ทางนฤพาน ... พานไปไหนแล้วครับ
 เนื้อความ :

ผมตกข่าวหรือเปล่า หรือมีการเปลี่ยนแปลงอะไรหรือเปล่าครับ นิยายอิงธรรมะของคุณดังตฤณ  "ทางนฤพาน"
ที่ว่าจะทำเป็นเทป เหมือนเงียบหายไป
ตอนนี้ยังอยู่ในขั้นดำเนินงานหรือเปล่าครับ

 จากคุณ : 4 [ 30 ต.ค. 2545 / 22:51:58 น. ]
     [ IP Address : 203.152.17.60 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (ดังตฤณ)

ตอนนั้นเหมือนหาอะไรทำเล่นสนุกๆร่วมกันมากกว่าอย่างอื่นครับ
นึกว่าอัดเล่นๆแล้วจะเอามาเป็นไฟล์ให้ฟังกันทางเน็ต
พอลงมือจริงถึงรู้ว่าเป็นงานใหญ่ ต้องเขียนบทกันใหม่
ทุกคนที่มาร่วมสนุกต่างก็เป็นอะไรทำนอง perfectionist
ทำแบบสุกเอาเผากินแล้วรู้สึกไม่ดี (มีสถานีวิทยุจะเอาไปออกอากาศด้วยเลยยิ่งต้องประณีต)
ต้องเทกกันหลายรอบ ต้องนัดให้พร้อมเพรียง (ซึ่งแต่ละคนงานยุ่งมากๆทั้งนั้น)
พอทำไปได้สองสามบท คุณอู๊ดเจ้าของโครงการเลยหัวเราะแหะๆประกาศพับฐาน
เคยคิดจ้างนักพากย์มืออาชีพอยู่เหมือนกัน แต่ช่วงนี้ผมยังไม่มีเวลาเขียนบทครับ

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 30 ต.ค. 2545 / 23:20:32 น. ]
     [ IP Address : 202.133.161.52 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (ดังตฤณ)

ถือโอกาสเอาคำถามถามบ่อยที่กะจะเอาไปแปะในโฮมเพจทางนฤพานมาลงไว้ที่นี่ด้วยเลย
เพราะช่วงหลังต้องตอบบางคำถามซ้ำๆกันมาก ก็เลยเขียนยาวๆให้เข้าใจชัดหน่อย

ถาม: สรุปจากเรื่องทางนฤพาน จะให้เชื่อว่ารักแท้ไม่มีจริง?

ตอบ:

อันนี้แยกได้เป็นหลายคำตอบครับ
เพราะเรื่องทางนฤพานก็ไปถึงบทสรุปหนึ่ง
ว่ารักแท้น่ะมีจริง แต่ที่จริงกว่านั้นคือกิเลส
หมายความว่าถ้ามองตามสายตาทางโลกก็ต้องว่ามี
แต่ถ้ามองตามสายตาทางธรรมก็ต้องว่ารากของรักแท้นั้นมาจากกิเลสนี่เอง
ที่รักแท้จะมีอันต้องกลับกลายเป็นรักเก๊ ก็ด้วยกิเลสอันเดียวกันอีกนั่นแหละ
โดยมีตัวแปรเช่นบุคคล เวลา และสถานการณ์มาร่วมสมการกิเลส

จะวัยรุ่น หนุ่มสาว หรือย่างเข้าวัยกลางคนก็ตาม
คนเราพอถามหมอดูทีไร ก็มีคำถามอยู่ไม่กี่คำ
เช่นเมื่อไหร่จะเจอเนื้อคู่ เนื้อคู่มีลักษณะเช่นไร มาจากไหน
อย่างฉันนี้เมื่อไหร่จะสมหวังเสียที หรือไม่มีโอกาสอีกแล้ว ฯลฯ
สะท้อนให้เห็นคล้ายๆทุกคนจะเชื่อเหมือนกัน
ว่าใครๆต่างก็มีคู่แท้ ที่จะครองรักกันอย่างมีความสุขไปจนตาย
แถมตายแล้วยังจองจะเจอกันต่ออีก

คนเรามักตั้งมุมมองเกี่ยวกับตัวเองไว้ในแง่ความหวัง ความสมหวัง
อยากให้เนื้อคู่เราหล่อ สวย รวย เก่ง เอาใจ ไม่เจ้าชู้ ฯลฯ
ถึงปากจะบอกว่าผิดจากนั้นก็หยวนได้ ขอแค่สองสามข้อก็พอ
แต่ใจลึกๆต่างก็หวังว่าจะมีอะไรแบบลอยมาจากฟ้า
เกิดมาเพื่อเป็นคู่กับเราด้วย แสนดีไปทุกอย่างด้วย
วัดกันได้ชัดตอนอยู่ด้วยกันแล้ว อะไรนิดอะไรหน่อยขวางหูขวางตาไปหมด
หมีกินผึ้งยังเรียกพี่ นั่นสะท้อนว่าคนเราอยากเอาอะไรอย่างใจ
ไม่จริงหรอกที่บอกว่ามีที่ตินิดๆหน่อยๆไม่เป็นไร
เพราะต่อให้ดีพร้อมขนาดไหน ก็ต้องมีเรื่องไม่ถูกใจ ไม่ลงกัน
อยู่ด้วยกันแล้วต้องบ่น "เซ็งจริงๆพับผ่า" เข้าจนได้

สำหรับคนไม่เชื่อเรื่องกรรม ไม่เชื่อเรื่องภพชาติ
แต่เชื่อเรื่องดวง ก็จะมองไปว่าธรรมชาติเสกคู่เตรียมไว้ให้เราโดยเฉพาะ
ความรู้สึกเกี่ยวกับ "เนื้อคู่" จะจำกัดอยู่เท่านั้น
แต่สำหรับคนที่เชื่อเรื่องกรรม เชื่อเรื่องภพชาติแบบตามๆกันมา
ก็จะมองไปอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งก็ใกล้เคียงกับประเภทแรกอยู่นั่นเอง
กล่าวคือเชื่อว่าเราจะต้องมีใครอยู่คนหนึ่ง ทำบุญร่วมกันมา
แล้วจะต้องติดตามกันไปตลอด ชนิดไม่พรากจากกัน

อันนี้ถ้าศึกษาเรื่องกรรมอย่างเข้าใจจริงๆ
และศึกษาโดยเอาชาตินี้เป็นหลักเป็นฐานอ้างอิง
ก็จะเห็นว่าคนเราอาจคิดไม่เหมือนกัน พูดไม่เหมือนกัน และทำไม่เหมือนกัน
คนที่คิด พูด ทำใกล้เคียงกัน คบหากันแล้วจะมีความสุข
อันนี้ยังไม่ต้องแบ่งแยกว่าดีหรือเลว
เอาเป็นว่าอัธยาศัยต้องกันแล้วโน้มเอียงที่จะสบายใจ ไม่เป็นอื่นต่อกัน

เมื่อเริ่มด้วยความเป็น "ธาตุนิสัยเสมอกัน"
สิ่งที่ตามมาก็เป็นไปตามครรลอง คือส่งเสริมกันไปในทางที่ชอบใจ
เช่นถ้าต่างมีดวงจิตน้อมไปทางกุศล
ก็จะชวนกันคิด พูด ทำไปในทางกุศล
แต่ถ้าต่างมีดวงจิตน้อมไปทางตรงข้าม
วันคืนผ่านไป ก็จะชวนกันก่อเรื่องเดือดร้อนให้ตนเองและคนอื่นมากขึ้นทุกที

ถ้าเข้าใจตรงนี้ ก็ต้องชี้ว่าก่อนจะมี "คู่แท้ที่ติดตามกันทุกภพชาติ" ได้นั้น
ก่อนอื่นน่าจะต้องมีธาตุนิสัยไปในทางกุศลพร้อมๆกันเสียก่อนเป็นปฐม
จึงสามารถสร้างเหตุ สร้างปัจจัยที่จะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขในภายหลัง
ถ้าไม่มีปฐมเหตุคือจิตที่คิดดี ปากที่พูดดี และมือไม้ที่ลงมือทำดีแล้ว
จะไปสร้างเหตุแห่งความสบายใจร่วมกันได้อย่างไร
มีแต่จะสร้างเหตุแห่งความเดือดร้อน ขัดใจ เจอกันแล้วเหม็นขี้หน้ากันเสียมากกว่า

แต่ก็น่าเห็นใจที่มีบางคู่ ทำเวรทำกรรมอะไรกันมานักก็ไม่ทราบ
เจอกันแล้วมีความดึงดูด หรือเหตุปัจจัยให้หลงรักกันเหลือเกิน
อยากจะดันทุรังอยู่ด้วยกันให้จงได้ แม้เครื่องแสดงแวดล้อมจะบอกว่าไม่เหมาะ
มีความเสมอกันเพียงผิวนอกเล็กๆน้อยๆ
คือมีเหลี่ยมมุมที่เผอิญหันมาชนกันแล้วสอดรับกันได้นิดหน่อย
แต่แท้ที่จริง โดยแก่นอันเป็นภายในแล้ว หาความเสมอกันไม่ได้เลย
ข้างนอกเหมือนหลอกกันว่าสุกใส พอดูข้างในมีแต่โพรงกลวงไปหมด

ในธรรมบทมีอยู่บทหนึ่งท่านกล่าวไว้
ว่าสิริกับกาลีมาอยู่ด้วยกัน ความวิบัติก็เกิดขึ้นเอง
อันนี้เป็นเรื่องจริง ถ้าคิด พูด ทำต่างกันมากๆ
คนหนึ่งไปทางบุญ อีกคนไปทางบาป อยู่กันก็รังแต่จะมีเรื่องร้อนๆตลอด
และกรรมจะเป็นผู้แยกทางให้ ไม่ว่าจะจากเป็นหรือจากตาย
ฝ่ายดีจะยิ่งได้ไปดีขึ้น ส่วนฝ่ายร้ายก็จะยิ่งได้ไปเสวยทุกขเวทนาแสนสาหัส
โดยเอาเวลาที่อยู่ร่วมกันนั่นเองเป็นเครื่องสร้างอนาคต
กล่าวคือฝ่ายดีจะได้บำเพ็ญทั้งขันติ ทั้งอภัยทาน และอีกสารพัด
ส่วนฝ่ายร้ายก็จะได้ก่อเวร ทั้งความเบียดเบียน ทั้งนิสัยถืออำนาจบาตรใหญ่

รายละเอียดเรื่องการครองคู่นั้นพิสดารลึกซึ้งนัก
แต่พอสรุปได้คร่าวๆคืออยู่ดี อยู่ร้าย และอยู่ครึ่งดีครึ่งร้าย
โดยมากจะเป็นแบบที่สาม คือครึ่งดีครึ่งร้าย
เพราะฉะนั้นโดยมากเช่นกัน ที่คนเราจะเจอรัก "ครึ่งแท้ครึ่งปลอม" กัน


นอกจากรักแท้แพ้ใกล้ชิดแล้ว
ต้องบอกด้วยว่ารักแท้แพ้กรรมเก่า
คนเราถ้าเคยร่วมกันบาปมากกว่าร่วมบุญกันมา
อยู่ด้วยกันป๊อบแป๊บ วันหนึ่งก็ต้องมีเหตุให้แยกจากกัน
แล้วไปเสี่ยงบุญเสี่ยงกรรม หาคนใหม่ที่เคยร่วมดีร้ายมาหนักเบากว่ากันอีก

ทีนี้ว่ากันเกี่ยวกับนิยามรักแท้ในแง่อุดมคติหรือเชิงธรรมะปรัชญาทั่วไป
ผมเองมีความประทับใจจากการบันเทิงมากกว่าประสบการณ์จริง
อันแรกได้จากการฟังเพลง
Tie a Yellow Ribbon Around the Old Oak Tree
เนื้อเพลงกล่าวถึงนักโทษคนหนึ่งที่เพิ่งออกจากคุก หลังจากติดอยู่นานสามปี
เขาเขียนจดหมายถึงแฟนว่าตอนนี้เขาเป็นอิสระแล้ว
และต้องการจะรู้ว่ามีสิ่งใดที่ไม่เป็น หรือยังเป็นของเขาอยู่
ถ้าเธอยังต้องการเขา
ก็ขอให้ผูกริบบิ้นสีเหลืองไว้อันหนึ่งบนต้นโอ๊กในสนามหน้าบ้าน
หากเขาผ่านไปแล้วไม่เห็นสัญลักษณ์ตอบรับนี้
ก็จะไม่ลงจากรถบัส จะนั่งผ่านเลยไป แล้วลืมเรื่องราวแต่หนหลังเสีย
กับทั้งจะตำหนิตนเองที่ก่อเหตุให้ต้องลงเอยอย่างนี้
ไม่โทษเธอเลยที่ตัดสินใจอย่างนั้น

พอใกล้จะถึงบ้าน เขากลับไม่กล้ามองผลที่รออยู่
แต่ไหว้วานคนขับรถให้ช่วยมองแทน ว่ามีคำตอบเช่นใดอยู่ที่ตรงนั้น
โดยรำพึงรำพันให้ฟังว่าเขายังเหมือนติดคุก
และเธอเพียงคนเดียวถือกุญแจดอกที่จะปลดปล่อยเขาออกมาจากกรงขัง
กุญแจดอกนั้นก็คือริบบิ้นสีเหลืองอันหนึ่งบนต้นโอ๊กซึ่งเขาเขียนมาขอไว้
ขอเพียงมีริบบิ้นสีเหลืองอันเดียวบนต้นโอ๊ก เขาจะเป็นอิสระทันที

พระเอกของเพลงคงเล่าด้วยลักษณะลืมตัวคร่ำครวญ
คนทั้งรถเลยได้ยิน แล้วก็พลอยเป็นหูเป็นตาแทนให้พร้อมกัน
ที่สุดก็ปรากฏว่ามีเสียงเชียร์ลั่นรถ
ทำให้เขาต้องลืมตาขึ้น และแทบไม่เชื่อสายตากับภาพที่เห็น
เพราะมีริบบิ้นเป็นร้อยชิ้น ทอประกายเหลืองอร่ามรับตาอยู่บนต้นโอ๊ก
ไม่ใช่แค่ไม่มี และไม่ใช่เพียงชิ้นเดียวที่อาจทำให้หลงหูหลงตา

แน่นอนว่านั่นคือคำตอบที่หนักแน่น
และออกมาจากหัวใจที่ยังเปี่ยมด้วยรักมั่นคง
เป็นความรักที่ยินยอมรอคอยด้วยความซื่อสัตย์
และไม่แปรใจเป็นอื่นทั้งรู้ว่าคนรักของตนกลายเป็นไอ้ขี้คุกไปแล้ว
ถ้าผมฟังอย่างตั้งใจทีไร ก็จะสะอึกทุกครั้ง
เห็นภาพของรักแท้แจ่มชัดผ่านริบบิ้นนับร้อยที่ถูกบรรจงผูกไว้
แล้วก็ชวนให้นึกว่าจะต้องใช้อดีตหวานชื่นขนาดไหนหนอ
ถึงทำให้ผู้หญิงปักใจรักผู้ชายสักคนได้มากมายปานนั้น

