ประสบการณ์การปฏิบัติธรรมตามแนวทางหลวงพ่อเทียน
 เนื้อความ :

ผมได้มีโอกาสเข้ามาดูลานธรรมเป็นครั้งแรก  ขอขอบคุณ คุณมะไฟหวาน และอนุโมทนาในกุศลเจตนาท่ีนำเอาประวัติของผมไปลงไว้ หากท่านใดมีข้อสงสัยในการปฏิบัติ ก็ขอเชิญเข้ามาพูดคุยกันได้   อาจจะพอช่วยคลายความสงสัยได้บ้างเท่าท่ีผมมีประสบการณ์  ขอขอบคูณล่วงหน้าครับ

 จากคุณ : กำพล 2 [ 18 มิ.ย. 2545 / 21:47:24 น. ]
     [ IP Address : 203.113.41.135 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (กำพล2)

ต้องขออภัยเป็นอย่างสูง  จากเหตุคอมพิวเตอร์มีปัญหาการพิมพ์  ทำให้ต้องหลบไปใช้คำอื่นแทน อาจจะทำให้ดูไม่เรียบร้อยครับ เพราะไม่สามารถใช้คำได้อย่างต้องการ

 จากคุณ : กำพล2 [ 18 มิ.ย. 2545 / 21:56:14 น. ]
     [ IP Address : 203.113.41.135 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (ศรัทธาหลวงพ่อเทียน)

พอดีไม่ได้เข้ามาดูบ่อยนักเลยยังไม่เห็นกระทู้ที่ว่า  รบกวนช่วยบอกด้วยครับ

 จากคุณ : ศรัทธาหลวงพ่อเทียน [ 18 มิ.ย. 2545 / 22:08:16 น. ]
     [ IP Address : 203.146.212.72 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (ศรัทธาหลวงพ่อเทียน )

พอดีลองเข้าไปหากระทู้ปรากฏว่าพบที่กระทู้ 2518เป็นต้นไป ขอบคุณครับ

 จากคุณ : ศรัทธาหลวงพ่อเทียน [ 18 มิ.ย. 2545 / 22:59:51 น. ]
     [ IP Address : 203.146.239.9 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (ดังตฤณ)

อนุโมทนากับความเมตตาของคุณกำพลครับ
หลายคนได้ประโยชน์ยิ่งจากประสบการณ์ปฏิบัติของคุณกำพล
ที่คุณมะไฟหวานได้นำมาพิมพ์เป็นธรรมทานให้อ่านกัน

http://dharma.school.net.th/cgi-bin/kratoo.pl/002518.htm
http://dharma.school.net.th/cgi-bin/kratoo.pl/002519.htm
http://dharma.school.net.th/cgi-bin/kratoo.pl/002520.htm
http://dharma.school.net.th/cgi-bin/kratoo.pl/002522.htm
http://dharma.school.net.th/cgi-bin/kratoo.pl/002523.htm
http://dharma.school.net.th/cgi-bin/kratoo.pl/002524.htm
http://dharma.school.net.th/cgi-bin/kratoo.pl/002525.htm
http://dharma.school.net.th/cgi-bin/kratoo.pl/002528.htm

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 18 มิ.ย. 2545 / 23:32:08 น. ]
     [ IP Address : 203.156.10.30 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (บูชา bujadham@hotmail.com)

สวัสดีทาง InterNet ครับ ค.หมอกำพล

เมื่อกี้เพิ่งได้คุยกับ ค.หมอ ทางโทรศัพท์ เพราะท่านเพิ่งใช้อินเตอร์เนทครั้งแรกๆ
จึงแนะนำให้ท่านทดลองโพสต์กระทู้ เข้ามาพูดคุยกันที่ลานธรรมนี้

ค.หมอกำพล กำลังช่วยงานเรื่องกำแพงกันไฟ ที่วัดป่าสุขะโต จ.ชัยภูมิ
ในกระทู้ที่ผมเคยโพลต์บอกบุญไว้ครับ
http://dharma.school.net.th/cgi-bin/kratoo.pl/005196.htm
เห็นท่านบอกว่าได้รับเงินบริจาค จากอเมริกาเพราะข่าวสารจากลานธรรมนี้ครับ


ปกติท่านจะไปช่วยการจัดคอร์ส “ เปิดประตูใจ “ ที่จัดที่พุทธมณฑลเป็นประจำ
ใครที่สนใจแนวทางปฏิบัติแบบหลวงพ่อเทียน  ขอเชิญเข้ามาสนทนากันครับ

 จากคุณ : บูชา bujadham@hotmail.com [ 18 มิ.ย. 2545 / 23:34:24 น. ]
     [ IP Address : 203.107.137.177 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (0009)

ดีใจ ที่ผู้มีความรู้ ประสบการณ์ในการปฏิบัติอีกท่านหนึ่งจะได้เข้ามาแนะนำ
แนวทางการปฏิบัติธรรมต่อสมาชิกลานธรรมที่สนใจการเจริญสติแบบหลวงพ่อเทียน  ปรมจารย์แห่งการเจริญสติ

 จากคุณ : 0009 [ 19 มิ.ย. 2545 / 08:54:58 น. ]
     [ IP Address : 202.129.21.14 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (ไก่แก้ว)

_/|\_ เข้ามาสวัสดีคุณหมอค่ะ
เรื่องของคุณหมอช่วยเป็นกำลังให้มีความเพียรต่อไปค่ะ
อนุโมทนาบุญด้วยค่ะ

 จากคุณ : ไก่แก้ว [ 19 มิ.ย. 2545 / 08:55:23 น. ]
     [ IP Address : 203.145.15.135 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (at_last)

_/|\_  _/|\_
ในที่สุดดูกายก็ได้พบกับดูจิต
สาธุครับ

เกิดความอยากให้คุณหมอกำพลได้พบกับคุณดังตฤณครับ







 จากคุณ : at_last [ 19 มิ.ย. 2545 / 09:31:10 น. ]
     [ IP Address : 203.155.21.163 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (ธีรนันท์)

_/|\_ สาธุครับ

ใครที่สนใจธรรมะตามแนวทางหลวงพ่อเทียน มีข้อมูลเพิ่มเติมที่เวปไซต์นี้นะครับ
http://se-ed.net/theeranun/portian.html 

 จากคุณ : ธีรนันท์ [ 19 มิ.ย. 2545 / 10:28:05 น. ]
     [ IP Address : 141.151.139.230 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (ต๊ะ)

เสียงคุณกำพล ฟังแล้วเย็นใจดีครับ

 จากคุณ : ต๊ะ [ 19 มิ.ย. 2545 / 11:16:38 น. ]
     [ IP Address : 203.146.227.211 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (dhamma2001)

สวัสดีครับ และอนุโมทนาในกุศลของคุณหมอด้วยนะครับ เคยอ่านและศรัทธาการปฏิบัติในสายของหลวงพ่อเทียน หลวงพ่อคำเขียน ครับ มีโอกาสก็เข้ามาฝากประสบการณ์ดีๆให้ชาวลานธรรมได้อ่านกันนะครับ

 จากคุณ : dhamma2001 [ 19 มิ.ย. 2545 / 11:32:47 น. ]
     [ IP Address : 202.28.164.201 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (กำพล2)

สวัสดีครับและขออนุโมทนากับทุกท่านท่ีใส่ใจในพระพุทธศาสนา สำหรับความประสงค์ของคุณat last นั้นขอเรียนดังนี้ครับ ผมเองได้ประโยชน์อย่างมากจากหนังสือวิมุตติปฏิปทา ผมมีโอกาสได้พบและกราบเรียนกับพระอาจารย์ปราโมทย์ท่ีสวนโพธิๆ 2ครั้ง และที่บุรีรัมย์(งานเผาศพหลวงปู่สุวัจ)อีกครั้ง  ตอนนี้เองผมก็ดูจิตอยู่เหมือนกัน  ผมเข้าใจว่าไม่ว่าเทคนิกใด ท้ายสุดก็ต้องศึกษาลงที่จิต  การดูกายเคลื่อนไหวก็คล้ายการที่นักมวยสากลเต้นฟุตเวิร์กส่วนที่ทำคะแนนจริงๆคือหมัดชกที่เข้าเป้า การป้องกันหมัดชกของฝ่ายตรงข้ามอย่างทันท่วงที  สำหรับผู้ใหม่สิ่งขาดไม่ได้คือความเพียร ต้องทำจนกว่าความเป็นเองจะเกิดขึ้นก็จะเหนื่อยน้อยลงเป็นลำดับครับ    ขอบคุณครับ

 จากคุณ : กำพล2 [ 19 มิ.ย. 2545 / 11:57:58 น. ]
     [ IP Address : 203.113.41.133 ]


 ความคิดเห็นที่ 13 : (เริ่มปฎิบัติ)

เป็นตัวอย่างที่ดีให้พวกเรานักปฎิบัติได้ใช้เป็นแบบอย่างเป็นแนวทางในการปฎิบัติต่อไป อนุโมทนา สาธุครับ

 จากคุณ : เริ่มปฎิบัติ [ 19 มิ.ย. 2545 / 13:28:50 น. ]
     [ IP Address : 203.155.233.236 ]


 ความคิดเห็นที่ 14 : (nonborn)

สวัสดีครับคุณหมอกำพล
คุณหมอช่วยกรุณาอธิบายการทำความรู้สึกในขณะเคลื่อนไหวมือด้วยครับ
นับแต่ขั้นต้นเลยครับ

 จากคุณ : nonborn [ 19 มิ.ย. 2545 / 14:57:47 น. ]
     [ IP Address : 203.146.3.18 ]


 ความคิดเห็นที่ 15 : (nothing)

ดีใจที่ได้รู้จัก...ขอบคุณครับ

 จากคุณ : nothing [ 19 มิ.ย. 2545 / 15:15:03 น. ]
     [ IP Address : 203.113.60.75 ]


 ความคิดเห็นที่ 16 : (dhamma2001)

อนุโมทนาอีกครั้งครับ และดีใจที่ได้ข่าวคราวของท่านอาจารย์ปราโมทย์อีกครั้งครับ กราบรำลึกถึงท่าน ณ โอกาสนี้ด้วยครับ

 จากคุณ : dhamma2001 [ 19 มิ.ย. 2545 / 16:50:20 น. ]
     [ IP Address : 202.28.136.201 ]


 ความคิดเห็นที่ 17 : (P_aa19@hotmail.com)

ขออนุโมทนาด้วยค่ะ กับความเพียรพยายาม อดทนต่ออุปสรรค อ่านตั้งแต่กระทู้แรกของคุณหมอแล้ว ที่แนะนำให้อ่าน.....ด้วยความเข้าใจ และเห็นประโยชน์ของการเจริญสติที่คุณหมอเคยแนะนำให้ปฏิบัติ....เช่นกัน.....จะพยายาม.....
จาก....เพื่อนเก่าสุโขทัย

 จากคุณ : P_aa19@hotmail.com [ 20 มิ.ย. 2545 / 10:40:34 น. ]
     [ IP Address : 164.115.12.135 ]


 ความคิดเห็นที่ 18 : (มะไฟหวาน)

สวัสดีค่ะ คุณหมอ
สงสัยว่าทำไมถึงเป็นกำพล2 คะ
หรือว่ากำพล1 ยกให้อาจารย์กำพล ทองบุญนุ่ม

พี่ว่า จะเอาประสบการณ์อ.กำพล ที่ไปพูดที่นครสวรรค์
มาลงให้อ่านกัน แต่เพิ่งถอดเทปไปได้หน่อยเดียวเองค่ะ

 จากคุณ : มะไฟหวาน [ 20 มิ.ย. 2545 / 12:40:17 น. ]
     [ IP Address : 203.107.143.34 ]


 ความคิดเห็นที่ 19 : (พบบุญ (pobboon@yahoo.com))

เคยอ่านเรื่องของคุณกำพลค่ะ ตอนนั้นดิฉันกำลังมึนงงกับสิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่ หลังจากที่อ่านแล้ว รู้สึกว่าดึงตัวเองกลับมาสู่โลกความเป็นจริงได้มากขึ้น
  ขอบพระคุณสำหรับเรื่องราวของคุณกำพลค่ะ

 จากคุณ : พบบุญ (pobboon@yahoo.com) [ 20 มิ.ย. 2545 / 12:47:54 น. ]
     [ IP Address : 203.155.73.29 ]


 ความคิดเห็นที่ 20 : (P_aa19@hotmail.com)

พบกับคุณหมอกำพลที่สุโขทัย.........ก็ขอให้เดินทางกลับบ้าน(สิงห์บุรี)ด้วยความปลอดภัย......รักษาสุขภาพด้วย
จาก......เพื่อนเก่าสุโขทัย

 จากคุณ : P_aa19@hotmail.com [ 21 มิ.ย. 2545 / 13:16:56 น. ]
     [ IP Address : 164.115.12.88 ]


 ความคิดเห็นที่ 21 : (นพ)

เข้ามาเล่าและแลกเปลี่ยนประสบการณ์บ่อยๆนะครับคุณหมอกำพล  ผมพลอยได้รับประโยชน์ไปด้วยครับ 

 จากคุณ : นพ [ 22 มิ.ย. 2545 / 15:31:13 น. ]
     [ IP Address : 205.188.197.153 ]


 ความคิดเห็นที่ 22 : (ธงชัย)

สวัสดีครับคุณหมอกำพล ผมไม่ได้เจอคุณหมอเสียนาน รู้สึกดีใจที่เห็นคุณหมอ
มาใช้อินเตอร์เน็ต ตอนนี้ผมได้ทำ website เพื่อเผยแพร่คำสอนของหลวงพ่อเทียนอยู่ที่      http://www.cp.eng.chula.ac.th/~thong/teean.html

