การบริจาคร่างกายเพื่อประโยชน์การศึกษา
 เนื้อความ :

       เคยได้ยินคนจะพูดกันบ่อย ๆ ว่าถ้าบริจาคดวงตาแล้วเวลาตายไปจะไม่มีดวงตา ก็เลยรู้สึกว่าทำให้มีคนที่สนใจแต่ยังลังเลอยู่แยะเลย  แต่ก็ได้ไปสมัครบริจาคร่างกายโดยคิดแบบง่ายๆ ว่า ทำกรรมดีไว้ผลตอบแทนก็ต้องดี หว่านพืชใดก็ได้ผลนั้น ถ้าผู้รู้ทั้งหลายจะกรุณาสาธยายก็อาจเป็นประโยชน์
แก่ผู้ที่ไม่ได้สนใจหรือสนใจแต่ลังเลก็ได้ค่ะ

 จากคุณ : อ.วัน/orawant@hotmail.com [ 2 ก.ค. 2545 / 12:46:26 น. ]
     [ IP Address : 203.154.208.2 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (ใบตอง)

คิดอยากจะบริจาคอวัยวะ  จะบริจาคที่ไหนดี

 จากคุณ : ใบตอง [ 2 ก.ค. 2545 / 12:49:49 น. ]
     [ IP Address : 203.149.11.6 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (อ.วัน/orawant@hotmail.com)

          ที่พอรู้นะคะตามรพ.เช่น มหิดล ศิริราช รามา จุฬา สภากาชาดค่ะ

 จากคุณ : อ.วัน/orawant@hotmail.com [ 2 ก.ค. 2545 / 12:51:33 น. ]
     [ IP Address : 203.154.208.2 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (ศิษย์พระป่า)

คนที่เชื่อว่าบริจาคอวัยวะใดแล้วเกิดมาชาติต่อไปจะไม่มีอวัยวะนั้น เป็นความเข้าใจผิดตรงๆ   ไม่งั้นพระพุทธเจ้าของเราก็ทรงมีพระเนตรบอดสนิทมานับชาติไม่ถ้วนนะซี  เพราะในขณะที่ยังเป็นพระโพธิสัตว์ก็ทรงบริจาคดวงตานับไม่ถ้วน,  ตรงกันข้ามยิ่งเราบริจาคอะไรไปกลับจะยิ่งได้สิ่งนั้นกลับคืนมาดีกว่าเดิมเสียอีก

 จากคุณ : ศิษย์พระป่า [ 2 ก.ค. 2545 / 13:55:46 น. ]
     [ IP Address : 216.218.84.200 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (mayrin)


การบริจาคอวัยวะ

---------------------

          การบริจาคอวัยวะเป็นเรื่องที่คนไทยยังไม่คุ้นเคยเท่าไรนัก และมีคำถามมากมายที่ทำให้ผู้คิดจะบริจาคยังมีความลังเลอยู่ ศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย จึงต้องประสบกับปัญหาต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะความเชื่อที่ยังอาจมีหลงเหลืออยู่บ้าง เช่น ถ้าบริจาคอวัยวะให้เขาไปแล้ว เกิดมาชาติหน้าจะมีอวัยวะไม่ครบ

          ดังนั้น  เพื่อให้เกิดความกระจ่างต่อสาธารณชนทั่วไป น.พ. วิศิษฏ์ ฐิตวัฒน์ ผู้อำนายการศูนย์รับบริจาคอวัยวะ ฯ จึงได้เข้านมัสการเรียนถามพระคุณเจ้าพระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตโต) เจ้าอาวาสวัดญาณเวศกวัน ต.บางกระทึก อ.สามพราน จ.นครปฐม ซึ่งได้รับคำตอบที่เป็นประโยชน์และไขข้อข้องใจได้เป็นอย่างดี

น.พ.วิศิษฏ์  มีข้อห้ามในศาสนาพุทธหรือไม่เกี่ยวกับเรื่อง "การบริจาคอวัยวะ"

พระธรรมปิฎก  ตามปกติแล้วไม่มีข้อห้าม มีแต่จะสนับสนุน เพราะการบริจาคอวัยวะเป็นการเสียสละเพื่อประโยชน์ของผู้อื่นต้องการให้ผู้อื่นพ้นจากความทุกข์ และมีการบริจาคจึงเป็นหลักธรรมที่สำคัญของศาสนา ไม่ว่าจะเป็น "ทศพิธราชธรรม"ก็ดี การบำเพ็ญ "บารมี" ของพระพุทธเจ้าเมื่อยังเป็นพระโพธิสัตว์ก็ดี ก็มีการบริจาคเป็นคุณธรรมข้อแรก เรียกว่า "ทาน" และ "ทานบารมี" คือการให้เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น

          โดยเฉพาะในการบำเพ็ญของพระโพธิสัตว์นั้น การบริจาคอวัยวะเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น เป็นความคิดที่จำเป็นเลยที่เดียวที่ต้องทำ เพราะการก้าวไปสู่โพธิญาณ ต้องมีความเข้มแข็งของจิตใจ ในการเสียสละเพื่อความดี ทั้งนี้ทานที่เป็นบารมี จะแบ่งเป็น ๓ ขั้น เช่นเดียวกับบารมีอื่นๆ คือ

          ทานบารมีระดับสามัญ คือการบริจาคทรัพย์สินเงินทองถึงจะมากมายแค่ไหนก็จะอยู่ในระดับนี้

