บารมี 30 ทัศ
 เนื้อความ :

บารมี 30 ทัศ
***ทานะปาระมี สีละปาระมี เนกขัมมะปาระมี ปัญญาปาระมี วิริยะปาระมี ขันติปาระมี สัจจะปาระมี อธิษฐานะปาระมี เมตตาปาระมี อุเบกขาปาระมี***
***ทานะอุปปะปาระมี สีละอุปปะปาระมี เนกขัมมะอุปปะปาระมี ปัญญาอุปปะปาระมี วิริยะอุปปะปาระมี ขันติอุปปะปาระมี สัจจะอุปปะปาระมี อธิษฐานะอุปปะปาระมี เมตตาอุปปะปาระมี อุเบกขาอุปปะปาระมี***
***ทานะปะระมัตถะปาระมี สีละปะระมัตถะปาระมี เนกขัมมะปะระมัตถะปาระมี ปัญญาปะระมัตถะปาระมี วิริยะปะระมัตถะปาระมี ขันติปะระมัตถะปาระมี สัจจะปะระมัตถะปาระมี อธิษฐานะปะระมัตถะปาระมี เมตตาปะระมัตถะปาระมี อุเบกขาปะระมัตถะปาระมี***

***อานิสงค์การสวดบารมี 30 ทัศ***
      ดับทุกข์ภิกขภัย  ข้าวยากหมากแพง   ป้องกันทุกข์ภิกขภัย ข้าวยากหมากแพง  ทำให้เจริญรุ่งเรื่องในทุกๆ
ด้านในสิ่งที่ดีที่งาม

คาถาโพธิสัตว์

อ.กฤษฎา อุบาลี                     พิมพ์แจกฟรี

 จากคุณ : ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม [ 22 ก.ค. 2545 / 09:01:05 น. ]
     [ IP Address : 203.146.35.132 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (เป็นงง...)

เจริญสติ-สัมปชัญญะสิครับ อานิสงส์มากมายมหาศาลกว่าการท่องบ่นคาถาอย่างนี้ เพราะพาให้พ้นทุกข์สิ้นเชิงได้ด้วย

 จากคุณ : เป็นงง... [ 22 ก.ค. 2545 / 09:59:29 น. ]
     [ IP Address : 192.168.3.6 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : ( When you know)

ผมว่าไปกันใหญ่แล้วนะ พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนให้สวดอะไร
...ผมเห็นด้วยกับคุณเป็นงง

 จากคุณ : When you know [ 22 ก.ค. 2545 / 11:52:02 น. ]
     [ IP Address : 202.44.2.23 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (สารพัน)

สวดได้ก็เป็นสมาธิ มีอานิสงค์ในตัว ประโยชน์ย่อมมี...
แปลได้ ก็จะเห็นว่ามีสิบช่องสามระดับ ขาดตรงไหนก็เติบ...
ทำแล้วมีสมาธิก็รู้ว่ามีสมาธิ แม้นฟุ้งไม่มีสมาธิก็รู้อยู่...
สติจะหายไปไหน ที่ฝึกเพื่อที่จะให้รู้ตัวตลอดเวลามิใช่หรือ...

 จากคุณ : สารพัน [ 22 ก.ค. 2545 / 13:59:30 น. ]
     [ IP Address : 203.170.186.31 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (เป็นงง...)

สติก็หายไปตอนที่ลืมตัว สำคัญตนว่าได้สวดคาถามหาวิเศษ จะพาให้ตนเองพ้นวิบัติ น่ะสิครับท่าน

ผมมิได้บอกว่า การสวดมนต์ ไม่เกิดประโยชน์นะครับ เพราะยังช่วยให้ผู้ที่อินทรีย์ยังอ่อน ยังมีที่ให้พึ่ง เพียงแต่ไม่ควรจะหยุดอยู่แค่นั้น แต่ควรจะก้าวไปให้มากกว่านั้น คือรู้เท่าทัน รู้ในประโยชน์อันอื่นที่ยิ่งๆขึ้นไป

 จากคุณ : เป็นงง... [ 22 ก.ค. 2545 / 15:21:17 น. ]
     [ IP Address : 192.168.3.6 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (เพื่อนธรรมในกระดาน)

***อานิสงค์การสวดบารมี 30 ทัศ***
ดับทุกข์ภิกขภัย  ข้าวยากหมากแพง   ป้องกันทุกข์ภิกขภัย ข้าวยากหมากแพง 
ทำให้เจริญรุ่งเรืองในทุกๆ ด้านในสิ่งที่ดีที่งาม


เมื่อรู้ ก็ไม่แปลกอะไร
แต่ผู้ไม่รู้ จะเป็นการก่ออกุศลกรรมหรือเปล่าครับ
เพราะเดี๋ยวจะเห็นเป็นเรื่องพิเศษพิศดารไป ...

