ประสบการณ์การเจริญสติตามแนวทางหลวงพ่อเทียน จิต.ตสุโภ ภาค 2
 เนื้อความ :

        การที่ผมนำประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเองในช่วงตั้งแต่กลับมาจากวัดป่าสุคะโต  ประมาณปลายตุลา  43  จนถึงปัจจุบันนี้  มาเล่าสู่กันฟัง  มิได้เป็นไปเพื่อแสดงความเก่งกาจ  หรือความสามารถ  หรือประจานตนเอง  หรือให้ได้รับสรรเสริญเยินยอใดๆทั้งสิ้น  บางสิ่งบางอย่างเป็นสิ่งที่ไม่สมควรนำมาเปิดเผยด้วยซ้ำไป    เพียงแต่ตั้งใจว่าจะขอใช้ตนเองเป็นอุปกรณ์พระธรรม   สิ่งใดๆที่เกิดขึ้นกับตัวเรา   ถ้าเราไม่พูด  ไม่เล่า  ก็จะไม่มีใครที่ล่วงรู้ได้ดีเท่ากับเรา    อาจพอมีประโยนช์บ้างสำหรับผู้ใหม่   สำหรับผู้รู้แล้ว-รู้จักความรู้สึกตัวอย่างแท้จริงแล้ว-เห็นความคิด-เห็นอารมณ์อย่างชัดเจน   โดยไม่เปรอะเปื้อนแล้ว  ขอให้ท่านเจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไปด้วยครับ
           ผมกลับจากป่าวัดป่าสุคะโตด้วยความมั่นอกมั่นใจ   ในสิ่งที่ตนเองได้เห็น   ได้รู้   ได้เข้าใจ   มีความอยากจะพูด  อยากจะบอกแก่ผู้ที่เราคุ้นเคย  อยากชวนให้เขามาทำมาสัมผัสดูว่าเป็นอย่างไร  มันช่วยให้ออกจากความคิดได้  ออกจากความโกรธได้    และทุกข์น้อยลงได้แต่ก็คุยเฉพาะคนที่เขาสนใจ  ไม่ถึงกับพูดไม่หยุด  หรือพูดไม่เลือกที่  เลือกเวลา    เพราะครูบาอาจารย์ให้ระวังอารมณ์วิปัสสนูมันจะเอาไปกินเสีย
         เดือน  พ.ย  43  สมัครเข้าทำงานเป็นลูกจ้างชั่วคราว  ร.พ.สิงห์บุรี   ตำแหน่งแพทย์ศัลยกรรม  เงินเดือน  10,600  บาท  ในเวลาราชการแล้ว  นอกเวลาต้องอยู่เวรตรวจผู้ป่วยนอก ฉุกเฉิน   รับปรึกษาผู้ป่วยที่ต้องผ่าตัดด่วน   อยู่เวรชันสูตรศพ  รวมๆรายได้ประมาณ  30,000  บาทต่อเดือน   ตอนหลังไปทำงานที่รพ.เอกชนเก่าที่เคยอยู่    เฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์  ที่  2  กับ  4  ของเดือน   ในช่วงทำงานเมื่อมีเวลาว่างผมจะเดินจงกรม  เท่าที่พอจะทำได้  และให้พยายามรูสึกไปกับการทำงาน    ก็รู้ว่ารู้ๆ  หลุดๆ  หลงๆ   เข้าไปอยู่ในอารมณ์บ้าง  ออกมาอยู่กับความรู้สึกตัวบ้าง   ทุกข์แบบเก่าน้อยลงชัดเจน  เมื่อมีโอกาสก็จะพูดคุยเรื่องธรรมะ   เรื่องชีวิตจิตใจ  ชวนคนมาปฏิบัติ  แม้แต่คนไข้  หากใครสนใจก็จัดหาหนังสือของครูบาอาจารย์ที่มีมาให้อ่าน    มีวีดีโอ  ของอาจารย์ กำพล  ก็เอาไปให้ดู  โดยใช้เครื่องของผมเอง       นอกเวลาราชการ    ผมได้เดินจงกรม   สร้างจังหวะน้อยมาก  ทำตัวเหมือนปกติ  ทานข้าววันละ  3-4มื้อ    ทำหน้าที่พ่อของลูกสาว  2คน ๆโตอายุ  ประมาณ  6  ขวบ   คนเล็ก  ประมาณขวบกว่าๆ  ทำหน้าที่ของสามีตามปกติ   ผมจะแยกมานอนห้องพระเป็นส่วนใหญ่ตอนนั้อารมณ์ทางเพศมีเหมือนปกติ  ก็พยายามยับยั้ง   อดกลั้น  กดข่ม  เท่าที่จะจำเป็น  แต่คำว่าจำเป็นนี้ก็เป็นความเห็นพ้องของใจ(กิเลส)ด้วยนะครับ   ตอนก่อนทำก็อยาก   พอทำเสร็จก็ทุกข์    เพราะความมั่นของผมในการปฏิบัติธรรมนั้น  คือทำลายอาสวะกิเลสให้หมดสิ้นไป  ไม่ต้องมาทุกข์  เวียนตาย  เวียนเกิดอีก    ก็ตำหนิตัวเองว่า   ครั้นเมื่อเรามาเสพกามอยู่อย่างนี้    เมื่อไหร่จะไปถึงจุดนั้น    ว่าจะตัดใจไม่ทำอีก ครั้นถึงเวลากิเลสมันก็มาทำหน้าที่ของเขาอย่างซื่อสัยต์     ผมเองเป็นฝ่ายขอทำ  ด้วยการคิดเข้าข้างตัวเองว่าจะได้ทำหน้าที่ของสามีที่ดี   ในขณะที่ทำ ก็พยายามรู้สึกตัวไปด้วย  และไม่ให้หลุดไปกับกามารมณ์จนสุดกู่เหมือนเมื่อก่อน  ( เราเท่านั้นที่จะรู้ว่ามันต่างเก่าอย่างไร)   ตรงนี้จึงอยากจะฝากนักปฏิบัติธรรมตัวจริง  ที่ยังไม่แต่งงาน( มีภรรยา ) หากท่านตั้งใจจะปฏิบัติเพื่อการเข้าถึงคุณธรรมเบื้องสูง  อย่างไม่ลำบากนัก   ก็อย่าได้มีภรรยา  สามีเลยครับ  เราเสพอารมณ์อย่างไม่รู้ตัว   แลัวมันตามเล่นงานเราไม่เลิกหรอกครับ   งานเราจะง่ายขึ้น  ถ้าเราไม่ได้สั่งสมอกุศลแบบนั้นไว้     
         ก็เป็นอย่างนี้เรื่อยมา   จนกระทั่งปลายปี  43  ได้มีโอกาสไปปฏิบัติยาว  ประมาณ  7  วัน  ที่พุทธมณฑล    เมื่อครบกำหนด  ผมรู้สึกได้ถึงความแตกต่างของความรู้สึกตัวที่เปลี่ยนไป อย่างชัดเจน    ผมมาทบทวนดูแล้วจึงพบว่า   ผมโง่และประมาทมากที่ปล่อยให้เวลาล่วงเลยไป  กว่า  2  เดือน   มั่นใจว่าตัวเองรู้ธรรม  เข้าใจธรรม  ซึ่งมันก็ถูก  แต่....มันยังไม่เป็น   มันยังไม่ขาด  เหมือนรู้วีธีแต่ยังแก้ไขไม่เสร็จ   เหมือนตีงูหลังหัก  งูมันก็แว้งมากัดได้อีก     การอาศัยกำหนดรู้ไปกับการ  กับงานนั้น  ผมบอกได้เลยว่าไม่เพียงพอหรอกครับ     ผมพบว่าช่วงเวลา   7  วันที่ได้อยู่กับตัวเอง   อยู่กับกายเคลื่อนไหวที่สร้างขึ้น  รวมทั้งทีมีอยู่เอง   อย่างต่อเนื่องนั้นมีประโยชน์มาก   เหมือนการ  upgrade  เลยก็ว่าได้
       ต้นปี  2544   ถึง   มิ.ย  44   ผมมีความเพียรมากขึ้น    ในเวลาราชการ ผมเคยไปช่วยตรวจที่ห้องฉุกเฉินเมื่อผมว่าง  ผมจะไม่ไป   ทำเฉพาะงานของเราจริงๆ    ผมจะมาเดินจงกรม   ยกมือสร้างจังหวะ  นั่งหลับตา -ลืมตา  จับความรู้สึกที่ลมหายใจเข้า - ออก     นอกเวลา  3  ทุ่มผมจะเข้านอน  ตื่นประมาณตี  4  มาเดินจงกรมที่ลานจอดรถใกล้บ้านพัก  ยุงก็เยอะ  ก็อดทนเอา    ถ้าต้องผ่าตัดดึก  หรืออยู่เวรงานนี้ก็งดไป   บางเห็นชอบตามกิเลส นอนเล่นไปจนสว่างก็มี   ( ตอนนั้นผมยังไม่ได้ไปช่วยงานที่พุทธมณฑล)   ยิ่งทำยิ่งเห็นกิเลสชัดขึ้น  ทุกข์ยิ่งมากขึ้นเพราะกิเลสไม่ลดซักที      มันเหมือนคนว่ายน้ำไม่เก่ง  พอพยุงตัวเอาไว้ได้   แต่เวลามีคลื่อนลูกใหญ่ๆก็สำลักน้ำไปหลายอึกกว่าคลื่นจะสร่างซา  คลื่นลูกเล็กๆ ก็พอสู้ได้    แต่รู้ตัวว่ายังไม่พ้น    ยิ่งทุกข์ใจมาก  จะทำอย่างไรดี     ปลายเดือนเม.ย  44 ตั้งใจเจตนางดเว้นการเสพกามจากการมีเพศสัมพันธ์  ต้องต่อสู้  กดข่มกามารมณ์  ที่เกิดขึ้นอย่างมาก   ภรรยาก็ถามว่าจะมานอนห้องนี้อีกใหม (ผมคงต้องขอโทษเธอ   มา ณ ที่นี้ด้วยครับ )  ก็ได้แต่อือๆ  
         หลังจากนั้น  พ.ค  -  มิ.ย  44  คิดว่าถ้าปล่อยให้เป้นไปแบบนี้ต้องแย่แน่ๆ  เหมือนคนติดอะไรอยู่ครึ่งตัว   จะเลิกปฏิบัติกลับไปเหมือนเดิมก็ไม่ได้เพราะใจมันรับสภาพเก่าๆไม่ได้    จะทำไปอย่างนี้ก็เหนื่อยมากที่ต้องต่อสู้กับกิเลส   ไม่เห็นวี่แววว่ามันจะพ้นหรือยัง   อึดอัดใจมาก    สุดท้ายตกลงใจว่าขอไปปฏิบัติยาวๆดูซักช่วง   ก็กะไว้  3  ปี   อยากจะพิสูจน์คำท้าทายของหลวงพ่อเทียน   ภรรยาก็ไม่เห็นด้วยแต่ก็ค้านไม่ได้  ผมบอกว่าผมขอ    เมื่อกลับมาแล้ว ผมจะไม่ขออะไรอีก  จะไม่ไปใหนอีก    เดือน  ก.ค  44  ผมก็ลาออกจาก  ร.พ.สิงห์บุรีสมใจนึก
   {  บทสรุปที่ผมได้กับตัวผมในช่วงนี้ มีหลายอย่าง  เช่น  มีคนที่สนใจธรรมะจริงมีน้อยมาก  ในจำนวนที่น้อยมากนี้มีอยู่น้อยมากที่จะตั้งใจปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้น  ไปจากกิเลสทุกข์    การสอนธรรมที่ไม่เลือกบุคคลนับว่าเปล่าประโยชน์   เมื่อก่อนจะแนะนำไม่เลือก(ถ้ามีโอกาส)  ต่อมาผมจึงเลือกที่จะพูด  ทำนองให้อาหารกับผู้ที่หิว   อย่าไปให้อาหารแก่ผู้ที่ต้องการเสื้อผ้า  ประโยชน์น้อยครับ     และอีกอย่างคือ  ระบบราชการ  หรือเอกชนก็ตามที่เราไม่สามารถหาเวลาเป็นของตัวเราเองได้นั้นจะไม่เอื้อต่อการปฏิบัติธรรมเพื่อให้ถึงมรรค-ผล   (จริงๆมันคงทุกกรณีที่ผูกมัดเรา  งานที่ต้องใช้ความคิดมากๆ  ยิ่งเป็นอุปสรรคมาก   โดเฉพาะผู้ใหม่  และยังทำไม่เป็น)   }
            ผมตั้งใจว่าจะไปปฏิบัติอย่างจริงๆจังๆ  แต่ลาออกเข้าจริงๆก็ยังไม่ได้ทำอย่างที่ตั้งใจเอาใว้ในทันทีที่ลาออก   เพราะช่วงนั้นร.พ.เอกชนที่เคยอยู่หมอๆพร้อมใจกันลาออกหมด  เหลือผู้อำนวยการอยู่คนเดียว   แกก็โทรมาตามว่าให้ไปช่วยกันก่อนไม่อย่างนั้น  จะอยู่กันลำบากมากหาคนได้เมื่อไหร่จะไปก็ค่อยว่ากัน   ผมก็มาทบทวนว่าถ้าร.พ.อยู่ไม่ได้  เจ้าหน้าที่อีก   70-80  ชีวิต(ครอบครัว)ก็ต้องลำบาก   และอีกอย่างก็คิดว่าถ้าหาเงินเป็นก้อนตุนไว้ช่วงไม่อยู่ก็ดี       อีกเรื่องหนึ่งก็คือน้องสาวภรรยา  เมื่อเธอรู้ว่าผมลาออกจะไปอยู่วัดอีก  ตั้ง  3  ปี  ้เธอก็โทรมาต่อว่าหาว่าผมเห็นแก่ตัว   ต่างๆนาๆ  เราก็ฟัง  พยายามอธิบายในสิ่งที่เรากำลังทำ   อารมณ์ตอนก็ยังหวั่นไหวไปกับคำพูดของเธอ  เวลาเธอร้องไห้  เราก็น้ำตาซึมๆตามไปด้วย  เวลาเธอพูดด้วยถ้อยคำแรงๆ  ก็มีอารมณ์  ไม่พอใจเกิดขึ้น   แต่..ความตั้งใจไม่เคยเปลี่ยน   เพียงแต่มาคิดว่าตอนนี้ลมมันแรง  เราถอยมาก้าวหนึ่งจะดีกว่า   นี้เลเป็นสาเหตุให้ตัองย้ายที่ทำงานมาอยู่  ร.พ.เอกชนที่เคยทำอีกครั้ง   แต่คราวนี้มันต่างเก่าจริงๆครับ   โปรดติดตาม  ตอนต่อไป....

