หลักธรรมในการดำเนินชีวิตประจำวัน
 เนื้อความ :

ท่านได้นำหลักธรรมอะไรบ้าง? ที่ได้เรียนรู้จากพุทธศาสนา มาใช้ในการดำรงชีวิตประจำวันด้านต่าง ๆ เพื่อให้เกิดทุกข์น้อยที่สุดคะ

   1. ด้านการงาน  เช่น หลักในการทำงานให้สำเร็จ หลักการ ติดต่อกับบุคคลที่ร่วมงาน
   2. ด้านครอบครัว เช่น สามี-ภรรยา-พ่อ-แม่-ลูก
   3. ด้านสังคม เช่น การติดต่อสื่อสารกับคนในสังคม

 จากคุณ : ธรรมะ [ 19 พ.ค. 2545 / 20:01:37 น. ]
     [ IP Address : 203.151.11.156 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (จิตฐิ)

ว่าจะเข้ามา Post หัวข้อนี้อยู่พอดีค่ะ  ใจตรงกันกับคุณ ธรรมะ เลยทีเดียว

แต่นอกจากจะนำมาใช้ในการดำรงชีวิตประจำวันแล้ว  ยังต้องใช้ในทุกขณะจิตด้วยค่ะ (ธรรมเป็น อกาลิโก และ พึงน้อมเข้ามาใส่ตัวอยู่เนืองๆ)  ไม่งั้นจะไม่ทัน...

1. การติดต่อเกี่ยวเนื่องกับบุคคลอื่นๆ ไม่ว่าจะ สังคม, ครอบครัว, การงาน !!!
- พึงระวัง กาย-วาจาไว้ให้มากๆ ไม่ให้ไป สร้างกรรมกับผู้อื่นได้โดยเด็ดขาดค่ะ  

- หลักธรรมที่นำมาใช้ประจำวันได้นาน 2 ปี และ เห็นผลยิ่งยวด คือ  สัปปุริสธรรม 7
( 1. รู้เหตุ 2. รู้ผล 3. รู้ตน 4. รู้ความพอดี 5. รู้กาล 6. รู้สถานที่ 7. รู้บุคคล)  
ทุกครั้งที่จะปล่อยให้วาจาหลุดออกจากปากจิตฐิ    จะพยายามตรวจให้ครบทั้ง 7 ข้อนี้ก่อนที่จะพูดออกไป   แรกๆก็ทำยากมาก  แล้วก็ค่อยๆดีขึ้นเรื่อยๆ  จนกลายเป็นอัตโนมัติบ้าง   แต่ก็นั่นแหละ  ก็ยังมีวันที่  สติ-ปัญญา พร่อง  จึงทำให้หลุดในสิ่งที่ไม่ควรพูด     

ผลของกรรมนั้น.. จะสังเกตุเห็นได้ทันที    ก็เอาสิ่งนั้นแหละมาเป็นครูสอนใจต่อไป  ให้เห็นผล ที่ก่อให้เกิดทุกข์  โทษ  ภัยที่วาจาและการกระทำของเราไปสร้างกรรมต่อผู้อื่น   หมั่นสอนจิตเราไปเรื่อยๆ  มันก็จะเข็ดขึ้น  และ ยิ่งจะระวังคำพูดมากขึ้นค่ะ

2.  ให้รู้จักแยกหมวดธรรมในเรื่องของ  ภาระ และ หน้าที่  ข้อนี้คนส่วนใหญ่ยังสับสนมาก  เอามาปนกันเป็นอย่างเดียวกัน   เลยแยกให้เห็นความจริงได้ลำบาก  แถมบางทียังเข้าใจสลับกันไปเสียอีก  คราวนี้ล่ะ..ยุ่งใหญ่เลยค่ะ

ธรรมข้อนี้...ถ้าใครแยกได้  หมั่นสังเกต  หมั่นดู  หมั่นปฏิบัติอยู่เนืองๆ  จะเป็นสุขขึ้นมากๆค่ะ

