ความคิดเห็นที่ 28 : (กำพล2)
เรียนคุณnonborn,ผู้ใหม่และใฝ่ในธรรมทุกท่าน ก่อนเข้าสู่เทคนิกการปฏิบัติผมขอทำความเข้าใจในเบื้องต้นอย่างนี้ว่า มีนักปฏิบัติธรรมมากมายที่ถก(เถียง)กันด้วยความรู้ที่เกิดจากการอ่านแล้วจำมา ด้วยการคิดเทียบเคียง,ประเมิน,ประมวลตามอาการของสภาวะธรรมเพื่อให้เข้าได้กับตำราหรือสิ่งที่ตนเชื่อถือปฏิบัติอยู่ผมเห็นว่าหากเราถก(เถียง)กันด้วยความคิดเห็น-โดยไม่มีอารมณ์ที่ปฏิบัติได้จริงรองรับนั้นจะทำให้เราติดกับดักของสมมุติบัญญัติได้ง่ายมาก คำว่าภาวนามัยปัญญาถ้าใช้ภาษาไทยอธิบายก็คือความรู้ความเข้าใจที่เกิดจากการลงมือปฏิบัติจริงๆเท่านั้นเองจะว่าประสบการณ์ก็ได้ จะว่าexperienceก็ได้ ปัญหาของนักปฏิบัติส่วนใหญ่(รวมทั้งผมด้วย)คือกลัวจะไม่รู้ เกรงจะไม่เข้าใจในสภาวะธรรมที่เกิดขึ้น ,คิดหาสภาวะธรรมหรืออยากได้สภาวะธรรม ,เมื่อเกิดแล้วก็รู้ว่ามันคืออะไรและไปมั่นหมายกับความรู้อันนั้น ผมขอเรียนอย่างนี้ว่า อาการใดๆที่เกิดขึ้นกับกายและจิตไม่ใช่สิ่งมหัศจรรย์ใดๆ มันเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยของเขาเองและที่สำคัญมันเป็นเรื่องของธรรมชาติเองล้วนๆ พวกเราทำได้แต่เพียงดู หรือเห็นเท่านั้น หลวงพ่อคำเขียน กล่าวว่าให้เป็นผู้ดู อย่าเข้าไปอยู่ ให้เป็นผู้เห็น อย่าเข้าไปเป็น ให้มองสิ่งๆนั้นที่ปรากฎอยู่ว่าเป็นเพียงอาการ- เราไม่จำเป็นต้องรู้ก็ได้ หรือจะรู้ก็ได้ว่าสิ่งนั้นชื่ออะไร เพราะปรมัตถธรรมนั้นไม่ปรากฏชื่อ และท้ายที่สุดก็ต้องวาง ยิ่งถ้าเราเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสภาวะธรรมมากเท่าใดจะยิ่งทำให้การแสดงสามัญญลักษณ์ เนิ่นช้าไปมากยิ่งขึ้น นี้ยังไม่รวมการปรุงแต่งต่างๆเข้าไปอีก ปัญญาสองในองค์อริยมรรคคือการเห็นชอบ และการดำริชอบ นั้นไม่ต้องตีความใดๆ ต้องผ่านการเห็นชอบก่อนแล้วจึงดำริ(คิด)ชอบ คำว่าเห็น- ใช้กับอวัยวะคือดวงตา เป็นตาในหรือธรรมจักษุ หรือตาทิพย์ในความหมายของหลวงพ่อเทียน การเห็นจะเกิดขึ้นได้ต้องมีสิ่ง 2 สิ่งพร้อมกัน คือสิ่งที่ถูกเห็นปรากฏขึ้น มีขึ้นและสิ่งที่เข้าไปเห็น สภาวะธรรมมีแล้ว จึงเห็น เป็นแล้วจึงรู้ สิ่งที่ปรากฏขึ้นนั้นมีพร้อมแล้วในคนทุกคน ไม่มีอะไรที่ต้องทำ-สร้างใหม่ ไม่ว่า กาย -เวทนา-จิต-ธรรม แต่สิ่งที่จะเข้าไปเห็นนั่นแหล่ะเป็นสิ่งที่ต้องพัฒนา คือสติ-สัมปชัญญะ คือความรู้สึกตัว ภาวนามัยปัญญาจึงเป็นปัญญาจากการพบเห็น- มิใช่คิดเห็น ประสิทธิภาพของตัวรู้หรือสิ่งที่เข้าไปเห็นจะเป็นเครื่องชี้วัดถึงความบริสุทธิ์ของการเห็น ถ้าหากจิตยังไม่บริสุทธิ์ การเห็นก็ไม่บริสุทธิ์เท่านั้น ความดำริคิดก็ไม่บริสุทธิ์ตามดีกรีนั้นๆไปด้วย การคิดดีคิดถูกไม่ใช่สัมมาทิษฐิในอริยมรรค การเห็รชอบเป็นการเห็นที่บริสุทธิ์ คือเห็นด้วยจิตที่เป็นกลางอย่างแท้จริง เป็นการรู้-การเห็นเฉยๆ หรือรู้ซื่อๆ ไม่มีการปรุงแต่งใดๆ ไม่ไปสำคัญมั่นหมายกับสิ่งที่ถูกรู้ ปล่อยให้สิ่งที่ถูกรู้แสดงธาตุแท้ออกมาอย่างเต็มที่ ไม่เข้าไปเป็น ไม่เข้าไปอยู่กับสิ่งๆนั้น นี้เป็นสิ่งที่อยากจะเรียนให้ทราบในเบื้องต้น