 จากคุณ : กำพล2 [ 8 ก.ค. 2545 / 20:10:38 น. ]
     [ IP Address : 203.113.41.135 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (ดังตฤณ)

สาธุครับคุณหมอ

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 8 ก.ค. 2545 / 20:26:27 น. ]
     [ IP Address : 202.133.148.17 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (มะเหมี่ยว)

รออ่านต่อค่ะ _/|\_

 จากคุณ : มะเหมี่ยว [ 8 ก.ค. 2545 / 20:59:15 น. ]
     [ IP Address : 161.200.255.161 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (พบบุญ (pobboon@yahoo.com ))

    ขอบพระคุณที่นำประสบการณ์มาเล่าค่ะ       
     เคยอ่านเรื่องราวของคุณหมอกำพล  รู้สึกว่าคุณหมอยอมสละทุกอย่างเพื่อธรรมมะได้  ประสบการณ์ของคุณหมอ เป็นกำลังใจให้ดิฉันมาก 
    จะรอเก็บเกี่ยวกำลังใจต่อค่ะ

 จากคุณ : พบบุญ (pobboon@yahoo.com ) [ 9 ก.ค. 2545 / 01:23:26 น. ]
     [ IP Address : 203.113.32.13 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (Rad_Onc@hotmail.com)

มีประโยชน์กับผมโดยตรงเลยครับ ขอบคุณครับ
มารอฟังต่อเหมือนกันครับ

 จากคุณ : Rad_Onc@hotmail.com [ 9 ก.ค. 2545 / 03:34:34 น. ]
     [ IP Address : 24.215.38.5 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (บูชา bujadham@hotmail.com)

มาตามอ่านด้วยครับ
ขอบคุณครับ ค.หมอกำพล

 จากคุณ : บูชา bujadham@hotmail.com [ 9 ก.ค. 2545 / 07:38:34 น. ]
     [ IP Address : 203.107.139.140 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (0009)

ตามอ่านเหมือนกันครับ

 จากคุณ : 0009 [ 9 ก.ค. 2545 / 08:17:59 น. ]
     [ IP Address : 202.129.21.14 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (นพ)

เล่าต่อนะครับ

 จากคุณ : นพ [ 9 ก.ค. 2545 / 10:01:43 น. ]
     [ IP Address : 152.163.207.214 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (หนูนา)

อนุโมทนาค่ะ
รอฟังต่อค่ะ

เจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไปค่ะ

 จากคุณ : หนูนา [ 9 ก.ค. 2545 / 10:28:08 น. ]
     [ IP Address : 203.155.229.135 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (at_last)

สาธุครับ  ขนลุก และน้ำตาซึมเลยครับ

 จากคุณ : at_last [ 9 ก.ค. 2545 / 10:37:37 น. ]
     [ IP Address : 203.155.21.163 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (นพ)

คุณดังตฤณเขียนแนะนำให้ทดลองใช้ www.google.com ค้นหาเว๊บไซต์และเอกสารบนเน็ทที่ต้องการ  โดยสามารถพิมพ์คำที่ต้องการหาเป็นภาษาไทย หรืออังกฤษ แล้วกด search    ผมได้ทดลองใช้โปรแกรมค้นหาเว็บและเอกสารที่เกี่ยวเนื่องกับคำสอนเจริญสติและคำสอนแนวหลวงพ่อเทียนแล้วครับ  ปรากกฏว่าได้ผลน่าทึ่งมาก  ต้องขอขอบคุณคุณดังตฤณและแนะนำต่อครับ   คำที่ผมทดลองกดค้นหาแล้วเช่น   
หลวงพ่อเทียน
หลวงพ่อคำเขียน
หลวงปู่ดุลย์
พระธรรมปิฎก
ท่านพุทธทาส
ท่านปัญญานันทะ
เขมานันทะ (หรือ โกวิท เอนกชัย)
พระไพศาล  วิสาโล
เนาวรัตน์  พงษ์ไพบูลย์

พาเพื่อนออกนอกประเด็นของคุณหมอกำพลมาพอควรแล้วครับ  ขอนำกลับเข้าประเด็น    รอคุณหมอเล่าประสบการณ์และแนะนำการปฏิบัติต่อนะครับ  อยากฟังตอนต่อไปว่าจะเป็นประโยชน์กับคุณหมอ  เด็กน้อยสองคนและภรรยาของคุณหมออย่างไรครับ

 จากคุณ : นพ [ 9 ก.ค. 2545 / 12:01:14 น. ]
     [ IP Address : 64.12.96.78 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (mayrin)

อนุโมทนาค่ะ อ่านแล้วมีกำลังใจเพิ่มขึ้นค่ะ

 จากคุณ : mayrin [ 9 ก.ค. 2545 / 13:03:37 น. ]
     [ IP Address : 210.203.176.22 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (dhamma2001)

อนุโมทนาครับ

 จากคุณ : dhamma2001 [ 9 ก.ค. 2545 / 15:09:59 น. ]
     [ IP Address : 202.28.169.165 ]


 ความคิดเห็นที่ 13 : (มะไฟหวาน)

ขออนุโมทนาค่ะ คุณหมอ
รออ่านต่อค่ะ

 จากคุณ : มะไฟหวาน [ 9 ก.ค. 2545 / 15:24:52 น. ]
     [ IP Address : 203.107.142.137 ]


 ความคิดเห็นที่ 14 : (ทองจันทร์)

อนุโมทนาด้วยครับ รออ่านตอนต่อไปครับ

 จากคุณ : ทองจันทร์ [ 9 ก.ค. 2545 / 16:06:38 น. ]
     [ IP Address : 129.103.103.26 ]


 ความคิดเห็นที่ 15 : (minn)

สาธุ..ค่ะ _/|\_  คุณหมอ
รออ่านต่อค่ะ ^_^

 จากคุณ : minn [ 9 ก.ค. 2545 / 17:52:35 น. ]
     [ IP Address : 203.185.77.45 ]


 ความคิดเห็นที่ 16 : (สนใจ)

สาธุครับ ขอบพระคุณมากครับ ที่นำสิ่งดีๆประสบการณ์ดีๆมาถ่ายทอดให้ผมฟังรับรองว่าไม่เสียเปล่าหรอกครับ

 จากคุณ : สนใจ [ 9 ก.ค. 2545 / 18:32:19 น. ]
     [ IP Address : 202.28.38.22 ]


 ความคิดเห็นที่ 17 : (กำพล2)

กำพล2
        ต้องขออภัยนะครับ  หากจะช้าสักหน่อย   เพราะต้องจิ้มดีด
        เมื่อผมมาอยู่รพ.เอกชน  กลับกลายเป็นข้อดี (อีกแบบหนึ่ง)ไปก็คือ  ผมจะทำงานเช้าวันจันทร์-เย็นวันศุกร์   เวลา  8-17  น.   จำนวนคนไข้ไม่มาก(รพ.เข้าโครงการ  30  บาทด้วยครับ)  ในเวลาจะว่างมากพอสมควร  โดยเฉพาะช่วงบ่ายผมสามารถเดินจงกรมได้หลายชม.  บางทีก็นั่งรู้สึกไปกับลมหายใจเข้า –ออก   หลับตา  ลืมตาก็ว่าไป   นอกเวลาตั้งแต่   17-8  น.  ก็ถูกตามไปดูคนไข้ฉุกเฉินน้อยครั้งมาก   ดังนั้นจึงมีเวลาดู  -อยู่กับตัวได้ต่อเนื่อง   เข้านอน  3  ทุ่ม  ตื่น ประมาณตี  3-4  ขึ้นดาดฟ้า  เดินจงกรมเป็นหลัก  ถึงสว่าง  ทำได้เกือบทุกวัน
         ประมาณปลายเดือน  ก.ค.44  ไปปฏิบัติธรรมที่พุทธมณฑล  พบหลวงพ่อคำเขียน  ได้กราบเรียนท่านว่าผมจะขอไปอยู่ปฏิบัติธรรมกับท่านที่สุคะโตอีก  แต่ท่านยังไม่ทันได้กล่าวอะไร  เพราะมีญาติโยมมาหาท่านเสียก่อน    เวลาผ่านไปประมาณ  2  เดือน  ผมรู้สักได้ว่าความรู้สึกตัว – ความคิด  - อารมณ์เปลี่ยนไปจากเดิมมาก  ใจมีความสงบราบเรียบ  เป็นส่วนมาก  มีความหวั่นไหวหรือไหวตัวออกไปพอใจ  ไม่พอใจบ้าง  จำได้ว่าไม่เคยโกรธหรือเข้าไปอยู่ในอารมณ์จนออกอาการทางกาย   ทางวาจาเหมือนก่อน  เพียงแต่ในงานก็มีอะไรที่ไม่เหมาะสม  ไม่พร้อม  ก็กล่าวตำหนิติติงไปตามความเป็นจริงของปัญหา  แต่ก็ยังรู้สึกได้ว่ายังมีความไม่พอใจเป็นแรงผลักอยู่ในการกระทำนั้นๆ   ยังไม่เป็นกลางอย่างแท้จริง  อีกอย่างที่แปลกใจก็คือ  ความรู้สึกต่อผู้บริหาร  โดยเฉพาะรองผอ.  ซึ่งเป็นภรรยาของผอ.นั้นเอง  ครั้งก่อนที่ผมลาออกก็เพราะเธอนี้แหล่ะ  ช่วงนั้นประมาณ  ธ.ค  42  เพราะผมทนพฤติกรรมของเธอไม่ได้  คงไม่ต้องเล่าว่าเป็นอย่างไร   เอาเป็นว่าความที่เราเป็นคนดีที่ติดดี  ชอบเห็นอกเห็นใจคนอื่นไปทั่ว  ที่สำคัญคือไม่รู้เท่าทันจิตใจตัวเอง  ก็เลยทุกข์มาก  อึดอัดขัดใจไปหมด  แค่ได้ยินเสียง  ไม่ต้องถึงขนาดเห็นหน้าหงุดหงิดใจขุ่นมัวขึ้นมาทันที    แต่กลับมาคราวนี้ไม่เหมือนเดิม   ช่วงแรกก็มีอาการบ้างแต่เมื่อรู้ทันก็หายไป  มีแต่ความรู้สึกเฉย(ไม่ใช่เฉยเมยนะครับ)  กับเธอได้อย่าสนิทใจ   พูดคุยที่ออกมาจากใจที่ปกติได้จริงไม่ต้องเสแสร้งกดข่ม   (แต่เธอก็ยังเป็นเธออยู่เหมือนเดิมครับ)  ทำให้นึกถึงคำของหลวงพ่อคำเขียนที่ว่า  “เราห้ามไม่ให้คนอื่นมาด่า  นินทาเราไม่ได้   แต่เราห้ามตัวเราไม่ให้ไปด่า   นินทาคนอื่นได้”    อย่าไปพยายามเปลี่ยนแปลงคนอื่นให้เป็นไปอย่างที่เราต้องการเลยครับ     เหนื่อย …..  และบางทีไม่มีประโยชน์ก็ว่าได้    เปลี่ยนที่ตัวเรา  ใจเราง่ายกว่าเยอะครับ
             ประมาณปลายเดือน  สิงหา  44  ขณะเดินจงกรม ช่วงหัวค่ำ   จิตก็ผุดความรู้ขึ้นมาว่า   อ้อ!   อาการที่จิตมีศีลเป็นอย่างนี้เอง   นึกถึงคำของหลวงพ่อเทียน   หลวงพ่อคำเขียนขึ้นมาจับใจ   ท่านพูดถึงศีลขันธ์   สมาธิขันธ์  ปัญญาขันธ์   ศีลที่เป็นศีลสิกขา  เป็นศีลที่บดย่อยถลุงกิเลส   ไม่ใช่ศีลสังคม   ศีลสมาทาน    อาการที่จิตมีศีลก็คืออาการที่จิตมีความเป็นปกติ    ท่านกล่าวว่าศีลจะปรากฎขึ้นเมื่อกิเลสอย่างหยาบได้จืดจาง   คลาย  เบาบางลงไปแล้ว   กิเลสอย่างหยาบก็คือ   โทสะ  โลภะ  โมหะ    กิเลส  ตัณหา  อุปาทาน   กรรม    แต่ผมยังไม่เข้าใจ  อย่างแจ่มแจ้ง)  ว่าสมาธิขันธ์  ปัญญาขันธ์เป็นอย่างไร   ไม่ใช่ไม่รู้จักนะครับ   รู้ว่าอาการที่จิตตั้งมั่น  เป็นอย่างไร   อาการเข้าไปรู้  และตัดอารมณ์เป็นอย่างไร   แต่มันรู้ไม่นาน   และไม่แนบแน่น  ซาบซึ้ง  ตรึงใจ    ไม่หายไปใหนถ้าเราเห็น  รู้จริง    เราจะเห็นการที่จิตไปรับอารมณ์  อยู่ในความคิด  อารมณ์  แล้วก็กลับมารู้สึกตัวที่ปกติอีกเช่นนี้  จึงได้รู้ว่าจิตจะตั้งมั่นได้ต้องอาศัยหรือทำให้จิตมีศีลเกิดขึ้นก่อน   ดังนั้นจึงยืนยันคำสอนของพระพุทธองค์ได้อย่างเต็มหัวจิตหัวใจ  ว่าศีล   สมาธิ   ปัญญา  เป็นเครื่องกำจัดทุกข์ได้จริงๆ
               ความรู้สึกที่เคยบอกว่าเหมือนคนติดอะไรอยู่ครึ่งตัวก็หายไป  จิตใจมีแต่ความสะดวก  เบาสบาย  โปร่งโล่งไม่ติด  ไม่ขัด  (ไม่จมไปในความคิด  อารมณ์ )อารมณ์ชอบ  ไม่ชอบ  เกิดขึ้นวูบวาบแล้วก็หายไป   อารมณ์ทางเพศ  หรือกามราคะรู้สึกเบาบางลงไปมาก  เล่นงานเราไม่ได้เหมือนก่อน  เมื่อเกิดขึ้นก็เกิดไม่นาน  แค่ตั้งใจดูมันก็จะหายไป   ถึงตอนนี้ผมเลิกการระวังสำรวม  ในตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ  (แต่ไม่ได้ไปแส่หาเรื่องเข้ามานะครับ)  จะเกิดอะไรขึ้นก็ปล่อยให้เกิด    เราตั้งท่าดูมันอย่างเดียว
               กับภรรยา  ก็กลายเป็นเพื่อนที่รู้ใจกันอย่างดี  เป็นความสนิทสนมกันยิ่งกว่าพี่น้องคลานตามกันมาซะอีก   เธอก็สนุกไปกับการทำงาน(เธอเป็นข้าราชการที่ดีมากๆ)  เลี้ยงดูลูก   ปลูกต้นไม้   ต่างคนต่างทำหน้าที่พ่อ  แม่  ไม่มีการเกี่ยงงอน   ไม่มีความไม่ใว้ใจกัน  พูดคุยกันได้อย่างสนิทใจกว่าเดิมด้วยซ้ำ    ผมจึงได้เข้าใจว่าการที่ผู้สูงอายุที่อยู่กันมานานที่เรียกว่าถือไม้เท้ายอดทอง  กระบองยอดเพ็ชรนั้นจริงๆแล้วกามรณ์มันไม่มีผลแล้ว  ทั้งสองฝ่ายเหลือแต่คำว่าเพื่อน  หรือเป็นพี่  เป็นน้องกันเท่านั้นเอง  มันเป็นความสงบ  สุขที่พ้นไปจากการที่ต้องเสพกามทางเพศสัมพันธ์มากนัก
            

