เนื้อความ :
(คุณหมอกำพลโทร ติดต่อเรื่องจะจัดพิมพ์หนังสือปกติ และแนะนำว่าให้ตั้งกระทู้ใหม่ ขอบคุณค่ะ)
หลังจากสมัยของพระพุทธเจ้าแล้ว เนื้อหาสาระของคำสอนได้แพร่กระจายออกไปสู่สังคม ครั้งนั้นคำสอนของพระเยซูหลังจาก ๑๕๐ ปีแล้ว อาณาจักรโรมันก็เริ่มยอมรับคำสอนของพวกคริสต์ แล้วในที่สุดคำสอนบริสุทธิ์ของคริสต์ก็ถูกผนวกกับปรัชญากรีกเหมือนทุกวันนี้ ที่เราเห็นในโบสถ์คริสต์ทุกวันนี้นั้นไม่ใช่คำสอนของพระเยซู หลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว ท่านก็เริ่มสั่งสอน ตกรัชสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช สัจจธรรมเริ่มปฏิรูปขึ้นเรื่อย ๆ จากเหตุผลด้านการเมือง ทางด้านสังคม ทางด้านอะไรต่าง ๆ จนกระทั่งมีการจับพระสึกกัน ท้ายที่สุดนะครับ ก็ผู้รู้ผู้หนึ่งเราเรียกกันว่า พระพุทธเจ้าแห่งวิชัยบุรี คือ นาคันชุนโกนดะ ซึ่งเป็นต้นตำรับของการพูดเรื่องสุญญตาหรือความว่าง เรียกว่า สกุลมัทมิก ปรัชญามัทมิก หรือสายกลาง ไม่ใช่ความมีอยู่ ไม่ใช่ความไม่มีอยู่ แต่เป็นคำสอนบริสุทธิ์ในเรื่องสุญญตา ช่วงเดียวกันนั้นเอง มีผู้รู้เกิดขึ้นในธิเบต คือ นิอาเรปะ ซึ่งไม่ได้เป็นพระ เป็นโยคี สมัยนั้น ในราชวงศ์ถัง ของสมัยจักรพรรดิ คูรูปูเช็กเทียน คือสมณะ เว่ยหล่างที่เรียกกันว่า ลักโจ้ ท่านไม่รู้หนังสือ แต่ด้วยความชาญฉลาดของท่าน สามารถทำให้พุทธบริษัทเข้าถึงความจริงนี้เป็นจำนวนหมื่น สิ่งน่าประหลาดคือ สมณะเว่ยหล่าง หรือลักโจ้ เป็นผู้ที่สอนอันเดียวกับที่หลวงพ่อสอน สารัตถะของสายเราก็คือ การไม่เข้าไปในคลองแห่งการตรึก ไม่เข้าไปในความคิด ซึ่งผมแปลกใจมากครับ ที่สุดสมณะเว่ยหล่างก็ถูกขนานชื่อว่า พระพุทธเจ้าแห่งเมืองกวางตุ้ง พุทธะแห่งเมืองกวางตุ้ง หลวงพ่อเป็นคนไม่รู้หนังสือ ค้นพบสิ่งนี้ด้วยตัวเองภายในคืนเดียว ผมเองไม่ลังเลที่จะเรียกท่านว่า พุทธแห่งเมืองเลยครับ
อ.วัลลภ อันนี้น่าสนใจมากนะครับอาจารย์ กลับมานิดหนึ่ง ท่านเป็นมนุษย์มหัศจรรย์ จริง ๆ นะครับ รู้จักใช้เทคนิคต่าง ๆ ให้แต่ละคนที่มีจริตต่างกัน รู้จักว่าคนนั้นต้องใช้แบบนั้นแบบนี้ สอนแบบนี้ ๆ คือไม่มีรูปแบบแหละ ผมเคยจำได้ว่า อาจารย์ไปทำอะไรที่สงขลา สร้างโบสถ์หรืออะไรเนี่ย อาจารย์พอจะเล่าได้มั้ยว่า ท่านสามารถทำให้อาจารย์ซึ่งเป็นครูอาจารย์ เรียกว่า เรียนพระไตรปิฎกมา ๒ รอบแล้วอยู่ในทฤษฎี ทำให้อาจารย์เรียนรู้ได้อย่างไร เรียกว่าตอนนั้นอาจารย์กำลังจะสร้างโบสถ์ใช่ไหม ท่านรู้ได้อย่างไร ว่าอาจารย์กำลังกลุ้มใจหรือเป็นอะไรอยู่