          ทานระดับรอง หรือจวนสูงสุด เรียกชื่อเฉพาะว่า "ทานอุปบารมี" ได้แก่ ความเสียสละทำความดี ถึงขั้นสามารถบริจาคอวัยวะเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นได้ เพื่อรักษาธรรม

          แน่นอนว่า การบริจาคอวัยวะนั้นเป็นบุญธรรมสำคัญและเป็นบุญมาก ตามหลักพระพุทธศาสนานอกจากเป็นบารมีขั้นทานอุปบารมีแล้ว ยังโยงไปหาหลักสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่เรียกว่า "มหาบริจาค" คือการบริจาคใหญ่ ซึ่งพระโพธิสัตว์จะต้องปฏิบัติอีก ๕ ประการ คือ บริจาคทรัพย์ บริจาคราชสมบัติ บริจาคอวัยวะ และนัยน์ตา บริจาคตัวเองหรือบริจาคชีวิต และบริจาคบุตรและภรรยา

น.พ.วิศิษฏ์   ถ้าถามว่าการบริจาคอวัยวะนั้นได้บุญหรือเปล่าและใครเป็นคนได้ อย่างเช่น คนหนึ่งแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะได้ แต่เสียชีวิตในภาวะที่ไม่สามารถบริจาคได้ กับอีกคนหนึ่งไม่ได้แสดงความจำนงบริจาคอวัยวะไว้ แต่เสียชีวิตด้วยภาวะสมองตาย แล้วญาติได้ตัดสินใจบริจาค อันนี้ไม่ทราบว่าใครจะเป็นคนได้บุญ หรือได้บุญมากน้อยอย่างไร

พระธรรมปิฎก  ในแง่นี้ต้องแยกออกเป็น ๒ ประเด็น ประเด็นที่หนึ่งก็คือว่า "เป็นบุญหรือไม่?" ซึ่งตอบได้เลยว่าเป็นบุญอยู่แล้ว ดังที่พระโพธิสัตว์ท่านบริจาค และเป็นบุญชั้นสูงถึงขั้นเรียกว่าบารมีเลยทีเดียว แต่สำหรับคนทั่วไปจะมีความตั้งใจที่จะบรรลุโพธิญาณหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าเราไม่มีความตั้งใจไม่ได้ตั้งปณิธานอย่างนี้ ก็ไม่เรียกว่าเป็นบารมี แต่เป็นบุญซึ่งจัดว่าเป็นบุญอันยิ่งใหญ่เลยทีเดียว เพราะเป็นบุญที่ทำได้ยาก ต้องมีความเสียสละจริงๆ เป็นอันว่าได้บุญแน่นอน เพราะเกิดจากเจตนาที่เสียสละให้ด้วยความกรุณาปราถนาดีต่อผู้อื่นอันใหญ่หลวง

          ในส่วนที่ว่า "ใครจะเป็นผู้ได้บุญ?" นั้น ตอบง่ายๆ ว่าใครเป็นผู้บริจาคคนนั้นก็ได้ เพราะมันอยู่ที่เจตนาของผู้นั้น ในกรณีที่เป็นคนตายไปแล้วและญาติบริจาค ก็เลยกลายเป็นว่าคนที่ตายไปแล้วไม่ได้รับ เพราะว่าไม่ได้ตั้งเจตนา ในแง่นี้ต้องพูดอีกขั้นหนึ่ง คือญาติที่บริจาคนั้นต้องอุทิศกุศลไปให้เขาอีกทีหนึ่ง ในทางธรรมถือว่า ถ้าบริจาคในขณะที่ตัวยังเป็นอยู่ ก็จะเป็นบุญขั้นสูง

น.พ.วิศิษฏ์ คนที่ได้รับอวัยวะไปแล้ว ทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้เจ้าของอวัยวะจะได้รับผลบุญนั้นหรือไม่ เพราะทางศูนย์รับบริจาคอวัยวะฯ ไม่ได้บอกชื่อของคนที่บริจาค ผู้ที่รับอวัยวะไปจะอธิฐานอย่างไรดี

พระธรรมปิฎก  แม้จะไม่ระบุชื่อผู้ที่เราอุทิศส่วนกุศลให้ เพียงแต่ตั้งใจว่าอุทิศให้แก่เจ้าของอวัยวะที่บริจาคให้เรา ก็ถือว่าเราก็ได้อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้กับท่านเจ้าของที่บริจาคอวัยวะให้เราแล้ว

น.พ.วิศษฏ์  ปัญหาที่เราเจอในการทำการประชาสัมพันธ์ให้คนทั่วไป แสดงความจำนงบริจาคอวัยวะคือ บางคนยังเชื่อว่าถ้าให้อวัยวะเขาไปแล้วในชาตินี้ เกิดมาชาติหน้าจะมีอวัยวะไม่ครบ

พระธรรมปิฎก อันนี้ไม่จริงเลย โดยมีแง่พิจารณา ๒ อย่างคือ

๑. ในแง่หลักฐานทางคัมภีร์แสดงว่า พระพุทธเจ้าเมื่อเป็นพระโพธิสัตว์ทรงบริจาคนัยน์ตา ก็เป็นเหตุให้พระองค์ทางได้สมันตจักษุ คือมีพระเนตรหรือดวงตาที่เป็นพิเศษสุดของพระพุทธเจ้า ซึ่งเราแปลว่าเป็นดวงตาที่มองเห็นโดยรอบ ไม่ได้หมายถึงดวงตาที่เป็นวัตถุอย่างเดียว แต่หมายถึงดวงตาทางปัญญาด้วย ในแง่พระคัมภีร์ก็สนับสนุนชัดเจนว่าในชาติหน้ามีแต่ผลดี

