาจักษุพอตรองเห็นเหตุผลได้ก็เลิกการบูชายัญอย่างเก่า มาบูชายัญอย่างใหม่ ตามแบบของพระพุทธองค์ คือเมตตาปราณีต่อสัตว์

          การประพฤติวัตรหรือพรตอันเป็นไป เพื่อเบียดเบียนตนเองของนักบวชสมัยนั้น ก็มีมากเช่น การเปลือยกาย การคลุกตัวด้วยขี้เถ้าตลอดเวลา การลงคลาน ๔ ขาอย่างสุนัข การยืนขาเดียว การนอนบนหนาม ฯลฯ ทรงเห็นว่าวัตรเช่นนั้น ไม่มีประโยชน์ เป็นทุกข์เปล่า ๆ ไม่มีผลดีแก่ใคร

          ทรงสอนให้ประพฤติวัตรอย่างกลาง ๆ ไม่หย่อนเกินไป ไม่ตึงเกินไป เช่น ทรงอนุญาตการนุ่งห่มเพียงเพื่อปกปิดความละอายและป้องกันหนาวร้อน อนุญาตที่อยู่อาศัยเพียงพอกันแดดกันฝน อนุญาตอาหารเพียงพอเลี้ยงชีพไปได้ และฝึกจิตให้สะอาดผ่องใส

          ทรงสอนอย่างตรงไปตรงมามีเหตุผล เป็นประโยชน์ทั้งทางโลกและทางธรรม

          มองให้ใกล้เข้ามาถึงสมัยปัจจุบัน สิ่งที่เรียกว่า ลีลัพพตุปรามาส หรือสีลัพพตุปาทาน นั้นมีอยู่เป็นอันมาก เช่น การนับถือพระรัตนตรัยนั้น จุดมุ่งหมายที่แท้จริงก็เพื่อการถ่ายแบบในทางที่ดี

          การมีพระรูปของพระพุทธเจ้าไว้สักการะบูชาก็เพื่อเอาวัตถุ มาช่วยจิตใจ คือจะได้น้อมระลึกถึงพระคุณของพระองค์ว่าทรงมีพระคุณอย่างนั้น ๆ เช่น ทรงมีพระมหากรุณาเพียงไร มีความบริสุทธิ์เพียงไร มีพระปัญญาอย่างไร

          แล้วน้อมเอาพระคุณเหล่านั้นมาสู่ตน หรืออบรมตนให้มีคุณธรรมคุณสมบัติอย่างนั้นบ้าง ถ้าเคารพนับถือไปในแง่ขลังและศักดิ์สิทธิ์ย่อมไม่พ้นสีลัพพตุปาทาน

          พระสงฆ์บางรูปมีวัตรปฏิบัติดี ปฏิปทาน่าเลื่อมใสและมุ่งการทำความเพียรทางจิตเพี่อพ้นทุกข์เป็นจุดมุ่งหมาย ท่านจึงมีอำนาจจิตสูงด้วยกำลังของสมาธิและเฉลียวฉลาดด้วยกำลังของวิปัสสนาปัญญา คนเคารพเลื่อมใสมาก

          อะไร ๆ ที่เกี่ยวกับท่านก็ดูจะขลังและศักดิ์สิทธิ์ไปเสียหมด ลูกศิษย์ใกล้ชิดก็สร้างเหรียญของท่านบ้าง ทำรูปแบบเหมือนของท่านบ้าง ครั้งแรก ๆอาจทำเพื่อเคารพบูชา หรือเป็นเครื่องระลึกประจำตนด้วยความเคารพเลื่อมใส

          ต่อมาเมื่อมีคนเลื่อมใสมากขึ้น ก็เริ่มทำเพื่อหารายได้สร้างนั่นสร้างนี่ ใคร ๆ ก็พากันไปพึ่งบารมีของท่านให้วุ่นวายกันไปหมด พวกมักได้เห็นเป็นทางได้โดยสะดวก อาจแฝงตัวเข้ามาทำมาหากินกับเหรียญหรือรูปปั้น และรูปเหมือนของท่าน

          เมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่ก็ไปรบกวนท่านกัน จนท่านไม่มีเวลาเป็นของท่านเองบ้าง เป็นการรบกวนความสงบสุขของท่านในปัจจุบัน อย่างที่พระพุทธองค์ตรัสว่า