ยังไม่มีข้อมูลอะไรมากนัก แต่ตอนนี้ผมเริ่มจะใส่ข้อมูลเข้าไปเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
คุณหมออุ๊บอกว่าได้รับวิดีโอหลวงพ่อเทียนจากคุณหมอกำพล ผมคิดว่าอยากจะแปลงวิดีโอให้อยู่ในรูปของ vcd และจะนำขึ้น web เช่นกัน อยากถามความเห็นคุณหมอเกี่ยวกับข้อมูลใน web ด้วยว่าเราจะปรับปรุงหรือเพิ่มเติมอย่างไรได้อีก

ผมต้องขอขอบพระคุณคุณนพด้วยครับที่ได้กรุณาส่ง CD เสียงหลวงพ่อเทียนมา
ให้คุณอ๋า และคุณอ๋าฝากมาให้ที่ผมเพื่อที่จะได้นำขึ้น web ผมจะเริ่มทยอย
นำเสียงขึ้น web เร็วๆนี้ครับ 

 จากคุณ : ธงชัย [ 22 มิ.ย. 2545 / 17:50:55 น. ]
     [ IP Address : 161.200.92.209 ]


 ความคิดเห็นที่ 23 : (นพ)

คุณธงชัยครับ  ผมมีCD เสียง .wav ของหลวงพ่อเทียน จัดทำโดยสำนักแพร่แสงเทียนจากเทปต้นฉบับวัดสนามใน และซีดีเสียงหลวงพ่อคำเขียน  ที่ผมอัดเองจากเทปเท่าที่มีครับ  ถ้าสนใจนำไปอัดต่อกรุณาขอที่อยู่ด้วยครับ  แต่คงต้องค่อยๆอัดตามเวลาที่มีครับ  (ตอนนี้มีราวๆสี่สิบกว่าแผ่นครับ)

 จากคุณ : นพ [ 23 มิ.ย. 2545 / 11:25:29 น. ]
     [ IP Address : 64.12.104.59 ]


 ความคิดเห็นที่ 24 : (นพ)

คุณธงชัยครับ  เพิ่มเติมอีกนิด  ถ้าสนใจเทปเสียง  เทปวีดีโอ  ลองถามไปทางคุณโต (ทวีเกียรติ )  ดูนะครับ  พี่โตติดตามถ่ายภาพ  ถ่ายวีดีโอให้หลวงพ่อเทียนมาตลอด  พี่เขาทำงานที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตครับ  สนใจแนวเจริญสติและทำงานร่วมกับกลุ่มศึกษาและปฏิบัติธรรมมาตลอด    อีเมล์พี่โตทวีเกียรติที่  toetaweekiat@yahoo.com  ,  or toetaweekiat@hotmail.com

 จากคุณ : นพ [ 23 มิ.ย. 2545 / 11:35:35 น. ]
     [ IP Address : 64.12.104.59 ]


 ความคิดเห็นที่ 25 : (Minn)

ดีใจที่เจอคุณหมอในเวบนี้ค่ะ ถ้ามีโอกาสคุณหมอลองไปกราบหลวงปู่ศรีจันทร์ วัดวิปัสสนาผาชัน อ.ศรีเชียงใหม่ จ. หนองคาย  นะคะ  ท่านอายุ 91 ท่านรู้จักหลวงพ่อเทียน ท่านฝึกแบบ  ติง มาด้วยกัน ก่อนที่หลวงพ่อเทียนท่านจะมาประยุกต์เป็นแบบปัจจุบัน  พึ่งไปกราบมาค่ะ ท่านลำดับอารมณ์จนถึงที่สุดให้ฟัง และให้ไปฝึกต่อจนถึงที่สุดให้ได้ ตั้งแต่รูป นาม จนกระทั่ง ถึงที่สุด  หลวงปู่ ใจดี ตั้งแต่อายุ 42 จนเดี๋ยวนี้ก็ใจดีเหมือนอายุ 42
            ก่อนไปให้ติดต่อ คุณพิกุล มโนเจริญ โดยติดต่อผ่านเบอร์นี้ได้ 09-2623006
           

 จากคุณ : Minn [ 23 มิ.ย. 2545 / 14:12:46 น. ]
     [ IP Address : 203.185.77.14 ]


 ความคิดเห็นที่ 26 : (กำพล๒)

สวัสดีครับคุณมะไฟหวานและผู้ใฝ่ในธรรมทุกท่าน  พอดีช่วงก่อนนี้ผมไปสุโขทัยมาเพิ่งเข้ามาดูเต็มๆก็วันนี้เองครับ  เหตุผลที่ใช้กำพล๒ก็เพื่อแสดงความเคารพต่ออาจารย์กำพล  ทองบุญนุ่ม กัลยาณมิตรคนสำคัญที่เกื้อกูลผมเป็นอย่างยิ่งในการเจริญสติครับ  สำหรับการทำความรู้สึกตัวในขณะเคลื่อนไหวมือตั้งแต่เริ่มต้นผมจะนำลงพรุ่งนี้ค่ำๆ  คงต้องขอออกตัวใว้ก่อนว่า ผมเองก็เป็นผู้ใหม่รู้ตัวว่ายังต้องสิกขาอีกมากคำแนะนำใดๆที่ลงไปอาจมีข้อขาดตกบกพร่องได้  ก็ต้องขอความเมตตาของท่านผู้รู้ช่วยชี้แนะด้วยครับ แต่ทั้งหมดที่ทำลงไปก็ด้วยความบริสุทธิ์ใจครับ หวังประโยชน์เพื่อช่วยคลายทุกข์ นำความสงบรำงับสู่ชีวิตได้จริงในภพชาตินี้คงต้องยกคำกล่าวของหลวงพ่อเทียนที่ว่า ธรรมะที่ทำให้คนเป็นพระพุทธเจ้ามีอยู่แล้วในคนทุกคน ไม่ยกเว้น  ,ธรรมะแท้ ต้องรู้อย่างเดียวกัน,และคนจริง ทำจริง ต้องรู้ของจริง  จริง จริง

 จากคุณ : กำพล๒ [ 23 มิ.ย. 2545 / 17:20:51 น. ]
     [ IP Address : 202.183.164.34 ]


 ความคิดเห็นที่ 27 : (ลูกเต่า)

              เข้ามาทักพี่หมอครับ และ มาชวนคุยเรื่อง " ความรู้สึกตัว "  ว่า มีความหมายว่าอะไร มีอานิสงฆ์อย่างไร และทำอย่างไรจึงจะมีความรู้สึกตัวที่ถูกต้องได้

 จากคุณ : ลูกเต่า [ 24 มิ.ย. 2545 / 16:35:02 น. ]
     [ IP Address : 203.163.64.81 ]


 ความคิดเห็นที่ 28 : (กำพล2)

เรียนคุณnonborn,ผู้ใหม่และใฝ่ในธรรมทุกท่าน  ก่อนเข้าสู่เทคนิกการปฏิบัติผมขอทำความเข้าใจในเบื้องต้นอย่างนี้ว่า  มีนักปฏิบัติธรรมมากมายที่ถก(เถียง)กันด้วยความรู้ที่เกิดจากการอ่านแล้วจำมา  ด้วยการคิดเทียบเคียง,ประเมิน,ประมวลตามอาการของสภาวะธรรมเพื่อให้เข้าได้กับตำราหรือสิ่งที่ตนเชื่อถือปฏิบัติอยู่ผมเห็นว่าหากเราถก(เถียง)กันด้วยความคิดเห็น-โดยไม่มีอารมณ์ที่ปฏิบัติได้จริงรองรับนั้นจะทำให้เราติดกับดักของสมมุติบัญญัติได้ง่ายมาก  คำว่าภาวนามัยปัญญาถ้าใช้ภาษาไทยอธิบายก็คือความรู้ความเข้าใจที่เกิดจากการลงมือปฏิบัติจริงๆเท่านั้นเองจะว่าประสบการณ์ก็ได้  จะว่าexperienceก็ได้  ปัญหาของนักปฏิบัติส่วนใหญ่(รวมทั้งผมด้วย)คือกลัวจะไม่รู้  เกรงจะไม่เข้าใจในสภาวะธรรมที่เกิดขึ้น ,คิดหาสภาวะธรรมหรืออยากได้สภาวะธรรม  ,เมื่อเกิดแล้วก็รู้ว่ามันคืออะไรและไปมั่นหมายกับความรู้อันนั้น   ผมขอเรียนอย่างนี้ว่า  อาการใดๆที่เกิดขึ้นกับกายและจิตไม่ใช่สิ่งมหัศจรรย์ใดๆ  มันเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยของเขาเองและที่สำคัญมันเป็นเรื่องของธรรมชาติเองล้วนๆ   พวกเราทำได้แต่เพียงดู หรือเห็นเท่านั้น   หลวงพ่อคำเขียน กล่าวว่าให้เป็นผู้ดู  อย่าเข้าไปอยู่  ให้เป็นผู้เห็น  อย่าเข้าไปเป็น  ให้มองสิ่งๆนั้นที่ปรากฎอยู่ว่าเป็นเพียงอาการ-  เราไม่จำเป็นต้องรู้ก็ได้ หรือจะรู้ก็ได้ว่าสิ่งนั้นชื่ออะไร  เพราะปรมัตถธรรมนั้นไม่ปรากฏชื่อ  และท้ายที่สุดก็ต้องวาง  ยิ่งถ้าเราเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสภาวะธรรมมากเท่าใดจะยิ่งทำให้การแสดงสามัญญลักษณ์ เนิ่นช้าไปมากยิ่งขึ้น  นี้ยังไม่รวมการปรุงแต่งต่างๆเข้าไปอีก        ปัญญาสองในองค์อริยมรรคคือการเห็นชอบ  และการดำริชอบ นั้นไม่ต้องตีความใดๆ  ต้องผ่านการเห็นชอบก่อนแล้วจึงดำริ(คิด)ชอบ    คำว่าเห็น- ใช้กับอวัยวะคือดวงตา  เป็นตาในหรือธรรมจักษุ หรือตาทิพย์ในความหมายของหลวงพ่อเทียน      การเห็นจะเกิดขึ้นได้ต้องมีสิ่ง 2 สิ่งพร้อมกัน คือสิ่งที่ถูกเห็นปรากฏขึ้น  มีขึ้นและสิ่งที่เข้าไปเห็น  สภาวะธรรมมีแล้ว จึงเห็น  เป็นแล้วจึงรู้   สิ่งที่ปรากฏขึ้นนั้นมีพร้อมแล้วในคนทุกคน  ไม่มีอะไรที่ต้องทำ-สร้างใหม่  ไม่ว่า กาย -เวทนา-จิต-ธรรม    แต่สิ่งที่จะเข้าไปเห็นนั่นแหล่ะเป็นสิ่งที่ต้องพัฒนา คือสติ-สัมปชัญญะ  คือความรู้สึกตัว    ภาวนามัยปัญญาจึงเป็นปัญญาจากการพบเห็น-  มิใช่คิดเห็น      
         ประสิทธิภาพของตัวรู้หรือสิ่งที่เข้าไปเห็นจะเป็นเครื่องชี้วัดถึงความบริสุทธิ์ของการเห็น  ถ้าหากจิตยังไม่บริสุทธิ์  การเห็นก็ไม่บริสุทธิ์เท่านั้น  ความดำริคิดก็ไม่บริสุทธิ์ตามดีกรีนั้นๆไปด้วย    การคิดดีคิดถูกไม่ใช่สัมมาทิษฐิในอริยมรรค      การเห็รชอบเป็นการเห็นที่บริสุทธิ์ คือเห็นด้วยจิตที่เป็นกลางอย่างแท้จริง  เป็นการรู้-การเห็นเฉยๆ หรือรู้ซื่อๆ   ไม่มีการปรุงแต่งใดๆ  ไม่ไปสำคัญมั่นหมายกับสิ่งที่ถูกรู้   ปล่อยให้สิ่งที่ถูกรู้แสดงธาตุแท้ออกมาอย่างเต็มที่   ไม่เข้าไปเป็น  ไม่เข้าไปอยู่กับสิ่งๆนั้น   นี้เป็นสิ่งที่อยากจะเรียนให้ทราบในเบื้องต้น
        นอกจากนี้การวางใจที่เป็นกลางต่อสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในขณะปฏิบัติธรรม ก็เป็นเรื่องที่สำคัญ   อย่าเห็นสภาวะธรรมใดๆว่าเป็นมิตร เป็นศัตรู  เช่น เมื่อนิวรณ์เกิดขึ้นก็เห็นเป็นศัตรูต้องกำจัด  ผลักใสไล่ส่ง หรือเมื่อมีความรู้สึกตัว  สงบ  เบาสบายก็อยากให้เกิดเช่นนั้นตลอด  นั่นจะยิ่งสร้างภาระ  ความยุ่งยากให้กับการปฏิบัติมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว  ขอให้มองสิ่งต่างๆเป็นครู-อาจารย์ของเราทั้งสิ้น  เขาปรากฏมาตามหน้าที่ของเขา  ตามเหตุตามปัจจัย  และเขาก็จะไปตามเหตุตามปัจจัยเช่นกัน    เรา-มีหน้าที่คือศึกษาสิ่งปรากฏนั้น  ด้วยความรู้สึกตัว    เมื่อเราศึกษาหรือรู้จักมันอย่างถ่องแท้แล้ว โดยเฉพาะกิเลสตัณหาต่างๆ  มันจะหลอกเรา(จิต)ไม่ได้อีกต่อไป    ทุกข์มันจะน้อยลงด้วยตัวมันเอง  ผมคงเรียนให้ทราบคร่าวๆดังนี้
        สำหรับผู้ใหม่  คงต้องจดจำท่าทางในการสร้างจังหวะที่หลวงพ่อเทียนได้แนะนำไว้ให้   นั่ง-นอน-ยืนสบายๆ  ลืมตา  ไม่ต้องบริกรรมคำพูดใดๆ  การสร้างจังหวะจะพูดให้ง่ายก็คือการเดินจงกรมด้วยมือนั่นเอง  เป็นการทำเพื่อเร้าความรู้สึกตัวให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง  เหมือนการเขย่าธาตุรู้ให้ตื่นมาทำหน้าที่รู้  ที่เป็นเองโดยอัตตโนมัติต่อไป   เป้าหมายคือให้รู้สึกตัวในขณะที่เคลื่อนอวัยวะนั้นๆ  การพลิกมือแต่ละครั้งให้เราเข้าไปกำหนดรู้ (นี้คือการฝึก  ส่วนการเข้าสู่ความเป็นเองแล้วไม่ต้องกำหนด เพราะมันเข้าไปรู้เอง)  อาจใช้เจตนาในการเคลื่อนแต่ละครั้ง ,ให้ทำเบาๆ   รู้เบาๆเคลื่อนสบายๆ  รู้สบายๆ อย่าไปเพ่ง -อย่าไปจ้อง ไม่ต้องไปเกร็งข้อเกร็งแขนใดๆ  (การเพ่งจ้องทำให้จิตส่งเข้าในมาก จะติดอารมย์สมถะได้)   รู้ผ่าน ,รู้ผ่าน,อย่ารู้เอา หรืออย่าเอารู้   รู้เป็นจังหวะ ๆ เมื่อทำไปเรื่อยๆมันจะรู้เหมือนรู้แบบลูกโซ่(เป็นสัมมาสติ และสัมมาสมาธิ)   แต่ถ้าเพ่งจ้องจะทำให้รู้ต่อเนื่องแบบเหล็กเส้นเป็นอารมณ์สมถะไป     เราอาจตั้งเจตนาไว้ก่อนว่าเราจะไม่คิดเรื่องใดๆในระหว่างที่เจริญสตินี้   หากมีความคิดใดๆเกิดขึ้นแสดงว่าเป็นความลักคิด   เมื่อรู้ว่ามันลักคิดไปแล้วก็ให้แล้วไป  ไม่ต้องให้ความสนใจใดๆต่อความคิดนั้นๆอีก  ให้กลับมารู้ที่กายเคลื่อนไหว   ทำแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ 
        ตามเทคนิคของหลวงพ่อเทียน   ไม่มีคำว่าอนทนจนถึงขั้นที่เรียกว่าตายเป็นตาย   หรือทนจนทุกขเวทนาทางกายนั้นดับไป  เราเพียงรู้เฉยๆ  ถึงจุดๆหนึ่งสมควรแก้ไขให้กายไป  และด้วยความรู้สึกตัว   ฝึกแบบนี้ไปเรื่อยๆ  จะเป็นการผูกกายกับจิตไว้ด้วยกัน   กายอยู่ ใจอยู่ด้วย  กายทำอะไรใจทำด้วย    ความรู้สึกตัวที่เด่นขึ้นเรื่อยๆจากความเพียรของเรา  จะทำให้เรารู้การเคลื่อนไหวเล็กๆน้อยๆ ได้มากขึ้น   ไม่ว่าการก้ม  การเงย  คู้  เหยียด   กระพริบตา  อ้าปาก   กลืนน้ำลาย   แม้แต่หายเข้าก็รู้ชัด  หายใจออกก็รู้ชัด    นี้คือ  ก. ไก่ ในการปฏิบัติธรรม คือ  กายานุปัสสนา
        ให้ทำเล่นๆนะครับ แต่ขอให้ทำให้ต่อเนื่องจริงๆ  ขอย้ำว่าอย่าเอาจริงเอาจังจนเกินไป    ถ้าติดขัดประการใดก็ มาคุยกันได้ครับ

 จากคุณ : กำพล2 [ 24 มิ.ย. 2545 / 20:24:08 น. ]
     [ IP Address : 203.113.41.135 ]


 ความคิดเห็นที่ 29 : (at_last)

สาธุครับ  อ่านแล้วขนลุกไปตามผิวหนังครับผม  ขอรบกวนคุณหมอกำพลอีกอย่างได้ไหมครับ
ว่า เวลาที่ได้พบกับพระอาจารย์ปราโมทย์ ท่านได้กล่าวถึงการปฏิบัติของคุณหมอว่าอย่างไรบ้างครับ เนื่องจากผมติดใจเกี่ยวกับข้อเขียนของท่านกับแนวทางหลวงพ่อเทียนครับ(ในเรื่องที่ลูกศิษย์ทำแล้วกลายเป็นเพ่ง  )

 จากคุณ : at_last [ 25 มิ.ย. 2545 / 09:32:24 น. ]
     [ IP Address : 203.155.21.163 ]


 ความคิดเห็นที่ 30 : (ลูกเต่า)

สาธุพี่หมอครับ ความจริงความเห็นที่28นี้น่าไปตั้งกระทู้ใหม่หรือไปอยู่ความเห็นแรกๆนะครับ
           คงต้องรบกวนพี่หมออธิบายเพิ่มเติมความแตกต่างระหว่าง " ให้รู้เป็นจุดๆติดกันเป็นห่วงโซ่ " กับ " รู้ติดกันเป็นพรืดแบบเส้นลวด " แล้วละครับคาดว่ามีหลายคนหลงไป บางท่านอาจเป็นหลายปีเลย(รวมทั้งผมด้วย) เรื่องนี้คงเกี่ยวเนื่องกับความแตกต่างระหว่าง"สติ"และ"สัมปัฏชัญญะ"ด้วย ขอบคุณครับ

 จากคุณ : ลูกเต่า [ 25 มิ.ย. 2545 / 09:45:53 น. ]
     [ IP Address : 203.163.64.80 ]


 ความคิดเห็นที่ 31 : (หนูนา)

กราบสวัสดี คุณหมอกำพลค่ะ

หนูนาเคยได้รับเมตตาจากการสนทนาธรรมกับพระอาจารย์สรศักดิ์
ซึ่งท่านได้เป็นพระอาจารย์อีกท่านหนึ่งที่ให้การอบรมในการเข้าปฏิบัติเมื่อปีที่แล้ว
ที่หอฉันพุทธมณฑลค่ะ

ท่านได้แนะนำและให้หมายเลขโทรศัพท์คุณหมอมาเพื่อ
จะได้ติดต่อพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดในการปฏิบัติค่ะ
เพระท่านบอกว่า คุณหมอเป็นผู้ที่ปฏิบัติในแนวของหลวงพ่อเทียน
และมีความเจริญก้าวหน้าในทางธรรมมากอีกผู้หนึ่งค่ะ
(แต่จนบัดนี้หนูนาก็ยังไม่ได้มีโอกาสโทรติดต่อไปเลยค่ะ)

โชคดีที่คุณหมอเข้ามาสนทนาธรรมกันในเวปนี้ค่ะ
เพราะเชื่อว่าในที่นี้มีหลายท่านที่ปฏิบัติในแนวหลวงพ่อเทียนค่ะ
และเมื่อผู้ปฏิบัติท่านใดมีความสงสัยหรือติดขัดในระหว่างการปฏิบัติ
คงจะได้เข้ามาตั้งกระทู้กราบเรียนถามคุณหมอในลานธรรมได้ค่ะ

กราบอนุโมทนาค่ะในธรรมทานที่ได้ให้แล้วและ
จักให้ในโอกาสต่อไปค่ะ

เจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไปค่ะ

 จากคุณ : หนูนา [ 25 มิ.ย. 2545 / 10:35:39 น. ]
     [ IP Address : 203.155.225.222 ]


 ความคิดเห็นที่ 32 : (nonborn)

สาธุครับคุณหมอกำพล  ชัดเจนดีครับ  ขอบคุณมากครับ

 จากคุณ : nonborn [ 25 มิ.ย. 2545 / 11:12:03 น. ]
     [ IP Address : 203.146.3.18 ]


 ความคิดเห็นที่ 33 : (nothing)

เมื่อพูดถึงอาจารย์กำพล  ทองบุญนุ่ม  ก็ต้องน้อมคารวะท่านด้วยความเคารพ
บางที่ท่านอาจเกิดมาเพื่อสอนธรรมซึ่งเป็นเรื่องของจิตใจ...มิใช่เกิดมาเพื่อสอนวิชาพลศึกษาซึ่งเป็นเรื่องร่างกายอันหยาบ ๆ ...

 จากคุณ : nothing [ 25 มิ.ย. 2545 / 13:56:30 น. ]
     [ IP Address : 203.113.60.11 ]


 ความคิดเห็นที่ 34 : (กำพล2)

        ผมพบพระอาจารย์ปราโมทย์  3 ครั้ง   ครั้งแรกที่สวนโพธิฯ เดือน พ.ย.44  ครั้งนั้นผมมีความตื่นเต้นมากเพราะได้ทราบกิตติศัพท์ของท่านมาก่อน  รู้ว่าจิตไม่สงบ  ไปคนเดียว  กราบเรียนท่าน  ท่านก็ถามว่าทำอย่างไร  ก็เล่าให้ฟังและทำให้ดู  ท่านว่าเราเพ่งรู้ใหม  ก็เรียนว่ารู้(มีความรูชัดไปกับการเคลื่อน)  คิดแล้ว  เผลอแล้ว  รู้ใหม  ท่านก็จะทักในทำนองนี้   ท่านก็บอกว่าดีแล้วให้ทำแบบนี้ต่อไป   ครั้งที่ 2  ที่สวนโพธิฯ  พาพระอาจารย์ฉัตรชัยอยู่ที่มูลนิธิหลวงพ่อเทียน  ไปกราบพบท่าน   ท่านก็พูดคุยเหมือนเดิม  แต่คราวนี้ท่านมองผมอยู่พักใหญ่ขณะที่พูดคุยไปด้วย   แล้วก็กราบลาท่าน  ขณะเดินกลับ  ท่านได้เอามือมาแตะที่ไหล่  และพูดว่าอนุโมทนาด้วยนะหมอ  น้อยคนที่จะได้ตื่น     ครั้งที่  3  ที่บุรีรัมย์ บ้านคุณหมอศิริพงษ์  พาพี่หมอรังสรรค์ไปกราบเรียนถามปัญหาของการปฏิบัติ  คราวนี้ท่านไม่ได้ว่าอะไร
         ผมขอเรียนอย่างนี้ว่า( ตามที่ผมเข้าใจ)  เหตุการณ์ที่วัดสนามใน  ที่ท่านเห็นหลวงพ่อเทียนสอนลูกศิษย์ยกมืออยู่นั้น  มีแต่หลวงพ่อเทียนเท่านั้นที่มีความรู้สึกตัวอย่างแท้จริง    นอกนั้นกำลังส่งจิตไปเพ่งมือที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่   นั่นก็ถูกแล้วละครับ   ทั้งนี้จากประสบการณ์ของผมเองก็เป็นเช่นนั้น   แต่เพราะเรายังไม่รู้จักความรู้สึกตัวที่แท้จริง   เราก็ต้องอาศัยจับความรู้สึกที่เกิดจาการเคลื่อนไหวแบบนั้นไปก่อนเป็นเหมือนต้นทางครับ  ต่อมาเมื่อตัวดู หรือตัวรู้ หรือความรู้สึกตัวพัฒนาขึ้น  ปรากฎขึ้น  เราก็จะเห็นว่าความรู้สึกที่เกิดจากกายเคลื่อนไหวอยู่นั้น  กลายเป็นสิ่งที่ถูกรู้  ด้วยความรู้สึกตัวที่อยู่ตรงกลางๆ  (สิ่งที่ถูกรู้เป็นรูป-สิ่งที่เข้าไปรู้เป็นนาม)   หลวงพ่อเทียน  บอกว่าเราต้องเลี้ยงแมวให้มันโตเร็วๆ  อาหารของแมวคือความรู้สึกของกายเคลื่อนไหวนั่นเอง  ส่วนแมวก็คือความรู้สึกตัว   เมื่อพัฒนาการมีมากขึ้นเรื่อยๆ  เราจะพบสภาวะที่เรียกว่า "รู้อยู่กับรู้สึกตัว"   ทำให้นึกถึงคำหลวงพ่อคำเขียนที่ว่า  "ให้เป็นผู้ดู   อย่าเข้าไปอยู่  ให้เป็นผู้เห็นอย่าเข้าไปเป็น"   ซึ่งผมเห็นว่ามันสำคัญมาก  แต่จะเข้าไปอยู่  หรือออกมาเป็นผู้ดู  เราก็บังคับบัญชาไม่ได้   แต่ถ้าทำไปเรื่อยๆ  เราจะแยกแยะอาการหรือความหนักของการเข้าไปอยู่  และเห็นความเบาของการออกมาเป็นเพียงการดู   ได้ชัดเจนมากขึ้นๆ     ฝึกใหม่ๆเราจะเข้าไปอยู่ในความรู้สึกของกายเคลื่อนไหวนั้นๆ  จนเมื่อถึงระยะหนึ่ง  จิตจะถอยออกมาดูความรู้สึกอันนั้น  ก็เข้าๆออกๆอยู่อย่างไปก่อน   และมื่อทำไปเรื่อยๆ   ความรู้สึกตัวจะกลายเป็นสิ่งที่ถูกรู้  หรือถูกดูอีกที
        ผมเองปฏิบัติมา  ถึงปลายปี 44  ก็ยังเข้าใจว่าตัวเองมีความรู้สึกตัว   แต่เมื่อพ้นไปจากภาวะนั้นแล้ว  พบภาวะอันใหม่  ก็บอกได้ว่าอันนั้นยังไม่ใช่   อาการที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็คือ  เมื่อมีนามรูปเกิดขึ้น  จะรู้สึกตัวในลักษณะเข้าไปจับ  หรือดูใกล้ๆ  พอรู้ว่าเข้าไปดู  สภาวะของการดูหรือตัวดูจะหายไป  เหลือเพียงรู้เฉยๆ  ขบวนการทั้งหมดนี้เป็นการเห็นเอง  เป็นเอง  ไม่มีเจตนาใดๆอยู่ในนั้น  เป็นเรื่องของจิตทำเองล้วนๆ
       สำหรับคุณลูกเต่า  สติ-สัมปชัญญะหอ่านในหนังสือวิมุตติปฏิปทาก็ชัดเจนดีอยู่แล้วครับ     เจริญในธรรมทุกท่านครับ

