เนื้อความ :
การที่ผมนำประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเองในช่วงตั้งแต่กลับมาจากวัดป่าสุคะโต ประมาณปลายตุลา 43 จนถึงปัจจุบันนี้ มาเล่าสู่กันฟัง มิได้เป็นไปเพื่อแสดงความเก่งกาจ หรือความสามารถ หรือประจานตนเอง หรือให้ได้รับสรรเสริญเยินยอใดๆทั้งสิ้น บางสิ่งบางอย่างเป็นสิ่งที่ไม่สมควรนำมาเปิดเผยด้วยซ้ำไป เพียงแต่ตั้งใจว่าจะขอใช้ตนเองเป็นอุปกรณ์พระธรรม สิ่งใดๆที่เกิดขึ้นกับตัวเรา ถ้าเราไม่พูด ไม่เล่า ก็จะไม่มีใครที่ล่วงรู้ได้ดีเท่ากับเรา อาจพอมีประโยนช์บ้างสำหรับผู้ใหม่ สำหรับผู้รู้แล้ว-รู้จักความรู้สึกตัวอย่างแท้จริงแล้ว-เห็นความคิด-เห็นอารมณ์อย่างชัดเจน โดยไม่เปรอะเปื้อนแล้ว ขอให้ท่านเจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไปด้วยครับ ผมกลับจากป่าวัดป่าสุคะโตด้วยความมั่นอกมั่นใจ ในสิ่งที่ตนเองได้เห็น ได้รู้ ได้เข้าใจ มีความอยากจะพูด อยากจะบอกแก่ผู้ที่เราคุ้นเคย อยากชวนให้เขามาทำมาสัมผัสดูว่าเป็นอย่างไร มันช่วยให้ออกจากความคิดได้ ออกจากความโกรธได้ และทุกข์น้อยลงได้แต่ก็คุยเฉพาะคนที่เขาสนใจ ไม่ถึงกับพูดไม่หยุด หรือพูดไม่เลือกที่ เลือกเวลา เพราะครูบาอาจารย์ให้ระวังอารมณ์วิปัสสนูมันจะเอาไปกินเสีย เดือน พ.ย 43 สมัครเข้าทำงานเป็นลูกจ้างชั่วคราว ร.พ.สิงห์บุรี ตำแหน่งแพทย์ศัลยกรรม เงินเดือน 10,600 บาท ในเวลาราชการแล้ว นอกเวลาต้องอยู่เวรตรวจผู้ป่วยนอก ฉุกเฉิน รับปรึกษาผู้ป่วยที่ต้องผ่าตัดด่วน อยู่เวรชันสูตรศพ รวมๆรายได้ประมาณ 30,000 บาทต่อเดือน ตอนหลังไปทำงานที่รพ.เอกชนเก่าที่เคยอยู่ เฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ ที่ 2 กับ 4 ของเดือน ในช่วงทำงานเมื่อมีเวลาว่างผมจะเดินจงกรม เท่าที่พอจะทำได้ และให้พยายามรูสึกไปกับการทำงาน ก็รู้ว่ารู้ๆ หลุดๆ หลงๆ เข้าไปอยู่ในอารมณ์บ้าง ออกมาอยู่กับความรู้สึกตัวบ้าง ทุกข์แบบเก่าน้อยลงชัดเจน เมื่อมีโอกาสก็จะพูดคุยเรื่องธรรมะ เรื่องชีวิตจิตใจ ชวนคนมาปฏิบัติ แม้แต่คนไข้ หากใครสนใจก็จัดหาหนังสือของครูบาอาจารย์ที่มีมาให้อ่าน มีวีดีโอ ของอาจารย์ กำพล ก็เอาไปให้ดู โดยใช้เครื่องของผมเอง นอกเวลาราชการ ผมได้เดินจงกรม สร้างจังหวะน้อยมาก ทำตัวเหมือนปกติ ทานข้าววันละ 3-4มื้อ ทำหน้าที่พ่อของลูกสาว 2คน ๆโตอายุ ประมาณ 6 ขวบ คนเล็ก ประมาณขวบกว่าๆ ทำหน้าที่ของสามีตามปกติ ผมจะแยกมานอนห้องพระเป็นส่วนใหญ่ตอนนั้อารมณ์ทางเพศมีเหมือนปกติ ก็พยายามยับยั้ง อดกลั้น กดข่ม เท่าที่จะจำเป็น แต่คำว่าจำเป็นนี้ก็เป็นความเห็นพ้องของใจ(กิเลส)ด้วยนะครับ ตอนก่อนทำก็อยาก