บางครั้งยาพิษ ถูกใช้ล้างพิษของผู้ที่ถูกพิษ
แต่ยาพิษก็เป็นอันตรายแก่ผู้ไม่ถูกพิษ

 จากคุณ : เพื่อนธรรมในกระดาน [ 22 ก.ค. 2545 / 15:48:56 น. ]
     [ IP Address : 203.145.2.82 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (nothing)

สวดเพื่อให้จิตสงบเป็นสามาธิ   อันนี้พอฟังได้...แต่ถ้าสวด  "เพื่อดับทุกข์ภิกขภัย  ข้าวยากหมากแพง   ป้องกันทุกข์ภิกขภัย ข้าวยากหมากแพง  ทำให้เจริญรุ่งเรื่องในทุกๆด้านในสิ่งที่ดีที่งาม"  อันนี้ออกจะเว่อไปหน่อย...

 จากคุณ : nothing [ 22 ก.ค. 2545 / 19:20:45 น. ]
     [ IP Address : 203.113.60.11 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (...)

เออ ชั่งเขาเถอะ สติอยู่ตัวดีกว่า ส่งออกนอกๆ อย่าเห็นความไม่ดีของคนอื่น
ให้เห็นความไม่ดีของตัวเราเอง แล้ว กลับมาแก้ไข
ออกไปๆ อยู่เรื่อย แล้ว เมื่อไหร่ มันจะมีเวลาพิจารณาตัวเอง

 จากคุณ : ... [ 22 ก.ค. 2545 / 23:23:59 น. ]
     [ IP Address : 202.133.160.63 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (ผู้น้อย)

-  ขอเรียนถามท่านผู้รู้ โปรดอธิบายความหมายของคำว่า "บารมี" "อุปบารมี" "ปรมัตถบารมี" ว่าเป็นอย่างไร ต่างกันอย่างไร
-  "เนกขัมมะบารมี" มีความหมายว่าอย่างไรครับ
กระผมเข้าใจว่าพระคาถานี้ ถ้าแปลได้เข้าใจ นำไปปฏิบัติ ก็น่าจะใช้ได้ผลตามสรรพคุณที่กล่าวไว้

 จากคุณ : ผู้น้อย [ 23 ก.ค. 2545 / 10:36:27 น. ]
     [ IP Address : 203.145.15.166 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (เพื่อนธรรมในกระดาน)

โดยปกติ คนทั่วๆ ไป จะเห็นจริงในธรรมของพระพุทธองค์
แบบท่านๆ ทั้งหลายในกระดาน ไม่ใช่ของ ง่าย
และสิ่งที่รับได้ง่าย คือสิ่งที่เห็น และเป็นความหวัง
นั่นคือการหา และยึดสิ่งที่ตนเองคิดว่าสามารถดับทุกข์
(มันทุกข์เพราะหาและยึดนี่แหละ พันยุ่ง อีรุงตุงนัง)

โดยยกกระทู้นี้เป็นตัวอย่าง เมื่อคนนั้นๆ เห็นคาถาและ
สรรพคุณ ไม่ต้องลงทุนอะไรมากมายนี่ ก็ท่องไปๆๆ
ส่วนที่ดีนะมีแน่ แต่คิดเหรอครับว่าคนที่ไม่เห็นจริงตาม
นั้นตั้งแต่ต้น จะน้อมนมัสิการมาได้สักเท่าไหร่
โอกาสเข้าไปเกาะเกี่ยวความเห็นผิดเพิ่มขึ้นอีกมากมาย
ทุกข์ทับโถม กิเลสพอกพูน เสียดายเวลาการเป็นมนุษย์

ส่วนไอ้สรรพคุณ นะไม่เห็นเป็นของแปลก ถ้าน้อมใจได้
สวดๆ ท่องๆ หลายๆคนเข้า ก็ลดการแก่งแย่งชิงดี
ยื้อแย่ง สิ่งต่างๆ เข้าเป็นของตน จากจุดเล็กๆ ก็ขยาย
เป็นวงใหญ่ เมื่อลดการแก่งแย่ง การเห็นแก่ตัวก็น้อยลง
การเอื้อเฟื้อก็มากขึ้น สรรพคุณตามที่กล่าวมาข้างต้น
จะไม่สามารถเกิดขึ้นเลยเหรอครับ

