จริงหรือที่ว่าหลวงพ่อฤาษีลิงดำและหลวงปู่แหวน เรียกท่านพุทธอิสระว่า...
 เนื้อความ :

อาจารย์ปู่...

เป็นเรื่องจริงหรือไม่ประการใด ? ศิษย์ของท่านทั้งสองช่วยยืนยันได้ไหมครับ ?

 จากคุณ : ทำไม [ 5 พ.ย. 2545 / 19:25:46 น. ]
     [ IP Address : 203.113.32.8 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (aum)

เรื่องที่วัดท่าซุง เคยอ่านเจอในหนังสือของท่านฤษีลิงดำ ตอนที่ท่านบอกว่าจะมีคนไม่ธรรมดามาที่วัด และก็ได้แสดง สิ่งแปลกๆ หลายอย่าง แต่ว่า จะตรงกับท่านพุทธะอิสระหรือไม่อันนี้ ก็ไม่ทราบ

 จากคุณ : aum [ 5 พ.ย. 2545 / 20:47:38 น. ]
     [ IP Address : 202.57.160.159 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (ค้นมาฝาก)

อ่านตรงนี้ แล้วกรุณาไปอ่านจากที่กระทู้นั้นด้วย

http://dharma.school.net.th/cgi-bin/kratoo.pl/000589.htm

..........................
ความคิดเห็นที่ 9 (บางส่วน)
อีกทั้งข้อความอีกหลายอย่าง เช่น ที่มีผู้เรียกท่านว่าหลวงปู่ เพราะท่านเคยเดินธุดงค์ไปภาคเหนือแล้วหลวงปู่แหวนกราบท่านแล้วเรียกว่าอาจารย์ปู่ อีกทั้งไปวัดท่าซุงแล้วหลวงพ่อฤาษีกราบท่านแล้วเรียกว่าอาจารย์ปู่

อันนี้ผมสงสัยว่าถ้ามีจากที่หลวงปู่แหวน หลวงพ่อฤาษี มรณภาพแล้ว เหตุการณ์ที่ว่าจริงแล้ว ลูกศิษย์ของหลวงปู่แหวน หลวงพ่อฤาษีลิงดำ ท่านจะไม่รู้เชียวหรือครับ(ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงหลังท่านทั้ง 2 มรณภาพ ลูกศิษย์ทั้งหลายก็น่าจะแห่ไปหาหลวงปู่)

เนื้อความนี้ไม่ใช่ต้องการสร้างความแตกแยกในหมู่ผู้ปฏิบัติธรรม  เพียงอยากทราบความข้อมูลเกี่ยวกับหลวงปู่ในอีกแง่มุมหนึ่งที่ไม่ใช่ อิทธิปาฏิหารย์ หรือ การกลับชาติมาเกิดของพระรูปสำคัญ(ตามที่ลูกศิษย์ของท่านเชื่อกัน)
ด้วยความเคารพ
จากคุณ : พุทธพงศ์ วงษ์โพธิ์ [ 28 ต.ค. 2542 / 23:18:27 น. ]

..................................................

ความคิดเห็นที่ 3 : (นายโจโจ้)

ขอแสดงความเห็นต่อเนื่องจากความเห็นที่สองของคุณสงบนะครับ

ผมมาพิจารณาเนื้อธรรมที่ท่านกล่าวแล้วยังไม่เห็นว่าถูกผิดอย่างใด อาจจะเป็นเพราะปัญญายังน้อย แต่ที่เห็นก็คือลักษณะประโยคที่ใช้นั้น มีการเหนี่ยวนำให้เกิดการยึดมั่นผูกพันธ์กัน ซึ่งไม่เคยได้พบเห็นจากพระสูตรใดๆครับ ยกให้เห็นชัดๆก็คือคำว่าพ่อกับลูก และการเน้นว่าพ่อนั้น เป็นพ่อที่ดี ตรงนี้ น่าเคลือบแคลงอยู่เหมือนกันครับ โดยเฉพาะเมื่อท่านพรรษาไม่มาก แต่เรียกตนเองเป็นหลวงปู่อยู่ตลอด โดยเฉพาะว่าการเรียกว่า หลวงปู่ หลวงพ่อ หลวงพี่นั้น เรามักเรียกกันเอง ถ้าท่านอายุสัก 80 ปีอย่างนี้คงเรียกว่าหลวงปู่ได้โดยไม่รู้สึกอะไร แต่บังเอิญที่มาของการเรียกท่านเป็นหลวงปู่ที่ผมรับทราบมานั้น เกิดมาจากการที่ท่านเรียกตนเองเป็นเช่นนั้นครับ และการกระทำลักษณะนี้ก็ทำให้ผมไม่สนิทใจกับธรรมะจากปากท่านนัก เพราะมิได้นำไปสู่ความหน่าย คลาย วางโดยครบถ้วนบริบูรณ์ ซึ่งแตกต่างจากพระสูตรอย่างชัดเจน คือในพระสูตรจะไม่ขาดและไม่เกิน ไม่มีคำใดเป็นเท็จ ทุกคำเป็นจริงเสมอและสามารถตรวจสอบได้จากการปฏิบัติ

และเช่นกันผมอ่านหนังสือธรรมะไม่มากนัก แต่ขอยกตัวอย่างจากที่เคยอ่าน ไม่ว่าจะเป็นหลวงปู่ดุลย์ หรือจากหลวงพ่อพุธ  ผมไม่เคยเห็นว่าท่านจะกล่าวคำพูดแม้สักหนึ่งคำที่มีลักษณะให้คนไปยึดกับท่าน ท่านมีแต่สอนให้เกิดความหน่าย คลาย วาง สอนให้ดูจิต ให้ทำสมาธิ สอนว่าดูจิตอย่างไร สอนว่าสมาธิคืออะไร แต่มิได้เน้นย้ำถึงตัวท่านว่าดีอย่างไร น่ายึดถือเป็นแบบอย่างหรือไม่ ที่มีเว้นก็คือเมื่อมีคนถามถึงการประวัติการปฏิบัติของท่านครับ ที่ท่านจะกล่าวถึงตนเอง
  จากคุณ : นายโจโจ้ [ 28 ต.ค. 2542 / 07:37:06 น. ]