๒. ในแง่เหตุผลที่เข้าใจกันว่าบริจาคอวัยวะไปแล้ว เกิดมาอวัยวะจะบกพร่อง เหตุผลที่ถูกต้องมันไม่ใช่อย่างนั้น เราต้องมองว่าชีวิตที่เกิดมานี้ จิตใจเป็นส่วนสำคัญในการปรุงแต่งสร้างสรรค์ ถ้าเรามีเมตตาคิดดีปรารถนาดีต่อผู้อื่น ยิ้มแย้มแจ่มใส ต่อไปตาเราจะถูกปรุงแต่งให้แจ่มใสเบิกบาน

          ในทางกลับกัน ถ้าเราคิดร้ายต่อผู้อื่น มักโกรธ อยากจะทำร้ายรังแกเขาอยู่เรื่อย หน้าตาก็จะบึ้งตึงเครียด หรือถึงกับดูโหดเหี้ยมนี้เป็นผลมาจากสภาพจิตที่เคยชินในชีวิตประจำวัน แม้แต่ในชาติปัจจุบันนี้เอง

          ทีนี้ชีวิตที่จะเกิดต่อไปก็จะต้องอาศัยจิต ที่มีความสามารถในการปรุงแต่ง ขอให้คิดง่ายๆ ว่า คนที่จะบริจาคอวัยวะให้คนอื่น ก็คือ ปราถนาดีต่อเขา อยากให้เขาเป็นสุข อยากให้เขาพ้นทุกข์ หายเจ็บป่วย จิตอย่างนี้ในตอนคิดก็เป็นจิตที่ดี คือจิตใจที่ยินดีเบิกบาน คิดถึงความสุขความดีงามความเจริญ จิตก็จะสะสมความโน้มเอียงและพัฒนาความสามารถในด้านนี้ ถ้าคิดบ่อยๆ จิตก็จะยิ่งมีความสามารถและมีความโน้มเอียงไปในทางที่จะปรุงแต่งให้ดี และคุณสมบัตินี้ก็จะฝังอยู่เป็นสมรรถภาพของจิต

          เพราะฉะนั้นในการบริจาคเราจึงต้องทำจิตใจให้ผ่องใส ให้ประกอบด้วยคุณธรรม มีเมตตาปราถนาดี และอันนี้แหละที่จะทำให้เราได้บุญมาก

น.พ.วิศษฏ์  แพทย์ควรปฏิบัติตัวอย่างไรกับผู้บริจาคอวัยวะ

พระธรรมปิฎก  เขาบริจาค เขาเป็นผู้เสียสละเป็นผู้มีคุณธรรม เพราะฉะนั้นเราก็ต้องมองว่าเราต้องยกย่องให้เกียรติ และถือว่าเขาเป็นผู้บำเพ็ญประโยชน์ให้สังคม ช่วยให้เพื่อนมนุษย์อยู่ดีหายโรค หายภัย และเป็นอยู่ดีขึ้น นั่นก็ควรแสดงออกอย่างใดอย่างหนึ่ง ในการยอมรับหรือเห็นคุณค่า ซาบซึ้งในประโยชน์ที่เขาได้ทำไปแล้ว การปฏิบัติต่อกันก็ธรรมดา แต่หากว่าเรามีจิตดีแล้วการปฏิบัติการแสดงออกก็จะดีจริงๆ

--------------------------------------------
คัดลอกจาก: ธรรมเพื่อชีวิต
เล่มที่ ๒๕ ฉบับวันเข้าพรรษา ๒๕๔๓
มูลนิธิพุทธศาสนาศึกษา
วัดบุรณศิริมาตยาราม

 จากคุณ : mayrin [ 2 ก.ค. 2545 / 15:20:30 น. ]
     [ IP Address : 210.203.177.211 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (ปิ่น)

การบริจาคเห็นแยกไว้ 2 แบบครับ คือ
1.บริจาคดวงตา
2.บริจาคอวัยวะ
แต่ถ้าประสงค์จะบริจาคทั้งสองแบบก็ได้
สำหรับบริจาคอวัยวะ โทรไปที่ ศูนย์บริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย โทร.1666 
เขาจะส่งเอกสารมาให้กรอกแล้วส่งกลับ จากนั้นจะส่งบัตรกลับมาให้เราเก็บไว้   หรือสะดวกไปติดต่อเองได้ตามที่อยู่ข้างล่างครับ

อาคารเทิดพระเกียรติสมเด็จพระญาณสังวร ( เจริญ สุวฑฒโน) ชั้น 5
ถ.อังรีดูนังต์  ปทุมวัน   กรุงเทพฯ 10330

สำหรับบริจาคดวงตาที่เดียวกันครับ แต่ชั้น 7
หรือโทร 02-256-4039,02-256-4040 ต่อศูนย์ดวงตา ( ตลอด 24 ชม.)