 จากคุณ : กำพล2 [ 25 มิ.ย. 2545 / 18:52:03 น. ]
     [ IP Address : 203.113.41.132 ]


 ความคิดเห็นที่ 35 : (toytidtee)

เจริญในธรรมครับหมอ

 จากคุณ : toytidtee [ 25 มิ.ย. 2545 / 21:11:46 น. ]
     [ IP Address : 203.148.205.34 ]


 ความคิดเห็นที่ 36 : (at_last)

สาธุครับ ชัดเจนครับ  ที่ผมรบกวนคุณหมอให้เล่าเนื่องจากเดิมผมได้ทำแนวทางหลวงพ่อเทียนมาก่อน ได้อ่านข้อเขียนแล้วเกิดอยากตรวจสอบว่าจิตใจเดินถูกหรือเปล่า เนื่องจากผมเห็นว่าการเดินจิตถ้ามีอาจารย์ช่วยบอกท่าเดินที่ถูกต้องจะดีกว่าเดินเอง ( เหมือนอาจารย์สอนแบดมินตันช่วยจัดท่าให้นักเรียนจะตีได้ดีกว่าหัดเอง) จึงได้มาที่ศาลาลุงชินก่อนที่อาจารย์ปราโมทย์จะบวช  ท่านทักว่าเพ่ง หลง
ผมเลยหยุด กลับไปศึกษาใหม่ครับ การที่ท่านอาจารย์ชมคุณหมอว่าตื่นแล้วนี่เป็นการเพิ่มหลักประกันให้แก่ผมได้ครับ ในการเดินแนวทางนี้ต่อไป

 จากคุณ : at_last [ 26 มิ.ย. 2545 / 09:38:53 น. ]
     [ IP Address : 203.155.21.163 ]


 ความคิดเห็นที่ 37 : (อยากรู้)

      สาธุ กับความเห็นที่ 34 ครับ 

 จากคุณ : อยากรู้ [ 26 มิ.ย. 2545 / 09:59:29 น. ]
     [ IP Address : 203.144.217.1 ]


 ความคิดเห็นที่ 38 : (กำพล2)

          ถึงขณะนี้ผมมั่นใจกับแนวทาง    เพียงแต่ต้องทำให้ถูกต้องตามเทคนิค  และที่สำคัญคือให้ต่อเนื่องจริงๆ   เท่าที่ทำมาผมพบว่ามันจืดสนิทใจ   ปีติก็ไม่เอา   สุขก็ไม่เอา   สงบก็ไม่เอา  (แต่ไม่ได้ห้ามไม่ให้เกิดนะครับ)   ดังนั้นช่วงแรกๆที่ยังไม่คุ้นเคยกับความจืดนั้น  จะทำให้เบื่อ  เหนื่อย  แล้วเลิกทำความเพียรไป       ในการปรากฎขึ้นของความคิดแต่ละครั้ง  เป็นการปรากฎออกมาหรือ เป็นภาพสะท้อนออกมาของจิต   เราสามารถที่จะจับได้ว่าความคิดนั้นๆ  มีโทสะ   โลภะ   โมหะ   กิเลส  ตัณหา  ต่างๆ  ก็แสดงออกมาพร้อมกับความคิดนั่นแหล่ะ   เราจะต้องทำจนกว่าเราจะพบสภาวะที่เรียกว่าเหนือคิด  หรือเห็นคิดให้ได้   การรู้ความคิด  ก็ยังไม่พ้น
        อาจารย์ธงชัยครับ   ผมเข้าไปหาตามที่อาจารย์บอกมาไม่ได้ครับ
         พี่นพ   พี่มีประสบการณ์อันยาวนาน  เข้าเล่าให้น้องๆพัง  ก็จะมีประโยชน์มากครับ

 จากคุณ : กำพล2 [ 26 มิ.ย. 2545 / 11:47:02 น. ]
     [ IP Address : 203.113.41.135 ]


 ความคิดเห็นที่ 39 : (บูชา bujadham@hotmail.com)

อยากให้ค.หมอช่วยแนะนำ “ คอร์ส “ หรือแนวทางการปฏิบัติที่คนที่ทำงานประจำวันโดยปกติน่าจะทำได้
เช่น เริ่มต้นด้วยการเข้าคอร์สปฏิบัติเป็นเรื่องเป็นราวซักกี่วัน
หลังจากนั้นถ้ากลับมาใช้ชีวิตในการทำงาน จะค่อยๆประยุกต์ใช้เทคนิคการปฏิบัติที่ได้รู้มาอย่างไร  ในช่วงของวัน
กลับไปบ้านทุกวัน ควรจะหาเวลาปฏิบัติอย่างไร

เพื่อว่าไม่เป็นการทิ้งการภาวนา และ มีโอกาสค่อยๆก้าวหน้าไปได้ในการปฏิบัติ
เกี่ยวกับเรื่องการทำความรู้สึกตัวนี้
ขอบพระคุณ ค.หมอ ล่วงหน้าครับ และ อนุโมทนาอย่างยิ่งในธรรมทานครับ

 จากคุณ : บูชา bujadham@hotmail.com [ 26 มิ.ย. 2545 / 16:49:08 น. ]
     [ IP Address : 203.155.237.169 ]


 ความคิดเห็นที่ 40 : (ลูกเต่า)

           "เมื่อมีนามรูปเกิดขึ้น  จะรู้สึกตัวในลักษณะเข้าไปจับ  หรือดูใกล้ๆ  พอรู้ว่าเข้าไปดู  สภาวะของการดูหรือตัวดูจะหายไป  เหลือเพียงรู้เฉยๆ  "
        สาธุครับ  ผมรู้สึกเหมือนกันครับว่าการดูอยู่ก็ยังมีน้ำหนักอยู่แม้ดูเพียงเบาๆที่สุดและดูเพียงแป๊ปเดียว  ต่อเมื่อรู้สึกตัวว่ากำลังดูอยู่น้ำหนักที่ว่าจึงเบาขึ้น คล้ายๆกับมันสลายไปทั้งคู่(สิ่งถูกรู้+ตัวดู)ยังนึกสงสัยอยู่เลยครับ(จิตมันกลัวจะไม่รู้มันคืออะไรครับ) แต่พอรู้สึกตัวว่าสงสัยมันก็สลายไปอีกทั้งคู่ ไม่รู้ทำไง จิตเลยกลับมาดูที่กลายเคลื่อนไหวอีกตามความเคยชิน  บางครั้งจะเห็นว่าจิตเป็นทุกข์จากการหลงเข้าไปในความคิดจนเกิดอารมณ์ต่างๆ ก่อนที่มันจะสลายไปครับ

 จากคุณ : ลูกเต่า [ 26 มิ.ย. 2545 / 17:49:09 น. ]
     [ IP Address : 203.163.64.80 ]


 ความคิดเห็นที่ 41 : (กำพล2)

           การเจริญสติ    การเจริญความรู้สึกตัว  เป็นสิ่งที่ต้องทำให้เกิดมากๆๆๆๆๆๆมากเท่าไหร่ไม่รู้   แต่รู้ว่าจนกว่าทุกข์จะดับโดยสิ้นเชิง   ผู้ใหม่  (รวมทั้งผู้เก่า)  การปฏิบัติที่ต่อเนื่องกันจะทำให้ได้อารมณ์กรรมฐานที่ดี    การได้อยู่กับตัวเองยาวๆ จึงเป็นสิ่งที่สมควรกระทำหากเรายังไม่มี  ความเป็นเอง   เกิดขึ้น      เท่าที่ทราบสำหรับระยะเวลาเบื้องต้น  อย่างน้อยก็  7- 9  วัน  ยิ่งนานยิ่งดี  เหมือนตีงูให้ตาย  ไม่ใช่แค่หลังหัก  มันจะกลับมางับเราอีก   ซึ่งมันได้เกิดกับผมมาแล้ว   ด้วยความโง่  บวกความประมาท    บางครั้งสิ่งที่เห็น  สิ่งที่รู้นั้นถูกต้องแล้ว   แต่มันยังไม่ขาด  เราต้องทำให้ขาด  เราจึงรู้ว่าความขาด  ความพ้นต่างจากเดิมอย่างไร     เ
          เมื่อปฏิบัติได้อารมณ์แล้ว  มีความจำเป็นต้องกลับบ้าน    นักปฏิบัติตัวจริงจะต้องจัดสรรเวลาเพื่อการอยู่คนเดียวให้มาก   เข้านอนเร็วหน่อย  3-4 ทุ่มก็น่าจะนอนได้แล้ว   ทีวีไม่ต้องดูได้ใหม   ตื่นให้เร็วขึ้น   ตี2-3-4  ไหวใหม   ขณะที่ทำกิจกรรมใดๆ  ที่ไม่ต้องพูดคุย  ก็พยายามกำหนดรู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่   จะแปลงฟัน   ล้างหน้า  หวีผม   ให้รู้สึกตัวไปด้วย   กินข้าวคนเดียวได้ใหม  ระหว่างหยิบๆจับๆ  เคี้ยวๆกลืนๆ ให้กำหนดรู้ลงไปด้วย    หนังสือไม่ต้องอ่านเลย  ได้ยิ่งดี   ไม่ต้องกลัวโง่  เพราะแค่นี้ก็โว่พอทุกข์อยู่แล้ว    ใหม่ๆจะยากหน่อยมันจะเตลิดไปตามความคิดซะมากกว่า  ก็ไม่เป็นไร   ให้คิดเสียว่าขาดทุนกำไร   เพราะของเก่าเราเป็น  0  รู้ตัวทีนึง  ก็บวก 1  รู้ตัวมากเท่าใด  ก็กำไรมากเท่านั้นครับ    เมื่ออยู่คนเดียว  อย่าไปอยู่กับความคิด  ให้ใส่ใจที่จะเคลื่อนไหว และรู้สึกตัว  ทำให้มากๆๆๆเมื่อความรู้สึกตัวมากขึ้นเราจึงจะเห็นผลจากการทำงานของความรู้สึกตัว   ว่ามันจะพึ่งพาอาศัย  แก้ทุกข์ให้กับจิตได้อย่างไร    เมื่อมีเวลาก็ควรจัดการตัวเองให้ได้ไปปฏิบัติยาวๆ เป็นช่วงๆ  ยิ่งได้อยู่ใกล้กัลยานมิตรที่เราเคารพบูชาก็จะยิ่งทำให้การปฏิบัติมีพลัง  ก้าวหน้าเร็วยิ่งขึ้นครับ   
         เทคนิคที่หลวงพ่อเทียน  นำมาแนะนำนี้มีประโยชน์สำหรับคนเมือง  เพราะชีวิตเราต้องเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา   การฝึกแบบลืมตาทำให้การนำไปฝึกต่อในที่ทำงานได้สะดวกยิ่งขึ้น  ก็ลองทำกันดูครับ  ทำเล่นๆ  รู้ๆ หลงๆ  ถ้าเราพยายามความหลงจะค่อยๆลดลงไปเองแหล่ะครับ

 จากคุณ : กำพล2 [ 26 มิ.ย. 2545 / 18:07:59 น. ]
     [ IP Address : 203.113.41.132 ]


 ความคิดเห็นที่ 42 : (มะไฟหวาน)

ขออนุโมทนาในธรรมทานค่ะ คุณหมอ
อ่านแล้ว...ให้นึกอายตัวเองจัง

 จากคุณ : มะไฟหวาน [ 26 มิ.ย. 2545 / 21:20:28 น. ]
     [ IP Address : 203.107.143.33 ]


 ความคิดเห็นที่ 43 : (ลุงเชย)

สาธุ ขอบคุณครับ

 จากคุณ : ลุงเชย [ 27 มิ.ย. 2545 / 08:15:23 น. ]
     [ IP Address : 202.183.197.9 ]


 ความคิดเห็นที่ 44 : (at_last)

สาธุครับคุณมะไฟหวาน ที่พาคุณหมอมาสู่ web นี้และคาดว่าเป็นผู้แนะนำให้รู้จักพระอาจารย์ด้วยครับ

 จากคุณ : at_last [ 27 มิ.ย. 2545 / 09:32:56 น. ]
     [ IP Address : 203.155.21.163 ]


 ความคิดเห็นที่ 45 : (ลูกเต่า)