 จากคุณ : กำพล2 [ 9 ก.ค. 2545 / 20:04:57 น. ]
     [ IP Address : 203.113.41.135 ]


 ความคิดเห็นที่ 18 : (กำพล2)

                 กับลูกสองคน  เราจะรู้สึกต่อเค้าต่างเก่าออกไป   เมื่อก่อนเรารักลูกเหมือนคนทั่วๆไป  เรารักเค้าเพราะเค้าเป็นลูกของเรา  แต่ตอนนี้ไม่ใช่ความรู้สึกแบบนั้น   มันยากที่จะอธิบายเหมือนกัน   เรารักเค้าในมิติใหม่  บางทีดูลูกๆเล่นกันให้นึกสงสารเค้าขึ้นมาจับใจ  ถึงทุกข์ที่รอเขาอยู่   เราจะช่วยเค้าได้อย่างไร  ให้เขาพอเอาตัวหลุดตัวรอดจากภัยในตัวเองที่เขารู้ไม่เท่าทัน    ผมยังคงทำตัวเหมือนปกติกับลูกๆ   ผมเล่นเหมือนเด็ก  ถ้าคนอื่นเห็นผมตอนเล่นกับลูก  แล้วมีคนไปบอกเขาว่าผมเป็นนักปฏิบัติธรรม  เขาคงไม่เชื่อแน่ๆ    ถ้ามีโอกาสผมก็จะชวนเค้ายกมือเล่นๆ  แข่งกันบ้าง  แต่ไม่ได้คาดหวังใดๆ
                 ความสัมพันธ์กับบุคคลนอกตัวเองเปลี่ยนไปหมดคำพูดที่ผมเคยใช้คือ  ความสัมพันธ์นั้นมีอยู่  แต่ไม่มีความผูกพันธ์  หรือมีก็น้อยเราจะหยั่งรู้อาการนั้นได้     ผมจึงพบว่านี้คืออิสระภาพที่แท้จริง   อิสระจากการถูกปรุงแต่งทั้งภายใน  ภายนอก    มีความรู้สึกเบาสบายจริงๆ   แต่อาการภายนอกก็คล้ายๆเดิม   ที่ต่างจากเดิมคือผมจะไม่เข้าไปคลุกคลี   หมดธุระก็แยกตัวไป
                อย่างที่ผมเคยกล่าวไว้ว่า   ผมเข้าใจแล้วว่าอาการที่จิตมีศีลเป็นอย่างไร  ยังไม่เข้าใจสมาธิขันธ์   ปัญญาขันธ์ (อย่างลึกซึ้ง)  ผมเพียงรู้จักแต่ยังไม่รู้จริงรู้แจ้ง       หลังออกพรรษา  ปี  44  ผมได้ไปร่วมทอดกฐินที่วัดป่าสุคะโต  โดยการนำมาของรพ.บุรีรัมย์   ซึ่งขอแวะตรงสักเล็กน้อย   เนื่องเห็นว่าอาจมีประโยชน์   ก็คือ  รพ.บุรีรัมย์  ได้ส่งเจ้าหน้าที่ของรพ.  มาเจริญสติที่วัดป่าสุคะโต  เป็นเวลา  7  วัน  ทุกเดือน  ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา   และประเมินผลแล้วว่าบรรยากาศในรพ.เปลี่ยนไป  เจ้าหน้าที่หลายคนเปลี่ยนพฤติกรรมไปมากจากหน้ามือเป็นหลังมือก็ว่าได้   เคยดุ  ด่าคนไข้   ลูกน้อง   ทำงานด้วยความเครียดและใช้อารมณ์ก็หายไป  จึงได้จัดโครงต่ออีกหนึ่งปี  ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม   และอนุโมทนาสาธุเป็นอย่างยิ่ง   ที่นั้นเจ้าหน้าที่ตั้งแต่หมอลงมาปฏิบัติธรรมกันอย่างเข้มแข็ง   โดยเฉพาะผู้บริหารที่เห็นความสำคัญของพระพุทธศาสนา     ทำให้หลายคนเข้าถึงพระศาสนา  นำมาใช้ในชีวิตได้จริงๆ
                กล่าวถึงงานทอดกฐินที่วัดป่าสุคะโตต่อนะครับ  ผมได้นำรูปวาดโดยช่างศิลป์ที่เป็นน้องชายภรรยาผมวาดให้เป็นรูปการเจริญสติ  14  ท่า   15  ภาพ    ไปถวายและติดไว้ที่ศาลาหน้าซึ่งเพิ่งบูรณะเสร็จดูสวยงามดี     ที่นั้นผมได้พบกัลยาณมิตรใหม่คือพี่อรชร(พี่ไก่)   ได้ให้หนังสือวิมุตติฯ  ของพระอจารย์ปราโมทย์  และเป็นครั้งแรกที่ผมได้รู้กิตติศัพท์ของท่าน   ก็สนใจมากเพราะกล่าวถึงหลวงพ่อเทียนไว้หลายแห่ง     อยากจะพบตัวพระอาจารย์      
                ในครั้งนั้นได้กราบเรียนหลวงพ่อคำเขียนถึงอาการที่เป็นอยู่  ท่านก็บอกว่าดีแล้วให้ทำแบบนี้ต่อไป  ไปทางนี้แหล่ะ   แล้วท่านก็บอกว่าคราวที่ผมเคยบอกท่านว่าจะมาปฏิบัติด้วยนั้น  ท่านก็กะจะบอกอยู่เหมือนกันว่าไม่ต้องมาหรอก    ขอไว้ซักคน   ขอให้ทำหน้าที่ตรงนั้นเป็นทั้งหมอและพระไปพร้อมกัน    เราก็มีความยินดี  อิ่มใจ   นึกลำพองในใจว่าเรา  (กู)ทำได้
                  ในขณะนั้น  (และหลายๆครั้งที่ได้อ่าน  หรือฟัง  คนอื่นพูดถึงพระรูปนั้น   องค์นี้  คนนั้นปฏิบัติอย่างนั้น  อย่างนี้  จะมีความรู้สึกแข็งกระด้างขึ้นมาในใจ   มีอาการนี้เกือบทุกครั้ง ( คล้ายๆดูแคลนเขา  )  แต่ก็หายไปอย่างรวดเร็ว  แค่พอจับได้  และจำความรู้สึกนั้นได้    เมื่อได้อ่านหนังสือวิมุตติฯจบ  มีความอิ่มใจมากว่าเรามาไม่ผิดทางแล้ว   และได้นำหนังสือนี้ไปให้พี่หมอรังสรรค์อ่าน  ซึ่งพี่เขาประทับใจมาก  ได้ไป xerox  แจกอีกกว่า   20  เล่ม
                   ประมาณต้นเดือนพ.ย  44  มาปฏิบัติธรรมที่พุทธมณฑลอีกพี่หมอรังสรรค์นำหนังสือวิมุตติฯต้สฉบับมาคืน  แถมที่copy   มาให้อีก  2  เล่ม  บังเอิญวันสุดท้ายได้พบกับน้องชื่ออ๋า  ซึ่งเคยปฏิบัติกับพระอาจารย์ปราโมทย์มาก่อน  น้องอ๋าได้กรุณา  fax   แผนที่ไปสวนโพธิฯมาให้ภายหลังด้วย   การมาปฏิบัติธรรมครั้งนี้ได้พบพระ  2  รูป  รูปแรกชื่อพระอาจารย์สมชาติ  มาเพราะพี่หมอรังสรรค์ไปเล่าให้ท่านฟังว่าผมปฏิบัติได้ผลดีอย่าง  อย่างนี้   ท่านก็มาสอบ+สอน  เกรงว่าเราจะหลงทาง  ผมก็รับฟังและเข้าใจในสิ่งที่ท่านพูดและพยายามจะบอกเรา    อีกรูปเป็นพระหนุ่ม แต่เคี้ยวหมาก  ท่าทางผ่อนคลายมากมาถามว่าที่นี้เขาทำอะไรกันเห็นบางคนเดินไปเดินมา   บางคนก็ยกมือไปมา   ก็ต้องไปคุยกับท่านเพราะคนอื่นเขาไม่ยอมไปคุยด้วย      ต่อมาจึงทราบภายหลังว่ารูปหลังนี้ชื่อหลวงปู่หล้า อะไรทำนองนี้  ที่มีข่าวว่าหลอกเด็กไปตุ๋ย  แล้วอ้างตัวมีอิทธิฤทธิ์ต่างๆ  ถ้าใครติดตามข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์คงจะนึกออก  
                       ประมาณกลางเดือนพ.ย  44  เป็นวันพุธ  ช่วงเช้าผมเดินไปกราบพระอาจารย์ปราโมทย์ที่สวนโพธิฯ       เอาไว้ต่อวันพฤหัสค่ำๆนะครับ   วันพุธเย็นผมต้องเดินทางไปชัยภูมิ  ไปทำหน้าที่กัลยาณมิตรครับ   กลับมารพ.คงจะเย็นๆวันพฤหัส   ขอบคุณครับ
  

 จากคุณ : กำพล2 [ 9 ก.ค. 2545 / 21:45:09 น. ]
     [ IP Address : 203.113.41.135 ]


 ความคิดเห็นที่ 19 : (กำพล2)

            โอ้โห ..... ผมต้องขออภัยผู้ดูแลกระดาน  และท่านที่เข้ามาอ่านทุกท่าน   ผมเพิ่งใช้วิธีพิมพ์ที่  word   แล้วทยอยส่งเข้าเนทต์เป็นครั้งแรก   ถ้าแก้ไขได้กรุณาช่วยจัดการให้ที    ขอบคุณอีกครั้งครับ

 จากคุณ : กำพล2 [ 9 ก.ค. 2545 / 21:58:34 น. ]
     [ IP Address : 203.113.41.135 ]


 ความคิดเห็นที่ 20 : (วิท)

อ่านต่อครับ

 จากคุณ : วิท [ 9 ก.ค. 2545 / 22:33:59 น. ]
     [ IP Address : 202.22.39.124 ]


 ความคิดเห็นที่ 21 : (งูน้อย)

ขออนุโมทนาและขอบคุณ คุณกำพลที่ได้เข้ามาถ่ายทอดประสบการณ์ธรรม
ให้ชาวลานธรรมไดฟังค่ะ  สาธุ 

 จากคุณ : งูน้อย [ 10 ก.ค. 2545 / 11:56:40 น. ]
     [ IP Address : 210.203.176.119 ]


 ความคิดเห็นที่ 22 : (พบบุญ)

รู้สึกเย็นใจในผลการปฏิบัติธรรมไปด้วยค่ะ 

 จากคุณ : พบบุญ [ 10 ก.ค. 2545 / 12:47:10 น. ]
     [ IP Address : 203.155.73.29 ]


 ความคิดเห็นที่ 23 : (ลุงเชย)

สาธุ ขอบคุณในธรรมทานครับ

 จากคุณ : ลุงเชย [ 10 ก.ค. 2545 / 13:47:37 น. ]
     [ IP Address : 202.183.197.9 ]


 ความคิดเห็นที่ 24 : (7887)

ช่วยกระตุ้นความเพียร ดี ครับ
ขอบคุณมาก

 จากคุณ : 7887 [ 11 ก.ค. 2545 / 17:05:36 น. ]
     [ IP Address : 203.147.10.31 ]


 ความคิดเห็นที่ 25 : (111)

ขอบคุณมากครับ  ที่มอบสิ่งที่ดีๆๆๆให้

 จากคุณ : 111 [ 11 ก.ค. 2545 / 21:51:15 น. ]
     [ IP Address : 203.113.39.12 ]


 ความคิดเห็นที่ 26 : (111)

เปิด net คอยอยู่ทุกวันครับ

 จากคุณ : 111 [ 11 ก.ค. 2545 / 21:52:29 น. ]
     [ IP Address : 203.113.39.12 ]


 ความคิดเห็นที่ 27 : (กำพล2)

8
ประมาณกลางเดือน  พฤศจิกายน  2544  เป็นวันพุธช่วงเช้า  ได้ขอหยุดงานครึ่งวัน  เดินทางไปตาม
แผนที่เพื่อไปกราบพระอาจารย์ปราโมทย์  ที่แอบไปวันพุธ  ทั้งเป็นวันทำงานเพราะเข้าใจว่าญาติโยมคงจะน้อย  จะได้มีเวลาคุยให้มาก  ผมรู้สึกตื่นเต้นชีพจรเต้นแรงเป็นช่วง  ๆ  ก็พยายามตั้งหลักดู  กลับมาอยู่กับความรู้สึก  อากาศช่วงนั้นที่สวนโพธิฯยิ่งหนาวเพราะลมแรง  ยิ่งหนาวนอก  หนาวใน สั่นไป
กันใหญ่  เมื่อได้พบท่านพระอาจารย์ปราโมทย์  ได้พูดคุยแล้วก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้น  มีลูกศิษย์  2  คน  จากกรุงเทพฯ  มาในเช้านั้นด้วย  รู้สึกจะชื่อ   Dr.ก้อง    ก็ได้พูดคุยกับท่าน  ท่านก็พูดคุยหลักการปฏิบัติที่เป็นวิปัสสนาให้ฟัง  แล้วก็ถามว่าปฏิบัติอย่างไร  ผมก็บอกว่าผมอาศัยเทคนิคของหลวงพ่อเทียนเจริญสติตามการเคลื่อนไหวอยู่  ท่านบอกให้ทำให้ดูผมก็ทำ  ท่านบอกว่ากำลังเพ่งรู้ไหม  ผมก็บอกว่ารู้  อาการเพ่งจิตจะพุ่งมีน้ำหนักนิ่งจดจ่อ  คิดแล้วรู้ไหม  ยังไม่ออกจากความคิดนะ  ตอนนั้นพบว่าเครียด  และเกิดความลังเลขึ้นมาทันทีว่า  ที่เราเคยมั่นใจว่าเราเข้าใจ  และทำได้ดี  เราทำวิปัสสนาอยู่นี่นา  แต่ในสายตาของท่านเหมือนไม่ใช่  แต่ก็กลับมาอยู่กับความรู้สึกตัวได้เป็นช่วง ๆ  ก็พูดคุยกับท่านจนหมดเวลา    ก็กราบลาท่านกลับ  ท่านก็บอกว่าให้ทำแบบนี้ต่อไปนั่นแหละ  ไม่ต้องเปลี่ยนแนวทางหรอก    และให้หนังสือวิมุตติฯมาอีก  2  เล่ม  ผมขับรถกลับมาด้วยความมึนงง  สลับกับความฟุ้งซ่าน  และรู้สึกตัว  ตอนเย็นก็ขึ้นดาดฟ้าเดินจงกรม  รู้สึกสับสน  แต่หลักยังดี  กลับมาอยู่กับความเคลื่อนไหว  แล้วค่อย  ๆ  ทบทวนอารมณ์
       ขณะที่พูดคุยกับท่าน  ซึ่งมีบางช่วงที่ท่านพูด  และบางช่วงที่ท่านนิ่ง  ท่านจะทักตอนจิตเคลื่อน  ถ้ารู้ตัวเฉย  ๆ  ท่านจะไม่ว่าอะไร  ใช้เวลา   2-3  วัน ในการทบทวนอารมณ์เข้า  ๆออก ๆ ตอนไปรู้อารมณ์แล้วกลับมาได้   คอยสังเกตดูอาการที่เกิดขึ้นกับการวางความรู้สึกในแต่ละระดับจึงได้เข้า ใจและมั่นใจ  ว่าใช่จริง  ๆ ความรู้สึกแบบนี้เราก็เคยพบพานอยู่แล้วเพียงแต่มันเหมือนกับภาวะที่เรียกว่า
เส้นยาแดงผ่าแปด  บางเบาเป็นอย่างยิ่ง  ถ้าไม่สังเกตมันจะหลุดจากจุดนั้นไป  ทันทีหลังจากรับอารมณ์
           หลวงพ่อเทียนสอนใว้ถูกแล้ว  และเราก็มาถูกทางแล้ว  แต่จับผิดที่เล็กน้อย  และที่มันสับ  มึนงง  ช่วงนั้นเป็นเพราะจิตเราไม่มั่นคงเพียงพอ  ต่อความรู้สึกตัว  และถูกตัว  ทิษฐิ– มานะ – อหังการ์  มันตลบหลังเอา  เมื่อจับความรู้สึกตัวจริงได้  ก็ทำให้มาก – เจริญให้มาก  เพียรให้รู้สึกตัว  ช่วงปีใหม่
ก็ไปปฏิบัติธรรมที่พุทธมณฑล  ต่อเนื่องอีก  7  วัน  มาถึงช่วงนี้  ขอเล่าย้อนสักเล็กน้อย  หลังจากผม
ปฏิบัติจนเห็นการแยกรูป   แยกนามได้   รู้ -เข้าใจในสิ่งที่หลวงพ่อเทียนพูดถึง    อารมณ์  รูป-นาม(เบื้องต้น)  ผมได้มีโอกาสได้พูดเล่าประสบการณ์ การปฏิบัติธรรม และที่ครั้งแรกก็งานตามรอยหลวง
พ่อเทียน  ที่วัดโมกขวนาราม  จ.ขอนแก่น   หลวงพ่อคำเขียนให้พูดให้เจ้าหน้าที่ที่มาอบรมแพทย์
แผนไทยฟัง  ต่อมาก็พูดที่คณะแพทยศาสตร์  ม.ขอนแก่น  ในงานวิชาการประจำปี  หลังจากนั้นก็
ได้ไปพูดอีกหลายครั้ง โดยเฉพาะที่พุทธมณฑล  ทุกครั้งที่ไปช่วยงาน   ครูบาอาจารย์ก็จะให้โอกาสพูด   ที่เล่าย้อนหลัง  ก็เพื่อจะกล่าวถึงอารมณ์ช่วงที่จะได้พูด  หรือก่อนพูดเล็กน้อย  มันจะมีอาการ เช่นใจเต้นเร็ว  มือไม้เย็น  เหงื่อซึม  ทั้งหมดที่เกิด  เป็นเพราะเกรงว่าจะพูดได้ไม่ดี  พูดไม่เข้าใจ  และ

 จากคุณ : กำพล2 [ 11 ก.ค. 2545 / 23:02:45 น. ]
     [ IP Address : 203.113.41.134 ]


 ความคิดเห็นที่ 28 : (กำพล2)

อีกอย่างที่สำคัญก็คือความภาคภูมิใจ  (โลภะ  ราคะมูลจิต)  นั่นแหละมันทำเอา  ซึ่งก็พยายามสังเกตเรื่อยมา   ใจตอนนั้นอยากให้มันหายไป  ไม่อยากให้เกิดแต่ก็บังคับไม่ได้   แต่ว่ามันค่อย  ๆ ลดลงเรื่อย ๆ  ฟังครูบาอาจารย์พูดบางทีก็บ่น (ในใจ)ว่าไม่เข้าท่าเลย  คล้ายสู้เราพูดไม่ได้  บางทียังไม่ได้พูดความคิดถึงว่าเมื่อได้พูดมันจะมีอาการกระตุกแปล๊บ   ที่หัวใจ  หรือท้องน้อยทุก  ๆ ครั้ง  บางทีเมื่อครูบาอาจารย์ชมก็จะมีอาการใจบวมพองขึ้น  ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้น  ใจเต้นเร็วขึ้น  เป็นอย่างนี้เรื่อย ๆ  มา แต่อาการจะทุเลาเบาบางลงเรื่อย  ๆ เมื่อเกิดขึ้น  รู้สึกตัวแล้วมันก็จะสงบไปเป็นปกติเหมือนเดิม  ในขณะที่พูด  ใหม่ๆก็จะไม่ค่อยรู้สึกตัว คือหายไปกับการพูด   พอพูดจบมานั่งที่ ก็มาพูดต่อในใจอีก  ซึ่งอาการเหล่านี้จะค่อยๆน้อลงเป็นลำดับ   เมื่อความรู้สึกตัวมีมากขึ้น   เห็นความได้เร็ว  และชัดเจนขึ้น   มาปลายปี  44  ที่พุทธมณฑลอีกเช่นเคย   แต่คราวนี้    หลักดีมากกว่าเดิมมาก    นั่งดูอาการต่าง  ๆ  เหล่านั้น  เมื่อถึงวันกลับก็พบว่าจิตใจมั่นคงมาก  แล้วจิตก็ผุดคำ   อ้อ  ! สมาธิขันธ์เป็นเช่นนี้เอง  เมื่อก่อนได้เจอแบบนี้  แต่ไม่มั่นคงโคลงเคลงได้อยู่  เวลากระทบอารมณ์  แต่เมื่อจิตมั่นคงจริง ๆ (  ความมั่นคงที่ผมพูดถึงคือการที่จิตตั้งมั่น  แนบแน่นอยู่กับความรู้สึกตัว) แล้วมันจะไม่กลับไปเป็นอย่างเดิมอีก 
          สิ่งหนึ่งที่ผมสรุปได้กับใจตนเองอย่างหนึ่งก็คือหากมีทุกข์  (และทุกอย่างที่จิตเข้าไปรับรู้)  เกิดกับจิตใจเราแล้ว   มีแต่ความรู้สึกตัวเท่านั้น  ที่ช่วยให้เราออกจากความคิดหรืออารมณ์หรือทุกข์นั้นๆได้อย่างแท้จริงและอย่างมีประสิทธิภาพ  (ผมหมายถึงทุกข์หรือปัญหาภายในจิตใจของเรานะครับ)  ความคิดก็มีประโยชน์แต่ช้ากว่าความรู้สึกตัวมาก
          เมื่อเจริญสติ  ดูความคิดไปเรื่อยๆเราจะพบว่าความคิดนั้นมี  2  ลักษณะใหญ่  ๆ คือ เบื้องหลังของความคิดนั้นเกิดจากอะไร  จากโทสะ  โลภะ  หรือโมหะ  ตัณหา  มานะ  ทิษฐิ  เราจะบอกได้  บางความคิดไม่มีอะไรผุดขึ้นมาเฉย  ๆ ความคิดมีไว้แก้ปัญหาให้กับกายของเราและเรื่องราวที่ต้องไปเกี่ยวเนื่องกับผู้อื่น  เมื่อเจริญสติไปเรื่อย  ๆ เราจะพบว่าความสกปรกของความคิดจะลดลงเรื่อง   ๆ  ดังนั้นสัมมาสังกัปปะ    จึงเกิดตามหลังสัมมาทิษฐิ   เมื่อเห็นก่อน  แล้วจึงเกิดความคิดตามมา)  นั่นคือการเห็นถูกต้องหรือเห็นชอบ  เห็นตรงต่อสภาวะแล้วจึงดำริ  (คิด)  ชอบ  เมื่อจิตบริสุทธิ์มากขึ้น  ความเห็นชอบคือเห็นตรงต่อสภาวะจริง  ๆ ก็จะมากขึ้น   ความคิดก็จะบริสุทธิ์มากขึ้น  ตามไปด้วย  ดังนั้นพระพุทธองค์จึงทรงยกให้สัมมาทิษฐิเป็นองค์แรกในองค์อริยมรรค.....แล้วอย่างอื่นก็สนับสนุน  ค้ำจุนกันเสมือนเชือกเส้นเดียวที่มีแปดเส้น  แล้วช่วยกันทำกิจอันเดียวกัน  เกื้อกูล-อบรมกันมากขึ้น  ซึ่งทั้งหมดเกี่ยวเนื่องมาจากสติสัมปชัญญะ - ความรู้สึกตัวที่ทำให้มากจนเป็นอินทรีย์  การที่มีโอกาสได้ไปพูดในที่ต่าง ๆ  ได้ช่วยงานที่พุทธมณฑล  ทำให้ผมพบว่า  งานในอาชีพแพทย์นั้นมีคุณค่า (ในมุมมองของผม)  น้อยกว่ามาก  เมื่อผมได้ช่วยแก้ปัญหาจิตใจให้กับผู้คนโดยเฉพาะนักปฏิบัติธรรม  ทำให้ผู้คนได้เข้าใจพระพุทธศาสนา  ให้เข้าใจอารมณ์การปฏิบัติ (ตามที่เราเข้าใจ)   การแก้ไขเวลาติดอารมณ์  การให้กำลังใจเหล่านี้  ผมมองมันเป็นงานที่ยิ่งใหญ่มากกว่า  ทำให้นึกถึงคำพูดของหลวงพ่อเทียนที่ว่าให้กิน  - อยู่อย่างต่ำ   แต่มุ่งหวัง ทำงานอย่างสูง  งานยกระดับจิตใจคนนี้  เป็นงานสูงจริง ๆ 
ถ้าเราช่วยกันมาก ๆ  อย่างจริงจัง  สังคมเราคงจะเย็นกว่านี้อีกเยอะ  เพราะเมื่อเขารู้  เข้าใจแล้ว  เขาจะ

 จากคุณ : กำพล2 [ 11 ก.ค. 2545 / 23:07:34 น. ]
     [ IP Address : 203.113.41.134 ]


 ความคิดเห็นที่ 29 : (กำพล2)

