ความคิดเห็นที่ 1 : (ชูคลณ์)
เมื่อปีพ.ศ.2533 ผมบังเอิญได้อ่านคอลัมน์ในวารสารธรรมะฉบับหนึ่งกล่าวถึงอาจารย์วิปัสสนาที่เด่นของเมืองไทยนั้นว่า มีท่านอาจารย์พุทธทาส และหลวงพ่อเทียน ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ผมได้ยินชื่อของหลวงพ่อเทียน และแปลกใจที่ว่าทำไมไม่เคยได้ทราบนามของท่านมาก่อน ทั้งที่ผมก็อยู่ในวงการพุทธศาสนาและวงการปฏิบัติธรรมมานานพอสมควร จึงเพียงแต่คิดว่าสักวันคงจะต้องพยายามหาคำสอนของท่านมาศึกษาดูให้ได้
ในปีนั้นนั่นเอง ผมกลับมาเยี่ยมบ้านที่เมืองไทย อันเป็นช่วงเวลาสำหรับกว้านซื้อหนังสือธรรมะของผมด้วย บังเอิญไปเจอหนังสือ `ปกติ' ของหลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ วางขายอยู่ที่ร้านแพร่พิทยา เลยซื้อมาลองอ่านจึงได้ทราบแน่ชัดว่า นี้คือหลวงพ่อเทียนที่ผมตามหาและต้องการรู้จัก แต่ได้ทราบว่าท่านมรณภาพไปแล้ว เพราะหนังสือเล่มนี้พิมพ์เป็นที่ระลึกในงานประชุมเพลิงศพของท่าน กระนั้นก็ดี ธรรมะของท่านมิได้ตายตามท่านไปด้วย วิธีการปฏิบัติของท่านก็แปลกประหลาด แต่มีเหตุผลน่าจูงใจให้ลองปฏิบัติดู พิจารณาดูแล้วเป็นการปลุกสติให้ตื่นผ่านการเคลื่อนไหวทางกาย และไม่ขัดกับหลักมหาสติปัฏฐาน 4 มิหนำซ้ำยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันได้ด้วย อาทิ เช่นเวลาขับรถบนท้องถนนในกรุงเทพฯ ซึ่งจะต้องมีสติสมาธิพร้อมเผชิญภัยอยู่ตลอดเวลา ผมจึงกว้านซื้อหนังสือของหลวงพ่อเทียนบางเล่มที่มีวางตลาดอยู่ขณะนั้น เพื่อนำไป ฝากสหธรรมิกที่เมืองเซ็นต์หลุยส์ สหรัฐอเมริกา
นับว่าผมได้รับความเมตตากรุณา จากเหล่าสานุศิษย์ของหลวงพ่อเทียนเป็นอย่างมาก นับตั้งแต่คุณวิรุจ รอดโพธิ์ทอง ผู้พิมพ์หนังสือ `ปกติ' ซึ่งต่อมาได้ส่งวีดีโอเทป และเทปธรรมะของหลวงพ่อมาให้ ช่วยให้การปฏิบัติของผมเป็นไปได้อย่างถูกต้อง และ จะเรียกว่าโชคดีเป็นอย่างมากที่ในปีถัดมา (พ.ศ.2534) ท่านอาจารย์โกวิท เขมานันทะ ได้รับเชิญจากเมืองไทยโดยพระอาจารย์ ดร.สุนทร พลามินทร์ ให้ไปสอนกรรมฐาน ณ วัดพุทธธรรม เมืองชิคาโก สหรัฐอเมริกา เป็นโอกาสให้วัดพระศรีรัตนารามซึ่งเป็นวัดไทยในเซ็นต์หลุยส์ ได้ร่วมเชิญท่านอาจารย์โกวิทมาสอนด้วย ผมจึงได้รู้จักหลวงพ่อเทียนอย่างใกล้ชิดโดยผ่านความเมตตาของท่านอาจารย์โกวิทนี้เอง ในปีต่อๆ มา วัดพระศรีรัตนาราม ได้มีโอกาสนิมนต์ท่านอธิการทอง อาภากโร เจ้าอาวาสวัดสนามใน นนทบุรี ท่านอธิการดา สมฺมาคโต เจ้าอาวาสวัดธาตุโข่ง อุดรธานี และ ท่านอธิการคำเขียน สุวณฺโณ เจ้าอาวาสวัด ภูเขาทอง ชัยภูมิ และได้เชิญอาจารย์ ดร.ทวีวัฒน์ ปุณฑริกวิวัฒน์ มหาวิทยาลัยมหิดล กรุงเทพฯ มาสอนกรรมฐานในแนวของหลวงพ่อเทียน ที่วัดเซ็นต์หลุยส์ นับเป็นโอกาสทองให้ได้รับการถ่ายทอดธรรมะของหลวงพ่อเทียนผ่านเหล่าสานุศิษย์ และได้รู้จักหลวงพ่อมากขึ้นด้วย