สาธุ สาธุ สาธุ
เห็นความคิดละอายใจของตัวเองเหมือนกันครับ
ช่วงนี้งานเยอะมากไม่ค่อยมีเวลาอยู่กับตัวเองมากนัก แต่จะพยายามครับ

 จากคุณ : ลูกเต่า [ 27 มิ.ย. 2545 / 09:44:13 น. ]
     [ IP Address : 203.163.64.81 ]


 ความคิดเห็นที่ 46 : (มะไฟหวาน)

เรียน คุณat_last
ดิฉันไม่รู้จักคุณหมอมาก่อนค่ะ เพียงแต่ได้อ่านบทความของท่าน
จากเอกสารของกลุ่มศึกษาและปฏิบัติธรรม เห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์
กับผู้สนใจในการปฏิบัติแนวนี้บ้าง  เลยนำมาบอกต่อค่ะ

ต้องขอขอบคุณ คุณบูชา ที่ช่วยนำพาคุณหมอเข้ามาในเวบแห่งนี้ค่ะ

 จากคุณ : มะไฟหวาน [ 27 มิ.ย. 2545 / 10:39:56 น. ]
     [ IP Address : 203.107.143.112 ]


 ความคิดเห็นที่ 47 : (บูชา bujadham@hotmail.com)

โอ้โห เรทอาร์ จริงๆครับ  จันทรังสี

คือนอกจากจะตามแก้แล้ว  เรื่องการระงับเหตุก็สำคัญครับ
คือเรื่องการสำรวมอินทรีย์  ให้เรากำหนดไว้ในใจเลยครับ ว่าเราจะตั้งสติ
ไม่ใช้อินทรีย์ ( ส่วนใหญ่ทางตา ) ไปในทางสนองกิเลส
เช่น เห็นแต่ไกลแล้วว่าผู้หญิงคนนี้สวยต้องใจ ก็ให้กำหนดรู้เลยว่าเมื่อเดินสวน
จะไม่มองแม้แต่หางตา  เห็นรูปวับแวมตามหนังสือพิมพ์ ตามแผงหนังสือ
แม้อีกครึ่งใจจะอยากดูให้เต็มตา  ก็ให้เอาอีกครึ่งหนึ่งกำหนดและบังคับใจไม่ให้ดู
ทำแรกๆจะฝืนหน่อยครับ  ถ้าเป็นไปได้ให้จุดธูปอธิษฐานกับพระประธานที่เราเคารพ
ตั้งไว้ในใจว่าเราจะสำรวมอินทรีย์ให้ได้อย่างน้อยกี่วัน กี่วัน
ถ้าทำได้อย่างนี้ จะลดความปั่นป่วนในใจเราไปได้เยอะเลยครับ

 จากคุณ : บูชา bujadham@hotmail.com [ 27 มิ.ย. 2545 / 15:00:20 น. ]
     [ IP Address : 203.155.236.20 ]


 ความคิดเห็นที่ 48 : (บูชา bujadham@hotmail.com)

แหะ ๆ
เอากระทู้เรทอาร์ มาใส่ที่นี่ได้ยังไง เปิดหลายหน้าต่างไปหน่อยครับ
ขออภัยครับ

 จากคุณ : บูชา bujadham@hotmail.com [ 27 มิ.ย. 2545 / 15:01:59 น. ]
     [ IP Address : 203.155.236.20 ]


 ความคิดเห็นที่ 49 : (บูชา bujadham@hotmail.com)

ค.มะไฟหวาน  คงต้องขอบคุณ ต่อๆกันไปอีกหลายทอดเลยแหละครับ : )
เอาเป็นว่า เพราะเหตุนี้มี เหตุนี้จึงมี  .....
และอนุโมทนาบุญกับทุกท่านแล้วกันครับ

 จากคุณ : บูชา bujadham@hotmail.com [ 27 มิ.ย. 2545 / 15:17:08 น. ]
     [ IP Address : 203.107.137.182 ]


 ความคิดเห็นที่ 50 : (กำพล2)

         การสำรวมอินทรีย์    ผมเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดีครับและสมควรทำ  ผมเองก็เคยใช้ทั้งนี้ก็เพื่อทำให้ความปั่นป่วนในใจเราลดลง  ทุกข์ในใจเราก็จะลดลง   ยิ่งมีภพของนักปฏิบัติธรรมด้วยยิ่งทำให้ทุกข์มากขึ้น เมื่ออกุศลธรรมเกิด   ก็ใช้ไปเถอะครับ  แต่เมื่อเจริญสติไปเรื่อยๆ  มีความรู้สึกตัวมากขึ้น  จนเห็นกายเป็นกาย   ไม่มีตัวตน   สัตว์   บุคคล  เรา  เขาอยู่ในกาย   เมื่อเห็นก็คือความรู้สึกตัว  ถึงตอนนั้นเรามีตา  หู  จมูก ลิ้น  กาย    ใจ  ก็ปล่อยให้เขาทำงาน  ทำหน้าที่ตามปกตินั่นแหล่ะครับ    ปล่อยให้กุศล-อกุศลเกิดขึ้นมาให้เราเห็น   ได้รู้   การถอดถอนอุปาทานก็จะสำเร็จตอนนี้ละครับ
          ผู้รู้กล่าวว่า  นักปฏิบัติธรรม จิตใจมักจะตกไปสองฝากข้าง  คือ  ไม่เพ่ง   ก็เผลอ  ผมเองก็เคยเป็นเช่นนั้น  เหตุหนึ่งคือการวางใจไม่ถูก  หรือวางใจไม่เป็น   ความอยากรู้  อยากเห็นธรรม จะทำให้เราต้องเพ่ง  เพราะกลัวไม่รู้สึกตัว   กลัวความคิดจะเกิด   ส่วนการเผลอนั้นเกิดเป็นปกติอยู่แล้ว  เพราะสติของเราน้อยยังไม่แข็งแรง   เผลออีกอย่างคือการเข้าไปอยู่กับความรู้ที่เกิดขึ้นจากเห็น  ก็จะไหลไปตามการปรุงแต่งของจิต   ก็ต้องใช้เวลา  ความเพียร    และกัลยาณมิตรช่วย  เดี๋ยวก็จูนคลื่น เข้าสู่ความเป็นกลาง(มัชฌิมา)ได้ต่อไป
           ขอฝากข้อคิดสะกิดใจญาติธรรม  เป็นคำพูดของอ.กำพล  ทองบุญนุ่มครับ  ท่านบอกว่า    การปฏิบัติเพื่อความไม่ทุกข์  ให้ทำใจว่า  เหมือนเราไป shopping   แล้วไม่มีสตางค์  ตั้งแต่เดินเขาห้าง  ถึงออกห้าง  ที่ถูกเราต้องไม่มีอะไรติดตัวออกมาด้วยเลย   เราทำได้เพียงแค่เห็น  -ดู -รู้เข้าใจเท่านั้น  การเข้าไปเอา  แม้แต่การวิพากษ์วิจารณ์ก็ไม่สมควร  เพราะมันจะทำให้เสียเวลา   และเกิดทุกข์จากการเข้าไปปรุงแต่งกับเขา      รู้....ซือๆ   นั่นแหล่ะครับ   เจริญในธรรมครับ

 จากคุณ : กำพล2 [ 29 มิ.ย. 2545 / 09:56:55 น. ]
     [ IP Address : 202.183.164.29 ]


 ความคิดเห็นที่ 51 : (กำพล2)

        มีผู้คนมากมายที่หันมาศึกษาธรรม  ปฏิบัติธรรมเพราะเกรงกลัวต่อบาปที่ตัวเองเคยก่อใว้   มีญาติธรรมท่านหนึ่งแสดงความเห็นใว้ในกระทู้ส่วนประวัติของผมว่ากรรมของเราที่ทำขึ้น  ต้องชดใช้ทุกบาททุกสตางค์  อาจต้องรวมทั้งดอกเบี้ยด้วย   ซึ่งผมก็เห็นด้วยครับ   พระพุทธองค์กล่าวว่าปุถุชนผู้ไม่ฝึกจิต เวลาเจ็บป่วยเขาจะเหมือนถูกยิงด้วยธนู  2  ดอก   แต่หากเราฝึกจิตดีแล้วเราจะโดนยิ่งด้วยธนูเพียงดอกเดียว(เอาความหมายตามที่เข้าใจนะครับ)  วิบากนั้นต้องส่งผลเสมอนั้นเป็นความเที่ยงตรงของกฎธรรมชาติ(ดา)  พูดให้เห็นภาพก็คือ กรรมนั้นตามทันกายได้  แต่ตามทันใจ(จิต)ไม่ได้   เมื่อจิตละ-เลิกอุปาทานในกายได้  ทุกข์ของเราจะน้อยลงไปมาก    เมื่อเจริญสติ  ความรู้สึกตัวมากขึ้น  เราจะเห็นว่าบาป -กรรมจะส่งผล  ที่ตรงใหนจะดับได้อย่างไร   ทุกข์ทางใจจะทุเลาเบาบางลงรื่อยๆเมื่อความยึดมั่นว่ามีเรา-กูอยู่ในขันธ์   เมื่อเราทำจนขันธ์ที่ปรากฎ  เป็นแต่ขันธ์เปล่าๆ  (ขันธ์ล้วนๆ) ทุกข์ก็จะไม่มี   ทุกข์จากอุปาทานนั้นจะเกิดหรือตั้งอยู่ไม่ได้   หากไม่มีตัวตนเข้าไปรองรับ  พระไตรลักษณ์ก็จะปรากฎอยู่ต่อหน้า   แม้แต่ความง่วง   เมื่อเราเห็นสักแต่ว่าเป็นความง่วงล้วนๆ  ทุกข์จะไม่เกิด ความง่วงก็ตั้งอยู่ไม่ได้   เหมือนการวางของที่มีน้ำหนักบนพื้นเอียง  ลื่นๆ  ของนั้นเกิดได้ วางได้  แต่ตั้งอยู่ไม่ได้หรอกครับ    ขอบพระคุณหลวงพ่อเทียน  และกัลยณมิตรทุกท่านครับ

 จากคุณ : กำพล2 [ 29 มิ.ย. 2545 / 10:44:43 น. ]
     [ IP Address : 202.183.164.29 ]


 ความคิดเห็นที่ 52 : (minn)

สาธุค่ะ คุณหมอ _/|\_

 จากคุณ : minn [ 29 มิ.ย. 2545 / 15:43:00 น. ]
     [ IP Address : 203.185.77.61 ]


 ความคิดเห็นที่ 53 : (นพ)

นับแต่ที่หลวงพ่อเทียนสิ้นบุญไปได้มีการรวบรวมและเผยแพร่คำสอนของท่านทั้งในรูปแบบหนังสือ เทปเป็นจำนวนมากโดยมีมูลนิธิหลวงพ่อเทียนเป็นแกนหลักในการดูแล   อาจารย์โกวิทเคยเปรยไว้ว่ามีอีกสิ่งหนึ่งที่น่าทำ และน่ารวบรวม  คือการเล่าสู่กันฟัง  คือการรวบรวมประสบการณ์การเจริญสติของลูกศิษย์หลวงพ่อเทียน  หรือผู้ที่สนใจปฏิบัติแนวนี้ซึ่งมีอยู่หลากหลายรูปแบบ  หลายเพศ หลายวัย หลายสถานที่  เพื่อเป็นการให้กำลังใจ  และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ชีวิตซึ่งกันและกัน  ส่งเสริมกันและกันให้เจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไป  ข้อเขียนของคุณหมอกำพล  ข้อเขียนของอาจารย์กำพล  นับเป็นตัวอย่างที่ดียิ่งครับในการเล่าสู่และเข้าใจถึงพลังแห่งสติที่มีผลต่อชีวิตจิตใจของตัวเราเอง     ส่วนตัวผมก็ได้เขียนไว้บ้างแล้วในกระทู้เก่าๆตามสติกำลังครับ

 จากคุณ : นพ [ 30 มิ.ย. 2545 / 07:41:25 น. ]
     [ IP Address : 172.134.29.139 ]


 ความคิดเห็นที่ 54 : (nonborn)

เรียนคุณหมอกำพล
จากความเห็นที่ 38  "ถึงขณะนี้ผมมั่นใจกับแนวทาง    เพียงแต่ต้องทำให้ถูกต้องตามเทคนิค  และที่สำคัญคือให้ต่อเนื่องจริงๆ   ......" 
ช่วยกรุณาอธิบายขยายความด้วยครับ ว่า  ถูกต้องตามเทคนิคนั้น คือ อย่างไร
ขอบคุณครับ

 จากคุณ : nonborn [ 1 ก.ค. 2545 / 09:37:01 น. ]
     [ IP Address : 203.146.3.18 ]


 ความคิดเห็นที่ 55 : (kookart)