อ.โกวิท ผมไม่ได้คิดว่าท่านรู้ได้อย่างไร คิดว่าท่านบอกอะไรผม คิดอย่างนี้บ่อย ส่วนญาณนั้นจะเกิดยังไง ผมคิดว่าสุดวิสัยที่ผมจะอธิบาย ผมไม่ทราบจริง ๆ แต่สิ่งที่บอกมานี้ชัดและตรง คล้าย ๆ กับต้องตีความหรือเข้าใจเดี๋ยวนั้น ถ้าช้านิดเดียว จะเข้าใจไม่ได้เหมือนกับแกงร้อน ๆ ที่ยื่นมา ต้องกินเดี๋ยวนั้น ถ้าช้านิดเดียวมันกลายเป็นยาพิษทันที ที่อาจารย์ถามผม คืนนั้นผมลงไปอยู่ทางใต้ ท่านอาจารย์ระวีเคยไปครั้งหนึ่ง เคยไปดูดาวคงจำได้ดี ผมศรัทธาแล้วและปฏิบัติตามแนวทางของท่าน แต่ผมยังไม่ซาบซึ้งมากนะครับ ผมยังจับผิดอยู่ ไม่ใช่จับผิดท่านนะครับ คือจับความรู้สึกตัวเองไม่ได้ครับ ยังเพ่งเล็ง ยังจ้องอะไร ยังสองจิตสองใจ เพราะว่าอันหนึ่งอยากจะช่วยสังคมมาก ๆ อยากจะระดมความคิดอะไรที่จะเข้าไปแก้ปัญหาสังคม หรือความรุนแรงที่เป็นบรรยากาศห่อหุ้มประเทศเราในช่วงนั้น ผมไปอยู่สงขลา มีหาดทรายผุดขึ้นกลางทะเล เขาเรียกหาดทรายแก้วควบคู่กับตำนานเมืองสงขลา ผมก็ไปอยู่เป็นคนแรก ชาวบ้านคิดว่าผมเป็นคนศักดิ์สิทธิ์ เห็นดาวตกสามดวง แล้วไปกันสามรูปพอดี ทีนี้เขาคงคิดว่าเราศักดิ์สิทธิ์ก็มากันทั้งหมู่บ้าน มาจูบมือจูบเท้า เอ๊ะ
ศักดิ์สิทธิ์จริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ ก็เลยดิ้นไม่หลุดจากความเชื่อของประชาชน กับความเป็นตัวของตัวเอง ไม่รู้จะเอาอันไหนกันแน่ครับ ผมเดือดร้อนมาก ๆ ครับ เป็นวิกฤตการณ์ชีวิตของผม กลางคืนผมนอนร้องไห้อยู่คนเดียว คืนนั้น จัดสัมมนาทั่วประเทศ พระสงฆ์ไปกันเยอะ พระสงฆ์แตกทัพจากลาว ยังมาร่วมสัมมนากัน กลางวันผมแสดงบทได้ดี คือ ไม่มีปัญหาอะไร กลางคืนผมนอนร้องไห้น้ำตาไหล ผมไม่มีทางออกต่อความตึงเครียด ความสับสน ความกลัว และความที่อยากจะทำอะไร ซึ่งผมคิดว่า สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นกับชีวิตคนเรา ไม่ช่วงใดก็ช่วงหนึ่งที่มาถึงตาจน ช่วงนั้นเองที่ท่านไม่เคยสนใจที่นี่ ท่านไปหา ไปกับคุณเลือบ ศิริปัต ครับ ไปคืนเดียวและกลับครับ จากกรุงเทพฯไปสงขลา พันกว่ากิโลข้ามเรือไปอีกตั้งชั่วโมง ไปถึงช่วงเช้าท่านก็เอาข้อความที่จดไว้ในกระดาษ ผมจำบาลีไม่ได้ ตอนนั้นผมสอนบาลีท่านอยู่ และครั้งที่ผมอธิบายศัพท์บาลี ให้หลวงพ่อเลือกความหมายนะครับ ทุกครั้งท่านก็เลือกได้แม่นยำ กระทบความรู้สึกของเรา ทำให้เรายอมรับว่า เนื้อหาที่ซ่อนอยู่ในนั้น ถ้าไม่รู้จะเลือกผิดครับ อย่างที่เรารู้นะครับว่า ภาษาบาลีตีได้หลายนัยมากในคำคำเดียวกัน
หลวงพ่อเอาประโยคหนึ่งไปถามว่า แปลว่าอะไร ผมก็แปลให้ฟังครับว่า สัตว์โลกทั้งหลายยินดีในธรรมเป็นเครื่องเนิ่นช้า ส่วนพระตถาคตไม่ยินดีในธรรมเป็นเครื่องเนิ่นช้า ผมแปลเสร็จหลวงพ่อก็กลับไปกระต๊อบกุฏินั้น ตกเย็นมาอีกที หลวงพ่อบอกลืมแล้ว แปลว่าอะไรนะ ผมไม่รู้ทันก็แปลให้อีกหนว่า สัตว์โลกทั้งหลายยินดีในความเนิ่นช้า พระตถาคตทั้งหลายไม่ยินดีในธรรมเป็นเครื่องเนิ่นช้า รุ่งเช้าหลวงพ่อไปตั้งแต่ยังไม่ได้ฉันเช้ากลับกรุงเทพฯ ตกเย็นผมคิดว่าหลวงพ่อมาทำไมนะ ทางมันตั้งพันกิโล ผมไม่เข้าใจ ท่านมีเหตุผลอะไร หลายคืนจากนั้นไป ผมเลยนึกออกครับว่า