ข้อสังเกตเกี่ยวกับวิธีการเจริญสติตามแบบ หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
 เนื้อความ :

        หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ ได้อุปมาการฝึกอบรมจิตโดยวิธีการเจริญสติแบบเคลื่อนไหวไว้  โดยเปรียบเทียบกับการฝึกสุนัข  ท่านบอกว่าเราต้องปล่อยสุนัขให้อยู่อย่างอิสระ  อย่าเอาเชือกหรือโซ่ไปล่ามมันไว้  เพราะมันจะต่อต้าน  ยิ่งถ้าเราพยายามดึงให้มันเข้ามาใกล้  มันจะยิ่งดิ้นรนขัดขืนรุนแรง  ดีไม่ดีมันจะกัดเราเอาได้    ท่านบอกว่าปล่อยให้มันอยู่ชองมันอย่างอิสระ  แต่เราคอยโยนอาหารให้มันกินบ่อยๆ  มันจะค่อยๆคุ้นเคยและเข้ามาใกล้เรื่อยๆ  จนในที่สุดมันก็จะเชื่องจนมานั่งมานอนข้างๆเราเอง  อาหารก็คือ ความรู้สึกตัวนั่นเอง
        ดังนั้นจะเห็นได้ว่า  การปฏิบัติวิธีนี้จะไม่บังคับจิต  แต่จะปฏิบัติอย่างสบายๆ  ไม่มีการเพ่งหรือจ้องหรือการกำหนด  (การเพ่ง เป็นการกำหนดให้จิตรู้อารมณ์ที่เป็นฐานที่ตั้งตลอดเวลา  ไม่ให้จิตเผลอออกไปรู้อารมณ์อื่น)  แต่การที่จะให้จิตที่อยู่อย่างอิสระมารู้อารมณ์ที่ตั้งเป็นฐาน ก็ไม่ใช่เป็นงานง่ายๆ  จึงต้องมีองค์ประกอบหลายๆอย่าง

        ประการแรก  ตัวอารมณ์(object)ที่เป็นที่ตั้งของการรู้ หรือที่เรียกว่าอารมณ์กรรมฐาน ก็คือ  ความรู้สึกที่ร่างกายอันเนื่องมาจากการเคลื่อนไหว(เป็นผัสสะทางร่างกายล้วนๆ)  ซึ่งเป็นobjectที่ใหญ่และหยาบ  ที่จิตสามารถรู้ได้ง่ายและรู้ได้ตามธรรมชาติ  โดยไม่ต้องเพ่งหรือใช้ความพยายามเพื่อที่จะรู้  และความรู้สึกนี้เรายังสามารถเพิ่มให้แรงขึ้นเพื่อให้จิตได้รู้ ในกรณีที่มีอารมณ์อย่างอื่นเกิดขึ้นแรง  อย่างเช่น ถ้าความคิดมาแรง หลวงพ่อจะบอกให้กำมือแรงๆหรือเดินกระทืบเท้าแรงๆ หรือโดยวิธีการอย่างอื่นในลักษณะเดียวกัน (เป็นการแก้ไขโดยวิธีง่ายๆ เอาสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติสองอย่างมาแก้กัน)  หรือไม่ก็เปลี่ยนไปทำกิจกรรมอย่างอื่นแทน
        ความรู้สึกมีธรรมชาติที่เป็นกลาง เปรียบเทียบเหมือนกับนํ้าที่มีรสจืด  เมื่อจิตมารู้ความรู้สึกๆก็จะย้อมจิตให้มีความเป็นกลางไปด้วย  นอกจากนี้ความรู้สึกยังเป็นผัสสะที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ  ไม่ใช่เกิดขึ้นมาจากความคิด  จึงเป็นธรรมชาติคนละส่วนกับความคิด (เนื่องจากสาเหตุนี้ จึงทำให้จิตสามารถออกมาอยู่นอกความคิด และเห็นความคิดได้)     
        เมื่อสติมีกำลังเพิ่มมากขึ้น จิตจะรู้การเคลื่อนไหวที่ละเอียดลงไปเรื่อยๆ(ซึ่งเป็นไปเอง)  จากการเคลื่อนไหวใหญ่ๆของร่างกาย ไปถึงการเคลื่อนไหวที่ละเอียดย่อยลงไป ไปถึงลมหายใจ  จนกระทั่งไปถีงการเคลื่อนไหวของเจตสิกตัวอื่นๆที่เกิดขึ้นในใจ(หลวงพ่อท่านเปรียบเทียบว่าเหมือนคนสองคนนอนติดกัน  พอคนหนึ่งขยับตัวปั๊บ  อีกคนที่นอนอยู่ข้างๆก็รู้ทันที)  แต่อย่างไรก็ตามไม่ว่าจิตจะรู้การเคลื่อนไหวได้ละเอียดแค่ไหนก็ตาม  การมารู้การเคลื่อนไหวของกายหยาบก็ยังคงใช้เป็นพี่เลี้ยงของจิตอยู่เสมอ
   