ไม่กลับไปทุกข์กับสิ่ง  ๆ  นั้นอีกพ้นแล้วพ้นเลย  แต่งานรักษาพยาบาล    ต่อให้ผมเก่งกว่านี้อีกร้อยเท่าพันเท่าขยันกว่านี้   อีกร้อยพันเท่า  ก็ไม่ทำให้ผู้คนเลิกเจ็บป่วย  คล้ายพนักงานเทศบาลที่ทำความสะอาด  เก็บขยะที่มีอยู่ทุกวี่ทุกวันไปจนตาย  และไม่มีคำว่าหมดหรือน้อยลง  มีแต่มากขึ้น  และที่สำคัญยังมากขึ้นด้วยซ้ำ  คนที่เขาขยันทำงานนี้อยู่อีกมาก  นี้เป็นที่มาของการคิดวางมือจากอาชีพแพทย์ในเวลาต่อไป  และให้เวลา   และความสำคัญของการเจริญสติมากเป็นลำดับ
            ระยะเดือน  กุมภาพันธ์  -  มีนาคม  2545  เรื่อยมาผมไม่ได้ตื่นขึ้นมา  ทำเหมือนเมื่อก่อนความเป็นเอง  เกิดขึ้นแล้ว  แต่ก็ยังเดินจงกรม  บางทีก็นั่งหลับตา  ปล่อยจิตใจให้รู้สึกเฉย ๆ  หายไปและมีแต่ตัวรู้บาง ๆ  เบา ๆ พักหนึ่งแล้วก็ตื่นขึ้นมา  เหมือนหลับแต่ไม่ใช่  และถ้าทำได้อย่างนี้  จะรู้สึกว่าสดชื่นมาก  เหมือนนอนหลับสนิท  แต่ถ้าประคองให้รู้ตามรู้สึกตัวตลอด  อาการเช่นนั้นจะไม่เกิด  ก็ไม่ทราบว่าเป็นยังไง  ตอนเริ่มงานกับตอนเลิกงาน  ก็ไม่ได้รู้สึกต่างกันแต่อย่างใด  มีแต่ความรู้สึกตัวเท่านั้น   เหมือนๆเดิม  ดังนั้นความยุติธรรม-ธรรมที่ยุติ  มีแต่ความรู้สึกตัวเท่านั้น  ไม่ว่าตาเห็น  รูปหูไม่ได้ยินเสียง  จมูกได้กลิ่น  กายสัมผัส  ใจคิดนึก  ล้วนเป็นสิ่งที่ถูกรู้-ถูกดูด้วยความรู้สึกตัว  เคยมีความคิดที่จะไปกราบพระอาจารย์ปราโมทย์อีก  แต่ก็ไม่มีกำลังผลักดันภายในที่จะทำให้ขวนขวายต้องไปเหมือนก่อน                                                                                                                                                              ต้นเมษายน  ได้มาช่วยงานที่พุทธมณฑลอีก  พระอาจารย์ฉัตรชัย  ที่อยู่มูลนิธิหลวงพ่อเทียน  ก็โทรมาว่ารู้จักใหม  ก็บอกท่านว่ารู้จัก  ก็เลยพาท่านไป   คราวนี้ต่างเก่ามาก  ซึ่งเราก็รู้อยู่แล้ว  ต่อหน้าท่านตื่นเต้นเล็กน้อยในช่วงแรก  แล้วหายไป  เหลือแต่ความตั้งมั่นกับ  ปกติอยู่ภายใน   พูดคุยเรียนกับท่าน  เหมือนปกติไม่หวั่นไหว  ปล่อยให้ความรู้สึกกับทำงานเองอย่างเต็มที่  และผลก็เป็นอย่างที่เคยเล่าไว้ในกระทู้ก่อนนั่นแหละครับ   ที่มีเพิ่มเติมก็คือ  พระอาจารย์เตือนในทำนองว่า  นักปฏิบัติธรรมมักจะมุ่งแต่จะลดกิเลสตัณหากัน  แต่สิ่งที่ควร  (ต้อง) ทำลายก่อนคือสักกายทิษฐิ  ให้ได้เสียก่อน  แล้วที่เหลือเดี๋ยวค่อย   ๆ  เป็นไปเอง
        การปฏิบัติธรรมที่แท้ไม่ใช่สิ่งยากหรือห่างไกล  เพราะจริง  ๆ แล้ว  วิปัสสนา  ก็คือการมาเฝ้าสังเกตพฤติกรรม   หรือธรรมชาติ  หรือความเป็นไปทางกาย  และใจนั่นเอง  ช่วงแรกที่ผมปฏิบัติผมคิดว่าธรรมะต้องเป็นสิ่งที่ค้นหา  เหมือนกับการเดินทางเข้าป่าดงดิบ  เพื่อหาและให้ได้ของมีค่าบางสิ่งบางอย่าง  และสิ่ง ๆ  นั้นก็นำมาแก้ทุกข์ได้   ทำลายกิเลสได้  จริง ๆก็คล้ายอย่างนั้น  แต่ผมพบว่าเมื่อเราเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆถึงจุด  ๆ หนึ่ง ซึ่งรู้ว่ายังไม่ถึงที่สุด  เรากลับพบเพียงใบหน้าของเราเท่านั้นเอง  ใบหน้าของเราก็คือ  อาการต่าง ๆที่เกิด ทางกายและจิตใจ   ที่แสดงธรรมให้เราดู   สอนธรรมเราอยู่ทุกวี่ทุกวัน  การหมั่นสังเกตพฤติกรรมของกาย – ใจจึงเป็นการเจริญวิปัสสนาไปโดยปริยาย  แต่ก็ไม่ง่ายอย่างนั้นหรอกครับ  เพราะตัวผู้สังเกตนั่นแหละที่จะต้องทำให้มีประสิทธิภาพ  หรือบริสุทธิ์ให้เพียงพอ  มิฉะนั้นเราก็มีอคติเจือปนไปกับการเฝ้าสังเกตนั้นๆ    ด้วยความตั้งใจที่เป็นกลาง  ๆ  และต่อเนื่องจริง ๆ ท่านก็จะจับหลักได้เอง  แต่อาจจะเหนื่อยกันหน่อย   แต่ก็คุ้มค่าแก่การลงทุนครับ   กัลยานมิตร  จะช่วยได้มาก  ที่สำคัญทุกข์ที่เกิดขึ้น  มันจะกำจัดตัวมันเอง  กิเลสนั่นแหละทำลายตัวมันเอง   ดังนั้นเมื่อทุกข์เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นอะไร   ให้ขอบคุณเขาซะ  เขามาแสดงธรรม(ชาติ)  ให้เรา

 จากคุณ : กำพล2 [ 11 ก.ค. 2545 / 23:13:10 น. ]
     [ IP Address : 203.113.41.134 ]


 ความคิดเห็นที่ 30 : (กำพล2)

ได้ศึกษา  เราต้องทำตัวเป็นนักศึกษาที่ดี  ขยันที่จะดู  ขยันที่จะรู้สึกตัว   ขยันที่จะออกจากความคิด  สิ่งที่เราต้องทำลายไม่ใช่ตัวกิเลส  แต่เป็นความยึดมั่น   หรือ อุปาทานในขันธ์  5   หากเมื่อไม่มีอุปาทานในขันธ์  กิเลสก็ไม่มีอาหาร  ไม่มีตัวตนเข้าไปอยู่ในขันธ์  จึงเป็นขันธ์เปล่า  ถ้าเราไม่รู้  ตัวตนในขันธ์ก็เต็มไปหมด  กิเลสคือ  โพธิ  อย่างที่ท่านเว่ยหล่างกล่าวไว้ จริง  ทุกข์อยู่ที่ไหน  ความไม่ทุกข์ก็อยู่ที่นั่น  แต่จะเป็นเช่นนั้นได้  ก็ต่อเมื่อมีปัญญาเข้าไปรู้เท่าทัน  ในทุกข์นั้นๆ
        เทคนิคของหลวงพ่อเทียน  ที่สอนนั่นตรงเข้าไปสู่อารมณ์ปรมัตถ์  คือความรู้สึกที่เกิดจากการ
เคลื่อนไหวนั้นอยู่นอกสมมุติ    ออกไปจากความคิด  พ้นบัญญัติ  เป็นความรู้ที่อยู่เหนือความคิด  เมื่อเราคุ้นเคยกับภาวะแบบนี้  บ่อย ๆ  จิตจะได้ที่อยู่ที่ปลอดภัย  ไม่เร่าร้อน  เหมือนคนเดินทาง  เมื่อแดดร้อนมากหรือฝนตกก็มีร่มช่วยบรรเทา  หรือพักพิงได้   จนกว่าอุปสรรคนั้นจะผ่านพ้นไป  การผูกจิตใว้กับกายเคลื่อนไหว   เป็นอุบายที่ยอดเยี่ยมจริงๆ   เพราะตัวชีวิตแท้ๆคือการเคลื่อนไหว  กายถ้ายังไม่ตายก็ต้องเคลื่อนไหวตลอดเวลา  จิตใจก็ต้องเคลื่อนไหว  คิดนึกตลอดเวลา  เพราะการเคลื่อนไหวเป็นตัวทุกข์  และเป็นวิธีการแก้ทุกข์ของกายและใจนั่นเอง  ดังนั้นทุกสรรพสิ่งที่เคลื่อนไหว  จึงเป็นตัวทุกข์   ที่ต้องกำหนดรู้ ให้ทันท่วงที เมื่อเรากำหนดรู้ทุกข์ได้นั่นแหละ   เราจึงบรรลุถึงกิจในอริยสัจ  4อันเป็นกิจข้อแรกที่ต้องทำให้ชำนิชำนาญ  ทำได้มากเท่าไหร่  ผลก็เกิดมากขึ้น  ตัวการกำหนดรู้  คือการดู   การเห็นนั้น  ในความเป็นจริงมันไม่ใช่สักแต่ว่าเห็น  แต่มันเป็นการสัมผัสรู้อย่างลึกซึ้ง  รู้แล้วละ  รู้แล้วปล่อย  รู้แล้ววาง   ใหม่ๆ ก็ต้องอาศัยการกำหนด  (เจตนา)  เมื่อจิตทำได้เอง  เป็นเองแล้วไม่ต้องไปกำหนดรู้ – ไม่ต้องไปเจตนาละ    จิตจะทำกิจของเขาเอง  อริยะจึงเกิดได้จริง ๆ และพัฒนามากขึ้นตามไปด้วย   เพราะอริยะ  (อริ+ยะ)  ท่านแปลว่าพ้นไปจากภัย
        อริยสัจ  4  ไม่ใช่คิดเอา  การคิดเอานั้นเป็นแค่สัจจะ  4  ไม่ใช่อริยะจริงๆ   เป็นการเห็นการทำงานของจิตที่เข้าไปรู้ ไปเห็นการปล่อยวาง  เห็น  -  รู้  สัมผัสภาวะที่พ้นจากการเข้าไปอยู่  และ
การทำงานทั้งหมดนั่นคือมรรค
        เทคนิคการกำหนดรู้กายเคลื่อนไหวจึงเป็นพื้นฐานที่สำคัญยิ่ง  ภายหลังนี้ยังพบว่าไม่ว่าอะไร
มากระทบ (การกระทบรู้นั่นคือการเคลื่อนไหวเกิดขึ้น  ความทนอยู่ไม่ได้  =ทุกข์)  ทั้ง  (หู  ตา  จมูก
สิ้น  การสัมผัส  ใจคิดนึก )  จะกลายเป็นความรู้สึกตัว  แต่ก็ยังไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์  แต่ส่วนใหญ่.จะเป็นเช่นนั้น  ตาเห็นคือ  ความรู้สึกตัว  หูได้ยินคือ  ความรู้สึกตัว  ใจคิดนึกคือ  ความรู้สึกตัว  ดังนั้นมันจึงเหลือแต่ความรู้สึกตัวที่สะอาด  สว่าง  สงบ  กิเลสไม่มีที่เกาะ  ไม่มีเหตุปัจจัยที่จะให้เกิด  เขาอยู่  เขาก็เกิดไม่ได้    อยู่ไม่ได้เขาก็ค่อย  ๆ เหี่ยวแห้งหมดกำลังล้มหายตายจากไปเอง  ดังนั้นมาร  ภายหลังจึงมาสยบต่อพุทธะได้ด้วยเหตุฉะนี้
        แท้จริงสติปัฏฐาน  4  คือการที่เรามาเฝ้าดูธรรมขาติ  ของกาย-ใจ  ทั้งกาย  เวทนา  จิต  ธรรม
ล้วนเป็นฐานให้จิตเข้าไปหยั่งรู้  แต่ด้วยความไม่รู้ (สึกตัว)  จึงทำให้เราหลงเข้าไปอยู่ในกาย  เวทนา จิต   ธรรม  และยึดมั่นถือมั่น  มีสัตว์  บุคคล  ตัวตน  เราเขาเกิดขึ้น  เมื่อตั้งสมมุติขึ้นมาใช้  ก็หลงยึดสมมุติอีก   ที่ทุกข์ก็เพราะหลงผิดในสมมุตินั่นเอง

 จากคุณ : กำพล2 [ 11 ก.ค. 2545 / 23:15:01 น. ]
     [ IP Address : 203.113.41.134 ]


 ความคิดเห็นที่ 31 : (กำพล2)

หลวงพ่อคำเขียน   สุวัณโณ  ท่านว่าด่านทั้งสี่นี้เองที่กักขังเหล่าสัตว์เอาไว้  เมื่อเราพ้นไปจากกรงอันนี้แล้วเราก็จะอิสระ  เบาสบาย  จะเป็นเช่นนั้นได้จริง ก็ต้องรู้จักกาย  เวทนา  จิต  ธรรม  อย่างแจ่มแจ้ง   แท้จริง  ก็เหนื่อยกันหน่อยนะครับ
        พระพุทธ  พระธรรม  พระสงฆ์  เป็นที่พึ่งเป็นสรณะให้เราได้จริง  ๆ ครับ  ขอความเจริญในธรรมให้บังเกิดขึ้นกับบุคคลผู้ปรารภความเพียร  ปรารถนาความพ้นทุกข์  และให้ประสบกับสันติสุข
ในชาติภพนี้กันทุก  ๆ ท่านนะครับ  
              สุดท้ายนี้ผมขอนอบน้อมด้วยเศียรเกล้าต่อพระพุทธ  พระธรรม  พระสงฆ์  ครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่เคยได้พบเห็น  และไม่ได้พบเห็นก็ดี  ด้วยอาศัยธรรมที่ท่านสั่งสอนไว้  ทำให้ผมมายืนอยู่  ณ  วันนี้ได้อย่างอิสระ  แม้จะยังไม่ถึงที่สุด  แต่พอเอาตัวหลุดตัวรอดได้ครับ
               หากท่านใดสงสัย   หรือมีความเห็น   มีประสบอย่างไร  เรามาแลกเปลี่ยนกันได้ครับ