สัญญานอันตรายได้เตือนผมแล้ว จากนั้นผมก็ได้ออกจากที่นั่น ติดตามมาอยู่กับท่านที่วัดสนามใน เหตุการณ์ที่วัดสนามในนั้นคงเป็นตำนานสักอันหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องของผมอย่างเดียวนะครับ ในชีวิตของผม หลายเรื่องมากครับที่นั่น เพราะว่าภายใต้หน้าตาธรรมดา ๆ นั้น ความเป็นธรรมดาของท่านเป็นสิ่งยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็น เพราะความเป็นธรรมดาไม่มีอุปสรรคกับเพื่อนมนุษย์เลย ไม่ว่าเขาจะเป็นคริสต์ นับถืออะไรมาก็ตาม หลวงพ่อไม่เคยปฏิเสธเขาเลย ครั้งหนึ่งผมถึงเข้าใจหลวงพ่อเต็มที่ มีโยมคนหนึ่ง ตอนนั้นเขาเป็นนักบวช เขามาสำแดงวาทะความเชื่อ เรื่องผี เรื่องเปรต เป็นเรื่องจริง ๆ เขาบอก เขาเห็น ผมฟังแล้วรำคาญ ผมทนไม่ได้ ทนไม่ได้เลยลุกหนี ตกเย็นผมรายงานหลวงพ่อว่า ผมเจอโยมคนหนึ่ง เขาร้ายมาก ๆ เลย หลวงพ่อบอกทำอะไรกับเขา ผมบอก ผมเลยลุกหนีเลย ทำไมทำอย่างนั้นละ ยิ่งร้ายยิ่งดี หลวงพ่อว่าอย่างนั้น ซึ่งผมไม่เข้าใจเลย หลวงพ่อบอกคนที่เขาร้าย เขามีพลังมาก ๆ ถ้าเขาเข้าใจความรู้สึกตัวเขาจะบุกแหลกเลย หลวงพ่อว่าอย่างนั้น ผมเลยรู้ว่าจริงของท่าน โดยทั่วไปเรามักมองคนในแง่แบ่งแยก คนนี้เป็นสำนักนั้น คนนั้นเป็นสำนักโน้น คนนี้เป็นมุสลิม คนนี้เป็นคริสต์ ซึ่งเป็นสิ่งสมมติทั้งสิ้น ที่ผิวหน้าทั้งนั้น สำหรับหลวงพ่อเคยประกาศในที่ประชุมวัดสนามในว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านมีนั้นดีทั้งสิ้น กิเลสก็ดี แต่คุณต้องรู้มัน ปัญหาเรื่อง กิเลสกับโพธิ์กับความรู้นั้นนะครับ เป็นปัญหาใหญ่มาก ๆ ในสมัยของบูเช็กเทียน ได้ส่งขันทีคนหนึ่งชื่อซิดกัน ไปถามปัญหากับพระสังฆปริณายกชื่อเว่ยหล่าง ขันทีรูปหนึ่งได้ถามเว่ยหล่าง พระอาจารย์ของนิกายเซ็นคนที่ ๖ ตาย ผมไม่เข้าใจเลยว่า กิเลสกับโพธิ์ทั้งคู่เหมือนกัน มันเป็นไปได้อย่างไร เพราะที่ผมเรียนมาจากสำนักอื่น กิเลสเป็นสิ่งทำร้ายโพธิ์ หรือพุทธ หรือความรู้ ความรู้เกิดกิเลสก็ถูกทำลาย สำนักเว่ยหล่างเขาพูดว่า ท่านฟังไม่ออกเอง กิเลสกับโพธิ์ที่จริงอันเดียวกัน เมื่อกิเลสเกิด เมื่อไม่รู้ มันก็กัดเอา ก็ทำร้ายเอา เมื่อรู้มัน พลังอันนั้นก็คือปัญญานั่นเอง เงื่อนไขที่สำคัญที่สุดอันนี้ ผมได้ยินมานาน แต่ก็ดื้อที่รับคำสอน กิเลส ราคะ โทสะ โมหะ นอนในสันดานแล้ว ซึ่งครั้งหนึ่งผมเชื่ออย่างนั้นจริง ๆ
ดังที่เล่าให้ฟังแต่ต้นว่า เมื่อราคะมันเกิด ก็กำหนดรู้ราคะ ราคะเกิดแล้วหนอ ก็ราคะนั้นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา คิดอย่างนี้ คิดซ้อนคิดไปอย่างนี้ เสร็จแล้ว ผมเพิ่งมาเรียนรู้ช่วงหลังครับว่า อย่าไปสนใจกิเลสครับ มันจะเกิดไม่เกิดไม่ใช่ปัญหาอะไรเลย ราคะ โทสะ โมหะ มาสนใจความรู้สึกตัวที่บริสุทธิ์ ล้วน ๆ นี่นะครับ เพราะในความรู้สึกตัวล้วน ๆ ไม่มีราคะ ไม่มีโทสะ ไม่มีโมหะ ดังนั้นให้รู้สึกต่อสภาพไร้ราคะ โทสะ โมหะ ที่เป็นต้นแบบแต่เดิม เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว พอกระทบอารมณ์ที่จะก่อเกิดเป็นราคะ โทสะ โมหะ มันจะไม่เอาเองครับ ดังนั้นไม่มีใครละราคะ โทสะ โมหะได้ ตัวละไม่ใช่เรา ตัวละ คือ ความรู้สึกตัวที่บริสุทธิ์ ตรงนี้เองศีล สมาธิ ปัญญา ตั้งอยู่ในทางนั้น ซึ่งอยู่แล้วในตัวเรา เมื่อเกิดการตื่นตัวขึ้นมา เราจะพบว่า มันจะมีพลังอำนาจอันหนึ่ง เป็นไปโดยธรรมชาติที่จะขจัดปัดเป่าความทุกข์ทรมาน ที่เกิดจากราคะ โทสะ โมหะ มันจะจัดการกับสิ่งเหล่านั้น แต่มีสิ่งหนึ่งที่เราต้องขยัน ความเพียรต้องต่อเนื่อง ซึ่งเป็นหลักคำสอนของหลวงพ่อ ความเพียรต้องต่อเนื่องครับ ถ้าไม่ต่อเนื่องมันไม่ถึงจุด sensitive ที่จะตื่น ถ้าปฏิบัติไม่ถูกต้อง เราเดินไปถึงจุดหนึ่ง เราเลิก
ดังนั้นหลวงพ่อจึงจัดรายการภาวนาเรียกเก็บอารมณ์ ฟังดูแล้วแปล ก ๆ ดี ฟังดูแล้วหมายความว่า นิ่ง แต่ศัพท์คริสเตียนไม่มี Trick เขาเงียบครับ แต่หลวงพ่อไม่ใช่นิ่งไม่ใช่เงียบ แต่ไปเก็บตัวอยู่ในที่หนึ่ง เพื่อบ่มเร้าความรู้สึกตัวจนกว่าจะถึงจุดหนึ่ง ต่อจากนั้นเรื่องต่าง ๆ จะเผยตัวออกมา หลายปีแล้วครับ สิบทศวรรษเศษ เมื่อเรารับพุทธศาสนามาจากลังกา เคล็ดลับสำคัญในการภาวนา การตรวจสอบอารมณ์กรรมฐานนั้นลางเลือน อยู่ในความทรงจำของชาวพุทธ แฝงอยู่ในเรื่องราวของโบสถ์ แต่สำหรับหลวงพ่อแล้ว ผมมองไม่เห็นนะครับว่า ท่านเป็นพระหรือเป็นคนธรรมดา คือ ท่านทั้งไม่ใช่คนหรือไม่ใช่พระ หลายครั้งที่ท่านแสดงความจำนงว่าหลวงพ่อจะสึกแล้ว และหลายคนที่ผมทราบมาว่า หลวงพ่อจะสึก ดีมั้ย ผมเองซึ่งสึกก่อนท่าน ห้ามท่าน หลายท่านเข้าใจว่าผมยุท่าน ที่จริงแล้วหลวงพ่ออายุมากกว่าผม ยังไงเสียผมถึงครึ่งร้อยเท่านั้นเอง ผมถามเพราะเหตุผลอะไรหลวงพ่อถึงอยากจะสึก หลวงพ่อบอก เมื่อสมัยหลวงพ่อเป็นโยม หลวงพ่อสอนได้ถึงลูกถึงคน ญาติพี่น้องผู้หญิง สาวแก่ แม่ม่าย หลวงพ่อจับมือพลิกได้หมด มาบัดนี้ช่วยคนได้น้อย เพราะเครื่องแบบมันบังเอานั่นเอง หลายท่านมาด่าว่าท่าน จับต้องกายหญิง ซึ่งผมฟังแล้ว อือ... ก็ดีเหมือนกัน หลวงพ่อพยายามช่วยคน ขณะที่คนพยายามติเตียนท่าน ไม่ช่วยคนแล้วกันไม่ให้ช่วยอีกครับ
สิ่งนี้นะครับมันยุ่งยากมาก ถ้าเรายืนอยู่บนความเชื่อของระเบียบและกฏเกณฑ์ ระเบียบกฏเกณฑ์ เป็นสิ่งที่ดีครับ แต่ระเบียบกฏเกณฑ์เหล่านี้ก็ต้องถูกยกเว้นจากคนที่อยู่เหนือมัน เพราะขนาดในพระไตปิฎก เมื่อพระสงฆ์เขาประชุมกัน เขาจะสวดอธิกรณ์ สวดไม่ให้เอาผิดกับผู้กระทำที่ขัดแย้ง อันนี้เป็นจำนวนมาก แต่คำสอนกลับลางเลือนไปอย่างรวดเร็ว หมายความว่าเนื้อหาและรูปแบบนะครับ วินัยคือรูปแบบพยายามรักษารูปแบบไว้ แต่พระพุทธเจ้าที่ชื่อวิตักสิน ไม่ได้ร่างและสร้างวินัยขึ้น ดังนั้นจึงเกิดความคล่องตัวในการปฏิบัติธรรมของผู้ที่ต้องการจะปฏิบัติจริง ๆ คือสามารถเข้าถึงธรรมเป็นจำนวนมาก แต่คำสอนก็เลือนหายไปอย่างรวดเร็ว