          "ภิกษุทั้งหลาย ลาภ สักการะ และชื่อเสียง ทารุณ เผ็ดร้อน หยาบคาย เป็นอันตรายแก่การบรรลุธรรมอันปลอดโปร่งจากเครื่องข้อง อันประเสริฐยิ่ง ภิกษุทั้งหลาย (อย่าว่าแต่ภิกษุปุถุชนเลย) ลาภ สักการะ และชื่อเสียงนี้ เป็นอันตรายแม้แก่ภิกษุผู้เป็นอรหันตขีณาสพ"

          เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้ พระอานนท์จึงทูลถามขึ้นว่า "เพราะเหตุไร ลาภ สักการะและชื่อเสียง จึงเป็นอันตรายแก่ภิกษุอรหันตขีณาสพ ?"

          พระศาสดาตรัสตอบว่า "ลาภ สักการะและชื่อเสียงมิได้เป็นอันตรายต่อจิตที่หลุดพ้นแล้วของพระขีณาสพนั้นก็จริง แต่เป็นอันตรายต่อการอยู่เป็นสุข ในปัจจุบันของพระขีณาสพนั้น นี่แหละอานนท์ เราจึงกล่าวว่า ลาภ สักการะและชื่อเสียง เป็นของทารุณ เผ็ดร้อน หยาบคาย..."

          ในทางที่ถูกที่เหมาะสมก็คือ ถ้าเลื่อมใสท่านก็ควรศึกษาให้รู้ให้เข้าใจถึงข้อปฏิบัติของท่านว่า ท่านมีดีในตนของท่านอย่างไร มีคุณอย่างไร แล้วถ่ายแบบเอาคุณอย่างนั้นเข้าไว้ในตน ดำเนินตามรอยของท่าน

          สร้างสมคุณธรรมอย่างนั้น ๆ ให้เกิดขึ้นในตน อย่างนี้แหละเรียกว่าเลื่อมใสจริง ได้ผลจริง และได้ชื่อว่าอยู่ใกล้ท่านจริง โดยที่ไม่ต้องแขวนเหรียญของท่านก็ได้ ไม่ต้องบูชารูปเคารพของท่านก็ได้ ดังที่พระพุทธองค์ตรัสว่า

          "ผู้ใดก็ตาม แม้เดินเกาะชายสังฆาฏิ ของพระองค์ไปอยู่ทุกหนทุกแห่ง ก็หาชื่อว่าอยู่ใกล้พระองค์ไม่ ส่วนผู้ใดปฏิบัติธรรมสมควรแก่ตน สมควรแก่เหตุผล ผู้นั้นแหละชื่อว่าอยู่ใกล้พระองค์อย่างแท้จริง"

          ทรงเปรียบเทียบให้เห็นว่า "เหมือนลาที่เดินตามฝูงโคอยู่ต้อย ๆ แต่ก็หาเป็นโคได้ไม่" (ส่วนโคแท้ ๆ แม้จะอยู่ต่างหากจากฝูงโคก็คงนับว่าเป็นโคอยู่นั่นเอง)

          เพราะฉะนั้น ผู้เลื่อมใสพระรัตนตรัย ปรารถความบริสุทธิ์แห่งตน ปฏิบัติตามโดยชอบเพื่อความบริสุทธิ์ นั่นแหละจึงจะบรรลุจุดมุ่งหมายแห่งการถึงพระรัตนตรัย และได้ผลจริงทุก ๆ ด้าน

          เพราะพระธรรมนั้นพระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีแล้ว เห็นได้ในปัจจุบัน ไม่กำหนดกาล เรียกให้มาดูได้ ควรน้อมเข้ามาในตนเพื่อให้กาย วาจา ใจของตนประกอบด้วยธรรม เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับธรรม และจะเห็นได้เองว่าธรรมนั้นประเสริฐสูงส่งเพียงใด

 จากคุณ : mayrin [ 13 ธ.ค. 2545 / 16:48:04 น. ]
     [ IP Address : 210.203.182.124 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (mayrin)

๔. อัตตวาทุปาทาน - ความยึดมั่นในตัวตน
          โดยทั่วไปบุคคลผู้มิได้สดับธรรมของพระอริยะย่อมสำคัญมั่นหมายว่ามีตัวตน และสำคัญมั่นหมายสิ่งภายนอกว่าเป็นของตน เช่น บุตร ภรรยา สามี ทรัพย์สมบัติ ญาติพี่น้อง เพื่อน คู่รักของตน