เห็นว่าเรื่องมันละเอียดอ่อน กรุณามีความสงสารเผื่อแผ่
บุคคลที่อาจจะเห็นผิดด้วยเถอะครับ เพราะมันก็หนักหนา
สาหัสกันอยู่แล้ว ยิ่งพอกยิ่งพูนยิ่งหนา แล้วจะฝอกกันยังไงไหว

เรื่องของผู้อื่นจะว่าเป็นวิบากก็จริงอยู่ แต่การก่อกรรม
เห็นๆ เพื่อไปเกิดเป็นวิบากกับผู้อื่น เมื่อตัดได้ก็ตัดเถอะครับ
เป็นบารมีของผู้ ระงับ หรือ ดับ กิเลสแก่ผู้นั้นด้วย

เจริญในธรรมครับ

 จากคุณ : เพื่อนธรรมในกระดาน [ 23 ก.ค. 2545 / 10:52:13 น. ]
     [ IP Address : 203.145.2.82 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (ผู้น้อย)

ได้อ่านความคิดเห็นของคุณ "เพื่อนธรรมในกระดาน" ต่อจากความคิดเห็นที่ ๘ ของกระผมไม่ถึงยี่สิบนาที  น่าสนใจครับ

กระผมได้อ่านคาถาที่ว่านี้ แต่ปัญหาคือแปลเข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง เช่น ความหมายของคำว่า"เนกขัมมะ" หรือความหมายของคำว่า "บารมี" "อุปบารมี" "ปรมัตถบารมี" ที่ว่าไว้ในคาถานี้ ก็ถือโอกาสเรียนถามคุณ "เพื่อนธรรมในกระดาน" หรือท่านผู้รู้ท่านใดก็ได้ หากพอจะแนะนำได้ ก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะเคยเห็นคำเหล่านี้ในบทเจริญพระพุทธมนต์ ซึ่งก็ไม่ทราบว่าแปลว่าอะไร

กระผมยังคงเข้าใจว่าท่านผู้เขียนคาถานี้ขึ้น น่าจะมีกุศโลบายในการใช้คาถาที่แยบยลมากไปกว่าการนำไปท่องจำ คือว่าถ้าแปลเข้าใจ หรือเข้าใจความหมายของคาถา นำไปปฏิบัติ (ปฏิบัติในที่นี้ไม่ได้หมายถึงไปท่องบ่น แต่หมายถึงการสร้างบารมีด้วยการบำเพ็ญศีล ทาน มีสัจจะ มีความวิริยะอุตสาหะ ฯลฯ) ก็น่าจะก่อให้เกิดผลได้ตามสรรพคุณที่แสดงไว้

กราบเรียนถามอีกครั้ง และขอขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งครับ

 จากคุณ : ผู้น้อย [ 23 ก.ค. 2545 / 11:56:02 น. ]
     [ IP Address : 203.145.15.190 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (เพื่อนธรรมในกระดาน)

ถ้าต้องการหาความหมายของคำในพุทธศาสตร์
ลองใช้การหาคำศัพท์พร้อมคำแปล ได้จากส่วนบนของกระดานฯ แห่งนี้
(ใต้รูปครับ) เป็นพจนานุกรมพุทธศาสตร์

 จากคุณ : เพื่อนธรรมในกระดาน [ 23 ก.ค. 2545 / 13:07:30 น. ]
     [ IP Address : 203.145.2.82 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (ศิษย์พระป่า)