สำหรับพระพุทธเจ้าที่ชื่อโคตมะนั้นบอกว่า พุทธบัญญัติ วินัยและต่อแต่นี้ ผู้เข้าถึงสัจจธรรมจะลดน้อยลง แต่การสืบทอดคำสอนจะยืนอยู่ได้นานครับ เป็นเรื่องที่น่าพิจารณามาก ผมไม่ได้ติเตียนวินัยและเครื่องแบบนะครับ สิ่งสำคัญกว่านั้นคือเนื้อหาของพุทธศาสนา ไม่มีการเข้าสู่การรู้แจ้งต่อมรรคผลแล้ว พุทธศาสนาก็จะกลายเป็นเพียงระบบจริยธรรมระบบหนึ่งเท่านั้น เหมือนที่เซ็นต์ปอล ท่านได้พูดกับสาวกของท่านว่า ถ้าไม่มีการฟื้นขึ้นของชีวิตใหม่ คริสตจักรไม่มี ถ้าไม่มีการเข้าถึงธรรม พุทธศาสนาไม่มี เป็นเพียงระบบจริยธรรมหนึ่งซึ่งใครสร้างขึ้นก็ได้ และไม่ช้าไม่นานนะครับ พุทธศาสนาในบ้านเมืองเรานั้น กล่าวได้ว่าถูกการเมืองครอบงำมาโดยตลอด พุทธศาสนาถูกใช้ในงานการเมืองตลอด หลวงพ่อผู้ไม่รู้หนังสือตกอยู่ในฐานะของคนโง่ คนที่จะถูกจับสึก เพราะเป็นคอมมิวนิสต์ แต่หลายปีที่คนดีคนนี้ ต่อสู้มาภายใต้เสียงเหน่อ ๆ ของจังหวัดเลย ทำให้เกิดอาณาจักรความรัก และความรู้สึกตัวขึ้น หลวงพ่อ สำหรับความรู้สึกของผมเนี่ย ไม่รู้จะพูดถึงท่านได้อย่างไร วันที่อาจารย์วัลลภไกล่เกลี่ยให้ผมมาพูด ผมลังเลมากกลัวจะพูดไม่ออกครับ ไม่รู้จะพูดถึงแง่มุมไหนของตัวท่าน เพราะดีรอบท่าน หันไปแง่มุมไหนก็มีตัวเดียว เป็นมุมหนึ่งเท่านั้น
อ .วัลลภ เวลาเรามีน้อยมาก ผมอยากให้อาจารย์สรุปตอนสุดท้าย อยากให้อาจารย์พูด เพราะสมัยก่อนพวกเราทำบุญทำกุศลตลอดเวลา แต่ไม่เคยมีความสุขเลย จริง ๆ แล้วทำบุญยังมีความโกรธอยู่ แล้วจะมีบุญได้อย่างไร อันนี้เป็นตัวกระตุ้นให้ท่านแสวงหาธรรมขึ้นมา และที่น่าแปลกประหลาดที่สุด คือเท่าที่ผมทราบมา หลวงพ่อเทียนเป็นพระที่ไม่เคยแบ่งแยกผู้หญิงเลย ที่ยกย่องและเคารพผู้หญิงมากที่สุด จนกระทั่งตั้งชื่อคำว่า ทับมิ่งขวัญ ความเป็นมาของทับมิ่งขวัญเป็นอย่างไร อาจารย์ครับขอนาทีสุดท้ายนะครับ
อ.โกวิท ประเด็นนี้คงเป็นประเด็นเล็กน้อย เนื่องจากแก่นของหลวงพ่ออยู่ที่แก่นความรู้สึกตัวล้วน ๆ ความรู้สึกบริสุทธิ์ ซึ่งเป็นศีล ความรู้สึกตัวล้วน ๆ ในตัวเหมือนจุ๊ย (juice) ของแอปเปิ้ล น้ำแอปเปิ้ล ซึ่งผู้ใดได้ดูดดื่มเข้าแล้ว ได้ลิ้มรสชาติ หอมหวานของมัน โดยพื้นฐานนี้ ความรู้สึกตัวล้วน ๆ ถ้วน ๆ นี่นะครับเป็นสิ่งที่ซึมแทรกและไม่แบ่งแยก เราย้อนซึมแทรกเข้าไปถึงแก่นกลางของใจแล้วนะครับ โดยเฉพาะพวกโทษทัณฑ์เวรทั้งหมดแล้ว การแบ่งแยกเป็นเขาเป็นเรา เป็นผู้หญิง ผู้ชาย ไม่ปรากฏครับ ตรงนี้ ที่เป็นแสงสว่างแห่งปัญญาและความรัก เป็นที่ที่เดียวที่ชาวคริสตชนทำบัดไทซิ่ง และชาวพุทธได้ชำระทัศนะต่าง ๆ คือหัวใจของเรา หัวใจศักดิ์สิทธิ์ของเรานี้เอง เมื่อการเจริญสติได้ซึมซาบเข้าไปถึงใจนะครับ เพราะพลังงานความดีความงามทั้งหมด เราจะเห็นทุกสิ่งบริสุทธิ์ เพราะใจเราบริสุทธิ์ ใจเราผ่องแผ้ว ใจเราอิสระ ใจเราเต็มไปด้วยเนื้อหาสาระเดียว ไม่มีสิ่งปลอมปน ดังนั้นชนทุกชาติทุกภาษาเหมือนเขานั่งอยู่กลางใจของเรา เป็นหัวใจของเรา เหมือนกับเรามีลูกหรือมีแม่ เขาไม่ใช่ใครอื่น