ธรรมะ จริงๆแล้วคือ "ทุกสิ่งทุกอย่าง" ทั้งใน-นอก   เพียงแต่เราจะเลือกธรรมใดมาให้เรา เป็นทุกข์ หรือ เป็นสุข ต่างหากคะ,  

สิ่งที่เราทำนั้น  เราทำด้วย   รู้ หรือ เราทำด้วย หลง , ถ้าทำด้วย รู้ , โดยการแยกแยะ วิจัย-วิจารณ์ ธรรม เห็นจริงตามความเป็นจริงเสียแล้ว  โอกาสหลงก็จะน้อยลงๆ ไปเรื่อยๆค่ะ 

ไว้แค่นี้ก่อนนะคะ  ให้คุณธรรมะ  ได้มีโอกาสฟังท่านอื่นๆบ้าง

 จากคุณ : จิตฐิ [ 19 พ.ค. 2545 / 21:15:38 น. ]
     [ IP Address : 66.169.127.35 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (สัจจะญาโณ)

1. อิทธิบาท ๔  ฉันทะ  วิริยะ   จิตตะ  วิมังสะ, สังคหะวัตถุ ๔  คือ  ทาน  ปิยะวาจา อัตถะจริยา  สมานัตตา
2. หน้าที่ของสามีที่มีต่อภรรยา  หน้าที่ของภรรยาที่มีต่อสามี หน้าที่ของลูกต่อแม่  หน้าที่ของแม่ต่อลูก  หน้าที่ของพ่อต่อลูก พระพุทธองค์สอนไว้หมด
3.สังคหะวัตถุ ๔  คือ  ทาน  ปิยะวาจา  อัตถจริยา สมานัตตา
เพื่อให้เกิดความทุกข์น้อย
รู้จักปล่อยวาง  คนทุกข์เพราะความคิดของตนเอง 

 จากคุณ : สัจจะญาโณ [ 21 พ.ค. 2545 / 09:33:30 น. ]
     [ IP Address : 203.113.34.237 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (จิตฐิ)

ปิยะวาจา นั้นดี..แต่นั่นเป็นผลแล้วค่ะ  

แรกๆก็อาจจะฝืนพูดดีๆได้บ้าง  แต่พอมีอะไรขัดใจหรือทำให้เราโกรธมากๆ  คราวนี้ล่ะคำพูดไม่ดีก็จะออกมาได้   หรือไม่ก็จะลำเอียง เลือกพูดดีได้กับบางคนเท่านั้น !!     อีกอย่างคือ  อะไรที่ทำโดย..ไม่รู้เหตุ-รู้ผล  ก็จะทำได้ไม่นาน เพราะจิตยัง ยังไม่เห็นความจริง   ยังไม่เห็นผลลัพธ์   ยังไม่เห็นโทษจากคำพูดของเราค่ะ  

การหาเหตุ-หาผล  รู้เหตุ-รู้ผลนั้น  เป็นหลักของศาสนาพุทธโดยตรง   พระพุทธเจ้าไม่ต้องการให้ใครเชื่อพระองค์อย่างงมงาย  ดั่งที่ทรงกล่าวไว้ในกาลามสูตร  คือ ไม่ให้เชื่อโดย 10 ประการ     แล้วเมื่อไรที่ความเชื่อเป็นปัจจัตตัง ซึ่งเกิดจากผลของการวิจัยแยกแยะธรรมในสัมมาแล้วนั้น   จึงเป็นความเชื่อที่นำไปสู่   ความศรัทธา และ ความพอใจในการปฏิบัติธรรมต่อๆไปค่ะ  จึงเข้าอิทธิบาท ได้อย่างเต็มตัวเลย  

ทางโลก     ดู   เหตุเป็นเกณ
ทางธรรม ให้ดู ผลเป็นเกณ

 จากคุณ : จิตฐิ [ 22 พ.ค. 2545 / 13:57:28 น. ]
     [ IP Address : 66.169.127.35 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!