เนกขัมมบารมี คือการบำเพ็ญบารมีเกี่ยวกับการงดเว้นกามคุณและเรื่องเกี่ยวกับโลกๆ  แปลกันเป็นที่เข้าใจคือการออกบวช  ปลีกตัวปลีกใจออกห่างจากสังคม  เช่นการถือศีล ๘ หรือ การออกบวชเลย
  บารมีแบ่งเป็น ๓ ขั้น
   -ขั้นแรกเป็นบารมีธรรมดา  เช่น เรื่องการให้หรือทาน  ถ้าเป็นทานบารมีคือสละสมบัติที่เป็นวัตถุภายนอกจนหมดตัวเหลือแต่ตัวเปล่าๆ  แม้จะครองสมบัติเป็นพระราชาอยู่ ก็สละหมดเหลือแต่ตัวเปล่า   อันนี้เป็นความสมบูรณ์ของทานบารมีในขั้นแรก,  เพราะเหตุว่าสมบัติสามารถหาใหม่ได้อีก
   -ขั้นอุปบารมีหรือขั้นกลาง เช่นเรื่องการให้ทาน หมายถึงสละอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งขณะที่ยังมีชีวิตอยู่  เช่น ตา  ไต   ปอด ..ฯ ซึ่งเป็นอวัยวะที่ไม่อาจงอกคืนมาอีกแล้ว  แต่ตัวผู้สละยังคงมีชีวิตอยู่  อันนี้ถือเป็นความสมบูรณ์ของอุปบารมี
   -ขั้นปรมัตถบารมี หรือขั้นสูง  เช่นเรื่องการให้ทาน  คือการสละชีวิตกันเลย คือยอมตาย สละร่างกายให้เป็นทานตัวเองก็ตายเลย  เช่นในชาติหนึ่งพระพุทธเจ้าเกิดเป็นพระราชากระโดดลงจากยอดเขาให้เสือกินเพราะสงสารที่เสือตัวนั้นกำลังหิวจะกินลูกตัวเอง
    ในบารมีอื่นๆก็เปรียบเทียบทำนองเดียวกัน   เช่น รักษาศีลเป็น ปรมัตถบารมีก็คือยอมตายก็ไม่ยอมผิดศีล,  หรือวิริยบารมีก็พยายามจนตัวตายไปเลย..ฯ
    ใครอยากเป็นพระพุทธเจ้าต้องสร้างสะสมบารมีในทุกระดับเหล่านี้มากมายนับชาติไม่ถ้วน

 จากคุณ : ศิษย์พระป่า [ 23 ก.ค. 2545 / 13:48:33 น. ]
     [ IP Address : 216.218.84.197 ]


 ความคิดเห็นที่ 13 : (ความคิดส่วนตัวครับ)

***อานิสงค์การสวดบารมี 30 ทัศ***
      ดับทุกข์ภิกขภัย  ข้าวยากหมากแพง   ป้องกันทุกข์ภิกขภัย ข้าวยากหมากแพง  ทำให้เจริญรุ่งเรื่องในทุกๆ ด้านในสิ่งที่ดีที่งาม

การสวดมนต์เป็นการระลึกถึงบารมี 10 ของพระพุทธองค์ที่ทรงกระทำมา ทั้งในเบื้องต้น เบื้องกลาง และสูงสุด
การระลึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นพุทธานุสสติ พึ่งนอบใจระลึกถึงความดีพระบารมีที่พระองค์กระทำไว้แล้ว
ตามที่เขาสรุปย่อ รวมเป็น 10 ประการ การสวดมนต์จึงมีผล ผลคือเกิดความสงบแห่งใจ ผลแห่งการพิจารณาตามบารมี10 เกิดปัญญา

ผู้ใดสักแต่สวดมนต์ด้วยมีกิเลสความต้องการอยากได้โน้นนี้ จึงเป็นผลได้ไม่มากนัก แต่อย่างน้อยหากท่านพึ่งระลึกว่าพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งของท่านในยามยากของท่าน คงเป็นบุญเป็นความดีของท่านบ้าง
ที่นี้การสวดมนต์ด้วยใจเคารพ ก็ถ้ามีปัญญาแปลได้ก็แปลครับจะได้เข้าใจว่าเราสวดท่องอะไร
แต่ถ้าแปลไม่ได้ไม่รู้ก็สวดด้วยความเคารพว่า สิ่งนี้ เป็นการบูชาพระเท่านี้ก็คงเพียงพอ เคารพสะแล้วนี้ครับ จะให้แปลว่าอะไรบ้างท่านไม่สนใจหรอก
ต่างคนต่างมีวิถีการคิด การทำ วิธีทางการเข้าถึงความดีจึงไม่เหมือนกัน อุบายวิธีก็ต่างกัน วิธีเชื่อมโยงเข้าสู่ธรรมก็ต่างกัน   ไม่เหมือนกันทุกคนหรอกครับ คนทุกคนสักวันก็คงพ้นทุกข์ ตามวิถีทางของเขา เราเองต่างหากต้องเดินต่อไป แนะนำกันในฝ่ายดีของตนเองออกมาได้ ถ้าเขารับเอาดีที่เรามีได้เขาก็รับ เขารับไม่ได้ ก็เฉยสิครับ ไม่ใช่แย่งกันดี ว่าแบบฉันนี้ดี แบบเธอไม่ดี แบบฉันดีกว่า แบบเธอดีน้อย มันดีคนล่ะอย่างกันนะครับ

 จากคุณ : ความคิดส่วนตัวครับ [ 23 ก.ค. 2545 / 22:28:09 น. ]
     [ IP Address : 202.133.162.30 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!