ผมได้ไปประเทศออสเตรเลีย ผมประทับใจประโยคประโยคหนึ่ง เขียนโดยใครไม่ทราบครับ แท้ที่จริงไม่มีคนแปลกหน้า มีแต่มิตรที่เราเพิ่งรู้จัก คำสอนของหลวงพ่อเป็นเส้นทางเดียวที่ยืนอยู่บนจุดที่ว่า ไม่ใช่หลายเส้นหลายทาง โดยทั่วไป ผมมักจะได้ยิน และผมเคยแสดงธรรมโวหารว่า เราจะไปบางลำภูจะไปทางไหน อ้อมไปทางไหนก็ได้ ที่สุดก็ถึงเหมือนกัน จริง ๆ ไม่มีทางไหนเลยนอกจากทางที่ต้องผ่านหัวใจเราเท่านั้น ผ่านอุโมงค์เข้าไปก่อน แล้วเราจะไปทะลุอีกด้านหนึ่ง มืดแล้วมีสว่าง แต่การใช้ความคิดแยกแยะ สว่างก่อนแล้วมันสว่างที่ปากอุโมงค์ ไม่สามารถผ่านทะลุออกไปได้ คำสอนหลวงพ่อนั้นเป็นทั้งหมดทั้งสิ้นนั้นนะครับ เป็นจริยธรรมที่สหประชาชาติจะต้องรับได้
หลวงพ่อไม่เคยแยกแยะผู้หญิง แม้แต่เด็กก็ไม่เคยแบ่งแยก ผมก็เรียนถามท่านว่า ผมไม่เข้าใจเลยหลวงพ่อ ผมอ่านในธรรมบท ลูกศิษย์พระสารีบุตรสามเณรอายุ ๑๓ ปี เป็นพระอรหันต์ได้อย่างไร ท่านบอกเรื่องนี้ง่ายมาก ยิ่งเด็กยิ่งง่าย เพราะเขาไม่ค่อยมีอารมณ์อยู่แล้ว เพียงแต่เขาทำถูกจุดเท่านั้นนะครับ จากคำสอนหลวงพ่อทำให้ธรรมบททั้งหมดซึ่งผมลังเลที่จะเชื่อ กลายเป็นคัมภีร์ที่สดใหม่ขึ้นมา สัจจธรรมที่ลางเลือนในหน้าของประวัติศาสตร์ปรากฏขึ้น หนหนึ่งไม่ใช่ในวัด ในโบสถ์ ในความรู้สึกสด ๆ ในความรู้สึกตรง ๆ ซื่อ ๆ ของเรานี่เอง คือสิ่งที่หลวงพ่อสอน ผมชอบใจใครไม่ทราบพูดกับท่านว่า หลวงพ่อยังอยู่ก็ ...ทุกคนเป็นหลวงพ่อ เหมือนหลวงพ่อพูดก็ทุกคนเป็นพระ ทุกท่านเป็นพระพุทธเจ้า ท่านพูดเสมอ และพูดก่อนที่ท่านจะอ่านหนังสือได้ด้วยซ้ำไป ซึ่งเป็นถ้อยคำที่แปลกในบ้านเมืองนี้
ต่อจากนั้น อาจารย์ถามผมเรื่องประยุคทับมิ่งขวัญนะครับ หลวงพ่อไม่เคยแยกเป็นผู้หญิงผู้ชาย เพราะความรู้สึกตัวล้วน ๆ ไม่แยกเป็นหญิงเป็นชาย ท่านเคยพูดว่า ผู้หญิงก็กลับเข้าในความเป็นแก่นสารของความเป็นหญิง ผู้ชายก็กลับไปในความเป็นชายนั่นเอง เพราะว่าสิ่งที่ยื่นออกเป็นเพียงสมมติ ยื่นออกไปแล้วก็เป็นอารมณ์โลก เมื่อหดกลับถึงที่ก็หลุดออกจากสิ่งสมมติทั้งปวง สิ่งนี้เป็นสากลสิ่งเดียว ไม่มีชาติชั้น วรรณะ เพศ ผิวพรรณ