 จากคุณ : กำพล2 [ 11 ก.ค. 2545 / 23:17:38 น. ]
     [ IP Address : 203.113.41.134 ]


 ความคิดเห็นที่ 32 : (ผู้เดินทาง)

            สาธุ สาธุ สาธุ ขออนุโทนากับคุณหมอด้วยครับ

 จากคุณ : ผู้เดินทาง [ 12 ก.ค. 2545 / 01:22:58 น. ]
     [ IP Address : 66.27.185.102 ]


 ความคิดเห็นที่ 33 : (นพ)

สาธุเช่นกันครับคุณหมอ   อย่างนี้เป็นอันว่าเด็กน้อยสองคนก็ได้คุณพ่อกลับมาวิ่งเล่น  ใช้ชีวิตประจำวันด้วยกันแล้วสิครับ

 จากคุณ : นพ [ 12 ก.ค. 2545 / 03:38:31 น. ]
     [ IP Address : 64.12.96.78 ]


 ความคิดเห็นที่ 34 : (ธงชัย)

ขออนุโมทนาด้วยครับคุณหมอ  ผมขอเรียนถามคุณหมอตรงความเห็น 27 ตอน
คุณหมอพบพระอาจารย์ปราโมทย์ แล้วท่านบอกว่าคุณหมอกำลังเพ่งอยู่ แล้ว
ท่านบอกหรือเปล่าครับว่าต้องแก้ไขอะไรหรือเปล่า หรือว่าถ้าเราเพ่งแล้วเรารู้
ตัวว่าเพ่งก็ใช้ได้เหมือนกัน

 จากคุณ : ธงชัย [ 12 ก.ค. 2545 / 07:05:04 น. ]
     [ IP Address : 161.200.92.209 ]


 ความคิดเห็นที่ 35 : (สุรวัฒน์)

ขออนุโมทนากับคุณหมอด้วยครับ

 จากคุณ : สุรวัฒน์ [ 12 ก.ค. 2545 / 08:57:52 น. ]
     [ IP Address : 202.44.37.7 ]


 ความคิดเห็นที่ 36 : (กำพล2)

            
              
                    ครับ     ตกลงเด็กน้อยก็ได้พ่อเอามาไว้ใช้ประโยชน์ได้
                    เมื่อรู้ว่าเพ่ง    หากเราปรับจิตได้ถูกอาการเพ่งจะหายไป
        แต่ถ้ายังไม่รู้ว่า  หรือยังจับความรู้สึกที่แท้จริงไม่ได้  เราจะคิดหาทันที 
        ว่าแล้วไม่เพ่งเป็นอย่างไร    ความรู้สึกตัวจริงๆอยู่ตรงใหน   ก็จะกลับขั้วมาฟุ้งต่ออีกทันทีครับ    ถ้ารู้ว่าเพ่ง  ก็พยายามให้รู้ไว้เฉยๆ    โดยหลักการต้องผูกกายกับใจให้อยู่ด้วยกันให้มากที่สุด  เป็นไปได้คือทุกๆอิริยาบทนั่นแหล่ะครับ

 จากคุณ : กำพล2 [ 12 ก.ค. 2545 / 08:59:42 น. ]
     [ IP Address : 203.113.41.133 ]


 ความคิดเห็นที่ 37 : (sss)

ตามอ่านประสบการณ์คุณหมอมาตลอด เป็นแนวทางและกำลังใจให้กับผู้ปฏิบัติท่านอื่น ๆ ได้ดีจริง ๆ ค่ะ

 จากคุณ : sss [ 12 ก.ค. 2545 / 10:29:44 น. ]
     [ IP Address : 202.44.8.98 ]


 ความคิดเห็นที่ 38 : (โยคาวจร)

ขอถามคุณหมอหน่อยครับ ถ้าปฏิบัติปกติจะไม่เป็นไร
แต่ถ้าเดินจงกรมเมื่อไหร่จะหนักตลอด แล้วจะหนักไปยาวข้ามวันข้ามคืนเลย
ไม่ทราบว่าพอมีวิธีแก้ยังไงครับ หรือว่าจะต้องเลิกเดินไปเลย

 จากคุณ : โยคาวจร [ 12 ก.ค. 2545 / 11:16:09 น. ]
     [ IP Address : 202.47.246.6 ]


 ความคิดเห็นที่ 39 : (กำพล2)

           ผมขออธิบายเพิ่มหน่อยนะครับ
            การกำหนดรู้ไปกับกายเคลื่อนไหวนั้น   ใหม่ๆจะเป็นการเพ่งไม่มากก็น้อย  ผมถือว่าเป็นปกติ  แต่เมื่อทำไปเรื่อยๆการรู้สึกต่อการเคลื่อนไวเราจะเร็วขึ้น   รู้เบาๆ   ตามคำสอนของหลวงพ่อเทียน ท่านก็บอกว่าให้รู้สึกเบาๆ  สบายๆ   อย่าไปตั้งใจมากเกินที่จะให้รู้สึก   ความรู้สักตัวก็พัฒนาจากการรู้สึกเบาๆนี้แหล่ะครับ   (ผมเข้าใจอย่างนั้น)   ต่อไปเราจะจับได้เองว่ายกอย่างไร   เดินอย่างไรจะทำให้รู้สึกตัวได้จริง     การเผลอเป็นเรื่องปกติครับ(แต่ผิดปกติ)  ทำให้มาก   ขยันรู้อยู่ที่กาย   การเผลอจะน้อยลงเป็นลำดับเองครับ

 จากคุณ : กำพล2 [ 12 ก.ค. 2545 / 11:29:52 น. ]
     [ IP Address : 203.113.41.134 ]


 ความคิดเห็นที่ 40 : (minn)

สาธุ  ...  อนุโมทนากับคุณหมอด้วยค่ะ ..

 จากคุณ : minn [ 12 ก.ค. 2545 / 12:32:35 น. ]
     [ IP Address : 203.185.77.58 ]


 ความคิดเห็นที่ 41 : (กำพล2)

             เรียนคุณ โยคาวจร ครับ
          คือผมไม่ทราบว่าเทคนิคที่คุณโยคาวจรใช้เป็นอย่างไร    ตอนนี้เดินจงกรมมีการกำหนดรู้อย่างไร     และที่ว่าหนักนั้น   หนักอย่างไร  ที่ใหน  อาการอื่นๆมีด้วยหรือเปล่า  (ขออนุญาตวินิฉัยโรคทางเนทต์ครับ)  ผมขอรายละะเอียด  เผื่อจะพอบอกได้ว่าเป็นอะไร   จะแก้ไขอย่างไร   ไม่ทราบว่าเคยปรึกษาท่านผู้รู้  หรือครูบาอาจารย์บางหรือยังครับ

 จากคุณ : กำพล2 [ 12 ก.ค. 2545 / 12:49:23 น. ]
     [ IP Address : 203.113.41.134 ]


 ความคิดเห็นที่ 42 : (ภาวิตา)

 
          อนุโมทนาสาธุ  ขอบพระคุณ คุณหมอมากค่ะ

 จากคุณ : ภาวิตา [ 12 ก.ค. 2545 / 13:15:47 น. ]
     [ IP Address : 203.146.197.26 ]


 ความคิดเห็นที่ 43 : (สุรวัฒน์)

ขออนุญาตคุณหมอแสดงความเห็นถึงแนวทางว่า
ทำอย่างไรจึงจะไม่เพ่ง

การเพ่งดูจะเป็นปัญหายอดฮิตสำหรับผู้ปฏิบัติเจริญสติสัมปชัญญะ
ซึ่งมักเกิดจากการตั้งใจ จงใจที่จะรู้สิ่งต่างๆแทนที่จะรู้ด้วยความเบาสบาย
เมื่อเกิดการเพ่งก็จะเกิดอาการหนักตึงและมีอาการเกร็งจิต จนบางคนถึงกับจิตชาไปเลย
โดยหากมีครูบาอาจารย์คอยแนะนำชี้ให้เห็นว่ากำลังเพ่ง ก็จะเข้าใจอาการเพ่งได้ไม่ยากเลย
แต่ที่ยากกว่าเป็นไหนๆก็คือ ทำอย่างไรจึงจะไม่เพ่ง เพราะเวลาเพ่งจะไม่เห็นตอนที่เริ่มเพ่ง
มารู้เห็นอีกทีก็เพ่งไปจนหนักตึงด้านชาไปเสียแล้ว

ผมเห็นว่าทางที่ดีที่สุดก็คือ
ให้หยุดปฏิบัติด้วยรูปแบบที่ทำอยู่ ด้วยการผ่อนคลายอิริยาบทต่างๆ
หรือให้เปลี่ยนอิริยาบทเพื่อให้จิตหลุดออกจากการเพ่ง แล้วให้เริ่มทำความรู้ตัวใหม่
พร้อมๆกับทำความเข้าใจถึงอาการเพ่งว่าเป็นทุกข์ (ให้รู้จักทุกข์ที่เกิดจากการเพ่ง)
ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆจนกว่าจิตจะเบื่อหน่ายทุกข์ที่เกิดจารเพ่ง
เมื่อจิตเบื่อหน่ายทุกข์ที่เกิดจากเพ่ง จิตก็จะปล่อยวางจากอาการเพ่งไปเอง
เพราะรู้แล้วว่าเพ่งไปก็เป็นทุกข์ เพ่งไปก็ไม่ถึงมรรคถึงผล แล้วจะเพ่งไปทำไม

 จากคุณ : สุรวัฒน์ [ 12 ก.ค. 2545 / 13:33:13 น. ]
     [ IP Address : 202.44.37.7 ]


 ความคิดเห็นที่ 44 : (โยคาวจร)

เรียนคุณหมอ ผมเดินโดยรู้ความรู้สึกที่เท้าสัมผัสพื้น
เมื่อทำแล้วจะหนักตึงที่ศีรษะ ตอนหลังเปลี่ยนมารู้เท้าที่เคลื่อนไหว ก็ยังเหมือนเดิม
หลวงพ่อปราโมทย์บอกว่าหนักกับเบาก็มีค่าเท่ากัน ให้รู้ไป
พี่สุรวัฒน์บอกว่าให้เลิกเดินไปเลย แต่ผมทำไม่ได้สักที
มันเดินจนเคยชินแล้ว ถ้าไม่ได้เดินมันเหมือนขาดอะไรไปสักอย่าง
แล้วตอนเดินถ้ารู้ตัวสบายๆ ตอนแรกจะไม่เป็นไร
แต่เมื่อจงใจจะก้าวขาแค่นิดเดียวก็หนักยาวเลย แล้วหายยากด้วย

 จากคุณ : โยคาวจร [ 12 ก.ค. 2545 / 14:06:26 น. ]
     [ IP Address : 202.47.246.6 ]


 ความคิดเห็นที่ 45 : (หนูนา)

ขอเรียนถามผู้รู้หลายๆท่านในลานธรรมค่ะ  : ))

ช่วงสี่เดือนที่ผ่านมา
หนูนาเกิดความคิดที่จะเดินจงกรมหรือนั่งสมาธิให้สม่ำเสมอ
เป็นกิจวัตรประจำวันขึ้นมา  จากเดิมที่ไม่ค่อยทำเป็นปกติสม่ำเสมอค่ะ
เช่น ช่วงเช้าก่อนไปทำงาน กำหนดเดิน ประมาณครึ่งชั่วโมง
นั่งสมาธิครึ่งชั่วโมงค่ะ

ตลอดเวลาที่ทำมาสี่เดือนโดยทำทุกวัน
วันหยุดก็มีเพิ่มรอบบ่ายด้วย

แต่ปัญหาที่พบคือ รู้สึกว่าสภาวะจิตก่อนจะเริ่มปฏิบัติแบบเป็นกิจจลักษณะนั้น
เปรียบเทียบกับสภาวะจิตก่อนหน้านี้  ที่ไม่ได้เดินจงกรมหรือนั่งสมาธิทุกวัน
แต่อาศัยระลึกรู้หรือดูกายบ้าง เวทนาบ้าง จิตบ้าง ธรรมอารมณ์บ้างในระหว่างชีวิตประจำวัน  เผลอมากและเผลอตลอด นึกได้ก็ค่อยเจริญต่อ

มีความรู้สึกว่า ตอนไม่ค่อยตั้งใจทำนั้น จะดูอาการจิตได้และจิตจะมีอาการ
ให้รู้บ่อยและชัดกว่าช่วงเวลาที่ตั้งใจปฏิบัติค่ะ มีความสงบนิ่งของจิตเกิดเป็นช่วงๆ
ให้กำหนดรู้ได้ในขณะทำงาน เช่น อ่าน เขียน หรือกำลังพูด จะมีช่วงที่เรา
เห็นความสงบของจิตเป็นพักๆได้บ่อยกว่าค่ะ

ทำให้เกิดความสงสัยว่า เอ แล้วเราควรดำเนินไปทางไหน
แบบขยันจริงจังมีวินัย มีตารางเวลา
หรือแบบทำเล่นๆ ดูเหมือนไม่มีวินัย ไม่มีตารางเวลา ระลึกได้ก็กำหนดรู้
ระลึกไม่ได้ก็ค่อยทำใหม่ดี

ช่วงสี่เดือนนี้เกิดความรู้สึกเองว่า จิตตกบ่อยๆค่ะ
และมีอาการหงุดหงิดบ่อยขึ้น  กำหนดรู้ไม่ทันจนโกรธก็หลายครั้งค่ะ
มากำหนดรู้ได้เอาตอนที่กำลังโกรธแล้วค่ะ