 จากคุณ : ปิ่น [ 2 ก.ค. 2545 / 16:25:34 น. ]
     [ IP Address : 10.44.5.57 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (อติ)

บริจาค ร่างกาย ก็ได้น่ะครับ   เป็นอาจารย์ใหญ่ให้นักเรียนแพทย์ ได้กุศลแรงครับ :)

 จากคุณ : อติ [ 2 ก.ค. 2545 / 18:00:14 น. ]
     [ IP Address : 202.183.152.117 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (ใบตอง)

ขออนุญาตเจ้าของกระทู้ถามนอกเรื่อง   ถ้าเราสายตาสั้น  บริจาคดวงตาแล้ว  คนที่ได้ตาเราไปจะสายตาสั้นตามเรามั้ย

 จากคุณ : ใบตอง [ 2 ก.ค. 2545 / 18:03:24 น. ]
     [ IP Address : 203.149.11.6 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (รัศมี)

เรื่องสถานที่บริจาค คิดว่าบริจาคได้ตามโรงพยาบาลของรัฐบาลทุกที่ค่ะ
ดิฉันก็บริจาคทั้งตัวแล้วเหมือนกัน โดยเราไม่ต้องระบุสถานที่รับ-ส่งร่างกาย
เพราะในบางครั้งถ้าเราเป็นอะไรไปนอกสถานที่ของรพ.ที่เราบริจาคไว้
(รพ.เจ้าของร่างจะต้องสามารถไปรับร่างกายได้ภายในเวลา 6 ชม.
หลังเสียชีวิต) ถ้ารับไม่ทันร่างนั้นก็ต้องเผาทิ้งไป ถ้าเราไม่ระบุว่าจะต้องเป็นรพ.นั้น ๆ
รพ.อื่นก็จะได้ร่างกายนั้นไป ซึ่งร่างกายครูใหญ่ยังขาดแคลนอยู่อีกมาก
เมื่อบริจาคแล้วรพ.ก็จะให้บัตรประจำตัวผู้บริจาค ไว้พกติดตัวค่ะ

น่าคิดเหมือนกันนะคะกับคำถามคุณใบตอง ดิฉันก็สายตาสั้นเหมือนกัน
และตอนนี้กำลังจะสายตายาว...

 จากคุณ : รัศมี [ 2 ก.ค. 2545 / 19:29:12 น. ]
     [ IP Address : 203.170.191.1 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : ( ประจักษ์ )

  การ ให้ ทาน  ต้องมีใจ เป็น หลัก ใจ ที่ว่า ทาน นี้ เปรียบ เหมือน เพชร เป็น ของ ที่ มี ค่า ในตัว อัน วิเศษ สุด   การ ทาน สิ่งใด ผู้ ให้ ทาน นั้น  ควร  ทาน ด้วย ใจ อัน บริสุทธิ์  ไว้ เป็น สำคัญ และอย่า ได้ ยึดมั่น ถือ มั่น ใน ผล ทาน เหล่านั้น มาก เกิน
เพราะ ผล ของ ทาน นั้น ถ้า ทาน ด้วย ทิฐทิ อยาก ได้ ในผล ทาน นั้น ผล ที่ ได้ จะ ไม่ เป็น ผล แห่ง ความบริสุทธิ์ เลย
  เปรียบ เทียบ การทาน อัน บริสุทธิ์ แท้ ผู้ ทาน จง ให้ ทาน ด้วย ปัญญา เป็น หลัก ใหญ่
  ดัง มี คำ สัจจะ ว่า แม้ ทาน ด้วย วัตถุ อัน น้อย นิด เหลือ มากมาย ก็ตามแต่
แต่  ผู้ ให้ ทาน โดย ขาด ปัญญา และขาด ความ บริสุทธิ์ ใจ แล้ว ผล นั้น ย่อม เป็น ไป ตาม เหตุ นั้น คือ ไม่ เป็น ผล ทาน ที่ สมดุลย์ ครบถ้วน ถูกต้อง ตามจริง
อาจ ก่อ เกิด ผล ทุกข์ มา ใน ภาย หลัง
เช่น ทาน เกินกำลัง ทรัพย์  , หวัง ในทาน นั้น มาก เกิน แล้ว ผล ไม่ได้ดังหวัง
เป็น ต้น
   ฉะนั้น การ ทาน ที่ เหนือ หรือ จะพูด ว่า เป็น ที่ สุด แห่ง ธรรม ทาน คือ การ ให้ ปัญญา แก่ ผู้ รับ ทาน  หรือ จะ อธิบายว่า คือ การ ให้ ความถูกต้อง ตาม หลัก ความเป็น จริง แก่ ผู้ รับ ทาน นั้น เอง .

 จากคุณ : ประจักษ์ [ 3 ก.ค. 2545 / 03:38:03 น. ]
     [ IP Address : 10.44.6.46 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (อ.วัน)


      คุณใบตองคะ ถามให้แล้วค่ะสายตาสั้นเขาก็ยินดีรับค่ะ ทางสภากาชาดตอบมาว่าสายตาสั้นผู้รับก็ไปใส่แว่นได้ อย่างเช่นคนปกติทั่วๆ ไปใส่แว่นกัน
ก็ยินดีด้วยนะคะบริจาคได้
     คุณรัศมีค่ะ ไม่ทราบคุณรัศมีติดต่อบริจาคที่ไหนไว้คะ เพราะที่ตัวเองติดต่อไว้
ที่รพ.มหิดล  ซึ่งทางรพ.ก็บอกไว้ว่าถ้ามีรพ.อื่นๆ (เช่นที่ต่างจว.ก็เคย) จะติดต่อ
ขอมาแล้วทางมหิดลจะถามทางญาติๆ ว่าอนุญาตแล้วจะส่งให้รพ.อื่นอีกทีค่ะ
     **ตอนนี้หลวงตาบัวมากท.แล้วนะคะ เมื่อคืนได้ไปฟังเทศน์ ฟังธรรม
เอาส่วนบุญผลบุญมาแจกทุกท่านในเวบนี้นะคะ เย็นนี้และพรุ่งนี้ก็ยังไปฟังได้ค่ะ
ที่สวนแสงธรรม พุทธมณฑล 3 ค่ะ