ที่น่าประหลาดใจที่สุดคือ ทุกท่านไม่ว่าพระหรือฆราวาสหากปฏิบัติอย่างจริงใจในแนวสร้างจังหวะของหลวงพ่อเทียนแล้ว สามารถรู้ สามารถเห็น สามารถสัมผัสซึ่งความเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในธรรมได้ด้วยตนเองทั้งสิ้น โดยเฉพาะพระผู้ทรงคุณวุฒิเป็นเปรียญธรรม 9 ประโยค 2 รูป คือ ท่านอาจารย์พระมหาไหล โฆสโก (ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดพระศรีรัตนาราม เมืองเซ็นต์หลุยส์ มิสซูรี่ สหรัฐอเมริกา และ ท่านเจ้าคุณพระศรีธีรวงศ์ (พระมหาพรหมา สปฺปญฺโญ - ป.ธ.9) พระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน ประธานกรรมการบริหารโรงเรียน พุทธศาสนาวันอาทิตย์ และรองเจ้าอาวาส วัดธัมมาราม เมืองชิคาโก อิลินอยส์ สหรัฐอเมริกา ซึ่งท่านทั้งสององค์นี้ แม้จะรู้จักคุ้นเคยกันเองอย่างดีมาก่อน แต่ต่างฝ่ายก็ไม่ทราบกันมาก่อนว่า ต่างได้ปฏิบัติในแนวหลวงพ่อเทียนมานานแล้วพอควร และต่างก็ได้ประสพผลเจริญก้าวหน้าในธรรมอย่างมาก เกินกว่าที่จะอ้างเอ่ยจากตำราที่ร่ำเรียนจนจบเปรียญธรรมสูงสุดได้ ซึ่งรวมถึงพระภิกษุอีกรูปหนึ่งคือ ท่านอาจารย์พระมหาสมชัย เบ้ามั่น (ป.ธ.6,M.A.) วัดพุทธานุสรณ์ เมืองฟรีม้อนต์ คาลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เป็นผู้มีน้ำใจกว้างขวางและชอบศึกษาค้นคว้า ท่านเกิดสนใจในวิธีปฎิบัติของหลวงพ่อเทียนทันทีที่ท่านประสพพบเห็น จึงได้นำไปทดลองปฎิบัติจนเกิดผลประจักษ์ต่อตัวท่านเองในเวลาอันสั้น ซึ่งกลับเป็นชนวนให้เพื่อนภิกษุรูปอื่นเกิดความสนใจ ถึงกับลงมือทดลองปฎิบัติแนวนี้ดูบ้างจนสิ้นสงสัย แต่ที่น่าอัศจรรย์ใจที่สุดคือ ท่านทั้งสามรูปต่างไม่เคยเจอหลวงพ่อเทียนมาก่อนเลยก็ปฏิบัติได้ผลดีเยี่ยม และ ยอมรับหลวงพ่อเทียนเป็นอาจารย์ของท่านอย่างเต็มพากพูม แม้หลวงพ่อเทียนจะอ่านหนังสือไทยไม่ออกด้วยซ้ำไป ชี้ให้เห็นว่า การรู้ธรรมเห็นธรรมที่แท้จริงไม่ขึ้นกับว่า จะรู้หนังสือหรือจบปริญญา วิชาชีพใดๆ ทั้งสิ้น เพราะมันเป็นภาษาใจ รู้ได้ด้วยใจ ไม่ขึ้นกับอรรถบัญญัติ สมมติบัญญัติทางภาษาแต่อย่างใด
สำหรับนักวิชาการแล้ว หากจะเปรียบเทียบการเจริญสติโดยการสร้างจังหวะของหลวงพ่อเทียนกับมหาสติปัฏฐานสูตรแล้ว วิธีสร้างจังหวะของหลวงพ่อนั้นจัดอยู่ใน กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ในลักษณะของ อิริยาปถบรรพ คือมีสติในอิริยาบทใหญ่ ในการยืน เดิน นั่ง นอน และ สัมปชัญญบรรพ คือมีสติในอิริยาบทย่อย เช่น คู้ขา เหยียดแขน กลืนน้ำลาย กระพริบตา รวมไปถึงกลวิธีของการเคลื่อนไหวมือสร้างจังหวะ (หรือจงกรมด้วยมือนั่นเอง) นอกจากนี้ ยังตกเข้าในลักษณะของ เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน ในแง่ที่ว่า เมื่อเกิดความรู้สึกตัวขึ้นใน การเคลื่อนไหว นั่นคือรู้ในความรู้สึกที่เป็นกลางๆ ไม่สุขไม่ทุกข์ แต่เป็นการรู้ซึ่งความปกติตามธรรมชาติที่แท้ของจิต เป็นความรู้สึกด้วยสภาพจิตที่แท้จริงจิตที่เป็นกลางซึ่งเป็นต้นตอของชีวิตจิตใจ เมื่อสร้างความรู้สึกตัวให้มีมากขึ้น สติจะทำหน้าที่ของมันเอง คือคอยจับการเคลื่อนไหวของจิต หรือคือความคิดนั่นเอง เข้าลักษณะของ จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ให้รู้ให้เห็นความเปลี่ยนแปลงในพระไตรลักษณ์และประจักษ์แจ้งในโพธิปักขิยธรรม สัมผัสซึ่งประสพการณ์การเปลี่ยนแปลงทางกาย และประสพการณ์การเปลี่ยนแปลงทางจิต เข้าสู่ ธัมมานุปัสสนา สติปัฏฐาน เป็นที่สุด หลวงพ่อเทียนท่านเน้นให้เห็นความคิด ซึ่งก็คือจิตและการเคลื่อนไหวของจิตนั่นเอง สุขทุกข์ล้วนเกิดจากจิต แต่จิตนั้นปราศจากรูปร่างหน้าตา กระนั้นก็ตามจิตก็ยังทิ้งร่องรอยไว้ให้ทวนกระแสไปถึงตัวจิตได้ โดยผ่านทางความรู้สึก (เวทนา) และความหมายรู้จำได้ (สัญญา) และความคิดปรุงแต่ง (สังขาร) นั่นคืออาการของจิต (เจตสิก) ซึ่งเปรียบเสมือนแขนขาของจิต ในด้านวิทยายุทธและการสงคราม ท่านกล่าวว่าอาวุธที่จะสู้ระเบิดปรมาณูได้ดีที่สุด คือระเบิดปรมาณูด้วยกัน ความคิดก็เช่นกัน จิตท่องเที่ยวไปไกลได้อย่างเร็วกว่าสายฟ้า สิ่งที่จะประชิดได้เท่าทัน ก็คือ อาการของจิตอีกตัว นั่นคือสติซึ่งเป็นสัญญาชนิดหนึ่ง คือหมายรู้ระลึกได้ซึ่งความรู้สึกตัวที่ปรากฏอยู่ภายในตนเอง (แต่ถูกลืมไป หรือ มองข้ามไป)
เนื่องจากวิธีการสร้างจังหวะของหลวงพ่อเทียน ปฏิบัติโดยการลืมตาประกอบกับการเคลื่อนไหว ดังนั้น จิตจะมีความตื่นตัวอยู่อย่างมาก และจะไม่ปรากฏภาพนิมิตหลอกหลอนจิตต่างๆ ให้หลงทาง หากจะเกิดนิมิตเครื่องหมายก็จะเป็นในลักษณะของการรู้สึกตัว ซึ่งเป็นลักษณะของความเป็นปกติของจิตใจ ทรงอยู่ใน อุเบกขาจิตซึ่งเป็นต้นตอของชีวิตจิตใจ ปลุกประสาทวิญญาณในกายให้ตื่นตัวขึ้น ไม่ถูกบดบังด้วยสิ่งหลอกล่อจากภายนอกให้จิตกวัดแกว่งไปตามอำนาจโลภ โกรธ หลง การลืมตาปฏิบัตินั้นก็สอดคล้องกับความเป็นไปในชีวิตประจำวัน จากตื่นจนหลับ ซึ่งมีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา นับแต่ การหายใจ การกิน เคี้ยว ดื่ม พูด ทำ ล้วนสามารถผูกสติความรู้สึกตัวได้ในทุกอิริยาบทใหญ่น้อย และ เลย ลึกลงไปถึงความคิด ดังนั้น เมื่อสร้างความรู้สึกตัวได้มากขึ้น ผู้ปฏิบัติสามารถผูกสติเจริญสติปัฏฐาน 4 ตลอดวันเวลาได้โดยปกติตามธรรมชาติ สามารถเชื่อมโยงผูกสติให้ต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ได้โดยอัตโนมัติ