ส่วนสรุปจากตรงนี้คือรักแท้เป็นความพิศวาส ความอาลัยอาวรณ์รุนแรง
ความปักหลักไม่เปลี่ยน ทนทานและท้าทายกาลเวลา
โดยไม่สนใจว่าจะมีเรื่องเลวร้ายขนาดไหนเกิดขึ้นแล้ว
และไม่สนใจว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นอีก
ขอเพียงมีตัวตนของคนรัก ขอเพียงได้มาซึ่งตัวตนนั้น
ที่เหลือจะมากหรือน้อย จะดีหรือร้าย ก็ไร้ความหมายสิ้นเชิง

เห็นได้ชัดผ่านเหตุการณ์ตามเนื้อเพลง
ว่าเพลงนี้คือนิทานหลอกเด็กที่แต่งขึ้นโดยปราศจากเรื่องจริงรองรับ
คนเราถ้ายังรักกันอยู่ก็ต้องไปเยี่ยมถึงคุก
และไถ่ถามกันได้ความไปนานแล้วว่าจะเอายังไง อยู่กับฉันต่อไหวไหม
แถมนึกแล้วผมหวาดเสียวแทน ว่าถ้าตอนเขาส่งจดหมายมาขอริบบิ้น
เกิดสาวไม่อยู่บ้าน กำลังไปเยี่ยมชมโบราณสถานแถวเขมร
ก็คงอดกัน ไม่ต้องได้รู้ความจริงตลอดไป ว่าที่แท้สาวเขายังเอาเราอยู่

สาระจากเพลงคือต้องการระบายสีแต่งภาพรักแท้ออกมาให้ชม
คนฟังก็คงรับผลแห่งจินตนาการที่นำมาย้อมใจผ่านเพลงกันไปเต็มปรี่
คั้นน้ำตาคนทั่วโลกมาแล้วต่อเนื่องกันหลายสิบปี
เพราะเพลงนี้ค่อนข้างอมตะ ยังเปิดฟังกันเสมอกระทั่งทุกวันนี้

อีกเรื่องหนึ่งที่ประทับใจมากๆ เป็นหนึ่งในหนังชุดแดนสนธยาที่ดูตั้งแต่เด็กๆ
ชื่อเรื่อง The Invisible Man
กล่าวถึงอนาคตนานๆต่อไป โลกมีกฎหมายประหลาดขึ้นมาเพื่อดัดนิสัยคน
คือถ้าใครเห็นแก่ตัว เป็นคนไม่เอาใคร ขาดมนุษยสัมพันธ์อันดีมากๆแล้ว
ก็จะโดนลงโทษขั้นรุนแรง
คือต้องถูกประทับตราไว้บนหน้าผากว่าเป็น "มนุษย์ล่องหน"
ความจริงไม่ได้ล่องหนไปไหน แต่กฎคือทุกคนที่เห็นนักโทษจำพวกนี้
จะต้องไม่พูด ไม่ยุ่งเกี่ยว ทำเหมือนพวกนี้เป็นมนุษย์ล่องหนไร้ตัวตน
เรียกว่าต้องปฏิบัติกันเหมือนนักโทษเป็นอากาศธาตุ
ไม่ว่ามนุษย์ล่องหนจะทำอะไรยังไงแค่ไหนก็ตามที
หากใครฝ่าฝืนแล้วไซร้ โทษคือจะต้องเป็นมนุษย์ล่องหนตกตามกัน

กฎเข้มนี้มีผลบังคับใช้ทั่วทุกตารางนิ้วโดยไม่มีใครแอบฝ่าฝืนได้
เนื่องจากจะมีหุ่นยนตร์บินได้คอยสอดส่องติดตามสำรวจมนุษย์ล่องหนทุกคน
หากมนุษย์ล่องหนพยายามพูดกับใคร แล้วได้รับการสนองตอบ
หรือแม้ยอมให้แตะต้อง ก็จะมีเวลาประมาณสิบวินาทีในการเปลี่ยนใจถอนตัวเสีย
ถ้าขืนดื้อดึง ก็จะมีเสียงประกาศจากหุ่นยนตร์
พิพากษาให้กลายเป็นมนุษย์ล่องหนไปอีกคนทันที

พระเอกของเรื่องเป็นประเภทเข้าข่ายต้องรับโทษเป็นมนุษย์ล่องหนกับเขา
คือไม่เอาใครเลย ไม่ยิ้ม ไม่ทักทาย ไม่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เด็ก สตรี และคนชรา
เขามีกำหนดรับโทษทัณฑ์ประมาณหกเดือน
วันที่รู้ตัวว่าได้รับโทษ เขายังยิ้มเยาะโลกได้อยู่ และหนำซ้ำเห็นเป็นเรื่องสนุกเสียอีก
เนื่องจากสามารถหยิบฉวยสินค้ากี่ชิ้นกลับบ้านก็ได้ โดยรัฐจะเป็นผู้ชดใช้ค่าเสียหายให้
สามารถเข้าห้องอาบน้ำสาธารณะของผู้หญิงได้
โดยไม่มีใครกล้าปริปากโวยวาย อย่างมากแค่วางหน้าไม่ถูก กระอักกระอ่วนกันไป
ฟังเขาหัวเราะร่าพูดกระเซ้า โดยไม่มีใครกล้าขับไล่หรือแม้จะปิดบัง
เพราะนั่นเท่ากับเป็นการแสดงว่ารับรู้การปรากฏตัวของเขา ณ ที่นั้น
ออกดีอย่างนี้ใครจะไม่ชอบ

ในช่วงเวลาที่กำลังสนุกอยู่ เขาไม่ยินยลสนใจกับการถูกเมินเฉยแม้แต่น้อย
เพราะรู้สึกว่านั่นเป็นสิ่งที่เข้ากันดีกับนิสัยของตนเอง
คือสมกับที่เขาเองให้แต่ความสัมพันธ์อันเย็นชาต่อสังคมมาตลอด
ไม่ช่วยใคร ไม่พูดดี ไม่ยิ้มแย้มทักทายใคร

กระทั่งเวลาเริ่มผ่านไปนานเข้า เขาก็เริ่มตระหนักว่าการไม่มีใครพูดด้วยเลยจริงๆนั้น
มันต่างกันลิบลับกับครั้งเมื่อเพียง "อยากพูดให้น้อยๆ"
เขาเริ่มรู้จักความเหงา และต้องการใครสักคนเป็นเพื่อนคุย
กลุ่มคนที่เริ่มแสวงหา เริ่มชักชวนพูดคุย
ก็คือพวกที่เป็นมนุษย์ล่องหนด้วยกันนั่นเอง
แต่มนุษย์ล่องหนส่วนใหญ่ต่างจากเขา
คือเป็นพวกหุ่นคล้ายโจร หน้าคล้ายผี

วันหนึ่งเขาเจอกับเด็กสาว ค่อยดูดีหน่อย
ถึงแม้หน้าตาท่าทางเป็นพวกเด็กมีปัญหาเก็บกด
เขาก็รีบปรี่เข้าไปทักทายด้วยความยินดีที่น่าจะเจอเพื่อนแล้ว
และหวังว่าเธอคงพูดคุยกับเขา เนื่องจากหน้าตาพูดรู้เรื่อง น่าคบได้
แต่ที่ได้รับคือการสะบัดหน้า ไม่พูดด้วยแม้แต่คำเดียว
เรียกว่าแทบรีบวิ่งหนีไปเกือบทันทีเมื่อเห็นหน้าผากเขา
ทั้งนี้เพราะโทษของการคุยกันเองระหว่างมนุษย์ล่องหนด้วยกัน
คือการต้องโทษนานขึ้นเป็นหลายเท่าตัว หรืออาจโดนตลอดชีวิตทีเดียว
มิไยเขาจะส่งเสียงอ้อนวอน ขอร้อง ให้เหตุผลว่าไม่ต้องไปแคร์สังคมอีก
ขอเพียงอยู่ด้วยกัน เป็นเพื่อนกัน ดูแลกัน จะให้ตั้งอาณานิคมใหม่โดยเฉพาะก็ได้

พระเอกของเรื่องเจอเหตุการณ์ร้ายขึ้นเรื่อยๆ
แบบที่ทำให้เขาหุบยิ้มเยาะโลกอย่างสนิท
บางคนแกล้งทำของหนักตกใส่ อ้างว่าไม่เห็น
และแม้เมื่อได้รับอุบัติเหตุถูกรถชน ก็ไม่มีหมอคนไหนรับรักษาเขา
แม้จะนอนร้องครวญครางกลางถนนก็ไม่มีใครเหลียวแล
ความเป็นความตายของนักโทษล่องหนมีค่าเท่ากับศูนย์
จะไม่มีใครเอาผิด แม้เห็นชัดว่าเป็นตีนผีขับรถชนก็ตาม

ปรากฏว่าถูกรถชนครั้งนั้นขาหัก แต่ไม่ถึงตาย
นอนร้องไห้รักษาตัวเอง หยอดข้าวต้มให้ตัวเองทุลักทุเล
แล้วก็ผ่านมาได้ หนังตัดมาถึงวันพ้นโทษ พระเอกกลายเป็นคนใหม่
หน้าตาแจ่มใส ยิ้มเจ้าเล่ห์เห็นแก่ตัวหายไป
ทักทายใครต่อใครเหมือนมนุษย์มนาทั้งหลาย
เรียกว่าสังคมได้สมาชิกใหม่ที่ดีงามเพิ่มมาอีกหนึ่งหน่วย

เรื่องน่าจะจบด้วยดี แฮปปี้เอนดิ้งเพียงเท่านั้น
ถ้าไม่ใช่เพราะเผอิญผ่านไปเจอเด็กสาวคนเดิมที่เขาเคยอ้อนวอนขอให้คุยด้วย
ช่วงเวลานั้นเป็นจังหวะที่เธอลิ้มรสความเหงา ความเดียวดายจนสิ้นความอดทน
เมื่อพบเขาก็พยายามเข้ามาดึงแขน ขอร้องให้คุยกับเธอ เป็นเพื่อนเธอ
ทีแรกเขาเดินหนีทันที ด้วยความที่ยังสยองกับโทษทัณฑ์ซึ่งเพิ่งผ่านมาไม่หาย
แต่พอเดินไปไม่กี่ก้าว ได้ยินเสียงร้องไห้น่าเวทนาของเธอ
กับการวิ่งไล่ตามยื้อ และโถมตัวเข้ากอดหาความอบอุ่น
เขาก็ฉุกคิดขึ้นได้ถึงช่วงเวลาอันทุกข์ทรมานของตนเอง
ขณะนั้นหุ่นบินเริ่มลอยมาใกล้
และแจ้งให้เขาทราบว่าถ้าไม่หลีกหนีไปจากเด็กสาวคนนั้น
เขาจะกลายเป็นมนุษย์ล่องหนอีกครั้ง และการเป็นมนุษย์ล่องหนรอบสอง
หมายถึงการเป็นเช่นนั้นตลอดไป ไม่มีโอกาสกลับมาหาอิสรภาพอีก

หลังจากลังเล มีสีหน้าหวาดกลัว เป็นกังวล
สีหน้าเขาก็กลับเปลี่ยนเป็นเรียบเฉย สองแขนตก ไม่ขยับหนี
การตัดสินใจของเขาคือปล่อยกระเป๋าเอกสารหล่นลงพื้น
ยืนทอดตานิ่งให้เด็กสาวกอด ยอมเป็นหลัก เป็นที่พึ่งของเธอ
ทั้งรู้ชะตากรรมว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตนต่อไป

หนังเรื่องนี้เข้ามาอยู่ในความทรงจำของผมถาวร
เป็นภาพรักแท้ว่าคือความเสียสละอันยิ่งใหญ่ น่าเทิดทูน
เป็นมหาจาคะที่เกิดจากความเข้าใจในทุกข์แบบเดียวกัน
ทำให้เห็นอกเห็นใจ และยอมช่วยอย่างไม่มีประมาณ ไม่มีเงื่อนไข
เรียกว่ามนุษย์ล่องหนคนนี้รับโทษแล้วไม่ใช่แค่ดีขึ้น
แต่กลับกลายเป็นอะไรแบบที่คนทั่วไปไม่อาจดีเท่า
เทียบทางพุทธเราก็เปรียบได้กับมหาโพธิสัตว์ทีเดียว
คือยอมเอาชีวิตทั้งชีวิตของตัวเองไปแลกกับความทุกข์ของคนแปลกหน้าได้

สำหรับทางนฤพานอาจไม่มีภาพของรักแท้ทั้งสองแบบ
หรือหากพลิกมองอีกมุม ก็อาจเห็นภาพรักแท้ทั้งสองแบบอยู่ในเรื่องก็ได้
ขึ้นอยู่กับว่าใครเลือกดูตรงไหน ด้วยประสบการณ์พื้นหลังอย่างไร

ในชีวิตจริงอาจไม่เกิดเหตุการณ์แบบเพลงและหนังเป๊ะๆ
แต่มันมีอะไรทำนองนั้นอยู่จริง และเป็นไปในแบบที่ยากจะเชื่อ
และเมื่อเป็นชีวิตจริง สีเหลืองของริบบิ้นอาจก่อสุขล้นหลามได้ชั่วขณะหนึ่ง
แต่ไม่อาจผูกความสุขไว้กับจิตใจทั้งสองฝ่ายให้สม่ำเสมอคงเส้นคงวาจนตาย
แล้วความเสียสละแบบมหาโพธิสัตว์นั้น บางทีทำได้หลายแบบ หลายระยะห่าง
ไม่จำเป็นต้องยอมเอาตัวเข้าไปตกนรกหมกไหม้ร่วมกับคนแปลกหน้าเสมอไป

สรุปทางโลกคือรักแท้มีจริงขึ้นได้ด้วยปฐมเหตุคือใจ
ใจดีๆแบบที่หายาก จึงได้รับความสุขอันเป็นไปได้ยาก
การทำให้ใครสักคนดีใจจนตาเป็นประกายจัดด้วยอะไรเช่นริบบิ้นสีเหลือง
หรือการทำให้ใครสักคนอบอุ่นสมหวังด้วยอะไรเช่นยอมยืนนิ่งให้กอด
ต้องใช้ความเข้มแข็งและเมตตาเหนือสามัญมนุษย์
สามารถหยิบยื่นสิ่งที่คนทั้งหลายยากจะมอบให้แก่กัน
เป็นผู้มีศักยภาพในการก่อความผูกพันอันแน่นเหนียว ซาบซึ้งรุนแรง
ระดับที่สามารถประทับลงในใจอีกฝ่ายไปจนข้ามภพข้ามชาติ