แล้วมีอีกกระทู้
http://dharma.school.net.th/cgi-bin/kratoo.pl/001133.htm

 จากคุณ : ค้นมาฝาก [ 5 พ.ย. 2545 / 22:15:03 น. ]
     [ IP Address : 202.183.179.138 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (จันทรังสี)

จริงหรือไม่จริง ไม่ใช่แก่นสารสาระครับ

ฝ่ายที่บอกว่าจริง ผมเห็นมีแต่ลูกศิษย์ของหลวงปู่หนุ่ม และหลวงปู่หนุ่มรูปนี้เท่านั้น

ส่วนฝ่ายหลวงพ่อฤาษีฯกับหลวงปู่แหวนนั้น ผมไม่ทราบ เพราะไม่ทันได้เจอกับทั้ง2ท่าน แต่ผมเคยได้ถามกับอดีตลูกศิษย์ใกล้ชิดของหลวงพ่อฤาษีฯว่าเป็นความจริงหรือไม่ ท่านก็ตอบแบบเลี่ยงๆว่า"ท่าน(หลวงปู่หนุ่ม)จะคิดว่าใช่ ก็เรื่องของท่าน"


บางทีผมก็ไม่เข้าใจแนวทางของสำนักนี้สักเท่าไร ว่าสิ่งที่ทำต่างๆเป็นไปเพื่ออะไร ไม่ว่าจะเป็น

- การที่เจ้าสำนักเคยกล่าวออกทีวีว่า "ฉันไม่คิดว่าฉันเป็นอะไรที่ไหน รู้แต่ว่าลูกศิษย์ของหลวงปู่แหวนตามฉันมาเพราะหลวงปู่เรียกฉันว่าอาจารย์ปู่"
ถ้าไม่คิดว่าตัวเองจะเป็นอาจารย์ปู่จริงๆแล้ว จะนำมาเล่าเพื่อวัตถุประสงค์อะไร ถ้าไม่ใช่อยากจะเรียกศรัทธา

- การที่ให้ลูกศิษย์เรียกว่าหลวงปู่ ทั้งๆที่อายุยังไม่ถึง50ปี มีจุดประสงค์อะไรกันแน่ ซึ่งจุดนี้ ผมมองว่า ถ้าบริสุทธิ์ใจจริงๆและไม่เต็มใจยอมรับการเรียกนั้นจริงๆ ตัวอาจารย์ก็สามารถห้ามปรามลูกศิษย์ได้   แต่ที่ยังปล่อยอยู่ เพื่ออะไรหรือครับ

- และพฤติกรรมอีกหลายๆอย่างที่นอกรีตนอกรอย ไม่ว่าจะเป็น การเอามือกวนน้ำมันเดือด การสถาปนาวิชาสมาธิพระโพธิสัตว์หรือวิชาลมเจ็ดฐาน(ซึ่งเหมือนวิชาลมปราณของจีน ปนกับวิชาโยคะของแขก)แล้วบอกว่าเป็นวิชาที่ตกทอดมาตั้งแต่สมัยพระมหากัสสปะ ฯลฯ


ขอเขียนเพียงเท่านี้ก่อน เหม็นพวกนอกรีตจนเลือดขึ้นหน้า ต้องรีบไปเอาสติกวนโทสะที่เดือดปุดๆ แข่งกับ หลวงปู่หนุ่มที่เอามือกวนน้ำมันเดือดปุดๆ


ป.ล. ผมเคยดูรายการชิงร้อยชิงล้าน เห็น คุณหม่ำ จ๊กมก เอาน้ำมันเดือดล้างหน้า ไม่เห็นมีใครบอกว่าคุณหม่ำแสดงฤทธิ์เลย

 จากคุณ : จันทรังสี [ 5 พ.ย. 2545 / 22:39:29 น. ]
     [ IP Address : 202.133.158.75 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (คนตั้งกระทู้)

อืมครับ ผมก็รู้สึกแปลก ๆ เช่นกัน รู้สึกคล้าย ๆ เหมือน ท่านอดีตหลวงตาจันทร์ ที่ชอบทำตัวเป็นพระแก่ ๆ เรียกให้นักการเมืองหน้าโง่กลุ่มหนึ่งหลงศรัทธาได้ ที่ถามก็เพราะมีเพื่อนที่ทำงานอยู่ นสพ ผู้จัดการ เขาเพิ่งไปทอดกฐินมา ก็บ่น ๆ เหมือนกัน แต่ก็ต้องไป เพราะเจ้านายใหญ่ที่นั้นเขาศรัทธาสำนักนี้มาก ๆ

 จากคุณ : คนตั้งกระทู้ [ 6 พ.ย. 2545 / 00:28:13 น. ]
     [ IP Address : 203.113.33.9 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (จันทรังสี)

เคยมีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบท่านหนึ่งเคยกล่าวว่า หลวงปู่หนุ่มรูปนี้ มีพฤติกรรมคล้ายๆกับพระนุ่งเขียวที่ตอนนี้ลี้ภัยไปอยู่อเมริกา คือ ชอบแผ่เมตตาให้กับคนที่ไปหา เพื่อที่จะให้คนติดในตัวท่าน

สังเกตดูง่ายๆว่า คนที่เข้าไปรับฟังจะรู้สึกสบาย ฟังเท่าไรก็ไม่เบื่อ แล้วก็อยากไปหาบ่อยๆ จริงๆแล้วก็เป็นสิ่งดี ถ้าพระที่แผ่เมตตานั้นเป็นพระที่อยู่ในศีลาจารวัตรที่ดีและไม่มีเจตนาแอบแฝงเพื่อตัวเอง

เท่าที่ทราบมา นอกจากการที่หลวงปู่หนุ่มพยายามแผ่เมตตาแล้ว ยังมีพวกลูกศิษย์ที่เตี๊ยมๆกันไว้ ไปคอยตั้งคำถามปุจฉาในงานเทศน์ต่างๆด้วย