 จากคุณ : อ.วัน [ 3 ก.ค. 2545 / 07:59:48 น. ]
     [ IP Address : 203.154.208.2 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (รัศมี)

อนุโมทนาด้วยค่ะที่ได้เข้ากราบและฟังธรรมหลวงตาท่านมีเมตตาหาประมาณไม่ได้จริง ๆ ค่ะ
ดิฉันติดต่อบริจาคร่างกายไว้ที่รพ.ศรีนครินทร์ จ.ขอนแก่นค่ะ
ให้สังเกตอย่างนี้ค่ะรพ.ไหนที่สนับสนุนการสอนไม่ว่าจะเป็นสอนนศ.แพทย์ หรือ
นศ.พยาบาล ส่วนใหญ่แล้ว รพ.เหล่านั้นจะรับบริจาคร่างกายค่ะ อย่างเช่นที่โคราช
ก็รับบริจาคเช่นกันเพราะมีวิทยาลัยพยาบาลสาธารณสุขค่ะ

 จากคุณ : รัศมี [ 3 ก.ค. 2545 / 08:45:08 น. ]
     [ IP Address : 203.170.191.1 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (เริ่มปฏิบัติ)

ผมเองก็บริจาคมาแล้วทั้งดวงตาและร่างกาย   ตามความเข้าใจสามารถแบ่งการบริจาคได้ดังนี้
1.บริจาคร่างกายเพื่อเป็นอาจารย์ใหญ่ เป็นการบริจาคร่างกายเพื่อให้นักศึกษาแพทย์ไว้ศึกษา
2.บริจาคร่างกายในส่วนที่เป็นอวัยวะต่างๆเพื่อให้กับผู้ป่วย เช่น หัวใจ ตับ ไต เป็นต้น จะเลือกบริจาคอวัยวะทั้งร่างกายหรือเลือกเฉพาะส่วนก็ได้ 
3.การบริจาคควงตา
    ซึ่งในข้อ 1 และ 2 สามาเลือกได้ข้อใดข้อหนึ่งข้อเดียว
    โดยเมื่อผู้บริจาคเสียชีวิตญาติผู้บริจาคต้องรีบแจ้งให้โรงพยาบาลที่รับบริจาคทราบภายใน 6 ชั่วโมงครับ

 จากคุณ : เริ่มปฏิบัติ [ 3 ก.ค. 2545 / 09:31:31 น. ]
     [ IP Address : 203.155.232.69 ]


 ความคิดเห็นที่ 13 : (ภาสกร)

ขอเสริม ข้อความ ของคุณ  เริ่มปฏิบัติ

หากบริจาคอวัยวะ ทุกส่วน รวมทั้ง ดวงตา สามารถกระทำได้พร้อมกัน
แต่ไม่สามารถที่จะบริจาคร่างกายได้

เนื่องจากนักศึกษาแพทย์ จะต้องเรียนรู้อวัยวะทุกส่วนของร่างกายมนุษย์
จากผู้ที่บริจาคมา ดังนั้นหากอวัยวะไม่ครบหรือถูกนำไปใช้อย่างอื่นก่อนแล้ว
ก็ย่อมไม่สามารถที่จะนำมาศึกษาเพื่อเรียนรู้ของนักศึกษาแพทย์ได้อีก

ดังนั้นหากจะบริจาคอะไร ควรจะแจ้งให้เป็นที่แน่นอน
ระหว่าง ดวงตา และอวัยวะทั้งหมด  หรือ ร่างกาย
หากแบบแรก เมื่อทาง รพ. เอาอวัยวะที่ใช้ได้ออกไปหมดแล้ว
ก็จะส่งศพ มาให้ญาติ บำเพ็ญบุญ ต่อไป
และผู้ที่ได้บริจาคดวงตาแล้ว ญาติมีสิทธิขอ พระราชทานเพลิงศพ ได้

ส่วนแบบหลัง คือ บริจาคร่างกาย
ทาง รพ. จะไม่คืนศพ ให้เมื่อครบกำหนด (ประมาณ 2-3 ปี)
แต่จะนำศพอาจารย์ใหญ่ มาฌาปนกิจรวมกันทั้งหมด

ส่วนตัวผมเองนั้น ได้บริจาคทั้งดวงตา
และอวัยวะทุกส่วนที่สามารถใช้ประโยชน์ได้ เรียบร้อยแล้ว (000420)

 จากคุณ : ภาสกร [ 3 ก.ค. 2545 / 16:23:35 น. ]
     [ IP Address : 203.148.253.190 ]


 ความคิดเห็นที่ 14 : (กลางชล)