แต่มีความสัมพันธ์ที่บริสุทธิ์ยิ่งกว่านั้น มีคุณยิ่งกว่านั้น
ถ้าเราสามารถทำให้ใครสักคนตาสว่างด้วยการเห็นธรรมะ
ถ้าเราสามารถทำให้ใครสักคนอบอุ่นใจด้วยการให้ธรรมะเป็นที่พึ่ง
ความรู้สึกมันยิ่งกว่าทำให้คนรักปีติด้วยของกำนัลล้ำค่าใดๆ
เพราะการมีตาที่สว่างและใจที่อบอุ่นด้วยธรรมะนั้น
จะติดตัวทั้งสองฝ่ายตราบจนแยกจากกันเข้าสู่นิพพาน
ที่ที่ไม่มีอะไรมาทำให้เกิดความร้าวฉานแก่สัมพันธภาพระหว่างกันได้อีก

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 30 ต.ค. 2545 / 23:25:07 น. ]
     [ IP Address : 202.133.161.52 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (มะลิ)

^_______________________^

 จากคุณ : มะลิ [ 31 ต.ค. 2545 / 01:21:12 น. ]
     [ IP Address : 172.138.46.11 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (pat)

เป็นเรื่องที่ประทับใจจังค่ะ  โดยเฉพาะมนุษย์ล่องหน
ไม่เคยคิดนะคะว่าตัวเองจะเป็นคนที่ดูถูกคน 
เห็นคนที่เราไม่ชอบใจเป็นมนุษย์ล่องหน
ที่แย่กว่านั้นมากคือ สะใจที่ได้ทำให้คนอื่นรู้สึกแย่ในความเป็นมนุษย์ล่องหน
วันนึง  มีแม่ชีมาตำหนิว่า อย่าประมาทผู้อื่น
ตอนที่โดนตำหนินี่ออกจะไม่พอใจเล็กๆ  คิดว่าเราไม่ได้เป็นอย่างนั้นสักหน่อย
แต่พอได้พิจารณามาเรื่อยๆ ก็จะเห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ
ว่าเราไม่แยแสสนใจผู้ที่ไม่ถูกใจเราอย่างไร 
แล้วกรรมนั้นก็ส่งผลให้ตัวเองเป็นเช่นไรบ้าง

_/|\_ กราบขอบคุณคุณดังตฤณที่ช่วยขัดเกลาให้เป็นมนุษย์มนาขึ้นมาบ้าง
ตอนนี้ถ้าจะโดนลงโทษเป็นมนุษย์ล่องหนบ้างก็คงจะต้องยอมรับแต่โดยดี

 จากคุณ : pat [ 31 ต.ค. 2545 / 04:17:33 น. ]
     [ IP Address : 202.183.176.233 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (สี่ปอ )

^__^ยิ้มนี้สำหรับความเห็นที่ ๒ ค่ะ

 จากคุณ : สี่ปอ [ 31 ต.ค. 2545 / 07:38:19 น. ]
     [ IP Address : 202.44.32.11 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (โยคาวจร)

เมื่อวานดูละครเรื่องสวัสดีคุณนาย ช่อง 3
พระเอกพูดถึงนางเอกว่า "ถ้ารู้ว่างี่เง่าอย่างนี้ ไม่รับกลับมาก็ดีแล้ว"
ได้ยินแล้วสะท้อนใจ นี่ขนาดในละครนะ ถ้าเป็นเรื่องจริงจะขนาดไหน

 จากคุณ : โยคาวจร [ 31 ต.ค. 2545 / 08:27:15 น. ]
     [ IP Address : 202.47.246.6 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (โยคาวจร)

ที่คุณดังตฤณเขียนถึงเพลง
Tie a Yellow Ribbon Around the Old Oak Tree
อ่านแล้วรู้สึกซาบซึ้งกับความรักแท้ น้ำตาร่วงเลย
เลยเอาเนื้อเพลงมาให้อ่านกัน

Tie a Yellow Ribbon Around the Old Oak Tree

I'm coming home I've done my time
And I have to know what is or isn't mine
If you received my letter
Telling you I'd soon be free
Then you'd know just what to do
If you still want me
If you still want me

Oh tie a yellow ribbon
'Round the old oak tree
It's been three long years
Do you still want me
If I don't see a yellow ribbon
'Round the old oak tree
I'll stay on the bus, forget about us
Put the blame on me
If I don't see a yellow ribbon
'Round the old oak tree

Bus driver please look for me
'Cause I couldn't bare to see what I might see
I'm really still in prison
And my love she holds the key
A simple yellow ribbon's all I need to set me free
I wrote and told her please

Oh tie a yellow ribbon
'Round the old oak tree
It's been three long years
Do you still want me
If I don't see a yellow ribbon
'Round the old oak tree
I'll stay on the bus, forget about us
Put the blame on me
If I don't see a yellow ribbon
'Round the old oak tree

Now the whole damn bus is cheering
And I can't believe I see
A hundred yellow ribbons
'Round the old, the old oak tree

Tie a ribbon 'round the old oak tree
Tie a ribbon 'round the old oak tree
Tie a ribbon 'round the old oak tree
Tie a ribbon 'round the old oak tree

Tie a ribbon 'round the old oak tree
Tie a ribbon 'round the old oak tree
Tie a ribbon 'round the old oak tree
Tie a ribbon 'round the old oak tree

Russell Brown/Irwin Levine
Irwin Levine Music/
Larball Publishing Co. Inc. Plat.
BMI

ถ้าจะฟังเพลง mp3 ไป download กันได้ที่นี่เลยครับ

http://www.audioseek.net/download/1608684/0/Tony_Orlando_&_Dawn_/_Tie_A_Yellow_Ribbon'round_The_Ole_Oak_Tree.html

 จากคุณ : โยคาวจร [ 31 ต.ค. 2545 / 09:32:42 น. ]
     [ IP Address : 202.47.246.6 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (ดังตฤณ)

ถาม: ทำไมเกาทัณฑ์ไม่ค่อยมีดีให้ดู มีแต่เจ้าชู้ไปเรื่อยๆทั้งที่เป็นโพธิสัตว์?

ตอบ:

พระโพธิสัตว์ไม่ใช่จะคิดดี พูดดี ทำดี ได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง
และแต่ละชาติไม่ใช่เกิดมาดีพร้อมสำเร็จรูป
ความเป็นโพธิสัตว์ที่ติดจิตติดวิญญาณมาเหมือนเพชรดิบ
ถ้าไม่ผ่านการเจียระไนด้วยกรรมวิธีที่ถูกต้อง ก็ไม่ใส ไม่สวยขึ้นมา
ต้องเข้าใจว่าพระโพธิสัตว์ก็เกิดมาอย่างมนุษย์ธรรมดา
มนุษย์ธรรมดามีสมบัติติดตัวเหมือนๆกันคือความไม่รู้
คำว่า ความไม่รู้ หรืออวิชชานี้ครอบจักรวาล ไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม ชีวิตคืออะไร
อันไหนทำแล้วบาป อันไหนทำแล้วบุญ
ทั้งยิ่งไม่รู้เลยว่าพุทธภูมิคืออะไร โพธิสัตว์คือบุคคลชนิดไหน
และคนทั่วไปก็มีสัญชาตญาณเอาเข้าตัวก่อน
มีความอยาก มีความหลง มีการลองผิดลองถูก
รวมทั้งมีการเลือกวิถีทางของตัวเอง
พูดง่ายๆว่าเกิดมารู้จักแต่ตัวกู ความต้องการของกู
อย่างอื่นค่อยมาเรียนรู้ทีหลัง ขอให้นึกถึงทารกหรือเด็กน้อยบางราย
ที่เอาแต่แว้ดๆๆทั้งวันแก้วหูแทบแตก น่าจับสองขาฟาดพื้นให้ตาย
ทั้งปีมีแต่จะเอาๆ เจออะไรก็ของกูทั้งนั้น ไม่ได้อย่างใจจะแหกปากตลอด
ทว่าพอโตขึ้น ก็กลายเป็นคนสงบเสงี่ยม มีเมตตา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ไปทั่ว

เกาทัณฑ์อายุยังน้อย และทั้งเรื่องทางนฤพานก็ใช้เวลาเพียงสองสามเดือน
ลองคำนึงถึงความจริงว่าชีวิตคนในช่วงสองสามเดือน
จะมีความดีหรือผลงานอะไรปรากฏได้มากมาย
ในเรื่องทางนฤพานนั้น มีจุดสังเกตใหญ่ของความเป็นเกาทัณฑ์อยู่อย่าง
ขอให้สังเกตว่าทันทีที่ "รู้จักธรรมะ"
สิ่งแรกที่เขาคิดคืออะไร
และแม้รู้ทั้งรู้ว่าจะต้องลงนรก ก็ยังตัดสินใจเลือกแบบไหน?
คำตอบนั่นแหละคือน้ำใจที่แท้จริงของพระโพธิสัตว์

แนวคิดของเรื่อง ก็ไม่เปิดโอกาสให้แสดงภูมิโพธิสัตว์มากนัก
ถ้าให้เกาทัณฑ์ดีมากๆ คงต้องพลิกพล็อตไปอีกอย่างหนึ่ง
อีกประการ เท่าที่รู้จักคนที่ปรารถนาพุทธภูมิจำนวนไม่น้อย
จะพิมพ์เดียวกันหมดคือ "ติดดี" หลงนึกว่าตัวเองสูงส่งกว่าชาวบ้านเขา
แถมบางทีประกาศคุณงามความดีของตนว่าเหนือกว่าอริยะเสียอีก
ในฐานที่วาสนาสูงกว่า บำเพ็ญบารมีมามากกว่า ปรารถนาภูมิที่สูงกว่า
ซึ่งส่วนที่เป็นแง่ของความจริงก็มี ส่วนที่สำคัญตัวผิดก็มาก
เลยอยากแสดงสีเทาของโพธิสัตว์ผ่านความจริง
มากกว่าจะระบายสีขาวจั๊วะผ่านอุดมคติในใจคน
อย่าลืมว่าพระโพธิสัตว์ไม่ใช่พระพุทธเจ้า
และไม่แน่ว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้าหรือเปล่า
คล้ายบางคนทำสมาธิได้เพียงระดับขณิกะ คือตั้งมั่นได้เพียงชั่วครู่
ก็หลงเข้าใจ หรือปักใจเชื่อว่าเป็นฌานแล้ว ตนเป็นผู้ทรงฌานแล้ว
เที่ยวยกตนข่มท่านก็ถมไป
(คนได้ฌานจริงแล้วยกตนข่มท่านก็มี หลงภูมิใจ
ติดใจในสมบัติคือฌานของตนก็มี
ต่อเมื่อเป็นฌานแบบที่พระพุทธเจ้าตรัสเรียกว่าเป็นอริยสมาธิ
จึงคลายจากอาการหลงติดยึด หลงมีอหังการเสียได้)

ชั้นภูมิของความดีนั้นมีหลายระดับ หลายมิติ
และเป็นสิ่งที่มีที่มาที่ไป มีกระบวนการเรียนรู้
หาได้เป็นผู้ไม่อาจกระทำผิด
ชั้นภูมิอันดีเลิศและกรุยทางไปสู่ความหลุดพ้นนั้น
คือพวกที่ทำผิดธรรมดาๆ ทำผิดบ่อยๆเหมือนคนทั่วไป
แต่สำนึก ได้คิด เห็นโทษ และอธิษฐานจะไม่ทำผิดซ้ำสอง
ก็ขอให้ลองนึกดูว่าเกาทัณฑ์มีพฤติกรรมด้านนี้อยู่บ้างหรือไม่
กล่าวอธิษฐานเป็นสัจจวาจาไว้บ้างหรือไม่

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 31 ต.ค. 2545 / 11:12:07 น. ]
     [ IP Address : 202.133.161.173 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (สปาย)

         just for the record
      ขอเพิ่มนิดหนึ่งครับ :
         เพลง tie a yellow นั้น เนื้อร้องนำมาจากเนื้อเรื่องภาพยนตร์
ญี่ปุ่นเรื่อง ผ้าเช็ดหน้าสีเหลือง ในภาพยนตร์ใช้ผ้าเช็ดหน้าสีเหลืองเป็น
เครื่องหมาย ตอนมาเป็นเพลง จึงเปลี่ยนเป็น ribbon แทน
         ท่านมุ้ยได้นำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ไทย(คุณภาพ) ในชื่อเรื่องว่า
"ถ้าเธอยังมีรัก" (ซึ่งถ้าคุณโยคฯได้ดูก็อาจน้ำตาร่วงได้เช่นกัน)

 จากคุณ : สปาย [ 31 ต.ค. 2545 / 14:58:03 น. ]
     [ IP Address : 203.107.236.3 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (แย้มกะลา)

คุณดังตฤณตอบได้ประทับใจดีครับ จะรออ่านต่อครับ :-)

 จากคุณ : แย้มกะลา [ 31 ต.ค. 2545 / 18:44:37 น. ]
     [ IP Address : 203.146.169.52 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (ธิดาธรรม)

ขอบคุณค่ะอาตุลย์ อ่านจบแล้วรู้สึกว่า
"อยากจะกู่ร้อง ปองรัก (ทุกคน) ให้ก้องโลก"เลยค่ะ
...........มีความสุขจังค่ะ...............

 จากคุณ : ธิดาธรรม [ 31 ต.ค. 2545 / 19:01:11 น. ]
     [ IP Address : 203.152.5.225 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (จันทรังสี)

นานๆทีจะเห็นพี่เขียนอะไรยาวๆในกระทู้สักที อ่านแล้วมันส์จริงๆครับ

จะจบเท่านี้เหรอครับ น่าจะเขียนต่ออีก รออ่านครับ

 จากคุณ : จันทรังสี [ 31 ต.ค. 2545 / 23:13:57 น. ]
     [ IP Address : 202.133.156.2 ]


 ความคิดเห็นที่ 13 : (ดังตฤณ)

จะมีภาคสองต่อไหม?