 จากคุณ : จันทรังสี [ 6 พ.ย. 2545 / 01:22:16 น. ]
     [ IP Address : 202.133.156.79 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (Amine)

ถ้าในสำหรับลูกศิษย์หลวงพ่อพระราชพรหมยาน(ฤาษีลิงดำ) ขอตอบแค่ว่า "ไม่จริง" ครับ 

 จากคุณ : Amine [ 6 พ.ย. 2545 / 03:44:04 น. ]
     [ IP Address : 203.170.162.144 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (อิ อิ )

เอาเป็นว่า เคยสั่ง "ถอด" รายการธรรมะจากรายการวิทยุมาแล้ว ก็แล้วกันล่ะครับ ก็รายวิทยุที่เกี่ยวกับ "มหาสติปัฎฐานสูตร" นั่นแหละครับ

 จากคุณ : อิ อิ [ 6 พ.ย. 2545 / 08:42:37 น. ]
     [ IP Address : 172.16.5.38, 192.168.3.6 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (ดังตฤณ)

คุณอิอิ

เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง ท่านพุทธอิสระให้เลิกเอามหาสติปัฏฐานสูตรลงหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน
ด้วยเหตุผลส่วนตัวของท่านที่คงไม่ควรนำมากล่าวต่อสาธารณะ
แต่ผมเห็นว่าพอดีกับที่รายการวิทยุยืดยาวเกินพอดี
และเนื้อหาเริ่มไม่เหมาะกับการออกอากาศ
จึงขอจบด้วยตนเองครับ ความจริงเรื่องนี้รู้เป็นการภายในไม่กี่คน
เข้าใจว่าคุณอิ อิ คงเป็นคนกันเอง
อย่างไรผมคงถือโอกาสชี้แจงว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับท่านพุทธอิสระทั้งทางบวกและทางลบ
เป็นแต่เพียงเคยรู้จักกับทีมงานส่วนหนึ่งของท่าน (ซึ่งเป็นคนดีๆ มีใจดีๆทั้งสิ้น)
เหมือนเช่นที่วิทยากรอีกหลายท่านก็ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับท่านโดยตรงเช่นกันครับ

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 6 พ.ย. 2545 / 11:13:45 น. ]
     [ IP Address : 202.133.162.64 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (ปุกปุย)

อ่านแล้วจิตตกค่ะ  แต่ทราบว่าสมัยพุทธกาลก็มีการจัดการหลายอย่าง คงต้องเป็นผู้มี...บางอย่างที่จรรโลงศาสนา แต่ก็รู้สึกแปลกๆอยู่ ไม่กล้ามาก แต่ที่รู้ๆก็คล้ายๆกันยึดติดไม่น่าจะดีนะคะ ที่แน่ๆท่านก็เป็นคนที่มีพ่อมีแม่มีพี่มีน้องแบบเราๆท่านๆค่ะ

 จากคุณ : ปุกปุย [ 6 พ.ย. 2545 / 18:36:49 น. ]
     [ IP Address : 203.156.15.11 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (พลวัฒน์)

ใช่องค์นี้หรือเปล่าครับ ที่สึกออกมาแล้วบวชใหม่ โดยอ้างว่า ไม่ยึดมั่นถือมั่น

ขำกลิ้งเลยครับ 555555

 จากคุณ : พลวัฒน์ [ 6 พ.ย. 2545 / 21:08:46 น. ]
     [ IP Address : 203.155.95.210 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (จัตตาโร)

1) ผมขอเสริมนะ   ไม่เกี่ยวกับ พระที่พวกเรากำลังกล่าวถึงกันนะ 
2) ขอแนะนำ  วิธีเล่นกล  เผื่อใครอยากเอาไปใช้บ้าง
การที่เราเห็นน้ำมันเดือดๆ  พุ่งจากอ่างนั้น
น้ำที่ก้นอ่าง เป็นน้ำส้มสายชูครับ   จุดเดือด จะต่ำกว่า จุดเดือดของน้ำ
เป็นเทคนิค ที่ใช้กันมาก ในเมืองจีน   จุ่มลงไปไม่ร้อนเท่าไรครับ
ถ้าจะให้ดี   ให้คนดูเททิ้งทั้งหมด( เอาน้ำส้มออกไป)  แล้ว ใส่น้ำมันเดือดๆ เอง  ให้คนจุ่ม จุ่มใหม่  ...ดูสีหน้าผู้จุ่มด้วย   555
3)  ใครเขาชอบใครเขาศรัทธา   เราไปขวางเขาตรงๆ   จิตตกกันทั้งสองฝ่าย  ...รีบเอาตัวเรา  ตกกระแสธรรม  หรือ ไม่มาเกิดอีก   ..ให้เร็วที่สุดดีกว่าครับ...
4)  เราน้อมดูจิตของเราเองดีกว่า  "ชั่วช่างชี ดีช่างสงฆ์   ใครดี ใครชั่วช่างเขา  ใจเราร่มเย็นเป็นพอ "   

 จากคุณ : จัตตาโร [ 6 พ.ย. 2545 / 22:05:32 น. ]
     [ IP Address : 210.203.177.227 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (widhaya3@yahoo.com)

ผมเห็นว่า ไม่ควรไปตกหลุมพรางในความแน่นอนของความดีความชั่ว  เพราะมันไม่เที่ยงไม่แน่  ในคนคนหนึ่งนั้น ในชั่วโมงนี้อาจคิดดี แต่ชั่วโมงหน้าอาจคิดชั่วก็ได้  สิ่งที่แสดงออกมาให้เห็น มีเหตุปัจจัยมากมายทั้งเก่าและใหม่  ดังนั้นสิ่งที่ควรทำคือ พิจารณาสิ่งที่เกิดขึ้นให้เป็นโจทย์  เก็บเอาข้อดี  ละเลยข้อเสีย  เพื่อจะระงับความยินดีและยินร้ายให้ได้ครับ

 จากคุณ : widhaya3@yahoo.com [ 6 พ.ย. 2545 / 23:21:23 น. ]
     [ IP Address : 203.155.224.136 ]