        ประการที่สอง ระดับ(degree)ของการรู้อารมณ์หรือobject   อย่างเช่นเวลาเราทำงานอย่างใดอย่างหนื่งหรือในการศึกษาเล่าเรียน  เรามีการเพ่งความสนใจไปรู้ที่งานหรือสิ่งที่ศึกษาในระดับหนึ่ง(บางครั้งเราเรียกว่าสมาธิตามธรรมชาติ)  ซึ่งจะมากกว่าระดับการรับรู้สิ่งทั่วๆไป (ที่เรารู้อย่างฉาบฉวย)   และในการทำสมาธิที่เรียกว่าสมถะกรรมฐาน  ระดับความเข้มของการเพ่งจะยิ่งมากขึ้นไปอีก จนถึงสภาวะที่เรียกว่า ฌาน   แต่ในการเจริญสตินั้น ระดับของการรู้objectจะเบากว่าของสมถะฯมาก  โดยนํ้าหนักของการรู้ของการเจริญสติจะอยู่ที่ฐานรู้(subject)มากกว่าที่ตัวobject  ยกตัวอย่างเช่น นํ้าหนักของการรู้อยู่ที่subject  70   อยู่ที่ object 30   หรืออาจจะเป็น 80 : 20  หรือ 90 : 10  (ตัวเลขยกขึ้นมาเพื่อให้เห็นภาพ)    การที่การเจริญสติวางนํ้าหนักของการรู้ที่ object เบาเช่นนี้  ทำให้การปฎิบัติไม่มีการเพ่งอารมณ์  ทำอย่างสบายๆ  แต่ในขณะเดียวกันจิตก็เผลอไปรู้อารมณ์อื่นๆได้ง่ายเช่นกัน  ดังนั้นobjectที่เป็นฐานของการรู้จะต้องใหญ่และหยาบและมีนํ้าหนัก  เพื่อที่จิตจะรู้หรือกลับมารู้ได้ง่าย  และเทคนิคการปฏิบัติก็มีส่วนสำคัญเช่นเดียวกัน (ข้อนี้ที่อธิบายมาข้างบนค่อนข้างจะเป็นทฤษฎี  ถ้าพูดอย่างสรุปก็คือ รู้เบาๆ ทำเล่นๆ)

        ประการที่สาม การเคลื่อนไหวเป็นจังหวะ  เช่น เทคนิคการเคลื่อนไหวมือเป็นจังหวะ เคลื่อนแล้วหยุด ๆ ๆ  เป็นวิธีการที่จะดึงให้จิตที่เผลอออกไป กลับมารู้ความรู้สึกอีกครั้ง   โดยทั่วไปแล้วจิตมักจะเผลอไปตามความคิดหรือถูกความคิดลากไป  การเคลื่อนแล้วหยุด ๆ ๆ จะทำให้การรู้ไปกับการปรุงแต่งของความคิดสะดุดลงหรือขาดช่วงลง  จิตก็กลับมารู้ความรู้สึกอีกครั้ง  เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ   นอกจากนี้การมายกมือเคลื่อนไหวฯนี้ยังเป็นการเพิ่มเติมการเคลื่อนไหวที่มีอยู่ตามธรรมชาติ  ที่มักจะเป็นไปโดยอัตโนมัติตามความเคยชิน  ทำให้ลืมตัวง่าย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อจิตยังไม่คุ้นเคยที่จะรู้การเคลื่อนไหวของร่างกาย
        สำหรับการเดินจงกรม  เป็นการปฏิบัติที่บางคนเห็นว่าทำง่ายกว่า  แต่สำหรับผู้ที่ยังจับหลักยังไม่ได้  จะเกิดการเพ่งได้ง่าย  ดังนั้นการมารู้การเคลื่อนไหวของมือจะรู้ได้ง่ายและสบายกว่า(แต่จะมีปัญหากับความง่วง  ถ้าผ่านได้ก็สบาย)