          เมื่อสำคัญมั่นหมายดังนั้น ความทุกข์ ความกังวล ความร้อนใจ ก็เกิดขึ้นด้วยเหตุต่าง ๆ เช่น ความพลัดพรากบ้าง ความไม่ได้ดังใจหวังบ้าง

          ความจริงสิ่งทั้งหลาย ไม่มีตัวตน ไม่เป็นของเรา แม้ตัวตนที่เราสำคัญมั่นหมายว่าเป็นเรา ก็ยังไม่เป็นของเรา มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไปตามเหตุปัจจัย เมื่อมีเหตุปัจจัยหนุนอยู่อุปถัมภ์ค้ำชูอยู่ก็ดำเนินต่อไปได้ พอขาดเหตุปัจจัยก็ดับไป

          เหมือนเปลวไฟจากตะเกียงน้ำมัน เมื่อยังมีเหตุปัจจัยคือไส้และน้ำมันอยู่ เปลวไฟก็ยังดำรงอยู่ได้ทีละขณะ ๆ พอสิ้นน้ำมันอันเป็นเหตุปัจจัยและไฟได้ไหม้ไส้เท่าที่พอจะไหม้ได้หมดแล้ว เปลวไฟก็ดับไป

          เมื่อตัวตนแม้ของเราเองก็ไม่มีเสียแล้ว ก็เป็นอันไม่ต้องกล่าวถึงสิ่งภายนอก ที่รู้สึกว่าเป็นเราและเป็นของเรานั้นเพราะความยึดถืออุปาทาน

          ธรรมดามนุษย์เรานั้นประกอบด้วยขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ และธาตุ ๖ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศและวิญญาณธาตุ

          ในอนัตตลักขณสูตร (สูตรที่ว่าด้วยลักษณะของอนัตตา) พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่า ขันธ์ ๕ ไม่มีตัวตน ไม่เป็นตัวตน ถ้าเป็นตัวตนแล้วก็ย่อมไม่เป็นไปเพื่ออาพาธ เราย่อมปรารถนาเอาได้ว่า จงเป็นอย่างนี้เถิด อย่าเป็นอย่างนั้นเลย

          ในธาตุวิภังคสูตร มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ (๑๔/ ข้อ ๖๕๓-๖๘๙) พระพุทธองค์ทรงแสดงว่า คนเราประกอบด้วยธาตุ ๖ ดังกล่าวแล้ว และธาตุ ๖ นั้น

          บุคคลพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงว่า ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เมื่อเห็นดังนี้ย่อมเบื่อหน่ายในธาตุทั้ง  ๖และจิตย่อมคลายความกำหนัดในธาตุทั้ง ๖ นั้น

          แม้บางคราวพระพุทธองค์ทรงแสดงอัตตาคือตัวตนเหมือนกัน เช่นในโปฏฐปาทสูตร (ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค พระไตรปิฎกเล่ม ๙ เรื่องที่ ๙) ทรงแสดงอัตตา ๓ อย่าง คือ

          ๑.อัตตาหยาบ อันได้แก่ ตัวตนของมนุษย์ สัตว์ดิรัจฉานและเทพชั้นกามาวจรทั่วไป
          ๒. อัตตาอันสำเร็จด้วยใจ อันได้แก่ กายของพรหม ชั้นรูปพรหมและ
          ๓. อัตตาที่หารูปมิได้ คือพวกอรูปพรหม แต่ทรงสอนให้ละอัตตาทั้ง ๓ นั้นเสีย และว่าการละอัตตาทั้ง ๓ เสียได้เป็นความสุข

          ในที่สุดทรงเน้นว่า คำว่า "อัตตา (ตัวตน)" นี้ เป็นเพียงโลกสมัญญา โลนิรุติ โลกโวหารและโลกบัญญัติ คือสมมติเรียกกันทางโลกเป็นภาษาของชาวโลก แต่ไม่ทรงยึดถือ

          ข้อที่ว่า "ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน" ก็ทำนองเดียวกัน ทรงเรียกขันธ์ ๕ ธาตุ ๖ ว่าตนตามสมมติของชาวโลก เพื่อให้ชาวโลกเข้าใจและนำไปปฏิบัติได้ในขั้นจริยธรรม