อยากขอความเห็นคำวิจารณ์สักหน่อยนะคะ
เพราะไม่แน่ใจว่ากำลังถูกกิเลสตัวความขี้เกียจทำเอา
หรือความโลภตั้งใจมากจู่โจมหรือเปล่าค่ะ

หนูนาคิดเอาเองว่า ถ้าทำเป็นปกติสม่ำเสมอ
น่าจะเป็นการเสริมความเพียรที่ดีกว่าน่ะค่ะ
และน่าจะเป็นสิ่งที่ส่งเสริมการปฏิบัติมากขึ้นค่ะ

หนูนามีจริตเดิมแบบชอบเดินจงกรมมากๆกว่านั่งสมาธิค่ะ
ตอนหลังค่อยปรับมาเดินน้อยหน่อยแล้วนั่งสมาธิมากขึ้นค่ะ
และไม่ค่อยติดสุขจากการทำสมาธิค่ะ
สังเกตได้ว่าช่วงที่เข้าปลีกวิเวก
จะเป็นช่วงที่ได้เห็นสภาวะธรรมต่างๆชัดเจนก้าวหน้าที่สุดค่ะ


ตอนไปปฏิบัติที่ หอฉัน พุทธมณฑลช่วงปีที่แล้ว
เดินจงกรมอย่างเดียวค่ะตลอดวัน
เพราะไม่ถนัดทำจังหวะมือค่ะ
ครั้งจะนั่งลงทำสมาธิ ก็พิจารณาแล้วไม่สมควรกระทำ
เพราะจะแลดูแปลกแยกไปจากผู้ปฏิบัติท่านอื่นๆและดูเสมือน
เป็นการกระทำที่ไม่แสดงความเคารพต่อครูบาอาจารย์ที่ท่านสอนด้วยค่ะ
เลยได้รู้กำลังและจริตตัวเองว่า
ชอบเดินจงกรมและเดินได้นานๆมากค่ะ

ขอบพระคุณมาล่วงหน้าค่ะ

 จากคุณ : หนูนา [ 12 ก.ค. 2545 / 16:07:56 น. ]
     [ IP Address : 203.155.227.183 ]


 ความคิดเห็นที่ 46 : (at_last)

<นักปฏิบัติธรรมมักจะมุ่งแต่จะลดกิเลสตัณหากัน  แต่สิ่งที่ควร  (ต้อง) ทำลายก่อนคือสักกายทิษฐิ  ให้ได้เสียก่อน  แล้วที่เหลือเดี๋ยวค่อย   ๆ  เป็นไป >

สาธุครับ    ตอนแรกผมก็ลุยกามราคะเลยครับ 

 จากคุณ : at_last [ 12 ก.ค. 2545 / 17:45:52 น. ]
     [ IP Address : 203.155.227.134 ]


 ความคิดเห็นที่ 47 : (มะไฟหวาน)

ขออนุโมทนาในธรรมทานครั้งนี้ค่ะ
คุณหมอเขียนเล่าประสบการณ์ได้ละเอียดยิบเหลือเกิน
ไม่เคยได้อ่านแบบนี้จากที่ไหนมาก่อนเลย

เห็นด้วยกับที่คุณนพบอกว่า 
"น่าสนใจไม่แพ้...ทางนฤพาน..นะครับ ผิดแต่ว่ากลับเป็นชีวิตจริงของใครคนหนึ่งเท่านั้นที่กำลังเดินทางธรรมอยู่ "

 จากคุณ : มะไฟหวาน [ 12 ก.ค. 2545 / 19:59:56 น. ]
     [ IP Address : 203.107.142.213 ]


 ความคิดเห็นที่ 48 : (nothing)

ด้วยความเคารพทุก ๆ ท่านนะครับ...ผมขอพูดถึงประสบการณ์อันน่าขันในการฝึกสติด้วยการเคลื่อนไหวจากการปฏิบัติจริงของผมให้ฟังนิดหนึ่ง...เวลาที่ผมฝึกสติรู้ตัวไปกับการเคลื่อนไหวที่ดีที่สุดของผมคือ  ผมฝึกในห้องน้ำเวลาอาบน้ำครับ  เมื่อเข้าห้องน้ำเสร็จล๊อคประตูเรียบร้อย  ทุกการเคลื่อนไหวจะอยู่ภายใต้ความรู้สึกตัวตลอด  จนกว่าจะอาบน้ำเสร็จ...บางทีผมก็ฝึกในขณะที่ผมซักผ้ากองโต ๆ (ใช้สองมือขยี้ไปมา สะอาดที่สุด) บางครั้งก็ฝึกขณะที่กำลังตำพริก(ได้พริกป่นละเอียดที่สุด)  บางทีขุดดินทำแปลงผักก็ฝึกสติได้...ผมมาได้ยินได้ฟังเรื่องการปฏิบัติธรรมจากหลาย ๆ ท่านแล้วผมรู้สึกปวดหัวแทน  ทำไมมันถึงได้ยุ่งยากลำบากเหลือเกิน...ผมโชคดีจริง ๆ ที่ไม่ใช่นักปฏิบัติธรรม(ตามรูปแบบ) ผมเป็นคนหัวอ่อน  ท่านสอนอะไร(ในหนังสือ)ผมทำตามทันที  ผมไม่ชอบถามโน่นถามนี่ (ไม่รู้จะถามใครเพราะอ่านหนังสือ)  คือปฏิบัติดูก่อนที่ท่านว่าจริงหรือเปล่า  เมื่อปฏิบัติก็ได้ผลตามที่สอน...อย่างกรณีหลวงพ่อเทียนฯ  ท่านสอนนี่สุดยอดจริง ๆ  เป็นใครก็ปฏิบัติได้  อยู่ที่ไหนก็ปฏิบัติได้  ปฏิบัติเวลาไหนก็ได้  โอ้โห...ทำไมมันถึงง่ายขนาดนี้...มันไม่น่าเชื่อจริง ๆ  แต่ว่าต้องเชื่อ  เพราะจริง ๆ แล้วชีวิตมันเป็นของง่าย ๆ ธรรมดา ๆ ตามธรรมชาติของมัน...แต่คนเราอยากใหญ่เลยไปสร้างความอลังการให้กับชีวิต มันเลยต้องทุกข์  สมน้ำหน้าจริง ๆ ...
 

 จากคุณ : nothing [ 13 ก.ค. 2545 / 03:31:11 น. ]
     [ IP Address : 203.113.60.11 ]


 ความคิดเห็นที่ 49 : (sss)

แหม คุณ nothing นี่ใจร้ายจัง  เขามีปัญหาในการปฏิบัติ ก็ทุกข์พอแล้ว ยังจะมาสมน้ำหน้าอีกนะ..เฮ้อ! (แซวนิดหน่อยอย่าถือสานะคะ)

 จากคุณ : sss [ 13 ก.ค. 2545 / 11:43:56 น. ]
     [ IP Address : 203.113.38.11 ]


 ความคิดเห็นที่ 50 : (กำพล2)

          ผมขอเรียนอย่างนี้ครับว่า
          ผมรู้สึกว่าเราจะกลัว(รังเกียจ=โทสะ -อุปาทานในขันธ์)การ(อาการ)เพ่งกันมากเกินไปหรือเปล่าครับ(ถ้าไม่มากจนเกิดทุกข์ก็โอเคครับ)  อาจะด้วยเหตุผลหลายๆอย่าง  แต่นั้นคือทุกข์ใช่ใหมครับ  ในความเข้าใจของผมการเพ่งพบได้  2  ลักษณะ  (ผมจำแนกเองนะครับ)  การ(อาการ)เพ่ง(โดยตั้งใจคือกลัวจะไม่รู้สึกตัวหรือไม่ตั้งใจคือมันติดรู้ต่อเนื่องไปเอง) โดยให้รู้หรือมีอาการรู้ที่ต่อเนื่องกันไปในสิ่งที่ถูกรู้นั้น  ลักษณะจิตจะนิ่ง -สงบ  และเป็นอาการที่เรียกว่าจิตตกสมถะ   อีกลักษณะหนึ่งคือการเข้าไปรู้แบบเพ่ง  คือมีความสนใจที่อยากจะรู้สิ่งปรากฏนั้นๆด้วยจิตที่มีน้ำหนัก ระยะหนึ่งแล้วถอนออกมา  ทั้งสองลักษณะ  เป็นอาการรู้ที่จิตรู้แบบเข้าไปอยู่   ไม่ใช่รู้แบบดู  หรือแบบเห็นเฉยๆ  คือรู้ไม่ซื่อๆ
          ถ้าจำไม่ผิด    พระอาจารย์ปรามทย์บอกว่า  การรู้เพ่งก็ยังดีกว่าเผลอ  เพราะเผลอมันหลุดไปเลย
          การเพ่งลักษณะแรก  ถ้าเราไม่เห็นเป็นทุกข์เสียก่อนเราจะเพลิดเพลิน(นันทิ)อยู่ก็จะติดอารามณ์พัฒนาเป็นอารมณ์วิปัสสนาไม่ได้  บางคนมีโทษจากการที่ส่งจิตเข้าในมากเกินไป  อย่างรายคุณโยคาวจร  ผมเข้าใจว่าเป็นผลที่จิตส่งเข้าในมากเกินไป(ทั้งที่ไม่เจตนา)   จะมีอาการอึดอัด  เวียนหัว  มึนงง  หนักๆตื้อๆในหัวได้   บางคนอยากจะอาเจียร   การแน้น  ครูบาอาจารย์ท่านบอกว่าเวลาเดินจงกรม  ก็ให้ทำความรู้สึกว่าเดินเล่นๆ  สัมผัสรู้เบาๆสบายๆ  ท่าทางการเดินก็มีส่วน  ให้เดินด้วยท่าทางที่ผ่อนคลายเหมือนชมนกชมไม้   คอยสังเกตดูว่าร่างกายส่วนใหนที่มันเคร่งมันตึงหรือเปล่า  โดยเฉพาะระดับสายตาที่ทอดมอง   หากมีอาการดังกล่าว  ท่านเดินไปเรื่อยๆก็ได้  แต่ให้มองไปไกลๆๆๆๆๆ   ยอดไม้โน่นก็ได้  ส่งสายตาออกไปอย่างมีเจตนา  คือให้มองออกไปอย่างมีสติธรรมดาๆ   แล้วเดินไปเดินมา   นานเท่าไหร่ไม่รู้  แต่เมื่ออาการนั้นหายไปเราก็มากำหนดรู้ตามแบบที่เราฝึกต่อไป  ก็ลองนำไปใช้ดูก็แล้วกันนะครับ(ไม่ทราบว่าเคยใช้มาบ้างหรือยัง    พอดีเคยใช้  และแนะนำให้คนอื่นใช้ก็ได้ผลดีเหมือนกันครับ)  อาจจะพอช่วยได้บ้าง
         เพ่งลักษณะที่สองนั้นเป็นการรู้ที่ยังทำไม่เป็น  หรือจิตยังไม่แจ่มแจ้งในอารมณ์  ที่ปรากฏ  รู้แบบเข้าไปอยู่และเปรอะเปื้อนได้   แต่เมื่อรู้ชัดขึ้นจิตก็จะวางอารมณ์  หรือเมื่อเรารู้ว่าเพ่งก็จะออกจากการเพ่งนั้นได้  จิตจะเรียนรู้ถึงความหนักในการรู้แบบเพ่ง   และความเบาสบายในการรู้แบบออกมาเห็น  เป็นประสบการณ์ที่ดีครับ   และเป็นขั้นตอนหนึ่งของอารมณ์  คล้ายเด็กจะยืนก็ต้องคลานก่อน (ยกเว้นเด็กที่มีความสามารถมาก่อนอาจจะคว่ำๆอยู่แล้วยืนได้เลยก็มี  ไม่ต้องผ่านการคลาน) 
       อย่างไรก็ตามที่อยากจะเน้นก็คือการวางใจที่เป็นกลางๆใว้ก่อนว่า  ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ขอให้รู้ใว้ว่านั่นเป็นแค่อาการ  เป็นประสบการณ์  อย่าไปเอาผิ  เอาถูก เอาเหตุ-ผล  หรือไปลงโทษตัวเองหรือกังวล(ทุกข์)กับอาการนั้นๆ  การวางใจว่าจะทำเล่นๆเป็นอุบายที่ดีครับแต่ทำจริงๆด้วยนะครับ  
            เห็นด้วยกับพี่สุรวัฒน์ครับว่าการเลิกทำ(พัก)ไปจากอิริยาบถนั้นช่วยได้   หลวงพ่อคำเขียนท่านบอกให้เปลี่ยนฉากอยู่เรื่อยๆ  อย่าไปจมอยู่กับฉากหรืออารมณ์เก่าๆ   หากความรู้สึกตัวเริ่มพร่ามัว  ไม่ชัดเจน  ท่านแนะนำให้เปลี่ยน ไปทำอะไรก็ได้เพราะเป้าหมายของเราคือทำอะไรให้รู้สึกตัว  จะเดินถอยหลัง  เตะ
ลม  ชกอากาศ  ไปรดน้ำต้นไม้  ซักผ้า  อะไรก็ได้....ดูผ่อนคลายจริงๆ   ให้ออกไปจากอารมณ์นั้นซะ  แต่ก็รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่   ทำให้ชำนาญไปเรื่อยๆ  หากเราตั้งใจว่าจะไม่เพ่ง-จ้องอยู่แล้ว  ไม่น่าจะแก้ยาก   แต่ที่ยากคือไม่รู้ว่าเพ่ง   หรือเพลินในการเพ่งนั้น
           ผมพบว่าการตั้งใจปฏิบัติในรูปแบบที่ตัวเองถนัดคือทำแล้วมีคามรู้สึกตัวได้ดีและต่อเนื่อง  ไม่สะดุด  เมื่อมีโอกาส  ไม่ว่าจะเป็นแบบใหน  จะทำให้กรรมฐานที่เราเจริญอยู่มีความเข้มแข็งหรือก้าวหน้าได้เร็วกว่าการอาศัยกำหนดรู้ไปกับการงานในชีวัตประจำวัน(ยกเว้นเราใช้สิ่งนั้นทำได้ดีอยู่แล้ว)  ผมรู้สึกว่าการทำแบบอย่างหลังนั้นเหมือนการประคองใว้  แต่ถ้าจะให้พัฒนาอว่าเป็นกอบเป็นกำก็ควรจะทำตามรูปแบบนั่นแหล่ะครับ
             การไม่ตั้งใจว่าจะดูหรือเห็นอะไร  เพียงแต่รู้อยู่กับอารมณ์กรรมฐานที่เราชำนาญหรือคุ้นเคย  ไม่ว่าจะเป็นลมหายใจเข้า-ออก  อาการพอง-ยุบ  หรือการเคลื่อนไหวอื่นๆ  เมื่อมีสิ่งปรากฏอื่นที่จิตเข้าไปรู้  ก็จะทำให้การรู้สึกถึงการเข้าไปรู้นั้นง่ายและรวดเร็วขึ้น  เมื่อรู้แล้วก็ให้กลับมาอยู่กับกรรมฐานเดิมของเราอีกอย่าไปสนใจสิ่งที่ถูกรู้นั้นต่อไป  เมื่อทำจนชำนาญ  จนกรรมฐานแน่นเต็มส่วนแล้ว   การเข้าไปรู้อารมณ์ของจิตจะเป็นเอง    ความชัดเจนของการดูจิตจะมาก-น้อยขึ้นกับพลังหรือประสิทธิภาพของตัวรู้  ตัวดู  หรือความรู้สึกตัว   ซึ่งต้องทำให้เด่น  และมั่นคง  เหมือนที่หลวงพ่อคำเขียนท่านว่า  ทำความรู้สึกตัวให้มันออกหน้าออกตา    ใหม่ๆอย่าเพิ่งไปสนใจความคิด(แต่ไม่ได้หมายความว่าห้ามเข้าไปรู้นะครับ  คือรู้แล้วทิ้งความคิดนั้นทันที   นี้คือการฝึกออกจากความคิด  เพื่อที่จะออกมาเป็นการเห็นความคิดได้อย่างแท้จริง  และไม่เปรอะเปื้อนไปกับการเห็นความคิดนั้นๆ)
         การดูความคิด   ดูจิต  ดูอารมณ์  เราควรต้องพัฒนาอินทรีย์ทั้ง  5  ของเราให้เข็มแข็งเสียก่อน  งานใหญ่จะกลายเป็นงานเล็ก  สมดังคำที่หลวงพ่อเทียนว่า   ทำของยากให้เป็นของง่าย   ทำของใหญ่  ให้เป็นของเล็ก  มันจะทำให้เราสนุกไปกับการดูได้จริง  เพราะมันไม่เปรอะเปื้อนนั่นเอง
              การไม่ตั้งใจทำแล้วเห็นอารมณ์ชัด  แต่พอตั้งใจทำแล้วเห็นอารมณ์ไม่ชัด  ก็ถูกแล้วครับ   เพราะการเห็นก็เห็นเป็นครั้งคราว  สงบก็สงบเป็นครั้งคราว  การตั้งใจทำนั้นเราต้องเอาความสนใจมาอยู่ที่กรรมฐานที่เราฝึก   ทำให้เห็นอย่างได้ไม่ชัด  แสดงว่าพลังสติหรือความรู้สึกตัวของเรายังไม่ดีพอหรือมากพอ   เหมือนเรามีความสว่างอยู่  60  แรงเทียน   เราใช้ความสว่างไป  50  แรงเทียนในการดูกาย  ดังนั้นเราจะเหลือความสว่างแค่  10  แรงเทียนในการดูความคิด  มันจึงไม่ค่อยชัด  แต่เมื่อต้องการดูให้ชัดก็ต้องใช้ทั้ง  60  หรือใกล้เคียงนั้น  ดังนั้นโอกาสที่จะหลุดไปจากกรรมฐานจะง่ายและบางทีกับไม่ถูก  เราสังเกตดูว่าการรู้ที่มีประสิทธิภาพ  หรือรู้ที่เป็นกลางจริงๆขณะรู้อารมณ์นั้นๆเราจะมีความรู้สึกตัวเป็นเหมือนฉากหลังอยู่ด้วยเสมอ  ถ้าหลุดก็แป็ปเดียวไม่ไปไกล     เราจึงต้องฝึกให้จิตเราแนบแน่นกับกรรมฐานของเราจริงๆ
           ครูบาอาจารย์จึงเตือนอยู่บ่อยๆว่าอย่าเพิ่งใจร้อน  อย่าไปตั้งใจหรือเจตนาดูความคิด  ดูจิต  ดูอารมณ์  ถ้าอินทรีย์มันแก่กล้าเต็มส่วนแล้ว  มันทำงานของมันเอง  จะห้าม  ห้ามเห็นก็ไม่ได้   ถึงตอนนั้นโอกาสเพลี้ยงพล้ำต่อ่อกิเลสก็จะน้อยลงเรื่อยๆครับ  อันเป็นความเข้าใจของผมที่มีพื้นฐานฝึกรู้ไปกับกายเคลื่อนไหวมากๆ  ก็ไม่ทราบว่าพอจะมีประโยชน์บ้างหรือไม่ครับ   ขอบคุณครับ





















































































































































































































































