        ประการที่สี่ ความต่อเนื่อง  เป็นปัจจัยที่สำคัญมากอีกประการหนึ่ง  การสร้างความเคยชินให้จิตรู้และกลับมารู้ความเคลื่อนไหวโดยไม่บังคับจิต เป็นงานที่ต้องการการเพียรปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง  และการเจริญสติอย่างต่อเนื่องยังเป็นการสะสมพลังสติ ซึ่งหลวงพ่อท่านเปรียบเทียบว่าเหมือนกับนํ้าฝนที่ตกลงใส่โอ่งนํ้าทีละเล็กทีละน้อย  เมื่อเวลานานเข้าและภาชนะที่รองรับนํ้าไม่รั่ว  วันหนึ่งนํ้าก็จะเต็มโอ่งนํ้าจนล้นออกมา การเจริญสติก็เช่นเดียวกัน  เมื่อสะสมจนเป็น"มหาสติ" ก็จะมีญาณปัญญาเกิดขึ้นมาเอง

        (มีข้อสังเกตจากประสบการณ์ของผมพบว่า  ถ้าบอกว่าให้รู้"ความรู้สึก"หรือให้"รู้สึกตัว"  อย่างนี้ผู้ปฏิบัติใหม่ๆจะให้นํ้าหนักของการรู้ไปที่ความรู้สึกมาก  ทำให้เกิดการเพ่งได้ง่าย  แต่ถ้าบอกว่าให้รู้"การเคลื่อนไหว"  อย่างนี้จะทำให้รู้ได้ง่ายและรู้สบายกว่า ที่อธิบายมาข้างบน บางครั้งผมบอกว่ารู้"ความรู้สึก" หรือรู้"ความเคลื่อนไหว" ทั้งสองคำนี้ขอทำความเข้าใจว่าเป็นอันเดียวกัน) 

        การเจริญสติแบบเคลื่อนไหวนี้ทำให้เราเข้าใจสติ ในความหมาย"การระลึกได้" ได้อย่างชัดเจน  การระลึกได้ คือ การกลับมารู้อารมณ์ที่ตั้งไว้นั้นอีกครั้ง ซึ่งย่อมหมายความว่าจิตได้เผลอออกไปรู้อารมณ์อย่างอื่น  แล้วจึงค่อยกลับมารู้อารมณ์ที่เป็นฐานที่ตั้งอีกครั้ง  ตัวที่ดึงจิตกลับมารู้อารมณ์ที่ตั้งไว้นี้ คือสติในความหมายนี้  ดังนั้นถ้าจิตไม่เผลอออกไป การระลึกได้ก็ไม่เกิดขึ้น 
        ดังนั้นในการเจริญสติ(โดยเฉพาะผู้ที่เริ่มใหม่หรือผู้ที่กำลังสติอ่อน)  การที่จิตเผลอออกไปรู้อารมณ์อย่างอื่นจึงเป็นเรื่องธรรมดา  จุดสำคัญอยู่ที่การกลับมารู้อารมณ์ที่เป็นฐานที่ตั้งอีกครั้ง  เมื่อปฏิบัติไปเรื่อยๆ จิตจะไม่เผลอไปนานและกลับมารู้อารมณ์ที่เป็นฐานที่ตั้งเร็วขี้น (การที่จิตจะกลับมารู้เมื่อไหร่  เราไม่สามารถกำหนดได้  สติจะทำหน้าที่ของมันเอง  แต่เทคนิคการปฏิบัติก็ช่วยได้มาก)
        เมื่อสติมีกำลังมากขึ้น  สติในความหมายของ"การรู้เท่าทัน" จะทำงานเด่นชัดขึ้น(หน้าที่นี้จะเห็นคุณลักษณะของ"ความว่องไวและความตื่นตัว" ซึ่งหลวงพ่อจะอุปมาเหมือนคุณสมบัติที่มีอยู่ในไก่ป่า ที่แตกต่างกับไก่บ้าน)  หน้าที่ของสติในความหมายนี้ คือรู้เท่าทันความเเคลื่อนไหวทั้งทางร่างกายและทางจิตใจ  เป็นทั้งเครื่องกรองและเครื่องกั้น  กรองความคิดก่อนที่จะแสดงออกมาเป็นการกระทำและคำพูด   ส่วนการเป็นเครื่องกั้น ก็เป็นในความหมายของแมวกับหนูที่หลวงพ่อเปรียบเทียบระหว่างสติกับความคิด(คิดปุ๊บ...ทันปั๊บ)  กระบวนการต่างๆที่เกิดขึ้นในจิตใจ เกิดขึ้นรวดเร็วมาก  สติจึงต้องตื่นตัวและว่องไวจึงจะรู้เห็นเท่าทันความคิดได้(หลวงพ่อเปรียบความเร็วของความคิดว่าเหมือนกับแสงฟ้าแลบ)