พอทำเสร็จก็ทุกข์ เพราะความมั่นของผมในการปฏิบัติธรรมนั้น คือทำลายอาสวะกิเลสให้หมดสิ้นไป ไม่ต้องมาทุกข์ เวียนตาย เวียนเกิดอีก ก็ตำหนิตัวเองว่า ครั้นเมื่อเรามาเสพกามอยู่อย่างนี้ เมื่อไหร่จะไปถึงจุดนั้น ว่าจะตัดใจไม่ทำอีก ครั้นถึงเวลากิเลสมันก็มาทำหน้าที่ของเขาอย่างซื่อสัยต์ ผมเองเป็นฝ่ายขอทำ ด้วยการคิดเข้าข้างตัวเองว่าจะได้ทำหน้าที่ของสามีที่ดี ในขณะที่ทำ ก็พยายามรู้สึกตัวไปด้วย และไม่ให้หลุดไปกับกามารมณ์จนสุดกู่เหมือนเมื่อก่อน ( เราเท่านั้นที่จะรู้ว่ามันต่างเก่าอย่างไร) ตรงนี้จึงอยากจะฝากนักปฏิบัติธรรมตัวจริง ที่ยังไม่แต่งงาน( มีภรรยา ) หากท่านตั้งใจจะปฏิบัติเพื่อการเข้าถึงคุณธรรมเบื้องสูง อย่างไม่ลำบากนัก ก็อย่าได้มีภรรยา สามีเลยครับ เราเสพอารมณ์อย่างไม่รู้ตัว แลัวมันตามเล่นงานเราไม่เลิกหรอกครับ งานเราจะง่ายขึ้น ถ้าเราไม่ได้สั่งสมอกุศลแบบนั้นไว้ ก็เป็นอย่างนี้เรื่อยมา จนกระทั่งปลายปี 43 ได้มีโอกาสไปปฏิบัติยาว ประมาณ 7 วัน ที่พุทธมณฑล เมื่อครบกำหนด ผมรู้สึกได้ถึงความแตกต่างของความรู้สึกตัวที่เปลี่ยนไป อย่างชัดเจน ผมมาทบทวนดูแล้วจึงพบว่า ผมโง่และประมาทมากที่ปล่อยให้เวลาล่วงเลยไป กว่า 2 เดือน มั่นใจว่าตัวเองรู้ธรรม เข้าใจธรรม ซึ่งมันก็ถูก แต่....มันยังไม่เป็น มันยังไม่ขาด เหมือนรู้วีธีแต่ยังแก้ไขไม่เสร็จ เหมือนตีงูหลังหัก งูมันก็แว้งมากัดได้อีก การอาศัยกำหนดรู้ไปกับการ กับงานนั้น ผมบอกได้เลยว่าไม่เพียงพอหรอกครับ ผมพบว่าช่วงเวลา 7 วันที่ได้อยู่กับตัวเอง อยู่กับกายเคลื่อนไหวที่สร้างขึ้น รวมทั้งทีมีอยู่เอง อย่างต่อเนื่องนั้นมีประโยชน์มาก เหมือนการ upgrade เลยก็ว่าได้ ต้นปี 2544 ถึง มิ.ย 44 ผมมีความเพียรมากขึ้น ในเวลาราชการ ผมเคยไปช่วยตรวจที่ห้องฉุกเฉินเมื่อผมว่าง ผมจะไม่ไป ทำเฉพาะงานของเราจริงๆ ผมจะมาเดินจงกรม ยกมือสร้างจังหวะ นั่งหลับตา -ลืมตา จับความรู้สึกที่ลมหายใจเข้า - ออก นอกเวลา 3 ทุ่มผมจะเข้านอน ตื่นประมาณตี 4 มาเดินจงกรมที่ลานจอดรถใกล้บ้านพัก ยุงก็เยอะ ก็อดทนเอา ถ้าต้องผ่าตัดดึก หรืออยู่เวรงานนี้ก็งดไป บางเห็นชอบตามกิเลส นอนเล่นไปจนสว่างก็มี ( ตอนนั้นผมยังไม่ได้ไปช่วยงานที่พุทธมณฑล) ยิ่งทำยิ่งเห็นกิเลสชัดขึ้น ทุกข์ยิ่งมากขึ้นเพราะกิเลสไม่ลดซักที มันเหมือนคนว่ายน้ำไม่เก่ง พอพยุงตัวเอาไว้ได้ แต่เวลามีคลื่อนลูกใหญ่ๆก็สำลักน้ำไปหลายอึกกว่าคลื่นจะสร่างซา คลื่นลูกเล็กๆ ก็พอสู้ได้ แต่รู้ตัวว่ายังไม่พ้น ยิ่งทุกข์ใจมาก จะทำอย่างไรดี ปลายเดือนเม.