เรียนถามคุณหมอค่ะ  เมื่อรู้สึกตัว จะรู้สึกได้ว่าอารมณ์ต่างๆ
ที่เคยปรากฏ เช่น อาการสงบ  อาการปีติ  หรือกระทั่งอารมณ์ที่ปรากฎทาง
ทวารต่างๆกลับจืดชืดลง มีแต่ความรู้สึกตัวอยู่กลางๆ เห็นอารมณ์เป็นสิ่งถูกรู้ที่ปราศจากรสชาดซะสนิทเลยค่ะ 
- ความเป็นกลางของจิตที่เป็นเอง เป็นอย่างไรค่ะ ? ตามความเข้าใจอาร์ตนั้น  เราจะต้องหมั่นรู้ รู้ รู้ลงไปในทุกๆสภาวะต่างที่เกิดขึ้นกับกายกับใจ  และเมื่อเรารู้ได้  รู้ถูกสิ่งต่างๆเหล่านั้นจะหมดค่าลงในตัวของมันเอง คงไว้แต่ใจที่ตื่นตัวพร้อมรู้อยู่เป็นอิสระค่ะ 
- และการตามรู้ความคิดนั้น อาร์ตเข้าใจว่า รู้ความคิดนั้นเร็วดีค่ะ
เราจะคิดตลอดเวลา  เมื่อกระทบปุ๊บ มักจะคิดปั๊บ เราจะเห็นสิ่งที่ถูกรู้ดับ ๆๆๆไปด้วยความเร็วของการตามรู้ความคิดนั้น ทำให้เรารู้ตัวได้อย่างต่อเนื่อง และรู้ตื่นตัวว่างดีค่ะ  ไม่ทราบว่าการตามรู้ความคิดแบบนี้จะเร็วไปไหมค่ะ  หรือว่าควรจะรู้กายให้เป็นฐานให้ดีกว่านี้ซะก่อนนะค่ะ ?
น้องอาร์ต

 จากคุณ : kookart [ 1 ก.ค. 2545 / 10:19:30 น. ]
     [ IP Address : 203.149.56.10 ]


 ความคิดเห็นที่ 56 : (เด็กวัดแก้ว)

เรียนคุณหมอกำพล
ผมอ่านบทความของคูณหมอที่คุณมะไฟหวานนำมาลง ผมได้อะไรบทความนี้มาก
ขณะที่ผมฝึกเดินจงกรมได้สักระยะหนึ่ง ผมดูในทีวีพบรายการของคุณหมอ(จำชื่อไม่ได้)อยู่ท่านหนึ่ง มาออกรายการ รู้สึกสึกจะเป็นเรื่องเกี่ยว"พลังชื่กง"ว่าเป็นสมาธิเคลื่อนไหว อันนี้ทำให้จุดประกายผมมาก
ต่อมาผมก็อ่านวิธีการนั่งสมาธิตามแนวของหลวงพ่อเทียน ใหม่ๆ ผมก็ทำตามจังหวะ วันหนึ่งผมเดินจงกรมมากไปหน่อย เวลาเดินเอาจิตไปอยู่ที่เท้านะครับ ปรากฏกว่าเวลาเดินจริงๆ เดินไม่เป็นเลย หลังจากนั้นเวลาเดินผมจงกรมผมเดินแบบพระบิณฑบาตร สายตาจับอยู่ข้างหน้า ห่างประมาณ 2-3 ก้าว ไม่มีการจังหวะ อยากเดินช้า ก็เดินช้าๆ อยากเดินเร็ว ก็เดินเร็วๆ รู้สึกว่าดีขึ้นเยอะ
ต่อมาผมอ่านเรื่องการทำงานคือการปฏิบัติธรรมของท่านพุทธทาส ทำให้จุดประกายผมได้เยอะมาก เพราะต่อมาผมจะทำอะไรก็แล้วแต่ จะขับรถยนต์ ขับมอเตอร์ไซด์ วิ่ง ทำงาน ก็ให้มีสติสัมปชัญญะอยู่กับสิ่งที่ทำอยู่เสมอ
ผมอยากจะเรียนถามคุณหมอว่าวิธีการปฏฺบัติตามแนวของหลวงพ่อเทียน แตกต่างกับวิธีการประยุกต์ใช้ของผมอย่างไร
คุณหมอนั่งทำสมาธิโดยใช้ลมหายใจเป็นอารมณ์กรรมฐานหรือเปล่า หรือนั่งเคาะจังหวะ ผลเป็นอย่างไร

 จากคุณ : เด็กวัดแก้ว [ 2 ก.ค. 2545 / 03:31:37 น. ]
     [ IP Address : 203.107.244.247 ]


 ความคิดเห็นที่ 57 : (กำพล2)

            ผมเพิ่งมีโอกาสได้เข้ามาดู  ต้องขออภัยด้วยครับ 
        เรียนคุณ nonborn  ครับ   
                 การปฏิบัติให้ถูกต้องตามเทคนิคนั้น  ไม่มีนัยยะพิเศษใดๆหรอกครับ    มันเป็นสิ่งที่ผมมีประสบการณ์จากตัวผมเอง  จากการได้ยิน  ได้ฟังครูบาอาจารย์  รวมทั้งญาติธรรมที่พบเห็นมา   สอบถามพูดคุยกัน   และผลจากการเปลี่ยนแปลงหลังจากทำตามคำแนะนำนั้นๆ    เช่นว่าการยกมือสร้างจังหวะนั้น  เมื่อเคลื่อนไหวแต่ละครั้งให้รู้เบาๆ  จะว่ารู้โดยไม่เจตนาเข้าไปรู้ก็ได้(แต่ใหม่ๆคงต้องมีเจตนาเคลื่อน  เจตนาเข้าไปรู้)  การที่รู้ชัดมากอาจเป็นผลจากเพ่ง -จ้องได้  รู้ในลักษณะที่รู้แบบเห็น  ไม่ใช่รู้แบบเข้าไปอยู่ในความรู้สึกอันนั้น  แต่ให้เห็นความรู้สึกที่เกิดจากการเคลื่อนไหวในแต่ละครั้ง   จะเป็นการรู้ที่มีน้ำหนักน้อยลงเรื่อยๆ   จนรู้เฉยๆแบบไม่มีน้ำหนักต่อไป   เท่าที่เคยทำ  และเคยให้คำปรึกษาก็คือนักปฏิบัติธรรมมักจะพยายามให้รู้ชัดให้ต่อเนื่อง      ทุกครั้งที่เคลื่อนต้องหยุด  ตรงนี้สำคัญ  เรามักยกมือเคลื่อนต่อเนื่องกันโดยไม่หยุด  การทำแบบนี้จะทำให้รู้ ก็รู้แบบเหล็กเส้น เป็นอารมณ์ของสมถ   ถ้าหลุดก็ฟุ้งไปเลย   ความเร็ว  ให้พอดีๆ ไม่เร็ว -ช้าเกินไป   การทำเร็วเกินไปจังหวะหยุดจะไม่ชัดเจน  และแม้จะเว้นจังหวะหยุดชัดเจนแต่การที่เคลื่อนเร็ว ต้องมีเจตนามาก   ช้าเกินไปก็คือเพ่ง  ระวังตลอดกลัวความคิดจะเกิด   กลัวจะไม่รู้   จิตจะมีความสงบลึกได้ง่ายมาก     มีความเบาสบาย   จริงๆ
ก็ยังคิดว่าตัวเองมีความรู้สึกอยู่    แต่นั้นเป็นการรู้  ที่อยู่ในความสงบ   เราต้องตื่น ออกมาเห็นความสงบครับ    อย่าไปอยู่ในความสงบแบบนั้น     ความแรงในการยกมือก็เช่นกัน   ผมเห็นบางคนยกสูงมาก  เป็นเหมือนการสะบัดมือ  อันนั้มีประโยชน์ครับเอาใว้ตอนแก้อารมณ์  เช่น  ง่วง   มีความคิดมาก   แต่ความรู้สึกตัวจริง  ไม่ต้องทำมากขนาดนั้นก็ได้ครับ   การเจตนาหรือตั้งใจมากกับการเคลื่อนไหว  จะทำให้จิตล้า  และเครียดง่าย   ความคิดไม่มีโอกาสได้เกิด   ตัวทุกข์ที่เราจะศึกษาจริงๆคือตัวความคิดนี้แหล่ะครับ    ดังนั้นการเคลื่อนไหวที่ผมเข้าใจ จึงเป็นการเคลื่อนไหวแบบเล่นๆ  ด้วยความนุ่มนวล   เป็นจังหวะจะโคน เป็นต้น     ทั้งหมดนี้จะต้องผ่านการลงมือทำเอง  ทดสอบดูเอง    เราจะเห็นว่า การทำแต่ละแบบจะให้อารมณ์ไม่เหมือนกัน   จุดที่พอจะบอกได้ว่าพอดีของเราต้องหาเอาเอง    จุดที่ว่าพอดีๆนั้นคือ  รู้เบาๆ สบายรู้ทั้งข้างนอก  รู้ทั้งข้างใน  สามารถรู้ได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ล้า   ไม่เครียด   
           การเดินจงกรมก็คล้ายกัน     ที่สำคัญอีกอย่างคือ  นักปฏิบัติใหม่  ต้องจับความรู้สึกที่เกิดจากการเคลื่อน  หรือการกระทบสัมผัสให้ได้  ถ้าจับไม่ได้เราจะเคว้งคว้าง  จากนั้นเราจะเป็นเยื่อของความคิดต่อไป    ระยะจงกรมไม่ใกล้-ไกลเกินไป   ต้องกะให้พอดีๆ  ใกล้ไปก็เวียนหัวง่าย   ไกลไปก็ฟุ้งง่าย     ระดับสายตาก็มีผลต่อความรู้สึก ต้องกะระยะให้พอดี  คอยสังเกตอาการว่ามองใกล้ๆเป็นยังงัย   มองไกลๆเป็นยังงัยเราพิสูจน์ทราบได้ด้วยตัวเราเอง      ความเร็วในการเดินก็มีผล   เท่าที่เคยเห็นหลวงพ่อเทียน (ในvdo)   หลวงพ่อคำเขียน เดินเราจะดูออกว่าเดินอย่างมีสติเดินอย่างไร   คล้ายๆคือการเดินเล่น  ชมนก  ชมไม้นี้แหล่ะครับ   แต่มีความรู้สึกตัว
              เหล่านี้คงเป็นคำแนะนำเล็กๆน้อยๆเท่าที่พอจะทราบ   ท่านใดที่มีเทคนิค   แนวทางที่เป็นประสบการณ์ส่วนตัว  หรือจากครูบาอาจารย์ก็ช่วยแสดงความเห็นกันมาเถอะครับ   ช่วยกัน   แต่สุดคงต้องอยู่ที่นักปฏิบัติแล้วละครับที่จะต้องลงมือทำอย่างจริงๆจังๆหรือเปล่า   ของแบบนี้วัดความเป็นคนตั้งใจจริงได้ครับค่อยๆทำไป  มันจะค่อยๆจูนเข้าไปสู่จุดที่เรียกว่าพอดีๆ ได้เอง   ที่สำคัญอย่าไปมั่นหมายกับสิ่งที่เราประสบอยู่   มันจะทำให้เราไม่ก้าวไปใหน   จมอยู่ตรงนั้นตลอดไป

 จากคุณ : กำพล2 [ 3 ก.ค. 2545 / 12:57:50 น. ]
     [ IP Address : 203.113.41.134 ]


 ความคิดเห็นที่ 58 : (nonborn)

ขอบพระคุณ คุณหมอมากครับ   ตามปกติผมไม่ได้ฝึกตามแนวของหลวงพ่อเทียนท่าน   แต่ก็สนใจมากครับ  ผมเคยไปวัดสนามในมา 2-3 ครั้ง     เคยสนทนากับพระรูปหนึ่งนามว่า พระฉัตรชัย   ผมเคลื่อนไหวมือให้ท่านดูเป็นจังหวะช้าๆตามที่ผมอ่านในหนังสือที่หลวงพ่อเทียนท่านสอนไว้   พระฉัตรชัยท่านสอนว่ามือไม่ต้องเกร็ง  และควรจะทำให้เร็วขึ้นและต่อเนื่องกันไปไม่ต้องเคลื่อนเป็นจังหวะทั้งนี้เพื่อจะได้ไม่เกิดอาการเพ่ง   แล้วท่านก็ทำให้ผมดู  ครั้งนั้นทำให้ผมค่อนข้างสับสนว่าอย่างไรจึงจะถูกต้อง  เคลื่อนมือช้าแล้วหยุดเป็นจังหวะหรือว่าเคลื่อนเร็วอย่างต่อเนื่องกันไป   ต่อมาผมจึงพอจะเข้าใจว่าจะเร็วหรือช้าอย่างไรก็ไม่เป็นไรขึ้นอยู่กับแต่ละคน   เหมือนกับการเดินจงกรมแต่ละคนก็จะเดินช้าหรือเร็วไม่เท่ากัน      สิ่งสำคัญคือจะต้องมีความรู้ตัว ไม่เพ่งหรือเผลอ   ความรู้ตัว ไม่เพ่งและไม่เผลอนี่แหละครับที่ผมรู้สึกว่ายากที่สุด (แต่พระอาจารย์ปราโมทย์--ผมเคยพบท่าน 3ครั้งก่อนที่ท่านจะไปบวช-- ท่านบอกว่าจริงๆแล้วมันง่ายมันธรรมดาๆแต่จิตคนไปปรุงแต่งเองมันเลยกลายเป็นยาก) และก็จะต้องฝึกฝนต่อไป  ขอขอบพระคุณ คุณหมอมากครับที่กรุณาให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์กับผมอย่างมากเลยครับ
 
ปล.ไม่ทราบว่าคุณหมอมีเบอร์อีเมล์ที่พอจะติดต่อได้บ้างหรือไม่ครับ

 จากคุณ : nonborn [ 3 ก.ค. 2545 / 16:58:41 น. ]
     [ IP Address : 203.146.3.18 ]


 ความคิดเห็นที่ 59 : (กำพล2)