        สัมปชัญญะ หมายถึง"ความรู้ตัว"  ในการเจริญสติปัฏฐาน ๔ เจตสิกต้วนี้มึความสำคัญควบคู่ไปกับสติและความเพียร  ซึ่งการรู้เห็นกาย เวทนา จิต ธรรม ตามหลักมหาสติปัฏฐาน ๔ นั้น  การรับรู้ของจิตต่ออารมณ์ที่เป็นฐานที่ตั้งของการรู้ ต้องประกอบพร้อมไปกับสติและสัมปชัญญะ  นั่นก็คือในส่วนของสัมปชัญญะนั้น  ในขณะที่จิตรู้อารมณ์ จิตก็รู้ที่ต้วเองพร้อมกันไปด้วย  แสดงว่านํ้าหนักของการรู้ไม่ได้อยู่ที่ต้วอารมณ์(object)เพียงอย่างเดียว(จะเห็นว่าต่างจากการเพ่ง ที่นํ้าหนักของการรู้จะรวมไปที่ตัวอารมณ์)  อย่างที่ได้ยกต้วอย่างไว้ข้างบนว่านํ้าหนักของการรู้อยู่ที่ต้วอารมณ์(object) 30 และอยู่ที่ฐานรู้(subject) 70  (เป็นตัวเลขที่ยกขึ้นมาเพื่อให้เห็นภาพ)  ดังนั้น ตามความหมายนี้การรู้เห็นตามหลักมหาสติปัฏฐาน ๔  นํ้าหนักของการรู้จะมีทั้งที่ตัวอารมณ์และที่ฐานรู้พร้อมกันไป  โดยให้นํ้าหนักของการรู้อยู่ที่ฐานรู้มากกว่าที่ตัวอารมณ์ (เพราะว่าเราเคยชินที่มักจะรู้"หมดตัว"ไปกับสิ่งต่างๆรอบตัวเราในชีวิตประจำวัน  ก็เลย"ลืมตัว"จนเป็นธรรมดา)

        เมื่อสติมีกำลังมากขึ้น  สมาธิ(แปลว่า"ความตั้งมั่น")ก็เกิดขึ้นตามมาเองตามธรรมชาติ  จิตตั้งมั่นจากการที่สติเฝ้ารักษาจิตไม่ให้อารมณ์อย่างอื่นเข้ามารบกวน (จะเห็นว่าสมาธิที่เกิดขึ้นแบบนี้จะมีที่มาแตกต่างจากสมาธิที่เกิดจากการเพ่ง)  ญาณปัญญาก็เกิดขึ้นตามมา (ญาณปัญญาไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นในขณะที่ปฏิบัติ อาจจะเกิดขึ้นในขณะใดก็ได้  เมื่อมีเหตุปัจจัยพร้อม  ซึ่งเป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนือการคาดหมายของเรา  เรามีหน้าที่เพียงทำ"เหตุ"ไปเรื่อยๆเท่านั้น)  เป็นไปตามหลัก สติ-สมาธิ-ปัญญา 