ตอบ:
หลายคนรู้สึกว่าทางนฤพานยังไม่จบสนิท ไม่ปิดบริบูรณ์
สมควรให้มีภาคต่อร้อยเปอร์เซนต์
ตอนมีเสียงเดียวทำให้ผมส่ายหน้า สองเสียงทำให้ยิ้ม สามเสียงทำให้ต้องคิดอธิบาย
แต่หลายร้อยเสียงก็ชักทำให้แกว่งได้เหมือนกัน
โดยเฉพาะช่วงหลังๆ คำถาม และคำขอนี้ แทบจะเหมือนแกล้งนัดกันมา

ก่อนอื่นขออธิบายแนวคิดของทางนฤพานในใจตัวเองคร่าวๆคือ

๑) ตั้งใจให้จบอย่างนี้
คือต้องการจะสื่อว่าทางโลกยังไงก็ไม่จบ
อาจต่อไปได้เรื่อยๆแบบไม่รู้แน่ว่าจะออกหัวออกก้อยอย่างไร
มีเรื่อง "คาใจ" ติดตัวกันไปทุกคน ไม่ว่าจะตายแล้วหรือยังมีชีวิต
ส่วนทางธรรมนั้น หมดเรื่องคาใจ มีความปลอดโปร่ง
และเห็นจุดหมายปลายทางชัดว่าเป็นความจบ ความสิ้นทุกข์
ทั้งที่ยังลืมตาตื่น มีชีวิต มีเลือดเนื้อ ไม่ต้องรอให้ตายเสียก่อน

หากทางนฤพานทำให้คนอ่านรู้สึก ยังไม่จบ ในทางโลก
แต่ทว่า จบบริบูรณ์ ในทางธรรมได้
อันนั้นนับว่าเป็นความสำเร็จอย่างหนึ่ง
เพราะเรื่องทางนฤพานทั้งหมดถูกออกแบบให้ ก่อประสบการณ์เสมือนจริง
หากอ่านแล้วไม่เก็ต หรือไม่รู้สึกตามนั้น ก็ถือว่าคือความล้มเหลวในระดับหนึ่ง
แต่หากอ่านแล้วรู้สึกอินกับทุกตัวละคร ทุกสถานการณ์เหมือนจับต้องได้เป็นตัวเป็นตน
หรือกระทั่งเป็นตัวของคนอ่านเอง นั่นคือทางนฤพานวิ่งถึงเป้าหมายที่ควรจะไปแล้ว
ไม่มีอะไรต้องให้ต่ออีกแล้ว จบหน้าที่แล้วสำหรับคนเขียน

อีกอย่างถ้ามีภาคสอง ก็คงไม่ใช่ทางนฤพานอีกต่อไป
เพราะทางนฤพานต้องประกอบด้วยตัวละครหลักอย่างที่เป็นมา
แต่ตอนนี้มีสองสามตัวสาบสูญไปแล้ว
ถ้าดึงกลับมาอีกก็จะเหมือนเล่นไม่ซื่ออย่างไรชอบกล
ส่วนจะให้ตัวเก่าสองสามตัวฉายต่อ ก็ต้องหาตัวใหม่มาเสริม
สู้เปลี่ยนเรื่อง ยกเครื่องใหม่เสียเลยจะเหมาะกว่า

๒) ความสามารถในการเขียน
สารภาพว่าไม่มั่นใจที่จะสร้างตัวละครแบบเกาทัณฑ์ แพตรี
และเรือนแก้วได้มีสีสันเหมือนอย่างที่สมัยก่อนสามารถทำหรือไม่
การรู้จักผู้คนมากขึ้น เห็นตัวจริงของพระเอกนางเอกมากขึ้น
แทนที่จะทำให้ความปรุงแต่งในหัวบรรเจิดจ้าดังควร
กลับกลายเป็นลดความปรุงแต่งลงเข้าใกล้ศูนย์ไปเสียนี่

ครั้งหนึ่งเคยอยากรู้จัก อยากคลุกคลีกับคนแบบนั้นแบบนี้
นึกว่าคงจะดี มีข้อมูลเขียนแยะถ้าเจอแคแรกเตอร์มันๆ เจ๋งๆ แบบมีส่วนร่วม
แต่พอรู้จัก พอมีโอกาสคลุกคลีกับบรรดายอดมนุษย์ทั้งหลาย
ก็หายอยากไปเกือบสิ้น เพราะประจักษ์ข้อเท็จจริงประการหนึ่ง
คือไม่ว่าจะเป็นรูปสมบัติ คุณสมบัติ และทรัพย์สมบัติ
หาได้ช่วยให้ใครสักคนมีความสุขอย่างแท้จริงขึ้นมาเลย
ข้อเท็จจริงนี้ผมได้ฟังจากคนอื่น ได้คิดและพูดด้วยตนเองมานมนาน
ทว่าด้วยประสบการณ์ตรงอันเกิดจากความประจักษ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
มันทำให้ความดิ้น หรือเชื้อไฟที่จะวาดฝันพรรณนาสุขแบบโลกๆเหือดแห้งแทบไม่เหลือ

สรุปคือทั้งเจตนาดั้งเดิมในการเขียนทางนฤพาน และไฟฝันที่เหมือนมอดลงแล้ว
คงเป็นทั้งข้ออ้างและข้อจำกัดตามจริงที่สมเหตุสมผลพอกับการไม่มีภาคสอง
และอาจไม่มีความสามารถสำหรับการเขียนนวนิยายอีกเลยตลอดชีวิต

อย่างไรก็ตาม มีหลายเสียงที่เป็นเหตุเป็นผลมีน้ำหนักให้คิดซ้ำได้เหมือนกัน
นั่นถือถ้าเป้าหมายของเราคือโน้มน้าวชาวพุทธมาสนใจศาสนา
อยากมาเรียนรู้ อยากมาทำความรู้จักว่าพุทธศาสนามีอะไรดี
สมัยนี้ก็ต้องทำผ่านรูปแบบการบันเทิง เพราะโลกเขาเป็นกันอย่างนี้
อยู่กันอย่างนี้ ชอบความบันเทิงหย่อนใจกันแบบนี้
จะไปฝืนใจเอายาขมยัดเยียดเขาอย่างไรได้

การถูกหว่านล้อมให้มองย้อนกลับมาหาเป้าหมายของตัวเอง
รวมทั้งความเป็นไปได้จริงที่การบันเทิงมีศักยภาพในการเข้าถึงผู้คน
ทำให้ผมคิดๆแบบพ้นไปจากกรอบที่เคยวางไว้
คือดูว่าถ้าเราจะเขียนนิยายอีก จะใช้ความเป็นตัวเองในตอนนี้เขียนออกมาอย่างไร
จะนำเอาประสบการณ์ทั้งที่เกิดขึ้นกับโลกภายในและโลกภายนอกมาใช้ให้เต็มที่ได้แค่ไหน

หลายพันคำถามในหลายปีที่ผ่านมาเกี่ยวกับทางนฤพานนั้น
มีคำถามหนึ่งที่มาครั้งเดียว แต่ทำให้จำสนิทและแอบยิ้มอยู่เงียบๆ
นั่นคือ "เรื่องทางนฤพานนี้ช่วยกันคิด ช่วยกันแต่งหลายคนใช่ไหม?"
ที่สำคัญคนถามเป็นนักเขียนอยู่ด้วยตนเอง
เป็นคำถามที่เกิดจากความเข้าใจ จากประสบการณ์ภายในของนักประพันธ์
เขาว่าไม่น่าเป็นไปได้ที่เราจะเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของคนที่ต่างกันมากขนาดนั้น
และยิ่งไม่น่าเป็นไปได้ถ้าจะสันนิษฐานว่าเรามีบุคลิกซ้อน
เพราะเท่าที่รู้จักก็ไม่ใช่มีหลายหน้าหลายตา หลายรูปแบบอะไร
ไม่ใช่เกาทัณฑ์แน่ๆ และยิ่งไม่มีเค้าของมติเท่าไหร่

คนอ่านหลายคนที่ไม่ได้เล่นเน็ตนึกว่าผมเป็นผู้หญิงด้วยซ้ำ
โทษฐานที่เขียนเกี่ยวกับผู้หญิงสองคนซึ่งต่างกันเป็นคนละขั้วได้ไง
อันนี้ฟังแล้วก๊ากทุกครั้ง ได้ยินใครถามว่าคนแต่งทางนฤพานเป็นชายหรือหญิงแล้วหัวเราะทุกที
เพราะถ้าคนอ่านผู้หญิงคิดว่าคนเขียนทางนฤพานเป็นสตรีได้
ก็แปลว่าแพตรีกับเรือนแก้วดูสมจริงสมจังพอใช้ทีเดียว
ความจริงผมไม่ได้มองอิตถีเพศในแง่ดีหรือร้ายเป็นพิเศษ
แต่เห็นลักษณะเด่นอย่างหนึ่งคือความสับสน
ผู้หญิงส่วนใหญ่จะคิดหยุมหยิมซับซ้อน เป็นเหตุให้ไม่ค่อยรู้จักความต้องการที่แท้จริง
ตรงนี้สะท้อนออกมาให้เห็นในบุคลิกหลากหลายของเรือนแก้ว
แต่เมื่อตัดความสับสนและความคิดหยุมหยิมทิ้งไปได้
ผู้หญิงก็เป็นเพศที่ละเอียดอ่อนและซื่อกับความรู้สึกของตัวเองมากกว่าผู้ชาย
อันนี้สะท้อนออกมาเป็นลักษณะเฉพาะตัวของแพตรีตั้งแต่เกิด
เหมือนเราตั้งคำถามว่าอะไรจะเกิดขึ้น ถ้าผู้หญิงสักคนถูกเลี้ยงมาโดยอริยบุคคลตั้งแต่เล็ก
บวกกับความสามารถระลึกชาติว่าเคยเป็นอะไรมา เกิดมาเพื่ออะไรหรือใครไหน

คนอ่านอ่านทางนฤพานจบแล้วมักนึกว่าผมนี่ท่าทางซับซ้อน เข้าใจยาก
ความจริงก็คือดั้งเดิมผมเป็นคนเรียบๆง่ายๆ ติดจะซื่อแล้วก็โง่ด้วย
แต่คุณสมบัติหนึ่งของคนซื่อๆโง่ๆก็คือมองโลก มองผู้คนตามจริง มองด้วยตาเปล่า
ไม่ได้เอาความรู้สึกส่วนตัวเข้าไปผสมมากนัก
แรกรู้จักพบเจอใครผมอาจตัดสินด้วยอคติประสามนุษย์ผู้ยังติดหลง
ยังมองอะไรผ่านแว่นของตัวเอง ทั้งแว่นทางความคิด
แว่นทางความรู้สึก แว่นแห่งทรรศนะ แว่นแห่งโลกทัศน์
หลายสีหลายชั้น แต่จะมีจังหวะของการทบทวน
แล้วรู้สึกขึ้นมาตามจริงว่าที่เขาพูด เขาแสดงออก มันมาจากความรู้สึกนึกคิดแบบไหน
ตอนเขียนนิยาย แต่ละคำพูด แต่ละสถานการณ์
ก็ไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากดึงเอาสิ่งที่เรารู้เห็นจากใครต่อใครเข้ามาผสมส่วน
บางครั้งเมื่ออ่านซ้ำก็ขัดเกลา แก้ไขจนกว่าจะรู้สึกว่าของมันต้องพูดอย่างนั้นจริงๆ
คนประเภทนั้นๆต้องมีปฏิกิริยาออกมาแบบนั้นๆจึงจะลงตัว
เขียนๆไปบางทีก็เพิ่งถึงบางอ้อได้เหมือนกัน
มองย้อนไปแล้วรู้จักใครหลายๆคนในชีวิตเราดีขึ้นได้เหมือนกัน

ตอนนี้ถ้าเขียนนิยายอีก ขอเพียงออกจากจุดสตาร์ทได้
ก็อาจเขียนถึงคน เขียนถึงคำพูด สีหน้า แววตา ความรู้สึกนึกคิดของพวกเขา
โดยไม่จำเป็นต้องเสียเวลาเค้นนึก ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาเกลาแก้ตกแต่งเหมือนเมื่อก่อนด้วย
แต่สิ่งที่ไม่แน่ใจว่าจะทำได้เหมือนก่อนคือการ ก่อไฟ
ผมรู้สึกว่านิยายที่ดีต้องมีบรรยากาศเหมือนละครรอบกองไฟของลูกเสือ-เนตรนารี
ต้องทำให้คนดูรู้สึกตื่นเต้นว่าใครจะเอาเรื่องอะไรมาเล่น
กับตื่นเต้นว่าเดี๋ยวเราจะออกไปเป็นผู้แสดง เดี๋ยวเราจะไปมีบทบาทรอบกองไฟด้วยคน

สรุปคำตอบของคำถาม ด้วยเหตุที่มีหลายเสียงยุยง
ก็ยอมรับว่าเสียศูนย์พอสมควร ผมจะไม่รับปาก แต่ก็ไม่ปิดกั้นโอกาสจะเขียนอีก
และถ้าเขียนอีกก็อย่าคาดหวังมากนะครับ
ความรู้สึกอยากบรรยายสภาพจิตใจและปฏิกิริยาทางอารมณ์ของผู้คนให้ละเอียดยิบนั้น
อาจมีสีสันน่าสนใจ หรืออาจน่าเบื่อหน่ายได้พอกัน
ผมเรียนรู้ว่าถ้าพล็อตเรื่องและแคแรกเตอร์น่าสนใจ ทุกอย่างดีๆน่าสนุกจะตามมาเอง
การสร้างชื่อเรื่อง สร้างพล็อต สร้างแคแรกเตอร์
จะเหมือนเราตั้งคำถาม ถ้าคำถามแทงใจ กระตุ้นให้คิดได้ถูกทิศถูกทาง
ถึงแม้คำตอบจะหลากหลายเพียงใด ผลรวมก็ลงเอยที่ความมันอยู่วันยังค่ำ
แต่ถ้าเป็นตรงข้าม อย่างไรความมันก็พุ่งไปไม่ถึงขีดสุด
ถึงแม้ซับพล็อตและแคแรกเตอร์จะถูกปั้นแต่งสุดฤทธิ์เราอย่างไรก็ตาม

เขียนแล้วทำให้นึกถึงหมัดฮุกใน American History X
ที่พระเอกทำทุกอย่างเพื่อสิ่งที่ตัวเองปักใจเชื่อกระทั่งติดคุก เจอดีในคุก
แล้วเจอคุณครูที่ไปเยี่ยมกล่าวว่าถ้าเราตั้งคำถามผิด
ต่อให้ไล่หาคำตอบได้ดีและสมเหตุสมผลปานใด ในที่สุดมันก็เหมือนคำตอบที่ผิดอยู่ร่ำไป
ต่อเมื่อเราตั้งคำถามให้ถูกจุด เช่น "ทำไปแล้วชีวิตดีขึ้นบ้างไหม..."
คำตอบจะเป็นอย่างไรก็น่าสนใจเสมอ
และด้วยสถานการณ์ของพระเอกใน American History X
ผมก็รู้สึกว่าเอ็ดเวิร์ด นอร์ตันตอบคำว่า "No..." ได้เก่งจริงๆ เหมือนเขารู้สึกอย่างนั้นจริงๆ

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 1 พ.ย. 2545 / 09:20:13 น. ]
     [ IP Address : 202.133.162.170 ]


 ความคิดเห็นที่ 14 : (นิดนึง)

ทางนฤพาน ได้นำพาผู้คน
โดยเฉพาะ คนหนุ่ม คนสาว ให้เข้ามาสนใจ
การปฏิบัติธรรม จริงๆ จังๆ หลายคนทีเดียว
และสำหรับบางคนที่ยังงงๆ ว่าเขาเกิดมาเพื่ออะไร
มาหาอะไร ในชีวิตนี้ และหาคำตอบอยู่
แนวทางของทางนฤพาน ช่วยนำพาพวกเขาอย่างมาก
เพียงนำให้เขาเริ่มต้นได้ เป็นกุศลอย่างยิ่งแล้วค่ะ
ต่อจากนั้น คือเป็นเรื่องของตัวเขาเองแล้ว