       เรียนคุณnonborn
               ก็เป็นอย่างที่ว่าจริงๆแหล่ะครับ  มันเป็นความรู้สึกตัวธรรมดานี้แหล่ะ  เราเคยรู้จักมันมาก่อนด้วยซ้ำ   แต่ปัญหาคือทำอย่างไรจะให้ความรู้นึกตัวมีหรือเกิดได้เองเป็นอัตโนมัติ  หรือเรียกว่ามหาสติก็ว่าได้     พระอาจารย์ฉัตรชัย ก็คงเป็นองค์เดียวกันกับที่ผมพาไปพบพระอาจารย์ปราโมทย์     ผมไม่มี  อีเมล์  หรอกครับมีแต่มือถือ  01-4258891   โทรได้ตลอด  8-21  น  บ่ายๆจะว่างคุยได้นานๆครับ
          ถึงอาร์ต     จิตที่ประกอบด้วยสติสัมชัญญะ  ที่เกิดได้เองเป็นเองแล้ว  จะมีความเป็นกลางอยู่อย่างสำเร็จรูป  เป็นอย่างไร  คงยากที่จะบรรยายมาเป็นคำพูด  เมื่อมีแล้ว  เป็นแล้ว  ก็จะสัมผัสรู้ได้จำเพาะตน   มันเหมือนมีมาตรฐานใหม่เกิดขึ้นในจิตในใจของเรา   เป็นความสมดุลของจิต(balance)  เมื่อมีการเกิดขึ้นของความคิดหรือการเคลื่อนไหวของจิต   จิตเองจะรู้อาการนั้นหรือไม่  ขึ้นอยู่กับคุณภาพของจิตที่ฝึกมา       และอีกประการหนึ่ง  คือการเห็น  การเข้าไปรู้การเกิดขึ้น   เปรียบเทียบพอให้เห็นภาพก็คือ    ฝึกใหม่ๆเราจะรู้แบบเข้าไปอยู่กับอาหารของแมว(ความรู้สึกที่กายเคลื่อนไหว)ต่อมาเมื่อแมวโตขึ้นรู้จักแมวแล้วเราก็เข้าไปเป็นแมวซะเองคอยไล่จับหนู   ต่อมาก็ถอนตัวออกมาเป็นผู้ดูแมวมันจับหนู  ก็ไม่เหนื่อย   เป็นเรื่องของจิต  ไล่ตะครุบความคิดเอง     อาการที่รู้จะเป็นไปในทำนองนี้  แต่ไม่เป็นอย่างยี้ก็ได้นะครับ    รู้แบบเข้าไปอยู่ก่อน   จากนั้นก็ถอนตัวออกมารู้แบบเห็น   รู้แบบดู  ต่อไป
         การดูความคิด-การเห็นความคิดจะทำได้ดีหรือเป็นผู้ดูจริงๆสติสัมปชัญญะต้องพัฒนาไปมากระดับหนึ่ง  ตามคำแนะนำของครูบาอาจารย์  จะเน้นให้รู้กายเคลื่อนไหวให้ชำนาญจริง  อย่าเพิ่งไปสนใจความคิด  เมื่อเห็นหรือรู้ว่าคิดไม่ต้องไปสนใจใดๆทั้งสิ้น  ให้กลับมาอยู่กับความรู้สึกตัว   ทั้งนี้เพราะถ้าพื้นฐานเราไม่แข็งแกร่งจริงๆ เมื่อไปสนใจ  ตั้งใจดูความคิด  เราจะถูกจิต  ความคิดหลอกหลอนได้ง่ายๆ   ถ้าเราชำนาญดีพอ  กายเคลื่อนไหวเล็กๆน้อยๆ  ก็รู้สึกตัวได้   ไม่ว่าจะเป็นกระพริบตา   อ้าปาก  กลืนน้ำลาย    หายใจเข้า  -  ออก   เป็นความรู้สึกตัว  แบบนี้มันจะสะดวกในการเข้าไปดูความคิด  ความคิดจะเล่นงานเราไม่ได้เพราะความรู้สึกตัวจะพาเราให้พ้นไปจากภาวะของการเข้าไปอยู่   ให้ออกมาเป็นผู้ดู        หรือไม่ก็อย่างนี้ก็ได้  คือ ลองดูความคิด  สนใจความคิดโดยให้น้ำหนักการรู้กายเคลื่อนไหว/ ความคิด  ประมาณ  50/50  ,40/60  ,70/30    ก็แล้วแต่  แล้วเราก็ใช้ประสบการณ์จากการหลงเข้าไปในความคิด   การเข้าๆออกๆความคิดจะทำให้จิตแยกได้ว่า  มันต่างกันอย่างไร  ระหว่างเข้าไปอยู่  กับการออกมาดู  ดูให้ชำนาญ  อีกหน่อยความคิดก็หลอกเราไม่ได้อีกต่อไป
           หลวงพ่อคำเขียน  พูดให้ฟังว่า  คนโบราณกลาวว่า"ดูกายก็เห็นจิต   ดูความคิด ก็เห็นธรรม"   จริงเท็จขนาดใหนก็ลองทำกันดูนะครับ
          ถึงคุณเด็กวัดแก้ว
                   การกำหนดรู้กายเคลื่อนไหวที่เป็นท่าร่างเหมือนมวยจีน  หรือการร่ายรำ ใดก็ตามที่เคลื่อนแบบเนิบช้าไปเรื่อยๆ  เมื่อเราเจตนากำหนดรู้การเคลื่อนไหวนั้นอย่างต่อเนื่อง  จิตเราจะสงบโดยอัตโนมัติ   จะเกิดอานิสงค์ของการที่จิตสงบรำงับเป็นสมาธิ  (ไม่ใช่สัมมาสมาธิ)เป็นการเข้าไปอยู่ในความสงบ  (ใต้โมหะ)  จะเบากาย   เบาใจได้เหมือนกัน  แต่ไม่รู้สึกตัว   เราต้องตื่นออกมาเห็นอาการสงบอันนั้น  เราจึงจะเห็นอาการของความสงบได้จริง
           การเจริญสติไม่ว่าเทคนิคใด  ผมเห็นว่าต้องนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้  การฝึกจึงต้องทำไปกับงานกับการ   ในระยะที่ผมเพิ่งกลับจากวัดป่าสุคะโตใหม่ๆ   ผมไม่ได้สร้างจังหวะ  เดินจงกรมเลย  ร่วมๆ  2 เดือน   ผมคิดว่าผมรู้จักความรู้สึกตัวดีพอ(อย่าเอาอย่างนะครับ)  อาศัยรู้ไปกับการทำงาน   ต่อมาเมื่อได้มีโอกาสได้ไปปฏิบัติได้ต่อเนื่องประมาณ  7  วัน  ผมสงสารตัวผมมาก  ว่าเรานี้ช่างโง่ดีแท้  เวลาร่วม 2 เดือนล่วงไปโดยได้ประโยชน์น้อยมาก   เพราะผมพบว่าหากเราอยู่กับตัวเอง  สร้างจังหวะเดินจงกรมไปเรื่อยๆ ความรู้สึกตัวมีการพัฒนาไปมากเป็นคนละเรื่องราวได้เลย    จากนั้นมานอกจากพยายามกำหนดรู้ไปกับการทำงานแล้ว   หากมีเวลาว่างผมจะเดินจงกรมทันที    จนเมื่อความเป็นเองเกิดขึ้น  ก็เหนื่อยน้อยลงไปเรื่อยๆ
          ผมตอนนี้ไม่ได้ทำอะไรเป็นรูปแบบประจำ  บางทีนั่งสร้างจังหวะ   ลืมตา   บางที  นั่งนิ่ง  หลับตา  ดูลมหายใจ   เมื่อจิตรู้สิ่งใด   ก็รู้สิ่งนั้นตามความเป็นจิรง   เมื่อสงบ  ก็ดูความสงบ  เมื่อรู้ลมชัดก็รู้ว่ารู้ลม   ใจคิดนึกก็รู้ว่าใจคิดนึก  ไม่ได้บังคับให้อยู่ฐานใดฐานหนึ่งหรอกครับ

 จากคุณ : กำพล2 [ 3 ก.ค. 2545 / 19:48:21 น. ]
     [ IP Address : 203.146.133.10 ]


 ความคิดเห็นที่ 60 : (กำพล2)

      ขออภัยครับ   น้ำหนักดูกาย/ความคิดเปลี่ยนจาก  70/30  เป็น    30/70  ครับ   อย่าไปสนใจกับตัวเลขดังกล่าวก็ได้เพียงแค่เปรียบเทียบให้เห็นเท่านั้น

 จากคุณ : กำพล2 [ 3 ก.ค. 2545 / 19:54:22 น. ]
     [ IP Address : 203.146.133.10 ]


 ความคิดเห็นที่ 61 : (นพ)

เมื่อพูดถึงเรื่องเทคนิคฝึกเจริญสติตามแนวหลวงพ่อเทียน  เพื่อให้เรารู้จักใช้จิตไปในทางที่มีความรู้สึกตัว(ทั่วพร้อม)มากขึ้น    สามารถรู้เท่าทันความคิด  รู้เท่าทันอารมณ์ปรุงแต่งตามที่เราเองชอบที่จะปรุง ชอบที่จะลักคิดเป็นเรื่องเป็นอารมณ์เป็นภพชาติไปเองตามความเคยชิน     หลวงพ่อคำเขียนท่านจะแนะนำให้กับผู้ที่ฝึกเจริญแนวนี้ไม่ว่าจะใหม่หรือเก่า   ให้หมั่นใส่ใจกับการฝึกทำความรู้สึกตัวเป็นหลัก       จะทำได้มากน้อยเพียงไรไม่สำคัญ  จะเลือกใช้อริยาบถการเคลื่อนไหวกายใดๆเป็นฐานเป็นนิมิตหมายในการกำหนดรู้ก็ได้    จะเคลื่อนไหวเร็ว หรือช้า อย่างไรก็ได้  แต่ข้อสำคัญคื่อ ให้เรารู้จักที่จะ...ปฏิ..ที่จะหันกลับจิตใจของเราที่ชอบปรุงแต่งจิต  ส่งจิตคิดออกไปเป็นประจำ  ให้หันกลับ  ทวนกลับมา มีความรู้สึกตัว ต่ออริยาบถที่เรากำลังหัดกำหนดรู้  ให้มีความรู้สึกตัวต่อสิ่งที่เรากำหนด มากขึ้น ต่อเนื่องขึ้น     ขณะฝึกกำหนดรู้จิตเราจะหลุด เผลอ ลักคิดไปอย่างไร     ไม่สำคัญ  เพียงแต่ให้ตั้งใจที่จะใช้จิตเรากลับมามีความรู้สึกตัว(ทั่วพร้อม) มากขึ้น ต่อเนื่องขึ้น      เรื่องการรู้เท่าทันความคิด  เห็นความคิด(แมวจับหนู  สติเห็นจิตปรุงแต่ง)  เรื่องความรู้ต่างๆนานา  หลวงพ่อท่านจะแนะให้เราพักไว้ก่อน  อย่าเพิ่งไปสนใจที่จะเห็นจิต   วิเคราะห์จิตเพราะสิ่งเหล่านั้นจะเป็นผลตามมาเมื่อเรารู้ที่จะละวางการปรุงแต่งความคิด  ละวางจินตภาพ   หันกลับมาใช้พลังสติสัมปชัญญะ  ให้มีความรู้สึกตัวต่อฐานที่เรากำหนด  รู้สึกตัวต่ออริยาบถที่เราฝึกกำหนดรู้มากขึ้น มากขึ้น  จนจิตเราสามารถ  ตื่น  มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม  ไม่ไหล ไม่ลักคิดเป็นอารมณ์   จิตจะเป็นหนึ่ง  เห็นและรับรู้อารมณ์ต่างๆที่เข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น  กาย และใจ  ได้อย่างชัดเจน แคล่วคล่องว่องไว      ชีวิตเราจะรู้จักที่จะอยู่  รับรู้ และโต้ตอบกับสิ่งต่างๆตามความเป็นจริง ชัดขึ้น มากขึ้น    หลวงพ่อคำเขียนบอกเสมอว่าการฝึกจิต  เราก็ฝึกกันที่ตรงนี้   ปฏิบัติ  ก็คือการที่เรารู้จักกลับรู้จักทวนกระแสจิต  ไม่ส่งออกจิต  ไม่คิดปรุงแต่งต่อให้เป็นกระแสยาวยืด เมื่อเรามาฝึกรู้ตัว  ฝึกละวางการปรุงแต่งความคิด  ฝึกกำหนดรู้โดยใช้อริยาบถการเคลื่อนไหวกายเป็นหลัก  ถือว่า  ..เป็นสากล  เพราะฐานกายเคลื่อนไหว เป็นฐานที่หยาบ  หัดกำหนดรู้ง่าย  และกายเคลื่อนไหวมันก็มีความเป็นไปของมันตลอดเวลา  เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาอยู่แล้ว   ชีวิตประจำวันปกรติเราก็มีการทำงานของกายและใจอยู่แล้ว  ขาดแต่เพียงสติที่จะเขาไปกำหนดรู้เท่าทัน  เมื่อมาฝึกตรงนี้ช่วยทำให้เรารู้จักที่จะหันกลับ  ทวนกลับมาใช้ สติ สัปชัญญะของเรามากขึ้นๆ  การทำอะไรคิดอะไรก็จะเป็นไปในทิศทางที่เป็นไปตามความเป็นจริงมากขึ้น    สติ สัมปชัญญะที่ตื่นตัวจึงเป็นเป้าหมาย และเครื่องมือในเวลาเดียวกัน     ต่อเมื่อใดที่ใจเรา(ปุถุชน) หันกลับไปลักคิด ปรุงแต่งตามอำนาจอนุสัยที่นอนเนื่องเคยชินมา  มันก็จะถูกเห็นชัดเจน  รู้เท่าทันความคิดของเราเอง ถูกกำหนดรู้ และรู้จักที่จะตัดกระแสความคิดปรุงแต่งนั้นๆ    เพราะเรารู้จักที่จะละกลับมามีความรู้สึกตัว  อยู่กับความเป็นจริงในอริยาบถในชีวิตที่เป็นจริง     ส่วนตัวผมในฐานะที่ยังเป็นปุถุชนคนหนึ่งก็รู้สึกว่าชีวิตเราเบาสบายมากขึ้น  วุ่นวายทางใจน้อยลง   หมดสงสัยในอะไรๆเกี่ยวกับชีวิตและสังคมไปได้มาก  ชีวิตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร  ภพชาติข้างหน้าจะมีหรือไม่  ไม่เป็นประเด็นให้ชวนสงสัยอีกต่อไป   ก็รู้สึกว่าได้ประโยชน์  ได้ชีวิตกลับคืนมาพอสมควร  ครับ