นอกจากนี้การวางใจที่เป็นกลางต่อสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในขณะปฏิบัติธรรม ก็เป็นเรื่องที่สำคัญ อย่าเห็นสภาวะธรรมใดๆว่าเป็นมิตร เป็นศัตรู เช่น เมื่อนิวรณ์เกิดขึ้นก็เห็นเป็นศัตรูต้องกำจัด ผลักใสไล่ส่ง หรือเมื่อมีความรู้สึกตัว สงบ เบาสบายก็อยากให้เกิดเช่นนั้นตลอด นั่นจะยิ่งสร้างภาระ ความยุ่งยากให้กับการปฏิบัติมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว ขอให้มองสิ่งต่างๆเป็นครู-อาจารย์ของเราทั้งสิ้น เขาปรากฏมาตามหน้าที่ของเขา ตามเหตุตามปัจจัย และเขาก็จะไปตามเหตุตามปัจจัยเช่นกัน เรา-มีหน้าที่คือศึกษาสิ่งปรากฏนั้น ด้วยความรู้สึกตัว เมื่อเราศึกษาหรือรู้จักมันอย่างถ่องแท้แล้ว โดยเฉพาะกิเลสตัณหาต่างๆ มันจะหลอกเรา(จิต)ไม่ได้อีกต่อไป ทุกข์มันจะน้อยลงด้วยตัวมันเอง ผมคงเรียนให้ทราบคร่าวๆดังนี้ สำหรับผู้ใหม่ คงต้องจดจำท่าทางในการสร้างจังหวะที่หลวงพ่อเทียนได้แนะนำไว้ให้ นั่ง-นอน-ยืนสบายๆ ลืมตา ไม่ต้องบริกรรมคำพูดใดๆ การสร้างจังหวะจะพูดให้ง่ายก็คือการเดินจงกรมด้วยมือนั่นเอง เป็นการทำเพื่อเร้าความรู้สึกตัวให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เหมือนการเขย่าธาตุรู้ให้ตื่นมาทำหน้าที่รู้ ที่เป็นเองโดยอัตตโนมัติต่อไป เป้าหมายคือให้รู้สึกตัวในขณะที่เคลื่อนอวัยวะนั้นๆ การพลิกมือแต่ละครั้งให้เราเข้าไปกำหนดรู้ (นี้คือการฝึก ส่วนการเข้าสู่ความเป็นเองแล้วไม่ต้องกำหนด เพราะมันเข้าไปรู้เอง) อาจใช้เจตนาในการเคลื่อนแต่ละครั้ง ,ให้ทำเบาๆ รู้เบาๆเคลื่อนสบายๆ รู้สบายๆ อย่าไปเพ่ง -อย่าไปจ้อง ไม่ต้องไปเกร็งข้อเกร็งแขนใดๆ (การเพ่งจ้องทำให้จิตส่งเข้าในมาก จะติดอารมย์สมถะได้) รู้ผ่าน ,รู้ผ่าน,อย่ารู้เอา หรืออย่าเอารู้ รู้เป็นจังหวะ ๆ เมื่อทำไปเรื่อยๆมันจะรู้เหมือนรู้แบบลูกโซ่(เป็นสัมมาสติ และสัมมาสมาธิ) แต่ถ้าเพ่งจ้องจะทำให้รู้ต่อเนื่องแบบเหล็กเส้นเป็นอารมณ์สมถะไป เราอาจตั้งเจตนาไว้ก่อนว่าเราจะไม่คิดเรื่องใดๆในระหว่างที่เจริญสตินี้ หากมีความคิดใดๆเกิดขึ้นแสดงว่าเป็นความลักคิด เมื่อรู้ว่ามันลักคิดไปแล้วก็ให้แล้วไป ไม่ต้องให้ความสนใจใดๆต่อความคิดนั้นๆอีก ให้กลับมารู้ที่กายเคลื่อนไหว ทำแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ตามเทคนิคของหลวงพ่อเทียน ไม่มีคำว่าอนทนจนถึงขั้นที่เรียกว่าตายเป็นตาย หรือทนจนทุกขเวทนาทางกายนั้นดับไป เราเพียงรู้เฉยๆ ถึงจุดๆหนึ่งสมควรแก้ไขให้กายไป และด้วยความรู้สึกตัว ฝึกแบบนี้ไปเรื่อยๆ จะเป็นการผูกกายกับจิตไว้ด้วยกัน กายอยู่ ใจอยู่ด้วย กายทำอะไรใจทำด้วย ความรู้สึกตัวที่เด่นขึ้นเรื่อยๆจากความเพียรของเรา จะทำให้เรารู้การเคลื่อนไหวเล็กๆน้อยๆ ได้มากขึ้น ไม่ว่าการก้ม การเงย คู้ เหยียด กระพริบตา อ้าปาก กลืนน้ำลาย แม้แต่หายเข้าก็รู้ชัด หายใจออกก็รู้ชัด นี้คือ ก. ไก่ ในการปฏิบัติธรรม คือ กายานุปัสสนา ให้ทำเล่นๆนะครับ แต่ขอให้ทำให้ต่อเนื่องจริงๆ ขอย้ำว่าอย่าเอาจริงเอาจังจนเกินไป ถ้าติดขัดประการใดก็ มาคุยกันได้ครับ
|