อนุโมทนาด้วยค่ะคุณภาสกร
ขออนุญาตเอาข้อมูลมาฝากผู้ที่สนใจเพิ่มเติมด้วยนะคะ
- - -

(๑) การบริจาคดวงตา

ไม่ได้ผ่าตัดทั้งลูกตา
=============

เปลี่ยนเฉพาะตาดำ การผ่าตัดเปลี่ยนดวงตา คือการเปลี่ยน "กระจกตาดำ"
(หรือเรียกว่า ตาดำ หรือกระจกตา)
กระจกตาเป็นส่วนที่อยู่ด้านหน้าตรงกลางตา
ส่วนที่ใส ไม่มีสี รูปร่างและขนาดของกระจกตาดำเปรียบได้กับหน้าปัดนาฬิกา
ทำหน้าที่ให้แสงผ่านเข้าไปในลูกตา และ ทำให้ลูกตาคงรูปร่างอยู่ได้

การผ่าตัดเปลี่ยนดวงตา ไม่ใช่เปลี่ยนทั้งลูกตา
เปลี่ยนเฉพาะผิวของกระจกตาเท่านั้น
เพราะฉะนั้น ผู้ที่ตาเหล่ ตาบอดสี สายตาสั้น เคยผ่าตัดต้อกระจก
เป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ตาบอดมาหลายปี
สามารถอุทิศตาได้ เพราะตาดำหรือกระจกตายังดีอยู่

ดวงตาที่ได้รับการบริจาค จะนำไปช่วยเหลือผู้พิการทางสายตา ในกรณีดังนี้
๑. กระจกตาขุ่น เป็นฝ้าขาว เช่น เป็นแผลเป็น หรือตาบวมจากอุบัติเหตุ
    สารเคมี การติดเชื้อ โรคกระจกตาแต่กำเนิด
๒. กระจกตามีความโค้งนูนผิดปกติ
๓. กรณีฉุกเฉิน เช่น เป็นโรคติดเชื้ออย่างรุนแรง ไม่สามารถใช้ยารักษาได้
     หรือ กระจกตาทะลุ

ดวงตาใหม่ได้จากไหน
==============

๑. ผู้แสดงความจำนงไว้กับศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทย
๒.ญาติที่มีความประสงค์จะบริจาคดวงตาของบุคคลที่เสียชีวิตเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น
    โดยกรุณาติดต่อให้ศูนย์ดวงตา สภากาชาดไทยทราบโดยเร็วที่สุด
    ไม่เกิน ๖ ชั่วโมง นับจากการเสียชีวิต

วิธีการบริจาคดวงตา
=============

สำหรับผู้ที่อยู่ในกรุงเทพฯ

วิธีที่ ๑

- ติดต่อแสดงความจำนงด้วยตัวเองได้ที่
ศูนย์ดวงตา สภากาชาดไทย
อาคารเทิดพระเกียรติสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฒโน) ชั้น ๗
ถ.อังรีดูนังต์ ปทุมวัน กรุงเทพฯ ๑๐๓๓๐
ในวันเวลาราชการ เวลา ๘.๓๐ - ๑๖.๓๐ น.
ท่านจะได้รับบัตรประจำตัวผู้แสดงความจำนงบริจาคดวงตาในวันนั้น
พร้อมด้วยประกาศนียบัตรและเข็มที่ระลึกจากศูนย์ดวงตาฯ

วิธีที่ ๒
- โทรศัพท์แสดงความจำนงบริจาคที่
โทร. (๐๒) ๒๕๒-๖๑๓๑-๙, ๒๕๒-๘๑๘๑-๙ ต่อ ๔๐๓๙, ๔๐๔๐ หรือ
โทร. (๐๒ ) ๒๕๖-๔๐๓๙, ๒๕๖-๔๐๔๐ ตลอด ๒๔ ชั่วโมง

- หรือ แสดงความจำนงผ่านทางอีเมล์: eyebank@redcross.or.th

ทางศูนย์ดวงตาฯจะส่งใบแสดงความจำนงกลับมาตามที่อยู่ที่แจ้งไว้
กลับมาหาท่าน ดูตัวอย่างเอกสารที่จะส่งมาให้ จากนั้น ท่านกรอกข้อความ
ตามเอกสารที่ได้รับ แล้วส่งไปที่ศูนย์ฯ โดยไม่เสียค่าส่ง เมื่อศูนย์ฯ ได้รับเอกสาร
จะจัดส่งบัตรประจำตัวผู้แสดงความจำนงบริจาคดวงตากลับมาหาท่าน
พร้อมด้วยประกาศนียบัตรและเข็มที่ระลึกจากศูนย์ดวงตาฯ

สำหรับผู้ที่อยู่ต่างจังหวัด

๑. ทำตามวิธี ๒
๒. ทำแบบวิธีที่ ๑ (ไปด้วยตนเอง) หรือ วิธีที่ ๒ (โทรศัพท์ไปขอแบบฟอร์ม)
     แต่ติดต่อที่เหล่ากาชาดจังหวัดทั่วประเทศ
๓. ทำแบบวิธีที่ ๑ หรือ ๒ แต่ติดต่อที่ศูนย์ดวงตาภาค รวม ๑๐ ภาค ดังนี้

ภาค ๑ - ศูนย์กลาง: รพ. พระนั่งเกล้า จ.นนทบุรี
             โทร.๕๒๗-๐๒๔๕, ๕๒๖-๕๖๒๙
              เครือข่าย: อยุธยา , ปทุมธานี , สมุทรปราการ, อ่างทอง

ภาค ๒ - ศูนย์กลาง: รพ. สระบุรี จ.สระบุรี โทร. ๐๓๖-๒๒๓๘๑๑ ต่อ ๑๐๔๗
              เครือข่าย: ชัยนาท , นครนายก , ลพบุรี , สิงห์บุรี สุพรรณบุรี