ขอเป็นเสียงสนับสนุนอีกคนนึง
ที่เห็นผลดีของหนังสือเล่มนี้อย่างมาก
เพราะได้ฟังจากเด็กหลายๆ คนที่ได้อ่าน
และส่วนมากสาวๆ ก็มักจะอินตัวเองเป็น
แพตรีกันทั้งสิ้น ซึ่งนั่นเป็นสิ่งดีนะคะ
จะเห็นว่าหนังสือประสบความสำเร็จแน่นอน
และแนวการเขียนเช่นนี้นั้น ในวงการหนังสือ
ยังขาดส่วนนี้มาก เหมือนเมื่อเราเคยถาม
คุณแก้วเก้า ว่าเขียนจากประสบการณ์จริง
หรือเปล่า (ในเรื่องเกี่ยวกับธรรมะ)
ก็ได้แต่คำตอบว่า เป็นการเขียนขึ้นมาเอง
ล้วนๆ ซึ่งต่างจากประสบการณ์ของคุณดังตฤณ
ซึ่งเป็นประสบการณ์ตรงด้วยซ้ำ

แน่นอนค่ะ ตัวละคอนก็คือตัวละคอน
แต่เราจะเราจะแฝงอะไรในนั้น เพื่อบอกกับสังคม
จะชี้แนะอะไรให้กับสังคมนี้
การเบี่ยงเบนทางพุทธศาสนา ห่างไกลกันไปทุกที
ทุกคนเลยแห่กันไปดูพญานาคนั่นแหละ
และบางทีก็ไม่ใช่อื่น คนทางธรรมนั่นแหละค่ะ
ไปกันเยอะเชียว

คุณดังตฤณมีกรอบคิดอยู่แล้ว
มีสำนวนการเขียน การใช้ภาษาที่ดี
(ตัวเอง เขียนผิดบ่อยเหมือนกัน ต้องขอโทษด้วย)
และข้อสำคัญจุดประสงค์ของการเขียน
คือการเผยแผ่พุทธศาสนา ที่ถูกต้อง ลึกซึ้ง
ให้กับกลุ่มคนผู้ไขว่คว้าหาหนทาง
หนังสือของคุณดังตฤณ เช่นทางนฤพาน นั้น
เป็นคำตอบสำหรับสังคมนี้ได้ค่ะ

การมีหนังสือดีๆ ที่ไม่ใช่เรื่องที่เมคกันขึ้นมาทั้งดุ้น
หากยากเหมือนกัน ขอให้อย่ามองว่าเป็นเพียงนวนิยาย
แต่ขอให้มองให้เห็นถึงจุดประสงค์ การนำเสนอที่ดี
เป็นการทำให้ถึงเป้าหมายได้ค่ะ

 จากคุณ : นิดนึง [ 1 พ.ย. 2545 / 10:28:56 น. ]
     [ IP Address : 203.107.150.60 ]


 ความคิดเห็นที่ 15 : (มุทิตา)

ขอออกความคิดเห็นส่วนตัวด้วยคนค่ะ
มุทิตา เป็นคนหนึ่งแหละ ที่เข้ามาเริ่มปฏิบัติธรรมจริงๆจัง
ก็หลังจากได้อ่าน ทางนฤพาน
เพราะช่วงเวลานั้น อยู่ในขั้นวิกฤตของชีวิต
ทางนฤพาน ได้ช่วยชีวิต และ สร้างชีวิตใหม่ให้กับมุทิตา
แต่ยังไง ก็เห็นว่า ทางนฤพาน ไม่น่าจะมีภาค 2
เพระเห็นด้วยกับคุณดังตฤณว่า

ถ้ามองในทางโลกยังไงก็ไม่จบ
(ความเห็นส่วนตัว)ถ้าอินกับเนื้อหาของทางนฤพานแบบทางโลก
มีภาค 2 ก็ต้องมี ภาค3 ,4....ต่อๆไป
ไม่มีทางที่ ทางนฤพาน จะให้ความรู้สึกว่า
ได้จบบริบูรณ์แล้ว ในความรู้สึก ของทุกคน
เพราะคนส่วนใหญ่  มีแต่อยากจะเริ่มต้นใหม่แล้วเริ่มต้นอีก
กลัวและไม่อยากให้จบ  เพราะถ้าไม่มีลุ้นแล้ว ชีวิตไม่มันส์

แต่ถ้ามองในทางธรรม
ในความรู้สึกส่วนตัวเห็นว่า
ทางนฤพานเล่มนี้ จบบริบูรณ์แล้ว
โดยเนื้อหาในทางธรรมของเล่มนี้
ได้ชี้ทางให้รู้ให้เห็นแล้วว่า
ทางไหนจะไปให้ถึงการ " จบบริบูรณ์"

แต่ก็อยากให้คุณดังตฤณ เขียนนิยายอิงธรรมะอีก
ในเวอร์ชั่นที่แตกต่างออกไปจากทางนฤพาน
เพราะเชื่อว่า คุณดังตฤณ มีประสบการณ์ล้นเหลือ
จากคนหลากหลาย ที่คุณดังตฤณ ได้พบและรู้จักมาเป็นพันๆคน
สามารถนำมาผสมผสาน ถ่ายทอดเป็นนิยายอิงธรรมะ
ได้อีกหลายๆเล่มหลายๆรูปแบบทีเดียวแหละ

ขอลุ้นให้เขียนนิยายอิงธรรมะ ในรูปแบบต่างๆค่ะ








 จากคุณ : มุทิตา [ 1 พ.ย. 2545 / 14:24:20 น. ]
     [ IP Address : 202.133.164.48 ]


 ความคิดเห็นที่ 16 : (ปางก่อน)

ดิฉันอ่านแล้ว อินว่าตัวเองเป็นแบบเรือนแก้วค่ะ
และแค่ช็อตเดียว ที่เรือนแก้วถูกยิงตาย แต่เธอ อโหสิกรรม แล้วได้ไปเกิดเป็นนางฟ้า เพียงแค่นั้นทำให้ นิสัย และจิตใจของตัวเอง เปลี่ยนเป็นคนละคน และตลอดไปค่ะ
อาจารย์ดังตฤณ และทางนฤพาน เป็นผู้มาฉุดให้ดิฉันไกลนรก
จะระลึกในพระคุณไปชั่วชีวิตค่ะ

 จากคุณ : ปางก่อน [ 2 พ.ย. 2545 / 19:05:26 น. ]
     [ IP Address : 202.133.158.93 ]


 ความคิดเห็นที่ 17 : (มะเหมี่ยว)

มาอ่านค่ะ  ยังชอบอ่านอะไร ๆ เกี่ยวกับ ทางนฤพาน อยู่เสมอ
อบอุ่นใจดีค่ะ  _/|\_

 จากคุณ : มะเหมี่ยว [ 2 พ.ย. 2545 / 20:21:54 น. ]
     [ IP Address : 203.150.196.161 ]


 ความคิดเห็นที่ 18 : (ธีรนันท์)

มีเพื่อนคนหนึ่งมายืมหนังสือทางนฤพานไปอ่าน ไม่กี่วันเองจบแล้ว เห็นว่าชอบมาก กำลังจะอ่านเป็นรอบที่สองแล้วครับเนี่ย ปลายเดือนนี้เขาจะกลับเมืองไทยจะไปหาซื้อหนังสือมหาสติปัฏฐานด้วยครับ

 จากคุณ : ธีรนันท์ [ 3 พ.ย. 2545 / 07:54:08 น. ]
     [ IP Address : 141.151.138.44 ]


 ความคิดเห็นที่ 19 : (ดังตฤณ)

ถาม: เหตุใดเกาทัณฑ์จึงทำสมาธิได้เร็วนัก?

ตอบ:
หลายคนบ่นว่าทำสมาธิมาเป็นสิบๆปี
ยังไม่ได้เท่าเกาทัณฑ์ในวันแรกด้วยซ้ำ
จึงเกิดความรู้สึกว่าโอเวอร์ไปนิดหนึ่ง เกินจริงไปนิดหนึ่ง
หรือกระทั่งหมั่นไส้ว่าทำไมเก่งนัก เกินหน้าคนเดินดิน เหมือนเทวดาไปหน่อยล่ะ

หากพิจารณาจากท้องเรื่อง
จะเห็นว่าเกาทัณฑ์ ได้เปรียบ ผู้เริ่มภาวนาทั่วไป
โดยที่มีปัจจัยสำคัญต่างๆเหล่านี้เกื้อหนุนอยู่...
๑) เพราะเคยทำสมาธิภาวนา บำเพ็ญบารมีทางประพฤติพรหมจรรย์ไว้มากในอดีตชาติ
๒) เพราะปัจจุบันชาติมีนิสัยใจคอที่เอื้ออำนวยต่อสมาธิจิต
๓) เพราะกำหนดจิตถูกต้อง ถูกวิธี โดยมีผู้รู้วารจิตช่วย

ข้อแรกนั้นสำคัญมาก แม้ไม่ใช่สำคัญที่สุด ใช่จะขาดไม่ได้โดยเด็ดขาด
แต่ก็ต้องยอมรับแบบว่ากันตามเนื้อผ้า
คือถ้าไม่มีปัจจัยจากอดีตช่วยส่งเสริม
กำลังหนุนที่จะส่งให้จิตเบิกบานในแบบของสมาธิตั้งมั่นก็เป็นไปได้ยาก
กล่าวคือต้องไต่เต้า ต้องลิดรอนอำนาจกิเลส ฝ่าฟันกันแรมเดือนแรมปีหน่อย
ส่วนถ้าใครเคยเป็นฤาษีชีไพร เคยยอมลำบากถือพรหมจรรย์ในป่ามาบ่อย
อันนี้ก็มีอานิสงส์ ส่งให้ก้าวหน้าได้เร็ว
เรียกว่าอาศัยวาสนา อาศัยบารมีในอดีตซึ่งแข่งกันไม่ได้ เร่งเอาชนะกันไม่ได้นี่เอง
เป็นตัวทำให้เกิดความสำเร็จเร็วประการแรกของเกาทัณฑ์

หลายคนที่อ่านทางนฤพานไม่ประหลาดใจนัก
ตรงข้าม มีบอกมาด้วยซ้ำว่าเหมือนเขาเลย
ตอนเด็กๆนี่อยู่ไม่อยู่ก็นึกอยากดูลมหายใจ
หรือนึกอยากกำหนดอะไรบางอย่าง โดยไม่มีใครสอน และไม่รู้ว่าคือการทำสมาธิ
รู้แต่ว่ากำหนดไปไม่นานก็เกิดอาการจิตรวมดวง
และเป็นที่น่าเสียดายว่าขาดครู ก็จำทางเข้าไม่ได้
กว่าจะมาเริ่มอีกทีแบบเป็นแก่นสารก็โตขึ้นมากแล้ว
ถ้าฝึกฝนอย่างมีขั้นตอนเสียแต่เด็กป่านนี้กลายเป็นผู้วิเศษไปแล้ว

นี่คือความจริงเกี่ยวกับการช่วยเหลือจาก ของเก่า ในอดีตชาติ
แค่ทำอะไรเล่นๆ ขอเพียงมีใจจดจ่อต่อเนื่องนานพอ
จิตก็รวมให้ดู เป็นตัวอย่างให้เกิดแรงบันดาลใจ
ขณะเดียวกันก็ชี้ด้วย ว่าแม้มี พรสวรรค์ (ซึ่งที่แท้คือของเก่า)
แต่ถ้าขาด พรแสวง (คือการฝึกฝนตามขั้นตอนอย่างเข้าอกเข้าใจ)
มันก็เหมือนน้ำพุที่พุ่งได้พรวดเดียว จะให้ค้างสวยเป็นสง่านั้น คงยาก

และถึงแม้อดีตชาติจะมีคุณวิเศษ เคยเหาะเหินเดินอากาศได้
เคยบรรลุฌานสมาบัติฝ่ายโลกียะถึงขั้นสูงสุดคือเนวสัญญาณาสัญญายตนะมาแล้ว
แต่ถ้าชาติปัจจุบันเป็นคนสำมะเลเทเมา ราคะกล้าตัณหาจัด
โทสะแรงแผลงฤทธิ์ทุกวัน สำคัญตัวผิด ยะโสโอหัง นึกว่ายิ่งใหญ่ล้นฟ้า ฯลฯ
อย่างนี้ก็หมดสิทธิ์เหมือนกันครับ
คนที่มีสุขภาพทางกายพร้อม รวมทั้งโครงสร้างจิตใจเอื้ออำนวยพอ
จึงจะมีใจเป็นสมาธิได้ง่าย เช่นทำอะไรทำจริง พูดแล้วทำตามที่พูด
ใจคอหนักแน่น ไม่คิดหยุมหยิม ฯลฯ นิสัยอันเป็นโครงสร้างจิตใจที่เหมาะสม
จะทำให้จิตใจไม่วอกแวก ไม่หวั่นไหวง่าย ไม่แส่ส่ายบ่อย

และแม้จะมีปัจจัยสำคัญสองประการแรก
หากขาดปัจจัยข้อสามเพียงข้อเดียวก็ล่มได้เหมือนกัน
เกาทัณฑ์มีปัจจัยเก่าเป็นปฐมด้วย ชาติปัจจุบันมีนิสัยเหมาะสมด้วย
แล้วมีครูบาอาจารย์ที่รู้วารจิตคอยกำกับด้วย ก็ออกจากจุดสตาร์ทได้ง่าย
เช่นเมื่อดำเนินจิตผิดนิดเดียวก็ถูกทัก ถูกปรับให้เข้าทางได้
ต่างจากคนส่วนใหญ่ เมื่อดำเนินจิตผิดส่วน
เช่นเพ่งบังคับเกินไป หรือปล่อยจิตให้ตระเวนไปอย่างไร้จุดหมาย
หรือหายใจผิด หรือเกร็งส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายจนเป็นอุปสรรคใหญ่ ฯลฯ
ก็ไม่มีใครทัก เมื่อไม่มีใครทัก ก็ทำผิดไปเรื่อยๆ
นานปีทีหนจะเข้าที่เข้าทางถูกต้อง จิตสว่างสบายขึ้นหน่อยพอเป็นยาหอม
แต่ก็ร่วงหล่นกลับสู่สภาพฟุ้งกระเจิดกระเจิงไม่หยุดอีก จนท้อถอยเลิกทำให้ต่อเนื่อง
จึงไม่น่าสงสัยว่าเหตุใดทำอยู่ร่วมยี่สิบสามสิบปีก็แทบไม่ได้ผลเป็นชิ้นเป็นอัน