สิ่งที่สำคัญที่สุด และเป็นประโยชน์มากที่สุด คือวิธีสร้างจังหวะของหลวงพ่อเทียน มีความคล่องตัวสูงมากสำหรับชีวิตฆราวาส สามารถนำไปประยุกต์ใช้ผูกสติไปกับชีวิตประจำวันได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะมีภารกิจมากน้อยเพียงไร ไม่ว่าจะกระพริบตา หายใจ เคลื่อนไหวร่างกายส่วนหนึ่งใด สติสัมปชัญญะก็สามารถจับได้ทัน ผูกสติลงได้อย่างง่ายดายตามธรรมชาติ มีจิตที่ตื่นตลอดเวลา เวลาทำงานก็ไม่เหน็ดเหนื่อย เพราะไม่เครียดด้วยจิตทรงอยู่ในความเป็นปกติในวิปัสสนากรรมฐาน ปฏิบัติธรรมอบรมจิตอยู่ได้ตลอดเวลา สตินทรีย์ (ลูกแมว) เมื่อ ได้รับอาหาร (ด้วยการฝึกฝนสร้างจังหวะ) จะเกิดความรู้สึกตัวมากขึ้น เติบโตเป็น สติพละ (แมวใหญ่) สามารถตะปบจับความคิด (หนู) ให้หยุดขาดสบั้นซึ่ง ชวนะจิต วิถีจิต (หนูช๊อคตาย) โลภ โกรธ หลง ไม่อาจแทรกเข้ามากับความคิดได้อีก ทุกข์หรือความขัดแย้งภายในจิตใจของตนเองจะหมดไปหรือน้อยลง รู้แจ้งเห็นจริงในธรรมได้โดยไม่ต้องสงสัยอีกต่อไป ความสังสัยว่าจะต้องทำอย่างไรสติจึงจะต่อเนื่องประดุจลูกโซ่ จะหมดไป เพราะเมื่อมีสติอยู่กับการเคลื่อนไหว ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่งในตัวเรา ประสาทวิญญาณจะตื่นจะรู้สึกตัว ตื่นตัว และ ด้วยสติตัวเดียวกันนี้จะรู้สึกใจ ตื่นใจ รู้เห็นซึ่งความคิดปรุงแต่ง (สังขาร-ต้นสายแห่งปฏิจจสมุปบาท อันสืบต่อเนื่องจาก อวิชชา) ขณะที่กระแสจิตหรือความคิดกำลังเกิดขึ้น (หนูกำลัง ออกจากรู) จับความคิดที่เต็มไปด้วยอุปาทาน ความหลง (ซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งความโกรธ และความโลภ) ได้ทัน มีแต่สติปัญญาล้วนๆในการดำรงชีวิตประจำวัน แม้จะเผชิญปัญหา ก็รู้จักกัน รู้จักแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้องสมบูรณ์ กล่าวโดยย่อคือ เมื่อมีความรู้สึกตัว (สติ) ความไม่รู้สึกตัว (ความประมาท) จะหายไป เพราะโดยลักษณะคุณสมบัติของจิตจะทรงอารมณ์ อยู่ได้ในอารมณ์เดียวในชั่วขณะใดขณะหนึ่ง และ เมื่อมีความรู้สึกตัวมากขึ้นๆ จะมีแต่ความรู้ล้วนๆ (ญาณปัญญา) ทรงตัวอยู่อย่างเดียว ความไม่รู้ (อวิชชา) จะหายไป ดังนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ว่า เมื่อถึงที่สุดแล้วญาณย่อมมี และ บุคคลจะล่วงทุกข์ได้ด้วยปัญญา ดังที่พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสไว้
หลวงพ่อเทียนนับได้ว่าเป็นปรมาจารย์ทางวิปัสสนากรรมฐานแห่งยุค ที่สามารถนำเคล็ดลับแห่งชีวิต หรือความลับของธรรมชาติมาตีแผ่ให้เราได้เข้าใจในพุทธธรรม ท่านชี้แนะแนวทางและทำของซึ่งเราเห็นว่ายากให้เป็นของง่าย ท่านได้วางรากฐานแนวปฏิบัติโดยการสร้างจังหวะไว้เป็นสูตรสำเร็จ ซึ่งเป็นวิธีตรงและลัดสั้นให้ทุกคนเข้าถึงธรรมะได้ในเวลาอันสั้น ท่านชี้ให้เห็นว่า