        ทั้งหมดนี้เป็นการให้ข้อสังเกตและคำอธิบายหลักการเจริญสติวิธีนี้แบบตำราปนประสบการณ์  หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์และเป็นข้อพิจารณาแก่ท่านที่สนใจบ้างไม่มากก็น้อย  หากมีข้อผิดพลาดประการใดต้องกราบขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

 จากคุณ : yudth718 [ 4 ก.ย. 2545 / 12:03:34 น. ]
     [ IP Address : 202.133.161.203 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (จุ๊)

อนุโมทนาสาธุครับ

 จากคุณ : จุ๊ [ 4 ก.ย. 2545 / 13:09:49 น. ]
     [ IP Address : 203.170.250.98 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (มะไฟหวาน)

สาธุและขอบคุณค่ะ

 จากคุณ : มะไฟหวาน [ 4 ก.ย. 2545 / 13:37:21 น. ]
     [ IP Address : 203.107.142.136 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (0009)

สาธุ สาธุ สาธุ

 จากคุณ : 0009 [ 4 ก.ย. 2545 / 13:47:37 น. ]
     [ IP Address : 202.129.21.14 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (อธิฐาน)

เข้าใจง่ายดี สาธุค่ะ

 จากคุณ : อธิฐาน [ 4 ก.ย. 2545 / 14:10:15 น. ]
     [ IP Address : 192.44.182.57 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (nothing)

อนุโมทนาสาธุครับ...

 จากคุณ : nothing [ 4 ก.ย. 2545 / 18:01:34 น. ]
     [ IP Address : 203.113.60.7 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (กำพล2)

       สา...ธุ ครับ
      คุณ   yudth  สามารถเรียบเรียงได้ชัดเจนดีครับ
      ผมเองเวลาอธิบายก็ยังเรียบเรียงได้ไม่ดีพอเท่านี้   นับว่าเป็นประโยชน์
      สำหรับผู้ที่สนใจจริงๆครับ
               ผมหวังว่า ต่อแต่นี้ไป จะได้เห็นคุณyudth มาช่วยให้ความเห็น
       เกี่ยวกับแนวทางการเจริญสติมากขึ้นนะครับ   ขอบพระคุณล่วงหน้าครับ

 จากคุณ : กำพล2 [ 4 ก.ย. 2545 / 18:45:22 น. ]
     [ IP Address : 203.113.41.135 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (ชูคลณ์)

ขอบคุณครับ ชัดเจนดีครับ 

 จากคุณ : ชูคลณ์ [ 4 ก.ย. 2545 / 19:10:14 น. ]
     [ IP Address : 161.200.92.209 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (นพ)

มาร่วมวงเสวนาอีกคนครับ  ตั้งข้อสังเกตุได้ชัดเจนดีครับ  สาธุครับ

ขอตั้งข้อสังเกตุและเสริมในข้อความประการที่สี่เพียงนิดเดียวครับที่ว่า......และการเจริญสติอย่างต่อเนื่องยังเป็นการสะสมพลังสติ ซึ่งหลวงพ่อท่านเปรียบเทียบว่าเหมือนกับนํ้าฝนที่ตกลงใส่โอ่งนํ้าทีละเล็กทีละน้อย  เมื่อเวลานานเข้าและภาชนะที่รองรับนํ้าไม่รั่ว  วันหนึ่งนํ้าก็จะเต็มโอ่งนํ้าจนล้นออกมา การเจริญสติก็เช่นเดียวกัน  เมื่อสะสมจนเป็น"มหาสติ" ก็จะมีญาณปัญญาเกิดขึ้นมาเอง....คำอธิบายนี้คงเป็นเพียงการ..อุปมา..กระมังครับ     ใช้คำว่า..สะสม..คงไม่หมายถึงการสะสมบุญ  สะสมเงินทองในธนาคารทีบาท  สะสมสติไปทีละครั้ง ทีละความรู้สึกนะครับ     เมื่อเรารู้เท่าทันกาย รู้เท่าทันความคิดปรุงแต่ง(ตัวหนู หรือตัวลักคิดตามแบบนิสัยที่เราเคยชิน)  ทำให้เรา..เห็น..เรียนรู้..เท่าทันความลักคิด..ละวางกระแสความคิดปรุงแต่ง  กลับมามีความรู้สึกตัวมากขึ้น บ่อยขึ้น  จนจิตเราที่เคย..เสียสมดุลย์...กลับสู่ความเป็น..ปกติ..กลับสู่ความเป็นเอง เป็นอิสระอยู่อย่างนั้น  ไม่มาก ไม่น้อย ไม่เล็ก ไม่ใหญ่    หวังว่า...สะสมจนเป็น..มหาสติ..คงเป็นเพียง..คำอุปมานะครับเพื่อนๆ