นอกเหนือจากทำสมาธิได้เร็วแล้ว
ยังมีเรื่องของการอ่านหนังสือได้เร็วเกินเหตุ อันนี้ก็มีทักมาไม่น้อย
บอกว่าเกาทัณฑ์อ่านพุทธธรรมเร็วไปหน่อย
อะไรกัน สามชั่วโมงเท่านั้นรู้เรื่อง
ความจริงหากดูดีๆจะเห็นว่าเกาทัณฑ์เพียงจับใจความหลัก
ไม่ใช่อ่านทั้งหมดครบทุกอักษร

ที่กินเนสบุ๊กบันทึกไว้นั้น
คนอ่านหนังสือเร็วที่สุดในโลกอ่านได้ราวสองหมื่นคำต่อนาที
เขายืนอ่านนิยายขนาดพอกเก็ตบุ๊กมาตรฐานได้หมดใน ๗ นาที
มีเรื่องไหนออกใหม่ก็ไปยืนอ่านที่ร้านเอาโดยไม่มีใครมาว่า
เพราะ ๗ นาทีนั้นเป็นเวลาปกติที่คนยืนสุ่มอ่านเพื่อพิจารณาว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อ
แต่สำหรับนายคนนี้ใช้เวลา ๗ นาทีในการอ่านทั้งหมด
กินเนสบุ๊กทดสอบโดยการเอาหนังสือออกใหม่หลายๆฉบับให้อ่าน
อ่านเสร็จแล้วถาม ถ้าตอบได้ จำครบ ก็แปลว่าอ่านเร็วจริง
ไม่ใช่สักแต่อ่านลวกๆแล้วบอกว่าอ่านจบ

สำหรับเกาทัณฑ์มีสมองประเภท photographic memory
ถึงแม้ว่าจะไม่เก่งอย่างนักอ่านเร็วมือวางอันดับหนึ่งของโลก
ก็ไม่เหลือเชื่อนักที่จะอ่านแบบ "เก็บใจความสำคัญ" ภายในสามชั่วโมง
เพราะนักศึกษาสมองชั้นเลิศส่วนใหญ่ก็ทำความเข้าใจตำรากันด้วยวิธีนี้
ใช้เวลาในการเก็บใจความสำคัญกันราวๆนี้
ก่อนที่จะอ่านเจาะเพื่อเก็บรายละเอียดปลีกย่อยในภายหลัง

สาระของตรงส่วนนี้ความจริงอยากจะบอกว่าเนื้อหาหลักๆของพุทธศาสนานั้น
อ่านไม่กี่ชั่วโมงก็จับใจความได้ แต่ที่จะเข้าถึง ที่จะบรรลุประโยชน์อันเป็นแก่นสาร
บางทีต้องใช้เวลาที่เหลือนับจากจุดเริ่มต้นไปจนชั่วชีวิต
หรือเผลอๆจะข้ามไปอีกหลายชีวิต อย่างเช่นเกาทัณฑ์เป็นต้น
เขาเข้าใจเนื้อหาคร่าวๆของพุทธศาสนาในสามชั่วโมงได้ด้วยมันสมองชั้นเลิศ
แต่กว่าจะถูกถล่มทิฐิมานะจากครู ต้องใช้เวลากันหลายอาทิตย์
และรู้ตัวด้วย ว่ากว่าจะกำจัดอวิชชาได้เด็ดขาด
ก็ต้องระหกระเหินเดินดิน ย่ำนรก บุกสวรรค์อีกเป็นอนันตชาติ
อันเนื่องจากทางนฤพานของเขายืดยาวออกไป
ด้วยความปรารถนาพุทธภูมินั่นเอง

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 3 พ.ย. 2545 / 14:52:22 น. ]
     [ IP Address : 202.133.149.92 ]


 ความคิดเห็นที่ 20 : (wee@domainsiam.com)

เคยติดตามอ่าน ทางนฤพาน ของคุณดังตฤณ จาก Geocities ตั้งแต่สมัยเขียนบทความในหนังสือ อินเทอร์เน็ตแมกกาซีน และติดตามมาตลอด จนมีช่วงหนึ่งที่ขาดหายและกลับมาพร้อมกับตอนจบ ซึ่งเป็นอะไรที่ประทับใจมาตลอด ไฟล์ HTML ที่ยังไม่ได้แก้ข้อความใหม่ ก็ยังเก็บไว้อยู่ ตอนคุณดังตฤณบอกว่า จะรวบรวมทำเป็นหนังสือ และ ให้ผู้ที่ติดตามขอรับหนังสือไป ก็ยังส่งอีเมล์ไปขอรับหนังสือ ด้วย ซึ่งก็ไม่ได้รับหนังสือ แต่ไม่เป็นไร เพราะบางกอกเอามาลงก็ยังติดตามอยู่เสมอ แม้ว่าจะชอบอ่านจาก ไฟล์ HTML ที่ SAVE ไว้ก็ตามที ... อ่านทีไร ก็ได้ข้อคิดและข้อปฏิบัติเยอะ  ก็สนับสนุน ให้มีข้อเขียนแนว นี้ ออกมาอีกเยอะ ๆ นะครับ

 จากคุณ : wee@domainsiam.com [ 4 พ.ย. 2545 / 00:14:12 น. ]
     [ IP Address : 203.170.129.174 ]


 ความคิดเห็นที่ 21 : (คนไกลวัด)

ขอเข้ามาสนับสนุนคุณ มุทิตาค่ะ ว่า
ทางนฤพาน ไม่น่าจะมีภาค 2  เพราะเห็นว่าเรื่องจบสมบูรณ์ดีแล้ว  ดิฉันชอบตอนที่  เรือนแก้วถูกยิง เธอกล่าว อโหสิกรรม ก่อนสิ้นใจ  เป็นเรื่องที่ดิฉัน (ผู้อ่าน)ไม่ได้คาดคิดมาก่อน  เล่นเอา surprise จริง ๆ  และทำได้อย่างฉลาดมาก  แทรกคติธรรมให้จำได้แม่นยำไม่มีวันลืม  หวังว่าตนเองก่อนสิ้นใจมีสติที่จะกล่าว “อโหสิกรรม” เป็นคำสุดท้าย  เพียงแค่นี้ก็คุ้มกับการอ่านหนังสือทางนฤพานแล้วนะคะ  ไม่อยากให้คุณดังตฤณเขียนหนังสือเพียงเพื่อเอาใจ “ตลาด” ค่ะ  แต่อยากเห็นนิยายอิงธรรมะ หรือบทความอิงธรรมะ ที่จากการ “ดลใจ” ของคุณเอง  ขอบคุณค่ะ ^_^   

 จากคุณ : คนไกลวัด [ 4 พ.ย. 2545 / 03:53:40 น. ]
     [ IP Address : 12.87.153.19 ]


 ความคิดเห็นที่ 22 : (pat)

อย่าเพิ่งเสียศูนย์นะคะ  โหวตด้วยคนค่ะ  ไม่มีภาค 2
เรื่องเทปนี่  ไม่ต้องเป็นบทละครก็ได้นี่คะ
ใช้วิธีอ่านบันทึกเลย  เหมือน ลีลาวดีน่ะค่ะ

 จากคุณ : pat [ 4 พ.ย. 2545 / 10:23:22 น. ]
     [ IP Address : 202.183.176.181 ]


 ความคิดเห็นที่ 23 : (Supranee)

เรื่องเทปนี่  ไม่ต้องเป็นบทละครก็ได้นี่คะ
ใช้วิธีอ่านบันทึกเลย  เหมือน ลีลาวดีน่ะค่ะ

I agree with Pat on this idea.  Simple is the way to go. It is Bhudda teaching, isn't it?

 จากคุณ : Supranee [ 4 พ.ย. 2545 / 22:31:49 น. ]
     [ IP Address : 66.192.118.210 ]


 ความคิดเห็นที่ 24 : (ดังตฤณ)

ถาม: หลวงตาแขวนมีตัวตนจริงหรือไม่?

ตอบ:
ที่ให้ชื่อท่านว่า "แขวน" นั้นนะครับ
นอกจากมีความหมายว่าจะยังไม่หลุดไป
ก็อยากให้เข้าใจด้วยว่าไม่มีตัวตนอยู่จริง
ไม่ให้เสียงออกมาไปคล้ายหลวงปู่หรือหลวงตาที่มีตัวตนอยู่จริงท่านใดท่านหนึ่งเข้า
ผู้อ่านทางนฤพานจำนวนไม่น้อยแสวงหาครูบาอาจารย์ประเภทนี้
ทั้งที่มุ่งหวังให้บอกสอน หรือถ่ายทอดคุณวิเศษให้
และทั้งที่มุ่งหวังจะได้พบเห็นฤทธิ์เดชตะลึงโลก ชนิดขอดูให้สมอยากสักทีแล้วจะตายตาหลับ

สำหรับพระที่ท่านมีอิทธิฤทธิ์อภิญญาระดับเทวดาเหมือนหลวงตาแขวนนั้นมีจริง
แต่พวกท่านมักอยู่ป่า ห่างไกลจากผู้คน
หรือถ้าเข้าเมือง ก็จะไม่แสดงปาฏิหาริย์ให้ใครเห็น

แต่ถ้าพูดถึงความสามารถในการสอนคนด้วยการอ่านใจ
อันนี้มีจริงให้เห็นง่ายกว่ากัน ในเมืองไทยมีอยู่เยอะกว่าที่คิด
เรียกว่าถ้าใครอยู่ในวงการภาวนา พบปะเพื่อนนักภาวนามากหน้าหน่อย
เอาสักประมาณว่าเจอไปร้อยคน น่าจะมีสักคนหนึ่งที่มีความสามารถอ่านใจได้
โดยเฉพาะอ่านใจปุถุชนที่มีกิเลสหนาปัญญาหยาบ

ความสามารถในการอ่านใจเป็นประโยชน์มหาศาลเมื่ออยู่ในมือของนักปฏิบัติธรรมดีๆ
เพราะทางลัดที่สุดที่จะนำให้ใครมาดำเนินจิตได้เหมือนตน
ก็คืออาศัยวิธีพูดบอกตรงๆเป็นขณะๆ อย่างเช่นที่พระพุทธเจ้าเคยตรัสเล่าให้พระสารีบุตรฟัง...

ดูกรสารีบุตร เรื่องเคยมีมาแล้ว
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามเวสสภู
ทรงกำหนดจิตภิกษุสงฆ์ด้วยพระหฤทัย แล้วทรงสั่งสอน พร่ำสอนภิกษุสงฆ์ประมาณพันรูป
ในไพรสนฑ์อันน่าพึงกลัวแห่งหนึ่ง ว่าพวกเธอจงตรึกอย่างนี้ อย่าได้ตรึกอย่างนั้น
จงทำในใจอย่างนี้ อย่าได้ทำในใจอย่างนั้น จงละส่วนนี้ จงเข้าถึงส่วนนี้อยู่เถิด

เมื่อผู้ภาวนาได้รู้ตัวทันทีว่าดำเนินจิตผิด และเห็นทันทีว่าจะดำเนินจิตอย่างไรจึงถูก
ก็ตามผู้สอนมาได้โดยง่าย ผู้สอนมีภูมิแค่ไหน ก็ถึงภูมินั้นๆตามโดยไม่ต้องงมหาเอง

ผู้เริ่มภาวนามักแสวงหาครูบาอาจารย์ประเภทนี้
ซึ่งก็ต้องไม่ลืมด้วยว่าถ้าเราได้สภาวจิตตามท่านง่ายเท่าไหร่
โอกาสที่จะ ถูกทาง หรือ ผิดทาง ตามท่านก็ยิ่งง่ายขึ้นเท่านั้น
การรู้วารจิตมนุษย์ไม่ใช่เรื่องวิเศษยิ่งใหญ่ และมีหลายชั้น หลายระดับ
ทั้งเห็นเพียงคร่าวเช่นเจตนา สภาวะหลักๆผิวๆ
กับเห็นละเอียดยิบเข้าไปถึงคำในหัว และที่มาที่ไปของกรรมในอดีต
และตัวผู้รู้วารจิตเองก็อาจติดอยู่ในขั้นของสมถะ
หรืออาจเป็นผู้มีวิปัสสนาญาณอ่อนๆ หรืออาจเป็นผู้มีวิปัสสนาญาณแก่กล้า
หรือกระทั่งอาจเป็นอริยบุคคลที่รู้จักนิพพานแล้ว ทราบทางไปนิพพานแน่ชัดแล้ว

ความจริงมีอยู่ว่ายิ่งมีภูมิธรรมสูงขึ้น ท่านจะยิ่งปิดตัวกัน
เพราะการที่พวกท่านจะมีภูมิธรรมสูงส่ง และมีคุณวิเศษทางในได้นั้น
ย่อมไม่ใช่มาจากการคลุกคลีสุงสิงกับหมู่คณะ
แต่มาจากการเก็บตัว บ่มอบรมจิต รู้จิตตัวเองกระทั่งเข้าใจธรรมชาติของจิตแตกฉาน

และต่อให้พบผู้วิเศษอย่างหลวงตาแขวน
แต่เราไม่เคยสร้างวาสนามากับท่าน จิตของเราไม่ลงให้ ไม่ยอมน้อมรับ
มีความคลางแคลง ไม่เชื่อเต็มร้อย ไม่ปฏิบัติตามให้เต็มที่ การพบเจอก็เป็นหมันได้เหมือนกัน
ร้อยทั้งร้อยของผู้เริ่มปฏิบัติจะหวังพบครูบาอาจารย์ที่อุ้มเราแบกใส่บ่า คอยประคบประหงม
ให้กำลังใจว่ามีบุญญาธิการสูงส่ง ให้คำสรรเสริญเยินยอว่ามีคุณสมบัติเป็นเลิศ
แต่ถ้าเจอ ของจริง จะพบกันด้วยความผิดคาด
คือท่านอาจทักให้เชื่อถือเลื่อมใสท่าน หรือกระทั่งโอ๋ให้ติดท่านในเบื้องแรก
แต่พอเชื่อแล้ว ติดแล้ว มีแต่ท่านจะสั่งให้ช่วยตัวเอง
แถมถล่มเราให้ทิฐิมานะพังทลายด้วยอุบายต่างๆทั้งหนักและเบา
ใครใจไม่ถึงจริง ไม่ยอมสะบักสะบอมสมบุกสมบัน บางทีก็ถอดใจ ทรุดอยู่ระหว่างทางนั่นเอง

เพราะฉะนั้นหากอ่านเรื่องราวของหลวงตาแขวนแล้วนึกครึ้ม
อยากดั้นด้นไปพบครูบาอาจารย์ที่สามารถทักจิตเราได้เพื่อเริ่มปฏิบัติธรรมง่ายๆ
ก็ต้องพิจารณาโดยรอบคอบ และมองไว้ในชั้นแรกก่อน
ว่า ทางลัด นั้นหายากและเสี่ยงหน่อย
ส่วน ทางตรง นั้นหาง่ายกว่าและเสี่ยงน้อยกว่า
ทางตรงที่ว่านี้ก็คือมหาสติปัฏฐานสูตรที่พระพุทธเจ้าวางแนวไว้ดีแล้ว
ยิ่งทุกวันนี้ยิ่งหาง่าย ไม่ต้องเดินทางไปไหนไกลเหมือนคนยุคสองพันปีก่อน
เรียกว่ามีตัวแทนพระพุทธเจ้ามาประดิษฐานถึงเครื่องคอมพ์ในบ้าน
ก็น่าจะเริ่มจากจุดนี้กันก่อนครับ ต่อไปเมื่อมีโอกาสพบเจอครูบาอาจารย์
ก็จะได้อาศัยทุนเริ่มต้นเป็นมาตรวัด หรือเกณฑ์ตรวจสอบทางของท่านด้วย

นอกจากหลวงตาแขวนแล้ว คนอ่านยังมักสงสัยและถามไถ่เสมอ
ว่าเกาทัณฑ์ แพตรี เรือนแก้ว มติ หรือปู่ชนะ มีตัวตนอยู่จริงหรือไม่
อันนี้ขอตอบสั้นๆว่าไม่มี แต่ตัวตนของเขาเหล่านั้นไม่ใช่มาจากจินตนาการอย่างสิ้นเชิง
เป็นการรวมความรู้เกี่ยวกับผู้คนที่ผมรู้จัก และกิเลสของตัวเองที่ผมรู้ดีมาผสมๆกันนั่นเองครับ

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 5 พ.ย. 2545 / 08:34:44 น. ]
     [ IP Address : 202.133.160.16 ]


 ความคิดเห็นที่ 25 : (pobboon)

>>ร้อยทั้งร้อยของผู้เริ่มปฏิบัติจะหวังพบครูบาอาจารย์ที่อุ้มเราแบกใส่บ่า คอยประคบประหงม

    _/|\_
  อ่านแล้วนึกถึงตัวเองเลยค่ะ  : )

 จากคุณ : pobboon [ 7 พ.ย. 2545 / 01:40:52 น. ]
     [ IP Address : 203.146.129.118 ]


 ความคิดเห็นที่ 26 : (ดังตฤณ)

ถาม: แนวการปฏิบัติในเรื่องเชื่อได้แค่ไหน?