ทับมิ่งขวัญ หลวงพ่อตั้งใจให้เป็นอนุสรณ์สถานถึงความรัก ความใส่ใจในผู้หญิง เพราะบรรดาลูกศิษย์ลูกหาของท่านกลุ่มหนึ่งที่แวดล้อมท่านอยู่โดยเสียสละต่อทางเลือกของตัวเอง ต่อความมั่นคงในสังคม บางคนลาออกจากการเป็นอาจารย์ สิ้นเงินสิ้นทองไม่รู้จะไปไหน นอกจากพึ่งความรู้สึกตัว หลวงพ่อนั้นมีความรักต่อลูก ๆ ของท่านที่ท่านแนะนำแล้ว ท่านตามคุ้มครองปกป้อง แม้บางคนสึกไปแล้วยังตามเอาเงินไปให้ เท่าที่ผมทราบนะครับ หัวใจของหลวงพ่อเต็มเปี่ยมไปด้วยสิ่งที่เรียกว่า ดิ่งในเรื่องจิตเลย วันนั้นท่านเรียกผมไปบอกว่า ขอให้ช่วยตั้งอาศรมแห่งหนึ่งที่เมืองเลย ซึ่งท่านเริ่มตั้ง ท่านรักที่นั้นมากอยากให้มันอยู่ ท่านทั้งรักทั้งชอบที่นั้นด้วย ชอบญาติโยม เพราะศิษย์ผู้หญิงของท่านไปอยู่ที่นั่นหลายคน ท่านบอกตั้งชื่อให้ดี ๆ เป็นหญิงด้วย หลวงพ่อตั้งชื่อว่า ทับขวัญ ซึ่งหมายถึงสตินะครับ บายศรีสู่ขวัญ เรียกขวัญ ขวัญดี ก็รู้ตัวดี ได้ยินคนโบราณว่า รู้เนื้อรู้ตัวนะลูกนะ ขวัญก็คือสตินั้นเอง ทับก็แปลว่ากระท่อมก็ได้นะครับ แปลว่าการเข้าถึงสติ ความรู้สึกตัวล้วน ๆ หลวงพ่อตั้งว่า ทับขวัญ หลวงพ่อบอกให้เป็นผู้หญิงหน่อย ผมก็เลยเติมมิ่งเข้าไป เป็น ทับมิ่งขวัญ เดี๋ยวนี้ทับมิ่งขวัญก็คงต้องอยู่ภายใต้การดูแลของผู้ที่รับผิดชอบ ท่านสิ้นชีวิตที่นั่น ร่างกายท่านก็ถึงแก่การแตกดับที่ ทับมิ่งขวัญ ครับ
อ.วัลลภ จริง ๆ แล้วเรื่องของหลวงพ่อคงมีอะไรเยอะแยะมากมายเหลือเกิน คงจะประกาศว่าวันเสาร์นี้จะครบ ๑๐๐ วัน ทางวัดสนามในคงจะมีการประชุมเพลิงในวันที่ ๑๘ มีนาคม ศกหน้า ท้ายสุดนี้ผมอยากจะขอวานอาจารย์กล่าวปิดพิธี ได้กล่าวในนาม ศิษย์เอก หลวงพ่อเทียนครับ
อ.โกวิท เมื่อยามค่ำคืนทุก ๆ คืน เมื่อเราเข้านอน เราจะเปิดหน้าต่าง เพื่อให้ลมสดชื่นเข้ามาในห้องเผื่อว่าหลับนอนจะได้เป็นสุข จะได้ไม่อึดอัด แต่ความมืดของทุกคืนนั้น เมล็ดพันธุ์พืชทุรนทุรายในดินก็เริ่มแตกหน่อ ที่จะสืบทอดพงศ์พันธุ์ของตนไว้ สำหรับเมล็ดพืชที่หลวงพ่อเทียนหว่านไว้ในหัวใจของผู้คน ที่จริงแล้วเมล็ดพืชนั้นทุกคนถือติดตัวมาแล้วโดยกำเนิด หลวงพ่อไม่ใช่เป็นผู้หว่าน เป็นเพียงแต่แสงแดดและน้ำฝน รดราดลงเหนือแผ่นดินของความรู้สึกตัว ความชุ่มชื่นอันนั้น เต็มอิ่มอันนั้น ไออุ่นอันนี้ จะทำให้เมล็ดพืชแตกปริขึ้นทีละน้อย ๆ และคงจะมีสักวันหนึ่งที่ร่มไทรร่มเล็ก ๆ จะแตกกิ่งก้านสาขาเป็นร่มไทรใหญ่ ปกคลุมชีวิตอันแห้งผากของเรา บนเส้นทางภาวนาเช่นนี้ สุขทุกข์ไม่เป็นประมาณ สงบปีติ ไม่ใช่แหล่งที่เราจะพักพิงได้ เราต้องการจะไปให้ถึงที่สุดของเผ่าพันธุ์เมล็ดพืชอันนั้น เจตจำนงของการเกิดมาของชีวิตก็เพื่อพัฒนาเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ชาติ จากต้นไทรต้นหนึ่งเป็นล้าน ๆ เมล็ดของพืชพันธุ์อันนั้น ในที่สุดเราก็พบว่ามนุษย์ทั้งหมดนี้มิใช่ใดอื่น เป็นเพียงผองน้องพี่