 ความคิดเห็นที่ 13 : (อิ อิ)

ฮ่า รู้แต่ว่า จิตใจมีแต่ความ "ถือดี" ทั้งนั้น

อีกอย่าง ธรรมเนียมพระสงฆ์มีอยู่ ต้องผู้มีอวุโสน้อยกว่ากราบผู้มีอวุโสมากกว่าเสมอ ไม่นับอายุมาจากชาติอื่นอ นะจ๊ะ

 จากคุณ : อิ อิ [ 7 พ.ย. 2545 / 08:56:21 น. ]
     [ IP Address : 172.16.5.38, 192.168.3.6 ]


 ความคิดเห็นที่ 14 : (tony)

ผมบังเอิญทราบความเป็นมาและตื้นลึกหนาบางของคนๆนี้พอสมควรแต่ไม่เหมาะสมที่จะนำมาพูดในที่นี้ เอาเป็นว่าทุกท่านส่วนใหญ่รู้เท่าทันพฤติกรรมของคนๆนี้ก็พอแล้วครับ และเรื่องที่อ้างว่าหลวงพ่อหลวงปู่ทั้งสององค์เรียกแกว่าหลวงปู่เป็นเรื่องโกหกครับ

 จากคุณ : tony [ 7 พ.ย. 2545 / 10:43:42 น. ]
     [ IP Address : 203.146.128.233 ]


 ความคิดเห็นที่ 15 : (pv)

แด่ เจ้าของกระทู้

กรรม เป็นเครื่องจำแนกสัตว์โลก
เวลาในโลก ขณะเกิดมาเป็นมนุษย์นี้ไม่นาน

ความตายมา เคาะประตูอยู่
พึงศึกษาในเรื่อง การทำ ไปสู่ความพ้นจากทุกข์

"มุนี ไม่ติดในสิ่งทั้งปวง
ไม่ทำใคร ๆ อะไร ๆ ให้เป็นที่รัก ให้เป็นที่ชัง
ความร่ำไห้และความตระหนี่ จึงไม่แปดเปื้อนมุนีนั้น

เหมือนดังน้ำไม่เปื้อนใบบัว
หยาดน้ำไม่ติดใบบัว วารีไม่ติดปทุม ฉันใด
มุนีก็ไม่ติดในสิ่งที่ได้เห็นได้ยินและสบทราบ ฉันนั้น

ท่านผู้ทรงปัญญา (พระอรหันต์) ย่อมไม่สำคัญมั่นหมาย
ด้วยสิ่งที่ได้เห็น ได้ยิน หรือสบทราบ
ย่อมไม่ปรารถนาความบริสุทธิ์ด้วยวิธีการอย่างอื่น
ท่านไม่ติดใคร่ (อย่างพาลปุถุชน) และก็ไม่หน่ายแหนง
(อย่างกัลยาณปุถุชนและพระเสขะ)"

อายุของมนุษย์ทั้งหลายน้อย สัตบุรุษพึงดูหมิ่นอายุที่น้อยนั้น
พึงประพฤติเหมือนดังถูกไฟไหม้ศีรษะ
การที่มัจจุราชจะไม่มาหานั้น เป็นอันไม่มี
วันคืนย่อมล่วงไป ชีวิตก็หดสั้นเข้า
อายุของสัตว์ทั้งหลายย่อมหมดสิ้นไป
เหมือนดังน้ำในธารน้ำน้อย"

พระพุทธพจน์
http://kruamas.org/html/death.html

 จากคุณ : pv [ 7 พ.ย. 2545 / 11:55:42 น. ]
     [ IP Address : 203.146.35.83 ]


 ความคิดเห็นที่ 16 : (manop_sun@hotmail.com)

ก่อนที่จะดูคนอื่นดูตัวเราเองก่อนทำตัวเองให้ดีเท่านี้ก็พอนะ

 จากคุณ : manop_sun@hotmail.com [ 7 พ.ย. 2545 / 22:10:42 น. ]
     [ IP Address : 202.183.156.4 ]


 ความคิดเห็นที่ 17 : (ต้น)

สิ่งใดที่ท่านสอนแล้วดีก็ควรนำมาปฏิบัติตาม สิ่งใดที่ท่านสอนแล้วไม่ดีก็ไม่ควรนำมาปฏิบัติตาม
เตือนตนดูตนดีกว่าตำหนิผู้อื่นกล่าวโทษผู้อื่น

 จากคุณ : ต้น [ 7 พ.ย. 2545 / 22:38:59 น. ]
     [ IP Address : 202.22.37.65 ]


 ความคิดเห็นที่ 18 : (จันทรังสี)

เรื่องคำสอนที่ดีหรือไม่ดีนั้น เราควรแยกต่างหากกับพฤติกรรมครับ

พระอาจารย์นุ่งเขียว หลวงพ่อดูดทรัพย์ หรือแม้แต่ท่านนักบวชผู้ไม่ขึ้นกับใคร ก็มีคำสอนที่ลูกศิษย์ลูกหานำไปปฏิบัติตามแล้วเป็นคนดีกันก็มาก

คำสอนเหล่านั้นมากจากที่ไหนครับ?