          เพื่อให้สร้างตนเอง พึ่งตนเองด้วยการกระทำของตนเอง พระพุทธศาสนาเน้นเรื่องนี้จนได้ชื่อในภาษาอังกฤษสมัยปัจจุบันว่า A Do-it-yourself Religion

          พระพุทธเจ้าเองก็ตรัสอยู่เสมอว่าให้มีตนเป็นที่พึ่ง พระองค์เองทรงเป็นเพียงผู้บอกเท่านั้น วิธีพึ่งตนเองที่ดีที่สุดก็คือ พึ่งธรรม แม้พระองค์ก็ทรงถือเอาธรรมเป็นที่พึ่งเหมือนกัน คนที่ธรรมคุ้มครองแล้วก็เป็นอันได้รับการคุ้มครองด้วยดี ผู้ที่ธรรมไม่คุ้มครองแล้ว ใคร ๆ ก็ไม่อาจคุ้มครองได้

          ในจูฬสัจจกสูตร (มัชฌิมนิกาย มูลบัณณาสก์ พระไตรปิฎกเล่ม ๑๒ ข้อ ๓๙๖)  สัจจกนิครนถ์ ทูลถามพระพุทธองค์ว่า ด้วยเหตุเพียงเท่าใด สาวกของพระองค์จึงชื่อว่าเป็นผู้ทำตามคำสั่งสอน ทำตามพระโอวาท ข้ามความสงสัยเสียได้ ถึงความแกล้วกล้า ไม่ต้องเชื่อผู้อื่น อยู่ในคำสอนแห่งศาสดาของตน

          พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า สาวกของพระองค์เห็นปัญจขันธ์โดยความเป็นของไม่มีตัวตน ไม่ใช่ตัวตน เพียงเท่านี้ก็ชื่อว่าทำตามคำสอนทำตามโอวาทของเรา ข้ามความสงสัยเสียได้ ถึงความแกล้วกล้าไม่ต้องเชื่อผู้อื่น... ฯลฯ

         เพราะหตุที่สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ใช่ตัวตน ไม่มีตัวตน พระพุทธองค์จึงตรัสว่า สิ่งทั้งปวงอันบุคคลไม่ควรยึดมั่นถือมั่น (สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย) เพราะเมื่อยึดมั่นในสิ่งใด ก็ย่อมต้องทุกข์เพราะสิ่งนั้น เมื่อยึดมั่นในตัวตนก็ย่อมต้องทุกข์เพราะตัวตน

          เพราะสิ่งใดที่บุคคลเข้าไปยึด (มีอุปทาน) จะไม่ก่อทุกข์ก่อโทษให้เป็นไม่มีในโลกนี้ หรือแม้ในโลกไหน ๆ ก็ตาม พระพุทธองค์ตรัสว่า เมื่อไม่ยึดมั่นย่อมไม่มีความหวาดสะดุ้ง เมื่อไม่หวาดสะดุ้ง ย่อมปรินิพพานเฉพาะตนทีเดียว

          ความยึดมั่นในตัวตนนี่เองทำให้บุคคลมีอหังการ ความทะนงตนหรือความรู้สึกเชิดชูตน ที่เรียกในภาษาอังกฤษว่า Egoistic Tendency ความรู้สึกดังกล่าวนี้นำความทุกข์มาให้แก่ตนและผู้อื่นมาก มีลักษณะยกตนข่มผู้อื่น

          ซึ่งมีอยู่ทั่วไปในหมู่ชนผู้มิได้สดับธรรมของพระอริยะ ผู้หลงอยู่ในทิฐิมานะและตัวตนก่อให้เกิดความเคียดแค้นบาดหมาง ความกระทบกระทั่ง ความริษยาและนำไปสู่ความทุกข์อันยืดเยื้อ

          ความรู้สึกทะนงตนดังกล่าวแม้บางคราวจะไม่ก่อทุกข์แก่ผู้อื่นเพราะอยู่ภายใต้ตน แต่ก็ก่อทุกข์ให้แก่ตนในฐานะที่เป็นภาระทางใจอันหนักอึ้ง บางทีก็ทำให้คนผู้มีปัญญาจักษุน้อย มองเห็นเป็นความดีงามในฐานะแห่ง "ศักดิ์ศรี" หรือ "เกียรติยศ"