หลายปีมาแล้วที่ผมจาริกในประเทศพม่า พบกับภิกษุชาวไทยใหญ่รูปหนึ่ง ผมเองค่อนข้างต้านวัตถุและเทคโนโลยีที่เกินจำเป็น พระรูปนั้นได้ชวนผมไปถ่ายรูปเป็นอนุสรณ์สถานแห่งความรักคือชาลดากองอันงดงาม ผมก็รังเกียจสะบัดมือท่านแล้วก็เดินหนี ท่านก็เดินตามตากล้องมาจะถ่ายรูป แต่คำพูดประโยคหนึ่งที่ทำให้ผมเปลี่ยนอารมณ์ ท่านพูดว่า ท่านครับถ่ายรูปร่วมกันไว้นะ ชีวิตหนึ่งเราอาจจะพบกันเพียงครั้งเดียวเท่านั้นนะ ซึ่งผมสะเทือนอารมณ์ขึ้นมาเดี๋ยวนั้น ผมคิดว่าพวกเราดีแต่แก่งแย่ง แบ่งแยก แย่งชิงผลประโยชน์ อำนาจ ไม่รู้สึกตัวเลยว่า ชีวิตนี้เราอาจพบกันเพียงหนเดียวเท่านั้น เมื่อผมกลับเมืองไทยแล้ว เพื่อนท่านหนึ่งเขียนจดหมายมาว่า ภิกษุไทยใหญ่ท่านนั้นสิ้นชีวิตเสียแล้ว ผมรู้สึกอบอุ่นใจมากแม้ตัวจะร้อนด้วยพิษไข้ และเหนื่อยที่จะต้องมาพูดที่นี่ เพราะว่าไม่ช้าไม่นาน เราจะค่อย ๆ เรียนรู้ ทุก ๆ คนจะเดินทางไปในทางเดียวกัน ทุก ๆ คนต้องถึงจุดจบ ไม่ว่าวันนี้ วันหน้า นาทีสุดท้าย หรือก่อนลมหายใจเฮือกสุดท้าย ถ้าเรา รู้สึกตัว เสียแต่วันนี้ ช่วงชีวิตที่เหลือคงเป็นช่วงที่ดีที่สุดที่จะเอาชีวิตของเราเป็นของขวัญ และกำนัลให้กับเพื่อนมนุษย์ของเรา ชุมชนของเรา ชาติของเรา และโลกซึ่งกำลังระอุไปด้วยการแบ่งแยก ชาติชั้น วรรณะและเผ่าพันธุ์ ผมขอจบเท่านี้ครับ
กระผมในนามของประธานนิสิตปริญญาโท เอกจิตวิทยาการแนะแนวนะครับ ขอโอกาสกราบขอบพระคุณท่านอาจารย์โกวิทในวันนี้มาก ซึ่งคิดว่าพวกเราหลาย ๆ ท่านคงจะได้รับทราบ ส่วนหนึ่งของหลวงพ่อเทียนที่ท่านได้สัมผัส ตลอดระยะเวลาที่อยู่กับท่าน น่าเสียดายที่หลาย ๆ ท่านไม่ได้มา ณ ทีนี้ แต่ผมคิดว่าคงจะมีโอกาสอันดีที่ฝ่ายศูนย์อำนวยการได้ทำการอัดเทปไว้ ซึ่งจะทำการเผยแพร่เทปนี้แก่ผู้สนใจในการรับฟัง และแจกจ่ายผู้สนในเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ก็ได้นะครับ สุดท้ายนี้ผมขอกราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ ทุกท่าน พระภิกษุสงฆ์และแขกผู้มีเกียรติทุกคนที่มานั่ง ณ ที่นี้ และอยู่จนถึงวินาทีนี้ เราไม่สามารถมีวันนี้อีก แต่คงจะมีที่อื่น ๆ อีกต่อไป ในภวังค์หนึ่งของความคิดและจิตใจ ขอบพระคุณครับ
หมายเหตุ (ตอนจบ) ขอกราบคารวะหลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ ขอขอบคุณ อ.โกวิท อ.วัลลภ นิสิตปริญญาโทเอกจิตวิทยาการแนะแนว ฝ่ายศูนย์อำนวยการ ที่ทำให้เกิดเอกสารนี้ ขอบพระคุณ คุณลุงกาจ รักษ์มณี ผู้เอื้อเฟื้อต้นฉบับ ขอบคุณน้องเต้ ลูกชายคนกลางที่ช่วยอ่านให้พิมพ์ แม้จะอ่านไป กินไป เล่นคอมพิวเตอร์อีกเครื่องไปก็ตาม ขอบคุณสามีที่ใช้สิทธิ์สวัสดิการซื้อคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค เครื่องใหม่ ด้วยเหตุผลที่ว่าเพื่อให้พิมพ์งานธรรมะ ขอบคุณลานธรรมที่เป็นเวทีให้เผยแพร่ ขอบคุณผู้อ่าน ซึ่งแท้ที่จริงไม่ใช่คนแปลกหน้า แต่เป็นมิตรที่เพิ่งรู้จัก และจากการทำงานครั้งนี้ทำให้ได้อ่านบทความนี้อย่างละเอียด หลังจากอ่านผ่าน ๆ หลายครั้ง จนได้พบสัญญานอันตรายเตือนว่า สัตว์โลกทั้งหลายยินดีในธรรมเป็นเครื่องเนิ่นช้า ส่วนพระตถาคตไม่ยินดีในธรรมเป็นเครื่องเนิ่นช้า
|