แน่นอน ว่าต้องมาจากพุทธวจนะในพระไตรปิฎก กับทั้งจากครูบาอาจารย์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบทั้งหลาย


แต่การที่ปลอมปนบางสิ่งลงไป หรือบัญญัติบางสิ่งขึ้นใหม่ โดยแอบอ้างว่าเป็นคำสอนของพระพุทธศาสนานั้น  เป็นสิ่งที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง และชาวพุทธควรจะตรวจสอบมากกว่ายึดคติที่ว่า ชั่วช่างชี ดีช่างสงฆ์ และปล่อยให้เจ้ากูทั้งหลายยำพระพุทธศาสนากันอย่างมันมือ

ในสมัยพุทธกาล ก็มีเหตุการณ์ที่ฆราวาสรวมตัวกันไม่ตักบาตรพระที่ประพฤตินอกรีตมาแล้ว  สุดท้ายพระเหล่านั้นท่านก็กลับตัวได้

ผมมั่นใจว่า  หากพุทธบริษัท4(หรืออาจจะเป็นแค่3ในบางมุมมอง)ช่วยกันดูแลรักษาพระศาสนา โดยไม่ผลักภาระให้กับสงฆ์หรือคณะใดคณะหนึ่งแล้ว  พระพุทธศาสนาของเราไม่มีทางโดนใครมาทำลายได้ แน่นอน  



 จากคุณ : จันทรังสี [ 7 พ.ย. 2545 / 23:54:48 น. ]
     [ IP Address : 202.133.172.161 ]


 ความคิดเห็นที่ 19 : (หมาน้อย)

เท่าที่ทราบ หลวงปู่แหวน ท่านกราบ ธรรม
ส่วนเรื่องจริง เป็นอย่างไร อันนี้ต้องติดตามแฮะ

 จากคุณ : หมาน้อย [ 8 พ.ย. 2545 / 01:20:45 น. ]
     [ IP Address : 202.133.161.248 ]


 ความคิดเห็นที่ 20 : (Vo6[k])

จำแว่วๆได้ว่า เคยอ่านในลานธรรมที่ไหนสักแห่ง ว่า หลวงปู่มั่นเคยกล่าว
(ทำนองนี้) ว่า
เมื่อใดจะแค่คิดตำหนิใคร จิตใจก็จะตกต่ำลงไปเท่ากับระดับความคิดนั้นๆแล้ว

ส่วนความเห็นของผม คือ ทำไมคนเราชอบหาจุดไม่ดีของผู้อื่น มาตำหนิ มาพูด
ทำไมไม่มองสิ่งดีๆ ในแง่มุมดีๆที่เขาคนนั้นทำอยู่ ตลอดวัฎฎสงสาร แต่ละชีวิต
ที่ยังไม่สมบูรณ์แบบ ทำดีบ้าง ทำไม่ดีบ้าง ถ้าอนุมานเอา
บางชีวิตบางชาติอาจทำดีได้อย่างยิ่ง บางชีวิตบางชาติอาจทำดีมากแต่ปนเปื้อนด้วยกิเลสฝ่ายต่ำบ้างเพราะจิตใจยังไม่สะอาดสมบูรณ์แบบ
ครูบาอาจารย์หลายท่าน กว่าจะผ่านการพัฒนามาให้เรากราบแบบสุดๆ
ล้วนเคยทำดี ทำไม่ดีมาบ้าง ในชาติอดีต ไอ้เรา(ผม)เองก็ยังเมามันและติดในหลายๆสิ่งที่ธรรมะเขาว่าไม่ดี ใช่ว่าเราจะดีเลิศประเสริฐศรี อย่างน้อยๆหลายๆท่านเหล่านั้นก็พาคนทำบุญ ไม่ได้พาคนเข้าผับเข้าบาร์ หรือพาคนทำความชั่ว ไม่ได้
เกรกมะเหรกเกเรรังแกชาวบ้าน อยากจะรู้จัง มีใครที่ดีเลิศถูกใจเราในโลกนี้

มิมีเจตนาใดจะล่วงเกินพระรัตนตรัยหรือท่านใด
แม้แต่น้อย เชื่อว่าทุกท่านมีเจตนาดี เพียงแต่รู้สึกว่าไม่ค่อยเหมาะสม
ถ้าเห็นฆราวาสวิจารณ์พระ
ถ้ากระทบแล้วขุ่นเคืองเข้า ขออภัยด้วยครับ

 จากคุณ : Vo6[k] [ 8 พ.ย. 2545 / 09:44:14 น. ]
     [ IP Address : 202.183.221.222 ]


 ความคิดเห็นที่ 21 : (pat)

เมื่อใดจะแค่คิดตำหนิใคร จิตใจก็จะตกต่ำลงไปเท่ากับระดับความคิดนั้นๆแล้ว

สาธุค่ะ

 จากคุณ : pat [ 8 พ.ย. 2545 / 10:48:21 น. ]
     [ IP Address : 202.183.176.184 ]


 ความคิดเห็นที่ 22 : (หมาน้อยน้อย)

เราทราบดีว่าการตำหนิใครนั้นไม่ดี แต่เราอยากให้ผู้หลงผิดน้อยลง
ท่านหลวงพ่อฤาษีลิงดำนั้นเรียกหลวงปู่หนุ่มมาจริง เราเหมือนฝันว่ารู้ว่า
จุดประสงค์นั้นเพราะท่านเห็นว่าท่านนั่งอยู่คนเดียวเลยกลัวที่ว่าท่านจะอดข้าว
ท่านเรียกมาเพราะเมตตา แต่ท่านไม่ได้หวังว่าจะเข้าใจผิดเป็นอย่างอื่น

 จากคุณ : หมาน้อยน้อย [ 8 พ.ย. 2545 / 12:55:21 น. ]
     [ IP Address : 203.155.163.60 ]


 ความคิดเห็นที่ 23 : (หมาน้อยน้อย)

ขอขยายความ หลวงพ่อฤาษี ท่านเห็นว่าพระหนุ่มท่านนั่งอยู่คนเดียว
ท่านเกรงว่าจะไม่ได้ฉันภัตตาหารท่านจึงเรียกมาให้ได้ฉันภัตตาหารด้วยเมตตา

 จากคุณ : หมาน้อยน้อย [ 8 พ.ย. 2545 / 12:59:19 น. ]
     [ IP Address : 203.155.163.60 ]


 ความคิดเห็นที่ 24 : (จันทรังสี)

อยากให้ทุกท่าน อ่านอย่างแยกแยะว่า สิ่งที่มีผู้ตำหนิหลวงปู่หนุ่มนั้น เป็นตัวบุคคลหรือว่าพฤติกรรม