ภาค ๓ - ศูนย์กลาง: รพ. สมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา จ.ชลบุรี
              โทร. ๐๓๘-๓๒๒๑๕๗-๙
              เครือข่าย : จันทบุรี , ฉะเชิงเทรา , ระยอง , ตราด , ปราจีนบุรี , สระแก้ว

ภาค ๔ - ศูนย์กลาง: รพ. ศูนย์ราชบุรี จ.ราชบุรี โทร. ๐๓๒-๓๒๑๐๘๕
              เครือข่าย: นครปฐม , สมุทรสาคร , สมุทรสงคราม เพชรบุรี ,
              กาญจนบุรี , ประจวบคีรีขันธ์

ภาค ๕ - ศูนย์กลาง: รพ. มหาราชนครราชสีมา จ.นครราชสีมา
             โทร. ๐๔๔-๒๔๔๒๒๘
              เครือข่าย: บุรีรัมย์ , สุรินทร์ , ชัยภูมิ , ศรีสะเกษ , มหาสารคาม

ภาค ๖ - ศูนย์กลาง: รพ. อุดรธานี จ.อุดรธานี
             โทร. ๐๔๒-๓๔๘๑๔๘ ต่อ ๑๒๔๘
             เครือข่าย: ขอนแก่น ,สกลนคร ,หนองคาย ,เลย หนองบัวลำภู

ภาค ๙ - ศูนย์กลาง: รพ. พุทธชินราช จ.พิษณุโลก
             โทร. ๐๕๕-๒๑๙๘๔๔ ต่อ ๑๗๑๐
              เครือข่าย: อุตรดิตถ์ , พิจิตร , เพชรบูรณ์ , แพร่ , น่าน

ภาค ๑๐ - ศูนย์กลาง: รพ. มหาราชนครเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ โทร. ๐๕๓-๒๒๑๑๒๒
                 เครือข่าย: ลำพูน , ลำปาง , พะเยา , เชียงราย , แม่ฮ่องสอน

ภาค ๑๑ - ศูนย์กลาง: รพ. มหาราชนครศรีธรรมราช จ.นครศรีธรรมราช
                โทร. ๐๗๕-๓๔๓๔๐๐-๕
                เครือข่าย: ชุมพร , สุราษฎร์ธานี , ระนอง ,พังงา , ภูเก็ต , กระบี่

ภาค ๑๒ - ศูนย์กลาง: รพ. สงขลานครินทร์ จ.สงขลา
                โทร. ๐๗๔-๒๑๒๐๗๐-๙ ต่อ ๑๓๘๐
                เครือข่าย : สตูล , พัทลุง , ตรัง ,ปัตตานี , ยะลา , นราธิวาส

สิ่งที่ผู้บริจาคจะได้ตอบแทน
=================

ได้ลดค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และโรงพยาบาลในเครือ
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
โทร. ๒๕๒-๘๑๓๑-๙, ๒๕๒-๘๑๘๑-๙ ต่อ ๔๐๓๙ หรือ ๔๐๔๐ หรือ
โทร. ๒๕๖-๔๐๓๙, ๒๕๖-๔๐๔๐ ตลอด ๒๔ ชั่วโมง
อีเมล์: eyebank@redcross.or.th
- - -

(๒) การบริจาคอวัยวะ

บริจาคอวัยวะอะไรได้บ้าง
=================

๑. หัวใจ
๒. ตับ
๓. ไต
๔. ปอด
๕. อวัยวะอื่น ๆ ที่ปลูกถ่ายได้ เช่น ตับอ่อน ลำไส้ กระดูก เป็นต้น

ทำไมต้องการบริจาคอวัยวะ
=================

ปัจจุบันมีผู้ป่วยในระยะสุดท้ายเป็นจำนวนมาก
ที่ทุกข์ทรมานจากการที่อวัยวะสำคัญไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ
วิธีรักษาทางการแพทย์ที่ดีที่สุดคือ การปลูกถ่ายอวัยวะใหม่
หรือการผ่าตัดนำอวัยวะใหม่มาเปลี่ยนแทนอวัยวะเดิม
จะช่วยให้ผู้ป่วยในระยะสุดท้ายมีชีวิตอยู่
เป็นประโยชน์ต่อครอบครัวและสังคมต่อไปได้

อวัยวะใหม่ได้มาจากไหน
================

๑. ผู้มีจิตศรัทธาซึ่งได้แสดงความจำนงในการบริจาคอวัยวะไว้
     กับศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย
     และได้เสียชีวิตด้วยสาเหตุภาวะสมองตาย

๒. ได้จากญาติที่มีความประสงค์จะบริจาคอวัยวะ
     ของบุคคลที่เสียชีวิตเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น

๓. ได้มาจากผู้บริจาคขณะที่มีชีวิตอยู่
     ซึ่งจะต้องเป็นญาติโดยสายเลือดหรือคู่สมรสกับผู้รับเท่านั้น

เงื่อนไขก่อนแสดงความจำนงว่าจะบริจาค
==========================

๑. ผู้บริจาคควรมีอายุน้อยกว่า ๖๐ ปี
     ยกเว้นบริจาคตับและหัวใจควรอายุน้อยกว่า ๕๐ ปี

๒. บุคคลที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ (อายุ ๒๐ ปี) ต้องมีหลักฐานว่า
     ได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง

๓. ผู้บริจาคอวัยวะ ถ้าหากเคยผ่านการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะมาแล้ว
     และยังมีความต้องการจะแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะที่เหลืออยู่
     ย่อมทำได้

เงื่อนไขหลังแจ้งความจำนงว่าจะบริจาคอวัยวะแล้ว
================================

๑. เสียชีวิตด้วยสาเหตุภาวะสมองตาย
    ผู้วินิจฉัยภาวะสมองตายคือแพทย์ผู้รักษา
    สมองตายคือภาวะที่สมองถูกทำลายจนสูญเสียการทำงานอย่างสิ้นเชิงและถาวร
    ไม่มีหนทางเยียวยารักษาได้ ด้วยสาเหตุ ดังนี้: การบาดเจ็บที่สมองอย่างรุนแรง,
    เลือดออกในช่องสมอง, เส้นเลือดแตกในเนื้อสมอง, เนื้องอกในสมอง

๒. ภายหลังเสียชีวิต ได้รับการอนุญาตจากบิดา มารดา ผู้ปกครองหรือญาติ
     ทั้งนี้ ปัจจุบัน สภากาชาดไทย ได้เสนอเรื่องไปยังกรรมการแพทยสภาว่า
     หากผู้ใดแสดงความจำนงว่าจะบริจาคอวัยวะไว้กับสภากาชาดไทยแล้ว
     ภายหลังเสียชีวิตในภาวะสมองตาย
     สภากาชาดไทยไม่จำเป็นต้องขออนุญาตบิดา มารดา ผู้ปกครองหรือญาติ

๓. อายุไม่เกิน ๖๐ ปี (ยกเว้นบริจาคตับและหัวใจ อายุไม่ควรเกิน ๕๐ ปี)

ู๔. ไม่มีโรคติดเชื้อ , มะเร็ง , ไม่เป็นโรคเรื้อรัง โรคตับ และ ไม่ติดสุรา

๕. ปราศจากเชื้อที่ถ่ายทอดทางการปลูกถ่ายอวัยวะ
     เช่น ไวรัสตับอักเสบบี , ไวรัสเอดส์ ,ฯลฯ

๖. อวัยวะที่จะบริจาคอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์

วิธีการแจ้งความจำนงบริจาคอวัยวะ
======================

กรุงเทพมหานคร

วิธีที่ ๑

- ติดต่อแสดงความจำนงด้วยตัวเองได้ที่ ศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย
อาคารเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฒโน) ชั้น ๕
ถ.อังรีดูนังต์ ปทุมวัน กรุงเทพฯ ๑๐๓๓๐ ในวันเวลาราชการ เวลา ๘.๓๐ - ๑๖.๓๐ น.
ท่านจะได้รับบัตรประจำตัวผู้แสดงความจำนงบริจาคอวัยวะในวันนั้น

วิธีที่ ๒

- โทรศัพท์แสดงความจำนงบริจาคได้ที่หมายเลข (๐๒) ๒๕๖-๔๐๔๕-๖
หรือ โทร.๑๖๖๖

ทางศูนย์รับบริจาคฯจะส่งใบแสดงความจำนงกลับมาตามที่อยู่ที่แจ้งไว้
กลับมาหาท่าน ดูตัวอย่างเอกสารที่จะส่งมาให้ จากนั้น ท่านกรอกข้อความ
ตามเอกสารที่ได้รับ แล้วส่งไปที่ศูนย์ฯ โดยไม่เสียค่าแสตมป์หรือค่าส่ง
เมื่อศูนย์ฯได้รับเอกสาร จะจัดส่งบัตรประจำตัวผู้แสดงความจำนงบริจาค
อวัยวะกลับมาหาท่าน

ต่างจังหวัด
- ทำตามวิธีที่ ๒ โดยใช้เบอร์โทร. ๑๖๖๖ (ถ้าโทรสาธารณะ โทรฟรี)
- ทำแบบวิธีที่ ๑ (ไปติดต่อด้วยตนเอง)
หรือ ๒ (โทรศัพท์ไปขอแบบฟอร์มใบแสดงความจำนง)
แต่ติดต่อที่ สำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัด ทุกจังหวัดทั่วประเทศ


สิ่งที่ญาติผู้บริจาคจะได้รับตอบแทน
ภายหลังผู้บริจาคถึงแก่กรรมและได้บริจาคอวัยวะแล้ว

==================================

๑. ญาติผู้บริจาคอวัยวะ ๑ คน ได้เป็นสมาชิกกิตติมศักด์ของสภากาชาดไทย
(ได้ลดค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และโรงพยาบาลในเครือ)

๒. มีสิทธิขอพระราชทานเพลิงศพ เป็นกรณีพิเศษ ให้ผู้บริจาคอวัยวะ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม เรื่องบริจาคอวัยวะได้ที่
ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ โทร. ๑๖๖๖, โทร. ๒๕๖-๔๐๔๕-๖
- - -

 จากคุณ : กลางชล [ 4 ก.ค. 2545 / 23:53:41 น. ]
     [ IP Address : 202.133.163.48 ]


 ความคิดเห็นที่ 15 : (sv)

เรียนเชิญทุกท่านที่มีใจกุศลร่วมกันบริจาคโลหิต

 จากคุณ : sv [ 5 ก.ค. 2545 / 08:48:37 น. ]
     [ IP Address : 203.155.232.102 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!