 จากคุณ : นพ [ 4 ก.ย. 2545 / 19:46:08 น. ]
     [ IP Address : 205.188.208.171 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (ลุงเชย)

ขอบคุณครับ เป็นประโยชน์มากครับ

 จากคุณ : ลุงเชย [ 4 ก.ย. 2545 / 20:09:24 น. ]
     [ IP Address : 202.183.197.9 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (คนไกลวัด)

ขออนุญาตคุณ yudth718  นำบทความนี้ของคุณไปใส่ในซีดีคำสอนของหลวงพ่อเทียน  ที่ดิฉันกำลังรวบรวมข้อมูลจากลูกศิษย์ของท่านอยู่ค่ะ  และขอนำความคิดเห็นที่ 8 ของคุณนพเพิ่มเติมใส่ไปด้วยในหัวข้อเดียวกันนี้

ขอถือโอกาสประกาศ ณ กระทู้นี้ด้วย  ดิฉันขอบทความและข้อคิดเห็นแนวการสอนของหลวงพ่อเทียนจากทุกท่าน  เพื่อรวบรวมไปใส่ซีดีคำสอนของหลวงพ่อด้วยค่ะ   ดิฉันได้รับความกรุณาจากคุณหมอ คงศักดิ์ ตันไพจิตร  ส่งบทความมาให้ดิฉันหลายฉบับ   ขอให้ท่านใส่ชื่อจริงและลงวันที่ในบทความของท่านด้วย  ถ้าเป็นบทความจากหนังสือกรุณาใส่ที่มาของบทความนั้นด้วย  ซีดีที่เราทำขึ้นจะได้สมบูรณ์ใช้เป็น “ตำรา” ได้  กรุณาส่งไฟล์มาที่  supranee@worldnet.att.net  

 จากคุณ : คนไกลวัด [ 5 ก.ย. 2545 / 02:54:45 น. ]
     [ IP Address : 12.87.152.183 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (กำพล2)