ถ้าพฤติกรรมนั้นไม่นำความคลางแคลงใจให้กับผู้พบเห็นแล้ว จะมีใครมาตำหนิ คงไม่มีใครที่กิเลสหนาปัญญาหยาบไปตำหนิผู้ปฏิบัติตัวอยู่กับร่องกับรอยได้ลงคอหรอก อย่างน้อย ในที่นี้ ก็ไม่มีใครอยากเสี่ยงกับไฟนรกกันทั้งนั้น

ส่วนใครจะนับถืออะไรก็ถือว่าเป็นเรื่องของคนนั้น ผมไม่คิดจะเปลี่ยนความคิดใครหรอก 
ผมเพียงแค่ให้ข้อมูลที่เห็นได้ชัดๆเท่านั้น แต่ใครเห็นข้อมูลนั้นแล้ว ยังจะตะแบงว่าสิ่งเหล่านี้เป็นพุทธเป็นคำสอนที่ดับทุกข์ได้ ก็โปรดบอกผมด้วยว่าผมคิดผิดเห็นผิดไปตรงไหน

ในครั้งพุทธกาล มีอยู่หลายเหตุการณ์มากที่ฆราวาสไปวิจารณ์พระให้พระพุทธเจ้าฟัง พระพุทธเจ้าท่านก็ทรงไต่สวนโดยไม่ได้ห้ามฆราวาสผู้วิจารณ์พระเลย เพราะในบางกรณี พระก็อาจทำในสิ่งที่ไม่ถูกได้เช่นกัน

ผมเองก็มีหลายครั้งที่คิดชั่ว ทำชั่ว แต่ก็ยังรู้สึกดีว่า ไม่ว่าจะคิดชั่วทำชั่วอย่างไร ผมก็มีครูบาอาจารย์ที่เห็นความคิดและการกระทำ คอยตีกระหนาบมาตั้งแต่เด็ก บางคราวโดนด่าจนน้ำตาแทบร่วงเลยก็มี
แต่ผมก็ซาบซึ้งในบุญคุณท่านเหล่านั้น ที่ทำให้ผมอยู่รอดปลอดภัย ทำตัวอยู่ในศีลในธรรมได้จนปัจจุบันนี้

แต่ถ้าใครเห็นว่าการตักเตือนเป็นสิ่งไม่ดี คราวหน้าคราวหลัง ถ้าคุณมีลูกมีหลาน ก็ปล่อยให้ลูกหลายเล่นยาบ้า มั่วเซ็กส์โดยไม่ต้องตักเตือนดูสิครับ

 จากคุณ : จันทรังสี [ 8 พ.ย. 2545 / 21:31:14 น. ]
     [ IP Address : 202.133.172.7 ]


 ความคิดเห็นที่ 25 : (dangoon2@hunsa.com)

ฆารวาส เห็นภิกษุทำผิดวันัยว่ากล่าวตักเตือนได้   ภิกษุเห็นฆารวาสทำผิดศีลธรรมสั่งสอนได้  ภิกษุอวดตนเสมอครูบาอาจารย์  ถือว่าผิดวินัยคั้นปราชิกเพราะไม่มีคุณวิเศษในตัวเทียบเท่าครูบาอาจารย์    ตกนรกแน่นอน   เลิกทำซะแล้วเข้าป่าไปฝึกใหม่ยังมีเวลา และยังไม่สายอาจจะรอดขุมอเวจีได้เห็นใจที่หลงตัวเองมานานแล้ว    สาธุ ..........

 จากคุณ : dangoon2@hunsa.com [ 8 พ.ย. 2545 / 23:18:33 น. ]
     [ IP Address : 203.107.135.118 ]


 ความคิดเห็นที่ 26 : (นายโจโจ้)

จากคำพูดที่ว่า แค่คิดจะตำหนิใคร จิตใจก็ตกต่ำลงไปในระดับนั้น สาธุด้วยครับ แต่ก็ยังมีช่องว่างอยู่ให้ชี้แจงไม่ให้คนหมู่มากหลงผิดคือ

-ถ้าไม่ได้คิดตำหนิ เพียงแต่ชี้แจง นำความจริงออกมาเปิดเผย ก็ไม่ใช่การตำหนิ

-การยกตนเองหรือคำสอนของตนเองว่าสูงกว่า ก็คือการชี้นำ เหนี่ยวนำให้ผู้ฟังเห็นว่า(คำสอนหรือบารมีของ)ผู้อื่นต่ำกว่าผู้พูด

-การเห็นอย่างเป็นกลาง ว่านี่ นำไปสู่ความยึดติด ยึดมั่น ว่านี่ ไม่ได้นำไปสู่ความหน่าย คลาย วางในตัวตน ว่านี่ เป็นการขยายอัตตา ตัวตน

-ชาวพุทธทั้งหลายที่ไขว่คว้าแสวงหาทางนั้น กำลังทุกข์ กำลังอยู่ในความหลงหาทางเดินหาทางออกไม่พบ เข้ามาในกลุ่มผู้ปฏิบัติธรรม พบผู้ทำป้ายแขวนคอตนเองว่าเป็นผู้มีธรรม ถึงธรรม หรือผู้อยู่ในเครื่องแบบแห่งธรรม คนที่กำลังหลงทางเดินเข้ามาเจอ ด้วยความขาดปัญญาก็เลื่อมใสศรัทธารับฟังปุถุชนในเครื่องแบบ ยอมตนเป็นศิษย์โดยไม่ได้แสวงหาปัญญาอันเที่ยงแท้จากพุทธวจนะหรือจากผู้ที่ถึงธรรมอันแท้จริง ตรงนี้ ทำให้ผมนึกถึงคำของหลวงปู่เทสก์ เทสรังสีที่ติดอยู่ในที่พำนักของหลวงปู่เหรียญ วรลาโภว่า

ศรัทธาที่เกินหน้าปัญญา กลายเป็น งมงาย
ปัญญาที่เกินหน้าสติ กลายเป็น หลงตัวเอง
สมาธิที่เกินหน้าปัญญา กลายเป็น เกียจคร้าน