        แล้วแบกเอาสิ่งนั้นไว้ และกอดรัด เอาไว้อย่างเหนียวแน่น บางทีก็เป็นไปในรูปของการ "จมไม่ลง" บางคราวก็เป็นไปในรูปของการ "กลืนไม่เข้า คายไม่ออก"

          บางครั้งก็มีพฤติกรรมทำนองเดียวกับนกที่ถูกเขาเอาไม้เสียบคาง แล้วปล่อยให้บนไป ต้องมองสูงอยู่ตลอดเวลา ก้มไม่ได้ เหินไปจนหมดแรงแล้ว ตกลงมาตาย

          หลุมพรางของโลกมีอยู่เป็นอันมาก คอยดึงดูดให้คนตกลงไป ผู้ไม่มีแว่นธรรมหรือกล้องส่องทางไกลคือธรรม ย่อมเป็นการยากที่จะมองเห็น เมื่อตกลงไปแล้วบางทีก็ชื่นชมยินดีอยู่ในหลุมพรางนั้น ไม่คิดจะดึงขึ้นมา

         เพราะคนเป็นอันมากตกอยู่ นึกว่าใคร ๆ ก็เป็นอย่างนี้ ทั้งนั้น นึกปลอบใจตัวเองว่า "ไม่เป็นไรใคร ๆ ก็เป็นกัน" แต่ความสุขของผู้ไม่ตกหลุมพรางไม่ติดบ่วงนั้นเป็นอย่างไร ไม่เคยได้รู้

         จึงสำคัญผิด เห็นทุกข์เป็นสุขไปอย่างนี้แหละมีมาก ส่วนคนที่มีทรรศนะอันถูกต้อง เห็นทุกข์เป็นทุกข์ เห็นสุขเป็นสุขนั้นมีน้อย

         อุปทานคือความยึดมั่นทั้ง ๔ ประการดังกล่าวเป็นเครื่องผูกพันมนุษย์ไว้กับความทุกข์ เมื่อปล่อยวางได้ไม่มีอุปทานก็เป็นความสุข ความดับอุปาทานโดยไม่มีเชื้อเหลือท่านเรียกว่า อนุปาทาปรินิพพาน

          เป็นภาวะสูงสุดในพระพุทธศาสนา เป็น Summum Bonum  เป็นกิจที่พึงประสงค์อย่างยิ่งในการประพฤติธรรม เป็นภาวะที่ปลอดภัยจากทุกข์ทั้งปวง

        การปล่อยอุปาทานอย่างหนึ่ง แล้วไปจับเอาอีกอย่างหนึ่งไว้นั้น อีกหน่อยก็จะติดหมดทุกอย่างโดยไม่รู้ตัว เพราะอวิชชาคือความไม่รู้ หรือความเขลา ดังลิงที่เอามือไปจับท่อนไม้ที่มียางเหนียวไล้อยู่โดยรอบ

          เมื่อมือแรกติดยางเหนียวแล้วดึงไม่ออก เอามือที่สองไปยันเข้า เมื่อดึงมือแรกออก มือที่สองจึงติดยางเหนียวนั้นด้วย
มือที่สามและที่สี่ก็ติดยางเหนียวโดยทำนองเดียวกัน จึงเป็นอันติดยางเหนียวหมดทั้ง ๔ มือ หรือ ๔ เท้า

          ต้องห้อยโหนตัวอยู่ที่ท่อนไม้นั่นเอง ได้รับทุกขเวทนาเป็นอันมาก คนส่วนมากก็ยึดมั่นอยู่ในอุปาทานทั้ง ๔ ประการนั้น

          บางรายแม้ละอุปาทานอย่างอื่นได้แล้ว แต่ไปติดอยู่ในอัตตวาทุปาทานแต่ประการเดียว หรือติดอย่างใดอย่างหนึ่งก็เหมือนกัน ชื่อว่าติดอยู่ไม่อาจถอนตนให้เป็นอิสระโดยสมบูรณ์ได้ เหมือนลิงที่แม้จะติดยางเหนียวเพียงมือเดียวก็ชื่อว่าติดขอนไม้อยู่นั่นเอง ไม่อาจมีเสรีภาพได้