ย 44 ตั้งใจเจตนางดเว้นการเสพกามจากการมีเพศสัมพันธ์ ต้องต่อสู้ กดข่มกามารมณ์ ที่เกิดขึ้นอย่างมาก ภรรยาก็ถามว่าจะมานอนห้องนี้อีกใหม (ผมคงต้องขอโทษเธอ มา ณ ที่นี้ด้วยครับ ) ก็ได้แต่อือๆ หลังจากนั้น พ.ค - มิ.ย 44 คิดว่าถ้าปล่อยให้เป้นไปแบบนี้ต้องแย่แน่ๆ เหมือนคนติดอะไรอยู่ครึ่งตัว จะเลิกปฏิบัติกลับไปเหมือนเดิมก็ไม่ได้เพราะใจมันรับสภาพเก่าๆไม่ได้ จะทำไปอย่างนี้ก็เหนื่อยมากที่ต้องต่อสู้กับกิเลส ไม่เห็นวี่แววว่ามันจะพ้นหรือยัง อึดอัดใจมาก สุดท้ายตกลงใจว่าขอไปปฏิบัติยาวๆดูซักช่วง ก็กะไว้ 3 ปี อยากจะพิสูจน์คำท้าทายของหลวงพ่อเทียน ภรรยาก็ไม่เห็นด้วยแต่ก็ค้านไม่ได้ ผมบอกว่าผมขอ เมื่อกลับมาแล้ว ผมจะไม่ขออะไรอีก จะไม่ไปใหนอีก เดือน ก.ค 44 ผมก็ลาออกจาก ร.พ.สิงห์บุรีสมใจนึก { บทสรุปที่ผมได้กับตัวผมในช่วงนี้ มีหลายอย่าง เช่น มีคนที่สนใจธรรมะจริงมีน้อยมาก ในจำนวนที่น้อยมากนี้มีอยู่น้อยมากที่จะตั้งใจปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้น ไปจากกิเลสทุกข์ การสอนธรรมที่ไม่เลือกบุคคลนับว่าเปล่าประโยชน์ เมื่อก่อนจะแนะนำไม่เลือก(ถ้ามีโอกาส) ต่อมาผมจึงเลือกที่จะพูด ทำนองให้อาหารกับผู้ที่หิว อย่าไปให้อาหารแก่ผู้ที่ต้องการเสื้อผ้า ประโยชน์น้อยครับ และอีกอย่างคือ ระบบราชการ หรือเอกชนก็ตามที่เราไม่สามารถหาเวลาเป็นของตัวเราเองได้นั้นจะไม่เอื้อต่อการปฏิบัติธรรมเพื่อให้ถึงมรรค-ผล (จริงๆมันคงทุกกรณีที่ผูกมัดเรา งานที่ต้องใช้ความคิดมากๆ ยิ่งเป็นอุปสรรคมาก โดเฉพาะผู้ใหม่ และยังทำไม่เป็น) } ผมตั้งใจว่าจะไปปฏิบัติอย่างจริงๆจังๆ แต่ลาออกเข้าจริงๆก็ยังไม่ได้ทำอย่างที่ตั้งใจเอาใว้ในทันทีที่ลาออก เพราะช่วงนั้นร.พ.เอกชนที่เคยอยู่หมอๆพร้อมใจกันลาออกหมด เหลือผู้อำนวยการอยู่คนเดียว แกก็โทรมาตามว่าให้ไปช่วยกันก่อนไม่อย่างนั้น จะอยู่กันลำบากมากหาคนได้เมื่อไหร่จะไปก็ค่อยว่ากัน ผมก็มาทบทวนว่าถ้าร.พ.อยู่ไม่ได้ เจ้าหน้าที่อีก 70-80 ชีวิต(ครอบครัว)ก็ต้องลำบาก และอีกอย่างก็คิดว่าถ้าหาเงินเป็นก้อนตุนไว้ช่วงไม่อยู่ก็ดี อีกเรื่องหนึ่งก็คือน้องสาวภรรยา เมื่อเธอรู้ว่าผมลาออกจะไปอยู่วัดอีก ตั้ง 3 ปี ้เธอก็โทรมาต่อว่าหาว่าผมเห็นแก่ตัว ต่างๆนาๆ เราก็ฟัง พยายามอธิบายในสิ่งที่เรากำลังทำ อารมณ์ตอนก็ยังหวั่นไหวไปกับคำพูดของเธอ เวลาเธอร้องไห้ เราก็น้ำตาซึมๆตามไปด้วย เวลาเธอพูดด้วยถ้อยคำแรงๆ ก็มีอารมณ์ ไม่พอใจเกิดขึ้น แต่..ความตั้งใจไม่เคยเปลี่ยน เพียงแต่มาคิดว่าตอนนี้ลมมันแรง เราถอยมาก้าวหนึ่งจะดีกว่า นี้เลเป็นสาเหตุให้ตัองย้ายที่ทำงานมาอยู่ ร.พ.เอกชนที่เคยทำอีกครั้ง แต่คราวนี้มันต่างเก่าจริงๆครับ โปรดติดตาม ตอนต่อไป....
|