-บางท่านที่มีปัญญาเกินหน้าสติ ปฏิบัติไปจนเข้าใจว่าตนเองถึงธรรม(แต่งตั้งตนเองด้วยความเข้าใจผิดว่าตนเป็นอริยบุคคล) แล้วประกาศความเข้าใจผิดนั้นของตนทั้งทางตรงโดยใช้นามแฝงและทางอ้อมโดยคำพูดและน้ำเสียง มีอยู่จริงและเป็นเหตุให้เกิดความหลงผิดต่อเนื่องกับผู้แสวงหาธรรมแท้ที่มีศรัทธาเกินหน้าปัญญา

-บุคคลดังกล่าว พยายามไปเลียบๆเคียงๆกับครูบาอาจารย์โดยการถามนำให้พูดโดยอ้อมเพื่อนำมาหาข้อสรุปเพื่อบอกผู้อื่นว่าตนเองเป็นอริยบุคคล ก็มีให้เห็นอยู่มาก ท่านที่ไปกราบหรือได้ฟังเทปหลวงตาตลอดทั้งม้วน(คือฟังต่อหลังจากที่หลวงตาเทศน์จบ)ก็อาจจะเคยได้ยินบ้าง ถ้าสนใจสังเกตนะครับ

-สุดท้าย ถ้าเป็นพระอริยะจริง จะไม่มีความเดือดเนื้อร้อนใจเลยกับเนื้อความข้างต้น เพราะรู้ชัดแล้ว ขาดจากความเห็นผิด ขาดจากความงมงายแล้ว

-ผมฟังเทปหลวงตามหาบัวมาก็หลายร้อยม้วน ยังไม่เคยได้ยินแม้แต่คำเดียวที่ท่านบอกว่า วิธีการปฏิบัติแบบนี้สูง แบบนี้ต่ำ ที่ชี้เพียงทางที่นำไปสู่ความดับทุกข์ ทำแบบนี้แล้วดับได้

 จากคุณ : นายโจโจ้ [ 9 พ.ย. 2545 / 08:40:43 น. ]
     [ IP Address : 203.170.229.229 ]


 ความคิดเห็นที่ 27 : (นายโจโจ้)

และสุดท้าย

ผู้ที่ยังไม่ถึงธรรม ยังเวียนว่ายอยู่ในกองทุกข์ หาทางออกไม่พบ จะเอาอะไรไปสอนให้ผู้อื่นพ้นทุกข์กันเล่า ในเมื่อตนเองก็ยังไม่พบทาง? เครื่องแบบ จะสวมใส่ให้วิลิศมาหราอย่างไร ก็ไม่ได้ทำหรือเหนี่ยวนำให้จิตพ้นทุกข์ รวมทั้งไม่ได้มีแผนที่การปฏิบัติจิตจนถึงที่สุดแห่งทุกข์แต่อย่างใดเลยเช่นเดียวกัน และต่อให้มีแผนที่ ถ้าไม่ได้ปฏิบัติจนถึงธรรม หรือได้ปฏิบัติจนพ้นความเป็นปุถุชน คำสอนที่ออกมาจากตน ก็มีโอกาสจะเป็นสัทธรรมปฏิรูปได้เสมอ และเป็นสิ่งที่ผู้ฟังพึงระลึกและตรวจสอบด้วยตนเอง กับการปฏิบัติภาวนาของตนเอง

เจริญในธรรมเพื่อความหลุดพ้นครับ

 จากคุณ : นายโจโจ้ [ 9 พ.ย. 2545 / 08:45:42 น. ]
     [ IP Address : 203.170.229.229 ]


 ความคิดเห็นที่ 28 : (เมธาพร)

ให้ข้อสังเกตไว้นะครับ
ศิษย์ตถาคตแท้จริง  จะไม่นิยมกล่าวพูดเรื่อง ไปนรก ไปสวรรค์ เรื่องเปรต  เรื่องภูตผีปีศาจ   เพราะไม่ใช่ธุระของศิษย์ตถาคต   
ถ้าภิกษุใดนิยมกล่าวเรื่องเหล่านี้ เป็นนิจสิน  โดยหาสาเหตุอันควรไม่ได้   ให้ตั้งข้อพึงระวังไว้ก่อน  ว่าท่านมีวัตถุประสงค์แท้จริงอย่างไร   ถ้าไม่ใช่เพื่อการหลุดพ้น ไม่ใช่เพื่อการหน่ายกาม  ก็ไม่ใช่แนวทางพระตถาคต  ต้องใช้ปัญญาในการฟังให้มาก..

คนชั่วนิยมเล่าเรื่องตนเอง  เปรตก็นิยมพูดเรื่องเปรต... คนดีไม่นิยมพูดเรื่องของคนชั่ว   หรือแม้กล่าวถึงสิ่งไม่ดีงามอื่นๆให้เป็นเสนียดปาก... เป็นข้อสังเกตง่ายๆ สำรับตัวเราเอง     
ไม่ได้กล่าวตำหนิใครนะครับ...  อย่าปรุงแต่งความคิดมากไปกว่าข้อความที่เขียน..

 จากคุณ : เมธาพร [ 9 พ.ย. 2545 / 09:20:51 น. ]
     [ IP Address : 203.155.230.16 ]


 ความคิดเห็นที่ 29 : (ปัจจนึก พินาศ)

จริงครึ่งเดียว

 จากคุณ : ปัจจนึก พินาศ [ 9 พ.ย. 2545 / 18:44:49 น. ]
     [ IP Address : 203.107.140.153 ]


 ความคิดเห็นที่ 30 : (Nat)

อัตตานังโจทยตานังครับ

 จากคุณ : Nat [ 10 พ.ย. 2545 / 21:59:32 น. ]
     [ IP Address : 203.107.145.95 ]


 ความคิดเห็นที่ 31 : (palapanyo)

บุคคลทั้งหลายก็ตาม คำพูดทั้งหลายก็ตาม ล้วนแล้วแต่เป็นมายา
ไม่ควรยึดมั่น

 จากคุณ : palapanyo [ 11 พ.ย. 2545 / 08:53:25 น. ]
     [ IP Address : 210.203.181.194 ]


 ความคิดเห็นที่ 32 : (tony)