         ผมขออนุญาตแสดงความเห็นครับ
               ผมเข้าใจว่า  การฝึกสติ  ก็คือฝึกการระลึกรู้บ่อยๆ  ให้รวดเร็ว ดังนั้นการระลึกรู้ไปตามกายเคลื่อนไหว  ที่เราสร้างขึ้น  หรือมีเองตามธรรมชาติ  เริ่มฝึกโดยการให้ระลึกรู้ทีละครั้งๆๆๆ  แต่ถ้าเราตั้งใจมาก มันจะกลายเป็นรู้ต่อเนื่องไป
               สิ่งที่เรารู้ก็คือ มือ  เท้าหรือขาที่กำลังเคลื่อนไหว  เราจะจับได้เหมือนเป็นรูปกาย  ของอวัยวะนั้นๆ แต่ไม่มีชื่อ   เมื่อสังเกตลึกลงไปอีกนิดเราจะสัมผัสได้กับผัสสะที่เกิดจากกายเคลื่อนไหว  คือความรู้สึกนั่นเอง  ซึ่งตรงนี้เองที่ผมเข้าใจว่าเป็นจุดที่เราต้องกลับมาหรือฝึกให้จิตกลับมารู้คราวใดที่มีความคิดเกิดขึ้น   การกลับมารู้ที่ความรู้สึกนั้น  จะเป็นการออกมาจากความคิดได้อย่างง่ายดาย    การฝึกให้จิตมีการระลึกรู้ที่  ความรู้สึก บ่อยๆ  ทำให้มาก ทำให้ชำนาญ จะทำให้จิตจดจำความรู้สึกอันนี้ใว้(สัญญา)  ความเป็นเองก็จะเกิดขึ้นได้ต่อไป
          การเจริญวิปัสสนาท่านจะกล่าวถึงว่าต้องใช้อารมณ์ที่เป็นปรมัตถ์คือเกิด-ดับให้เห็น  ให้รู้ได้  ความรู้สึกที่เกิดจากกายเคลื่อนไหว ก็เป็นอารมณ์ปรมัตถ์  พ้นสมมติ  อยู่นอกความคิด
           การดูความคิด  การรู้อารมณ์  หากอินทรีย์ของเรายังไม่เข้มแข็ง พอจะทำให้มีปัญหาได้หลายอย่าง เช่น  เราไม่แน่ใจว่าตอนนี้เป็นความรู้สึกตัวหรือเป็นความคิด  อาจะคิดรู้สึกตัวอยู่ก็ได้   แยกอารมณ์ไม่ออกคือเช่นเมื่อมีความโกรธเกิดขึ้น  เราแยกไม่ออกว่า  ความโกรธเป็นอารมณ์  เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นและ-ถูกรู้- ออกจากตัวรู้  คือมีการรู้ที่เป็นกลุ่ม เป็นก้อน ท่านเรียกว่า  ฆนสัญญา  ความรู้สึกตัวจะเป็นตัวเฉลย  ให้เรารู้ได้โดยไม่ต้องคิดพิจารณาใดๆว่า ความโกรธที่เกิดขึ้น เป็นคนละอันกันกับสิ่งที่เข้าไปรู้ความโกรธนั้น     เราจะเห็นการแยกส่วนออกจากกัน  ท่านว่าเป็นการทำลายฆนสัญญาลงเสีย   กายเราก็เช่นเดียว  การรู้อารมณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่ซื่อตรงก็เป็นปัญหาที่พบได้  เมื่อต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งใดๆด้วยความรู้สึกตัวเท่านั้นที่จะเป็นการรู้อารมณ์ที่ซื่อตรง  เป็นกลางอย่างแท้จริง   เราจึงจะได้สัมผัสกับสัจจะ-ของจริงแท้ได้ด้วยจิตแบบนี้
           การเจริญกายานุปัสสนา    มีความรู้สึกตัวที่พัฒนาได้สัดส่วนแล้วจะทำให้จิตของเราเป็นปกติ(จิตมีศีล)  ตั้งมั่นและพร้อมใช้งาน(จิตมีสมาธิ)   มีแต่จิตประเภทนี้เท่านั้นที่จะเจริญปัญญาหรือมีประสิทธิภาพมากพอที่จะไปสิกขาเรื่องราวของจิตเองได้   ผลอีกอย่างที่จะเห็นเองได้คือทำลายความเห็นผิดที่เรียกว่าสักกายทิฏฐิ   เราจะเห็นกายเป็นกาย ไม่ใช่สัตว์  บุคคล  ตัวตน  เรา  เขาอย่างที่ท่านว่าไว้จริงๆ
         สิ่งที่ต้องย้ำกับญาติธรรมทุกครั้งก็คือขอให้ตั้งใจทำกันจริงๆ ทำเหตุให้ดี  ไม่ต้องกล่าวถึงผลก็ได้    ขอให้ทุกท่านเจริญในธรรมครับ

 จากคุณ : กำพล2 [ 5 ก.ย. 2545 / 07:17:58 น. ]
     [ IP Address : 203.113.41.133 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (at_last)

สาธุครับ

 จากคุณ : at_last [ 5 ก.ย. 2545 / 09:11:49 น. ]
     [ IP Address : 203.155.21.163 ]


 ความคิดเห็นที่ 13 : (ยุทธ์)

ขอบคุณคุณหมอกำพลและคุณนพที่ช่วยให้ความเห็นเพิ่มเติมครับ
ผมเห็นด้วยกับความเห็นที่ 11 ของคุณหมอครับ
ผมยินดีให้นำบทความนี้ไปเผยแพร่ครับ  ขอบคุณคุณ"คนไกลวัดมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