 จากคุณ : นพ [ 4 ก.ค. 2545 / 06:17:02 น. ]
     [ IP Address : 172.153.47.38 ]


 ความคิดเห็นที่ 62 : (กำพล2)

          ขออนุญาตแก้คำที่ไม่เหมาะสม   คือ   จริงเท็จ   เป็น   จริงแท้ ครับ
           ขอบคุณพี่นพที่เข้ามาช่วยเสริม   และชี้ให้ตรงประเด็นมากขึ้นครับ
        

 จากคุณ : กำพล2 [ 4 ก.ค. 2545 / 09:45:43 น. ]
     [ IP Address : 203.113.41.134 ]


 ความคิดเห็นที่ 63 : (กำพล2)

            กว่าจะมาถึงวันนี้    ผมได้ผ่านการปฏิบัติที่ต้องใช้กำลังกาย  กำลังใจอย่างมาก  เพราะผมเห็นความสำคัญและความจำเป็นของการเจริญสติ     ตามประสบการณ์ที่คุณมะไฟหวานนำมาลงไว้นั้น   เป็นเพียงฉากหนึ่ง หรือระยะหนึ่งเท่านั้น    สิ่งที่ผมเขียนไปเป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นจริง   แต่สิ่งสำคัญที่จะบอกก็คือ  ความเป็น-ที่เกิดกับจิตใจจริงๆไม่ได้เกิดทั้งหมดตามนั้น   ในภาษาของหลวงพ่อเทียน  ว่าปัญญามี  4 ระดับ  มี รู้จำ   รู้จัก   รู้จริง    รู้แจ้ง     ผมจึงขอปรึกษาญาติธรรมว่าถ้าผมจะนำเสนอประสบการณ์หลังจากกลับมาจากวัดป่าสุคะโตจนถึงปัจจุบันลงในกระทู้นี้  จะเหมาะสมหรือไม่ครับ   ทั้งนี้ในส่วนตัวผมเอง   ผมก็ต้องระมัดระวัง(เฝ้าสังเกต) ความรู้สึกนึกคิดของตัวเองอยู่ตลอดเวลา  เพื่อไม่ให้กิเลส  มานะ  ทิฏฐิเล่นงานเอาได้   ผมเพียงหวังให้เป็นหนังตัวอย่าง  ที่ผ่านการลองผิด  ลองถูก  ส่วนใดที่มีประโยชน์ก็จะได้ถูกเผยแพร่ออกไป  ไม่ต้องสูญหายไป( หากผมต้องล้มหาย   ตายจาก ไปเสียก่อน)   ผมขอเรียนปรึกษามา ณ ที่นี้ด้วยครับ

 จากคุณ : กำพล2 [ 5 ก.ค. 2545 / 11:13:42 น. ]
     [ IP Address : 203.113.41.133 ]


 ความคิดเห็นที่ 64 : (0009)

น่าจะลงไว้ครับ เพื่อเป็นแนวทางของผู้หัดเดินใหม่

 จากคุณ : 0009 [ 5 ก.ค. 2545 / 11:23:29 น. ]
     [ IP Address : 202.129.21.14 ]


 ความคิดเห็นที่ 65 : (โยคาวจร)

ผมขอสนับสนุนคุณหมอกำพลให้เขียนต่อไปครับ
เพราะสิ่งที่ถ่ายทอดที่มาจากประสบการณ์จริงๆ
อ่านแล้วถึงใจกว่าสิ่งที่เขียนมาจากการนึกคิดเอาเองมากเลยครับ
และจากที่ได้อ่านที่คุณหมอเขียนคราวก่อน
กับที่ได้อ่านในกระทู้นี้ผมว่าแตกต่างกันมากเลยครับ

 จากคุณ : โยคาวจร [ 5 ก.ค. 2545 / 11:27:38 น. ]
     [ IP Address : 202.47.246.6 ]


 ความคิดเห็นที่ 66 : (nonborn)

ขอสนับสนุนให้นำเสนอครับ  ประสบการณ์ของคุณหมอจะเป็นประโยชน์
อย่างมากแก่ผู้ที่กำลังเดินตามหลังอยู่ครับ  แนวทางและวิธีการของคุณหมอ
อาจจะถูกจริตกับหลายๆคน อาจทำให้บุคคลเหล่านั้นได้เจริญก้าวหน้าในทาง
ธรรมยิ่งๆขึ้นไป นับว่าเป็นกุศลผลบุญอันมหาศาลกับพระพุทธศาสนาอย่าง
ยิ่งครับ

 จากคุณ : nonborn [ 5 ก.ค. 2545 / 12:03:34 น. ]
     [ IP Address : 203.146.3.18 ]


 ความคิดเห็นที่ 67 : (minn)

คุณหมอตั้งเป็นกระทู้ใหม่เลยดีกว่าค่ะ กระทู้นี้ยาวแล้ว และขออนุโมทนากับเมตตาจิตที่จะช่วยให้ผู้ที่สนใจการปฏิบัติแนวนี้ได้ใช้เป็นแหล่งตรวจสอบอารมณ์ปฏิบัติได้อีกทางหนึ่ง สาธุค่ะ

 จากคุณ : minn [ 5 ก.ค. 2545 / 12:48:51 น. ]
     [ IP Address : 203.185.77.28 ]


 ความคิดเห็นที่ 68 : (นพ)

สนับสนุนครับ  หนึ่งคนหนึ่งประสบการณ์  เล่าสู่กันฟังเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์   และเตือนจิตสะกิดใจกันให้ระวังไม่ประมาทเผลอเลอต่ออำนาจแห่งกิเลสมานะ  เป็นกัลยาณมิตรที่ช่วยกันและกันครับ  

 จากคุณ : นพ [ 5 ก.ค. 2545 / 14:44:47 น. ]
     [ IP Address : 172.164.173.221 ]


 ความคิดเห็นที่ 69 : (นพ)

คุณMinnพอจะพิมพ์คำสอนของหลวงปู่ศรีจันทร์  วัดวิปัสสนาผาชันเกี่ยวกับการเจริญสติแนวติงที่หลวงพ่อเทียนท่านเคยฝึกร่วมกับหลวงปู่  ให้ได้อ่านกันบ้างไหมครับ    แนวติงเป็นอย่างไร  ยังมีการสอนกันอยู่หรือเปล่าครับ  เคยได้ยินหลวงพ่อเทียนเล่าว่าก่อนนี้เคยฝึกแนวติงมาเหมือนกัน  แต่ไม่ทราบรายละเอียด

 จากคุณ : นพ [ 5 ก.ค. 2545 / 22:30:25 น. ]
     [ IP Address : 205.188.192.21 ]


 ความคิดเห็นที่ 70 : (ชูคลณ์)

คุณหมอกำพลกรุณาตั้งเป็นกระทู้ใหม่เถอะครับ เพราะกระทู้นี้ยาวแล้วเหมือนกับ
ที่คุณ minn บอก ผมขออนุโมทนากับกุศลจิตของคุณหมอเช่นกัน

 จากคุณ : ชูคลณ์ [ 6 ก.ค. 2545 / 11:29:38 น. ]
     [ IP Address : 161.200.92.209 ]


 ความคิดเห็นที่ 71 : (มะเหมี่ยว)

จะรออ่านในกระทู้ใหม่นะคะ 
ขอบคุณและขออนุโมทนาด้วยค่ะ

 จากคุณ : มะเหมี่ยว [ 6 ก.ค. 2545 / 15:13:01 น. ]
     [ IP Address : 161.200.42.11 ]


 ความคิดเห็นที่ 72 : (ภาวิตา)

         รออ่านเช่นกันค่ะ  
ขอบพระคุณ ในเมตตาจิต   ขออนุโมทนาด้วยค่ะ



  

 จากคุณ : ภาวิตา [ 6 ก.ค. 2545 / 19:26:43 น. ]
     [ IP Address : 203.155.212.233 ]


 ความคิดเห็นที่ 73 : (at_last)

รออ่านด้วยครับ

 จากคุณ : at_last [ 8 ก.ค. 2545 / 09:00:45 น. ]
     [ IP Address : 203.155.21.163 ]


 ความคิดเห็นที่ 74 : (minn)

หลวงปู่หยุดสอนตั้งแต่ปี  2538 ท่านคงท้อที่คนเข้าถึงยาก 40 กว่าปี ที่ท่านสอน ได้ลูกศิษย์เข้าถึง 1 องค์ ก็มรณะภาพไปแล้ว   จนเมื่อคุณพิกุล มโนเจริญ ไปเจอโดยบังเอิญ ท่านจึงสอนอีกครั้ง เมื่อเดือนพฤษภานี้เองค่ะ  ขออัดเทปคำสอน ท่านก็ไม่ยอมให้อัด  ต้องไปฟังแล้วทำเองเดี๋ยวนั้นเลย
         ตอนที่ไปกราบท่าน ก็อาศัยพี่พิกุล พาไป ไม่งั้นท่านไม่ให้เข้าหา พอเจอหน้าท่าน ท่านก็พูดวันนี้ได้พูดกะลูกกะหลาน ท่านเมตตามาก ท่านเน้นให้เฝ้าดูตนเอง มองตนเอง คู้เหยียด เคลื่อนไหว ให้รู้ รู้อย่างเดียว  การปฏิบัติต้องมีความละเอียดอ่อน ไม่ว่าจะทำอะไร ให้ตามรู้ให้หมด รู้เห็นอะไร ก็ ไม่เอาทั้งนั้น  ท่านพูด .... รู้ ติง.... อย่างเดียว ไม่ต้องพิจารณาอะไร ให้ รู้ติง อย่างเดียว
     ปฏิบัติ อย่า... เอา ...
      แล้วจากนั้นท่านลำดับอารมณ์แต่ละขั้นๆ ให้ฟัง จนถึงที่สุด.........
      ส่วนรายละเอียดต่างๆ นั้นมากมายค่ะ.....คงต้องทำเอง แล้วไปหาท่าน รายงานการปฏิบัติให้ท่านฟัง
      ถ้าสนใจก็ลองๆ  ติดต่อนะคะ  หาตัวยากเหมือนกันพี่พิกุล  ตอนนี้อยู่เขาใหญ่ ไปเก็บอารมณ์ที่นั่น ก็ไม่ทราบว่ากี่วันค่ะ
     

 จากคุณ : minn [ 8 ก.ค. 2545 / 12:41:35 น. ]
     [ IP Address : 203.185.77.38 ]


 ความคิดเห็นที่ 75 : (นพ)

คำสอนหลวงปู่ศรีจันทร์  จากคุณ minn  ...บางส่วน....
ท่านเมตตามาก ท่านเน้นให้เฝ้าดูตนเอง มองตนเอง คู้เหยียด เคลื่อนไหว ให้รู้ รู้อย่างเดียว  การปฏิบัติต้องมีความละเอียดอ่อน ไม่ว่าจะทำอะไร ให้ตามรู้ให้หมด รู้เห็นอะไร ก็ ไม่เอาทั้งนั้น  ท่านพูด .... รู้ ติง.... อย่างเดียว ไม่ต้องพิจารณาอะไร ให้ รู้ติง อย่างเดียว
ปฏิบัติ อย่า... เอา
ขอบพระคุณครับคุณ minn

 จากคุณ : นพ [ 8 ก.ค. 2545 / 13:30:26 น. ]
     [ IP Address : 172.129.56.141 ]


 ความคิดเห็นที่ 76 : (กำพล2)

           ผมเพิ่งกลับจากพุทธมณฑล   เมื่อวาน   แวะหาอาจารย์กำพล ที่มาอยู่กับน้องชาย ที่อำเภอดอนตูม   ท่านปกติดี    อาจารย์มีกำหนดการจะไปอยู่วัดป่าสุคะโตในพรรษานี้   วันที่   21  ก.ค  นี้ครับ
            ผมจะนำเสนอประสบการณ์ปฏิบัติธรรมเป็นกระทู้ใหม่   ผมอยากจะบอกว่า    ขอให้เป็นกระทู้ของทุกท่าน  เรามาประกอบกรรมดีด้วยกันเถอะครับ     บางท่านเกรงจะผิด  ดูไม่เข้าท่า   ขออย่าให้คิดอย่างนั้นเลยครับ    การปฏิบัติธรรมไม่คำว่าผิดหรอกครับ   มีแต่ประสบการณ์เท่านั้น   มันอาจดูไร้สาระสำหรับเรา     แต่อาจจุดประกายให้เกิดไฟขึ้นในใจผู้อื่นขึ้นมาได้ก็ได้ครับ     ขอบคุณครับ

 จากคุณ : กำพล2 [ 8 ก.ค. 2545 / 14:11:28 น. ]
     [ IP Address : 203.113.41.133 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!