ในเมื่อกระทู้ถามว่าจริงหรือไม่ก็ต้องตอบว่าไม่จริง เพราะความจริงเป็นอย่างนั้นคงตอบอย่างอื่นไม่ได้ ก็ต้องขอโทษลูกศิษย์ท่านด้วยถ้าไปล่วงเกินครูบาอาจารย์ของท่าน

 จากคุณ : tony [ 11 พ.ย. 2545 / 11:05:03 น. ]
     [ IP Address : 203.146.126.26 ]


 ความคิดเห็นที่ 33 : (123)

แก้คำ ในความเห็น # ๓๐
อัตตะโน โจทะยัตตะนัง จงเตือนตนด้วยตนเอง

ดูใน
http://opensource.thai.net/ajahn.chah/thai/text/html/new/LOGAVITU.html

 จากคุณ : 123 [ 11 พ.ย. 2545 / 14:03:11 น. ]
     [ IP Address : 202.183.179.202 ]


 ความคิดเห็นที่ 34 : (นายขาจร)

          การยึดมั่นในความเห็นอย่างหนึ่ง  ทำให้เห็นว่าความเห็นอีกอย่างไม่ถูกต้อง
          ต่อเมื่อได้ปฏิบัติจนรู้แจ้งด้วยใจตน  จึงจะรู้ได้ว่าของใครแน่ที่ถูก
          ข้อคิดบางอย่างของท่านผมก็นำมาเลียบเคียงปฏิบัติ
          พอปฏิบัติแล้วก็ได้ผลดีเหมือนกัน(ในบางอย่าง)
          ส่วนจิตของท่านผู้สอนนั้น  ไม่ใช่หน้าที่ของเราต้องไปนำมาปรุงแต่ง
          ท่านก่อกรรมใดก็ต้องรับวิบากนั้น  ไม่ชาตินี้ก็ชาติต่อๆไป
          ผมหมั่นดูแลแต่จิตตนเองเท่านั้น  จึงไม่มีปัญหาอะไรกับใคร
          ท่านใดไปหลงศรัทธามากๆจนขาดปัญญา  ก็ต้องเตรียมรับวิบากของเขาเองเช่นกัน  แล้วเราจะไปช่วยอะไรได้  เพราะเขาไม่ศรัทธาเรา

 จากคุณ : นายขาจร [ 11 พ.ย. 2545 / 23:25:49 น. ]
     [ IP Address : 203.156.20.166 ]


 ความคิดเห็นที่ 35 : (test)

test

 จากคุณ : test [ 14 พ.ย. 2545 / 07:01:13 น. ]
     [ IP Address : 203.151.125.69 ]


 ความคิดเห็นที่ 36 : (คนไกล)

     เอ้อ คนบาปก็หาติพระปฏิบัติกันนักหนา กลายเป็นผู้ทำลายพุทธศาสนาเสียเอง สร้างความแตกแยกในหมู่ผู้ไม่รู้  ทำหน้าที่อลัชชีได้ดีนี่
    อันสังขารเราไม่เคยได้พบกันทั้งหลวงปู่ฤษีลิงดำ หลวงปู่แหวน และหลวงปู่พุทธอิสระ  และไม่ได้เป็นลูกศิษย์ท่านทั้งสาม แต่ทางจิตก็ได้สัมผัสพระทั้ง 3 รูปนี้มา ล้วนเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบทั้งสิ้น แต่ดีคนละแบบตามบุญบารมีของแต่ละท่าน เท่านั้นเอง  หลวงปู่ฤษีลิงดำ หลวงปู่แหวน เป็นพระอริยะสาวก ส่วนหลวงปู่พุทธอิสระ ท่านเป็นพุทธภูมิรับพุทธทำนายมาแล้ว บารมีล้นเหลือ แต่ที่มาในยุคนี้มาเพียงบารมีส่วนน้อยนิดของท่านเท่านั้น  ถ้ารู้เรื่องพุทธภูมิแล้วก็จะเข้าใจได้
     แลถ้าหลวงปู่แหวนจะเคยเรียกหลวงปู่พุทธอิสระว่า "หลวงปู่" ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ท่านอาจจะเรียกชื่อ ให้เกียรติกันตามบารมีที่สั่งสมมา อาจจะไม่ใช่เรียกตามอายุของธาตุสี่(ร่างกาย) อย่างที่เราๆเรียกกัน
     พระท่านปฏิบัติไม่แตกแยกกันหรอก แต่บรรดาพวกลูกศิษย์ที่โลภ โกรธ หลง ตัณหา อุปาทาน มีอัตตาอยู่อย่างเพียบพร้อมนี่สิ  มาถกเถียงกันว่าอาจารย์นี้ดี อาจารย์นี้ไม่ดี  โดยเอาความคิดอันเขลา แบบโลกๆของตนเองเข้าไปตัดสินเอง แล้วก็รับเอาบาปกรรมกันไปเต็มๆโดยไม่รู้ว่าอะไรควร อะไรไม่ควร  
     ที่นี้อาจารย์ทั้ง 3 ท่านได้ดีแล้ว บรรดาลูกศิษย์ลูกหาจะพากันเอาดี หรือเอาชั่ว ก็พิจารณากันเอง 
      ต้องขออภัยที่เว่าตรงๆ หวังว่าไม่มีใครนินทาครูบาอาจารย์ซึ่งกันและกัน จนพากันไปลงนรก อเวจี
   

 จากคุณ : คนไกล [ 14 พ.ย. 2545 / 10:54:19 น. ]
     [ IP Address : 192.168.11.58 ]


 ความคิดเห็นที่ 37 : (456)

ผู้เป็นพุทธภูมิยังไม่พ้นอบายภูมิ เพราะเป็นโลกียะ ขออย่าได้ประมาท แม้ในเรื่องเล็กน้อย ไม่งั้นจะต้องไป...นานแสนนาน กว่าจะได้มาบำเพ็ญบารมีใหม่

 จากคุณ : 456 [ 14 พ.ย. 2545 / 12:30:24 น. ]
     [ IP Address : 203.113.60.7 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!