ตอบ:
ทางนฤพานถูกออกแบบมาให้ทำหน้าที่ชักจูงคนทั่วไปมาสนใจศาสนาระดับปฏิบัติ
จึงมีเนื้อหาส่วนมากที่โน้มน้าวให้เห็นความไร้แก่นสารรอบๆตัวพวกเรา
ไม่ว่าใครจะดี ใครจะเด่น หรือเชื่อมั่นในตนเองปานใด
ในที่สุดก็ต้องเก็บความดีเด่นและความรั้นเชื่อมั่นนั้นใส่โลงศพเหมือนกันหมด

ถึงวันนี้ผมยอมรับอย่างหนึ่ง คือตั้งเป้าไว้สูงเกินไป
ที่จะรวมเอาทั้งความสนุก แง่คิดแบบพุทธปรัชญา
แนวทางเริ่มต้นเกี่ยวกับสมถะ วิธีกำหนดจิตแบบวิปัสสนา
ตลอดไปจนกระทั่งแสดงการบรรลุมรรคผล
จุดมุ่งหมายคือเพื่อให้อ่านนิยายเรื่องเดียว
สามารถรู้จักพระศาสนาครอบคลุมมากพอจะไปต่อยอดอย่างปลอดภัย
ให้ศัพท์พื้นฐานไว้เพียงพอจะไปอ่านพระไตรปิฎกด้วยความคุ้นเคยบ้างแล้ว

มีคนที่ทำอานาปานสติ - สมาธิแบบใช้ลมหายใจเป็นเครื่องรู้ - ได้ผลกันหลายอยู่
แต่เป็นสัดส่วนจำนวนน้อย เมื่อเทียบกับผู้อ่านทางนฤพานทั้งหมด
อันนี้ขึ้นอยู่กับพื้นฐาน ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆประการ
ทั้งฝั่งของวิธีการนำเสนอในทางนฤพานเอง
และฝั่งของผู้อ่านที่มีความโน้มน้อมจะลองทำ

สำนวนและวิธีอธิบายประสบการณ์ทางสมถะและวิปัสสนาในทางนฤพานนั้น
เป็นไปในเชิงพรรณนาโวหารเพื่อเร่งเร้าให้นึกครึ้มอยากลอง อยากปฏิบัติจริง
จะได้พิสูจน์ว่าเป็นไปตามที่บรรยายไว้ในเรื่องหรือไม่
ผมหวังว่าการแสดงประสบการณ์ภายในอย่างละเอียดนับแต่เริ่มไปจนถึงสมาธิ ถึงธรรม
จะทำให้คนรุ่นใหม่ซึ่งเชื่ออะไรยาก เกิดความเห็นว่าเป็นไปได้
คำสอนของพระพุทธเจ้าไม่ใช่เพียงไอเดียคนโบราณที่ประยุกต์ได้เฉพาะกลุ่ม เฉพาะสมัย
ทว่าเป็นแนวทางที่มนุษย์ยุคใดปฏิบัติ ก็จะประสบผลอันเดียวเหมือนกันหมด
นับแต่ความนิ่ง พ้นจากความทุกข์อันเกิดจากกิเลสอย่างหยาบ
ไปจนกระทั่งความตื่นรู้ พ้นจากความทุกข์อันเกิดจากความยึดมั่นผิดๆชนิดแพ้ตั้งแต่ในมุ้ง

และอันเนื่องจากการนำเสนอแบบผสมมาในนิยาย ซึ่งรู้กันว่าเป็นเพียงจินตนาการ
ความรู้สึกเชื่อถือ หรือเชื่อได้ว่าเอาไปปฏิบัติจริงแล้วสำเร็จผลก็อาจเหลื่อมๆอยู่บ้าง
เมื่อเทียบกับตำราอันเป็นวิชาการโดยเฉพาะ
พอได้รับคำถามเชิงไม่แน่ใจว่าควรเชื่อถือแนวปฏิบัติในเรื่องเพียงใดบ่อยเข้า
ก็กลายเป็นแรงบีบอย่างหนึ่งให้คิดเขียนแนวการปฏิบัติที่ "เชื่อได้" ขึ้นมาโดยเฉพาะ
และวิธีนำเสนอที่ น่าจะเชื่อถือได้ มากที่สุดก็คือยกพุทธพจน์ขึ้นตั้ง
แล้วใช้วิธีรายงานประสบการณ์ภายในว่าแต่ละขั้นปฏิบัติแล้วเป็นอย่างไร
สืบเนื่องต่อยอดยิ่งๆขึ้นไปแล้ว เข้าเป้า ได้ในท่าไหน
อันนี้ก็จะคล้ายคลึงกับที่เห็นในทางนฤพาน
ซึ่งตัวละครแต่ละตัวจะรับหน้าที่แสดงประสบการณ์ปฏิบัติต่างๆกันออกไป
ทั้งในจุดเริ่มต้น จุดที่นำมาประยุกต์แก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน
จุดที่เดินบนทางอันเป็นมรรค คือรู้เห็นความเกิดดับของรูปนาม
ตลอดจนกระทั่งวารจิตขณะเข้าประตูชัย

และพุทธพจน์เกี่ยวกับการปฏิบัติที่ยอมรับกันว่าครอบคลุมทุกระดับการภาวนาก็ได้แก่ มหาสติปัฏฐานสูตร
ตอนแรกกะจะเขียนเป็นตำราปฏิบัติเล่มเล็กเพื่อแถมไปกับทางนฤพาน
แต่พอเอาเข้าจริงก็กลายเป็นของใหญ่จนต้องแยกเป็นต่างหาก
อันนี้ก็ไม่ทราบจะทำอย่างไรเหมือนกัน
เพราะแก้นิสัยอยากใส่อะไรทั้งหมดไว้ในหนึ่งเดียวไม่ได้สักที

แนวการปฏิบัติธรรมที่แท้จริงนั้นไม่ต้องพูดกันยืดยาวมาก
แค่แม่นว่าให้มีสติอยู่กับกายใจนี้ เห็นทุกขณะเป็นภาวะไม่เที่ยง
เพื่อถอนความเห็นผิดว่าเที่ยง ว่าสุข ว่าเป็นตัวตน
เพื่อความเป็นอิสระจากอุปาทาน เพื่อความเบิกบานพ้นทุกข์จากเรื่องไม่เป็นเรื่อง
เพื่อตื่นรู้ไม่หลงทึกทักความฝันว่าเป็นจริงเป็นจัง

แต่กิเลสที่บังใจมนุษย์อยู่ มันห้ามไม่ให้เห็นอะไรไปหมด
รู้อย่างไรเรียกว่ารู้ เริ่มต้นจะให้รู้ตรงไหน
รู้ไปแล้วเจอทางตันจะแก้อย่างไร ฯลฯ
พระพุทธเจ้าต้องเทศน์โปรดยืดยาวก็เพื่อแก้ความสงสัยและปัญหาติดขัดของคนเป็นหลัก
หากมีทางลัดที่ง่ายจริง ครอบคลุมหมู่ชนทุกจริตอัธยาศัยจริง
พระพุทธศาสนาน่าจะเผยแผ่ไปได้กว้างไกลกว่านี้อีกมาก

และกิเลสมนุษย์ก็เป็นเรื่องซับซ้อนซ่อนเงื่อนลึกซึ้ง
ถ้าคิดว่ากิเลสเป็นศัตรูที่เราต้องการกำจัด
ก็ขอให้ทราบว่าเรากำลังจะเผชิญหน้ากับศัตรูระดับมหาอัจฉริยะ
ที่ทั้งฉลาด ทั้งมีกำลังมาก และทั้งมีความแน่วแน่ที่จะขังเราไว้
ยึดเราไว้เป็นนักโทษของมันชั่วกาลนาน

เปรียบได้กับการเล่นบอลที่ต่างฝ่ายต่างต้องการพังประตูของอีกฝ่าย
หรือเหมือนเล่นหมากรุกที่ต่างฝ่ายต่างจ้องหาทางพิฆาตขุนของอีกฝ่าย
แต่เราจะเสียเปรียบตรงที่หากไม่รู้ทางปิดกั้น หรือกันตัวเองออกมาในที่ปลอดภัย
ก็จะมีการแสดงนิสัยขี้โกงอย่างมโหฬารจากฝ่ายตรงข้าม
กล่าวคือไม่ว่าจะรู้สึกว่าเข้าใกล้เส้นชัยเพียงใด
ไม่ว่าจะดูเหมือนเรากำลังชนะสักกี่ครั้ง
ก็คล้ายมีการส่งดาวซัลโวมาลงสนามเพิ่ม
หรือมีการโยนหมากใหม่เข้ากระดานได้เรื่อยๆ

ต่อเมื่อเรารู้ทางหนีทีไล่ เล่นเกมในแบบปิดกั้นไม่ให้มีรูรั่ว
ไม่เปิดโอกาสให้ "ตัวเล่น" ใหม่ๆเข้ามาเดินสนาม
จึงจะได้รบแบบไม่ต้องเหนื่อยขาดใจไร้ที่สิ้นสุด
อันนี้เปรียบได้กับแนวทางของพระพุทธองค์
ที่ไม่ให้ปฏิบัติแบบทรมานตัวเองเกินไปจนตายเสียก่อน
แล้วก็ไม่ให้จมจ่อมเสพสุขทางโลกจนติดใจไม่เลิก
ประพฤติตนอยู่ในกรอบที่กิเลสหยาบจะเข้ามาหุ้มห่อได้น้อยที่สุด

สรุปคือการอ่านนิยาย หรือแม้กระทั่งการอ่านตำราที่ดูน่าเชื่อถือนั้น
ไม่เป็นประกันว่าจะทำให้เราปฏิบัติ "ได้ผล" มากน้อยเพียงใด
คีย์หลักแม้อยู่ที่คำสอนของพระพุทธเจ้าผู้ทราบทางออกแจ่มแจ้ง
แต่ก็ขึ้นอยู่กับตัวแปรหลายๆอย่างในเราด้วยว่ามี กำลัง มากน้อยเพียงใด
กำลังข้อแรกได้แก่ศรัทธา หากขาดศรัทธาก็ไม่มีใจที่หันมา
กำลังข้อที่สองได้แก่วิริยะ หากขาดวิริยะก็เหลือแต่อาการทอดทิ้งไม่เอาธุระ
กำลังข้อที่สามได้แก่สติ หากขาดสติก็ไม่มีการตามระลึกในสิ่งที่ควรรู้
กำลังข้อที่สี่ได้แก่สมาธิ หากขาดสมาธิก็ไม่มีความเห็นชัดเป็นหนึ่ง
กำลังข้อที่ห้าได้แก่ปัญญา หากขาดปัญญาก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่เห็นนั้นเกิดแล้วต้องดับเป็นธรรมดา

พูดง่ายๆ ถ้ารู้เป็นและมีกำลังทั้ง ๕ ที่กล่าวแล้วอย่างเพียงพอก็จบ
ไม่ต้องสาธยายความให้พิสดารต่อไปอีก เชื่อได้ ประจักษ์ได้ด้วยใจตนเองทีเดียว
ว่าธรรมะของพระพุทธองค์เป็นอย่างไร ทนทานท้าพิสูจน์ผ่านกาลเวลาหรือไม่
แต่ถ้ายังสงสัย ก็ต้องมีการแจกแจงเพิ่ม มีการหาข้อมูลอื่นเสริม
ผมเองก็เลิกหวังแล้วว่าทางนฤพานจะเป็นคำตอบให้กับทุกคำถามในใจคนทั้งหมดครับ

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 7 พ.ย. 2545 / 08:46:13 น. ]
     [ IP Address : 202.133.162.57 ]


 ความคิดเห็นที่ 27 : (ดังตฤณ)

ถาม: เรื่องทางนฤพานมีฆราวาสถึงสองคนที่บรรลุธรรม
ดังนั้นประเด็นหนึ่งของทางนฤพานคือต้องการสรุปว่าฆราวาสปฏิบัติจนบรรลุได้?


ตอบ:
ใช่ครับ

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 7 พ.ย. 2545 / 08:47:28 น. ]
     [ IP Address : 202.133.162.57 ]


 ความคิดเห็นที่ 28 : (คนไกลวัด)

ขอให้คุณดังตฤณ clarify  คำว่า บรรลุธรรมของฆราวาส นั้นระดับไหนกัน 

ขอบคุณค่ะ  ยังติดตามงานเขียนของคุณอยู่นะคะ ^_^

ป.ล.  เมื่อวานนี้เพื่อนเอาหนังสือทางนฤพานมาคืน  คำถามแรกเขาถามว่า  "เธอนั่งสมาธิมานานแล้ว  เธอเห็นอะไรบ้าง?" 

 จากคุณ : คนไกลวัด [ 8 พ.ย. 2545 / 05:37:15 น. ]
     [ IP Address : 12.87.153.239 ]


 ความคิดเห็นที่ 29 : (ดังตฤณ)

พี่น้อย

ฆราวาสที่บรรลุธรรมนั้น สูงสุดน่าจะได้ถึงอนาคามีครับ
อันนี้พี่น้อยก็คงจะทราบอยู่ด้วยตนเองแล้ว แต่ถามเผื่อคนอื่นเท่านั้น
แต่ถ้าถึงอรหัตตผล ก็คงต้องใช้ชีวิตต่างไปจากฆราวาส
ไม่ว่าจะอยู่ในเครื่องแบบใด ลักษณะการมีสัมพันธ์กับคนในโลกต้องแตกต่างแน่นอน
(หมายความว่าถ้าไม่เป็นพระด้วยข้อจำกัดบางประการ ก็ต้องมีรูปแบบบรรพชิตแบบใดแบบหนึ่ง)

อีกอย่างเพิ่งได้ทราบจากพระผู้ทรงคุณท่านหนึ่งว่ากายก็มีส่วนสำคัญ ไม่ใช่เฉพาะสถานภาพภายนอก
กล่าวคือจิตระดับอรหันต์นั้นบริสุทธิ์ยิ่งใหญ่
ถ้ากายยังไม่พร้อมก็ไม่คู่ควรแก่พระอรหัตตผล
เหมือนภาชนะยังสกปรกก็ไม่ควรนำมาใส่อาหารสะอาด

เรื่องนั่งสมาธิมานานแล้วเห็นอะไร
ใครถามผมอย่างนี้ จะบอกว่าใจเด่นขึ้นมาก
เห็นชัดขึ้นว่ามีกิเลสใดกำลังอยู่ในใจ
สภาพใดเกิดขึ้นเมื่อไหร่ สภาพนั้นดับลงเมื่อใด
เมื่อเห็นความเกิดดับชัด ก็ล้างความเห็นผิดได้ง่ายและต่อเนื่องขึ้นครับ

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 8 พ.ย. 2545 / 07:31:29 น. ]
     [ IP Address : 202.133.160.156 ]


 ความคิดเห็นที่ 30 : (คนไกลวัด)

สาธุค่ะ _/\_

 จากคุณ : คนไกลวัด [ 9 พ.ย. 2545 / 00:29:31 น. ]
     [ IP Address : 12.87.152.70 ]


 ความคิดเห็นที่ 31 : (sherry)

                 ขอบคุณทุกความเห็นในกระทู้นี้นะคะ  อ่านแล้วเพลินและสบายใจดี
ชอบตรงที่คุณดังตฤนตอบเรื่องหลวงตาแขวน เป็นเรื่องที่อยากรู้อยู่พอดีเลย
อยากถามว่า "แล้วความสามารถพิเศษพวกนี้ แบ่งให้คนอื่นไม่ได้หรือคะ
ทำไมพอใครมีก็ต้องมีได้เฉพาะตัวด้วย"
                ลองสมมติเล่นๆว่า แค่เค้ารู้ว่ากรรมที่เค้าทำในปัจจุบัน จะทำให้ได้รับผลอะไร  ก็คงไม่มีใครทำสิ่งไม่ดีซึ่งจะทำให้เค้าต้องได้รับผลนั้นในอนาคตข้างหน้า
สักวันหนึ่งตามวิถีของกฎแห่งกรรม
         เมตตาตอบให้ผู้น้อยด้วยนะคะ

 จากคุณ : sherry [ 9 พ.ย. 2545 / 18:28:32 น. ]
     [ IP Address : 203.155.163.60 ]


 ความคิดเห็นที่ 32 : (ดังตฤณ)

คุณเชอรี่

อภิญญานั้น แจกกันไม่ได้เหมือนแบงก์ร้อยแบงก์พันครับ
อย่างไรก็ตาม อภิญญาก็เหมือนวิชาอื่นๆที่ถ้าได้ครูดีแล้ว
ศิษย์ก็อาจรับกระแสบางส่วนจากท่านมาเป็นทุนเริ่มต้น
ทำนองเดียวกับเรียนคณิตศาสตร์ชั้นสูงกับอาจารย์ระดับจีเนียส
เพียงพูดคุยด้วย ก็เหมือนได้รับการถ่ายทอดวิธีคิด วิธีมองอะไรต่างๆมาบ้างแล้ว
หรือเพียงนั่งดูอาจารย์เปียโนของตัวเองเล่น หรือชี้บอกแนวบางอย่าง
ก็เหมือนได้รับการถ่ายทอดวิธีวางท่า วางมือ วิธีกำหนดจังหวะ ลีลาแปรน้ำหนัก ฯลฯ

หากใครเข้าใกล้ผู้มีอภิญญา หรือมีวาสนาต่อกัน ท่านรับเป็นศิษย์ ยอมให้ใกล้ชิด
สิ่งแรกที่เราจะได้รับมาโดยไม่รู้ตัวคือความเข้มข้นของสนามพลังรอบตัวท่าน
กระแสเช่นนั้นจะกระตุ้นให้ใจฮึกเหิม อยากเล่นฤทธิ์เล่นเดช มีใจเด็ดเดี่ยว ไม่กลัวอะไร ฯลฯ
เมื่อรับการถ่ายทอดวิชาจากท่าน ก็จะตั้งมั่น รับแบบทุ่มกายถวายชีวิต ท่านให้โดดเหวก็เอา
(เกจิของไทยหลายท่านก่อนเรียนวิชาชั้นสูงมากๆจะถูกนำตัวไปโดดเหว เหวสูงจริงๆ
ถ้าใครกลัวตายก็อดวิชาขั้นสุดยอดจากปรมาจารย์)

ถ้าเป็นอภิญญาตื้นๆเช่นเจโตปริยญาณ รู้ใจ ดักทายใจคนอื่นได้
ถ้าหากเจอคนที่มีความสามารถทางนี้ ก็อาจรับการถ่ายทอดมาไม่ยากนัก
เพียงคลุกคลีอยู่ด้วย ทำสมาธิให้มั่นคง พอดูๆอาจารย์กำหนดวารจิตคนอื่นสักพัก
ก็จะเกิดความรู้ขึ้นในภายในไปเอง ว่ากำหนดจิตไว้อย่างนี้ แล้วจะรู้อย่างนั้น
นี่เป็นเรื่องของการรับกระแสตรงจากคนที่มีความสามารถ

แต่เรื่องได้รับการถ่ายทอดอภิญญา จะทางตรงทางอ้อมก็ตาม
คนเล่นมักจะหาทางออกจากสังสารวัฏกันไม่เจอ เพราะจะติดอยู่ตรงนั้น
เริ่มฝึกเพื่ออะไร ก็จะดิ่งลึกไปทางนั้นแบบถอนไม่ค่อยขึ้น
(มีที่ถอนขึ้นก็คือพวกที่ได้อาจารย์สั่ง และชี้ให้ดูว่ามีของดีกว่านั้น)

สู้คนฝึกสติปัฏฐาน ๔ ไม่ได้ครับ แม้ไม่ตั้งใจ ก็ได้ของเหล่านี้เอง
กับทั้งจุดมุ่งหมายแรกก็เป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุด คือหลุดพ้นจากทุกข์ภัยทั้งปวง
ขอให้ลองดูคำกล่าวของพระสารีบุตรที่น่าสนใจ

เราไม่ได้ตั้งความปรารถนาเพื่อปุพเพนิวาสญาณ ทิพจักขุญาณ
เจโตปริยญาณ อิทธิวิธี จุตูปปาตญาณ ทิพโสตญาณ อันเป็นธาตุบริสุทธิ์ มาแต่ปางก่อนเลย
แต่คุณธรรมของสาวกทั้งหมดได้มีขึ้นแก่เรา พร้อมกับการบรรลุมรรคผล
เหมือนคุณธรรม คือ พระสัพพัญญุตญาณ ได้มีแก่พระพุทธเจ้า ฉะนั้น


มีคำยืนยันจากพระสาวกอีกมากมาย ทั้งในอดีตและปัจจุบัน
ที่เมื่อฝึกรู้กายใจตัวเองตามแนวทางของพระพุทธเจ้าแล้วเกิดฤทธิ์ เกิดอภิญญาขึ้นเอง
และอภิญญานั้น ขั้นสูงสุดก็คือการล้างอาสวกิเลส ซึ่งฤาษีชีไพรทำกันไม่ได้

ส่วนเรื่องกรรม ถ้าใครรู้อนาคต ก็คงไม่ทำกรรมชั่วแน่ๆ
แต่ขอให้คำนึงถึงความจริงที่ว่า
เวลาคนเราจะทำกรรมนั้น ทำด้วยกิเลสและความไม่รู้กันทั้งสิ้น
ถ้าไม่ตั้งใจไว้ล่วงหน้าว่าจะระงับกรรมชั่วอันละเมิดศีล ๕
คนทั่วไปก็คงละเมิดศีล ๕ กันให้ชุ่มปอด ด้วยความหลงใหลแรงดึงดูดของอบาย
และคนเราก็ไม่เข้าใจลึกซึ้งถึงแก่นของศีล ๕ ว่าเป็นทางไปสุคติได้อย่างไร
บางครั้งจึงขาดเหตุผลในการสนับสนุนตนเองให้ยับยั้งชั่งใจ
ถ้าอยากมากกว่ายั้ง มือไม้ ปากคอมันก็เป็นไปของมันตามอำนาจกิเลสคุม

ขอให้ดูพระเทวทัต ท่านได้อภิญญา ๕ เต็มภูมิ
ซึ่งก็ต้องหมายความว่าน่าจะมีความสามารถรู้อนาคต
แต่พออยากเป็นใหญ่ เป็นประมุขของศาสนาแทนพระพุทธเจ้า
ท่านก็ไม่มานั่งตรวจดูหรอกครับว่าทำสังฆเภท ทำพระโลหิตห้อแล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับตนเอง

สรุปคือต่อให้มีอภิญญา ๕ ก็ไม่เป็นประกันว่าจะพ้นทุกข์
กับทั้งไม่เป็นประกันว่าจะทำให้เกิดความเห็นถูกในเรื่องกรรมและวิบากครับ
ต้องปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔ จนได้ญาณล้างกิเลสแจ่มแจ้งตลอดสายเท่านั้น
จึงจะพ้นทุกข์ ไม่อยู่ในการครอบงำของกิเลส ไม่เสี่ยงทำผิดทำถูกใดๆอีกเลย

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 9 พ.ย. 2545 / 21:10:05 น. ]
     [ IP Address : 202.133.148.25 ]


 ความคิดเห็นที่ 33 : (pat)

อำนาจกิเลสนะคะ 
ขนาดรู้อยู่ว่าจะได้รับผลอย่างไร ก็ยังกระทำลงไปเลยค่ะ อย่าว่าแต่ไม่รู้
เหมือนกับ ฆ่าคน ปล้นทรัพย์ ข่มขืน ต้มตุ๋นหลอกลวง หรือขายยาเสพย์ยา
เมาสุราอาละวาด
กฏหมายมีบทลงโทษไว้เห็นๆเลยนะคะ
ตัวอย่างก็มีจนล้นคุก คนก็ยังกระทำผิดกันเรื่อยๆ

หรืออย่างในทางนฤพาน
กิเลสด้านดีของเกาฑัณที่ปราถนาพุทธภูมิ
หลวงตาแขวนท่านก็ทำให้เห็นๆ ว่าจะเจอกับผลของความไม่รู้อย่างไรแม้จะเป็นพระโพธิสัตว์ก็ตาม
ก็ยังยอมรับได้ "นรกก็นรกซี" (ชอบค่ะ  เด็ดเดี่ยวดี)

 จากคุณ : pat [ 10 พ.ย. 2545 / 02:50:08 น. ]
     [ IP Address : 202.183.176.150 ]


 ความคิดเห็นที่ 34 : (ปริญญา)

อ่านทางนฤพานแล้วจึงได้ตามมาที่ลานธรรมแห่งนี้ 

ขออนุญาตบ่นนิดนึง  เกาฑัณฑ์ปฏิบัติได้เร็วมาก  ถ้าอย่างไร  เล่มหน้าของคุณดังตฤณ  ถ้าจะให้ตัวละครสักตัวหนึ่งเป็นคนธรรมดาที่ค่อยๆปฏิบัติ  ประสบอุปสรรคเป็นระยะๆแต่มีวิธีจะแก้ไขอุปสรรคนั้น  ค่อยๆก้าวหน้าไป  จะได้มั้ยครับ  เผื่อว่าเราจะได้ปฏิบัติไปด้วยกัน (หมายถึงผมกับตัวละครนั้น)  เน้นว่า  ขอให้มีปัญหาในการปฏิบัติ และวิธีแก้ไขนะครับ

ขอบคุณครับ

 จากคุณ : ปริญญา [ 11 พ.ย. 2545 / 17:14:07 น. ]
     [ IP Address : 202.57.179.93 ]


 ความคิดเห็นที่ 35 : (ดังตฤณ)

รับปากครับ คุณปริญญา

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 11 พ.ย. 2545 / 23:33:16 น. ]
     [ IP Address : 202.133.162.210 ]


 ความคิดเห็นที่ 36 : (มุทิตา)

เห็นด้วยกับคุณปริญญามากกกกกกค่ะ
เป็นข้อเสนอแนะที่ดีมากๆค่ะ
มุทิตาคงจะอินกับตัวละครตัวนั้นได้ดี
และได้ปฏิบัติไปพร้อมๆกันอีกคน
กับตัวละครนั้น และคุณปริญญา


 จากคุณ : มุทิตา [ 12 พ.ย. 2545 / 18:01:33 น. ]
     [ IP Address : 203.113.34.61 ]


 ความคิดเห็นที่ 37 : (รัตนา)

ขอสนับสนุนกับข้อเสนอแนะของคุณปริญญาค่ะ

 จากคุณ : รัตนา [ 12 พ.ย. 2545 / 22:30:59 น. ]
     [ IP Address : 203.113.34.9 ]


 ความคิดเห็นที่ 38 : (ใฝ่รู้)

ผมดีใจมากที่สามารถชักชวนให้คนในบ้านหลายคนหันมาสนใจพุทธศาสนามากขึ้น  โดยให้อ่านทางนฤพานนี่แหละครับ  จากที่ตอนแรกเป็นแค่คนนับถือศาสนาพุทธเท่านั้น  ตอนนี้ทั้งน้องๆและคุณแม่ก็เริ่มหันมาปฏิบัติแล้วครับ  ขาดแต่คุณพ่อที่ยังไม่ค่อยเชื่อ  ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่ผมสามารถให้แก่พ่อแม่ได้  เพราะเห็นแล้วครับว่าคนที่มีธรรมเป็นที่พึ่งนั้นต่างจากคนที่ไม่มีอย่างไร

 จากคุณ : ใฝ่รู้ [ 13 พ.ย. 2545 / 01:45:10 น. ]
     [ IP Address : 203.155.226.108 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!