นิพพานสามารถและต้องบรรลุในปัจจุบัน ที่นี่ และเดี๋ยวนี้ ไม่ใช่นิพพานในชาติหน้า ภพหน้า เมื่อตายไปแล้ว ซึ่งไม่ใช่จุดประสงค์ของพระพุทธองค์ที่ทรงพร่ำสอนให้ทุกคนรู้ธรรมะในปัจจุบันนี้ และหลายต่อหลายท่านในครั้งพุทธกาลได้บรรลุธรรมต่อหน้าพระภักตร์เมื่อได้ฟังธรรมจากพระองค์ หรือ ด้วยการปฏิบัติในแนวมหาสติปัฏฐาน 4 ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นเรื่องเหลวไหลเหลือเชื่อไป หลวงพ่อเทียนกล้ายืนยันและกล้าท้าทายให้ทุกคนไม่จำกัดเพศ วัย เชื้อชั้น วรรณะ ภาษา รู้-ไม่รู้หนังสือ อาชีพ ทรัพย์ สมบัติ หรือ ความเชื่อในศาสนาต่างๆ ให้ทดลองปฏิบัติพิสูจน์ด้วยตนเองว่า สิ่งเหล่านี้ยังเป็นไปได้ และ ยังสอนวิธีประยุกต์ที่ลัดสั้นไว้ให้อย่างถี่ถ้วนครบครันด้วยวิธีสร้างจังหวะ ซึ่งหลายๆท่านที่ได้นำไปปฏิบัติอย่างจริงจังกล้ายืนยันผลที่ได้รับว่าเป็นความจริงและเป็นเรี่องง่ายจนเหลือเชื่อ ตรงกับที่หลวงพ่อกล่าวสอนไว้ว่า พระพุทธองค์ไม่ได้สอนเรื่องยาก แต่เราทำให้มันยากไปเอง
หลวงพ่อเทียนมีความเมตตากรุณาสูงมาก ต้องการช่วยเพื่อนมนุษย์ให้เห็นซึ่งสัจธรรมความจริงในชีวิต ให้ล่วงพ้นความทุกข์แต่ในปัจจุบัน แม้ในช่วงท้ายของชีวิตของท่าน เหล่าสานุศิษย์ต่างยืนยันว่า หลวงพ่อไม่หวั่นไหวต่อสุขภาพที่ทรุดโทรมเจ็บป่วยอย่างหนัก ท่านจะรีบลุกขึ้นมาแนะนำสั่งสอนเมื่อศิษย์มีปัญหา ธรรมะติดขัดขึ้น โดยไม่ห่วงถึงความเจ็บป่วยของท่าน พร้อมทั้งสาธิตการปฏิบัติธรรมสร้างจังหวะเจริญสติอย่างพร้อมบริบูรณ์ให้ปรากฏแก่สานุศิษย์โดยทั่วกัน
แม้ผมจะไม่ได้มีโอกาสได้พบหลวงพ่อเทียน แต่ก็เสมือนรู้จักท่านเป็นอย่างดี และซาบซึ้งในพระคุณของท่านเป็นอย่างยิ่งที่ได้กรุณาหงายของที่คว่ำให้ปรากฏ ผมขอกราบนมัสการสักการะบูชาหลวงพ่อด้วยจิตด้วยใจไว้ ณ ที่นี้
* น.พ. คงศักดิ์ ตันไพจิตร เป็นรองศาสตราจารย์ มหาวิทยาลัยวอชิงตัน เมืองเซ็นต์หลุยส์ รัฐมิสซูรี่ เป็นแพทย์ผู้ชำนาญทางโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน ทางโรคข้อ และทางอายุรศาสตร์เป็น Diplomate, American Board of Allergy & Immunology, American Board of Rheumatology, และAmerican Board of Internal Medicine ประธานสมัชชากลุ่มชาวพุทธแห่งมหานครเซ็นต์หลุยส์ (Chairman, Buddhist Coucil of Greater St. Louis) เลขานุการวัดพระศรีรัตนาราม เมืองเซ็นต์หลุยส์ รัฐมิสซูรี่ สหรัฐอเมริกา และ นายกสมาคมไทยแห่งมหานครเซ็นต์หลุยส์ เหรัญญิกมูลนิธิแพทย์ไทย-อเมริกัน (Thai-American Physicians Foundation)
สมรส กับ ดร. สิริรัตน์ ตันไพจิตร และ มีบุตรชาย ๑ คน และบุตรสาว ๑ คน ได้รับเลือกลงหนังสือรายชื่อบุคคลดีเด่น Marquis Whos Who in America และ Marquis Whos Who in the World.
|