          ฉันใดก็ฉันนั้น พิจารณาให้เห็นโทษของอุปาทาน ไม่ว่ากาม ทิฐิ สีลัพพตะหรืออัตตวาทะล้วนแต่มีโทษทั้งสิ้น เมื่อพิจารณาเห็นโทษแล้ว ก็พยายามบรรเทาความยึดมั่นต่าง ๆ เหล่านั้นให้เบาบางลง

          ถ้ายังไม่อาจบรรเทาได้ก็ให้พิจารณาเห็นโทษเนือง ๆ มองให้ดีจะเห็น เพราะความทุกข์อันปรากฏชัดเจนอยู่กับใจนั้นก็เพราะมีอุปาทาน

         การเห็นทุกข์อันเกิดจากอุปาทานก็ชื่อว่าเห็นโทษของอุปาทาน ถ้ายังบรรเทาไม่ได้ก็ให้อบรมสมาธิและปัญญาให้มีกำลังแรงกล้าขึ้นเพราะเมื่อเห็นโทษแล้ว ยังตัดไม่ได้ก็แสดงว่ากำลังใจยังไม่พอ กำลังปัญญายังไม่พอ

         เหมือนคนที่เห็นการผูกมัดรัดรึงว่าเป็นโทษที่พึงสลัดออกแล้ว แต่ยังตัดไม่ขาด ทั้ง ๆ ที่มีดก็มีอยู่ในมือ แสดงว่ากำลังแขนยังไม่พอ ต้องบำรุงกำลังแขน ให้แข็งแรงขึ้น และลับมีดให้คมขึ้นอีก ย่อมจะต้องตัดได้ขาดเมื่อกำลังเพียงพอ

          การปล่อยอุปทานเหมือนการปลงภาระอันหนักลงเสียได้ ย่อมมีความสุข ความโปร่งใจ เบาใจ เหมือนคนแบกภาระหนักมานาน เมื่อปลงเสียได้ ไม่ยึดภาระอื่นไว้ย่อมเบาสบาย ปลอดโปร่ง ฉันใดก็ฉันนั้น

          บุคคลอุ้มสิ่งใดไว้ย่อมหนักเพราะสิ่งนั้น กายที่อุ้มภาระใดไว้ เช่น แม่อุ้มเด็กย่อมหนักเพราะภาระนั้น ยิ่งอุ้มนานและเดินทางไกล ก็ยิ่งหนัก และเหน็ดเหนื่อยมากขึ้น ฉันใด ใจที่อุ้มเอากิเลสไว้ อุ้มเอาอุปาทานไว้ก็ย่อมหนักฉันนั้น

          แม้ปากจะบ่นว่าไม่ไหวแล้ว แต่ก็ยังอุ้มไว้สิ่งที่อุ้มไว้นั้นยังเป็นสังขาร มีปัจจัยปรุง มีความทรุดโทรม คร่ำคร่าเป็นธรรมดาเข้าอีก ผู้อุ้มเอาไว้จึงต้องแก้ไข ปรับปรุง ยุ่งเหยิงอยู่เนืองนิตย์

          เพียงขันธ์ ๕ หรือกายใจของตนเพียงคนเดียวก็หนักแสนหนักอยู่แล้ว ยังอุ้มเอาสิ่งอื่นภายนอกตนไว้อีกด้วยอุปาทานอันมั่นคงว่า "เรา" และ "ของเรา" ลองคิดดูเถิดว่าจะต้องหนักสักเพียงใด

          ชีวิตที่ไม่มีอุปาทาน จึงเป็นชีวิตที่ปลอดโปร่งสบาย ปล่อยสิ่งทั้งหลายให้เป็นไปตามเหตุปัจจัย (ยถา ปจฺจยํ ปวตฺตนฺติ) เข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งต่าง ๆ ด้วยความรู้เท่าทัน ด้วยปัญญาอันชอบ มิใช่ เข้าไปเกี่ยวข้องอย่างมืดบอดซึ่งจะก่อโทษให้นานัปการ.