 จากคุณ : กำพล2 [ 13 ก.ค. 2545 / 11:44:41 น. ]
     [ IP Address : 202.183.164.62 ]


 ความคิดเห็นที่ 51 : (หนูนา)

กราบขอบพระคุณมากค่ะ คุณหมอ
ขอน้อมรับคำอธิบายชี้แนะการปฏิบัติของคุณหมอไป
เพื่อปรับใช้ปฏิบัติต่อไปค่ะ


เท่าที่ได้ทำไปเมื่อวานและวันนี้
หนูนาได้ลองหยุดการตั้งใจเดินจงกรมนั่งสมาธิเป็นเวลาสองวันแล้วค่ะ
แต่ยังคงเจริญสติสัปชัญญะทำความรู้ตัวในกิจวัตรประจำวันเท่านั้น
รู้สึกว่าความสงสัยสับสนในสภาพการปฏิบัติของตนเบาลงไปค่ะ

วันนี้เดินไปเดินมาทำอะไรก็เพียงแต่มีสติตามรู้ตัวไปเรื่อยๆ
หลุดก็เริ่มใหม่ พอเข้าห้องบรยายฟังเลคเชอร์สักแป๊ป
จิตสงบลงไปเองเรื่อยๆ ขณะลืมตาใสนั่งฟังเลคเชอรเองค่ะ
(อาจารย์คงคิดว่า คนนี้ตั้งใจฟังดีจัง)
แล้วก็ตามดูกายความรู้สึกความคิดไปเรื่อยๆค่ะ
กลับไปมีสภาวะใกล้เคียงก่อนสี่เดือนก่อนค่ะ

มานั่งพิจารณาดูแล้ว
หนูนาเริ่มเข้าใจแล้วค่ะ
ว่าเราหลงคิดไปในความคิดที่ฟิกซ์ขึ้นมาโดย
หลงสร้างภาพออกเป็นรูปแบบว่า น่าจะอย่างโน้นอย่างนี้
เช่น ควรจะเพิ่มเวลาเดินจงกรม นั่งสมาธิเป็นเวลานั้นเวลานี้
โดยสร้างหตุผลมารองรับตัวเองว่าทำเพื่อ
เป็นการเพิ่มความเพียรในการปฏิบัติมากยิ่งขึ้น

หารู้ไม่ว่า
ตัวเองหลงเข้าไปคลุกวงในในความอยากได้
ความอยากก้าวหน้าในการปฏิบัติเสียหลายเดือนแล้ว
โดยกิเลสย้อนเอาเสียเนียนสนิท
ปรุงให้เข้าใจเอาว่า  ทำเพราะความเพียร
ก็เลยหลงทำไปเพราะมีความอยากความโลภนำหน้า
ผลออกมาก็เลยต้องมองหากัลยาณมิตรช่วยให้
เกิดมีสติรู้ตัวขึ้นมาค่ะ

ขอกราบขอบพระคุณ คุณสุรวัฒน์ ณ ที่นี้ด้วยค่ะ
เพราะได้ย้อนขึ้นไปอ่านประโยคที่ว่า
"ให้หยุดปฏิบัติรูปแบบที่ทำอยู่ แล้วผ่อนคลายอิริยาบถ"

อ่านประโยคนี้แล้ว ทำให้ได้คิดเลยค่ะว่า
เราพลาดไปอีกแล้ว
ตามประสาคนมีจริตชอบบังคับโน่นบังคับนี่ให้ได้ดังใจตนเอง

กราบขอบพระคุณอีกครั้งสำหรับคำชี้แนะของคูรหมอและคุณสุรวัฒน์
และคณะผู้ดูแลลานธรรมแห่งนี้ให้ได้เรียนปรึกษาให้ได้คลาย
อารมณ์ที่ติดขัดอยู่ค่ะ
ได้ประจักษ์ค่ะว่าครูบาอาจารย์กัลยาณมิตรที่ร่วมทางไป
ในการปฏิบัติมีส่วนสำคัญมากเลยค่ะ

เจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไปค่ะ


 จากคุณ : หนูนา [ 13 ก.ค. 2545 / 22:15:35 น. ]
     [ IP Address : 203.155.227.204 ]


 ความคิดเห็นที่ 52 : (ช่างมอมมัน)

ขอโอกาสครับ...ขออนุญาติ
โชคดี ที่เรามี แพทย์แบบนี้   นี่ถ้าคุณหมอได้ ไป สอน แนะนำ  คนในวงการ แพทย์ได้ก็ดี  เพราะ สอนคนเรียนเก่ง ไม่ง่ายอย่างทีคิด   ....ขนาดผมจบวิศวะ สอนพวกอาชีพวิศวะด้วยกัน ยังหืดขึ้นคอ  แต่ สอนได้ก็สอน ...  "ไม่โลภสอน"
ขออนุโมทนา  และ With all my goodness (อิมินา ปุณญกัมเมนะ) ผมขออวยพรให้คุณหมอ ตัดสังโยชน์ขาดสิ้น โดยเร็ววัน สาธุ   

 จากคุณ : ช่างมอมมัน [ 13 ก.ค. 2545 / 23:44:48 น. ]
     [ IP Address : 210.203.176.201 ]


 ความคิดเห็นที่ 53 : (กำพล2)

              สา............ธุ  ครับ กับความตั้งใจอันดีงามของทุกๆท่าน
               ขอความหมดสิ้นไปของสังสารวัฏ ได้ปรากฏกับบุคคลผู้ไม่สันโดษ
          ใน......กุศลธรรมทั้งปวง      และ
           ใน.....ความเพียร



    

 จากคุณ : กำพล2 [ 14 ก.ค. 2545 / 08:59:52 น. ]
     [ IP Address : 202.183.164.54 ]


 ความคิดเห็นที่ 54 : (โยคาวจร)

_/\_ ขอบคุณคุณหมอ และพี่สุรวัฒน์มากครับ

 จากคุณ : โยคาวจร [ 15 ก.ค. 2545 / 07:10:40 น. ]
     [ IP Address : 202.47.246.6 ]


 ความคิดเห็นที่ 55 : (สี่ปอ )

อนุโมทนา และขอบคุณคุณหมอกำพล2ค่ะ

 จากคุณ : สี่ปอ [ 15 ก.ค. 2545 / 08:44:37 น. ]
     [ IP Address : 202.44.40.124 ]


 ความคิดเห็นที่ 56 : (p_aa19@hotmail.com)

ไม่ได้เข้ามาติดตามนานแล้ว วันนี้เพิ่งมีโอกาสได้ติดตามอ่านการปฏิบัติธรรมของ
คุณหมอต่อ เห็นว่ามีประโยชน์มาก จะนำมาเป็นแนวทางปฏิบัติตนบ้าง
ขออนุโมทนาค่ะ

 จากคุณ : p_aa19@hotmail.com [ 16 ก.ค. 2545 / 13:42:32 น. ]
     [ IP Address : 164.115.12.102 ]


 ความคิดเห็นที่ 57 : (อ๋า)

          ขอใช้สิทธิ์พาดพิง  เข้ามาอนุโมทนาสาธุครับ เป็นอัตตชีวประวัติธรรมที่เป็นประโยชน์จริงๆครับ  พบกันมาหลายครั้งแล้วยังไม่รู้ชีวิตพี่หมอขนาดนี้เลยครับ
หมดเปลือกจริงๆเลยครับ อ่านแล้วละอายใจครับ รู้เลยว่าตัวเองขี้เกียจจริงๆ  และขอเป็นพยานในการสั่งสมความรู้สึกตัวที่สามารถลดทุกข์ในชีวิตลงเรื่อยๆได้จริงๆครับ
     สา.........................ธุ

 จากคุณ : อ๋า [ 16 ก.ค. 2545 / 14:16:10 น. ]
     [ IP Address : 203.163.64.81 ]


 ความคิดเห็นที่ 58 : (ปุจฉา)

อนุโมทนาด้วยค่ะ เข้าใจแล้วจะนำไปใช้ปฏิบัติต่อไป

 จากคุณ : ปุจฉา [ 16 ก.ค. 2545 / 17:40:33 น. ]
     [ IP Address : 203.144.157.12 ]


 ความคิดเห็นที่ 59 : (อนัตตา)

_/|\_ อนุโมทนาด้วยครับ

 จากคุณ : อนัตตา [ 17 ก.ค. 2545 / 09:35:23 น. ]
     [ IP Address : 203.113.80.136 ]


 ความคิดเห็นที่ 60 : (nothing)

  ผู้ที่อยู่ในสถานภาพอย่างคุณหมอ ส่วนมากก็จะเป็นประเภท "น้ำชาล้นถ้วย"
  สำหรับคุณหมอกำพลฯ ก็ต้องคารวะแหละครับ...

 จากคุณ : nothing [ 17 ก.ค. 2545 / 18:54:02 น. ]
     [ IP Address : 203.113.60.11 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!