 จากคุณ : ยุทธ์ [ 5 ก.ย. 2545 / 10:12:43 น. ]
     [ IP Address : 203.150.6.131 ]


 ความคิดเห็นที่ 14 : (ยุทธ์)

(เพิ่มเติม)
เรื่องการเจริญสติอย่างต่อเนื่องและการสะสม(พลัง)สตินั้น เป็นเรื่องสำคัญครับ  เพราะสติถ้าไม่ประคับประคองโดยเจริญอยู่เนืองๆก็เสื่อมลงได้เช่นกัน  ส่วนอานิสงค์ของการสะสม(พลัง)สติ  ก็อุปมาเช่น  เราเอาหลอดไฟสปอร์ทไลท์มาต่อเข้ากับหม้อแบตเตอรี  ถ้าหม้อแบทนั้นมีคุณภาพี ไม่ชำรุดหรือเสื่อมคุณภาพ  ไฟฟ้าที่ชาร์ทเข้าไปก็เก็บได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย  เมื่อชาร์ทไฟเข้าไปแล้ว  ถ้ากำลังไฟไม่พอ  หลอดไฟก็ไม่สว่าง  ถ้าปริมาณไฟฟ้ามากพอจนถึงระดับหนึ่ง  หลอดไฟก็อาจสว่างขึ้นมาแป๊บหนึ่งแล้วก็ดับไป  แต่ถ้าจะให้หลอดไฟส่องสว่างได้ทุกขณะไม่จำกัด  พลังไฟฟ้าก็ต้องมีไม่จำกัดเช่นเดียวกัน

 จากคุณ : ยุทธ์ [ 5 ก.ย. 2545 / 10:21:21 น. ]
     [ IP Address : 203.150.6.131 ]


 ความคิดเห็นที่ 15 : (ว.ศ.)

สาธุ

 จากคุณ : ว.ศ. [ 5 ก.ย. 2545 / 11:20:23 น. ]
     [ IP Address : 202.183.179.192 ]


 ความคิดเห็นที่ 16 : (dhamma2001)

อนุโมทนาครับ

 จากคุณ : dhamma2001 [ 5 ก.ย. 2545 / 14:17:12 น. ]
     [ IP Address : 202.28.179.1 ]


 ความคิดเห็นที่ 17 : (ศรัทธาธรรม)

ขอบคุณมากครับ  อนุโมทนา สาธุครับ  เมื่อม๊โอกาสจะพยายามฝึกดูครับ

 จากคุณ : ศรัทธาธรรม [ 5 ก.ย. 2545 / 14:43:51 น. ]
     [ IP Address : 203.155.233.249 ]


 ความคิดเห็นที่ 18 : (ภาวิตา)

           สาธุ...
   ขอบคุณมากค่ะ

 จากคุณ : ภาวิตา [ 5 ก.ย. 2545 / 17:26:41 น. ]
     [ IP Address : 172.29.1.38 ]


 ความคิดเห็นที่ 19 : (กำพล2)

            ผมขออนุญาตเพิ่มเติมข้อความเพื่อความเข้าใจตรงกันครับ
            คำว่าสักกายทิฏฐิ  คือความเห็นว่าเป็นตัวตน  สัตว์  บุคคล 
         เรา  เขา  ที่มีอยู่ในขันธ์ทั้ง  5 ซึ่งถือว่าเป็นความเห็นผิด   การเจริญ
         สติ  จนรู้แจ้ง     จนจิตเห็นตามความเป็นจริง ว่าขันธ์ทั้ง  5 นี้หาตัวตน
          ที่จริงแท้ไม่ได้   ความเห็นผิดดังกล่าวก็จะหายไป    แต่...ความยึด..
       ว่าเป็นตัวเรา  ตัวกู  ยังมีอยู่ได้ครับ

 จากคุณ : กำพล2 [ 7 ก.ย. 2545 / 09:25:17 น. ]
     [ IP Address : 202.183.164.61 ]


 ความคิดเห็นที่ 20 : (widhaya3@yahoo.com)

สาธุครับ

 จากคุณ : widhaya3@yahoo.com [ 7 ก.ย. 2545 / 20:26:46 น. ]
     [ IP Address : 203.155.228.43 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!