------------------------------------------------------------
คัดลอกจาก: หลักธรรมอันเป็นหลักใจพระพุทธศาสนา
วศิน อินทสระ  หน้า ๑๒๑  - ๑๔๒

 จากคุณ : mayrin [ 13 ธ.ค. 2545 / 16:51:01 น. ]
     [ IP Address : 210.203.182.124 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (mayrin)

จบแล้วค่ะ : )

 จากคุณ : mayrin [ 13 ธ.ค. 2545 / 16:52:02 น. ]
     [ IP Address : 210.203.182.124 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (เพื่อนธรรมในกระดาน)

ขอบคุณครับคุณ เม .. ผู้เป็นฝากฝั่งแห่งความเย็นกาย สบายใจ

 จากคุณ : เพื่อนธรรมในกระดาน [ 13 ธ.ค. 2545 / 17:47:24 น. ]
     [ IP Address : 203.145.2.82 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (นกกระสา)

อยากอ่านธรรมที่กลั่นออกมาจากจิตของคุณเมรินบ้างครับ

 จากคุณ : นกกระสา [ 13 ธ.ค. 2545 / 18:51:10 น. ]
     [ IP Address : 202.74.39.99 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (nong A)

a nu mo tha na ka

 จากคุณ : nong A [ 13 ธ.ค. 2545 / 21:19:57 น. ]
     [ IP Address : 195.93.73.7 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (ลุงสุชาติ)

ขออนุโมทนาในกุศลกรรมของคุณ mayrin ด้วยใจจริง

 จากคุณ : ลุงสุชาติ [ 14 ธ.ค. 2545 / 00:27:22 น. ]
     [ IP Address : 202.133.160.238 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (แย้มกะลา)

สาธุครับ  _/|\_  ขยันแท้หนอ...

 จากคุณ : แย้มกะลา [ 14 ธ.ค. 2545 / 07:13:22 น. ]
     [ IP Address : 203.155.224.216 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (มุนีเสรี)

ขออนุโมทนาในความเสียสละของคุณเมริน  

 จากคุณ : มุนีเสรี [ 14 ธ.ค. 2545 / 07:28:42 น. ]
     [ IP Address : 68.42.154.50 ]


 ความคิดเห็นที่ 13 : (mayrin)

เรียน นกกระสา

       เมเป็นผู้กำลังศึกษา น้อมนำธรรมจากพ่อแม่ครูอาจารย์ และคำแนะนำชี้แนะจากกัลยาณมิตรไปปฏิบัติ  สิ่งที่ออกมาจากจิตเมเป็นความคิดเห็น และผลการปฏิบัติส่วนตัวของผู้เริ่มต้นค่ะ

 จากคุณ : mayrin [ 14 ธ.ค. 2545 / 09:18:17 น. ]
     [ IP Address : 210.203.177.91 ]


 ความคิดเห็นที่ 14 : (mayrin)

ขออภัย พิมพ์ตกคำว่า  คุณ
เมจะพิมพ์ว่า  คุณนกกระสา  ไม่ใช่ นกกระสาค่ะ  : )

 จากคุณ : mayrin [ 14 ธ.ค. 2545 / 09:21:01 น. ]
     [ IP Address : 210.203.177.91 ]


 ความคิดเห็นที่ 15 : (p.m.)

ขอบคุณมากๆค่ะ
อนุโมทนาด้วยค่ะ
(-/\-)

 จากคุณ : p.m. [ 14 ธ.ค. 2545 / 15:43:17 น. ]
     [ IP Address : 202.29.46.39 ]


 ความคิดเห็นที่ 16 : (ศรัทราธรรม)

  อนุโมทนา สาธุ ครับ _/|\_

 จากคุณ : ศรัทราธรรม [ 17 ธ.ค. 2545 / 09:38:52 น. ]
     [ IP Address : 203.155.230.212 ]


 ความคิดเห็นที่ 17 : (โชติปาละ)

    สาธุ และขออนุโมทนาด้วยครับ

 จากคุณ : โชติปาละ [ 17 ธ.ค. 2545 / 13:45:38 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.12 ]


 ความคิดเห็นที่ 18 : (aratana)

        อย่า น่ะ  ความหลง.....ฉันจะปลงใน อนิจจัง
                                  ผมสอนตนเอง น่ะ.....โจทก์เจ้าของ

 จากคุณ : aratana [ 20 ธ.ค. 2545 / 07:06:03 น. ]
     [ IP Address : 203.113.61.197 ]


 ความคิดเห็นที่ 19 : (Soroj)

ขออนุโมทนาด้วยครับ

 จากคุณ : Soroj [ 25 ธ.ค. 2545 / 01:55:52 น. ]
     [ IP Address : 61.211.242.25 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!